วันเวลาปัจจุบัน 19 ต.ค. 2021, 22:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 26


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๑

สมัยหนึ่งระหว่างที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ครานั้นพระองค์ได้ทรงปรารภถึงภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ยินดีในธรรมวินัย มีใจใคร่จะสึกว่า “ เราได้ยินว่ามีกุลบุตรชาวสาวัตถีผู้หนึ่งถวายตนเข้ามาบรรพชาในพระศาสนาแล้ว ขณะบิณฑบาตเห็นสตรีนางหนึ่งแต่งกายงดงามก็ถือเอานิมิตนั้นมาครุ่นคิดจนหมดความยินดีในพรหมจรรย์ ปล่อยให้จีวรเศร้าหมอง เล็บงอกยาว ไม่หลับไม่ฉัน กระทั่งร่างกายผ่ายผอมเส้นเลือดขึ้นปูดโปน อุปมาดั่งเทวบุตรเห็นนิมิตห้าประการบอกว่าตนใกล้ถึงกาลจุติแล้วฉันใดก็ฉันนั้น ”

บรรดาสงฆ์พอฟังต่างก็ร้อนใจ จึงให้พระรูปหนึ่งไปพาตัวภิกษุรูปดังกล่าวมาเข้าเฝ้า เมื่อพระที่ถูกพาดพิงมาถึงแลได้ถวายบังคมสมเด็จพระผู้มีพระภาคแล้ว พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “ ดูก่อนภิกษุ เราได้ยินว่าเธอจะสึกหรือ? ” ภิกษุผู้มีใจเหนื่อยหน่ายในธรรมได้ทูลว่า “ เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า ” องค์บรมครูครั้นทรงสดับจึงทรงมีพระพุทธบรรหารประทานแก่พระรูปนั้นว่า

“ ดูก่อนสมณ เธอจงอย่าปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำดวงจิตเลย ธรรมดาสตรีย่อมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ขอเธอจงห้ามใจอย่าไปรักใคร่ในมาตุคามเถิด บุรุษใดแม้จักถูกยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ฤทธิ์ของเขาก็ต้องเสื่อมเพราะมีใจเผลอไปปฏิพัทธ์ในหญิงงาม สุดท้ายต้องถึงความพินาศก็เพราะมาตุคามเป็นเหตุ ” เมื่อตรัสดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงนิ่งเสีย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีก ภิกษุทั้งหลายเพื่อต้องการจักทราบความนัย จึงอาราธนาพระองค์ให้ทรงขยายความในเรื่อง ดังกล่าว องค์บรมครูจึงทรงยกเอานิทานในอดีตมาแสดงเป็นตัวอย่างดังนี้

เมื่อครั้งอดีตอันเนิ่นนาน มีราชาองค์หนึ่งครอง กรุงกุสาวดี แคว้น มัลละ นามว่า พระเจ้าโอกกากราช พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เหล่าปวงประชาต่างให้ความเคารพเทิดทูนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงนำเอาทศพิธราชธรรม มาใช้ในการปกครองแผ่นดิน ราชาพระองค์นี้มีพระมเหสีนางหนึ่งชื่อ สีลวดี ทรงเป็นสตรีที่มีความงามทั้งกายและใจ โดยเฉพาะศีลาจารวัตรที่พระนางทรงยึดถือปฏิบัติ ได้เป็นที่เลื่องลือจนผู้คนทั่วแคว้นต่างก็รับทราบดี ดังนั้นองค์เทวีจึงทรงเป็นที่รักของจอมกษัตริย์ยิ่งกว่าสนมใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรสมบูรณ์

หลังจากที่พระนางได้ทรงอภิเษกสมรสกับจอมกษัตริย์แล้ว ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่ทรงมีทีท่าว่าจะให้กำเนิดพระโอรสแก่พระเจ้าโอกกากราชได้ เหตุนี้จึงทำให้ชาวเมืองไม่พอใจ จนวันหนึ่งหลังจากชาวเมืองต่างรอแล้วรอเล่าจนมิอาจทนรอต่อไปได้อีก พวกเขาจึงรวมตัวกันมายังลานหน้าพระบรมมหาราชวังเพื่อร้องเรียนพระราชาว่าบ้านเมืองจักถึงกาลพินาศ หากพระองค์ยังทรงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบสันตติวงศ์ องค์ราชาเมื่อทรงสดับก็ทรงชี้แจงว่าพระองค์ทรงใช้หลักธรรมในการปกครองแผ่นดินไฉนบ้านเมืองจึงจักพินาศเล่า? แต่ชาวเมืองแย้งว่าถึงพระองค์จักทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมก็จริง แต่การที่ทรงไม่มีรัชทายาทอาจเป็นสาเหตุให้ชนเหล่าอื่นคิดช่วงชิงเอาพระราชสมบัติได้ แล้วก็จักนำไปสู่ความพินาศของบ้านเมือง ฉะนั้นขอพระองค์จงทรงขวนขวายให้ได้มาซึ่งรัชทายาทโดยไวเถิด

พระราชาครั้นทรงสดับเหตุผลของปวงประชา จึงตรัสถามพวกเขาว่าแล้วจักให้พระองค์ทรงทำอย่างไร เหล่าพสกนิกรทูลว่าอย่างแรกพระองค์ต้องทรงอนุญาตให้นางสนมรุ่นเล็กออกจากวังไปมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่นนอกวังเป็นเวลาเจ็ดวัน จากนั้นค่อยเรียกมาถามว่านางตั้งครรภ์หรือไม่ หากไม่ก็ทรงให้สนมนางต่อไปทดลองดู ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงสนมรุ่นกลางแลรุ่นใหญ่ ในบรรดาสนมที่มีอยู่ทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางนั้น ย่อมต้องมีสักนางที่สามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้เป็นแน่

พระราชาหลังทรงฟังคำแนะนำของชาวเมือง ก็ทรงปฏิบัติตาม แต่ถึงจอมกษัตริย์จักส่งสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางไปมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่นจนสิ้น ทว่าก็หาได้มีนางใดจักให้กำเนิดพระโอรสแก่พระองค์ได้แม้แต่เพียงนางเดียว! ดังนั้นราชบัลลังก์ของแคว้นมัลละจึงยังคงว่างไร้ซึ่งรัชทายาทเหมือนเดิม ฝ่ายชาวเมืองเมื่อเห็นว่ากาลก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้วแต่ยังไร้ข่าวคราวของรัชทายาท จึงพากันมารวมตัวร้องเรียนอีกครั้ง

ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์ได้ทรงทำตามที่พวกเขาบอกแล้ว จนไม่เหลือสนมสักนาง แต่ก็หาได้มีนางใดจักให้กำเนิดพระโอรสแก่พระองค์ได้ จนพระองค์ก็ทรงหมดพระปัญญาเช่นกัน บรรดาชาวเมืองพอฟังก็ให้ประหลาดใจ จึงร่วมปรึกษากัน หลังได้ข้อสรุปจึงทูลพระราชาว่าสนมทั้งหมื่นหกพันนางคงจักเป็นผู้ทุศีลเสียเป็นแน่ จึงไม่มีผู้มีบุญลงมาเกิดในครรภ์ของพวกนาง เอาอย่างนี้ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีผู้เป็นอัครมเหสีได้ทรงทดลองดูเถิด ด้วยพระนางทรงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ พวกตนเชื่อว่าองค์เทวีจักต้องทรงสามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้แน่ จอมกษัตริย์เมื่อทรงสดับคำแนะนำของชาวเมืองก็ทรงรู้สึกปวดร้าวพระทัยขึ้นมาทันที ด้วยพระองค์ทรงรักพระมเหสีนางนี้เทียบได้กับชีวิตจิตใจ แต่เพื่อบ้านเมือง จำต้องทรงตัดพระทัยปล่อยให้พระนางทดลองดู

หลังชาวเมืองกลับไปจอมราชาได้ทรงรับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่า นับจากนี้เป็นเวลา ๗ วันพระองค์จะทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีออกจากวังไปเลือกบุรุษที่นางพึงใจ เพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ บุรุษใดปรารถนาจักถูกรับเลือก ให้มาประชุมพร้อมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังในเช้าวันนั้น!
พอถึงเช้าวันที่แปดราชาโอกกากราชได้ทรงให้นางกำนัลตกแต่งประดับประดาพระมเหสีด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จากนั้นทรงรับสั่งให้นายทวารเปิดบานประตูพระบรมมหาราชวังอัญเชิญพระมเหสีเสด็จพระราชดำเนินออกสู่ด้านนอก

ในเวลาเดียวกัน ณ ภพดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของจอมเทพผู้เกรียงไกรพระนามว่า ท้าวสักกเทวราช ด้วยอานุภาพแห่งศีลที่พระมเหสีสีลวดีได้ทรงรักษา ทันทีที่พระนางทรงย่างพระบาทพ้นบานทวารของพระบรมมหาราชวัง ภพของท้าวสักกะก็เกิดอาการเร่าร้อนขึ้นมาทันใด มเหสักขเทวราชพอทรงเห็นก็ทรงรู้ทันทีว่าบัดนี้ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นบนมนุษย์โลกเป็นแน่ จึงทรงกำหนดจิตดู

ทันใดก็ทรงทราบว่าพระนางสีลวดีผู้เปี่ยมด้วยศีลกำลังจะเสียสละตนเองเพื่อบ้านเมือง โดยทรงยอมไปมีความสัมพันธ์กับบุรุษอื่น เพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราช พอทรงทราบพระองค์ก็ทรงดำริขึ้น “ เราจะปล่อยให้ศีลขององค์เทวีด่างพร้อยไม่ได้ แลจักต้องให้นางได้โอรสสมปรารถนาด้วย แต่จักให้ผู้ใดไปเกิดเป็นพระโอรสของนางดี ในดาวดึงส์เทวโลกเรา มีมั้ยหนอ? ” ทันใดก็ทรงเห็นภาพของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งกำลังใกล้ถึงกาลจุติจากภพดาวดึงส์ไปบังเกิดยังเทวโลกชั้นที่สูงขึ้นไป เมื่อทรงทราบท้าวเธอจึงไม่รอช้า รีบเสด็จไปยังวิมานของพระมหาสัตว์พร้อมด้วยเทพผู้ติดตามทันที

พอถึงก็ตรัสกับเทพโพธิสัตว์ว่า “ ดูก่อนมหาสัตว์ ขอท่านจงลงไปเกิดยังภพมนุษย์ในครรภ์ของพระนางสีลวดีมเหสีของพระเจ้าโอกกากราชเถิด ” แลเพื่อจักให้พระโพธิสัตว์ยอมรับในเทวบัญชา จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงหันมาตรัสกับเทพผู้ติดตามข้างๆว่า “ ถึงท่านเช่นกัน ขอจงลงไปเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสีลาวดีร่วมกับพระมหาสัตว์ด้วยเถิด ” ทันทีที่ทรงรับสั่งเสร็จจอมเทพผู้เกรียงไกรก็ไม่ทรงอยู่ให้เทพบุตรทั้งสองได้โต้แย้งแต่อย่างใด รีบเสด็จลงจากดาวดึงส์ภพมาปรากฏกายยังลานหน้าพระ บรมมหาราชวังในร่างของพราหมณ์แก่ผู้หนึ่งทันใด

ขณะนั้นลานหน้าพระบรมมหาราชวังอันกว้างใหญ่ล้วนคลาคล่ำไปด้วยเหล่าบุรุษจนแทบจะหาที่ยืนมิได้ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษน้อย บุรุษใหญ่ ไล่ไปจนถึงบุรุษวัยใกล้ขึ้นเมรุ ล้วนพากันมายืนอวดโฉมรอให้พระนางสีลวดีเลือกตนไปเป็นคู่อภิรมย์กันให้สลอน บรรดาคนเหล่านั้นพอเห็นท้าวสักกะในร่างพราหมณ์แก่ก็มายืนปิดท้ายรอเลือกกับเขาด้วย ต่างก็พากันหัวเราะขบขันกันเป็นการใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีก พราหมณ์เฒ่าเมื่อถูกเหล่าวัยฉกรรจ์ดูถูก บัดนั้นเขาก็เกิดมีโมโหขึ้นมา จึงตอบโต้ถ้อยคำบุรุษเหล่านั้นไปด้วยเสียงอันสั่นพร่าแลตะกุกตะกักว่า

“ ชิ ชะ! เจ้า พวก ผู้เยาว์ ถึง กาย เรา มัน จักแก่ก็จริง แต่ความ กระชุ่ม กระชวย มันหาได้แก่ตาม ไปด้วย เสียเมื่อไหร่ ครั้ง นี้ เราจัก แสดงให้เห็น พระนาง สี ล วดี จัก ต้อง เป็น ของเรา แน่นอน ขอพวกท่าน จงคอย ดูเถอะ” บุรุษทั้งหลายพอฟังต่างก็ยิ่งพากันหัวเราะขบขันกันเข้าไปใหญ่ แต่พราหมณ์ชราหาได้สนใจไม่ เขากำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจักมิให้ศีลขององค์เทวี ต้องด่างพร้อยได้ ทันใดนั้นจู่ๆเขาก็ผุดความคิด จึงตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังว่า “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงเปิดทางให้กับข้าพเจ้า บัดเดี๋ยวนี้!”

พอพูดจบพราหมณ์ชราก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม กระโจนพุ่งขึ้นไปข้างหน้าสุดตัวราวกับอาชาชำนาญศึกยังไงยังงั้น แต่ช่างเป็นเรื่องที่แปลกนัก เสียงที่พราหมณ์แก่ตะโกนออกไปครั้งนี้ ไฉนมันจึงมิได้สั่นพร่าแลตะกุกตะกักเหมือนดังที่พูดคราแรก แต่กลับกังวานราวกับเสียงระฆังใบใหญ่ที่ถูกตีโดยผู้ที่มีพละกำลัง บรรดาชายฉกรรจ์ที่ออขวางอยู่แต่ละคนไม่มีใครได้ทันระวังตั้งตัว พอได้ยินเสียงขอทางก็ถูกแรงกระแทกอันมหาศาลของพราหมณ์เฒ่าเบียดใส่ทันที พวกเขาจึงต่างก็กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง ราวกับถูกคลื่นยักษ์ซัดใส่ก็มิปาน เพียงชั่วกระพริบตาพราหมณ์ชราที่ถูกตราหน้าว่าไม่เจียมสังขาร ฉับพลันก็ขึ้นมายืนอวดโฉมอยู่แถวหน้าสุดได้อย่างง่ายดาย!

ขณะนั้นพระนางสีลวดีได้เสด็จมาถึงเบื้องหน้าพราหมณ์แก่พอดี ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้าข้อพระหัตถ์ของนางเอาไว้ทันใด จากนั้นก็จูงพระนางออกจากลานหน้าพระบรม มหาราชวังหายลับไปทันที! บรรดาบุรุษที่มัวแต่หันมาดูผู้ที่ถูกพราหมณ์เฒ่าเบียดใส่นอนร้องครวญครางอยู่ที่พื้น ต่างก็มิได้สังเกตว่าข้างหน้ามันหน้าเกิดอะไรขึ้น เมื่อหันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นร่างของพราหมณ์เฒ่าแลองค์มเหสีแล้ว จึงต่างก็พากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก พอกลับมามีสติรู้ว่าตนได้เสียรู้ให้กับพราหมณ์ชราแล้ว จึงพากันผรุสวาทออกไปต่างๆนานา

“ ดูเถิดท่านผู้เจริญ! พราหมณ์แก่ได้พาพระเทวีผู้มีรูปโฉมงดงามหนีไปแล้ว ตาเฒ่านี่ช่างไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควรฤามิควรกับตน ถึงพระทวีก็เช่นกัน มิได้ทรงเขินอายเลยว่าพราหมณ์ชราคราวปู่เป็นผู้พาตนไป ไฉนจึงได้ยินยอมกันง่ายๆ ช่างน่าแค้นใจจริงๆ! ” ฝ่ายพระเจ้าโอกกากราชที่ทรงเฝ้าแอบมองทางช่องพระแกล ครั้นทรงเห็นพราหมณ์ชราพาพระมเหสีของพระองค์ไปก็ทรงเสียพระทัยไม่แพ้กัน

กล่าวถึงท้าวสักกะในร่างราหมณ์เฒ่า หลังจากทรงพาพระนางสีลวดีออกจากประตูเมืองมาก็ทรงพานางมายังเรือนไม้ที่พระองค์ได้ทรงเนรมิตไว้แล้วก่อนหน้านี้ พอมาถึงก็ทรงเชื้อเชิญให้นางขึ้นเรือน ลำดับนั้นพระเทวีได้ตรัสถามจอมเทพว่า “ พ่อเอย นี่เรือนของพ่อรึ? ” เหตุที่ทรงถามอย่างนั้น ก็เพราะเรือนไม้ที่พระนางทรงเห็นเบื้องหน้า มันช่างใหญ่โตกว้างขวางเกินกว่าฐานะของพราหมณ์ชราจักพึงมีได้ จอมเทพในร่างพราหมณ์แก่พอฟังจึงตอบว่า

“ ใช่แล้วน้องนาง กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้มีน้องมาอยู่ด้วย ฉะนั้นพี่ต้องออกไปหาข้าวสารมาเพิ่มก่อน ขอน้องจงพักบนเครื่องลาดนี้เถิด ” ไม่เพียงแต่พูด ว่าแล้วท้าวสุรบดีก็ทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มแตะไปที่กายขององค์เทวีทันที มเหสีสีลวดีพอทรงถูกฝ่าพระหัตถ์ของท้าวสักกะแตะใส่ ทันใดก็ทรงเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เพียงไม่ถึงอึดใจก็ทรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ลำดับนั้นท้าวโกสีย์เมื่อทรงเห็นพระชายาของพระเจ้าโอกกากราชหมดสติจึงทรงอุ้มนางเข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระ แล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็ไม่รอช้า ทรงทะยานกายขึ้นท้องฟ้า เหาะตรงสู่ยังดาวดึงส์ภพทันใด

พอมาถึงก็ทรงวางนางลงเหนือทิพอาสน์อันประดับไปด้วยสัตพิธรัตน์(แก้วเจ็ดประการ)ในไพชยนต์ปราสาท จากนั้นก็เสด็จไปพักผ่อนพระวรกายในสวนอุทยานทิพย์ปุณฑริกวันเพื่อรอนางตื่นขึ้นมา พระนางสีลวดีหลังจากที่ทรงหลับไปได้สักพักก็ทรงตื่นขึ้น พอตื่นขึ้นมาเมื่อทรงเห็นห้องบรรทมตกแต่งไปด้วยสิ่งของที่งดงามเหนือคำบรรยาย แต่ชิ้นแต่ละอย่างพระนางไม่เคยทรงเห็นจากที่ไหนมาก่อน ก็ทรงทราบทันทีว่าพราหมณ์ชราผู้นี้คงมิใช่มนุษย์เสียเป็นแน่ คงจักเป็นท้าวสักกะจำแลงกายมา ดังนั้นจึงทรงลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จออกมายังนอกปราสาท

เพลานั้นสมเด็จพระอมรินทราธิราชกำลังประทับอยู่บนพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ตั้งอยู่โคนต้นปาริฉัตร แวดล้อมไปด้วยเหล่านางฟ้า จอมเทพผู้เลื่องนามพอทรงเห็นมเหสีสีลวดีเดินออกมาจึงทรงกวักพระหัตถ์เรียกให้นางเข้ามาหา องค์เทวีพอทรงเห็นจึงเสด็จเข้าไป เมื่อไปถึงท้าวสักกะได้ตรัสกับนางว่า “ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้เจ้าคงทราบแล้วซินะว่าพี่เป็นใคร เอาอย่างนี้ พี่จะให้พรเจ้าหนึ่งอย่าง ขอเจ้าจงบอกมาเถิดว่าต้องการสิ่งใด ” องค์เทวีพอทรงสดับจึงทูลว่า

“ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ขอพระองค์โปรดทรงประทานพระโอรสองค์หนึ่งให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด ” ท้าวสหัสนัยน์ครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ดูก่อนน้องหญิง อย่าว่าแต่พระโอรสหนึ่งพระองค์เลย พี่จะให้เจ้า ๒ พระองค์เลยก็แล้วกัน แต่โอรสทั้งสองนี้ องค์หนึ่งจักเป็นผู้เรืองปัญญา มากสามารถ แต่มีรูปไม่งาม ส่วนอีกองค์จักเป็นผู้ที่มีรูปงาม แต่ด้อยสามารถ พระโอรสทั้งสองนี้เจ้าปรารถนาคนไหนก่อนฤา? ” มเหสีสีลวดีพอทรงสดับจึงทูลว่า “ ขอเดชะ หม่อมฉันต้องการพระโอรสที่เรืองปัญญาก่อนเพคะ ” ท้าววาสพครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ ดูก่อนน้องหญิง เจ้าจักได้ตามที่เจ้าต้องการ แลนอกจากพรที่เราให้แล้ว เรายังจักประทานสิ่งของให้เจ้าอีก ๕ อย่าง ได้แก่ หญ้าคาทิพย์ ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตรทิพย์ ๑ แลพิณโกกนท ๑ ด้วยเช่นกัน”

หลังตรัสแล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็ทรงใชเทพฤทธิ์บันดาลให้พระนางสีลวดีหมด สติไปทันใด จากนั้นก็ทรงพานางเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังภพมนุษย์ทันที พอมาถึงก็ทรงวางนางลงบนพระแท่นบรรทมของพระเจ้าโอกากราชจากนั้นก็ทรงลูบพระนาภี(ท้อง)ขององค์เทวีด้วยพระอังคุฐ(นิ้วหัวแม่มือ)โดยอาการขึ้นและลง แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับดาวดึงส์ภพในบัดดล ทันทีที่ท้าวโกสีย์ทรงลูบพระนาภีของมเหสีสีลวดีเสร็จเท่านั้น พระโพธิสัตว์เทพบุตรก็พลันจุติจากดาวดึงส์ภพลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางทันใด ลำดับนั้นองค์เทวีทรงรู้ทันทีว่าบัดนี้นางได้ตั้งครรภ์แล้ว!

เช้ารุ่งขึ้นพอพระเจ้าโอกกากราชทรงตื่นขึ้นมาเห็นพระชายาบรรทมหลับอยู่ข้างๆ ก็ให้ทรงประหลาดพระทัย จึงตรัสถามนางว่า “ ดูก่อนพระชายา นี่เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดรึ? ใครเป็นคนพาเจ้ามา? ” พระเทวีซึ่งกำลังทรงหลับอยู่อย่างเป็นสุข ครั้นทรงได้ยินคำถามของจอมราชาจึงทรงค่อยๆลืมพระเนตรขึ้น จากนั้นจึงทูลว่า “ หม่อมฉันมาถึงตั้งเมื่อคืนเพคะ ท้าวสักกเทวราชทรงพาหม่อมฉันมาส่ง ” องค์ราชาพอทรงได้ฟังก็ให้ทรงคลางแคลงพระทัย จึงตรัสถามไปว่า “ ดูก่อนเทวี เราเห็นเจ้าถูกพราหมณ์แก่พาไปเต็มสองตา ไฉนเจ้าจึงมากล่าวความเท็จด้วยเล่า? ” มเหสีสีลวดีทูลว่า “ ขอพระองค์โปรดทรงเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ องค์อมรินทร์ทรงพาหม่อมฉันไปยังดาวดึงส์ภพ แล้วก็ทรงพาหม่อมฉันกลับมายังโลกมนุษย์จริงๆเพคะ ”

แต่ถึงพระนางจะทรงพยายามอธิบายเพียงใดจอมราชาก็หาทรงยอมเชื่อไม่ ดังนั้นพระนางจึงทรงนำของวิเศษ ๕ อย่างที่ท้าวสักกะทรงประทานให้ ออกมาแสดงต่อพระพักตร์ของจอมกษัตริย์ องค์ราชาธิบดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งของแปลกประหลาดซึ่งพระองค์ไม่เคยทรงเห็นจากที่ไหนมาก่อนจึงทรงยอมเชื่อ จากนั้นได้ตรัสถามพระชายาว่า “ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ พักเรื่องท้าวสักกะไว้ก่อนเถิด พี่อยากทราบว่าการที่เจ้าหายไปหลายวันนี้ เจ้าได้บุตรหรือไม่? ” องค์เทวีครั้นทรงสดับคำถามที่ราชาโอกกากราชทรงปรารถนาจักทราบที่สุด จึงทรงตอบจอมราชันไปว่า “ ข้าแต่มหาราช บัดนี้หม่อมฉันได้ตั้งครรภ์แล้วเพคะ! ”

จอมกษัตริย์พอทรงสดับก็ให้ทรงรู้สึกปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงบัญชาให้นางกำนัลรีบไปนำเครื่องบำรุงครรภ์มาถวายพระชายาเป็นการด่วน จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศข่าวดีนี้ให้กับประชาชนทั่วแว่นแคว้นได้รับทราบโดยทั่วกัน แลให้ทุกครัวเรือนร่วมกันเฉลิมฉลองให้กับองค์รัชทายาทที่เพิ่งจักปฏิสนธิในพระครรภ์นี้ เป็นเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน

จำเนียรกาลผ่านไป ครั้นถึงกำหนดทศมาสพระนางสีลวดีก็ทรงประสูติพระโอรสนามว่า “ กุสติณราชกุมาร (กุสราชกุมาร) ” ให้กับพระเจ้าโอกกากราชสมดั่งพระทัยปรารถนา ถัดจากนั้นอีก ๑๐ เดือนก็ทรงประสูติพระโอรสองค์ที่สองนามว่า “ ชยัมบดีราชกุมาร ” ตามมา พระกุมารทั้ง ๒ ต่างทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ พระเชษฐากุสราชนั้นทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่มีพระปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าจักทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปะแขนงใด ก็ทรงถึงซึ่งความสำเร็จทั้งหมด ครั้นพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษาพระบิดาก็ทรงปรารถนาจะมอบราชสมบัติให้ ดังนั้นวันหนึ่งจอมราชาจึงทรงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระนางสีลวดีมาเข้าเฝ้า เมื่อองค์เทวีเสด็จมาถึงจอมกษัตริย์จึงตรัสว่า

“ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้พี่ได้ตัดสินใจจะมอบราชสมบัติให้แก่ลูกกุสราช แลจักให้เหล่านางฟ้อนมาบำรุงบำเรอเขาในขณะที่เราทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ จักได้เห็นลูกของเราครองราชย์อย่างมีความสุข ก็ลูกของเราคิดชอบใจพระธิดากษัตริย์ใดในชมพูทวีป พี่ก็จะไปขอพระธิดาองค์นั้นมาเป็นพระมเหสีของเขา น้องเห็นเป็นอย่างไร? ” มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “หม่อมฉันเห็นด้วยเพคะ ” ในเมื่อทั้งสองต่างก็เห็นตรงกัน ดังนั้นหลังกลับเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวแล้ว องค์เทวีจึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้นางกำนัลไปทูลเรื่องดังกล่าวแก่พระโอรสกุสราชเพื่อจักทรงหยั่งเชิงดู

พระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับถ้อยคำที่นางกำนัลทูลถวายก็ทรงดำริว่าตนนั้นมีรูปร่างไม่งดงาม พระธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูปหากมาเห็นเข้าก็คงจักต้องตอบปฏิเสธเป็นแน่ เรื่องอะไรจะมาทนอยู่กับพระสวามีที่มีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว เห็นทีเราควรอยู่เป็นโสดคอยบำรุงบิดามารดาให้มีความสุข จึงจักดีกว่า แหละพอท่านทั้งสองสวรรคตเราก็จักออกบวช เพื่อประโยชน์แห่งโลกหน้า ท่าจักดีไม่น้อย! เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับนางกำนัลว่า “ ดูก่อนพี่สาว เราไม่ต้องการพระราชสมบัติดอก แลเราก็ไม่ต้องการนางฟ้อนด้วย พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตเราจักออกบวช ขอพี่สาวจงไปตอบพระมารดาดังนี้เถิด ” นางบริจาริกาพอฟังจึงมิรอช้า รีบกลับมาทูลให้พระมเหสีสีลวดีทรงรับทราบทันที

องค์เทวีครั้นทรงสดับก็ให้ทรงรู้สึกเสียพระทัย แต่ก็ทรงหายินยอมไม่ ผ่านไปสองวันพระนางก็ทรงรับสั่งให้นางกำนัลกลับไปถามใหม่ แต่พระมหาสัตว์ก็ยังทรงยืนยันคำเดิม เป็นอยู่อย่างนี้ถึงสามครั้งสามครา ครั้นถึงครั้งที่สี่พระโอรสกุสราชได้ทรงดำริว่า “ ธรรมดาลูกจะขัดขืนพ่อแม่ร่ำไปนั้นหาควรไม่ จำเราจักต้องทำอุบายอะไรสักอย่างให้พระมารดาทรงเปลี่ยนพระทัย! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงทรงใช้ให้มหาดเล็กไปขนทองคำจากท้องพระคลังมาเก็บไว้ที่ตำหนักพระองค์สองคันรถเข็น จากนั้นทรงให้เขาไปตามช่างทองมาพบ เมื่อช่างทองมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับเขาว่า “ ดูก่อนท่านนายช่าง เราอยากจักได้รูปหล่อสตรีมาตั้งไว้ในห้องนอนของเรา ขอท่านจงเอาทองคำนี้หนึ่งคันรถไปหล่อเป็นรูปสตรีเถิด เสร็จแล้วจงนำมาให้เราดู ” ช่างทองพอฟังจึงมิรอช้า รีบเข็นรถทองคำคันหนึ่งจากไปทันที ฝ่ายพระโอรสพอนายช่างไปแล้ว ก็ทรงเข็นรถทองคำคันที่เหลือไปยังด้านหลังพระตำหนักของพระองค์บ้าง แล้วพระองค์ก็ทรงหล่อรูปสตรีขึ้นมาเช่นกัน!

ธรรมดาความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ย่อมสำเร็จสมดังประสงค์ทุกประการ ดังนั้นรูปหล่อสตรีที่พระโอรสกุสราชทรงหล่อขึ้นจึงมีความงามราวกับมีชีวิตจริง เมื่อทรงหล่อเสร็จองค์รัชทายาทก็ทรงนำเครื่องทรงของราชธิดากษัตริย์มาสวมให้กับรูปหล่อนั้น จากนั้นก็ทรงเข็นรถรูปหล่อมาเก็บไว้ในห้องบรรทม จนนายช่างหล่อรูปสตรีของเขาเสร็จแลได้เข็นรูปหล่อของตนมาแสดงต่อพระพักตร์ พระมหาสัตว์จึงตรัสให้เขาเข้าไปเข็นเอารูปหล่อของพระองค์ที่ทรงเก็บไว้ในห้องบรรทมออกมาบ้าง เพื่อจักมาเปรียบเทียบกัน “ ดูก่อนนายช่าง ขอท่านจงไปเข็นเอารูปหล่อสตรีของเราที่ตั้งอยู่ในห้องนอนออกมาเถิด เราจักดูซิว่ารูปหล่อของท่านกับของเรา ใครจักงามกว่ากัน” ช่างทองพอฟังจึงลุกไปตามรับสั่งทันที

เมื่อเขาเข้าไปในห้องบรรทมเนื่องจากในห้องมิได้เปิดบานพระแกลไว้ ดังนั้นข้างในจึงดูสลัว พอไปเห็นเห็นสตรีสวมเครื่องทรงราชธิดากษัตริย์นั่งอยู่ในห้อง จึงสำคัญผิดคิดว่าเป็นนางอัปสรจำแลงกายมาร่วมอภิรมย์กับพระราชโอรส จึงลนลานกลับมาทูลพระมหาสัตว์ว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทไม่ทราบว่ามีพระแม่เจ้าประทับอยู่ในห้องบรรทม จึงละลาบละล้วง เข้าไป ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษให้กับข้าพระบาทด้วยเถิด พระเจ้าข้า! ” พระโอรสกุสราชครั้นทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัส “ ดูก่อนนายช่าง สตรีที่ไหนรึ? ที่ท่านเห็นนั้นคือรูปหล่อทองคำที่เราหล่อขึ้นมาต่างหาก หาใช่สตรีจริงๆเสียเมื่อไหร่ ขอท่านจงไปเข็นออกมาเถิด ” นายช่างพอฟังจึงกลับเข้าไปอีกครั้ง

ครั้งนี้พอไปถึงเขาค่อยๆยื่นมือออกไปแตะที่ผิวของสตรีเบื้องหน้าก่อน พอสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะจึงยอมเชื่อว่านางมิใช่มนุษย์ ดังนั้นจึงเข็นเอารูปหล่อออกมา พระมาสัตว์เมื่อทรงเห็นว่ารูปหล่อของพระองค์นั้นงดงามกว่าของนายช่างอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ จึงรับสั่งให้นายช่างนำรูปหล่อของเขาไปเก็บไว้ในท้องพระคลัง จากนั้นก็ทรงให้ทหารยกเอารูปหล่อของพระองค์ขึ้นบนแคร่ส่งไปยังตำหนักพระมารดา พร้อมกับทรงฝากพระดำรัสให้ทหารไปบอกพระนางว่า หากแผ่นดินอันกว้างใหญ่มีสตรีที่งามเหมือนดังรูปหล่อนี้ นั่นแหละพระองค์จึงจักทรงยอมอยู่ครองเรือน! องค์เทวีพอทรงสดับคำราชบุตร แหละทรงทอดพระเนตรเห็นรูปหล่อที่มีความงามเหนือคำบรรยาย ก็หาทรงยอมถอดพระทัยไม่ ทรงย่างพระบาทไปมาครุ่นคิดว่าจักทรงทำอย่างไรถึงจักทำให้บุตรชายยอมอยู่ครองเรือน จนผ่านไปครู่ใหญ่พระนางก็ทรงคิดวิธีการได้ จึงตรัสให้นางกำนัลไปตามท่านอำมาตย์มาพบ

เมื่อท่านอำมาตย์มาถึงพระนางได้ทรงบัญชาให้เขาจัดขบวนคณะทูต นำรูปหล่อทองคำนี้ขึ้นรถปิดผ้าคลุมเอาไว้อย่าให้ผู้ใดเห็น จากนั้นให้เขาท่องไปยังเมืองต่างๆทั่วชมพูทวีป หากพบพระราชธิดากษัตริย์ใดมีรูปร่างงดงามปานรูปหล่อ ก็จงถวายรูปหล่อนี้แด่พระราชาเมืองนั้น แล้วให้กราบทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละจักกระทำอาวาหวิวาหมงคล (การแต่งงานแบบฝ่ายหญิงต้องย้ายมาอยู่กับฝ่ายชาย) พร้อมกันนั้นก็ตรัสให้เขากำหนดวันนัดหมายกับทางเมืองนั้นให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้กลับกรุงกุสาวดีมารายงานให้พระนางรับทราบเป็นการด่วน ท่านอำมาตย์พอได้รับมอบหมายจึงรีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนคณะทูตแห่งแคว้นมัลละก็ได้เดินทางออกจากกรุงกุสาวดีท่องไปตามแว่นแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป ตามพระราชเสาวนีย์ พอถึงราชธานีใดพวกเขาก็ตกแต่งรูปหล่อทองคำด้วยเครื่องประดับแลดอกไม้ ยกตั้งบนวอ จากนั้นก็นำไปจอดทิ้งไว้ข้างทางก่อนจะลงสู่ท่าน้ำในยามโพล้เพล้ แล้วพวกเขาก็พากันแอบซุ่มคอยดักฟังผู้คนที่มาอาบน้ำคุยกัน บรรดาผู้ที่มาอาบน้ำพอเห็นสตรีนั่งอยู่บนวอต่างก็ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจักเป็นรูปหล่อ พากันเอ่ยปากชมเชยว่า “ แม่หญิงนางนี้ช่างมีผิวพรรณผ่องใสงดงามเสียนี่กระไร แม้เทพอัปสรก็คงมิได้งามเกินไปกว่านี้แน่ ไฉนจึงมานั่งอยู่ในที่เยี่ยงนี้ได้? ในเมืองเราไม่เคยได้ยินว่ามีสตรีที่งามปานนี้ เห็นทีคงจักเป็นสตรีต่างเมืองเสียเป็นแน่ ” หลังซุบซิบกันพวกเขาก็พากันไปอาบน้ำที่ยังท่าน้ำ ด้านอำมาตย์ที่แอบซุ่มอยู่พอได้ยินถ้อยคำที่ชาวเมืองพูดกัน ต่างก็ลงความเห็นว่าเมืองนี้คงไม่มีสตรีที่งามเท่ารูปหล่อแน่ จึงพากันออกเดินทางไปยังเมืองอื่นต่อ

พวกเขาเที่ยวทำอุบายในลักษณะนี้ไปตามแว่นแคว้นต่างๆ จนกระทั่งมาถึง กรุงสาคละ เมืองหลวงของแคว้น มัททะ พระเจ้ามัททราช ผู้เป็นราชาปกครองแคว้นนี้พระองค์ทรงมีพระราชธิดาอยู่ถึง ๘ นาง แต่ละนางต่างก็มีรูปโฉมที่งดงาม โดยเฉพาะพระราชธิดาองค์โตที่มีนามว่า ประภาวดี กล่าวได้ว่าทรงมีรูปโฉมเหนือสตรีนางใดในแผ่นดินเลยก็ว่าได้ แม้ยามราตรีในห้องอันมืดมิดที่มิได้ตามประทีปโคมไฟ ก็ยังเรืองรองไปด้วยแสงที่แผ่มาจากพระวรกายของนางดุจดั่งแสงอาทิตย์อ่อนๆยามรุ่งอรุณยังไงก็ยังงั้น

พระราชธิดาประภาวดีทรงมีพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งเป็นหญิงหลังค่อม ทุกเย็นพี่เลี้ยงค่อมจักสั่งให้หญิงรับใช้ ๘ นาง ถือหม้อไปตักน้ำที่ท่าน้ำมาให้พระราชธิดาสรงสนาน โพล้เพล้วันหนึ่งขณะที่นางรับใช้ทั้งแปดกำลังจะเดินลงไปที่ท่าน้ำ ทันใดหญิงรับใช้นางหนึ่งก็เหลือบไปเห็นรูปหล่อของคณะทูตที่แสร้งนำมาตั้งทิ้งไว้ข้างทาง พอเห็นเข้านางก็เข้าใจว่ารูปหล่อนั้นเป็นพระ ธิดาประภาวดีแอบเสด็จมาสรงน้ำโดยที่ไม่บอกให้พวกตนทราบ จึงแสร้งพูดขึ้น “ พวกท่านจงดูเถิด พระธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นผู้ว่ายากเสียจริง ตรัสว่าจักทรงสรงน้ำอยู่ที่พระตำหนักไฉนจึงมาประทับอยู่ข้างทางเสียได้? ” ไม่เพียงแต่พูด ซ้ำนางยังชี้ไม้ชี้มือไปที่รูปหล่อด้วยต่างหาก

หญิงรับใช้ทั้งเจ็ดพอฟังจึงหันไปมองตามที่นางบอก ทันใดก็เห็นพระธิดาแอบมาประทับอยู่จริง ดังนั้นจึงพากันเดินเข้าไป พอไปถึงนางผู้เป็นหัวหน้าได้พูดขึ้นว่า “ พระธิดาประภาวดีเพคะ ไฉนจึงมาประทับอยู่ ณ ที่นี้เล่า ช่างเป็นการไม่สมควรเลย เพราะอาจทำให้ราชวงศ์ต้องได้รับความอับอายได้นะเพคะ! ” ว่าแล้วนางก็ยื่นมือเข้าไปแตะที่แขนรูปหล่อ แต่ทันทีที่นิ้วของนางสัมผัสกับผิวรูปหล่อก็ถึงกับสะดุ้งโหยงจนต้องยกมือหนีแทบไม่ทัน เพราะมันช่างเย็นเฉียบราวกับเกล็ดหิมะก็มิปาน บรรดานางรับใช้เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพี่ใหญ่ ต่างก็พากันหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน หญิงรับใช้นางหนึ่งอดใจไม่ได้จึงถามไปว่า

“ ท่านพี่เป็นอะไรไปรึ? ไฉนจึงต้องสะดุ้งตกอกตกใจปานนั้น? ” ผู้เป็นพี่ใหญ่พอฟังจึงตอบว่า “จักไม่สะดุ้งได้ยังไง พวกเจ้าดูซิ! เราสำคัญผิดคิดว่ารูปหล่อนี้คือพระราชธิดาประภาวดีไปเสียได้ ช่างน่าขันจริงๆ! ” ทันทีที่นางพูดจบเหล่าคณะทูตที่ซ่อนตัวอยู่ ต่างก็พากันออกมาจากที่ซ่อนทันใด ท่านอำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้ารีบถามไปว่า “ ดูก่อนน้องหญิง ที่ท่านกล่าวว่าพระราชธิดาประภาวดีนั้น ท่านหมายถึงผู้ใดรึ? ” หญิงรับใช้ผู้เป็นหัวหน้าเมื่อฟังจึงตอบไปว่า “ ก็หมายถึงพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราชน่ะซิ จะหมายถึงผู้ใดได้ รูปหล่อนี้หากเปรียบกับพระรูปโฉมของพระนาง ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว! ” ท่านอำมาตย์พอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบบอกความเป็นมาของพวกตนทันที จากนั้นก็ขอให้นางพาพวกตนไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามัททราชเป็นการด่วน

เมื่อขบวนคณะทูตมาถึงพระราชวังกรุงสาคละมหาดเล็กได้พาพวกเขาไปยังท้องพระโรงเพื่อรอเสด็จองค์เหนือหัวมัททราช ราชามัททราชพอทรงได้รับรายงานพระองค์ก็รีบเสด็จมายังท้องพระโรงทันที หลังจากที่พระราชาธิบดีทรงขึ้นประทับเรียบร้อยท่านอำมาตย์แห่งแคว้นมัลละที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทูต จึงได้กราบทูลว่า “ ข้าแต่มหาราช พระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละได้ฝากพระดำรัสมาตรัสถามพระองค์ว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีฤาพระเจ้าข้า? ”

ราชามัททะพอทรงสดับจึงตรัสว่า “ เราสบายดี พวกท่านมายังแคว้นเรามีธุระอันใดรึ? ” หัวหน้าคณะทูตกราบทูลว่าพระราชาของตนมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทกุสราช ผู้มีพระสุรเสียงก้องกังวานดังราชสีห์ มีพละกำลังประดุจพญาคชสาร ดังนั้นจึงส่งพวกตนมาถวายบังคมแด่พระองค์ โดยมีพระประสงค์จักขอพระราชทานพระนางประภาวดีผู้เป็นพระราชธิดาองค์โต ให้แก่พระราชโอรสกุสราช ไม่ทราบพระองค์ทรงมีความเห็นเยี่ยงไร? พอกล่าวจบหัวหน้าทูตแคว้นมัลละก็ได้ถวายเครื่องราชบรรณาการและรูปหล่อทองคำแด่พระเจ้ามัททราช ราชามัททะครั้นทรงได้รับเครื่องราชบรรณาการเป็นจำนวนมาก และรูปหล่อสตรีทองคำ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงดำริขึ้น “ แคว้นเล็กอย่างเราจักได้เกี่ยวดองกับแคว้นใหญ่อย่างมัลละ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ! ” ดังนั้นจึงทรงตอบตกลงไปทันที

หัวหน้าคณะทูตเมื่อเห็นฝ่ายกรุงสาคละไม่ขัดข้องจึงแจ้งหมายกำหนดการวันที่จะมารับพระราชธิดาประภาวดีให้กับองค์ราชาได้ทรงรับทราบ จากนั้นก็ขอพระราชอนุญาตทูลลาพระองค์กลับยังแคว้นมัลละ เพื่อจักรีบกลับมาทูลให้พระเจ้าโอกกากราชได้ทรงรับทราบเป็นการด่วนเช่นกัน

เมื่อคณะทูตกลับมาถึงกรุงกุสาวดีท่านอำมาตย์ได้เข้าถวายรายงานให้พระเจ้าโอกกากราชได้ทรงรับทราบถึงรายละเอียดของภารกิจ จอมราชันครั้นทรงสดับจึงมีรับสั่งให้จัดเตรียมขบวนขันหมากอย่างยิ่งใหญ่เพื่อไปรับพระราชธิดาประภาวดีมาเป็นพระสุณิสา(ลูกสะใภ้)ของพระองค์ทันที ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่อลังการก็ออกเดินทางจากแคว้นมัลละมุ่งสู่แคว้นมัททะทันที ฝ่ายราชามัททราชเมื่อทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้าโอกกากราช พระองค์ก็ทรงจัดเตรียมการต้อนรับไว้อย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

หลังขบวนขันหมากของพระเจ้าโอกากราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแลได้เข้าพักเป็นที่เรียบร้อย ถัดจากนั้นสองวันราชวงศ์ทั้งสองก็ได้ทรงมีพระปฏิสันถารต่อกัน ระหว่างการสนทนามเหสีสีลวดีได้ทรงปรารภขึ้นว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่หม่อมฉันมาพักที่แคว้นพระองค์นี่ก็สองวันแล้ว แต่ว่าหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นพระพักตร์ของพระธิดาประภาวดีเลยเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระราชธิดามาเข้าเฝ้า ผ่านไปสักพักพระราชธิดาองค์โตพร้อมด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงก็เสด็จมาถึงยังท้องพระโรง

เมื่อมาถึงองค์เทวีก็ทรงทรุดพระองค์ลงถวายบังคมยังเบื้องพระยุคลบาทของว่าที่พระสัสสุ(แม่ผัว) มเหสีแคว้นมัลละพอทรงทอดพระเนตรเห็นว่าที่ลูกสะใภ้แต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จึงทรงคำนึงขึ้น “ พระธิดาประภาวดีนางนี้ช่างเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามจนยากจักหานางใดในแผ่นดินเทียบได้ ส่วนโอรสของเราซิกลับมิได้มีรูปงามเสมอนางแม้เพียงเศษเสี้ยว หากนางได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของลูกเรา เห็นทีคงจักไม่คิดจักแต่งงานด้วยเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักต้องหาอุบายอะไรสักอย่างแล้ว! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับพระเจ้ามัททะว่า “ ข้าแต่มหาราช พระราชธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นหญิงที่งดงามเสียเหลือเกิน คู่ควรแก่พระโอรสของหม่อมฉันเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่จารีตประเพณีแห่งสกุลหม่อมฉันที่มีมาแต่โบราณนั้นมีข้อกำหนดไว้ ถ้าพระธิดาประพฤติตามได้ หม่อมฉันก็ยินดีรับพระนางไว้เป็นพระสุณิสาเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงตรัสถามถึงจารีตที่ว่านั้นเป็นเช่นไร? มเหสีสีลวดีจึงทรงอธิบายว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมเนียมของราชวงศ์แคว้นมัลละ พระชายาจะพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันมิได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์ หากพระราชธิดาประภาวดีทรงสามารถปฏิบัติตามประเพณีของแคว้นหม่อมฉันได้ หม่อมฉันก็จักรับพระนางไว้เป็นพระสุณิสาทันที ”

ราชามัททะครั้นทรงสดับจึงทรงหันไปตรัสถามบุตรีว่า “ ดูก่อนลูกเรา เจ้าสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่? ” พระนางประภาวดีทรงเห็นว่ามิได้เป็นเรื่องที่ยากอันใด จึงทรงตอบพระบิดาไปว่านางสามารถปฏิบัติได้ ทั้งสองราชวงศ์พอได้ฟังต่างก็ให้ทรงดีพระทัยเป็นไม่แพ้กัน พระเจ้าโอกกากราชจึงทรงถือโอกาสอันดีนี้ถวายพระราชทรัพย์จำนวนมหา ศาลอันเป็นเครื่องสินสอดแก่พระเจ้ามัททราชทันที หลังจากนั้นสองวันจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็ทรงรับเอาพระราชธิดาแห่งแคว้นมัททะเสด็จกลับกรุงกุสาวดีทันที เมื่อทรงมาถึงสมเด็จพระราชาธิบดีได้ทรงประกาศให้ประชาชนตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนให้สว่างไสว ปลดปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระ จากนั้นได้ทรงกำหนดวันอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทกับพระราชธิดาแคว้นมัททะ แลที่สำคัญ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้พระราชโอรสกุสราชขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระองค์ทันที

หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแคว้นมัลละได้ส่งราชทูตออกไปป่าวประกาศทั่วชมพูทวีปว่าบัดนี้แคว้นมัลละได้มีพระราชาองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว อาณา จักรใดที่มีพระธิดาขอให้ส่งพระธิดาแคว้นตนมาถวายแด่พระเจ้ากุสราช อาณาจักรใดมีพระโอรสหากหวังความเป็นมิตร ขอจงส่งพระโอรสแคว้นตนมาเป็นพระราชอุปัฏฐากให้กับราชากุสราช ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองประเทศด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ส่วนพระนางประภาวดีพอทรงผ่านพระราชพิธีอภิเษกสมรสเพียงไม่นานพระนางก็ทรงถูกสถาปนาขึ้นเป็นพระอัครมเหสีของพระราชาองค์ใหม่เช่นกัน


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 12 ก.ย. 2021, 10:35, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 26


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๒

กล่าวถึงพระนางประภาวดี หลังทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสีแล้วพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระสวามีในยามกลางวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ตั้งแต่รุ่งอรุณจวบจนพระอาทิตย์ตกดินพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระชายาเลยเช่นกัน จนวันหนึ่งราชาโพธิสัตว์ก็มิอาจทรงทนรอต่อไปได้อีก จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่ออ้อนวอนขอให้พระองค์ทรงพบพระชายาในยามกลางวันได้ แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงห้ามปรามไว้ว่าอย่าทรงทำตามพระทัยเป็นอันขาด รอจนกว่าจะได้พระโอรสเมื่อใดเมื่อนั้นจึงค่อยพบกัน แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมีกำลังมากเสียเหลือเกิน จนจอมราชันมิอาจทรงหักห้ามพระทัยได้ ดังนั้นจึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดพระมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนการรบเร้าจากราชบุตรได้ จึงตรัสว่า

“ ดูก่อนลูกเรา ถ้าเจ้าไม่อาจหักห้ามใจได้ ยังงั้นเจ้าจงปลอมตัวไปคอยอยู่ที่โรงช้างก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะพาพระชายาเจ้าไปยังที่นั่น แล้วก็จงดูเสียให้พอใจ แต่จำไว้ อย่าให้นางรู้ตัวเป็นอันขาด! ” พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำพระมารดาก็ให้แสนลิงโลดพระทัย ทรงรับสั่งให้ทหารไปเอาเสื้อผ้าของคนเลี้ยงช้างมาให้พระองค์ จากนั้นก็รีบเสด็จกลับพระตำหนักเพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้าง

หลังจากราชบุตรอันเป็นที่รักเสด็จไป พระมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างเป็นการด่วน จากนั้นพระนางพร้อมด้วยพระสุณิสาก็เสด็จไปยังโรงช้างหลวง เพลานั้นพระเจ้ากุสราชในฉลองพระองค์ของคนเลี้ยงช้าง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระชายาเสด็จมาพร้อมพระมารดาก็ทรงเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงทรงแกะเอามูลช้างก้อนหนึ่งที่แห้งติดอยู่บนพื้นขว้างไปที่พระชายา พระนางประภาวดีเมื่อถูกคนเลี้ยงช้างแกล้งปามูลช้างใส่ ก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสกับตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวว่า

“ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เราจักให้พระราชาทรงลงโทษตัดมือเจ้าเสียบัดนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสแล้วพระนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษคนเลี้ยงช้างผู้นี้ทันที มเหสีสีลวดีทรงเกรงว่าเรื่องจักบานปลาย จึงทรงโผเข้าไปกอดพระสุณิสาพร้อมกับทรงปลอบโยนว่า “ โถ..คนดีของแม่อย่าขุ่นเคืองไปเลยลูก ไฉนจึงจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเล่า? ” ตรัสพลางก็ทรงใช้พระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์(หลัง)ของพระสุณิสาไปพลาง พร้อมกันนั้นก็ทรงถลึงพระเนตรไปทางพระมหาสัตว์

ถัดจากนั้นสองวันพระเจ้ากุสราชก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระชายาอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าพระมารดาเหมือนเคย พระเทวีมิอาจทรงทนการรบเร้าได้ จึงตรัสให้เสด็จไปรออยู่ที่โรงม้า แลพอพระมารดาพาพระชายาเสด็จไปถึงโรงม้าก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแกล้งเอาด้วยอาการเดิม คือเอามูลม้าปาใส่ เดือดร้อนถึงพระมเหสีสีลวดีต้องทรงทำหน้าที่ปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่อีก

อยู่มาวันหนึ่งพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระสวามี จึงเสด็จไปหาพระสัสสุเพื่อทรงขอให้มหาเทวีพาตนไปพบกับพระสวามีบ้าง แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงทัดทานไว้ว่าอย่าได้กระทำผิดจารีตเลย ดังนั้นจึงสงบไปได้พักหนึ่ง แต่ผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของราชากุสราชอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าเอากับพระสัสสุ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนการรบเร้าไหว จึงตรัสกับลูกสะใภ้ว่า

“ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นพระสวามีจริงๆ อย่างนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูเอาเถิด ราชากุสราชพระสวามีเจ้า พร้อมด้วยเหล่าทหารองครักษ์ จักกระทำประทักษิณพระนครในวันพรุ่งนี้! ” พอทรงสดับดังนั้นพระชายาประภาวดีก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับพระตำหนักทันที

พอพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับแล้วมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนครว่าเช้าพรุ่งนี้ราชากุสราชจะเสด็จเยี่ยมเยี่ยนประชาชน ขอให้ชาวเมืองทั้งหลายตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนให้งดงาม จากนั้นก็ทรงให้นางกำนัลไปทูลพระชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นพระอนุชา ว่าเช้าพรุ่งนี้ในการเสด็จประทักษิณเลียบพระนคร ขอให้พระชยัมบดีทรงเครื่องต้นของกษัตริย์ แลให้ประทับนั่งบนอาสน์ด้านหน้าของหลังช้าง ส่วนพระเชษฐากุสราชให้ประทับที่อาสน์ด้านหลัง

เช้ารุ่งขึ้นพระสัสสุและพระสุณิสาก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชร เพื่อรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค ลำดับนั้นเมื่อขบวนเสด็จมาถึงด้านหน้าของพระบรมมหาราชวัง มเหสีสีลวดีได้ตรัสกับพระนางประภาวดีว่า “ ประภาวดีลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามของพระสวามีเจ้าเถิด ” พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามประทับอยู่บนอาสน์ด้านหน้า ก็สำคัญว่าทรงเป็นกุสราชราชาพระสวามี จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง

แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังจอมกษัตริย์ซึ่งมีใบหน้าขี้ริ้วความสุขเมื่อครู่ก็ให้เหือดหายลงไปจนหมดสิ้น เนื่องจากทรงจำได้เจ้าผู้นี้ก็คือตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้ามาให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้น จนสุดจักทรงข่มกลั้นได้ จึงตรัสถามพระสัสสุว่า “ เสด็จแม่เพคะ ไฉนควาญช้างที่นั่งด้านหลังเสด็จพี่กุสราชจึงเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยามิบังควรในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ผู้ใดฤาที่เป็นคนจัดให้ผู้ไม่มีสง่าราศีเช่นเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างคนนี้ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ด้านหลังพระเจ้าแผ่นดินได้? ”

องค์มหาเทวีผู้เป็นพระสัสสุ พอทรงสดับคำถามของพระสุณิสาเพื่อจะทรงปิดบังฐานะของพระมหาสัตว์ จึงเสตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังป้องกันด้านหลังพระราชานั้น มิอาจมองข้ามได้ ถึงหน้าตาเจ้าผู้นี้จะดูขี้ริ้ว แต่ฝีมือนั้นยากจักหาผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้! ” พระสุณิสาครั้นทรงได้รับคำตอบจากแม่สามีในเชิงปกป้องเจ้าผู้สามหาว ก็ให้ทรงรู้สึกคลางแคลงพระทัยขึ้นมา จึงทรงครุ่นคิดว่า “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้นี้จึงได้รับการปกป้องจากเสด็จแม่เสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาหยาบช้าต่อเราก็ยังไม่ถูกลงโทษอีก หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง! ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเป็นแน่ ฉะนั้นจึงไม่ยอมแสดงพระองค์ให้เราเห็น! ” พอทรงดำริดังนี้จึงทรงก้มลงกระซิบนางค่อมที่หมอบอยู่ข้างๆว่า

“ ดูก่อนพี่ค่อม ขอพี่จงไปเฝ้าอยู่ที่โรงช้างเพื่อดูว่าพระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ด้านหน้าหรือว่าด้านหลังของช้างกันแน่ หากผู้ใดลงจากหลังช้างก่อน ผู้นั้นก็คือราชากุสราช! ” นางค่อมพอรับบัญชาจึงรีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที หลังจากขบวนพยุหยาตราเสด็จจนรอบพระนครแล้ว ก็วกกลับไปที่โรงช้าง พอถึงโรงช้างพระชยัมบดีราชกุมารผู้ซึ่งประทับอยู่อาสน์ด้านหน้า แทนที่จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน ที่ไหนได้เจ้าควาญขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับเป็นผู้ลงก่อนซะยังงั้น จากนั้นพระชยัมบดีราชกุมารจึงเสด็จลงตามทีหลัง

พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้วด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงเป็นคนรอบครอบ ก็ทรงหันไปมองรอบๆตามความเคยชิน จึงทรงเห็นนางค่อมที่เฝ้าแอบมองพอดี ดังนั้นจึงทรงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมา เมื่อทหารพานางมาถึงจอมราชันได้ตรัสกำชับนางห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ ไปทูลให้พระนางประภาวดีรับทราบโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นศีรษะของนางอาจไม่อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงกลัวพระอาญาจึงรีบรับปากด้วยเสียงที่สั่นระรัว พอกลับไปถึงตำหนักก็ทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับบนอาสน์ด้านหน้าเสด็จลงก่อน พระชายา ประภาวดีครั้นทรงสดับก็ทรงให้คลายพระกังวล

หลายวันต่อมาพระมหาสัตว์ก็ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระชายาอีก จึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดา และก็เหมือนเคยองค์มเหสีสีลวดีย่อมไม่อาจทรงทนการรบเร้าได้ จึงตรัสให้จอมราชันไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบลก่อน เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาไปชมสระบัว พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับก็รีบเสด็จไปยังสระบัวทันใด พอคล้อยหลังราชบุตรองค์มหาเทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสา ทรงชวนนางเสด็จประพาสอุทยานหลวงด้วยกัน หลังจากที่พระสัสสุและพระสุณิสาเสด็จพระราชดำเนินจนทั่วพระราชอุทยานหลวงแล้ว ทั้งคู่ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย ลำดับนั้นพระมเหสีสีลวดีได้ทรงพาพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จมาถึงสระบุณฑริกพอดี

พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสันกำลังเอนไหวไปตามแรงลม บวกกับพลิ้วน้ำที่ใสเป็นประกายยามต้องแสงอาทิตย์ ความเมื่อยล้าที่มีก็พลันมลายลงไปหมดสิ้น ทรงปรารถนาจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำด้วยกัน ระหว่างที่ทรงสรงน้ำอย่างสนุกสนานสายพระเนตรก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งซึ่งมีสีสันสวยงามเกินดอกใด พระนางทรงใคร่จะเก็บเอามาเชยชม ดังนั้นจึงทรงค่อยๆแวกว่ายเข้าไป พอถึงก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปหมายจักเด็ดเจ้าดอกอุบลนี้ให้ได้

บัดนั้นราชากุสราชผู้ทรงแอบอยู่ด้านหลังใบบัว ใกล้กับดอกอัมพุชที่พระเทวีกำลังจะทรงเด็ด พอทรงเห็นพระชายาทรงเอื้อมพระหัตถ์มาพระองค์ก็ทรงเผลอสติ คิดจักทรงหยอกล้อพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกจากใบบัวคว้าเอาข้อพระหัตถ์ของนางไว้ทันที ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังทรงเปล่งเสียงร้องออกไปอีกว่า “ เราคือราชากุสราช! ” พระราชธิดาแคว้นมัททะไม่ทรงคิดว่าจักมีผู้คนแอบซ่อนอยู่หลังใบสาโรช จู่ๆทรงเห็นคนโผล่ขึ้นมา มิหนำซ้ำยังเข้ามาจับมือถือแขนอีก ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง และยิ่งพอทรงเห็นใบหน้าคนจับเท่านั้น ก็ยิ่งสำคัญผิดไปว่าเป็นยักษ์จำแลงกายมาจับพระองค์ ดังนั้นจึงถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปในทันใด เกิดเป็นความโกลาหล จนพระมเหสีสีลวดีต้องให้เหล่าพระพี่เลี้ยงอุ้มพระนางกลับพระตำหนักโดยพลัน

หลังจากทรงฟื้นพระสติแลทรงได้คิดทบทวนพระนางก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับพระองค์ก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วนั่นเอง เห็นทีเขาผู้นี้คงจักเป็นราชากุสราชแน่ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้
พระนางไม่ปรารถนาจะมีพระสวามีที่มีพระพักตร์แสนจะน่าเกลียดอย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ หลังจากที่ทรงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมราชรถแลข้าวของไว้ให้พร้อม สองยามคืนนี้นางจะหนีไปจากแคว้นนี้ เหล่าพระพี่เลี้ยงพอได้รับบัญชาก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

การเตรียมข้าวของเพื่อเสด็จหนีของพระธิดาแคว้นมัททะ หารอดพ้นไปจากสายตาของทหารคนสนิทที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งมาอารักขาพระชายาไม่ ดังนั้นเขาจึงรีบนำความเข้ากราบทูลให้จอมราชันได้ทรงรับทราบ พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับจึงทรงดำริขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่อนุญาตให้นางกลับแคว้นมัททะ เห็นทีนางคงจักต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับไปก่อน จากนั้นค่อยไปพานางกลับมาทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสให้ทหารคนสนิทไปบอกยามเฝ้าประตูวังว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้พระนางเสด็จไป ดังนั้นยามสองคืนนั้นขบวนเสด็จของพระชายาประภาวดีจึงเสด็จออกจากเมืองไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคใด!

ปฐมเหตุที่ทำให้พระนางประภาวดีมิได้ทรงรักใคร่ในพระเจ้ากุสราชทั้งๆที่ทรงเป็นพระชายานั้น ก็เพราะอำนาจแห่งแรงอธิษฐานที่ทรงตั้งความปรารถนาไว้ในชาติปางก่อนนั่นเอง ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ที่ทรงเกิดมามีพระพักตร์ไม่งดงามก็เพราะอำนาจแห่งวิบาก (การให้ผลของกรรม) ที่เคยทรงทำไว้ในชาติที่แล้วเช่นกัน หากจะเท้าความเรื่องก็มีอยู่ว่า

ในอดีตอันเนิ่นนานยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลที่รักใคร่สนิทสนมกันอยู่สองตระกูล ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลหนึ่งมีบุตรสาว ๑ คน พระโพธิสัตว์ในชาตินั้นได้ทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้องของตระกูลที่มีบุตรชาย สองตระกูลนี้ต่างต่างไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายจึงไปสู่ขอลูกสาวของอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาลูกชายคนโต ซึ่งฝ่ายหญิงก็มิได้ปฏิเสธ หลังแต่งเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายผู้เป็นสะใภ้ก็มิได้ขี้เกียจขี้คร้านแต่อย่างใด นางขยันดูแลการบ้านการเรือนได้เป็นอย่างดี

กระทั่งเช้าวันหนึ่งลูกสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสชาติอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน แต่ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน เขาออกไปเก็บของป่าตั้งแต่ยังไม่สางดี ผู้เป็นสะใภ้เมื่อเห็นดังนั้นจึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้น้องสามี ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายบริโภคกันในครัวเรือนจนหมดสิ้น บังเอิญแท้สายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงนำขนมในส่วนของน้องสามีถวายให้ท่านไป ส่วนในใจก็คิดว่าเดี๋ยวค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน

พอพระคุณเจ้าจากไปนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนม เตรียมจักนำไปล้าง แต่เผอิญเวลานั้นพระมหาสัตว์ได้กลับมาถึงเรือนพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ ดังนั้นจึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาบ้านรึ? พี่สะใภ้ตอบว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใสจึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่ แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังหิวอยู่พอดี จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบวิ่งตามพระคุณเจ้าไปทันใด

พี่สะใภ้พอเห็นน้องสามีพรวดพราดออกไปก็รู้แล้วว่าเขาจะทำอะไร จึงรีบออกจากเรือนสามีมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนตน พอถึงก็ตักเอาเนยใสที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มีสีประดุจดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้จนเต็ม จากนั้นก็วิ่งตามน้องสามีไปจนทันกัน พอไปถึงเห็นในมือเขามีห่อขนมที่นางได้ถวายพระคุณเจ้าไปแล้วกำถืออยู่ ส่วนพระเถระท่านก็กำลังหันหลังเตรียมจะจากไป นางจึงร้องนิมนต์ให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไป เอาเนยใสที่ตักมาจากเรือนมารดาเทลงในบาตรท่านจนหมด

เนยใสพออยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า บัดนั้นก็เกิดเป็นรัศมีเหลืองอร่ามแผ่กระจายออกไปโดยรอบ จนเป็นที่อัศจรรย์ พี่สะใภ้พอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเปล่งวาจาอธิษฐานว่าหากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเรืองตระการเกินกว่าหญิงใดในหล้า แลขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วมกับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ในที่แห่งเดียวกันเลย!

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ซึ่งยังมิได้จากไปไกล ยังคงยืนถือขนมที่หยิบมาจากบาตรพระอยู่ใกล้ๆนั่นเอง พอได้ยินพี่สะใภ้อธิษฐานดังนั้นก็ให้โกรธนางขึ้นมาทันที จึงนำขนมที่หยิบออกมาแล้วใส่กลับคืนเข้าไปใหม่ พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า “ ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดในภพภูมิไหน ใกล้ไกลเพียงใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความสามารถไปนำนางมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ด้วยเถิด! ”

แลด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครานั้นเอง พอมาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งเป็นประกายเกินกว่าหญิงใดในแผ่นดินจักเทียบเทียมได้ ส่วนพระมหาสัตว์เนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาเกิดชาตินี้พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เพราะกรรมเก่าที่เคยทำไว้ให้ผลนั่นเอง!

ย้อนกลับมาเข้าเรื่องต่อ หลังจากพระนางประภาวดีเสด็จออกจากเมืองกุสาวดีแล้ว ขบวนของนางก็มุ่งตรงสู่แคว้นมัททะทันที มิได้ทรงหยุดพัก ณ ที่ใด จนล่วงครึ่งเดือนจึงเสด็จถึงกรุงสาคละ ฝ่ายราชากุสราชหลังจากพระชายาเสด็จหนีไปพระองค์ก็ทรงโศกเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางกำนัลจะบำรุงบำเรอด้วยวิธีต่างๆนานาก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความคิดถึงพระชายาได้ ในที่สุดเมื่อมิอาจทรงทนต่อความคิดถึงคนึงหา รุ่งสางวันหนึ่งจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาพร้อมกับทูลขอพระราชอนุญาตว่าจะทรงออกตามพระนางประภาวดีกลับคืนมา

มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับน้ำเสียงอันเศร้าสร้อยของลูกชายก็ทรงรู้ว่าลูกตนนั้นมีความรักในพระชายาเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสเตือนสติว่า “ ลูกเอ๋ย! หากเจ้าปรารถนาเยี่ยงนั้นแม่ก็มิขัดข้อง แต่ขอจงจำไว้ว่า ขึ้นชื่อมาตุคามนั้น ย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวข้องด้วยอิสตรี ก็ขอให้จงพิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด! ” หลังจากที่ตรัสเตือนสติบุตรชายแล้ว องค์เทวีก็ตรัสให้นางกำนัลไปนำของบริโภคอันเลิศรสชนิดต่างๆใส่ลงในโหลทองคำจนเต็ม เพื่อเตรียมไว้ให้บุตรชายบริโภคระหว่างทาง

ด้านพระเจ้ากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาก็ทรงถวายบังคมลาด้วยการทำประทักษิณ ๓ ครั้ง จากนั้นก็เสด็จกลับพระตำหนักเพื่อทรงจัดเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทาง ทรงเหน็บพระแสงอาวุธ ๕ อย่างเข้าที่พระกฤษฎี(สะเอว) ทรงหยิบกหาปณะหนึ่งพันใส่ย่าม และที่มิอาจลืมได้ก็คือพิณโกกนุททรงนำใส่ถุงผ้าพร้อมกับผูกมัดปากถุงจนแน่น แล้วบัดนั้นจอมราชาแห่งแคว้นมัลละก็เสด็จออกจากพระนครทันใด

เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังมาก ระยะเวลาจากเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็ทรงสามารถเดินทางได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอพักเสวยพระกระยาหารมือกลางวันเสร็จก็เสด็จต่อไปได้อีก ๕๐ โยชน์ ฉะนั้นเวลาเพียงหนึ่งวันพระ องค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนของกรุงสาคละได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์ เมื่อทรงมาถึงขณะนั้นก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ดังนั้นจึงทรงพักสรงน้ำก่อน หลังจากชำระพระวรกายเป็นที่เรียบร้อยพระองค์ก็ทรงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า จึงเสด็จเข้าเมืองทันใด แลด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ทันทีที่พระองค์ทรงเหยียบแผ่นดินของแคว้นสาคละพระนางประภาวดีที่บรรทมอยู่บนพระแท่นบรรทม ก็ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใด มิอาจทรงฝืนบรรทมอยู่บนเตียงต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงมานอนที่พื้นแทน!

พระมหาสัตว์หลังจากทรงเข้าเมืองแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินสายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้านเมืองที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งถนนไปในตัวด้วยเช่นกัน ขณะนั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งกำลังนั่งรับลมยามค่ำอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นจอมราชาซึ่งเป็นคนต่างเมืองผ่านมาในยามนี้จึงร้องเรียกให้พระองค์มาพักที่บ้านนางก่อน พระมหาสัตว์เมื่อทรงสบตานางก็ทรงรู้ว่านางเป็นหญิงมีใจอารี จึงทรงย่างพระบาทเข้าไป หญิงชาวบ้านพอเห็นกิริยาท่าทางของจอมกษัตริย์นั้นต่างจากคนธรรมดา จึงรีบไปตักน้ำมาให้พระองค์ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าห้องไปจัดที่บรรทมถวาย

จอมราชาหลังจากทรงรีบเดินทางมาอย่างเร่งด่วนจึงมิได้แวะพักที่ใด พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ ก็ทรงหลับใหลไปในทันใด ฝ่ายหญิงผู้มีน้ำใจพอเห็นพระองค์บรรทมหลับ จึงเข้าครัวไปสำรวจอาหารที่จักเตรียมทำถวายในเพลาเช้า ครั้นรุ่งเช้าพอพระมหาสัตว์ทรงตื่นขึ้นนางก็อัญเชิญใหพระองค์เสวยพระกายาหารที่บ้านนาง ราชาพลัดถิ่นเมื่อทรงได้รับการต้อนรับอย่างดีจากหญิงชาวบ้านก็ให้ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา จึงทรงพระราชทานกหาปณะหนึ่งพันพร้อมกับโหลทองคำที่ใส่ของเสวยระหว่างทางให้นางไป จากนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านนาง แล้วพระองค์ก็ทรงหยิบห่อพิณโกกนุทเสด็จพระราชดำเนินจากไป

หลังทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้านราชากุสราชก็ทรงถามผู้คนถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด จากนั้นก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที พอไปถึงก็ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างว่าจักทรงขอพักอาศัยอยู่ที่โรงช้างสักพัก แล้วพระองค์จะทรงช่วยทำงานพร้อมกับทำการขับร้องให้พวกเขาได้รื่นเริงบันเทิงใจเป็นการตอบแทน หัวหน้าโรงช้างพอฟังว่าจอมราชันจักช่วยทำงานจึงยอมอนุญาตให้ทรงเข้าพักได้

ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงหยิบพิณโกกนุทออกมาจากห่อผ้า พร้อมกันนั้นก็ทรงคำนึงขึ้นในพระทัยว่า “ ชาวสาคละเอ๋ย บัดนี้ขอพวกท่านจงฟังเสียงพิณนี้เถิด ” จากนั้นก็ทรงดีดพิณพร้อมกับทรงขับร้องควบคู่ไป ลำดับนั้นพระนางประภาวดีที่กำลังบรรทมอยู่บนพื้นข้างพระแท่นบรรทม พอทรงสดับเสียงพิณของจอมราชาพระนางก็ทรงทราบทันทีว่า บัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว! เสียงพิณผสานเสียงร้องที่ทรงร้องออกไปได้แผ่กังวานไปทั่วนครสาคละ แม้แต่พระเจ้ามัททราชที่กำลังบรรทมอยู่ พอทรงสดับก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันอยู่ในพระทัยว่า “ ใครหนอช่างขับร้องได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย พรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปเรียกคนผู้นี้มาทำการขับร้องให้เราฟัง ท่าจักดี ”

พระมหาสัตว์หลังจากทรงขับร้องไปได้สักพักก็ทรงหยุดร้อง ด้วยทรงเกิดความคิดว่าการที่พระองค์ทรงมาอยู่ในสถานที่นี้คงยากจักมีโอกาสได้พบกับพระชายา หากทรงอยู่ต่อก็คงมิเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จักเสียเวลาไปซะเปล่าๆ ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างไปยังเรือนของหญิงผู้มีน้ำใจเพื่อเสวยพระกระยาหารเช้าที่บ้านนาง พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณไว้กับนาง จากนั้นก็เสด็จไปยังโรงปั้นหม้อหลวงเพื่อจักทรงขอฝากตัวเป็นศิษย์เขา

ช่างปั้นหม้อพอเห็นพระวรกายอันแข็งแกร่งกำยำของจอมกษัตริย์ก็พลันรับไว้ทันที จากนั้นก็ใช้ให้พระองค์ทรงไปขนดินสำหรับปั้นหม้อมาเก็บไว้ที่โรงปั้น ส่วนตัวเขามีธุระต้องออกไปทำด้านนอก เย็นวันนั้นหลังจากนายช่างเสร็จธุระกลับมาถึงโรงปั้น พอเขาเห็นกองดินขนาดภูเขาย่อมๆที่พระมหาสัตว์ทรงขนมาเก็บไว้ ก็ถึงกับปากอ้าตาค้างจนพูดอะไรไม่ออก ด้วยคาดไม่ถึงว่าคนคนเดียวจักมีความสามารถถึงเพียงนี้ กองดินเบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปขนกัน ก็ต้องใช้แรงงานอย่างน้อยเป็นจำนวน ๘ ถึง ๑๐ คน ถึงจักได้กองใหญ่ปานนี้ แต่นี่เกิดจากแรงงานของคนคนเดียว มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!

รุ่งขึ้นหลังจากที่มีดินสำหรับปั้นหม้ออยู่ได้นานนับเดือน จอมราชาจึงตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าพระองค์อยากจักขอทดสอบฝีมือปั้นให้เขาดู เผื่อเขาจะได้ชี้แนะให้ดีขึ้น ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงเริ่มลงมือปั้นด้วยการหยิบดินวางลงบนแท่นปั้นหม้อ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งผลักก้านแท่นปั้นหม้อให้หมุน แต่ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์นัก แค่พระองค์ทรงออกแรงผลักครั้งเดียวปรากฏแท่นปั้นหม้อนั้นหมุนต่อเนื่องติดกัน เป็นเวลาถึงครึ่งค่อนวันทีเดียว!

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะต่างๆออกมามากมายหลายชนิด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง พร้อมกันนั้นยังทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะด้วยต่างหาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี พอทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานให้ลวดลายที่ทรงวาดนั้น มีแต่พระนางประภาวดีพระองค์เดียวที่ทรงมองเห็น หลังจากทรงปั้นเสร็จจอมราชาก็ทรงนำเอาภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดด จากนั้นจึงทรงนำไปเผาในเตา พอเผาเสร็จก็ทรงนำไปให้นายช่างดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระมหาสัตว์ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยเห็นภาชนะใดจักมีความงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นเขาจึงขนเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นนั้นขึ้นเกวียนนำไปให้พระเจ้ามัททราชทรงทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทรงเห็นเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามจนไม่มีที่ติ ก็ให้ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัยไม่แพ้กัน จึงตรัสถามนายช่างว่า “ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นคนปั้นฤา? ไฉนจึงงดงามเสียเหลือเกิน ” ช่างปั้นหม้อพอฟังก็คิดจักเอาความดีเข้าตัว จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” องค์ราชาธิบดีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าวความเท็จ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือเราจะจำฝีมือเจ้าไม่ได้ จงตอบเรามาตามความสัตย์ว่านี่เป็นฝีมือใคร? ”

นายช่างพอฟังก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก พูดตะกุกตะกักตอบจอมราชาไปว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ลูกศิษย์คนใหม่ของข้าพระบาทเป็นคนปั้นขึ้นพระเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์พอทรงสดับจึงตรัสว่า “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็นลูกศิษย์เจ้าเลย เจ้านั่นแหละควรจักเป็นศิษย์เขา จงไปบอกเขาให้ทำภาชนะชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เราจักนำไปมอบให้ธิดาทั้งแปดของเรา แลเอ้า!นี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ ขอเจ้าจงไปมอบให้เขา บอกว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาทุกนางของเราเพื่อให้พวกนางได้เก็บไว้เชยชมเล่น ” ช่างปั้นหม้อพอเห็นองค์เหนือหัวมิได้ทรงติดใจเอาความเรื่องที่ตนโกหก จึงลอบถอนใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็รีบนำภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราชธิดาทั้งแปดทันที

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ให้ทรงวิตกกังวลไม่เว้นแต่ละวัน พอช่างปั้นหม้อนำภาชนะดินเผามาถวายก็ทรงรู้สึกดีพระทัย จึงทรงรีบหยิบขึ้นมาหวังจักเชยชมเล่น แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะความดีพระทัยเมื่อครู่ก็ให้ปลาตหายไปสิ้น ซ้ำยังทรงวิตกกังวลเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก ทรงถามนายช่างทันทีว่าใครเป็นผู้ปั้นภาชนะเหล่านี้

ช่างปั้นหม้อหลังได้รับบทเรียนจากองค์ราชามาหมาดๆ จึงมิกล้าอวดอ้างตนอีก รีบทูลไปว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ตน องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าเป็นใคร จึงทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่นั้นลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสบอกนายช่างด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงไปมอบให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด เพลานั้นพระภคินีทั้งเจ็ดพอทรงสดับเสียงภาชนะแตกแลเสียงเอะอะโวยวาย จึงพากันเสด็จออกจากห้องรีบมายังพระตำหนักของพระพี่นางทันที

พอมาถึงเห็นเศษกระเบื้องแตกเกลื่อนพื้นก็ทรงยิ้มแย้มให้กัน พระขนิษฐานางหนึ่งทรงคิดจักปลอบพระพี่นางจึงตรัสว่า “ เสด็จพี่ประภาวดีเพคะ ไฉนจึงทรงขว้างปาภาชนะเหล่านี้เล่า หรือทรงเข้าพระทัยว่าพระราชสวามีกุสราชทรงเป็นผู้ปั้นขึ้น? ขออย่าทรงระแวงพระทัยไปเลย ภาชนะเหล่านี้ท่านนายช่างเป็นผู้ปั้นขึ้นต่างหาก ขอพระพี่นางโปรดทรงรับไว้เถิด ” องค์เทวีมิทรงต้องการให้บรรดาพระภคินีรู้เรื่องพระองค์ จึงทรงนิ่งเฉยเสีย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยคำใดทั้งสิ้น กล่าวถึงพระมหาสัตว์ พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงแลยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ พร้อมกับบอกว่าราชามัททะมีรับสั่งให้ทำภาชนะเพิ่มพระองค์ก็ทรงดำริขึ้น“ ถึงเราจักอยู่ที่นี้ก็คงไม่อาจเห็นหน้าพระชายาได้ อย่ากระนั้นเลย ควรไปยังที่ใหม่ดีกว่า ” พอทรงดำริดังนั้นจึงเสด็จออกจากโรงปั้นหม้อไปยังสำนักของนายช่างสานต่อ

ราชาพเนจรเมื่อทรงมาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวงก็ทรงช่วยนายช่างสานวาดลวดลายลงบนพัดใบตาล พระองค์ทรงวาดเป็นรูปต่างๆมากมาย เช่น รูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงเสวย รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้น นายช่างพอเห็นผลงานของจอมกษัตริย์ก็ถึงกับสุดทึ่ง รีบนำพัดเหล่านั้นไปให้ราชามัททะทรงทอดพระเนตรทันที

พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นก็ทรงอัศจรรย์พระทัยเป็นล้นพ้น จึงตรัสถามช่างสานว่าผู้ใดเป็นคนวาด นายช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาความดีความชอบเหมือนช่างปั้นหม้อ จึงตอบไปว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่ หลังจากถูกคาดคั้น ในที่สุดเขาก็สารภาพว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังได้เกิดกับช่างร้อยมาลัยอีกเช่นกัน ดังนั้นพระมหาสัตว์ผู้ทรงตามหารักแท้จึงต้องทรงย้ายที่พำนักไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ทรงมาขอสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้น(ห้องครัว)หลวง

วันหนึ่งหลังจากเจ้าพนักงานเครื่องต้นได้ปรุงอาหารของพระเจ้ามัททะเสร็จ เขาก็นำอาหารเหล่านั้นใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งมีมันปนแก่ลูกมือคนใหม่แล้วบอกให้ไปย่างกินเอง จากนั้นตัวเขาก็หาบกระเช้าเข้าวัง พระมหาสัตว์ครั้นทรงได้เนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำเนื้อชิ้นนั้นขึ้นย่างบนเตาทันที มันเนื้อพอถูกเปลวไฟบัดนั้นก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมัน หยดลงบนถ่านเพลิงเสียงดังฉี่ๆ ไม่พอเท่านั้น ยังส่งกลิ่นฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพระราชวัง ขณะนั้นราชามัททะกำลังจักทรงเปิดฝาครอบภาชนะที่พนักงานเครื่องต้นนำมาถวาย พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างของพระมหาสัตว์เข้า พระองค์จึงตรัสถามพนักงานเครื่องต้นว่า “ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังย่างอะไรอยู่รึ? ไฉนจึงหอมถึงเพียงนี้? ”

พนักงานเครื่องต้นพอฟังจึงกราบทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทมิได้ย่างอันใด กลิ่นที่หอมเพลานี้ เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระบาทให้ลูกมือคนใหม่ ปิ้งบริโภคเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงทรงรับสั่งให้เขารีบไปนำเนื้อชิ้นนั้นมาให้พระองค์ลองชิมดู พนักงานเครื่องต้นพอรับบัญชาจึงมิรอช้า รีบวิ่งไปยังห้องครัวเพื่อนำเอาเนื้อดังกล่าวมาให้องค์เหนือหัวทันใด พอมาถึงก็รีบส่งเนื้อย่างนั้นให้กับองค์ราชา

ราชามัททะพอทรงรับชิ้นเนื้อมาก็ทรงค่อยๆยกเนื้อนั้นขึ้นมาแตะที่พระชิวหา ทันใดนั้นเองพอพระชิวหาของพระองค์สัมผัสกับชิ้นเนื้อเท่านั้น รสชาติแห่งความอร่อยจนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย จนถึงกับทำให้องค์กษัตริย์มิอาจทรงหยุดเสวยได้ กระทั่งเหลือแต่กระดูกขาวโพลนนั่นแลจึงทรงยอมวางมันลง หลังจากเสวยเสร็จพระองค์ได้ตรัสให้มหาดเล็กไปนำเอาทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะ ฝากไปกับพนักงานเครื่องต้นให้ไปมอบให้กับลูกมือคนใหม่ของเขา นอกจากนั้นยังตรัสสั่งพนักงานเครื่องต้นว่านับแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระ
กายาหารให้พระองค์เสวยแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่เป็นผู้ปรุงแทน

พนักงานเครื่องต้นหลังรับพระบัญชาจึงไปบอกพระมหาสัตว์ตามที่องค์เหนือหัวตรัส พร้อมกับยื่นทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้ ราชากุสราชพอทรงสดับก็ให้ทรงยินดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทรงรู้ว่าบัดนี้ความปรารถนาของพระองค์ได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่ช้าพระองค์จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์ทั้งหมดให้พนักงานเครื่องต้นเป็นการตอบแทน

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ทรงได้รับพระบัญชาให้ทรงทำหน้าที่เป็นพ่อครัวพระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาปรุงพระกายาหารสำหรับราชามัททะแลพระราชธิดาทั้งแปด พอทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งที่ตำหนักขององค์ราชาก่อน จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระราชธิดาทั้งเจ็ด พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมาก็ทรงดำริขึ้น

“ ราชากุสราชผู้นี้เหตุใดจึงแสร้งมาทำงานเยี่ยงทาสกรรมกร ไฉนจึงมิได้คำนึงถึงเกียรติแลศักดิ์ศรีแห่งจอมกษัตริย์เลย หากเราจักนิ่งเฉย เธอก็จะสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงจะไม่ไปไหน คงจักเฝ้าจับจ้องมองเราอยู่แต่ในที่นี้แห่งเดียว ฉะนั้นเราควรจักขับไล่พระองค์ไปเสีย อย่าให้อยู่แม้เพียงชั่วครู่หนึ่งเลย! ” พอทรงดำริดังนี้จึงทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งจับบานประตูที่ลั่นดาลเอาไว้ จากนั้นก็ทรงเปิดบานประตูอีกบานพร้อมกับทรงชะโงกพระพักตร์ออกไปตรัสกับพระมหาสัตว์ผู้เป็นพระสวามีว่า

“ ดูก่อนราชาแห่งแคว้นมัลละ พระองค์ทรงหาบกระเช้ามาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงจักเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแลกลางคืนเสียเป็นแน่ ขอเชิญเสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ผู้มีผิวพรรณทรามอยู่ ณ ที่นี้! ” พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของพระชายาก็ให้ทรงดีพระทัยว่านางทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไปว่า “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่ติดใจในผิวพรรณของเจ้าจึงจากเมืองกุสาวดีมาหาเจ้าถึงที่นี่ พี่มีความพอใจที่ได้เห็นเจ้าจึงยอมทิ้งบ้านทิ้งเมืองมา หวังจักได้รื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ของเจ้า ดูก่อนน้องนาง พี่ลุ่มหลงเจ้าจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แลจักไปต่อยังทิศไหน พี่หลงใหลดวงเนตรอันแจ่มจรัสดุจดวงตามฤค(กวาง)ของเจ้าผู้ทรงภูษากรองทอง แลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีเรือนร่างอันงดงาม พี่ปรารถนาแต่เจ้าเท่านั้น พี่ไม่ปรารถนาพระราชสมบัติใดๆเลย! ”

พระธิดาประภาวดีพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของพระสวามี จึงทรงดำริอยู่ในพระทัย “ ขนาดเรากล่าวถ้อยคำขับไล่ไสส่งหวังจักให้ท้าวเธอเจ็บแสบ แต่จอมกษัตริย์พระองค์นี้ยังกลับมาพูดจาเกี้ยวพาเราได้ ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามีของเราแล้วเข้ามาจับมือถือแขน ใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราครั้งนี้ ความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมายังกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้พระชายาประภาวดีก็ให้ทรงรู้สึกนึกกลัวขึ้นมา จึงทรงรีบปิดบานทวารทันที

ฝ่ายพระมหาสัตว์เมื่อทรงเห็นพระชายาปิดบานทวารหนีจึงทรงวางเครื่องเสวยของนางไว้หน้าห้อง จากนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปยังห้องพระราชธิดาองค์อื่นต่อ พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพักองค์เทวีก็ทรงให้นางค่อมไปนำเอาพระกายาหารหน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้พระพี่เลี้ยงไป ส่วนพระองค์กลับตรัสให้นางค่อมยกอาหารของนางมาให้พระองค์เสวยแทน แล้วก็ทรงใช้ให้นางไปเก็บผักในพระราชอุทยานหลวงมาต้มเป็นภัตตาหารเพิ่ม ซ้ำยังทรงกำชับนางค่อมมิให้บอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด
นับแต่นั้นนางค่อมเลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะอย่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้พระนางประภาวดีเสวยไป!


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2021, 10:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 26


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๓

หลังจากพระเจ้ากุสราชได้ทรงตอบโต้ถ้อยคำกับพระนางประภาวดีในวันนั้นแล้ว ผ่านมาหลายวันพระองค์ก็ยังมิได้ทรงเห็นพระพักตร์ของนางอีก ทำให้ทรงเกิดความกังขาว่านางมีความรู้สึกต่อพระองค์เช่นไร ดังนั้นจึงทรงคิดจักทดสอบดู เช้าวันหนึ่งหลังจากทรงถวายพระกายาหารให้กับพระราชธิดาทุกพระองค์แล้ว พระมหาสัตว์ก็ทรงหาบกระเช้าย้อนกลับมาทางห้องของพระนางประภาวดีอีกครั้ง พอถึงหน้าห้องก็ทรงกระทืบพระบาทลงบนพื้นจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว ถ้วยชามในกระเช้ากระทบกันเกรียวกราว จากนั้นก็ทรงแสร้งถอนพระทัยเฮือกใหญ่ พร้อมกับทรงก้มลงฟุบลงบนพื้น ทำประหนึ่งว่าถึงแก่วิสัญญีภาพ

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีซึ่งกำลังประทับอยู่ในห้อง พอทรงสดับเสียงโครมครามก็ให้ทรงตกพระทัย ทรงรีบเปิดบานทวารออกมาทอดพระ เนตรทันที พอทรงเห็นพระโพธิสัตว์ถูกไม้คานหาบกระเช้า ทับพระอุระนอนหมดสติอยู่ จึงทรงดำริว่า “ ราชากุสราชพระองค์นี้ทรงเป็นผู้ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง การที่ต้องทรงมายอมทนลำบากทั้งกลางวันแลกลางคืนก็เนื่องเพราะเราเป็นเหตุ ท้าวเธอทรงเป็นสุขุมาลชาติ(ผู้ดีมีตระกูล)มาแต่กำเนิด มิเคยตรากตรำงานหนักมาก่อน ครั้งนี้ถูกไม้คานเครื่องเสวยทับเอาไม่รู้จักยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือเปล่า? หรือว่าจักทรงสิ้นพระชนม์แล้ว? ” พอทรงดำริดังนั้นจึงเสด็จออกจากห้องมาทรงก้มดูว่าจอมราชันย์ยังมีพระปัสสาสะ(ลมหายใจ)อยู่หรือไม่

ฝ่ายจอมกษัตริย์ที่ทรงแสร้งทำเป็นสลบ พอทรงเห็นพระชายาทรงก้มพระพักตร์ลงมา ทันใดนั้นพระองค์ก็ทรงถ่มพระเขฬะ (น้ำลาย) ไปที่พระวรกายของพระนางทันที องค์เทวีไม่ทรงคิดว่าจักถูกพระเจ้ากุสราชทรงแกล้งด้วยพระกิริยาที่ต่ำทรามเยี่ยงนี้ พอทรงถูกพระเขฬะถ่มใส่ จึงทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง ทรงเผลอกิริยาผรุสวาทออกไป“ดูก่อนราชากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความเสื่อม หม่อมฉันไม่ได้รักพระองค์ พระองค์ก็จะบังคับให้หม่อมฉันรัก ก็ในเมื่อคนเขาไม่รักไยพระองค์ยังปรารถนาให้เขารักอีก ”

พระมหาสัตว์ครั้นทรงถูกพระชายาด่าว่าแต่ก็หาได้ทรงโกรธเคืองไม่ เนื่องเพราะพระทัยล้วนเปี่ยมไปด้วยความปฏิพัทธ์ในองค์เทวี ดังนั้นจึงตรัสไปว่า “ ดูก่อนนางผู้มีดวงพักตร์อันงดงาม นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้นี้ว่าเป็นสิ่งดี การไม่ได้ต่างหากที่เป็นความชั่วช้า ” พอพระเจ้ากุสราชตรัสดังนั้นพระนางประภาวดีก็ยิ่งทรงโกรธเคืองเข้าไปใหญ่ จึงตรัสกลับมาด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าวว่า “ พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันหาได้ปรารถนาพระองค์ เปรียบไปก็เหมือนบุรุษโง่เขลาเอาไม้กรรณิการ์มางัดเพชรที่ฝังอยู่ในหิน เหมือนผู้โง่งมเอาตาข่ายมาดักลม ซึ่งการกระทำทั้งสองย่อมมิอาจเป็นไปได้! ”

จอมราชาพอทรงสดับจึงตรัสกลับไป “ เพชรนี้คงฝังอยู่ในใจเจ้าที่แข็งกระด้างเสียเป็นแน่ เพราะตั้งแต่พี่เหยียบแผ่นดินกรุงสาคละพี่ยังไม่เคยได้รับความชื่นชมจากเจ้าเลย น้องพี่ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองพี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบใดที่น้องยังแสดงกิริยาเยี่ยงนี้ ตราบนั้นพี่ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นคอยทำอาหารให้น้องเสวยอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ต่อเมื่อใดที่เจ้ายิ้มให้พี่ เมื่อนั้นแลพี่ก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น แลจักกลับไปเป็นราชากุสราชดังเดิมของเจ้า ”

พระธิดาแห่งกรุงสาคละพอทรงสดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์ จึงทรงดำริว่า “ ราชากุสราชผู้นี้ยิ่งพูดก็ยิ่งเซ้าซี้ขึ้นเรื่อย เห็นทีเราจักต้องกล่าวมุสาวาทให้เธอไปจากที่นี่ด้วยอุบายดีกว่า ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสว่า “ ข้าแต่จอมกษัตริย์ โหรของแคว้นมัททะเคยทำนายหม่อมฉันว่า พระสวามีที่แท้จริงของหม่อมฉันนั้นมิใช่ราชาแห่งแคว้นมัลละ! พวกเขายังสัญญาว่าหากทำนายผิด พวกเขาจักยอมให้หม่อมฉันบั่นร่างออกเป็น ๗ ท่อนเลย ” จอมราชันพอทรงสดับก็ให้ทรงขบขันเป็นยิ่งนัก จึงตรัสกลับไปบ้าง “ ดูก่อนน้องหญิง โหรของแคว้นมัลละก็เคยทำนายพี่เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระมเหสีของราชากุสราชผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ มีพละกำลังดุจคชสาร นอกจากพระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะแล้ว พระธิดาเมืองใดก็มิคู่ควรกับจอมราชันเยี่ยงพี่ได้! ”

พระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ให้ทรงมีพระโมโหโกรธา จนถึงกับพระวรกายสั่น แต่ก็อับจนหนทางไม่ทราบจักทรงตอบโต้ราชันผู้มีพระพักตร์ด้านทนพระองค์นี้ได้อย่างไร ประโยชน์อะไรที่นางจักทรงมายืนโต้เถียงอยู่อย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงแสดงกิริยาปั้นปึ่งเสด็จลงส้นพระบาทดังตึงๆกลับเข้าห้องไป พร้อมกันนั้นก็ทรงปิดบานทวารเสียงดังโครมใส่พระพักตร์ของพระเจ้ากุสราช พระมหาสัตว์พอทรงเห็นดังนั้นก็ทรงแอบยิ้มอยู่ในพระทัย จากนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับยังที่พำนักซึ่งก็คือโรงเครื่องต้นนั่นเอง นับแต่นั้นทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้ทรงพบหน้าค่าตากันอีกเป็นเวลาถึงครึ่งค่อนปี!

กล่าวถึงพระมหาสัตว์ ตั้งแต่ทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์ก็ทรงได้รับความลำบากลำบนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจักทรงทำพระกายาหารยังมิพอ ยังต้องทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะน้อยใหญ่ พอล้างเสร็จก็ยังต้องทรงไปหาบน้ำเพื่อนำกลับมาใช้อีก แม้แต่ยามบรรทมก็ยังต้องบรรทมอยู่ข้างรางน้ำทิ้ง ตื่นบรรทมก็ต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ต้องเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัส สาเหตุก็เพราะกามราคะความหลงใหลในรูปโฉมของพระนางประภาวดีนั่นเอง!

จนวันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นนางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงของพระชายาเดินผ่านมาทางห้องเครื่องต้นจึงตรัสเรียกนางไว้ นางขุชชาค่อมพอได้ยินพระดำรัสแทนที่จักรีบเดินเข้าไปหา ที่ไหนได้กลับเร่งฝีเท้าหนีไปเสียยังงั้น ดังนั้นพระองค์จึงรีบเสด็จตามไปทันที พอไปทันจึงตรัสกับนางว่า “ นี่แน่ะค่อมเอ๋ย! นายเจ้านี่ช่างจิตใจแข็งกระด้างเสียเหลือเกิน เรามาอยู่วังเจ้านานเพียงนี้ คำถามเจ็บไข้ไม่สบายสักคำก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากนายเจ้าเลย ยกเรื่องของกินของใช้ไม่ต้องพูดถึง ผ้าสักท่อนหมอนสักใบ ไม่เคยจักมีน้ำจิตน้ำใจหยิบยื่นให้แม้แต่น้อย แต่ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้เราไม่ติดใจ ว่าแต่เจ้าเถิด หากเราจักขอให้เจ้าทำอะไรสักอย่างจักได้มั้ย? อย่างเช่นจงพานายเจ้ามาพบเราสักครั้ง ไม่ทราบเจ้าสามารถทำได้หรือไม่? หากเจ้าทำได้เราจะให้สร้อยคอทองคำแก่เจ้าเส้นหนึ่ง! ”

นางค่อมพอฟังว่าจอมกษัตริย์จะให้สร้อยคอทองคำก็ตาลุกวาวทันที รีบทูลไปว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา หากพระองค์สัญญาจะให้สร้อยทองแก่หม่อมฉัน อย่างนั้นขอพระองค์เชิญเสด็จกลับที่พักไปก่อนเถิด อีกสองวันหม่อมฉันสัญญาจักพาองค์เทวีมาพบพระองค์แน่นอน ขอจงทรงรอฟังข่าวดีเถิด ” พอทูลดังนั้นนางก็ขอพระราชอนุญาตกลับยังพระตำหนักของพระราชธิดา

ถัดจากนั้นสองวันพระพี่เลี้ยงค่อมก็ทำทีเข้าไปทำความสะอาดห้องประทับของพระนางประภาวดีเหมือนเคย แต่ครั้งนี้นางเก็บกวาดอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ จนไม่เหลือสิ่งของใดๆพอจะใช้หยิบจับได้เลย แม้แต่รองพระบาทนางก็นำออกไปไว้นอกห้องจนหมด จากนั้นก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมาวางคร่อมธรณีประตูเอาไว้ แล้วก็ลากม้านั่งอีกตัวมาวางไว้ด้าน ตรงข้ามสำหรับใช้เป็นที่พาดพระบาท เสร็จแล้วนางก็นั่งลงบนม้านั่งตัวที่คร่อมธรณีประตูพร้อมกับทูลเรียกพระนางประภาวดีให้เสด็จมานอนบนตักนาง เดี๋ยวนางจักหาเหาบนพระเศียรให้

องค์เทวีเมื่อทรงเห็นพระพี่เลี้ยงวางม้านั่งค่อมธรณีประตูก็ให้ทรงรู้สึกสงสัย จึงถามนางไปว่าไฉนจึงไม่ทำในห้องเหมือนเคย นางขุชชาตอบว่าตรงนี้แสงจ้ามองเห็นง่าย ขอพระนางโปรดทรงรีบมาโดยไวเถิด พระธิดาประภาวดีเมื่อทรงสดับจึงเสด็จไปบรรทมบนตักนาง ระหว่างที่องค์เทวีกำลังทรงหลับพระเนตรอยู่บนตักพระพี่เลี้ยงอย่างสบายนั้น มือหนึ่งนางค่อมก็แหวกเส้นพระเกศาแสร้งทำเป็นมองหาไข่เหา อีกมือหนึ่งนางก็ยกขึ้นไปรูดเส้นผมของตนเพื่อกอบเอาไข่เหาที่อยู่บนศรีษะตนกำไว้ในมือ จากนั้นก็แสร้งอุทาน “ ตายจริง! เศียรพระธิดามีไข่เหาอยู่เต็มเลยเพคะ ” ว่าแล้วนางก็แบมือที่กำไข่เหาให้พระนางประภาวดีทรงทอดพระเนตรดู “ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อมจักจัดการให้เกลี้ยงเลย ขอพระธิดาทรงสบายพระทัยได้ ”

ขณะที่มือทำเป็นแหวกเส้นพระเกศาปากก็พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของพระมหาสัตว์ว่า “ ช่างน่าสงสารราชากุสราชเสียจริงเพคะ ทรงยอมสละได้แม้ราชบัลลังก์เพื่อสตรีอันเป็นที่รัก ทรงยอมลำบากแม้จักต้องทรงลุกขึ้นมาหุงหาพระกายาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอหุงเสร็จก็ต้องทรงหาบเครื่องเสวยตะรอนๆเอาไปถวายให้ตามพระตำหนักต่างๆอีก หลังทุกพระองค์เสวยเสร็จก็ต้องทรงตามมาเก็บถ้วยโถโอชามที่ใช้แล้วเพื่อนำไปล้าง พอทรงล้างเสร็จจักพักสักหน่อยก็ถึงเพลามื้อกลางวันแล้ว ต้องทรงลงมือทำพระกายาหารต่ออีก หมุนไปวนมาอย่างนี้จนถึงเที่ยงคืนสองยามถึงจักได้บรรทม ทั้งนี้ก็เพราะทรงหวังจักได้เห็นหน้านางอันเป็นที่รักเท่านั้น ค่าจ้างค่าแรงก็มิได้ทรงเรียกร้องแต่อย่างใด ทรงหวังเพียงคำปฏิสันถารจากหญิงคนรักเวลาบังเอิญได้พบกันเท่านี้ก็ทรงดีพระทัยแล้ว แต่นี่แม้เพียงคำทักทายสักคำก็ยังมิเคยจักทรงได้ยินจากปากของนางเลย ช่างเป็นชายชาติอาชาไนยผู้น่าสงสารจริงๆ! ”

พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำพี่เลี้ยงก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด จึงทรงลุกขึ้นจากตักนาง พร้อมกันนั้นก็ทรงตวาดออกไปด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “ เหม่! นางขุชชาค่อม จงหุบปากของเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! เจ้ามาพูดเช่นนี้ฤามิกลัวว่าเราจักตัดลิ้นของเจ้า ไฉนจึงกล้ากล่าววาจาสามหาวเยี่ยงนี้ได้! ”

ลำดับนั้นนางค่อมเห็นพระธิดาทรงโกรธกริ้วจริงจัง จึงตัดสินใจผลักนางเข้าไปในห้อง ส่วนตนก็รีบออกจากห้องพร้อมกับปิดบานประตู แลดึงเชือกชักลูกดาล(กลอนประตู)มาเก็บไว้กับตน พระนางประภาวดีเมื่อไม่มีเชือกชักลูกดาลก็มิอาจจะทรงเปิดบานทวารออกจากห้องได้ จึงทรงทุบบานทวารอยู่ด้านในพร้อมกับตรัสให้นางค่อมรีบเปิดบานทวารเป็นการด่วน นางขุชชาซึ่งยืนอยู่ด้านนอกเพื่อจักเกลี้ยกล่อมพระนางจึงทูลว่า

“ ข้าแต่พระแม่เจ้า รูปร่างของท่านนอกจากจักดูงดงามเมื่อยามมองแล้ว ที่เหลือยังจักมีประโยชน์อันใดเล่า มันสามารถจักยังชีวิตผู้คนให้อยู่ได้เหมือนอาหารหรือ? พระเจ้ากุสราชแม้จักทรงมีพระรูปโฉมมิเทียบพระองค์ แต่คุณสมบัติอย่างอื่นกษัตริย์ทั่วทั้งชมพูทวีปหาเทียบได้ไม่ ทรงเป็นมหาราช ทรงเป็นนักปราชญ์เรืองปัญญา ทรงเป็นราชาที่มีทรัพย์มหาศาล ทรงมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ทรงมีพระทัยรักศิลปะ ทรงมีทักษะด้านการยุทธ์ ทรงมีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์ ทรงชำนาญดนตรีการขับร้อง ขอจงทรงไตร่ตรองให้ดีเถิดว่าบุรุษทั่วทั้งแผ่นดินยังจักมีผู้ใดมีความสามารถเสมอ จอมราชันพระองค์นี้อีก ฉะนั้นขอพระธิดาจงทรงกระทำความรักให้บังเกิดกับท้าวเธอเถิด ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคุณสมบัตินานัปการของพระสวามีแทนที่จักทรงคล้อยตาม ที่ไหนได้กลับยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากเข้าไปใหญ่ ทรงตวาดกลับไปว่า “ เหม่! นางขุชชาค่อม เจ้านี่ช่างเป็นคนอกตัญญูเสียจริง เจ้าคิดจะขู่เรารึ? ” พี่เลี้ยงค่อมพอฟังจึงตอบไปว่า “ หม่อมฉันมิได้ขู่ หากแต่คอยปกป้องพระนางต่างหาก ที่ผ่านมาหม่อมฉันมิได้ทูลองค์เหนือหัวว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้วก็เพราะเห็นแก่พระนาง อย่างไร เสียเพลานี้จักเข้าไปทูลให้ทรงทราบเลยก็แล้วกัน! ” องค์เทวีพอทรงสดับก็ให้ทรงหวั่นเกรงว่าจักมีผู้อื่นแอบได้ยิน ดังนั้นจึงทรงจำพระทัยยอมรับปากนางแต่โดยดี

ฝ่ายพระมหาสัตว์หลังจากทรงรอนางค่อมเพียงหนึ่งวันยังไม่ทรงเห็นนางมารายงานก็ให้ทรงรู้สึกกระวน กระวายพระทัยแล้ว บวกกับการที่ทรงลำบากเรื่องที่หลับที่บรรทม เรื่องต้องทรงงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงทรงดำริว่านางค่อมผู้นี้เห็นทีคงจักพึ่งไม่ได้เสียเป็นแน่ แม้จักทรงอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของพระชายาอยู่ดี ดังนั้นจึงทรงเกิดความคิดจะกลับแคว้นมัลละไปเยี่ยมพระราชมารดากับพระราชบิดา เพลานั้นท้าวสักกะผู้ทรงเฝ้าดูพฤติการณ์ของพระมหาสัตว์อยู่ตลอด พอทรงเห็นองค์โพธิสัตว์ทรงรู้สึกท้อพระทัย จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงดำริขึ้น “ ราชากุสราชไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว จึงเกิดการท้อแท้ ครั้งนี้เราจักทำให้เธอสมประสงค์! ”

เมื่อทรงมีเทวดำริดังนี้ บัดนั้นจอมเทพผู้เกรียงไกรจึงทรงเนรมิตขบวนราชทูต ๗ ขบวนอ้างเป็นทูตจากกรุงสาคละ เดินทางไปยัง ๗ แคว้นเพื่อส่งสาสน์ให้พระราชาแต่ละแคว้นทราบว่าพระนางประภาวดีทรงเป็นอิสสระจากพระเจ้ากุสราชแล้ว ขณะนี้กำลังประทับอยู่ที่กรุงสาคละ หากพระ ราชาแคว้นใดมีพระประสงค์จักรับนางไปเป็นพระชายาก็จงรีบเสด็จมารับเอาเถิด พระราชาทั้ง ๗ พอทราบจึงต่างพากันยกทัพมายังกรุงสาคละเพื่อจักมารับเอาตัวพระนางไป

พอทัพทั้ง ๗ ยกมาถึงเขตพระนครชั้นนอกของกรุงสาคละ แต่ละแคว้นถึงทราบมิได้มีแต่พระองค์เพียงผู้เดียวที่ต้องการพระนางประภาวดี แต่ยังมีกษัตริย์อีกถึง ๖ แคว้นก็ทรงมีพระประสงค์เช่นเดียวกัน เมื่อทรงทราบดังนั้นกษัตริย์ทั้งเจ็ดก็ให้ทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วพระเจ้ามัททะขึ้นมาทันใด พากันปรารภซึ่งกันและกันว่า
“ ราชามัททะนี่ช่างกระไร ตนเองมีลูกสาวคนเดียวแต่จะยกให้ลูกเขย ๗ คน ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระเจ้ามัททะเถิด สงสัยคงจักเห็นพวกเราเป็นทารกอมมือกระมังจึงแกล้งหยอกล้อเยี่ยงนี้? ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราจงช่วยกันจับพระเจ้ามัทราชมาลงโทษเถิด! ”

ราชาทั้งเจ็ดเมื่อต่างก็มีความเห็นตรงกัน ดังนั้นแต่ละแคว้นจึงส่งพระราชสาสน์ไปยังแคว้นมัททะให้ส่งพระนางประภาวดีมาให้ตน มิฉะนั้นกรุงสาคละจักต้องเรียบเป็นหน้ากลอง ฝ่ายพระเจ้ามัททะผู้ทรงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอทรงสดับพระราชสาสน์ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบตรัสเรียกเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพทั้งหลายให้มาแสดงความคิดเห็นเป็นการด่วนทันที บรรดาอำมาตย์หลังจากปรึกษากันจึงทูลว่า

“ ขอเดชะ ราชาทั้ง ๗ แคว้นเสด็จมาเพราะประสงค์จักได้พระธิดาประภาวดีไปเป็นพระชายา หากพระองค์มิทรงยกนางให้ ท้าวเธอทั้งเจ็ดก็จักทรงยกทัพมาพังกำแพงเมืองเรา ครานั้นเห็นทีแคว้นเราคงจักต้องถึงกาลย่อยยับเสียเป็นแน่! ดังนั้นพวกกระหม่อมเห็นว่าพระองค์ควรทรงส่งพระราชธิดาไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสีย พระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงคำนึงขึ้น “ หากเรายกลูกสาวให้กษัตริย์แคว้นใดแคว้นหนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็คงจักต้องยกทัพเข้ามาตีเมืองเราแน่ แต่ถ้าไม่ยกให้ใครเลย กรุงสาคละก็หนีไม่พ้นจักต้องพินาศอยู่ดี เฮ้อ! ช่างยากไขเสียจริง! ก็นางลูกไม่รักดีกลับทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปมาได้ด้วยรังเกียจว่ารูปไม่งาม บัดนี้เมื่อกรรมมาถึง เห็นทีคงต้องปล่อยให้นางรับผลแห่งการกระทำของตนไปแต่เพียงผู้เดียวก็แล้วกัน ” พอทรงดำริดังนี้จึงจำตัดพระทัยตรัสต่อที่ประชุมว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสงบสุขของบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎร์จักต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ก็พระราชธิดาประภาวดีคือต้นเหตุแห่งปัญหา ฉะนั้นเพื่อมิให้เหล่าพสกนิกรตลอดจนไพร่พลทั้งหลายต้องมาล้มตาย เราจักสั่งประหารนางลูกไม่รักดีคนนี้เสีย จากนั้นตัดแบ่งร่างนางออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้แก่พระราชาทั้งเจ็ดแคว้นก็แล้วกัน! ” พอทรงประกาศดังนั้นทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ก็พลันเงียบกริบลงไปราวกับไร้ซึ่งผู้คน บรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าองค์ราชาจักทรงตัดสินพระทัยเยี่ยงนี้ นางกำนัลนางหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอก พอได้ยินพระดำรัสจึงไม่รอช้า รีบวิ่งมาทูลให้พระนางประภาวดีได้ทรงรับทราบทันที องค์เทวีผู้มีผิวผ่องดั่งทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ พอทรงสดับคำนางกำนัลก็ถึงกับทรงมีสีพระพักตร์ซีดเผือดลงพลัน พระเนตรทั้งสองหลั่งนองไปด้วยพระอัสสุชล รีบเสด็จไปยังตำหนักพระมารดาทันใด พอเสด็จไปถึงก็ทรงฟูมฟายต่อหน้าพระพักตร์ว่า

“ ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารจงจำดวงหน้าอันงดงามของลูก ดวงเนตรอันสุกสกาว แลผิวที่ผ่องเป็นนวลใยนี้เถิด อีกไม่กี่เพลามันก็จักไม่ปรากฏให้ทรงได้เห็นอีกแล้ว กษัตริย์ทั้งเจ็ดจักใช้ดาบอันคมกริบเชือดเฉือนมันแล้วโยนทิ้งเสียในป่า ฝูงแร้งกาก็จะพากันมาจิกกินแย่งชิงเนื้อหนังมังสาของลูกกันให้สับสนอลหม่าน ฝ่ามืออันอ่อนละมุนแลมีเล็บแดงชมพูนี้ ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้ง แล้วโยนให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดแทะกันอย่างเอร็ดอร่อย ข้าแต่พระมารดา หากกษัตริย์เหล่านั้นได้นำเอาเนื้อของลูกไปจนหมดสิ้นแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงขอเอากระดูกของลูกจากพวกเขามาเผาเสีย แลขอโปรดทรงปลูกสวนกรรณิการ์ไว้ในสถานที่ที่เผาศพลูกด้วยเถิด ยามใดที่ดอกกรรณิการ์เบ่งบาน ปุยหิมะตกโปรยปรายในฤดูเหมันต์ กาลนั้นขอพระมารดาโปรดพึงระลึกถึงด้วยว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยมีบุตร สาวที่มีผิวพรรณเยี่ยงนี้! ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงถูกมรณภัยเข้าคุกคามก็ทรงหลั่งพระอัสสุชลพร่ำเพ้อรำพันต่อพระพักตร์พระมารดา ดังราวกับคนบ้าใบ้ไร้สติ! ฝ่ายพระเจ้ามัททะเมื่อทรงตัดสินพระทัยแล้วก็ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กผู้หนึ่งไปลั่นระฆังแจ้งเตือนให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหมดมารวมตัวกัน พร้อมกันนั้นก็ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กอีกผู้หนึ่งไปนำเอาขวานมา จากนั้นก็ตรัสให้ทหารไปตามตัวนายเพชฌฆาตมาเข้าเฝ้า

ลำดับนั้นพระมเหสีแห่งแคว้นมัททะพอทรงทราบว่าพระสวามีมีรับสั่งให้นายเพชฌฆาตเข้าเฝ้า ก็รีบเสด็จออกจากห้องไปยังท้องพระโรงทันที พอไปถึงก็ทรงมีพระดำรัสตรัสกับจอมราชาว่า “ ข้าแต่มหาราช พระองค์จะทรงประหารธิดาหม่อมฉันแล้วบั่นเป็นท่อนส่งให้กษัตริย์เจ็ดแคว้นจริงหรือเพคะ! ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับก็ทรงพยายามกลั้นพระอัสสุชลมิให้หลั่งไหล ทรงแสร้งตอบพระชายาไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าวว่า “ ดูก่อนพระชายา ก็ธิดาท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปไปด้วยรังเกียจว่ารูปชั่วไยเล่า ที่ผ่านมาท้าวเธอไม่ทรงติดพระทัยเอาความก็ถือว่าเป็นบุญของแคว้นเราแล้ว บัดนี้เมื่อความพินาศกำลังจักกล้ำกลายบ้านเมือง นอกจากหนทางตายแล้ว ไม่มีวิธีอื่น ฉะนั้นพระราชธิดาประภาวดีจักต้องรับผลแห่งความทะนงในรูปโฉมของตนที่ทิ้งพระเจ้ากุสราชมา”

องค์มเหสีพอทรงสดับก็เหมือนหนึ่งว่าดวงพระทัยจักขาดสียให้ได้ ค่อยๆเสด็จกลับพระตำหนักดังราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ เมื่อเสด็จมาถึงพอทรงเห็นพระพักตร์ของธิดาเปี่ยมไปด้วยพระอัสสุชลเต็มสองเบ้า ก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรตามไปด้วย จากนั้นจึงค่อยๆตรัสปลอบบุตรสาวว่า

“ ลูกเอ๋ย! บิดาเจ้าไม่อาจทำตามคำขอของแม่ได้ เห็นทีวันนี้เจ้าคงไม่แคล้วจักต้องไปสู่สำนักแห่งพระยายมเสียเป็นแน่ บุตรคนใดไม่เชื่อฟังบิดามารดาผู้เห็นประโยชน์แห่งลูกหลาน บุตรคนนั้นย่อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเยี่ยงนี้แล ที่ผ่านมาหากเจ้าไม่ทิ้งราชากุสราชกลับแคว้นเรา วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องเยี่ยงนี้แน่ ประภาวดีเอ๋ย! เสียงกลองชัยที่ดังตึงๆ เสียงช้างศึกที่แผดกังวานกึกก้อง เจ้าเห็นตระกูลไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมา? เสียงนกยูงนกดุเหว่าที่กู่ขับขาน เสียงกุมารร้องรำทำเพลง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักมีความสุขยิ่งกว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมา? ถ้าวันนี้พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมราชันประทับอยู่ที่นี่ มีหรือกษัตริย์ทั้งเจ็ดจักกล้ามาแสดงกิริยาที่กำแหงถึงปานนี้ คงจะถูกจอมกษัตริย์ขับไล่เสียจนแตกกระเจิงเป็นแน่ แต่เจ้ากลับเป็นผู้ทำลายเกราะคุ้มภัยของเจ้าด้วยตนเอง แล้วอย่างนี้จะโทษใครเล่า? ”

พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำพระมารดาก็เหมือนหนึ่งว่าคนที่ติดอยู่ในถ้ำอันมืดมิด แหละกำลังค้นหาทางออก จู่ๆก็เห็นแสงสว่างส่องจากปากถ้ำเข้ามา ทรงอุทานขึ้นในพระทัยว่า “ ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ในพระราชวังของเรามิใช่ดอกหรือ มิหนำซ้ำเช้าที่ผ่านมายังทรงทำพระกายาหารมาส่งให้เราเหมือนเคยอีก จำเราจักบอกความจริงให้พระมารดาทราบเสียเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนี้องค์เทวีจึงตรัสกับพระมเหสีว่า

“ ข้าแต่พระมารดา ก็พระเจ้ากุสราชผู้มีพระปรีชาอันยอดเยี่ยม สามารถย่ำยีกษัตริย์ทั้งเจ็ดให้พ่ายแพ้ราบคราบได้ เพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นี่แล้วนี่เพคะ! ” องค์มเหสีพอทรงสดับก็ให้ทรงรู้สึกสงสารบุตรสาวป็นยิ่งนัก ทรงคิดว่าลูกตนคงจักกลัวความตายเสียจนสติเลอะเลือนดังนั้นจึงตรัสปลอบธิดาว่า “โถ! ลูกแม่ เจ้าคงจักกลัวตายเสียจนสติเลอะเลือนแล้ว หากพระเจ้ากุสราช อยู่ที่นี่จริงทำไมแม่จะไม่รู้เล่า? เพียงพระองค์เสด็จมาถึงกึ่งทางก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมายังแคว้นเราแล้ว แลยิ่งหากทรงรู้ว่าแคว้นเรากำลังมีเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ มีหรือพระองค์จักไม่ทรงปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ แต่พระเจ้ากุสราชที่ลูกเพ้อนั้นคงจักกลัวตายเสียล่ะกระมัง? จึงมิเห็นแม้เงา! ”

พระธิดาประภาวดีพอทรงเห็นพระมารดาไม่ทรงเชื่อ จึงตรัสว่า “ หากพระมารดาทรงไม่เชื่ออย่างนั้นขอจงเสด็จไปที่บานพระแกลแล้วทรงทอด พระเนตรไปที่โรงเครื่องต้นซิเพคะ พนักงานที่ทรงพระภูษาหยักรั้ง แหละกำลังทรงก้มพระองค์ล้างถ้วยชามอยู่ นั่นก็คือพระเจ้ากุสราช แหละพระองค์ก็ประทับอยู่ที่วังเราเป็นเวลานานถึงเจ็ดเดือนแล้วเพคะ ” ลำดับนั้นพระมเหสีแคว้นมัททะพอทรงสดับคำพระราชธิดา จึงทรงเพ่งสายพระเนตรจ้องไปที่พระพักตร์นาง ขณะเดียวกันก็ทรงค่อยๆย่างพระบาทไปยังบานพระแกล พอถึงก็ทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรตามที่พระนางประภาวดีตรัส

บัดนั้นองค์มหาเทวีก็ทรงเห็นพระมหาสัตว์ในฉลองพระองค์อันเก่าซอมซ่อ ดูแล้วไม่ต่างจากพวกไพร่ทาสกำลังก้มตัวล้างถ้วยชามอยู่ พอทรงเห็นดังนั้นพระแม่เจ้าก็ถึงกับทรงเผลอพระองค์ตรัสบริภาษบุตรสาวไปด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “เหม่! ประภาวดี! ไฉนเจ้าจึงเป็นหญิงจัณฑาลประทุษร้ายต่อตระกูลถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นถึงพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงไปเปรียบพระสวามีด้วยชนชั้นต่ำเยี่ยงทาสเล่า? ” ผู้เป็นบุตรสาวเมื่อถูกพระมารดาทรงตำหนิจึงตรัสว่า

“ หม่อมฉันหาได้เป็นหญิงจัณฑาล แลหาได้ประทุษร้ายต่อตระกูล ที่พระมารดาทรงเห็นนั้นก็คือพระเจ้ากุสราช พระโอรสของพระเจ้าโอกกากราชจริงๆนะเพคะ! พระราชาองค์ใดทรงเชิญให้พราหมณ์สองหมื่นคนมาบริโภคอาหารในเวลาใดก็ได้ พระราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! พระราชาองค์ใดทรงสั่งทหารให้จัดเตรียมช้างศึกได้สองหมื่นเชือก เตรียมรถศึกได้สองหมื่นคันในเวลาใดก็ได้ พระ ราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! หากแต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยผิดเองว่าพระองค์ทรงเป็นทาส ขอถวายพระพร! ”

องค์มเหสีเมื่อทรงสดับคำพรรณนาพระอิสริยยศของพระมหาสัตว์จากปากลูกสาวด้วยอาการที่หนักแน่นไม่สะทกสะท้าน ก็ทรงดำริในพระทัยว่า “ ฤาลูกเราจักกล่าวความจริง เพราะดูจากท่าทางที่นางพูดเหมือนจักมิได้โกหก เห็นทีเราควรไปทูลให้องค์เหนือหัวมัททราชได้ทรงรับทราบไว้ก่อนท่าจักดี ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงเสด็จไปยังท้องพระโรงทันที ด้านพระราชาธิบดีเมื่อทรงสดับคำพระชายาก็มิทรงรอช้า รีบเสด็จมายังตำหนักพระมเหสีพร้อมกับองค์มหาเทวีทันทีเช่นกัน เมื่อทรงมาถึงก็ทรงเห็นบุตรสาวที่ไม่รักดียังนั่งร้องไห้อยู่ จึงตรัสถามว่า “ ดูก่อนประภาวดี สิ่งที่แม่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือไม่? ” พระราชธิดาพอทรงสดับจึงทรงตอบไปว่า “ เป็นจริงเพคะ! ” ราชามัททะพอทรงได้ฟังก็ให้ทรงแช่มชื่นพระทัยขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ทรงยอมเชื่อเสียทีเดียว ทรงหันไปตรัสถามนางค่อมที่หมอบข้างๆว่าจริงหรือไม่ นางขุชชาค่อมได้ฟังพระดำรัสยังมิทันจบก็รีบตอบสวนไปว่า “ เป็นจริงทุกประการ เหมือนดังที่พระราชธิดาตรัสเพคะ ” พอได้รับการยืนยันจากพระพี่เลี้ยงองค์เหนือหัวมัททราชก็ให้ทรงโล่งพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่พอทรงหวนนึกถึงการกระทำของบุตรสาวก็ทรงกลับ มามีพระพิโรธอีก จึงทรงหันมาตรัสบริภาษลูกสาวด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“ เหม่! นางลูกไม่รักดี ไฉนเจ้าจึงไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย ราชากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้ามีทแกล้วทหารกล้ามากมายเหลือคณานับ มีช้างศึกม้าศึกมากกว่ากองทัพใด ทรงมาพำนักที่วังเราตั้งแต่เจ็ดเดือนที่แล้วแต่เจ้ากลับเพิ่งมาบอกให้พ่อทราบ เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เดี๋ยวรอให้พ่อเข้าเฝ้าพระองค์ก่อน แล้วจะมาคิดบัญชีกับเจ้า! ” หลังทรงติเตียนบุตรสาวเป็นการใหญ่แล้ว พระราชาธิบดีก็เสด็จไปยังสำนักของพระมหาสัตว์โดยพลัน เมื่อทรงไปถึงก็ทรงมีพระปฏิสันถารกับจอมราชันถึงความผิดบุตรสาว ที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบว่าพระมหาสัตว์เสด็จมาถึงแคว้นพระองค์แล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนก่อน ซ้ำยังทรงปลอมพระองค์เป็นพนักงานเครื่องต้นอีก ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขอโทษอย่างจริงพระทัย ราชามัททะจึงทรงคุกเข่าก้มลงกราบพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระชามาดา(ลูกเขย)แทนบุตรสาว

พระมหาสัตว์พอทรงเห็นพระสัสสุระ(พ่อตา)ทรงก้มลงกราบตน ก็ทรงรีบเข้าไปประคองให้ทรงลุกขึ้นทันที จากนั้นได้ตรัสกับพ่อตาว่า “ หม่อมฉันมิได้ปกปิดการมาของหม่อมฉันต่อพระองค์เลยพระเจ้าข้า แลพระองค์ก็มิได้ทรงมีความผิดใดที่หม่อมฉันจักต้องงดโทษให้ ” พระเจ้ามัททะพอทรงสดับคำของพระชามาดาก็ทรงให้ดีพระทัย จึงเสด็จกลับขึ้นตำหนักแลตรัสให้พระนางประภาวดีไปกราบขอขมาโทษต่อพระมหาสัตว์ว่า “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี เจ้าจงรีบไปขอขมาต่อพระเจ้ากุสราชบัดเดี๋ยวนี้! ดูซิพระองค์จักทรงประทานชีวิตให้เจ้าหรือไม่! ”

พระนางประภาวดีครั้นสดับคำพระบิดา จึงเสด็จมายังโรงเครื่องต้นพร้อมด้วยพระภคินีทั้งเจ็ดและนางบริจาริกาอีกเป็นจำนวนมาก ลำดับนั้นพระมหาสัตว์เมื่อทรงเห็นพระชายาอันเป็นที่รักกำลังเสด็จมาจึงทรงคำนึงขึ้นในพระทัยว่า “ วันนี้เราจักทำลายทิฐิการทะนงตนของแม่ประภาวดีให้จงได้ เราจักให้นางหมอบลงบนโคลนใกล้กับเท้าเรา คอยดูเถอะ!” เมื่อทรงดำริดังนี้ก่อนที่พระนางประภาวดีจะเสด็จมาถึงราชากุสราชจึงทรงเทน้ำลงบนดินรอบๆบริเวณที่ประทับจนดินรอบๆเฉอะแฉะกลายเป็นโคลนขึ้นมา พอพระชายาผู้มีผิวพรรณดั่งเทพธิดาเสด็จมาถึง จอมราชันก็คอยทรงมองว่าพระนางจักทรงแสดงอากัปกิริยาเยี่ยงไรที่เห็นพื้นสกปรก แต่แทนที่พระมหาสัตว์จักทรงเห็นท่าทางที่ขยักแขยงของนาง ที่ไหนได้องค์เทวีกลับทรงก้มลงกราบขอโทษจอมราชันด้วยกิริยาอันนอบน้อมโดยมิได้ทรงสนพระทัยถึงพื้นเลยว่าจักทำให้ฉลองพระองค์เปรอะเปื้อนหรือไม่ ทรงซบพระเศียรลงกอดพระยุคลบาทของพระเจ้ากุสราชพร้อมกับตรัสขออภัยต่อพระองค์ว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ตลอดเจ็ดเดือนที่ผ่านมาหม่อมฉันมิเคยได้อยู่รับใช้พระองค์เลย หม่อมฉันรู้สึกสำนึกผิดถึงการกระทำของตนเป็นอย่างยิ่ง นับแต่นี้ไปไม่ว่าพระองค์จักทรงบัญชาให้หม่อมฉันทำอะไร หม่อมฉันสัญญาว่าจักปฏิบัติตามทุกประการ หม่อมฉันจะไม่แสดงท่าทีรังเกียจในรูปโฉมของพระองค์ให้ทรงเห็นแม้แต่น้อย ขอพระองค์อย่าทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วหม่อมฉันเลย หากพระองค์ไม่ทรงอภัยหม่อมฉัน เห็นทีพระบิดาคงจักให้เพชฌฆาตประหารหม่อมฉันแล้วตัดร่างออกเป็นท่อนส่งให้กษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นแน่! ”

พระ มหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำขออภัยจากพระชายาก็ทรงดำริขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่อภัยนาง เห็นทีนางคงต้องหัวใจแตกสลายเป็นแน่ จำเราจักปลอบนางให้คลายความกังวลเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า “ ดูก่อนประภาวดี เมื่อน้องยอมลดศักดิ์ศรีมาขอขมาพี่มีหรือพี่จักไม่ให้อภัย พี่ไม่เคยโกรธน้องเลยเจ้าผู้มีผิวประดุจรัศมีจันทร์ โปรดอย่ากังวล พี่ขอสัญญานับแต่นี้ไปพี่จักไม่แกล้งเจ้าอีก ที่ผ่านมาถ้าพี่โกรธเจ้าด้วยความสามารถของพี่มีหรือบ้านเมืองเจ้าจักดำรงคงอยู่ได้ถึงป่านนี้ แต่เพราะพี่รักเจ้าต่างหากถึงสู้ยอมทนลำบากมาเป็นพนักงานเครื่องต้นปรุงอาหารให้เจ้าเสวย เจ้าคงจักเห็นถึงความรักที่พี่มีต่อเจ้าแล้วนะ เอาล่ะบัดนี้เมื่อพี่ยังอยู่ทั้งคน กษัตริย์แคว้นใดยังจักกล้ามาแย่งเอาพระมเหสีของพี่ไปอีกก็ลองดู ถ้ามันไม่กลัวหัวหลุดจากบ่า! ”

เมื่อทรงมีพระดำรัสดังนี้ราชากุสราชก็ทรงก้มพระองค์ลงประครองพระชายาให้ทรงลุกขึ้น จากนั้นก็ตรัสบอกนางให้ไปคอยพระองค์ที่บนตำหนัก แล้วจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็เสด็จจากโรงเครื่องต้นไปยังพระลานหลวงทันที เมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงประกาศบันลือสีหนาท เปล่งพระสุรเสียงกู่ก้องจนสนั่นหวั่นไหวไปทั่วพระลานหลวง ทำให้ชาวเมืองทั้งหลายตลอดจนข้าราชบริพารที่อยู่แถวบริเวณนั้นต่างก็พากันตระหนกตกใจกันไปตามๆกัน จากนั้นพระองค์ก็ทรงตบพระหัตถ์ติดๆกัน พร้อมกับทรงประกาศพระดำรัสกึกก้องต่อชาวเมืองที่ออกมาดูว่า

“ ดูก่อนชาวสาคละนคร เราราชากุสราชพระชามาดาแห่งแคว้นมัททะ บัดนี้เราจักจับเป็นกษัตริย์ทั้งเจ็ดให้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์เต็มสองตา! ขอพวกท่านจงรอดูเถิด ” หลังจากทรงประกาศศักดานุภาพต่อหน้าชาวเมืองแล้ว จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละก็เสด็จกลับมายังเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้ามัททะ เพื่อจักทรงขอยืมไพร่พลอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนช้างศึกม้าศึกต่อพระราชาธิบดีว่า “ ข้าแต่ท่านพระสัสสุระ ขอพระองค์โปรดเสด็จไปทรงสรงสนานแลพักผ่อนคลายพระอิริยาบถให้เป็นที่สบายพระทัยเถิด เรื่องการศึกไว้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง ” ราชามัททะพอทรงสดับดังนั้นก็ให้ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหันไปตรัสกับเหล่าอำมาตย์ว่าให้ช่วยทำการอุปัฏฐากจอมราชันแทนพระองค์ด้วย จากนั้นก็เสด็จกลับขึ้นปราสาทไป

บรรดาอำมาตย์พอรับพระบัญชาต่างก็พากันจัดแจงกั้นพระวิสูตรล้อมรอบโรงเครื่องต้นทันที จากนั้นก็ให้เจ้าพนักงานช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุ(หนวด) แล้วเชิญเสด็จพระเจ้ากุสราชไปทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า หลังจากพระมหาสัตว์ทรงสรงน้ำเสร็จ เจ้าพนักงานได้นำเครื่องทรงแลเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์มาแต่งให้กับจอมราชัน จากนั้นจึงอัญเชิญพระมหาสัตว์ให้เสด็จขึ้นสู่สีหบัญชรเพื่อทรงทอดพระเนตรกองทัพข้าศึกที่ยกมาล้อมเมือง

จอมราชาเมื่อทรงยืนอยู่หน้าสีหบัญชรได้ทรงมองออกไปรอบๆพร้อมกับทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ จากนั้นก็ทรงปรบพระหัตถ์เสียงดังฉาน ๆ ติดกัน แล้วจึงทรงเปล่งพระสุรเสียงดังลั่นออกไปว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงคอยดูเราจัดการกับพวกข้าศึกเหล่านี้เถิด ” บรรดานางสนมนางกำนัลเมื่อทราบว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จขึ้นยังสีหบัญชร ต่างก็พากันเปิดหน้าต่างออกมาดูพระกิริยาท่าทางของพระองค์ที่ทรงเยื้องกราย ทรงปรบพระหัตถ์ กันอย่างตื่นตาตื่นใจ

เพลานั้นมหาดเล็กได้มาถวายรายงานว่าบัดนี้พระเจ้ามัททะได้ทรงจัดเตรียมช้างศึกม้าศึกพร้อมไพร่พลให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ทรงบัญชามาเถิดว่าจักให้ออกศึกเมื่อใด พอทรงสดับดังนั้นจอมกษัตริย์จึงเสด็จลงจากสีหบัญชรแล้วทรงขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมีเศวตฉัตรประดับด้วยอัญมณีวิจิตรตระการตา ก่อนจักทรงไสช้างออกประตูเมืองพระองค์ได้ตรัสให้ทหารไปพาพระนางประภาวดีมาพบ พอพระนางมาถึงพระองค์ก็ทรงให้องค์เทวีเสด็จขึ้นประทับบนอาสน์ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ (ด้านหลัง) อันมีจตุรงคินีเสนา (กองทัพที่ประกอบด้วยกำลังพล ๔ เหล่า คือ เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ และ เหล่าราบ ) แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ จากนั้นจึงเสด็จออกศึกทางประตูด้านทิศปราจีน

ทัพพระมหาสัตว์พอเคลื่อนพลออกพ้นประตูกำแพงเมือง จอมกษัตริย์ได้ตรัสให้หยุดทัพอยู่ที่หน้ากำแพงก่อน จากนั้นพระองค์ก็ทรงไส้ช้างออกไปยืนอยู่หน้าขบวนแต่เพียงผู้เดียว ทรงกวาดพระเนตรดูทัพข้าศึกที่ตั้งประจันหน้า แล้วบัดนั้นพระองค์ก็ทรงเปล่งพระสุรสีหนาทออกไปว่า “ ดูก่อนเจ้าทั้งหลายผู้มีใจบังอาจ เราราชากุสราชพระราชบุตรแห่งพระเจ้าโอกกากราช ใครที่ยังรักชีวิตอยู่ก็จงยอมอ่อนน้อมให้กับเราเสียบัดนี้ มิฉะนั้นพวกเจ้าจักต้องกลายเป็นผีหัวขาดด้วยกันทั้งหมด! ”

กษัตริย์ทั้ง ๗ พอทรงทอดพระเนตรเห็นพระรูปร่างอันสูงใหญ่เกินกว่าบุรุษทั่วไปเกือบหนึ่งเท่าตัวของพระมหาสัตว์ ได้ยินพระสุรสีหนาทที่ทรงบันลือประดุจราชสีห์คำราม ต่างก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนถึงกับพระหัตถ์อ่อน แม้แต่พระขรรค์ที่ทรงถืออยู่ก็ยังมิอาจที่จักกำไว้ได้ ปล่อยให้ร่วงหล่นพื้นเกรียวกราว แต่ละพระองค์ต่างก็รีบไสช้างหันหลังกลับหนีเอาชีวิตรอดกันไปคนละทิศคนละทาง บรรดาไพร่พลเมื่อเห็นผู้เป็นนายรักตัวกลัวตาย หนีเอาตัวรอดไปแต่เพียงผู้เดียว ต่างก็พากันแตกตื่นขวัญเสีย พากันทิ้งอาวุธหลบหนีตามผู้เป็นนายราวกับฝูงมฤคได้ยินเสียงคำรามของพญาราชสีห์ยังไงยังงั้น จนกองทัพเกิดความระส่ำระสายไม่เป็นรูปขบวน

เพลานั้นท้าวสักกะจอมเทพแห่งตาวติงสา ผู้ทรงเฝ้าติดตามพระมหาสัตว์อยู่ตลอดเวลา เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นราชากุสราชทรงมีชัยเหนือกษัตริย์เจ็ดแคว้นโดยมิได้เสียเลือดเสียเนื้อแต่อย่างใด ก็ให้ทรงชื่นชมในความ สามารถของพระมหาสัตว์เป็นอย่างยิ่ง จึงเสด็จลงจากเทวโลกมาปรากฏกายยังเบื้องพระพักตร์ของจอมราชัน พร้อมกับได้ทรงยื่นลูกแก้ววิเศษชื่อ “ เวโรจนะ ” ให้แก่พระมหาสัตว์เพื่อเป็นรางวัล จอมกษัตริย์เมื่อทรงเห็นราชาแห่งเทพเสด็จลงจากฟ้ามาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับลูกแก้ววิเศษไว้

แต่ช่างเป็นที่อัศจรรย์นัก พอพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์สัมผัสกับลูกแก้วเท่านั้น พระพักตร์ที่ดูขี้ริ้วอัปลักษณ์ บัดนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นผ่องใสงดงาม ราวกับเทพบุตรจำแลงกายมายังไงก็ยังงั้น! หลังจากที่ทรงมีชัยชนะเหนือข้าศึกราชากุสราชก็ทรงนำทัพเสด็จกลับเข้าเมือง จากนั้นได้ทรงบัญชาให้ทหารไปจับตัวกษัตริย์ทั้งเจ็ดกลับมา พอทหารนำตัวกษัตริย์เจ็ดแคว้นมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับพระสัสสุระว่า “ ขอเดชะมหาราชา! กษัตริย์ทั้ง ๗ แคว้นนี้กล้าบังอาจยกทัพมารุกรานแคว้นพระองค์ บัดนี้พวกเขาได้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งพระองค์แล้ว ขอพระองค์โปรดทรงวินิจฉัยเถิดว่าจักทรงลงโทษพวกเขาสถานใด! ”

ราชามัททะพอทรงสดับคำของพระชามาดา จึงตรัสว่า “ ข้าแต่จอมราชัน! พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ตัดสินเถิด หากพระองค์ประสงค์เช่นไรก็ให้เป็นไปตามนั้น! ” พระเจ้า
มัททะเพื่อจะทรงหลีกเลี่ยงมิให้ผิดพ้องหมองใจกับกษัตริย์ทั้งเจ็ดจึงโยนหน้าที่ตัดสินมาให้พระมหาสัตว์ทรงทำหน้าที่แทน ด้านพระชามาดาก็ทรงรู้เท่าทันความคิดของพระสัสสุระ จึงทรงดำริว่า “ ประโยชน์อะไรเล่าที่เราจะไปฆ่ากษัตริย์เหล่านี้ การที่พวกเขายกทัพมาก็ถือว่าเป็นคุณกับเรา เพราะทำให้น้องประภาวดีหันกลับมารักเรา ฉะนั้นการมาของพวกเขาก็จงอย่าได้เปล่าประโยชน์เลย จำเราจักยกพระภคินีของน้องประภาวดีที่มีอยู่ถึง ๗ นาง ให้เป็นรางวัลแก่พวกเขาเถิด! ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งเจ็ด ในเมื่อองค์เหนือหัวมัททะทรงมอบหมายให้เราเป็นผู้ตัดสินความผิดพวกท่าน ฉะนั้นเราจักขอตัดสินพวกท่านดังนี้ เนื่องจากพระราชาแคว้นมัททะทรงมีพระราชธิดาซึ่งทรงรูปโฉมอยู่ถึง ๗ พระนาง แลแต่ละพระนางก็ยังไม่ทรงมีคู่หมั่นหมาย การมาของท่านทั้งเจ็ดเบื้องแรกถือเป็นโทษต่อแคว้นมัททะ แต่บัดนี้ถือว่าเป็นคุณ เพราะแคว้นเราและแคว้นพวกท่านจักได้สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน พระราชาธิบดีมัททราชทรงมีพระประสงค์จักทรงขอเป็นทองแผ่นเดียวกับพวกท่านโดยจักทรงยกพระธิดาทั้ง ๗ ให้เป็นพระมเหสีของพวกท่านองค์ละนาง ไม่ทราบพวกท่านเห็นเป็นประการใด? ”

กษัตริย์ทั้งเจ็ดเมื่อแรกต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยาก คิดว่าพวกตนคงจักมิมีโอกาสอยู่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าพรุ่งนี้แน่ แต่พอฟังคำตัดสินของพระมหาสัตว์ก็เหมือนหนึ่งว่ามัจฉาที่ถูกจับขึ้นมาบนบก แล้วจู่ๆก็ถูกจับโยนลงไปในทะเลใหม่ มันช่างเป็นเรื่องที่ยากจักเชื่อเสียจริงๆ! ต่างพากันถวายบังคมขอบพระทัยพระมหาสัตว์กันเป็นการใหญ่

หลังจากทรงจัดการเรื่องราวต่างๆในแคว้นมัททะเสร็จสิ้น ถัดจากนั้นไม่กี่วันพระมหาสัตว์ก็ทรงขอพระราช อนุญาตราชามัททะ พาพระชายาประภาวดีเสด็จกลับแคว้นมัลละ ขณะทั้งสองประทับนั่งในพระราชรถ
พระฉวีวรรณและพระรูปโฉมของจอมกษัตริย์ที่ทรงเปลี่ยนไป ทำให้พระองค์ทรงดูงามสง่าทัดเทียมกันกับ
พระชายาจนแทบจักกล่าวได้ว่ามิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและกันเลย ด้านมเหสีสีลวดีพอทรงทราบข่าวการเสด็จกลับของราชบุตรพระนางก็ทรงให้ดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับสั่งให้ทหารออกไปตีฆ้องป่าวประกาศถึงข่าวมงคลนี้ให้กับประชาชนทั้งหลายได้รับทราบโดยทั่วกัน พร้อมกันนั้นก็ทรงให้พวกเขาตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนตนให้เป็นที่สวยงาม จากนั้นจึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารนำเครื่องบรรณาการเป็นจำนวนมากตามเสด็จพระนางแลพระชยัมบดี ออกไปต้อนรับพระมหาสัตว์ถึงยังนอกพระนคร เมื่อขบวนเสด็จผ่านกำแพงเมืองเข้ามาพระมหาสัตว์ได้ทรงสั่งให้กระทำประทักษิณพระนคร จากนั้นตรัสให้มีการเฉลิมฉลองการละเล่นมหรสพสมโภชเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีต่างก็ทรงสมัครสมานสามัคคีรักใคร่กัน ทรงช่วยกันปกครองพระราชอาณาจักรกรุงกุสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองสืบมา ตลอดพระชนมายุของทั้ง ๒ พระองค์…

ครั้นพระศาสดาตรัสชาดกเรื่องนี้จบภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมรูปนั้นก็บรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในสายของวันนั้นเอง .

หมายเหตุ :

พระเจ้าโอกกากราชในกาลนั้น ก็คือ พระเจ้าสุทโทธนะ
พระมเหสีสีลวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางศิริมหามายา
ชยัมบดีราชกุมารในกาลนั้น ก็คือ พระอานนท์
นางค่อมในกาลนั้น ก็คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา
พระนางประภาวดี ก็คือ พระนางยโสธรามารดาของพระราหุล
พระเจ้ากุสราชในกาลนั้น ก็คือ พระบรมศาสดา
ที่มาของเรื่อง .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ....

สืบ ธรรมไทย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร