วันเวลาปัจจุบัน 24 ม.ค. 2018, 08:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2017, 20:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




20170902_211630.jpg
20170902_211630.jpg [ 114.62 KiB | เปิดดู 321 ครั้ง ]
นางกาลีเอาโฆสกะไปโยนเหว
ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางทาสีนั้นว่า “แม่กาลี เจ้าจงเอาเด็กนี้ไป ขึ้นสู่ภูเขาอันเป็นที่ทิ้งโจร จงโยนมันลงไปในเหว, มันกระทบท้องภูเขา ก็จักเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ตกลงที่พื้น, เจ้ารู้ว่า มันตายแล้วหรือไม่ตาย จึงกลับมา”
นางกาลีนั้นนำเด็กนั้นไปที่นั้นแล้ว ยืนอยู่บนยอดเขา โยนลงไปแล้ว. ก็พุ่มไผ่ใหญ่ อาศัยท้องภูเขานั้นแล เจริญโดยเทือกเขานั่นเอง. พุ่มกระพังโหมหนาทึบ ได้คลุมเบื้องบนพุ่มไผ่นั้นไว้. ทารกเมื่อตก จึงตกลงบนพุ่มนั้น เหมือนตกลงบนผ้าขนสัตว์.
ในวันนั้น หัวหน้าช่างสานมีความต้องการด้วยไม้ไผ่. เขาไปกับลูกชายเริ่มจะตัดพุ่มไม้นั้น, เมื่อพุ่มไม้ไผ่นั้นไหวอยู่ เด็กก็ได้ร้องขึ้นแล้ว. เขาจึงพูดว่า “เหมือนเสียงเด็ก” จึงขึ้นไปทางหนึ่ง เห็นเด็กนั้น มีใจยินดีจึงพาไปด้วยคิดว่า “เราได้ลูกชายแล้ว”
นางกาลีไปสู่สำนักของเศรษฐี ถูกเศรษฐีนั้นถามแล้ว จึงบอกเรื่องนั้น อันเศรษฐีกล่าวว่า “เจ้าจงไป เอาทรัพย์ให้ (เขา) ๑ พันแล้วนำมันกลับมาอีก” ได้ทำตามนั้นแล้ว.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2017, 06:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




20170903_060353.jpg
20170903_060353.jpg [ 234.52 KiB | เปิดดู 317 ครั้ง ]
ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
เมื่อเศรษฐีทำกรรมนี้ๆ อยู่นั่นเทียว เด็กเติบใหญ่แล้ว. เขาได้มีชื่อว่า “โฆสกะ” นายโฆสกะนั้นปรากฏแก่เศรษฐีประหนึ่งหนามแทงตา. เศรษฐีไม่อาจเพื่อจะแลดูเขาตรงๆ ได้.
ครั้งนั้น เศรษฐีตรองหาอุบายจะฆ่านายโฆสกะนั้น จึงไปสู่สำนักของนายช่างหม้อผู้สหายของตน แล้วถามว่า “เมื่อไร ท่านจะเผาเตา?” เมื่อเขาตอบว่า “พรุ่งนี้” จึงกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น ท่านจงเอาทรัพย์ ๑ พันนี้ไว้แล้วจงทำการงานให้ฉันสักอย่างหนึ่ง”
นายช่างหม้อ. การงานอะไร? นาย.
เศรษฐี. ฉันมีบุตรชาติชั่วอยู่คนหนึ่ง ฉันจักส่งมันมายังสำนักของท่าน, เมื่อฉะนี้ ท่านจงให้มันเข้าไปสู่ห้อง เอามีดอันคมตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เอาใส่ในตุ่ม แล้วเผาในเตา ทรัพย์ ๑ พันนี้เป็นเช่นกับรางวัลของท่าน. ในภายหลัง ฉันจักทำสิ่งที่ควรทำแก่ท่านให้ยิ่งขึ้นอีก.
นายช่างหม้อ. ได้จ้ะ.
ในวันรุ่งขึ้น เศรษฐีจึงเรียกนายโฆสกะมาแล้ว กล่าวว่า “พ่อ เมื่อวานนี้ ฉันสั่งการงานนายช่างหม้อไว้อย่างหนึ่ง, เจ้าจงมา จงไปยังสำนักของเขา แล้วพูดอย่างนี้ว่า “ได้ยินว่า ท่านจงยังการงานที่คุณพ่อของผม สั่งไว้เมื่อวันวานนี้ให้สำเร็จเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ส่งไปแล้ว. นายโฆสกะนั้นรับว่า “จ้ะ” ได้ไปแล้ว.
ฝ่ายลูกชายของเศรษฐีกำลังเล่นคลีกับพวกเด็ก เห็นนายโฆสกะนั้นเดินไปในที่นั้น จึงเรียกนายโฆสกะนั้นแล้ว ถามว่า “ไปไหน? พี่” เมื่อนายโฆสกะบอกว่า “เอาข่าวของคุณพ่อ ไปสำนักของนายช่างหม้อ”, จึงพูดว่า “ฉันจักไปในที่นั้น, เด็กเหล่านี้ชนะฉันหลายคะแนนแล้ว, พี่จงชนะเอาคะแนนคืนให้ฉัน.”
นายโฆสกะ. พี่กลัวคุณพ่อ.
ลูกเศรษฐี. อย่ากลัวพี่ ฉันจักนำข่าวนั้นไปเอง พวกเด็กหลายคนชนะฉันแล้ว พี่จงชิงชัยเอาคะแนนให้ฉัน จนกว่าฉันจะกลับมา. ได้ยินว่า โฆสกะเป็นผู้ฉลาดในการเล่นคลี เพราะฉะนั้น ลูกชายของเศรษฐีจึงได้หน่วงเหนี่ยวนายโฆสกะนั้นไว้อย่างนั้น.
ฝ่ายโฆสกะนั้นจึงพูดกับลูกชายเศรษฐีนั้นว่า “ถ้ากระนั้น จงไปบอกกับนายช่างหม้อว่า ทราบว่า เมื่อวานนี้ คุณพ่อผม สั่งให้ท่านทำการงานไว้อย่างหนึ่ง, ท่านจงยังการงานนั้นให้สำเร็จ” ดังนี้แล้ว ส่งเขาไปแล้ว. ลูกชายของเศรษฐีนั้นไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้น ได้กล่าวตามสั่งนั้น. ครั้งนั้น นายช่างหม้อได้ฆ่าลูกชายเศรษฐีนั้นตามคำสั่งเศรษฐีสั่งไว้ทีเดียว แล้วโยนไปในเตา.
ฝ่ายนายโฆสกะเล่นตลอดภาคของวัน พอตกเย็นก็กลับบ้าน, เมื่อเศรษฐีเห็นแล้ว จึงถามว่า “ไม่ได้ไปหรือ? พ่อ” ก็แจ้งถึงเหตุที่ตนไม่ไปและเหตุที่น้องชายไปให้ทราบ. เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงร้องลั่นว่า “อย่าได้ฆ่าเลย” ปานประหนึ่งว่า มีโลหิตเดือดพล่านในสรีระทั้งสิ้น ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ว่า “ช่างหม้อผู้เจริญ อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย” ดังนี้ ได้ไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้นแล้ว.
นายช่างหม้อเห็นเศรษฐีนั้นมาอยู่โดยอาการอย่างนั้น จึงพูดว่า “นาย ท่านอย่าทำเสียงดังไป, การงานของท่านสำเร็จแล้ว”, เศรษฐีนั้นอันความโศกเปรียบดังภูเขาใหญ่ท่วมทับแล้ว เสวยโทมนัสมีประมาณมิใช่น้อย ดังบุคคลผู้มีใจคิดร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายฉะนั้น.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2017, 08:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




20170903_083316.png
20170903_083316.png [ 416.01 KiB | เปิดดู 310 ครั้ง ]
อุบายใหม่ของเศรษฐี
แม้เช่นนั้น เศรษฐีก็ไม่อาจแลดูนายโฆสกะนั้นตรงๆ อีกได้ ครุ่นคิดหาอุบายว่า “อย่างไร? จึงจะฆ่ามันเสียได้” มองเห็นอุบายว่า “เราจักส่งมันไปยังสำนักของคนเก็บส่วย (นายเสมียน) ใน ๑๐๐ บ้านของเรา ให้มันตายเสีย” ดังนี้แล้ว จึงเขียนหนังสือไปถึงคนเก็บส่วยนั้นว่า “ผู้นี้เป็นลูกชาติชั่วของเรา, ฆ่ามันเสียแล้ว จงโยนลงไปในหลุมคูถ, เมื่อทำการอย่างนี้เสร็จแล้ว, ฉันจักรู้สิ่งที่จะตอบแทนแก่ท่านลุงในภายหลัง” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า “พ่อโฆสกะ คนเก็บส่วยของฉันมีอยู่ที่บ้านส่วย ๑๐๐ บ้าน, เจ้าจงนำเอาจดหมายฉบับนี้ไปให้เขา” ดังนี้ จึงเอาจดหมายผูกไว้ที่ชายผ้าของเขา.
ก็นายโฆสกะนั้นไม่รู้จักอักษรสมัย, เพราะตั้งแต่เขาเป็นเด็ก เศรษฐีก็ครุ่นคิดฆ่าเขาเสมอ (แต่) ไม่อาจฆ่าได้, จักให้เขาศึกษาอักษรสมัยได้อย่างไร? นายโฆสกะนั้น ผูกจดหมายฆ่าตัวเองไว้ที่ชายผ้าด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะออกเดินจึงพูดว่า “คุณพ่อ ผมไม่มีเสบียงอาหาร”
เศรษฐี. เจ้าไม่ต้องมีกิจ (ห่วง) ด้วยเสบียงทาง. ในบ้านชื่อโน้น ในระหว่างทาง เศรษฐีผู้เป็นสหายของข้ามีอยู่ เจ้าจงไปกินอาหารเช้าที่เรือนของเขาแล้ว จึงเดินต่อไป.
นายโฆสกะนั้นรับว่า “จ้ะ” ไหว้บิดาแล้ว ออกเดินไปถึงบ้านนั้น ถามถึงเรือนเศรษฐี เดินไปพบภรรยาของเศรษฐี. เมื่อนางกล่าวว่า “เจ้ามาจากไหน?” จึงตอบว่า “มาจากในเมือง.”
ภรรยาของเศรษฐี. เจ้าเป็นลูกของใคร?
โฆสกะ. คุณแม่ ผมเป็นลูกของเศรษฐี ผู้เป็นสหายของท่าน.
ภรรยาของเศรษฐี. เจ้าชื่อโฆสกะหรือ?
โฆสกะ. ขอรับ คุณแม่.
พร้อมกับเวลาเห็นเท่านั้น ความรักใคร่เหมือนลูกในโฆสกะนั้นบังเกิดแก่นางแล้ว.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2017, 16:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




20170903_181435.jpg
20170903_181435.jpg [ 93.56 KiB | เปิดดู 301 ครั้ง ]
ความรักเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ
ก็เศรษฐีมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง, นางมีอายุราว ๑๕-๑๖ ปี รูปร่างสะสวย น่าเลื่อมใส. เศรษฐีให้หญิงรับใช้ไว้คนหนึ่งเพื่อรักษานางแล้ว ให้อยู่ที่ห้องมีสิริ (ห้องพิเศษ) ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น ในขณะนั้น ลูกสาวเศรษฐีใช้หญิงคนใช้ไปตลาด. ครั้งนั้น ภรรยาของเศรษฐีเห็นหญิงทาสีนั้นแล้ว ถึงถามว่า “จะไปไหน?” เมื่อนางตอบว่า “ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันไปด้วยกิจรับใช้แห่งธิดาของแม่เจ้า” จึงกล่าวว่า “เจ้าจงมา ทางนี้ก่อน งดการรับใช้ไว้. จงลาดตั่ง ล้างเท้า ทาน้ำมัน ปูที่นอนให้บุตรของเรา จึงทำการรับใช้ภายหลัง.” นางได้กระทำการตามสั่งแล้ว.
ครั้งนั้น ลูกสาวของเศรษฐีได้ดุหญิงรับใช้นั้นผู้มาช้า. ทีนั้น หญิงคนใช้นั้นเรียนกะนางว่า “แม่เจ้าอย่าเพิ่งโกรธดิฉัน. บุตรเศรษฐีชื่อโฆสกะมาแล้ว, ดิฉันทำสิ่งนี้ๆ แก่เขาแล้ว ไปในตลาดนั้นแล้วจึงมา.” เพราะฟังชื่อว่า “โฆสกะ” ผู้บุตรเศรษฐีนั้น ความรักเฉือนผิวหนังเป็นต้นจดถึงเยื่อในกระดูก ตั้งขึ้นแก่ลูกสาวเศรษฐีแล้ว.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ย. 2017, 04:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




02.png
02.png [ 92.64 KiB | เปิดดู 295 ครั้ง ]
ลูกสาวเศรษฐีแปลงสาสน์
แท้จริง ลูกสาวเศรษฐีนั้นเป็นภรรยาของนายโฆสกะนั้นในเวลาที่เขาเป็นนายโกตุหลิก ได้ถวายข้าวสุกทะนานหนึ่งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งผลทานนั้น นางจึงมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนี้. ความรักในปางก่อน ได้ท่วมทับยึดลูกสาวเศรษฐีนั้นไว้ ด้วยประการฉะนี้.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
“ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ
อย่างนี้ คือ ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑
ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน ๑ เหมือนอุบล
(อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำฉะนั้น.”
ทีนั้น นางจึงถามหญิงสาวใช้นั้นว่า “(เดี๋ยวนี้) เขาอยู่ที่ไหนจ๊ะ? แม่.”
หญิงสาวใช้. เขานอนหลับอยู่บนที่นอน (เจ้าค่ะ) แม่เจ้า.
ธิดาเศรษฐี. ก็ในมือของเขา มีอะไรอยู่หรือ?
หญิงสาวใช้. มีหนังสืออยู่ที่ชายผ้าเจ้าค่ะ แม่เจ้า.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ย. 2017, 04:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




105766203_shkolniki3.gif
105766203_shkolniki3.gif [ 721.89 KiB | เปิดดู 295 ครั้ง ]
ธิดาเศรษฐีนั้นจึงคิดว่า “นั่นจะเป็นหนังสืออะไรหนอ?” เมื่อนายโฆสกะนั้นกำลังหลับอยู่, เมื่อมารดาบิดาไม่แลเห็น เพราะมัวเอาใจส่งไปในเรื่องอื่น, ลงไปสู่สำนัก (ของเขา) แล้ว แก้เอาหนังสือนั้น เข้าไปยังห้องของตน ปิดประตู เปิดหน้าต่าง อ่านหนังสือ เพราะนางฉลาดในอักษรสมัย แล้วคิดว่า “ตายจริง! คนเขลาผูกหนังสือสำหรับฆ่าตัวที่ชายผ้าแล้วก็เที่ยวไป. ถ้าเราไม่เห็นหนังสือแล้ว เขาคงไม่มีชีวิตอยู่” ดังนี้แล้ว จึงฉีกหนังสือฉบับนั้นเสีย เขียนหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ตามถ้อยคำของเศรษฐีว่า “ลูกชายของข้าพเจ้านี้ ชื่อเจ้าโฆสกะ, จงให้นำเครื่องบรรณาการมาจากบ้าน (ส่วย) ๑๐๐ บ้าน ทำมงคลกับบุตรสาวเศรษฐีในชนบทนี้ ให้ปลูกเรือนขึ้น ๒ ชั้นในท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตน ทำการรักษาอย่างแข็งแรง ด้วยเครื่องล้อมคือกำแพง และเครื่องล้อมคือบุรุษ, และจงส่งข่าวไปให้ข้าพเจ้าว่า ‘การนี้ การนี้ ฉันทำเสร็จแล้ว’ เมื่อกรรมอย่างนี้ท่านทำแล้ว ฉันจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ท่านลุงในภายหลัง”,
ก็แลครั้นเขียนเสร็จแล้ว นางจึงพับลงไปผูกไว้ที่ชายผ้าของนายโฆสกะนั้นตามเดิม.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ย. 2017, 13:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




unnamed (95).png
unnamed (95).png [ 67.53 KiB | เปิดดู 285 ครั้ง ]
นายโฆสกะได้ภรรยา
นายโฆสกะนั้นนอนหลับตลอดวัน ลุกขึ้นบริโภคแล้วก็หลีกไป. ในวันรุ่งขึ้น เขาไปสู่บ้านนั้นแต่เช้าตรู่ แลเห็นนายเสมียนทำกิจในบ้านอยู่ทีเดียว.
นายเสมียนนั้นเห็นนายโฆสกะนั้นแล้ว จึงถามว่า “อะไร? พ่อ”
นายโฆสกะนั้นกล่าวว่า “คุณพ่อของผม ส่งหนังสือมาถึงท่าน”
นายเสมียนจึงถามว่า “หนังสือเพื่อการอะไร? พ่อ จงบอกมา” รับเอาหนังสือแล้ว อ่านดูก็มีความพอใจ จึงกล่าวกะคหบดีทั้งหลายว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ขอเชิญท่านดูความรักใคร่ในเราของนายเรา, ท่านเศรษฐีส่งบุตรชายมายังสำนักของเรา ด้วยแจ้งว่า ‘จงทำมงคลแก่บุตรคนโตของเรา’ พวกท่านจงรีบเอาไม้เป็นต้นมาเร็ว” ดังนี้แล้ว ให้ปลูกเรือนมีประการดังกล่าวแล้วในท่ามกลางบ้าน ให้นำเครื่องบรรณาการมาแต่บ้าน ๑๐๐ บ้าน นำลูกสาวของเศรษฐีในชนบทมากระทำมงคลแล้ว จึงส่งข่าวไปแก่เศรษฐีว่า “การนี้ การนี้ ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว”

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2017, 10:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




culosis6.gif
culosis6.gif [ 25.91 KiB | เปิดดู 276 ครั้ง ]
เศรษฐีเสียใจจนเกิดโรค
เพราะได้ฟังข่าวนั้น ความเสียใจอย่างใหญ่บังเกิดแก่เศรษฐีแล้วว่า “เราให้ทำสิ่งใด สิ่งนั้นไม่สำเร็จ, สิ่งใดมิให้ทำ สิ่งนั้นก็กลับสำเร็จ.” ความเศร้าโศกนั้น กับความเศร้าโศกถึงบุตร เป็นอันเดียวกันเทียว ยังความร้อนในท้องให้เกิดขึ้น ให้เกิดโรคอติสาร๑- แล้ว.
____________________________
๑- โรคอันยังโลหิตให้แล่นไปยิ่ง, โรคลงแดง

แม้ลูกสาวของเศรษฐีก็บังคับพวกคนว่า “ถ้าว่าใครๆ มาจากสำนักของเศรษฐี, ท่านยังไม่บอกแก่เราแล้ว อย่าบอกแก่เศรษฐีบุตรก่อน.”
แม้เศรษฐีเล่าก็คิดว่า “บัดนี้ เราจะไม่ทำบุตรชั่วชาติคนนั้นให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของเรา.” ดังนี้แล้ว จึงบอกนายเสมียนคนหนึ่งว่า “ลุง ฉันปรารถนาจะพบบุตรของฉัน, ท่านจงส่งคนรับใช้ไปคนหนึ่ง ให้เรียกบุตรของฉันมา.” เขารับว่า “ได้จ้ะ” ให้หนังสือแล้ว ส่งคนผู้หนึ่งไป.
ฝ่ายลูกสาวของเศรษฐีทราบว่า บุรุษนั้นมายืนอยู่ที่ประตู ให้เรียกเขามาแล้ว ถามว่า “อะไร? พ่อ”
คนรับใช้. เศรษฐีไม่สบาย เพื่อจะพบลูกชาย ให้เรียก (เขา) แม่เจ้า.
เศรษฐีธิดา. พ่อ เศรษฐียังมีกำลัง หรือถอยกำลัง ?
คนรับใช้. ยังมีกำลัง บริโภคอาหารได้อยู่ก่อน แม่เจ้า.
ลูกสาวเศรษฐีนั้นไม่ให้บุตรเศรษฐีทราบเทียว ให้ๆ ที่อยู่และเสบียงเดินทางแก่เขาแล้ว กล่าวว่า “ท่านจักไปได้ในเวลาที่ฉันส่งไป จงพักอยู่ก่อน.”
มหาเศรษฐีได้กล่าวกะนายเสมียนอีกว่า “ลุง ท่านยังไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักบุตรของฉันหรือ?”
นายเสมียน. ส่งไปแล้ว นาย คนผู้ไปแล้ว ยังไม่มาก่อน.
เศรษฐี. ถ้ากระนั้น ท่านจงส่งผู้อื่นไปอีก.
นายเสมียนนั้นส่งไปแล้ว.
ลูกสาวของเศรษฐีปฏิบัติแม้ในบุรุษนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน. ในกาลนั้น โรคของเศรษฐีหนักแล้ว. ภาชนะหนึ่งเข้า, ภาชนะหนึ่งออก.
เศรษฐีจึงถามนายเสมียนอีกว่า “ลุง ท่านยังไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักบุตรของฉันแล้วหรือ.”
นายเสมียน. ส่งไปแล้ว นาย แต่คนที่ไปยังไม่กลับ.
เศรษฐี. ถ้ากระนั้น ท่านจงส่งผู้อื่นไปอีก.
นายเสมียนนั้นส่งไปแล้ว. ลูกสาวเศรษฐีถามประพฤติเหตุนั้น แม้กะบุรุษผู้มาในวาระที่ ๓ แล้ว. บุรุษผู้นั้นบอกว่า “ข้าแต่นาย เศรษฐีป่วยหนัก ตัดอาหารเสียแล้ว มีความตายเป็นเบื้องหน้า, ภาชนะหนึ่งออก ภาชนะหนึ่งเข้า.” ลูกสาวของเศรษฐีจึงคิดว่า “บัดนี้เป็นเวลาที่เขาควรไปได้” จึงบอกแก่เศรษฐีบุตรว่า “ทราบว่า คุณพ่อของท่านป่วย.” เมื่อเขากล่าวว่า “พูดอะไร? หล่อน” จึงพูดว่า “ความไม่สำราญมีแก่บิดาของท่านนั้น นาย.”
โฆสกะ. บัดนี้ ฉันควรทำอย่างไร?
เศรษฐีธิดา. นาย เราจักถือเครื่องบรรณาการอันเกิดจากบ้านส่วย ๑๐๐ บ้าน ไปเยี่ยมท่าน.
นายโฆสกะนั้นรับว่า “จ้ะ” แล้วให้คนนำเครื่องบรรณาการมา เอาเกวียนบรรทุก หลีกไปแล้ว.
ครั้งนั้น ลูกสาวของเศรษฐีนั้นพูดกะโฆสกะนั้นว่า “บิดาของท่านถอยกำลัง, เมื่อเราถือเอาเครื่องบรรณาการมีประมาณเท่านี้ไป จักเป็นการเนิ่นช้า, ขอท่านจงให้ขนบรรณาการนี้กลับเถิด” ดังนี้แล้ว จึงส่งบรรณาการนั้นทั้งหมดไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตน แล้วพูดอีกว่า “นาย ท่านพึงยืนข้างเท้าแห่งบิดาของท่าน, ฉันจักยืนข้างเหนือศีรษะ.” เมื่อเข้าไปสู่เรือนนั่นเทียว นางก็บังคับพวกคนของตนว่า “พวกท่านจงถือเอาการรักษาทั้งข้างหน้าเรือนทั้งข้างหลังเรือน.” ก็ในเวลาที่เข้าไป เศรษฐีบุตรได้ยืนอยู่แล้วที่ข้างเท้าของบิดา. ส่วนภรรยาได้ยืนข้างเหนือศีรษะ.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2017, 11:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5123


 ข้อมูลส่วนตัว




nanda-12.jpg
nanda-12.jpg [ 55.38 KiB | เปิดดู 276 ครั้ง ]
เศรษฐีทำกาละ
ในขณะนั้น เศรษฐีนอนหงายแล้ว. ส่วนนายเสมียน เมื่อนวดเท้าของเศรษฐีนั้น จึงพูดว่า “นาย บุตรชายของท่านมาแล้ว.”
เศรษฐี. เขาอยู่ที่ไหน?
นายเสมียน. เขายืนอยู่ที่ปลายเท้า.
ครั้งนั้น เศรษฐีเห็นบุตรชายนั้นแล้ว จึงให้เรียกนายเสมียนมาแล้ว ถามว่า ในเรือนของฉันมีทรัพย์อยู่เท่าไร? เมื่อนายเสมียนเรียนว่า “นาย มีอยู่ ๔๐ โกฏิเท่านั้น, แต่เครื่องอุปโภคบริโภคและบ้าน นา สัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า ยานพาหนะ มีอยู่จำนวนเท่านี้ๆ”, ใคร่จะพูดว่า “ฉันไม่ให้ทรัพย์ มีประมาณเท่านี้แก่โฆสกะบุตรของฉัน”, (กลับ) พูดว่า “ฉันให้.” ลูกสาวเศรษฐีฟังคำนั้นแล้วคิดว่า “เศรษฐีนี้ เมื่อพูด พึงพูดคำอะไรอื่น” เป็นเหมือนเร่าร้อนด้วยความโศก สยายผม ร้องไห้กล่าวว่า “คุณพ่อ พูดอะไรนี่, พวกเราฟังคำของท่าน ชื่อแม้นี้, พวกเราไม่มีบุญหนอ.” ดังนี้แล้ว จึงเอาศีรษะประหารเศรษฐีนั่นที่ท่ามกลางอก ล้มลงเอาศีรษะกลิ้งเกลือกอยู่ที่ท่ามกลางอกของเศรษฐีนั้น แสดงอาการคร่ำครวญ จนเศรษฐีไม่อาจพูดได้อีก. แม้เศรษฐีก็ได้ทำกาละในขณะนั้นเอง.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร