วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ค. 2018, 12:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 17 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2018, 20:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4754

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


อุปนิสัยของหลวงปู่

หลวงปู่ท่านมีอุปนิสัยค่อนข้างสงบเงียบ เรียบร้อย ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ ใจเย็นและมีเมตตา ท่านเคยเขียนบรรยายอุปนิสัยท่านไว้ในอัตตโนประวัติว่า

“อาตมานั้นมีนิสัยชอบทำงาน และทำอะไรทำจริง ไม่เหลาะแหละ เหลวไหลทำการงานอย่างใดก็ให้เสร็จไปอย่างนั้น ไม่ทอดทิ้งการงานแและไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ชอบทะเลาะกับใครๆ ถ้าจะมีเหตุให้ทะเลาะกันก็ต้องหาทางหลีกเลี่ยง และมีความอดทนต่อคำด่าว่าติเตียนต่างๆ ไม่ถือมั่นไว้ในใจ”


ความรัก

สำหรับในเรื่องของความรักนั้น หลวงปู่ท่านก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับปุถุชนทั่วไปคือ มีทั้งความรักที่มอบให้แก่บิดามารดา ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ไม่เว้นแม้แต่ความรักระหว่างชายหญิง

“ความรักของอาตมานั้นนอกจากรักพ่อแม่แล้ว ยังรักขยายออกไปถึงความรักเฉกเช่นหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยเดียวกัน หญิผู้นั้นเธอก็รักและมีใจให้อาตมาเช่นกัน โดยเข้าใจว่าเธอคงจะเห็นถึงคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวของอาตมา คืออดทนต่อความชั่วร้าย อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อหน้าที่การงาน หรือแม้แต่จิตใจของตนเอง ความรักครั้งนั้นถึงขั้นวาดฝันว่าจะครองคู่อยู่เรือนทีเดียว”


“เนื่องจากไม่รู้แจ้งในร่างกายตามเป็นจริงจึงได้สร้างกิเลสเหล่านี้ขึ้นในใจ
หลงรัก จะรักคนอื่นก็มารักกายนี่ก่อน รักขันธ์ ๕ นี้ก่อนจึงลามไปถึงคนอื่น
ถ้าคลายความรักในร่างกายลงได้ก็ไม่ไปรักคนอื่นแล้ว”


ตั้งสัจจะจะไม่กินอาหารดิบ

ในช่วงที่หลวงปู่อายุ ๑๙ ปี มีอยู่คราวหนึ่ง แม่น้าของหลวงปู่ได้ทำอาหารสำหรับรับประทานกันในครอบครัว ครั้งนั้นก็มีก้อยหรือลาบดิบๆ อยู่ในสำรับอาหารด้วย ก้อยก็เป็นอาหารที่คนอีสานทั่วไปรับประทานกันเป็นปกติธรรมดา บางทีก็สุกบ้าง ดิบบ้าง แต่คราวนั้นเป็นก้อยดิบ

“เนื้อที่ใช้ทำก้อยนั้นเป็นเนื้อดิบๆ สับไม่ขาดยังติดกันเป็นยวงเลย ตั้งสำรับนั่งกินกันตามปกติ แต่พออาตมาหยิบเข้าปาก ก็รู้สึกว่าอยากจะคายทิ้งทันที พะอืดพะอมแต่ก็ทน จะอายก็อายเลยฝืนใจกลืนลงไป พกลืนลงไปมันเห็นภาพว่า ชิ้นเนื้อมันไหลลงไป ตั้งแต่คอลงไปถึงกระเพาะ ในใจก็คิดว่าไอ้เนื้อดิบๆ นี้ มันท่าจะไปเน่าอยู่ในกระเพาะ ในลำไส้ของเราเป็นแน่เพราะเป็นเนื้อดิบๆ และก็นึกดูเข้าไปอีก จนเห็นอวัยวะภายในร่างกายของเรานี้ก็น่าจะเน่าเหมือนกับเนื้อที่กลืนลงไป ก็เกิดความรู้สึกเบื่อล่ะทีนี้

อาตมาจึงตั้งใจไว้ว่า ต่อไปนี้เราจะไม่กินลาบก้อยดิบๆ อีก ทีหลังโยมพ่อโยมแม่ให้ทำให้ท่านกินอีก อาตมาก็ไม่ทำ ตอบท่านไปว่า ใครจะทำกินก็ทำกินกันไป ผู้นี้ไม่กินด้วยนะ จะกินแต่ผักจิ้มแจ่วก็พอหรอก”


หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ไม่แตะต้องอาหารดิบอีกเลย


ธรรมะกระตุ้นเตือน

เมื่อหลวงปู่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังประกอบกิจการงานตามปกติ ท่านได้พิจารณาถึงความเป็นไปต่างๆ ก็ไม่พบแก่นสารใดๆ ในโลกแม้แต่น้อย หาที่ยุติในสิ่งต่างๆ ก็มิได้พบหนทางเลย โดยหลวงปู่ได้เล่าว่า

“ในคราวนั้น อาตมาก็คิดว่าจะครองเรือนเช่นเดียวกับคนทั้งหลายที่เขาครองกันมาแล้วอย่างนั้น แต่วันหนึ่งขณะที่กำลังไถนาอยู่ ไถไปคราดนาไป จึงพิจารณาไปว่า เมื่อไรเราจะได้ยุติการทำสวนทำนาซะทีมันแสนทุกข์แสนยากจริงๆ ทำปีนี้แล้วได้ข้าวเอาไปใส่ยุ้งใส่ฉางไว้ ก็กินบ้างขายบ้าง ปีใหม่มามันก็ร่อยหรอลง ต้องทำใหม่อีก ปีต่อมาก็ทำอีก

เอ้ ! แล้วเราได้อะไรนี่ ไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่มี ขายข้าวแล้วก็เอาไปซื้อโน่นซื้อนี่หมดไป สมัยนั้นข้าวราคาถูก ขายก็ได้เงินนิดๆ หน่อยๆ ไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวได้ซึ่งก็เป็นทุกข์จริงๆ ทำไมหนอเราจึงจะพ้นจากทุกข์อันนี้ไปได้ มันมีแต่ทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักหน่อย”



ใต้สามัญสำนึก


หลวงปู่ได้พิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ท่านจึงตั้งคำถามต่างๆนานากับตัวเอง

"เมื่อไรจะได้หยุดได้เลิกจากการทำไร่ ทำนาทำสวนเล่า ใจมันตอบตัวเองว่า ไม่มีทางหยุดได้ ถ้าไม่วางมือหนีไปบวชเสีย การทำนาทำสวนมีแต่ทุกข์ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง ตายไปแล้วก็มีแต่ทิ้งไว้บนโลกทั้งหมด"

ท่านได้ตั้งปัญหาถามตัวเองอีกว่า "แล้วทำไมคนทั้งหลายจึงชอบใจกับความเป็นอยู่เช่นนี้นักหนา ใจมันก็ตอบว่า ก็เพราะคนทั้งหลายไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องนี้ให้รู้อย่างแจ่มแจ้งตามความเป็นจริง จึงไม่รู้สึกเบื่อหน่าย อีกอย่างหนึ่งสิ่งต่างๆในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่า จะให้แต่ความทุกข์อย่างเดียว บางทีมันก็มีสุขบ้างเหมือนกัน คนถึงได้ติดมันไง ท่านนักปราชญ์ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ท่านพิจารณาเห็นว่า ความสุขนั้นที่แท้จริงแล้วมันคือทุกข์น้อย หรือความสุขชั่วคราว ไม่ยั่งยืน"

"สรุปแล้วมันก็เป็นทุกข์อยู่วันยันค่ำ มากกว่าจะเป็นสุข ความสุขที่ว่า มันเป็นเพียงเหยื่อล่อให้ติดอยู่ในทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นสุขยั่งยืนอะไร เพราะคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายเสมอภาคกัน ร่างกายนี้เมื่อจิตละไปแล้วก็ต้องแตกสลายจากกัน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย"




"การผูกเวรกันนำมาซึ่งทุกข์ไม่จบไม่สิ้น
แต่เวรระงับได้ด้วยการอโหสิกรรม เวรก็จะระงับกันไป"



จิตเป็นสมาธิครั้งแรก


"วันหนึ่งหลังเลิกจากนาแล้ว อาตมาก็นั่งบนหลังควายเข้าบ้าน นั่งไปก็พิจารณาดูชีวิตว่า ทำไมหนอชีวิตจึงเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าเป็นสมาธิตั้งแต่เมื่อไร มันเพ่งเข้าไปในร่่างกายนี่ เพ่งไปเพ่งมาปรากฎว่า ไม่ทราบว่ากายมันหายไปไหน มองไปทางไหนก็ไม่มีอะไรเลย ต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่มี คน สัตว์ สิ่งของก็ไม่มี ว่างไปหมดเลยทั้งโลกนี้ ทำไมหนอจึงเป็นเช่นนี้แล้วทำไมมนุาย์มันจึงหวงแหนหนักหนา ไม่เห็นมีอะไรว่างั้น เพ่งดูไปๆมันไม่เห็นมีอะไร ร่างกายก็ไม่มี มองดูร่างกายก็ไม่เห็น มันเกิดเป็นแสงสว่างอยู่อย่างนั้นเลยนะ เป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วมันก็หายไป

ตอนนั้นมันเกิดปีติในใจอย่างรุนแรง โอ้ ! โลกนี้เป็นอย่างนี้หนอ ตัวเบา ใจก็เบา ปลอดโปร่ง ทั้งที่ไม่เคยได้ไปฟังเทศน์ ไม่เคยภาวนาสมาธิอะไรทั้งนั้น แล้วทำไมมันเกิดความคิดขึ้นอย่างนั้น ทำไมรู้จักทวนกระแสจิตเข้ามาหาร่างกายนี่นะ

หลังจากอาตมาออกบวชแล้วก็มาทบทวนเรื่องนี้จึงรู้ว่า โอ้ จิตมันเป็นสมาธินี่ คงจะเป็นบุญเก่าที่ทำมาแต่ก่อนมาดลบันดาล เราคงจะเคยเจริญกายคตาสติกัมมัฏฐานมาก่อน พอปัจจัยพร้อม สิ่งที่สะสมมาจึงให้ผล ก็เลยดลจิตให้เกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาอย่างนั้น ทบทวนไปก็ได้ความอย่างนี้ ทบทวนไปมันยิ่งเบื่อหน่ายโลกอันนี้ เบื่อมาก ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรซึ่งเป็นหลักฐานที่จะถือเป็นจริงเป็นจังได้สักอย่าง"



ค้นพบหนทางแห่งความสุข


เมื่อหลวงปู่ท่านพิจารณาเห็นความเป็นไปดังกล่าวแล้ว ท่านจึงได้พบหนทางที่จะยุติสิ่งต่างๆซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์

"บวชสิ! บวชเท่านั้น มีทางเดียวที่จะพ้นทุกข์เหล่านี้ไปได้ พอนึกขึ้นมาได้อย่างนี้มันเกิดวามพอใจในการบวชขึ้นมาอย่างแรงกล้าทีเดียว พอกลับถึงบ้านอาตมาก็พูดกับโยมพ่อโยมแม่น้าว่า เวลานี้คิดอยากจะบวช ขออนุญาตไปบวชเถอะ โยมพ่อก็ว่า ตอนนี้ยุ้งข้าวมันชำรุด ถ้าจะไปบวชจริงๆก็ขอให้สร้างยุ้งข้าวใหม่ให้ก่อนเถอะ ยุ้งข้าวก็เล็ก ข้าวก็มาก ไม่มีที่จะเก็บจนล้นออกมา เวลาเอาออกมาใส่รถใส่เกวียนมันก็หล่นลงตามพื้น ไก่มันก็กินกันสนุกเลย เอ้า ก็ให้ทานมันไป

แต่พอถึงเวลาทำยุ้งข้าวเข้าจริงๆมือไม้มันก็อ่อนลงหมด ไม่สามารถจะทำงานได้ มันมีแต่จะบวชลูกเดียว พอจิตใจมันเป็นอย่างนั้นแล้วก็เลยบอกโยมพ่อโยมแม่น้าไปตรงๆว่า เห็นจะทำไม่ได้ มือไม้อ่อนหมด ไม่สามารถจะทำงานได้ มันมีแต่จะบวชลูกเดียวว่างั้น"



.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2018, 20:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4754

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


สู่ร่มกาสาวพัสตร์

ในที่สุด คุณพ่อผาก็อนุญาตให้หลวงปู่อุุปสมบทตามความปรารถนา และพาหลวงปู่ไปฝากบวชกับท่านเจ้าอาวาสที่วัดบ้านหงส์ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

ก่อนจะมีการบรรพชาอุปสมบท หลวงปู่ได้เข้าบวชเป็นผ้าขาวก่อน เรียนท่องคำขออุปสมบทอยู่ ๑๕ วัน จึงได้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุในสังกัดมหานิกาย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยมีพระครูวาปีดิฐวัตรเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ในคราวนั้นมีผู้มาขอบรรพชาอุปสมบทพร้อมกับหลวงปู่รวม ๘ รูปด้วยกัน

หลังจากนั้น ท่านได้มาพำนักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อันเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากครอบครัวของท่านมากนัก


ได้รู้จักการภาวนาครั้งแรก

หลังจากหลวงปู่ได้มาพำนักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัยแล้ว ท่านก็ปฏิบัติกิจของพระภิกษุสามเณร คือ การทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น การบิณฑบาต ปัดกวาดวิหาร ลานเจดีย์ และศึกษาพระธรรมวินัยต่างๆเท่าที่พระบวชใหม่จะพึงศึกษากัน แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งแปลกใหม่ซึ่งท่านไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบ นั่นคือ "การปฏิบัติภาวนา"

จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านเดินผ่านกุฏิของหลวงตาซึ่งพำนักอยู่ภายในวัดโพธิ์ชัย หลวงตารูปนี้บวชก่อนหลวงปู่ ๑ พรรษา

"หลวงตารูปนี้ท่านนั่งหลับตาบ่นอะไร อุม อุม อยู่รูปเดียว พออาตมาเห็นท่านทำอย่างนั้นก็เกิดความฉงนสนใจ เพราะเราเป็นพระบวชใหม่ ไม่รู้เรื่องอะไร หรือแม้แต่ตอนเป็นฆราวาสก็ไม่เคยเห็น ไม่เข้าใจ

จนเช้า พบท่านจึงเข้าไปถามท่านว่า

เมื่อคืนนี้ท่านทำอะไร เห็นนั่งบ่น อุม อุม อยู่คนเดียว

ท่านก็ตอบว่า อ้าว..ก็ภาวนาสิ

อาตมาก็ถามต่อไปว่า ภาวนานี้มันดียังไง

ภาวนานี้มันได้บุญ ได้บุญแล้วก็ยังเป็นการตอบบุญแทนคุณ ค่าข้าวก้อนน้ำนมมารดาด้วย ท่านตอบ

นี่ท่านไปศึกษามาจากไหน อาตมาถามท่าน

หลวงตารูปนั้นท่านเล่าว่า ก็อยากภาวนาเลยไปเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ คราวนั้นได้ไปพบกับ "ญาครูสีทัตถ์" อยู่ที่พระบาทหอนาง (พระพุทธบาทบัวบก) อำเภอบ้านผือนี้จึงได้เรียนกัมมัฏฐานภาวนากับท่าน"


.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 17 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร