วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ค. 2018, 23:35  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 20:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6885

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
“ยักษ์วัดโพธิ์” ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข)


ตำนาน “ยักษ์วัดแจ้ง-ยักษ์วัดโพธิ์”
และตำนานกำเนิดท่าเตียน :b45:

“ยักษ์” เป็นอมนุษย์ชนิดหนึ่ง มีกล่าวถึงทั้งในทางศาสนาและวรรณคดี
เป็นความเชื่อของไทยที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ
โดยเชื่อว่ายักษ์มีหลายระดับขึ้นอยู่กับบุญบารมี ยักษ์ชั้นสูงจะมีวิมานเป็นทอง
มีรูปร่างสวยงาม ปกติไม่เห็นเขี้ยว เวลาโกรธจึงจะมีเขี้ยวงอกออกมา
ยักษ์ชั้นกลางส่วนใหญ่จะเป็นบริวารของยักษ์ชั้นสูง
ส่วนยักษ์ชั้นต่ำที่บุญน้อยก็จะมีรูปร่างน่ากลัว ผมหยิกตัวดำผิวหยาบ นิสัยดุร้าย

จะเห็นได้ว่าในวัดวาอารามต่างๆ มักจะมียักษ์มาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของวัด
หรือโบราณสถาน ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นยักษ์แบกพระเจดีย์ในวัดพระแก้ว
รูปปั้นยักษ์แบกองค์พระปรางค์ในวัดแจ้ง หรือยักษ์วัดโพธิ์ เป็นต้น
ซึ่งตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้เทศน์สั่งสอนยักษ์ให้ลดทิฐิมานะ
ยักษ์ที่ได้ฟังและเข้าใจในพระธรรม จึงได้กลายมาเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา
หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายถึง ผู้แบกสรวงสวรรค์ และทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองสถูปสถาน
และอาคารศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นการค้ำชูพระพุทธศาสนาให้มั่งคงและเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา


ตำนานเรื่องเล่า หลายคนคงเคยได้ยินตำนานกำเนิดท่าเตียน
ที่เล่าปากต่อปากกันมาว่า บริเวณท่าเตียนอันเป็นพื้นที่โล่งเตียนนั้น
เป็นผลจากการต่อสู้ของ “ยักษ์วัดแจ้ง” กับ “ยักษ์วัดโพธิ์”
โดยมี “ยักษ์วัดพระแก้ว” เป็นผู้ห้ามทัพ


ตำนานกำเนิดท่าเตียน มีว่า ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์
และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้งหรือวัดอรุณฯ ฝั่งตรงข้ามนั้น
ทั้ง ๒ ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งทางฝ่ายยักษ์วัดโพธิ์ไม่มีเงิน
จึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดแจ้ง พร้อมทั้งนัดวันที่จะนำเงินไปส่งคืน
เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดโพธิ์กลับไม่ยอมจ่ายหนี้ เบี้ยวเอาเสียดื้อๆ
ยักษ์วัดแจ้งเมื่อรอแล้วรอเล่าจนทนไม่ไหว
จึงตัดสินใจข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทวงเงินคืน แต่ยักษ์วัดโพธิ์ไม่ยอมให้

ดังนั้น ในที่สุดยักษ์ทั้ง ๒ ตนจึงเกิดการทะเลาะถึงขั้นต่อสู้กัน
แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตมหึมาและมีกำลังมหาศาลของยักษ์ทั้ง ๒ ตน
เมื่อต่อสู้กันจึงทำให้ต้นไม้ในบริเวณนั้นถูกยักษ์ทั้งสองเหยียบย่ำจนล้มตายลงหมด
หลังจากที่เลิกต่อสู้กันแล้วบริเวณที่ยักษ์ทั้งสองประลองกำลังกันนั้น
จึงราบเรียบเป็นหน้ากลองกลายเป็นสถานที่ที่โล่งเตียนไปหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย
ซึ่งตามตำนานเรื่องเล่าดังกล่าวยังสรุปไม่ได้ว่า ยักษ์วัดไหนเป็นฝ่ายชนะ


ครั้นเมื่อพระอิศวร (พระศิวะ) ได้ทราบเรื่องราวการต่อสู้กัน
ทำให้บรรดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้นเดือดร้อน
จึงได้ลงโทษโดยการสาปให้ยักษ์ทั้ง ๒ กลายเป็นหิน
แล้วให้ยักษ์วัดโพธิ์ ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ วัดโพธิ์
และให้ยักษ์วัดแจ้ง ทำหน้าที่ยืนเฝ้าพระวิหาร วัดแจ้ง เรื่อยมา

ส่วนฤทธิ์จากการสู้รบของยักษ์ทั้งคู่ที่ทำชุมชนละแวกนี้ราบเรียบเป็นหน้ากลอง
ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกว่า “ท่าเตียน” เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้


:b44:

เมื่อคาดคะเนจากตำนานการต่อสู้ ยักษ์ทั้งสามน่าจะมีขนาดใกล้เคียงกัน
หลายคนเลยเข้าใจผิดคิดว่า
“ลั่นถัน นายทวารบาล”
หรือตุ๊กตาสลักหินรูปทหารนักรบจีนขนาดใหญ่ที่ยืนถือศาสตราวุธ
เฝ้าซุ้มประตูเข้า-ออกในเขตพุทธาวาสของวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)
ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดรวม ๓๒ ตัวนั้น
คือ ยักษ์วัดโพธิ์
แต่โดยแท้จริงแล้ว “ยักษ์วัดโพธิ์” มีเพียง ๒ คู่ ๔ ตนเท่านั้น คือ
ยักษ์กายสีแดง, ยักษ์กายสีเขียว, ยักษ์กายสีเทา และ ยักษ์กายสีเนื้อ
ประติมากรรมรูปร่างเป็นยักษ์ไทย เขี้ยวแหลมโง้ง มือทั้งสองกุมไม้กระบองเป็นอาวุธ
ซึ่งทั้งหมดมีลักษณะคล้ายกับยักษ์ในวรรณคดีสำคัญเรื่องรามเกียรติ์
เช่นเดียวกับ “ยักษ์วัดพระแก้ว” หากแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก
เล็กจนสามารถตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) ได้


ส่วนประวัติการสร้างเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้รื้ออสูรที่ยืนเฝ้าประจำประตูทั้ง ๔ ประตูของวัดออกไป
แล้วนำ “ลั่นถัน นายทวารบาล” หรือรูปตุ๊กตาสลักหินรูปทหารนักรบจีนขนาดใหญ่มาตั้งแทน
กาลนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปยักษ์ปูนปั้นขนาดเล็ก สูงประมาณ ๑๗๕ เซนติเมตร
จำนวน ๘ ตน ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข)
ทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๑ คู่ เพื่อให้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาหอพระไตรปิฎก
(พระมณฑปหรือหอไตรจตุรมุข ใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก เรียกว่าหอพระไตรปิฎกก็ได้)

เมื่อครั้งทำระเบียงพระมหาเจดีย์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ได้โปรดเกล้าฯ ให้รื้อซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) ออกไป ๒ ซุ้ม
ปัจจุบันจึงปรากฏรูปยักษ์วัดโพธิ์เหลืออยู่เพียง ๒ คู่ ๔ ตนเท่านั้น คือ

ยักษ์กายสีแดง มีชื่อว่า “พญาแสงอาทิตย์” กับ ยักษ์กายสีเขียว มีชื่อว่า “พญามัยราพณ์”
ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ยักษ์กายสีเทา มีชื่อว่า “พญาขร” กับ ยักษ์กายสีเนื้อ มีชื่อว่า “พญาสัทธาสูร”
ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าฯ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ


ส่วนซุ้มประตูทางเข้าฯ ด้านที่รื้อออกไป ๒ ซุ้มนั้น
แต่เดิมเป็นยักษ์มีชื่อว่า “สหัสเดชะ” กับ “ทศกัณฐ์”
ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าฯ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
และยักษ์มีชื่อว่า “อินทรชิต” กับ “สุริยาภพ”
ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าฯ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

คนโบราณเชื่อว่ายักษ์ที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูมีอิทธิฤทธิ์ในการขับไล่ภูตผีปีศาจทั้งหลาย
จึงมีหน้าที่ปกปักรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันมีค่าที่อยู่ด้านใน

:b44:

สำหรับ “ยักษ์วัดแจ้ง” นั้น ก็ถือว่าเป็นยักษ์ชื่อดัง
ที่ทุกคนรู้จักกันดีจากวรรณคดีสำคัญเรื่องรามเกียรติ์ นั่นก็คือยักษ์ทศกัณฐ์


ด้านหน้า “ประตูซุ้มยอดมงกุฎ” ก่อนเข้าสู่พระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง)
มีพญายักษ์หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยักษ์วัดแจ้ง” ยืนเฝ้าอยู่ ๒ ตน
รูปร่างเป็นยักษ์ไทยตัวใหญ่ เขี้ยวแหลมโง้ง ตัวมีขนาดใหญ่กว่ายักษ์วัดโพธิ์
มือทั้งสองกุมไม้กระบองสีขาวเป็นอาวุธ ยืนอยู่บนแท่น มีความสูงประมาณ ๓ วา

โดยยักษ์ด้านเหนือกายสีขาว มีชื่อว่า “สหัสเดชะ” ยักษ์ด้านใต้กายสีเขียว มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์”
ยักษ์ทั้งสองตนเป็นยักษ์ปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายและเครื่องแต่งตัว
ของเดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ทำหน้าที่เป็น “นายทวารบาล” ตามคติความเชื่อเทพผู้พิทักษ์รักษาประตู
เพื่อให้เทพได้ปกปักรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนา

ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการปั้นรูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในเวลาต่อมา


:b44:

ในส่วนของ “ยักษ์วัดพระแก้ว” นั้น มีทั้งหมดรวม ๑๒ ตน
เนื่องจากประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) มี ๗ ประตู
โดย ๖ ประตูมีรูปยักษ์ยืนปูนปั้นกายสูงใหญ่ถึง ๖ เมตร
ประดับเคลือบสีประณีตงดงาม เป็น “นายทวารบาล” ยืนเฝ้าอยู่ประตูละ ๒ ตน
ยักษ์มีชื่อเรียกต่างกันไป ซึ่งแม้จะคุ้นตาแต่ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเป็นยักษ์อะไร

ยักษ์ทั้ง ๖ คู่ เหล่านี้ต่างก็มีที่มาจากวรรณคดีสำคัญเรื่องรามเกียรติ์ทั้งสิ้น
เริ่มตั้งแต่คู่แรกที่ยืนเฝ้าประตูพระฤๅษี มีชื่อว่า จักรวรรดิ และอัศกรรณมารา
คู่ที่ยืนเฝ้าประตูเกยเสด็จ (หน้า) มีชื่อว่า สุริยาภพ และอินทรชิต
คู่ที่ยืนเฝ้าประตูหน้าวัว มีชื่อว่า มังกรกัณฐ์ และวิรุฬหก
คู่ที่ยืนเฝ้าประตูวัดพระแก้ว มีชื่อว่า ทศคีรีธร และทศคีรีวัน
คู่ที่ยืนเฝ้าประตูเกยเสด็จ (หลัง) มีชื่อว่า ทศกัณฐ์ และสหัสเดชะ
และคู่สุดท้ายที่ยืนเฝ้าประตูสนามไชย มีชื่อว่า มัยราพณ์ และวิรุฬจำบัง

ประตูที่ ๗ ประตูสุดท้าย คือประตูวิหารยอด อยู่ตรงข้ามกับวิหารยอด
เป็นประตูเดียวที่ไม่มีรูปยักษ์ทวารบาล มีแต่ภาพยักษ์และภาพวานรเขียนไว้เท่านั้น


รูปภาพ

“ลั่นถัน นายทวารบาล”
หรือตุ๊กตาสลักหินรูปทหารนักรบจีนขนาดใหญ่
ที่ยืนถือศาสตราวุธเฝ้าซุ้มประตูเข้า-ออกในเขตพุทธาวาส
ของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็น “ยักษ์วัดโพธิ์”


รูปภาพ

รูปภาพ

“ยักษ์วัดโพธิ์” มีเพียง ๒ คู่ ๔ ตนเท่านั้น คือ
ยักษ์กายสีแดง, ยักษ์กายสีเขียว, ยักษ์กายสีเทา และยักษ์กายสีเนื้อ
ตั้งเก็บไว้ในตู้กระจกหน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป หรือหอไตรจตุรมุข
ซึ่งใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
“ยักษ์วัดโพธิ์” ตัวจริงมีลักษณะเช่นเดียวกับยักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์


รูปภาพ

“ยักษ์วัดแจ้ง” มี ๒ ตนคือ ยักษ์ด้านเหนือกายสีขาว มีชื่อว่า “สหัสเดชะ”
ส่วนยักษ์ด้านใต้กายสีเขียว มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์”
ยืนเฝ้าที่ประตูซุ้มยอดมงกุฎทางเข้าพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม


รูปภาพ
:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ : dayoffmagazine.com

“ยักษ์วัดพระแก้ว” นายทวารบาลเฝ้าประตู ๒ ตน
รูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)


--------------------------------

:b44: คัดลอกบางตอนมาจาก...๙ สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=23364

:b47: วัดประจำรัชกาลที่ ๑ : วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19426

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 20:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3959

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุด้วยครับ

ผมเคยไปกราบพระนอนองค์ใหญ่ที่วัดโพธิ์มาแล้วครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 21:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 15:36
โพสต์: 435

ที่อยู่: malaysia

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุค่ะ คุณ สาวิกาน้อย :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2015, 18:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1609


 ข้อมูลส่วนตัว


ยักษ์วัดพระแก้ว

ยักษ์วัดแจ้ง กับ ยักษ์วัดโพธิ์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากจากตำนานเล่าขาน
เรื่องที่ยกพวกมาตีกันจนป่าชายแม่น้ำโล่งราบเลี่ยนเตียน เป็นที่มาของชื่อท่าเตียน

แต่ยักษ์ที่วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็มีทั้งหมดรวม
๑๒ ตน
แม้จะคุ้นตาแต่ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเป็นยักษ์อะไร

หนังสือพระอารามหลวง ในกรุงเทพมหานคร เล่ม ๑
(วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล)
อธิบายไว้ว่า

ประตูวัดพระแก้ว มี ๗ ประตู โดย ๖ ประตูมียักษ์ปูนปั้นกายสูงใหญ่ถึง ๖ เมตร
ประดับเคลือบสีประณีตงดงาม เป็นทวารบาลยืนเฝ้าอยู่ประตูละ
๒ ตน

:b50: ประตูเกยเสด็จ (หน้า) ด้านซ้าย มียักษ์ชื่อ สุริยาภพ
โอรสของสหายทศกัณฐ์ มีสีกายสีแดงฉานดังแสงอาทิตย์

สุริยาภพ มีหอกเมฆพัท เป็นหอกวิเศษ พระอิศวรประทานให้
เคยใช้หอกที่ปลุกเสกไม่ครบพันคาบ พุ่งถูกพระทรวงพระสัตรุดสลบคาที่
พระพรตเชษฐาของพระสัตรุดจึงแผลงศรพรหมาสตร์สังหารสุริยาภพได้
ถ้าสุริยาภพปลุกเสกหอกเมฆพัทได้ครบพันคาบ จะไม่มีผู้ใดต้านทานได้

ประตูเกยเสด็จ (หน้า) ด้านขวา มียักษ์อินทรชิตเฝ้า
อินทรชิต มีสีกายสีเขียว เป็นเจ้าฟ้าเอกเพราะเป็นบุตรทศกัณฐ์กับนางมณโฑ
เดิมชื่อรณภักตร์กุมาร มีฤทธิ์มากรบชนะพระอินทร์
จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอินทรชิต ซึ่งแปลว่าผู้ชนะพระอินทร์

รูปยักษ์อินทรชิตที่ทำไว้นี้งดงามสง่าอย่างยิ่งสมกับผู้มีฤทธิ์
มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากเทพเจ้าทั้ง ๓ คือพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม
อินทรชิตตายด้วยศรพรหมาสตร์ของพระราม

:b50: ประตูหน้าวัว มียักษ์มังกรกัณฐ์ เป็นยักษ์กายสีเขียว
กับยักษ์วิรุฬหก ยักษ์กายสีขาบหรือสีน้ำเงินแก่

:b50: ประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
มียักษ์ฝาแฝดเป็นทวารบาล ด้านซ้ายชื่อทศคีรีธร มีสีกายสีน้ำตาล
ด้านขวาชื่อทศคีรีวัน มีสีกายสีเขียวแก่ ทั้ง ๒ เป็นลูกทศกัณฐ์กับนางช้าง
ยักษ์ ๒ ตนนี้จึงมีปลายจมูกเป็นงวงช้างเล็กๆ พอเป็นเครื่องหมาย

:b50: ประตูพระฤาษี ด้านซ้าย มียักษ์จักรวรรดิ
มีสีกายสีขาวบริสุทธิ์ มีฤทธิ์มาก จักรวรรดิเป็นสหายทศกัณฐ์ ครองกรุงมลิวัน
ภายหลังเมื่อสิ้นทศกัณฐ์ ได้รบชนะพิเภก พระรามแต่งตั้งให้ครองกรุงลงกา

ด้านขวาประตูพระฤาษี มียักษ์อัศกรรณมารา เป็นพญายักษ์สหายทศกัณฐ์
มีสีกายสีม่วงแก่ มีฤทธิ์มาก ผู้ใดรบก็ไม่ชนะ ต้องให้องค์อวตารของพระนารายณ์
คือพระราม แผลงศรพรหมาสตร์ จึงเอาชนะได้

:b50: ประตูเกยเสด็จ (หลัง) มีพญายักษ์ ๒ ตนที่มีความสำคัญที่สุดเป็นทวารบาล
ด้านซ้ายคือทศกัณฐ์ ปรปักษ์ตัวเอกของพระราม

ทศกัณฐ์มี ๑๐ เศียร ๒๐ กร มีสีกายสีเขียว เป็นเจ้าผู้ครองกรุงลงกา
ทำสงครามกับพระรามหลายยกหลายตอน มาตายเอาตอนท้ายเรื่องรามเกียรติ์

ด้านขวาประตูเกยเสด็จ (หลัง) คือพญายักษ์สีกายขาว
เจ้าเมืองปางตาล มีนามว่า สหัสเดชะ
พญายักษ์ตนนี้มี ๑,๐๐๐ เศียร ๒,๐๐๐ กร มีอาวุธวิเศษคือกระบองตาล

:b50: ประตูสนามไชย มีพญายักษ์มัยราพณ์ และวิรุฬจำบัง เป็นทวารบาล
มัยราพณ์ ครองเมืองบาดาล มีสีกายสีม่วงอ่อน เป็นสหายทศกัณฐ์
เคยเข้าสกัดทัพและลักพาพระรามไปขังในเมืองบาดาล
หนุมานตามลงไปฆ่ามัยราพณ์ตาย แล้วช่วยพระรามขึ้นมาได้
วิรุฬจำบัง มีสีกายสีเขียวเจือดำ เป็นโอรสของพญาทูษณ์ ผู้ครองเมืองจารึก
และเป็นหลานของทศกัณฐ์ มีความสามารถด้านแปลงกาย
เคยแปลงกายเป็นไรน้ำไปซ่อนอยู่ในฟองอากาศในน้ำ แต่หนุมานก็ตามไปทันและฆ่าเสีย

:b50: ประตูที่ ๗ ประตูสุดท้าย คือประตูวิหารยอด อยู่ตรงข้ามกับวิหารยอด
เป็นประตูเดียวที่ไม่มีรูปยักษ์ทวารบาล มีแต่ภาพยักษ์และภาพวานรเขียนไว้


รู้จักกันทุกยักษ์แล้วจึงได้ความจริงว่า ยักษ์สังกัดวัดพระแก้วเป็นยักษ์ระดับพญา
หรือยักษ์เจ้า ไม่เคยทำเรื่องเกเรเหลวไหลยกพวกตีกันให้หนวกหูผู้คน
หากจะทะเลาะกันก็ยกทัพมาทำสงครามชิงบ้านชิงเมืองกันเลย


-------------------------------------

:b44: พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19306

:b50: :b49: :b50:


แก้ไขล่าสุดโดย น้องพลอย เมื่อ 24 มี.ค. 2016, 20:27, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ค. 2015, 18:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1609


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ตราสัญลักษณ์จังหวัดอุดรธานี


ท้าวเวสสุวรรณ

นอกจากนั้น ยักษ์ยังปรากฏในตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอุดรธานี
โดยเป็นรูปของท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์
ซึ่งมีความหมายเป็นนัยยะว่าเป็นเทพยดาผู้คุ้มครองรักษา
ยืนถือกระบองเฝ้ารักษาเมืองประจำทิศอุดรหรือทิศเหนือ


“ท่านท้าวเวสสุวรรณ” องค์นี้ มีเรื่องเล่าและตำนานเล่าว่า
ท่านได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
และได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก
ไม่ให้ยักษ์หรือบริวารอื่นๆ ของท้าวจตุโลกบาลไปรังควาน
และได้ถวาย “อาฏานาฏิยปริตร” เพื่อเป็นคาถาปกป้อง
สำหรับพระที่ธุดงค์ออกป่า ไว้กันเหล่าภูติผี ปีศาจ

นอกจากนั้น คนไทยโบราณจะนำผ้ายันต์รูปยักษ์มาผูกไว้ที่หัวเตียงเด็ก
หรือนำมาบูชาไว้ที่ประตูบ้าน เพื่อป้องกันวิญญาณชั่วร้ายไม่ให้มารังควาญ


:b50: :b49: :b50:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2018, 08:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1487


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร