วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.พ. 2019, 21:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2013, 14:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 20


 ข้อมูลส่วนตัว


สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ครานั้นผู้คนในชมพูทวีปไม่ว่าจักเป็นวรรณะสูงอย่างกษัตริย์ก็ดีหรือพราหมณ์ก็ดี หรือจักเป็นวรรณะต่ำอย่างแพศย์ลงไปจนถึงจัณฑาลก็ดี พวกเขาต่างก็พากันสละลัทธิของตนหันมาเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นกันเป็นจำนวนมาก ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างให้ความสำคัญกับการบริจาคทานรักษาศีลตลอด จนเจริญสมาธิภาวนากันอย่างแพร่หลาย เพราะเชื่อว่าการกระทำทั้งสามคือหนทางเอกที่จักทำให้พวกเขาได้บุญเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะการถวายทานอันมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประธานนั้น ยิ่งถือว่าเป็นยอดบุญทีเดียว! ดังนั้นผู้คนสมัยนั้นจึงให้ความสำคัญกับทานชนิดนี้มากที่สุด บางครั้งถึงกับแข่งกันว่าใครจักทำได้ยิ่งใหญ่กว่ากันก็มี และไม่เพียงประชาชน แม้แต่กษัตริย์ก็ยังทรงให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มีอยู่คราวหนึ่งหลังจากสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จจาริกไปตามแว่นแคว้นต่างๆจนเกือบจักทั่วชมพูทวีป
ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงพาเหล่าภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูปเสด็จกลับยังนครสาวัตถี พอถึงก็ทรงเข้าพักยังวัดพระเชตะวันที่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างถวาย บรรดาชาวเมืองพอทราบต่างก็ดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบจัดเตรียมของแห้งของสดกันเป็นการใหญ่ หวังจักใช้ประกอบอาหารนำไปถวายทานกันในวันพรุ่งนี้

แต่ความปรารถนาของพวกเขาก็มีอันต้องถูกระงับไว้ก่อน เนื่องจากราชาปเสนทิพอทราบข่าวพระศาสดาเสด็จกลับ พระองค์ก็ทรงปรารถนาจักถวายทานแด่องค์จอมปราชญ์เช่นกัน ดังนั้นทันทีที่จอมมุนีเสด็จเข้าพักท้าวเธอจึงรีบเข้าเฝ้าก่อนใคร เพื่อจักอาราธนาองค์ท่านให้ทรงพาเหล่าภิกษุมารับบิณบาตร ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังในเช้าวันรุ่งขึ้น

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงสดับคำขออาราธนาของจอมกษัตริย์พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธแต่อย่างใด
จึงยังความปลาบปลื้มพระทัยให้กับจอมราชาเป็นอย่างยิ่ง พอทรงกลับถึงวังจึงทรงมีพระบัญชาให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วพระนคร พรุ่งนี้เช้าใครที่ไม่ติดภารกิจสำคัญ ขอให้มาชมการบำเพ็ญทานของพระองค์อย่างพร้อมเพรียงกันถ้วนหน้า!

รุ่งขึ้นราชาปเสนทิก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการตักบาตรถวายทานแด่พระศาสดาแลพระสงฆ์สาวกที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวัง บรรดาชาวเมืองพอเห็นการถวายทานของจอมกษัตริย์พวกเขาต่างก็ยินดีไปกับอานิสงส์ที่จักเกิดขึ้นกับพระองค์ด้วยเช่นกันต่างพร้อมใจกันกล่าวคำอนุโมทนาเสียจนดังลั่น ยังความปลาบปลื้มปีติแก่จอมราชันย์จนยากจักบรรยาย

หลังเสร็จพิธีเหล่าผู้นำชุมชนเมื่อเห็นการถวายทานของพระราชาแล้ว พวกเขาก็อยากจักถวายทานให้มันยิ่งใหญ่เหมือนจอมกษัตริย์บ้าง ดังนั้นจึงปรึกษากันว่าจะจัดงานถวายทานขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ พอตกลงได้ก็ตั้งบุรุษผู้หนึ่งขึ้นเป็นผู้แทนประชาชน เข้าไปกราบอาราธนาองค์สมเด็จพระชินสีห์พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกให้มารับบาตรในฟากประชาชนบ้าง นอกจากนั้นยังให้เขาไปทูลอัญเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีและพระมเหสีมัลลิกาให้เสด็จมาทอดพระเนตรการถวายทานครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

รุ่งขึ้นราชาปเสนทิแลพระนางมัลลิกาเทวีก็เสด็จมายังลานคนเมืองตามที่ทรงรับปาก พอมาถึงปรากฏเวลา นั้นมีผู้คนจำนวนมากต่างออกมารอตักบาตรถวายทานกันให้เนืองแน่นไปหมด แต่ละคนต่างสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ทักทายกันอย่างมีความสุข อาหารที่นำมาก็ล้วนแต่สีสันสวยงาม กลิ่นหอมหวนชวนรับทานเสียนี่กระไร ไม่ว่าจักเป็นของคาวของหวาน ล้วนน่ากินไปเสียทั้งหมด

จอมราชาเมื่อทรงเห็นความตั้งใจในการถวายทานของเหล่าประชาชน พระองค์ก็ทรงรู้สึกปลาบปลื้มไปกับพวกเขาด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงคำนึงอยู่ในพระทัย “ เช้านี้ชาวเมืองจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่นัก! หากเทียบกับทานของเราเมื่อวาน ดูเหมือนยังจักใหญ่กว่า เห็นทีเราต้องจัดงานถวายทานใหม่ เอาให้มันยิ่งใหญ่กว่าทานของชาวเมืองในเช้านี้ให้ได้! ” เมื่อทรงดำริดังนี้ พอทรงกลับถึงวังจึงมีรับสั่งให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วพระนคร พรุ่งนี้เช้าใครไม่ติดภารกิจ ขอให้มาชมการบำเพ็ญทานของพระองค์กันอีกครั้งโดยถ้วนหน้า!

รุ่งเช้าชาวเมืองที่ไม่ติดธุระต่างก็ทยอยเข้ามายังลานหน้าพระบรมมหาราชวังกันจนเนืองแน่นล้นหลาม เพื่อจะมาชมการถวายทานของจอมราชา ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ทรงจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก เหล่าพสกนิกรเมื่อเห็นพิธีถวายทานของพระองค์พวกเขาต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญกันแทบไม่หยุดปาก โดยเฉพาะผู้นำชุมชนนั้นยิ่งปลาบปลื้มมากกว่าผู้ใด แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เกิดทิฐิฝ่ายกุศลตามขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นพอเสร็จจากพระราชพิธีพวกเขาจึงปรึกษากันว่าจักจัดงานถวายทานขึ้นใหม่อีกครั้ง แลครั้งนี้ต้องทำให้ยิ่งใหญ่กว่าทานของจอมราชาในเช้านี้อีก!

การแข่งกันถวายทานระหว่างเหล่าพสกนิกรกับจอมกษัตริย์อย่างชนิดไม่มีใคยอมใคร ได้ถูกจัดขึ้นถึงห้าครั้งห้าคราด้วยกัน จนครั้งที่ ๖ บรรดาชาวเมืองได้ร่วมแรงร่วมใจกันออกเสาะหาสิ่งของต่างๆที่มีอยู่บนแผ่นดิน นำมารวมไว้อยู่ในกองทานจนหมดจนสิ้น จนแทบจักกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลย ราชาปเสนทิ พอทรงเห็นเข้าก็ถึงกับทรงมีสีพระพักตร์เปลี่ยนไป แต่ด้วยทิฐิกษัตริย์พระองค์กลับมิได้ตรัสชมเชยออกไปแม้แต่เพียงคำเดียว!

กระทั่งกลับมาถึงวังก็ยังมิวายที่จักทรงครุ่นคิดถึงแต่เรื่องทานของเช้าที่ผ่านมา จนพระชายามัลลิกาเทวีทรงเห็นความผิดปกติของพระสวามี จึงเสด็จเข้าไปถาม “ เสด็จพี่ทรงคิดเรื่องใดอยู่หรือเพคะ? หม่อมฉันเห็นสีพระพักตร์มิค่อยสู้ดีเลย! ” จอมราชาซึ่งกำลังทรงจดจ่ออยู่กับความคิด พอจู่ๆถูกถาม ก็ถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย หลังจากทรงตั้งพระสติได้จึงเสตรัสว่า “ เปล่านี่จ๊ะน้องหญิง เพียงแต่พี่มีเรื่องนิดหน่อยให้คิดน่ะจ๊ะ”

พระนางพอทรงสดับก็ยิ่งทรงคลางแคลงมากขึ้น จึงทรงถามกลับไปอีก “ นิดหน่อยหรือเพคะ? แต่หม่อมฉันเห็นเสด็จพี่ดูทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน เห็นทรงเดินไปเดินมาแล้วก็ทรงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ อย่างนี้ยังตรัสว่าเล็กน้อยหรือเพคะ? ” พอถูกซักมากเข้าราชันย์ผู้องอาจก็มิอาจที่จักปิดบังพระชายาต่อไปได้ จำต้องเผยความจริงให้ทราบ

“ ก็ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ คือพี่กำลังหาทางว่าจักเอาชนะชาวเมืองได้อย่างไร? น้องก็เห็นแล้วทานของพวกเขาเช้าที่ผ่านมา มันช่างยิ่งใหญ่โอฬารนัก! ข้าวของทุกอย่างบนแผ่นดินล้วนถูกนำมาไว้อยู่ในกองทานครั้งนี้จนหมดจนสิ้น แล้วอย่างนี้น้องจักให้พี่ชนะพวกเขาได้อย่างไร? ”

องค์มเหสีพอทรงสดับถึงสาเหตุก็ถึงกับทรงพระสรวลขึ้นทันที “ น่าขำนัก! เกิดมาหม่อมฉันเพิ่งเคยเห็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ต้องมาทุกข์ใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะกลัวจักแพ้ให้กับพสกนิกรของตนเอง มันช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี! ” จอมกษัตริย์ครั้นทรงสดับคำเย้ยของพระชายาก็ทรงรู้สึกขัดพระทัย จึงตรัสไปว่า

“ เอาเถอะมัลลิกา! เจ้าอาจเห็นมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมิใช่คอขาดบาดตายอันใด ไม่ควรจักไปใส่ใจคิด แต่กับพี่ขอบอก เรื่องนี้มันหาเล็กน้อยไม่! เพราะมันคือศักดิ์ศรีของกษตริย์ เจ้าก็ดีแต่หัวเราะแทนที่จักช่วยกันหาทางเอาชนะชาวเมืองให้ได้ มันช่างน่าขัดใจจริงๆ! ”

องค์เทวีพอทรงสดับคำพ้อของพระสวามีก็ยิ่งทรงรู้สึกสนุกสนานมากขึ้น แต่มิได้ทรงแสดงให้เห็นทางสีพระพักตร์ ด้วยเกรงว่าหากจอมราชาทรงเห็นเข้าเดี๋ยวจักทรงขุ่นเคืองขึ้นมาจริงๆ รีบเสตรัสปลอบไปว่า“โถ.คนดีของน้อง อย่าทรงขุ่นเคืองไปเลยเพคะ ไว้เป็นธุระของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันรับรองพรุ่งนี้ชาวเมืองจักต้องตะลึงกับทานของพระองค์แน่นอน หม่อมฉันสัญญา! ”

หลังจากทรงรับปากพระสวามี จอมเทวีก็ทูลลาไปดำเนินการเรื่องการจัดงานในเช้าพรุ่งนี้ทันที ทรงบัญชามหาดเล็กให้ไปเกณฑ์ทหารมาช่วยตกแต่งลานหน้าพระบรมมหาราชวังเสียจนวิจิตรตระการตา ทรงรับสั่งพ่อครัวให้ไปจัดเตรียมข้าวของที่จักใช้ประกอบอาหารพร้อมทั้งกำหนดจำนวนแลชนิดของอาหารโดยเฉพาะเรื่องของวัตถุดิบทรงให้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อโคเนื้อแพะ เนื้อไก่หรือเนื้อสุกร ต้องสดใหม่ทั้งหมด เครื่องเทศเครื่องปรุงก็ต้องเป็นของนำเข้ามาจากต่างแค้วนแดนเมืองเท่านั้น คนธรรมดาหากไม่รวยจริงก็อย่าหวังจักได้ลิ้มลอง กรรมวิธีในการปรุงก็ทรงกำชับว่าต้องอย่างประณีต ดังนั้นอาหารแต่ละอย่างที่ออกมาจึงมีหน้าตาแลสีสันที่ชวนรับประทาน รสชาติก็กลมกล่อมละมุนละม่อม ยากจักหาอาหารใดในแผ่นดินมาเปรียบมาเทียบได้!

เท่านั้นไม่พอ ทรงรับสั่งให้นำช้าง ๕๐๐ เชือกมาร่วมพิธีด้วย โดยช้างแต่ละเชือกให้ใช้งวงจับฉัตรยืนอยู่หลังพระคุณเจ้า คอยบังแดดยามสายมิให้ส่องมาต้องเนื้อตัวได้ระหว่างที่ท่านนั่งฉันภัตตาหาร

มีเรื่องเล่าว่าในบรรดาช้าง ๕๐๐ เชือก มีอยู่เชือกหนึ่งมันกำลังตกมันพอดี เที่ยวไล่แทงไล่ชนช้างตัวอื่นอยู่ให้วุ่นไปหมด นายควาญผู้เป็นเจ้าของเห็นว่าหากเอามันเข้าร่วมพิธีด้วย อาจจักไปก่อความวุ่นวายขึ้นในงานก็เป็นได้ จึงไปแจ้งให้หัวหน้าควาญรับทราบ ฝ่ายหัวหน้าควาญพอทราบก็เกิดกังวล เพราะยังไงเสียช้างเชือกนี้ก็ต้องเข้าพิธี ไม่ยังงั้นพระคุณเจ้ารูปหนึ่งก็จักไม่มีฉัตรบังแดดเหมือนรูปอื่น แต่จักให้ไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้ารูปใดนี่ซิปัญหา!

คิดไปคิดมาเขาก็นึกได้ เห็นทีคงต้องให้ไปยืนอยู่หลังท่านองคุลีมาลเถระเสียแล้ว พอถึงวันงานช้างตกมันที่ว่าอารมณ์ฉุนเฉียวไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม พอไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้าองคุลีมาลเท่านั้น ปรากฏมันถึงกับขาสั่นพั่บๆเป็นเจ้าเข้า หรุบหูหรุบหางยืนหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองดูใดๆทั้งสิ้น! บรรดาผู้ร่วมงานพอเห็นอากัปกิริยาของมันต่างก็อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน บางรายถึงกับเอ่ยปาก “ โอ้หนอ ตบะเดชะแห่งพระคุณเจ้าองคุลีมาล ช่างมีอานุภาพถึงปานฉะนี้! ”

นอกจากทรงเกณฑ์ช้างมาร่วมพิธีแล้ว พระมเหสีมัลลิกายังทรงเกณฑ์เอาเหล่าขัตติยนารีตลอดจนนางสนมกำนัลให้มาคอยปรนนิบัติพระคุณเจ้าขณะที่นั่งฉันภัตตาหารอีก แค่ประการหลังนี่ก็เกินความสามารถของคนทั่วไปจักกระทำได้แล้ว เว้นแต่จะเป็นพระราชาด้วยกันเท่านั้น!

รุ่งเช้าพอชาวเมืองเห็นการบำเพ็ญทานอันแสนประหลาดแลยิ่งใหญ่ของจอมราชันย์เข้า พวกเขาต่างก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เพราะตั้งแต่ออกมาจากครรภ์มารดาเพิ่งจักมีครั้งนี้นี่แล ที่ได้เห็นการบำเพ็ญทานอันยิ่งใหญ่แลตระการตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันยากจะเชื่อว่ามนุษย์เราจักสามารถทำทานได้อย่างยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้! ในใจพวกเขาต่างยอมศิโรราบให้กับพระราชาของตนจนหมดจนสิ้น

แหละทานครั้งนี้นี่เองที่ถือเป็น อสทิสทาน (ทานที่ยิ่งใหญ่กว่าทานใด ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งจักปรากฏทานชนิดนี้ขึ้นเพียงครั้งเดียว) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา เพราะจากนั้นตราบจนพระองค์เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพาน ก็ไม่มีทานใดจักยิ่งใหญ่เสมอกับทานของพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาเทวีอีกเลย กล่าวกันว่าทานครั้งนั้นราชาปเสนทิได้ทรงจ่ายพระทรัพย์ออกไปเป็นจำนวนถึง ๑๔ โกฏิทีเดียวจึงทำให้งานมีความยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

แหละผลจากการทำอสทิสทาน ครั้นเมื่อพระมเหสีมัลลิกาเทวีเสด็จสวรรคตอานิสงส์ของทานก็ได้นำพระนางให้มาอุบัติเป็นเทพนารีอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ได้เสวยทิพสมบัติอันแสนวิจิตรโอฬาร ครองความเป็นทิพย์ต่อไปอีกนานแสนนาน จนกว่าจักหมดสิ้นผลแห่งบุญ .

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 15 ม.ค. 2019, 16:14, แก้ไขแล้ว 13 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2015, 21:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 626


 ข้อมูลส่วนตัว


onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร