วันเวลาปัจจุบัน 16 ต.ค. 2019, 22:41  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 48 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2019, 19:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


39. การประพรมน้ำพุทธมนต์ครั้งแรก
[ที่เมืองไพศาลี ครั้งเกิดโรคระบาด]

บอกไว้ก่อนว่าถึงแม้ว่าข้อมูลจะมีปรากฏในพระสูตรในพระไตรปิฎก แต่ก็น่าเชื่อว่าเขียนขึ้นและเพิ่มเติมภายหลัง

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงต้องการให้พระสูตรของพระองค์เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ การทำน้ำพระพุทธมนต์และประพรมเพื่อขจัดภูตผีร้ายไม่น่าจะเป็นพุทธประสงค์

ก็ขอเล่าตามตำนานก็แล้วกัน


ที่เมืองไพศาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี เกิดโรคระบาด (อหิวาตกโรค หรือโรคห่า) ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เดือดร้อนไปทั่วเมือง

กษัตริย์ลิจฉวีนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองไพศาลี

พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนมากเสด็จไปตามคำนิมนต์ ทรงมีพุทธบัญชาให้พระอานนท์ พุทธอนุชา สวดรัตนสูตร อันว่าด้วยพระคุณของพระรัตนตรัย เพื่อขจัดโรคร้ายและอำนวยสวัสดีมงคลแก่ชาวเมืองไพศาลี พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบกำแพงเมือง

ภูตผีปีศาจร้ายได้ปลาสนาการไปหมดสิ้น ชาวเมืองมีกำลังใจเริ่มหายป่วยกันมากขึ้น

ดูเหมือนก่อนหน้าพระอานนท์เดินสวดรัตนสูตรและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ฝนตกลงมาห่าใหญ่ชะล้างพื้นให้สะอาด

พระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางพุทธบริษัท อันประกอบด้วยกษัตริย์ลิจฉวี ชาวเมือง และภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ทรงสวดรัตนสูตรอีกครั้งหนึ่ง

พระพุทธโฆษาจารย์ (พระอรรถกถาจารย์) ได้อธิบายไว้ในอรรถกถาทีฆนิกายว่า พระพุทธองค์ทรงสวดเฉพาะ 5 คาถาแรกเท่านั้น ส่วนคาถาที่เหลือ พระอานนท์สวดมาก่อนแล้ว

เนื้อหาเป็นการสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัย เช่น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ว่าในโลกไหน หรือรัตนะอันประณีตสวยงาม ไม่ว่าในสวรรค์ชั้นไหน จะเปรียบปานพุทธรัตนะนั้นหามีไม่

พระธรรมอันปราศจากราคะ อมตะ ประณีต ที่พระพุทธองค์ทรงมีจิตเป็นสมาธิบรรลุแล้วพระธรรมนั้น หาสิ่งใดเสมอเหมือนมิได้

สมาธิใดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นอนันตริกสมาธิ หาสมาธิอื่นใดเสมอเหมือนมิได้

พระอริยบุคคล 8 จัดเป็น 4 คู่ ท่านเหล่านั้นพระสุคตทรงสรรเสริญ ควรทำบุญทำทานที่ถวายแก่ท่านเหล่านั้นมีผลมาก

พระอริยบุคคล ในศาสนาของพระโคตมพุทธะ ขยันขวนขวายด้วยดี มีจิตมั่นด้วยสมาธิไม่มีความใคร่ ได้เสวยความดับกิเลสเปล่าๆ (โดยไม่ต้องซื้อหา)

สัตบุรุษ (คือพระโสดาบัน) ผู้หยั่งรู้อริยสัจพระตถาคตตรัสเรียกว่า ผู้มีศรัทธาไม่คลอนแคลน ดุจเสาหลักเมืองที่ฝังลงดินลึก ลมพัดมาจากทิศทางใด ก็ไม่สามารถให้ขยับเขยื้อนได้

พระอริยบุคคล ผู้เห็นแจ้งอริยสัจสี่ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ แม้ว่ายังจะเป็นผู้ประมาทโดยมาก ย่อมมาเกิดอีกอย่างมากเจ็ดชาติ

พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค พระโสดาบันและสังโยชน์ได้ 3 เป็นผู้พ้นจากอบายมุขทั้งสี่ และไม่ทำอนันตริยกรรม 6 (คือฆ่าพ่อ, ฆ่าแม่, ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต, ทำสงฆ์ให้แตกกัน และไปนับถือศาสนาอื่น)

พระโสดาบัน แม้จะทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ อยู่บ้าง ก็ไม่ปิดบังกรรมชั่วที่ทำไว้ เพราะผู้เห็นพระนิพพานแล้ว ไม่อาจปิดบังความชั่วที่ตนทำ

พุ่มไม้ใหญ่ ในป่า ผลิดอกออกใบ แตกกิ่งก้านสาขา พระตถาคตเจ้าทรงแสดงพระธรรมอันประเสริฐ ให้แตกกิ่งก้านสาขา ชี้ทางนำไปสู่พระนิพพาน ฯลฯ

ท้ายแต่ละพระคาถา มีถ้อยคำว่า ขอความสวัสดีมงคลจงมีแก่ผู้ที่มาประชุมกัน สวดสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


เรื่องราวจะเกิดขึ้นสมัยพุทธกาลจริง หรือท่านแต่งในภายหลังโยงให้ถึงสมัยพุทธกาลยากจะทราบได้ เพราะเนื้อหารัตนสูตรไม่มีพูดไว้

ส่วนที่เล่าเรื่องพระอานนท์เดินสวดพระสูตรและประพรมพุทธน้ำพระมนต์นั้น พระอรรถกถาจารย์ท่านแต่งเติม


เมื่อครั้งลังกาทวีปเกิดกาฬโรคครั้งใหญ่ ในรัชสมัยพระเจ้าอุปติสสะที่สอง พระเจ้าแผ่นดินทรงนิมนต์พระสงฆ์เดินสวดรัตนสูตรนี้รอบเมือง

ว่ากันว่าโรคภัยได้หายในที่สุด จึงเกิดธรรมเนียมสวดพระปริตรนี้ กำจัดภัยพิบัติในประเทศนั้นสืบมา


:b8:

๏ ตำนานพระปริตร (เจ็ดตำนาน)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=19722

๏ ตำนานพระปริตร (สิบสองตำนาน)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=19723

๏ ความหมายและการสวดพระปริตร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=44181

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2019, 19:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


40. การเกิดนิกายครั้งแรก
สงฆ์แตกเป็น 2 ฝ่าย เมื่อ พ.ศ.100

อาทิตย์ที่แล้วเล่าเรื่องพระเมืองโกสัมพีทะเลาะกันครั้งแรกและครั้งยิ่งใหญ่ จนแทบจะเอาไม่อยู่ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามี “ควันหลง” เหมือนควันหลงหลังเลือกตั้ง คือไม่มีการแตกแยกนิกาย

ความขัดแย้งกันทางความคิด ก่อรูปก่อร่างขึ้นอีกเมื่อสมัยสังคายนาครั้งที่ 1 คือ เมื่อพระมหากัสสปะรวบรวมพระอรหันต์สาวก 500 รูป ประชุมทำการสังคายนาครั้งที่หนึ่งนั้น พระอานนท์ผู้ที่ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สุด และโดยเสด็จมาตลอดในวาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ ได้เล่าเรื่องต่างๆ ที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านให้พระสงฆ์ฟัง หนึ่งในหลายเรื่องที่เล่าคือ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ต่อไปภายหน้า ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อยบ้างก็ได้”

ที่ประชุมสงฆ์ซักถามพระอานนท์ว่า สิกขาบทเล็กน้อยคือข้อใด พระพุทธองค์ตรัสบอกไหม พระอานนท์ตอบว่า มิได้บอก ที่ประชุมซักอีกว่า แล้วทำไมท่านไม่ทูลถาม พระอานนท์กล่าวว่า ตอนนั้นมัวแต่กังวลใจว่าพระพุทธองค์จะจากเราไปแล้ว จะทำอย่างไร เลยไม่มีกะจิตกะใจจะซักถามเรื่องต่างๆ

ที่ประชุมสงฆ์เลยตำหนิว่าพระอานนท์ไม่รอบคอบ ไม่ตำหนิเปล่า ถึงขั้นปรับอาบัติทุกกฎแน่ะครับ [อาบัติคืออะไร ทุกกฎคืออาบัติระดับใด ไม่บอกครับ ให้ไปเปิดพจนานุกรม พุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในปัจจุบัน - สาวิกาน้อย) มาอ่านแล้วกัน]

เมื่อไม่ได้ความกระจ่าง พระสงฆ์ก็เลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างกัน แบ่งเป็นพรรค เอ๊ย กลุ่มได้ 2 กลุ่ม

กลุ่มหนึ่งเห็นว่า ยกเว้นปาราชิก 4 และสังฆาทิเสส 13 นอกนั้นนับเป็นสิกขาบทเล็กน้อยหมด อีกกลุ่มเห็นว่า เฉพาะสิกขาบทเกี่ยวกับมรรยาทต่างๆ เท่านั้น เป็นสิกขาบทเล็กน้อย

เมื่อความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน พระมหากัสสปะประธานที่ประชุม จึงขอมติที่ประชุมว่าจะยกเลิกหรือไม่ เสียงข้างมากบอกว่าไม่ยกเลิก มติเสียงข้างมากนี้เรียกว่า “เถรวาท” (วาทะหรือข้อตกลงของพระเถระทั้งหลายในที่ประชุมนั้น) ต่อมาคำนี้กลายมาเป็นชื่อนิกายหนึ่ง หลังจากมีนิกายแล้ว

เมื่อเสียงข้างมากออกมาอย่างนี้ ฝ่ายเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับ ไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่ก็มี “ควันหลง” จนได้ ควันหลงนี้มิได้มาจากพระเถระที่เข้าประชุม มาจากพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งนามว่า พระปุราณะ

พระปุราณะมิได้ถูกเลือกให้เข้าบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ เอ๊ย ให้เข้าประชุมกับเขา ได้รับทราบมติที่ประชุมดังนั้นก็กล่าวว่า ในส่วนตัวของท่านเห็นว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธาธิบาย (คือมีพุทธประสงค์) เช่นนี้ ก็ต้องยกเลิกได้สิ

ดังเช่นสมัยพุทธกาลเมื่อเกิดข้าวยากหมากแพงขึ้น พระพุทธองค์ยังทรงยกเลิกสิกขาบทบางข้อ เช่น อนุญาตให้พระสะสมอาหาร หรือหุงต้มกินเองได้

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาจากพระพุทธองค์อย่างไร ก็จะยึดถือตามนั้น ไม่เชื่อมติที่ประชุม ว่าอย่างนั้นเถอะ

แต่ก็ยังไม่เกิดนิกาย มีเพียง “เค้า” ว่าจะเกิดเท่านั้น เวลาผ่านไป 100 ปี มี กลุ่มพระวัชชีบุตร เสนอให้แก้ไขสิกขาบท 10 ข้อ อันเรียกว่า “วัตถุ 10 ประการ” คือ

1. ตะวันบ่ายคล้อยไปประมาณ 2 องคุลี ฉันอาหารได้ (เทียบประมาณบ่าย 2 โมง)

2. เก็บเกลือไว้แล้วนำมาผสมกับอาหารอื่นฉันได้

3. ฉันอาหารในวัดแล้วเข้าบ้าน เขาถวายอีกฉันอีกได้

4. วัดใหญ่มีพระสงฆ์มาก จะแยกกันทำอุโบสถก็ได้

5. เวลาทำอุโบสถ แม้ยังไม่นำฉันทะของพระรูปที่ไม่เข้าประชุมมา สงฆ์จะทำอุโบสถก่อนก็ได้

6. ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติปฏิบัติมา แม้จะผิดก็ควรทำตาม

7. ฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้มได้

8. ฉันสุราอ่อนๆ ได้

9. ผ้านิสีทนะ (ผ้าปูนั่ง) ไม่มีชายใช้ได้

10. รับเงินและทองได้

พระสงฆ์จำนวน 700 รูปได้ประชุมสังคายนา นำข้อเสนอทั้ง 10 ประการนั้นเข้าวินิจฉัย มติส่วนมากไม่ยอมรับ แต่กลุ่มภิกษุวัชชีบุตรไม่ยอมรับมติที่ประชุม คือแพ้แต่ไม่ยอมแพ้ จะกวาด 3 ที่นั่งภาคใต้สมัยหน้า เอ๊ย จะให้มีการแก้ไขสิกขาบทตามที่พวกตนเสนอให้ได้ จึงแยกตัวออกไป แสวงหาสมัครพรรคพวกได้จำนวนมากกว่าเดิมอีก ตั้งนิกายใหม่ชื่อว่า “มหาสังฆิกะ” มีจุดยืนว่าสิกขาบทใดๆ ที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

เมื่อเกิดมีนิกายมหาสังฆิกะ พระสงฆ์ดั้งเดิมก็กลายเป็นนิกายหนึ่งนามว่า “เถรวาท” มีจุดยืนว่าสิกขาบทใดๆ ที่ตราไว้โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่แก้ไข ต้องรักษาไว้ตามเดิม

พระสงฆ์ที่เคยสมัครสมานสามัคคีกัน ไม่แตกก๊กแตกเหล่า ก็ได้แยกออกเป็นสองนิกาย คือ “นิกายมหาสังฆิกะ” และ “นิกายเถรวาท” ด้วยประการฉะนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.100 ถ้านับแบบพม่าและลังกาก็เป็น พ.ศ.101 ครับ


:b8:

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2019, 19:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


41

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 48 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร