วันเวลาปัจจุบัน 24 มิ.ย. 2019, 19:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 16:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ท่านทั้งหลายได้นับถือพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน
เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับธรรมในพระพุทธศาสนา
มาจากครูบาอาจารย์มาก็มาก
ซึ่งบางท่านก็สอนอย่างพิสดารกว้างเกินไป
จนไม่ทราบว่าจะกำหนดเอาไปปฏิบัติได้อย่างไร
บางท่านก็สอนลัดเกินไป
จนผู้ฟังยากที่จะเข้าใจ เพราะว่ากันตามตำรา
บางท่านก็สอนพอปานกลาง ไม่กว้างและไม่ลัด
เหมาะที่จะนำไปปฏิบัติ
จนตัวเองได้รับประโยชน์จากธรรมนั้นๆ พอสมควร

อาตมาจึงใคร่อยากจะเสนอข้อคิดและการปฏิบัติ
ซึ่งเคยดำเนินมา และได้แนะนำศิษย์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ
บางทีอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจอยู่บ้างก็เป็นได้

ผู้ที่จะเข้าถึงพุทธธรรมนั้น เบื้องต้นจะต้องทำตน
ให้เป็นคนมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่เป็นประจำ
และเข้าใจความหมายของคำว่าพุทธธรรมต่อไปว่า
ก. พุทธะ หมายถึงท่านผู้รู้ตามเป็นจริง
จนมีความสะอาด สงบ สว่างในใจ
ข. ธรรม หมายถึง ตัวความสะอาด สงบ สว่าง
ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงพุทธธรรม ก็คือ คนเข้าถึงศีลสมาธิ ปัญญา นี่เอง

การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรม
ตามธรรมดาการที่บุคคลจะไปถึงบ้านถึงเรือนได้นั้น
มิใช่บุคคลที่มัวนอนคิดเอา
เขาเองจะต้องลงมือเดินทางด้วยตนเอง
และเดินทางให้ถูกทางด้วย จึงจะมีความสะดวก และถึงที่หมายได้
หากเดินผิดทาง เขาจะได้รับอุปสรรค
เช่น พบขวากหนามเป็นต้น และยังไกลที่หมายออกไปทุกที
หรือบางทีอาจจะได้รับอันตรายระหว่างทาง
ไม่มีวันที่จะเข้าถึงบ้านได้
เมื่อเดินไปถึงบ้านแล้วจะต้องขึ้นอยู่อาศัยพักผ่อนหลับนอน
เป็นที่สบายทั้งกายและใจ จึงจะเรียกว่า คนถึงบ้านได้โดยสมบูรณ์

ถ้าหากเป็นแต่เพียงเดินเฉียดบ้าน หรือผ่านบ้านไปเฉยๆ
คนเดินทางผู้นั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย
จากการเดินทางของเขา ข้อนี้ฉันใด
การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรมก็เหมือนกัน
ทุกๆคนจะต้องออกเดินทางด้วยตนเอง ไม่มีการเดินแทนกัน
และต้องเดินไปตามทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงซึ่งที่หมาย
ได้รับความสะอาด สว่าง สงบสว่าง
นับว่า เป็นประโยชน์เหลือหลายแก่ผู้เดินทางเอง
แต่ถ้าหากผู้ใดมัวแต่อ่านตำรา
กางแผนที่ออกดูอยู่ตั้งร้อยปีร้อยชาติ
ผู้นั้นไม่สามารถไปถึงที่หมายได้เลย
เขาจะเสียเวลาไปเปล่าๆ
ปล่อยประโยชน์ที่ตนจะได้รับให้ผ่านเลยไป
ครูบาอาจารย์เป็นผู้บอกให้เท่านั้น
เราทั้งหลายได้ฟังแล้วจะเดินหรือไม่เดิน
และจะได้รับผลมากน้อยเพียงใด นั้นมันเป็นเรื่องเฉพาะตน


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 29 ก.ย. 2009, 16:59, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 16:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา
อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอยายื่นขวดยาให้คนไข้
ข้างนอกขวดเขาเขียนบอกสรรพคุณของยาไว้ว่า แก้โรคชนิดนั้นๆ
ส่วนตัวยาแก้โรคนั้นอยู่ข้างในขวด
ที่คนไข้มัวอ่านสรรพคุณของยาที่ติดไว้ข้างนอกขวด
อ่านไปตั้งร้อยครั้งพันครั้ง คนไข้ผู้นั้นจะต้องตายเปล่า
โดยไม่ได้รับประโยชน์จากตัวยานั้นเลย
และเขาจะมาร้องตีโพยตีพายว่าหมอไม่ดี
ยาไม่มีสรรพคุณ แก้โรคอะไรไม่ได้
เขาจึงเห็นว่ายาที่หมอให้ไว้ไม่มีประโยชน์อะไร
ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยเปิดจุกขวดรินยาออกกินเลย
เพราะมัวแต่ไปติดใจอ่านฉลากยา
ซึ่งติดอยู่ข้างขวดเสียจนเพลิน
แต่ถ้าหากเขาเชื่อหมอจะอ่านฉลากครั้งเดียวหรือไม่อ่านก็ได้
แต่ลงมือกินยาตามคำสั่งของหมอ
ถ้าคนไข้เป็นน้อย เขาก็หายจากโรค
แต่ถ้าหากเป็นมาก อาการของโรคก็จะทุเลาลง
และถ้าหากกินบ่อยๆ โรคก็จะหายไปเอง
ที่ต้องกินยามากและบ่อยครั้ง ก็เพราะโรคเรามันมาก
เรื่องนี้เป็นธรรมดาเหลือเกิน
ดังนั้นท่านผู้อ่านจงใช้สติปัญญาพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ จึงจะเข้าใจดี

สรีรโอสถและธรรมโอสถ
พวกแพทย์พวกหมอเขาปรุงยาปราบโรคทางกาย
จะเรียกว่า สรีรโอสถ ก็ได้
ส่วนธรรมของพระพุทธเจ้านั้นใช้ปราบโรคทางใจ
เรียกว่า ธรรมโอสถ
ดังนั้นพระพุทธองค์จึงเป็นแพทย์
ผู้ปราบโรคทางใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
โรคทางใจเป็นได้ไวและเป็นได้ทุกคน ไม่เว้นเลย
เมื่อท่านรู้ว่าท่านเป็นไข้ใจ จะไม่ใช้ธรรมโอสถรักษาบ้างดอกหรือ

เข้าถึงพุทธธรรมด้วยใจ
พิจารณาดูเถิด การเดินทางเข้าถึงพุทธธรรม
มิใช่เดินด้วยกายแต่ต้องเดินด้วยใจจึงจะเข้าถึงได้
ได้แบ่งผู้เดินทางออกเป็น ๓ ชั้น คือ
ก. ชั้นต่ำ ได้แก่ ผู้รู้จักปฏิญาณตนเอง
เอาพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอาศัย
ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนด้วยดี
ละทิ้งประเพณีที่งมงายและเชื่อมงคลตื่นข่าว
จะเชื่ออะไรต้องพิจารณาเหตุผลเสียก่อน คนพวกนี้เรียกว่า สาธุชน

ข. ชั้นกลาง หมายถึง ผู้ปฏิบัติจนเชื่อต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่นแฟ้น
ไม่เสื่อมคลาย รู้เท่าทันสังขาร
พยายามสละความยึดมั่นถือมั่นให้น้อยลง
มีจิตเข้าถึงธรรมสูงขึ้นเป็นขั้นๆ
ท่านเหล่านี้เรียกว่า พระอริยบุคคล
คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี

ค. ชั้นสูง ได้แก่ผู้ปฏิบัติจนกาย วาจา ใจ เป็นพุทธะ
เป็นผู้พ้นจากโลก อยู่เหนือโลก
หมดความยึดถืออย่างสิ้นเชิง เรียกว่า พระอรหันต์
ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 16:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


การทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
ศีลนั้น คือ ระเบียบควบคุมรักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย
ว่าโดยประเภทมีทั้งของชาวบ้านและของนักบวช
แต่เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้วมีอย่างเดียว คือ เจตนา
ในเมื่อเรามีสติระลึกได้อยู่เสมอ
เพื่อควบคุมใจให้รู้จักละอายต่อการทำชั่วเสียหาย
และรู้สึกตัวกลัวผลของความชั่วจะตามมา
พยายามรักษาใจให้อยู่ในแนวทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกที่ควร
เป็นศีลอย่างดีอยู่แล้ว
ตามธรรมดา เมื่อเราใช้เสื้อผ้าที่สกปรกและตัวเองก็สกปรก
ย่อมทำให้จิตใจอึดอัดไม่สบาย
แต่ถ้าหากเรารู้จักรักษาความสะอาด
ทั้งร่างกายและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
ย่อมทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบาน
ดังนั้นเมื่อศีลไม่บริสุทธิ์ เพราะกายวาจาสกปรก
ก็เป็นผลให้จิตใจเศร้าหมอง ขัดต่อการปฏิบัติธรรม
และเป็นเครื่องกั้นใจมิให้บรรลุถึงจุดหมาย
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจที่ได้รับการฝึกมาดีหรือไม่เท่านั้น
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้พูดให้ทำ
ฉะนั้นเราจึงต้องมีการฝึกจิตใจต่อไป

การฝึกสมาธิ
การฝึกสมาธิ ก็คือ การฝึกจิตของเราให้ตั้งมั่นและมีความสงบ
เพราะตามปกติ จิตนี้เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง
ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ชอบไหลไปตามอารมณ์ต่ำๆ
เหมือนน้ำชอบไหลสู่ที่ลุ่มเสมอ
พวกเกษตรกรเขารู้จักกั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ในการเพาะปลูกต่างๆ
มนุษย์เรามีความฉลาดรู้จักเก็บรักษาน้ำ
เช่น กั้นฝาย ทำทำนบทำชลประทาน
เหล่านี้ก็ล้วนแต่กั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ทั้งนั้น
พลังงานไฟฟ้าที่ให้ความสว่างและใช้ทำประโยชน์อื่นๆ
ก็ยังอาศัยน้ำที่คนเรารู้จักกั้นไว้นี่เอง
ไม่ปล่อยให้มันไหลลงที่ลุ่มเสียหมด
ดังนั้นจิตใจที่มีการกั้นการฝึกที่ดีอยู่
ก็ให้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน
ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้
การฝึกจิตให้ดีย่อมสำเร็จประโยชน์” ดังนี้เป็นต้น

เราสังเกตดูแต่สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
ก่อนที่เราจะเอามาใช้งานต้องฝึกเสียก่อน
เมื่อฝึกดีแล้วเราจึงได้อาศัยแรงงานมันทำประโยชน์นานาประการ

จิตที่ฝึกดีแล้วมีคุณค่ามากมาย
ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้ว
จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีคุณค่ามากมายกว่ากันหลายเท่า
ดูแต่พระพุทธองค์และพระอริยสาวก
ได้เปลี่ยนภาวะจากปุถุชนมาเป็นพระอริยบุคคล
จนเป็นที่กราบไหว้ของคนทั่วไป
และท่านยังได้ทำประโยชน์อย่างกว้างขวาง
เหลือประมาณที่เราๆ จะกำหนด
ก็เพราะพระองค์และสาวกได้ผ่านการฝึกจิตมาด้วยดีแล้วทั้งนั้น

จิตที่เราฝึกดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพทุกอย่าง
ยังเป็นทางให้รู้จักทำงานด้วยความรอบคอบ
ไม่เป็นคนหุนหันพลันแล่น
ทำให้ตนเองมีเหตุผล และได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ

การฝึกอานาปานสติภาวนา
การฝึกจิตมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน
แต่วิธีที่เห็นว่ามีประโยชน์และเหมาะสมที่สุด
ใช้ได้กับบุคคลทั่วไป วิธีนั้นเรียกว่า อานาปานสติ-ภาวนา
คือ มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและหายใจออก
ที่สำนักนี้ให้กำหนดลมที่ปลายจมูกโดยภาวนาว่า พุทโธ
ในเวลาเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ก็ภาวนาบทนี้
จะใช้บทอื่น หรือจะกำหนดเพียงการเข้าออกของลมก็ได้
แล้วแต่สะดวก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า
พยายามกำหนดลมเข้าออกให้ทันเท่านั้น
การเจริญภาวนาบทนี้จะต้องทำติดต่อกันไปเรื่อยๆ
จึงจะได้ผล ไม่ใช่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วหยุดไปตั้งอาทิตย์สองอาทิตย์
หรือตั้งเดือนจึงทำอีก อย่างนี้ไม่ได้ผล
พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ภาวิตา พหุลีกตา
อบรมกระทำให้มาก คือ ทำบ่อยๆ ติดต่อกันไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 16:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ใช้สติกำหนดลมหายใจเพียงอย่างเดียว
การฝึกจิตใหม่ๆเพื่อให้ได้ผล
ควรเลือกหาที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน
เช่น ในสวนหลังบ้าน หรือต้นไม้ที่มีร่มเงาดีๆ
แต่ถ้าเป็นนักบวชควรแสวงหาเรือนว่าง (กระท่อม)
โคนไม้ ป่า ป่าช้า ถ้ำ ตามภูเขา เป็นที่บำเพ็ญ เหมาะที่สุด
เราจะอยู่ที่ใดก็ตาม ใช้สติกำหนดลมหายใจอย่างเดียว
แม้จิตใจจะคิดไปเรื่องอื่น
ก็พยายามดึงกลับมาทิ้งเรื่องอื่นๆทั้งหมด
โดยไม่พยายามคิดถึงมัน รู้ให้ทันกับความคิดนั้นๆ
เมื่อทำเข้าบ่อยๆจิตจะสงบลงเรื่อยๆ
เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ถอยจิตนั้นมาพิจารณาร่างกาย
ร่างกายคือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ
ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้
มีแต่ธรรมชาติไหลไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น
สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น
ความยึดมั่นต่างๆจะน้อยลงๆ
เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่า เกิดปัญญาขึ้น

ปัญญาเกิดเมื่อจิตดีแล้ว
เมื่อเราใช้จิตที่ฝึกดีแล้ว พิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้
ให้รู้แจ้งแน่ชัดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ปัญญารู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของสังขารที่เกิด
เป็นเหตุให้เราไม่ยึดถือหรือหลงใหล
เมื่อเราได้อะไรมา ก็มีสติ ไม่ดีใจจนเกินไป
เมื่อของสูญหายไป ก็ไม่เสียใจจนเกิดทุกขเวทนา เพราะรู้เท่าทัน
เมื่อประสบความเจ็บไข้หรือได้รับทุกข์อื่นๆ ก็มีการยับยั้งใจ
เพราะอาศัยจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เรียกว่า มีที่พึ่งทางใจเป็นอย่างดี
สิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่า เกิดปัญญารู้ทันตามความเป็นจริง
ที่จะเกิดปัญญาเพราะมีสมาธิ
สมาธิจะเกิดเพราะมีศีล
มันเกี่ยวโยงกันอยู่อย่างนี้ ไม่อาจแยกออกจากกันไปได้

ลมหายใจกับศีล สมาธิ ปัญญา
สรุปได้ความดังนี้ อาการบังคับตัวเองให้กำหนดลมหายใจ
ข้อนี้เป็น ศีล
การกำหนดลมหายใจได้และติดต่อกันไปจนจิตสงบ
ข้อนี้เรียกว่า สมาธิ
การพิจารณากำหนดรู้ลมหายใจว่า ไม่เที่ยง ทนได้ยากมิใช่ตัวตน
แล้วรู้การปล่อยวาง ข้อนี้เรียกว่า ปัญญา
การทำอานาปานสติภาวนา
จึงกล่าวได้ว่าเป็นการบำเพ็ญทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมกัน
และเมื่อทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้ครบ
ก็ชื่อว่า ได้เดินทางตามมรรคมีองค์แปด
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นทางสายเอกประเสริฐกว่าทางทั้งหมด
เพราะจะเป็นการเดินทางเข้าถึงพระนิพพาน
เมื่อเราทำตามที่กล่าวมานี้
ชื่อว่าเป็นการเข้าถึงพุทธธรรมอย่างถูกต้องที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 16:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ผลจากการปฏิบัติสมาธิภาวนา
เมื่อเราปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น
ย่อมมีผลปรากฏตามระดับจิตของผู้ปฏิบัตินั้นๆ
ซึ่งแบ่งเป็น ๓ พวก ดังต่อไปนี้

ก. สำหรับสามัญชนผู้ปฏิบัติตาม
ย่อมทำให้เกิดความเชื่อในคุณพระรัตนตรัย ถือเอาเป็นที่พึ่งได้
ทั้งเชื่อตามผลกรรมว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
จะทำให้ผู้นั้นมีความสุขความเจริญยิ่งขึ้น
เปรียบเหมือนได้กินขนมที่มีรสหวาน

ข. สำหรับพระอริยบุคคลชั้นต่ำ
ย่อมมีความเชื่อในคุณพระรัตนตรัยแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย
เป็นผู้มีจิตใจผ่องใส ดิ่งสู่นิพพานเปรียบเหมือนคนได้กินของหวาน
ซึ่งมีทั้งรสหวานและมัน

ค. สำหรับท่านผู้ได้บรรลุอรหัตตผล
ย่อมมีความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ทั้งปวง
เพราะเป็นพุทธะแล้ว พ้นจากโลก
อยู่จบพรหมจรรย์เปรียบเหมือนได้กินของหวาน
ที่มีทั้งรสหวาน มัน และหอม

จงรีบสร้างบารมีด้วยการทำดี
เราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา
เป็นการยากแท้ที่สัตว์ทั้งหลายล้านตัวไม่มีโอกาสอย่างเรา
จงอย่าประมาท รีบสร้างบารมีให้แก่ตนด้วยการทำดี
ทั้งชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง
อย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์เลย

ฉะนั้น ควรจะทำตนให้เข้าถึงพุทธธรรมเสียแต่วันนี้
ขอฝากภาษิตว่า “เที่ยวทางเวิ้งเหิงนานมันสิค่ำ
เมานำต่าบักหว้ามันสิช้าค่ำทาง”


ที่มา... http://www.watnongpahpong.org/ebooks/ch ... tation.php

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 17:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุกับคุณลูกโป่งด้วยครับ

หลวงพ่อที่วัดวังน้ำขาวท่านเปิดเทศน์กัณฑ์นี้

ให้ญาติโยมชาวบ้านฟังกันอยู่บ่อย ๆ ครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 18:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1855

แนวปฏิบัติ: อานาปานสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: THAILAND

 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: อย่ามัวอ่านสรรพคุณยาจนลืมกินยา :b41:

:b44: ตรงใจจริงๆ ท่านลูกโป่ง โมทนาสาธุด้วยจ้า
:b44:

.....................................................
[สวดมนต์วันละนิด-นั่งสมาธิวันละหน่อย]
[ปล่อยจิตให้ว่าง-ชีวิตที่เหลือเพื่อธรรมะ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2011, 18:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมนาด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มิ.ย. 2011, 09:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2008, 09:20
โพสต์: 349


 ข้อมูลส่วนตัว


onion :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ค. 2011, 20:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4841

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุ สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ


:b8:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ส.ค. 2011, 09:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:

ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา ภาวนา
:b41: :b41: :b41:
มาคนเดียว ไปคนเดียว เอกะจะรังจิตตัง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2017, 20:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4841

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร