วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2018, 21:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2013, 14:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 18


 ข้อมูลส่วนตัว


อสทิสทาน มหาทานแด่สมเด็จพระพุทธองค์

สมัยหนึ่งเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ครานั้นผู้คนในชมพูทวีปไม่ว่าจักเป็นวรรณะสูงอย่างกษัตริย์หรือพราหมณ์ก็ดี หรือวรรณะต่ำอย่างแพศย์ลงไปจนถึงจัณฑาลก็ดี พวกเขาต่างพากันสละลัทธิของตนหันมาเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา เพิ่มขึ้นกันเป็นจำนวนมาก ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างให้ความสำคัญกับการบริจาคทานรักษาศีล ตลอดจนเจริญสมาธิภาวนากันอย่างแพร่หลาย เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้คือหนทางเอกที่จักทำให้ตนได้บุญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการถวายทานอันมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระประธานนั้น ยิ่งถือว่าเป็นยอดของบุญเลยทีเดียว! ดังนั้นผู้คนสมัยนั้นจึงให้ความสำคัญกับทานชนิดนี้มากที่สุด บางครั้งถึงกับแข่งกันว่าใครจักทำได้ยิ่งใหญ่กว่ากันก็มี และไม่เพียงแต่ประชาชน แม้แต่กษัตริย์ก็ทรงให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

มีอยู่คราวหนึ่งหลังจากสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จจาริกไปตามแว่นแคว้นต่างๆ ครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงพาเหล่าภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูปเสด็จกลับยังนครสาวัตถี พอถึงก็ทรงเข้าพักยังวัดพระ เชตะวันที่ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้สร้างถวาย บรรดาชาวเมืองพอทราบต่างก็ดีใจ รีบเตรียมของแห้งของสดหวังจักใช้ประกอบอาหารนำไปถวายทานกันในเช้าวันพรุ่งนี้

แต่ว่าความปรารถนาของพวกเขาก็มีอันต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากราชาปเสนทิโกศลพอทราบข่าวพระองค์ก็ทรงปรารถนาจักถวายทานแด่พระศาสดาเช่นกัน ดังนั้นทันทีที่จอมมุนีเสด็จเข้าพักเรียบร้อยท้าวเธอจึงรีบเข้าเฝ้า เพื่อจักอาราธนาองค์ท่านให้ทรงพาเหล่าภิกษุมารับบาตรก่อนใคร

สมเด็จพระผู้มีพระภาคครั้นทรงสดับคำอาราธนาของจอมกษัตริย์พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธ จึงยังความปลาบปลื้มใจให้กับจอมราชันย์เป็นอย่างยิ่ง พอกลับถึงวังจึงมีบัญชาให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่าเช้าพรุ่งนี้ใครที่ไม่ติดภารกิจสำคัญ ขอให้มาชมการบำเพ็ญทานของพระองค์โดยพร้อมเพรียงกันถ้วนหน้า!

รุ่งขึ้นราชาปเสนทิก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการตักบาตรถวายทานแด่องค์พระศาสดา แลพระสงฆ์สาวก ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวัง บรรดาชาวเมืองพอเห็นการถวายทานของจอมกษัตริย์พวกเขาต่างก็ยินดีไปกับอานิสงส์ที่จักเกิดกับพระองค์ ต่างพร้อมใจกันกล่าวคำอนุโมทนากันจนดังลั่น ยังความปลาบปลื้มปีติแก่จอมราชันย์จนยากจักบรรยาย

หลังเสร็จพิธีเหล่าผู้นำชุมชนเมื่อเห็นการถวายทานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พวกเขาก็อยากจักถวายทานให้มันยิ่งใหญ่เหมือนจอมราชาบ้าง ดังนั้นจึงปรึกษากันถึงการจัดงานในเช้าวันพรุ่งนี้ พอได้ข้อสรุปก็ตั้งบุรุษผู้หนึ่งขึ้นเป็นตัวแทน เข้าไปกราบอาราธนาองค์สมเด็จพระชินสีห์แลพระสงฆ์สาวกให้มารับบาตรในเช้าวันพรุ่งนี้บ้าง นอกจากนั้นยังให้เขาไปทูลเชิญสมเด็จพระ ราชาธิบดีแลพระมเหสีให้เสด็จมาทอดพระเนตรการถวายทานของพวกตนด้วยเช่นกัน


รุ่งขึ้นพอราชาปเสนทิแลพระชายามัลลิกาเทวีเสด็จมาถึง เวลานั้นปรากฏมีผู้คนเป็นจำนวนมากต่างพากันออกมารอตักบาตรถวายทานกันให้เนืองแน่นไปหมด แต่ละคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน ทักทายกันอย่างมีความสุข อาหารที่นำมาก็ล้วนแต่มีสีสันสวยงาม กลิ่นหอมหวนชวนรับประทานเสียนี่กระไร ไม่ว่าจักเป็นของคาวของหวาน ล้วนน่ากินไปเสียทั้งหมด จอมราชาเมื่อทรงเห็นความตั้งใจในการถวายทานของเหล่าพสกนิกรพระองค์ก็ทรงรู้สึกปลาบปลื้มไปกับพวกเขาด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงคำนึงขึ้นว่า

“ เช้านี้บรรดาชาวเมืองจัดงานได้อย่างยิ่งใหญ่นัก หากเทียบกับทานของเราเมื่อวานดูเหมือนยังจักใหญ่เสียกว่า เห็นทีเราต้องจัดงานถวายทานใหม่ท่าจักดี เอาให้มันยิ่งใหญ่กว่าทานในเช้านี้ให้ได้! ” เมื่อทรงดำริดังนี้พอกลับถึงวังจอมกษัตริย์จึงรีบรับสั่งให้ราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทันที พรุ่งนี้ใครไม่ติดภารกิจสำคัญ ขอให้มาชมการบำเพ็ญทานของพระองค์อีกครั้งกันโดยพร้อมหน้า!

รุ่งเช้าชาวเมืองที่ไม่ติดธุระต่างก็ทยอยเข้ามายังลานหน้าพระบรมมหาราชวังกันให้เนืองแน่นไปหมด ครั้งนี้จอมราชาได้ทรงจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อนเป็นอย่างมาก เหล่าพสกนิกรเมื่อเห็นพิธีถวายทานของสมเด็จพระราชาธิบดีต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญกันแทบไม่หยุดปาก ยิ่งผู้นำชุมชนนั้นยิ่งปลาบปลื้มมากกว่าผู้ใด แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็เกิดทิฐิฝ่ายกุศลตามขึ้นมาด้วยเช่นกัน พอพระราชพิธีเสร็จสิ้นจึงปรึกษากันว่าจักจัดงานถวายทานใหม่อีกครั้ง เอาให้ยิ่งใหญ่กว่าทานของจอมราชาในเช้านี้!

การแข่งกันถวายทานระหว่างเหล่าพสกนิกรกับจอมกษัตริย์อย่างชนิดที่ว่าไม่มีใคยอมใคร ได้ถูกจัดขึ้นถึงห้าครั้งห้าคราด้วยกัน จนถึงครั้งที่ ๖ ทานของชาวเมืองก็ได้ทำให้ราชาแคว้นโกศลถึงกับทรงมีสีพระพักตร์เปลี่ยนไป เนื่องจากครั้งนี้พวกเขาต่างร่วมแรงร่วมใจออกเที่ยวค้นหาสิ่งของต่างๆที่มีอยู่บนแผ่นดินนำมากองรวมไว้อยู่ในกองทานครั้งนี้จนหมดจนสิ้น จนแทบจักกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปเลย ราชาปเสนทิพอทรงเห็นเข้าก็ทรงรู้สึกท้อพระทัยขึ้นมาทันที เพราะทรงคิดว่าพระองค์ก็คงไม่มีความสามารถที่จักไปสรรหามาได้เท่านี้แน่! แต่ด้วยทิฐิกษัตริย์จึงหาได้ตรัสชมเชยออกไป

กระทั่งทรงกลับถึงวังก็ยังมิวายที่จักทรงครุ่นคิดถึงแต่เรื่องทานอยู่อีก เพลานั้นพระนางมัลลิกาเทวีได้ทรงเห็นถึงพระอาการอันผิดปกติของพระสวามี จึงเสด็จเข้าไปถาม “ ทรงคิดเรื่องใดอยู่หรือเพคะเสด็จพี่? หม่อมฉันเห็นสีพระพักตร์มิค่อยสู้ดีเลย! ” จอมราชาซึ่งกำลังทรงหมกมุ่นอยู่กับความคิดจู่ๆถูกพระมเหสีทักก็ถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย พอทรงตั้งพระสติได้จึงเสตรัสว่า

“ เปล่านี่จ๊ะน้องหญิง เพียงแต่พี่มีเรื่องนิดหน่อยให้คิดน่ะจ๊ะ ” องค์เทวีเมื่อทรงสดับก็ยิ่งทรงคลางแคลงพระทัย จึงรบเร้าถามต่อ “ นิดหน่อยหรือเพคะ? แต่ไฉนหม่อมฉันเห็นเสด็จพี่ดูทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน เห็นทรงเดินไปเดินมาแล้วก็ทรงหยุดถอนพระทัยเฮือกใหญ่ อย่างนี้ยังตรัสว่าเล็กน้อยอีกหรือ?”

พอถูกซักมากเข้าราชันย์ผู้องอาจก็มิอาจที่จักปิดบังพระชายาต่อไปได้ จำต้องเผยความจริงให้นางทราบ “ ก็ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ คือพี่กำลังหาทางว่าจักเอาชนะชาวเมืองได้อย่างไรในการถวายทานเช้าพรุ่งนี้? น้องก็เห็นแล้ว ทานของชาวเมืองเช้าที่ผ่านมานั้นช่างยิ่งใหญ่นัก! ข้าวของทุกอย่างบนแผ่นดินล้วนถูกพวกเขานำมารวมอยู่ในกองทานจนหมดจนสิ้น แทบจักกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเลย แล้วอย่างนี้น้องจักให้พี่ชนะพวกเขาได้อย่างไร? ”

องค์มเหสีพอทรงสดับก็ถึงกับทรงพระสรวลขึ้นมาทันที “ อพิโธ่! น่าขำนัก เกิดมาหม่อมฉันก็เพิ่งเคยเห็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ต้องมาทุกข์ใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะกลัวจักพ่ายให้กับพสกนิกรของตนเอง มันช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี! ” จอมกษัตริย์ครั้นทรงสดับคำเย้ยของพระชายาก็ทรงรู้สึกขัดพระทัยขึ้นมา จึงตรัสไปว่า “ เอาเถิดมัลลิกา เจ้าอาจเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย มิใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด แต่พี่ขอบอกเรื่องนี้สำหรับพี่มันหาเล็กน้อยไม่! เพราะมันคือศักดิ์ศรีของกษตริย์ เจ้าก็ดีแต่หัวเราะเยาะแทนที่จักช่วยกันหาทางเอาชนะชาวเมืองให้ได้ มันช่างน่าขุ่นใจจริงๆ! ”

องค์เทวีพอทรงสดับคำพ้อของพระสวามีก็ยิ่งทรงรู้สึกสนุกสนาน แต่ก็มิได้ทรงแสดงให้เห็นทางสีพระพักตร์ ด้วยทรงเกรงว่าหากจอมราชาทรงเห็นเข้าเดี๋ยวจักทรงขุ่นเคืองขึ้นมาจริงๆ รีบเสตรัสปลอบไปว่า “ โถ! คนดีของน้อง อย่าทรงขุ่นเคืองไปเลยเพคะ ไว้เป็นธุระของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันรับรองพรุ่งนี้ชาวเมืองจักต้องตกตะลึงกับทานของพระองค์แน่นอน หม่อมฉันสัญญา! ”

หลังจากที่ทรงรับปากพระสวามี จอมเทวีก็ทรงปลีกพระองค์ไปดำเนินเรื่องการจัดงานในเช้าวันพรุ่งนี้ทันที ทรงเริ่มจากการเกณฑ์ผู้คนที่จักมาช่วยงาน จัดเตรียมข้าวของที่จักใช้ในการประกอบอาหาร กำหนดจำนวนแลชนิดของอาหาร ตลอดจนตกแต่งสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธี โดยเฉพาะเรื่องอาหารทรงให้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ

วัตถุดิบที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นเนื้อโคเนื้อแพะ เนื้อไก่หรือเนื้อสุกร ทั้งหมดล้วนสดใหม่ เครื่องเทศเครื่องปรุงก็เป็นของนำเข้าจากต่างแค้วนแดนเมือง คนธรรมดาหากไม่รวยจริงก็อย่าหวังจักได้ลิ้มลอง กรรมวิธีในการปรุงก็ทำกันอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นรสชาติที่ออกมาจึงเป็นรสชาติที่กลมกล่อมละมุนละม่อม ยากจักหาอาหารชนิดใดในแผ่นดินมาเปรียบมาเทียบได้!

นอกจากเรื่องอาหารและการตกแต่งสถานที่ บรรยกาศในงานพระนางก็มิได้ทรงมองข้าม ทรงมีรับสั่งให้นำช้าง ๕๐๐ เชือกมาเข้าร่วมพิธีด้วย โดยช้างแต่ละเชือกให้ใช้งวงจับฉัตรยืนอยู่หลังพระคุณเจ้า คอยบังแดดยามสายมิให้ส่องมาต้องระหว่างที่ท่านนั่งฉันภัตตาหาร สำหรับเรื่องนี้มีเรื่องเล่ากันว่าในบรรดาช้าง ๕๐๐ เชือกนั้น มีอยู่เชือกหนึ่งมันกำลังตกมันพอดี มีอารมณ์ฉุนเฉียวโมโหง่าย เที่ยวไล่แทงไล่ชนช้างตัวอื่นอยู่ให้วุ่นไปหมด นายควาญผู้เป็นเจ้าของเห็นว่าหากเอามันเข้าร่วมพิธีด้วยอาจไปก่อความเดือดร้อนขึ้นมาก็เป็นได้ ดังนั้นจึงไปแจ้งหัวหน้าควาญให้ทราบไว้

ฝ่ายหัวหน้าควาญพอทราบก็เกิดกังวลขึ้นมา เพราะยังไงเสียช้างเชือกนี้ก็ต้องเข้าร่วมพิธี ไม่ยังงั้นพระคุณเจ้ารูปหนึ่งก็จักไม่มีฉัตรบังแดดเหมือนรูปอื่น แต่จักให้ไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้ารูปใดนี่ซิคือปัญหา! คิดไปคิดมาเขาก็นึกได้ เห็นทีคงต้องให้ไปยืนอยู่หลังท่านองคุลีมาลเถระเสียแล้ว พอถึงเวลางานช้างตกมันที่ว่ามีอารมณ์ฉุนเฉียวไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม พอไปยืนอยู่หลังพระคุณเจ้าองคุลีมาลเท่านั้น ปรากฏว่ามันถึงกับขาสั่นพั่บๆเป็นเจ้าเข้า หรุบหูทั้งสองแนบแก้ม สอดหางเข้าไปในหว่างขา ยืนหลับตาปี๋ไม่กล้าลืมตามองดูใดๆทั้งสิ้น! บรรดาผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นพอเห็นเข้าต่างก็พากันอัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน ถึงกับปรารภขึ้นว่า “ โอ้หนอ ตบะเดชะพระคุณเจ้าองคุลีมาลช่างมีอานุภาพถึงปานฉะนี้! ”

นอกจากจักเกณฑ์เอาช้างมาร่วมพิธียังไม่พอ พระชายามัลลิกายังทรงไปเกณฑ์เอาเหล่าขัตติยนารี ตลอดจนนางสนมกำนัลทั้งหลายให้มาคอยปรนนิบัติรับใช้พระคุณเจ้าขณะที่นั่งฉันภัตตาหารอีก แค่ประการหลังนี่ก็เกินความสามารถของคนธรรมดาจักกระทำได้แล้ว!

รุ่งเช้าพอชาวเมืองเห็นการบำเพ็ญทานอันแสนประหลาดแลยิ่งใหญ่ของจอมราชันย์แล้ว พวกเขาต่างก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากตั้งแต่ออกมาจากครรภ์มารดาก็เพิ่งจักเคยเห็นกันเป็นครั้งแรกก็ครานี้นี่เอง มันยากจะเชื่อว่าคนเราจักสามารถทำทานได้อย่างยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ในใจพวกเขาต่างยอมศิโรราบให้กับราชาของตนจนหมดจนสิ้น แหละทานครั้งนี้นี่เองที่ถือกันว่าเป็น อสทิสทาน (ทานที่ยิ่งใหญ่กว่าทานใด ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งจักปรากฏทานชนิดนี้ขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น) ของสมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้า เพราะหลังจากนั้นตราบจนพระองค์เสด็จดับขันธ์ก็ไม่มีทานใดจักยิ่ง ใหญ่เสมอกับทานของพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาเทวีอีกเลย

กล่าวกันว่าทานครั้งนั้นราชาปเสนทิได้ทรงจ่ายพระทรัพย์ออกไปเป็นจำนวนถึง ๑๔ โกฏิทีเดียวจึงทำให้งานมีความยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ แหละผลจากการทำอสทิสทานนี้เองเมื่อพระนางมัลลิกาเสด็จสวรรคต อานิสงส์ที่ทรงทำไว้ก็ได้นำให้พระนางมาอุบัติเป็นเทพนารีอยู่บนดินแดนตุสิตาภูมิแห่งนี้ ได้เสวยทิพย์สมบัติอันแสนวิจิตรโอฬาร ครองความเป็นทิพย์ต่อไปอีกนานแสนนาน จนกว่าจักหมดสิ้นบุญ .

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 11 ม.ค. 2018, 07:52, แก้ไขแล้ว 10 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2015, 21:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 629


 ข้อมูลส่วนตัว


onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร