วันเวลาปัจจุบัน 28 พ.ย. 2020, 21:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๑

สมัยหนึ่งขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารพระอารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ได้ทรงปรารภถึงภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ยินดีในธรรมวินัย มีใจใคร่จะสึกว่า “ เราได้ยินว่ากุลบุตรชาวสาวัตถีผู้หนึ่งได้ถวายตนเข้ามาบรรพชาในพระศาสนาแล้ว ขณะบิณฑบาตเห็นสตรีนางหนึ่งแต่งกายงดงามก็ถือเอานิมิตนั้นมาครุ่นคิด จนหมดความยินดีในพรหมจรรย์ ปล่อยให้จีวรเศร้าหมอง เล็บงอกยาว ไม่หลับไม่ฉัน กระทั่งร่าง กายผ่ายผอมเต็มไปด้วยเส้นเอ็น อุปมาดั่งเทวบุตรเห็นนิมิต ๕ ประการที่บ่งบอกว่าตนใกล้ถึงกาลจะจุติแล้วฉันใดก็ฉันนั้น ” ภิกษุทั้งหลายพอฟังพุทธดำรัสก็รีบไปพาตัวภิกษุรูปดังกล่าวมาเข้าเฝ้าทันที

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นภิกษุผู้ปรารถนาใคร่จะสึกกราบลงแล้วเงยหน้าขึ้น จึงตรัสถามเขา “ ดูก่อนภิกษุ เราได้ยินว่าเธอจะสึกหรือ? ” ภิกษุรูปดังกล่าวพอฟังจึงกราบทูลว่า “ จริงพระพุทธเจ้าข้า ” สมเด็จบรมครูพอทรงสดับจึงทรงมีพุทธบรรหารประทานแก่เขาว่า “ ดูก่อนสมณ เธอจงอย่าปล่อยให้กิเลสครอบงำดวงจิตเลย ธรรมดามาตุคามนั้นเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เธอจงห้ามจิตมิให้รักใคร่ในมาตุคามเถิด แลจงยินดีในพระศาสนา บุรุษใดแม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ฤทธิ์ของเขาต้องเสื่อมไปก็เพราะมีจิตรักใคร่ในมาตุคาม สุดท้ายต้องถึงความพินาศก็เพราะมีมาตุคามเป็นเหตุ ” เมื่อตรัสดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงนิ่งเฉย ภิกษุทั้งหลายเมื่อต้องการจะทราบความโดยละเอียด จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงยกตัวอย่างประกอบ พระองค์จึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาทรงแสดงต่อที่ประชุมสงฆ์นั้นว่า

ในอดีตนานมาแล้วมีพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า พระเจ้าโอกกากราช ครองกรุงกุสาวดี แคว้นมัลละ พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ท้าวเธอมีพระมเหสีพระนามว่า สีลวดี เป็นใหญ่กว่าสนมใดในจำนวนทั้งหมด ๑๖,๐๐๐ นาง พระนางสีลวดีไม่ทรงมีพระโอรสแลพระธิดา ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ชาวเมืองไม่พอใจ วันหนึ่งพวกเขาได้มารวมกันร้องเรียนต่อพระราชาว่าบ้านเมืองจักถึงกาลพินาศ หากพระองค์ไม่ทรงมีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์

พระราชาทรงชี้แจงชาวเมืองว่าพระองค์ทรงใช้หลักธรรมในการปกครองแผ่นดินไฉนบ้านเมืองจึงจักพินาศเล่า? แต่เหล่าประชาชนกราบทูลว่าแม้พระองค์จักทรงเป็นทศพิธธรรมราชาก็จริง แต่การที่ทรงไม่มีรัชทายาทอาจเป็นเหตุให้ชนเหล่าอื่นคิดช่วงชิงเอาพระราชสมบัติได้ แล้วก็จักนำไปสู่ความพินาศล่มจมของบ้านเมือง ฉะนั้นขอพระองค์จงทรงขวนขวายให้ได้ซึ่งพระโอรสเถิด พระราชาพอทรงสดับจึงตรัสถามว่าแล้วพระองค์ต้องทรงทำอย่างไร เหล่าพสกนิกรทูลว่าอย่างแรกพระองค์ต้องทรงอนุญาตให้นางสนมรุ่นเล็กออกจากวังไปมีความสัมพันธ์กับบุรุษอื่นก่อน จากนั้น ๗ วันค่อยเรียกมาถามว่านางได้บุตรหรือไม่ หากไม่ก็ทรงให้คนต่อไปทดลองดู ไล่ไปเรื่อยๆจนถึงสนมรุ่นกลางแลรุ่นใหญ่ บรรดาสนมที่มีอยู่อย่างมากมายเหลือคณานับจักต้องมีสักนางที่มีบุญ สามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้เป็นแน่ ครานั้นพระองค์ก็จักทรงได้รัชทายาทสืบสันตติวงศ์สมดังปรารถนา

พระราชาหลังทรงฟังคำแนะนำของเหล่าประชาชนก็ทรงปฏิบัติตาม แต่ถึงจะส่งสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางไปมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่นจนสิ้น ทว่าก็หาได้มีนางใดจักให้กำเนิดบุตรกับพระองค์เหมือนดั่งตามที่ประชาชนว่า ดังนั้นราชบัลลังก์ของแคว้นมัลละจึงยังคงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบสันตติวงศ์เหมือนเดิม

ฝ่ายบรรดาชาวเมืองเมื่อเห็นว่ากาลก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้วแต่พระราชาก็ยังไม่ทรงมีรัชทายาทเสียที ฉะนั้นจึงพากันเข้ามาร้องเรียนใหม่ ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์ได้ทรงทำตามที่พวกเขาบอกจนไม่เหลือแม้แต่สนมสักนางแล้ว แต่ก็หาจักมีนางใดให้กำเนิดพระโอรสกับพระองค์ได้ บรรดาชาวเมืองพอฟังจึงปรึกษากัน จากนั้นได้ทูลว่าสนมเหล่านั้นคงจักเป็นผู้ทุศีลเสียเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่มีบุญให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้ ขอพระองค์อย่าทรงท้อถอยเป็นอันขาด พระนางสีลวดีผู้เป็นอัครมเหสีนั้นทรงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์เชื่อว่าพระนางต้องทรงสามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้แน่ ขอทรงโปรดทดลองอีกครั้งเถิด

จอมกษัตริย์เมื่อทรงสดับก็ให้ทรงรู้สึกปวดร้าวพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เพื่อบ้านเมืองจำต้องทรงตัดพระทัยปล่อยให้พระมเหสีอันเป็นที่รักทรงทดลองดู ดังนั้นพอพวกชาวเมืองกลับไปพระองค์จึงทรงรับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศทั่วพระนคร นับจากนี้ ๗ วันพระองค์จะทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีออกจากวังไปเลือกบุรุษที่นางพึงใจให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ บุรุษใดปรารถนาจักได้รับการถูกเลือก ให้มาประชุมพร้อมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังในเช้าวันนั้น!

ครั้นถึงเช้าวันที่ ๗ จอมราชาได้ทรงรับสั่งให้นางกำนัลตกแต่งประดับประดาพระมเหสีด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จากนั้นทรงมีบัญชาให้ทหารเปิดบานทวารพระบรมมหาราชวังอัญเชิญพระนางเสด็จไป ด้วยเดชะแห่งศีลที่องค์เทวีได้ทรงรักษา ทันทีที่พระนางทรงย่างพระบาทพ้นบานประตูของพระบรมมหาราชวังภพของท้าวสักกะก็เกิดอาการเร่าร้อนขึ้นมาทันใด

จอมเทพผู้ลือนามพอทรงเห็นดังนั้นจึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบว่าบัดนี้พระนางสีลวดีกำลังจะทรงเสียสละตนเองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อบ้านเมือง ปรารถนาจักให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราช จึงทรงดำริว่า “ เราควรจักให้พระนางได้พระโอรสสมปรารถนาเถิด แต่ผู้ใดฤาจึงจักสมควรเป็นพระโอรสของพระนาง? ในดาวดึงส์เทวโลกนี้มีมั้ยหนอ? ” ทันใดก็ทรงเห็นภาพนิมิตของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งซึ่งถึงกาลใกล้จักจุติจากภพดาวดึงส์ไปบังเกิดยังเทวโลกชั้นสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นท้าวเธอจึงรีบเสด็จไปยังวิมานของพระมหาสัตว์พร้อมเทพผู้ติดตามทันที พอถึงก็ตรัสกับเทพโพธิสัตว์ว่า

“ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา ขอท่านจงลงไปเกิดยังภพมนุษย์โดยถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมเหสีพระเจ้าโอกกาก ราชเถิด ” แลเพื่อจักทรงทำให้พระโพธิสัตว์ยอมรับในเทวบัญชา จอมเทพมเหสักข์จึงทรงหันมาตรัสกับเทพผู้ติดตามว่า “ ถึงท่านก็เช่นกัน จงลงไปเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสีลาวดีร่วมกับพระมหาสัตว์ด้วยเถิด ” หลังจากที่ทรงรับสั่งดังนั้นแล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็เสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมาปรากฏกาย ณ ลานหน้าประตูพระบรมมหาราชวังในร่างของพราหมณ์แก่ผู้หนึ่งทันใด

เวลานั้นที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังล้วนคลาคล่ำไปด้วยเหล่าบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษน้อย บุรุษใหญ่ ไล่ไปจนถึงบุรุษวัยใกล้เมรุ ทุกคนต่างพากันมาอวดโฉมรอให้พระนางสีลวดีคัดเลือกเป็นคู่อภิรมย์กันให้สลอน คนเหล่านั้นพอเห็นท้าวสักกะในร่างพราหมณ์แก่ก็มายืนรอกับด้วยเหมือนกัน ต่างก็พากันหัวเราะพร้อมกับพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานา พราหมณ์เฒ่าเมื่อถูกเหล่าวัยฉกรรจ์ต่างดูถูกดูแคลนก็พลันมีโมโห จึงตอบโต้บุรุษเหล่านั้นด้วยเสียงที่สั่นไปว่า

“ ดูก่อนเจ้าพวกผู้เยาว์! กายเราถึงมันจักแก่ก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวยมันหาได้แก่ตามไปด้วยเสียเมื่อไหร่ ครั้งนี้เราจักพาพระนางสีลวดีไปกับเราให้ได้ ขอพวกท่านจงคอยดูเถอะ! ” บุรุษทั้งหลายพอฟังต่างก็หัวเราะขบขันกันเป็นการใหญ่ แต่ทว่าพราหมณ์เฒ่าหาสนใจไม่ เขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรจึงจักมิให้ศีลของพระนางสีลวดีต้องด่างพร้อย ทันใดนั้นเองจู่ๆเขาก็ตะโกนขอทางด้วยเสียงอันดังว่า “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงหลีกทางให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด ” พูดจบก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม พุ่งตัวขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับอาชาชำนาญศึกยังไงยังงั้น หาได้มีอาการงกๆเงิ่นๆเหมือนดั่งเมื่อครู่ไม่

บรรดาชายฉกรรจ์ที่ออขวางอยู่ไม่ได้ระวังตั้งตัวพอถูกพราหมณ์เฒ่าเบียดใส่ ต่างก็กระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทางราวกับถูกคลื่นยักษ์กระแทกใส่ยังไงยังงั้น หามีผู้ใดสามารถต้านทานกำลังของพราหมณ์ชราได้ เพียงพริบตาเขาก็ขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าสุดได้อย่างง่ายดาย! ขณะนั้นพระนางสีลวดีได้เสด็จมาถึงเบื้องหน้าพราหมณ์เฒ่าพอดี ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้าเอาข้อพระหัตถ์ของพระนางไว้ จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบจูงพระนางออกจากประตูเมืองหายลับไปทันที!

ฝ่ายบรรดาบุรุษที่ยังยืนงงกันเป็นไก่ตาแตกไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์มันเร็วมาก มารู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าไม่มีร่างของพราหมณ์เฒ่าและพระนางเทวีอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว จึงพากันผรุสวาทกันไปต่างๆนานา “ ดูเถิดท่านผู้เจริญ! พราหมณ์แก่ได้พาเอาพระเทวีผู้ทรงรูปโฉมไปแล้ว ตาเฒ่านี่ช่างไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควรฤามิควรแก่ตน ถึงพระนางเทวีก็เช่นกัน มิได้ทรงขวยเขินเลยว่าพราหมณ์แก่คราวปู่ได้พาตนไป มันช่างน่าแค้นใจจริงๆ! ” ด้านพระเจ้าโอกกากราชที่ทรงเฝ้าดูอยู่ทางช่องพระแกล ครั้นทรงเห็นพราหมณ์เฒ่าพาพระมเหสีไปก็ทรงเสียพระทัยไม่แพ้กัน

กล่าวถึงท้าวสักกะในร่างของพราหมณ์ชรา หลังจากทรงพาพระนางสีลวดีออกจากประตูเมืองก็ทรงพานางมุ่งมายังเรือนไม้ที่ทรงเนรมิตไว้แล้วก่อนหน้านี้ พอมาถึงก็ทรงเชื้อเชิญให้พระนางขึ้นเรือน ลำดับนั้นพระเทวีได้ตรัสถามจอมเทพว่า “ นี่เรือนของท่านหรือ? ” ท้าวเธอทรงตอบว่า “ใช่แล้วน้องนาง กาลก่อนพี่อยู่ตัวคนเดียว บัดนี้มีน้องมาอยู่ด้วย ฉะนั้นพี่ต้องไปหาข้าวสารมาเพิ่มก่อน ขอน้องจงพักบนเครื่องลาดนี้เถิด ” ไม่เพียงแค่พูด ว่าแล้วท้าวสุรบดีก็ทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มแตะไปที่พระวรกายของพระมเหสีสีลวดีทันใด

บัดนั้นเองเหตุการณ์อันแสนประหลาดก็บังเกิดขึ้น ทันทีที่พระนางถูกพระหัตถ์แห่งท้าวสักกะลูบไล้ก็ทรงเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาโดยพลัน เพียงไม่ถึงอึดใจก็ทรงเผลอบรรทมหลับไปอย่างไม่ได้สติ ลำดับนั้นท้าวโกสีย์ได้ทรงอุ้มพระนางเหาะขึ้นฟ้ามุ่งตรงสู่ยังดาวดึงส์ภพ พ อถึงก็ทรงวางพระนางลงเหนือทิพอาสน์อันประดับไปด้วยสัตพิธรัตน์แก้วเจ็ดประการในไพชยนต์ปราสาท จนผ่านไป ๗ วันพระนางถึงได้ทรงตื่นจากบรรทม พอทรงลืมพระเนตรขึ้นมาทรงเห็นห้องบรรทมล้วนตกแต่งด้วยสิ่งของที่ไม่เคยทรงเห็นบนโลกมนุษย์มาก่อน ก็ทรงทราบว่าพราหมณ์ชราผู้นี้คงไม่ใช่มนุษย์เสียเป็นแน่ เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะจำแลงกายมา ดังนั้นจึงทรงลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จออกมายังนอกวิมาน

เพลานั้นท้าวอมรินทร์ทรงประทับอยู่บนพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ซึ่งตั้งอยู่ที่โคนต้นปาริฉัตร แวดล้อมไปด้วยเหล่านางฟ้า องค์เทวีพอทรงเห็น จึงเสด็จเข้าไปถวายบังคม จากนั้นก็ทรงลุกไปประทับยืนอยู่ด้านข้าง ลำดับนั้นท้าวสักกะได้ตรัสกับพระนางว่า “ ดูก่อนสีลวดีน้องรัก พี่จะให้พรน้องหนึ่งอย่าง ขอน้องจงขอมาเถิด ” พอฟังดังนั้นพระนางจึงทรงทูลว่า “ ขอเดชะพระองค์ผู้ฤทธิ์ ขอพระองค์โปรดทรงประทานพระโอรสองค์หนึ่งให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ ” ท้าวสหัสนัยน์พอฟังจึงตรัสว่า “ ดูก่อนน้องพี่ อย่าว่าแต่พระโอรสเพียง ๑ พระองค์เลย พี่จะให้เจ้า ๒ พระองค์ก็แล้วกัน แต่พระโอรสทั้งสองนี้องค์หนึ่งจักเป็นผู้ทรงปัญญาแต่รูปร่างไม่งดงาม อีกองค์หนึ่งจักมีรูปร่างสวยงามแต่หาปัญญามิได้ พระโอรสทั้งสองนี้เจ้าปรารถนาคนไหนก่อนฤา? ”

มเหสีสีลวดีพอทรงสดับจึงทรงทูลว่า “ ขอเดชะ หม่อมฉันต้องการพระโอรสที่มีปัญญาก่อนเพคะ ” ท้าวสักกะครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ ดูก่อนเทวี เจ้าจักได้ตามที่เจ้าต้องการ แลนอกจากพรที่เราให้เจ้าแล้วเรายังจักประทานสิ่งของให้เจ้าอีก ๕ อย่างได้แก่ หญ้าคาทิพย์ ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตรทิพย์ ๑ แลพิณโกกนท ๑ แก่เจ้าด้วยเช่นกัน” หลังจากตรัสแล้วจอมเทพแห่งตาวติงสาก็ทรงพาพระนางสีลวดีเสด็จลงจากภพดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ พอถึงก็ทรงวางพระนางลงบนพระแท่นบรรทมของพระเจ้าโอกากราช ทรงค่อยๆลูบพระนาภี(ท้อง)ของพระนางด้วยพระอังคุฐ(นิ้วหัวแม่มือ)ขึ้นและลง จากนั้นก็เสด็จกลับยังดาวดึงส์เทวโลก หลังท้าวโกสีย์เสด็จกลับไปพระโพธิสัตว์เทพบุตรก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระเทวีทันใด องค์มเหสีสีลวดีทรงทราบว่าบัดนี้พระนางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว!

เช้ารุ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าโอกกากราชทรงตื่นจากบรรทมทรงเห็นพระชายาบรรทมหลับอยู่ข้างๆก็ให้ประหลาดใจ จึงตรัสถามพระนางว่า “ ดูก่อนพระชายา นี่เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดฤา ใครเป็นคนพาเจ้ามารึ? ” พระเทวีทูลว่า “ หม่อมฉันมาถึงตั้งเมื่อคืนเพคะ ท้าวสักกเทวราชทรงพาหม่อมฉันมาส่ง ” องค์ราชาครั้นทรงสดับก็ให้ทรงคลางแคลงพระทัย จึงตรัสว่า “ ดูก่อนเทวี เราเห็นเจ้าถูกพราหมณ์แก่พาไปไฉนจึงมากล่าวความเท็จกับเราเล่า? ” มเหสีสีลวดีทรงทูลว่า “ ขอพระองค์โปรดทรงเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ องค์อมรินทราธิราชทรงพาหม่อมฉันไปยังดาวดึงส์เทวโลก แล้วทรงพาหม่อมฉันมายังโลกมนุษย์จริงๆเพคะ ” แต่ถึงกระนั้นจอมราชาก็ยังไม่ทรงเชื่อ

ดังนั้นพระเทวีจึงทรงแสดงของวิเศษ ๕ อย่างที่ท้าวสักกะทรงประทานให้ พระราชาธิบดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งของเหล่านั้นจึงยอมทรงเชื่อ จากนั้นได้ตรัสถามมเหสีสีลวดีว่า “ ดูก่อนพระชายา พักเรื่องท้าวสักกะไว้ก่อนเถิด เราอยากทราบว่าเจ้าได้บุตรหรือไม่? ” พอจอมกษัตริย์ตรัสดังนั้นพระเทวีจึงทรงทูลว่า “ ข้าแต่มหาราช บัดนี้หม่อมฉันได้ตั้งพระครรภ์แล้วเพคะ! ” จอมราชาพอทรงสดับก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบัญชาให้นางกำนัลรีบนำเครื่องบำรุงพระครรภ์มาถวายแก่พระนางเป็นการด่วน

จำเนียรกาลผ่านไป ครั้นครบกำหนดทศมาสพระนางสีลวดีก็ได้ทรงประสูติพระโอรสองค์จ้ำม่ำให้กับพระเจ้าโอกกากราชพระนามว่า “ กุสติณราชกุมาร (กุสราชกุมาร) ” ถัดจากนั้นอีกสิบเดือนก็ทรงประสูติพระโอรสองค์ที่สองพระนามว่า “ชยัมบดีราชกุมาร ” พระราชกุมารทั้ง ๒ ต่างทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ พระโอรสกุสราชนั้นทรงมีพระปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าจักทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ใดก็ถึงความสำเร็จทั้งหมด

ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษาพระเจ้าโอกกากราชก็ทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระนางสีลวดีมาเข้าเฝ้า “ ดูก่อนพระชายา พี่ตัดสินใจจะมอบราชสมบัติให้ แก่พระโอรสองค์ใหญ่ของน้อง แลจักให้นางฟ้อนทั้งหลายมาบำรุงบำเรอเขาขณะที่เราทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชย์สมบัติอย่างมีความสุข ก็ลูกของเราจักคิดชอบใจพระธิดากษัตริย์ใดในชมพูทวีป พี่ก็จะไปขอพระธิดาองค์นั้นมาสถาปนาให้เป็นพระมเหสีของเขา น้องเห็นเป็นอย่างไร? ” พระเทวีครั้นทรงสดับจึงตรัสว่า “ หม่อมฉันเห็นด้วยเพคะ ”

หลังจากเข้าเฝ้าองค์เหนือหัวองค์มเหสีสีลวดีก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้นางกำนัลนางหนึ่งไปทูลเรื่องดังกล่าว แก่พระโอรสกุสราชเพื่อจักทรงหยั่งเชิงดู พระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับถ้อยคำของนางกำนัลก็ทรงดำริว่าตนนั้นมีรูปร่างไม่งดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูปหากมาเห็นเข้าก็คงจักต้องตอบปฏิเสธเป็นแน่ เรื่องอะไรจะมาทนอยู่กับพระสวามีผู้มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เห็นทีเราควรจะอยู่เป็นโสดคอยบำรุงบิดามารดาผู้ยังทรงพระชนม์ชีพให้มีความสุขดีกว่าพอท่านทั้งสองสวรรคตเราก็จักออกบวชเพื่อประโยชน์แห่งโลกหน้าน่าจักเป็นการดี!

เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับนางกำนัลว่า “ ดูก่อนพี่สาว เราไม่ต้องการพระราชสมบัติ ไม่ต้องการนางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตแล้วเราจักออกบวช! ” นางบริจาริกาพอฟังพระดำรัสจึงรีบกลับมาทูลให้พระมเหสีทรงทราบ องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พอผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงให้นางกำนัลไปถามพระโอรสกุสราชอีก แต่พระมหาสัตว์ก็ยังทรงยืนยันคำเดิม เป็นอยู่อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา พอครั้งที่สี่กุสราชกุมารได้ทรงดำริว่า “ ธรรมดาลูกจะขัดขืนพ่อแม่อยู่ร่ำไปนั้นหาควรไม่ จำเราจักต้องทำอุบายอะไรสักอย่างให้พระมารดาทรงเปลี่ยนพระทัย ”

เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงให้มหาดเล็กไปขนเอาทองคำจากท้องพระคลังหลวงมาสองรถเข็น เอามาเก็บไว้ที่ตำหนักพระองค์ จากนั้นก็ให้เขาไปตามช่างทองมาพบ พอช่างทองมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับนายช่างว่า “ ดูก่อนท่านนายช่าง เราอยากจักได้รูปหล่อสตรีทองคำมาตั้งไว้ในห้องนอนเรา ขอท่านจงเอาทองคำเบื้องหน้านี้ไปหล่อเป็นรูปสตรีขึ้นมาโดยด่วนเถิด เสร็จแล้วจงรีบนำมาให้เราดู ” นายช่างพอฟังจึงรีบเข็นรถทองคำคันหนึ่งจากไป ฝ่ายพระราชโอรสพอนายช่างออกไปพระองค์ก็ทรงเข็นรถทองคำที่เหลืออีกคันไปยังด้านหลังพระตำหนักเพื่อจักหล่อเป็นรูปสตรีบ้าง!

ธรรมดาความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ย่อมสำเร็จสมดังประสงค์ รูปปั้นสตรีที่พระราชโอรสกุสราช ทรงหล่อขึ้นมาจึงมีความงดงามเหนือรูปหล่อใดๆทั้งหมดที่เคยมีมา พอพระองค์ทรงหล่อเสร็จก็ทรงนำเอาเครื่องทรงของราชธิดากษัตริย์มาใส่ให้กับรูปหล่อนั้น จากนั้นก็ทรงเข็นรูปหล่อมาเก็บไว้ในห้องบรรทม จนกระทั่งนายช่างทองได้หล่อรูปสตรีของเขาเสร็จและเข็นเอารูปหล่อของตนมาให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า “ ดูก่อนนายช่าง ขอท่านจงไปเข็นเอารูปหล่อสตรีที่ตั้งอยู่ในห้องนอนเรามาเทียบกับของท่านดูซิว่าของใครสวยกว่ากัน ” ช่างทองพอฟังจึงรีบลุกไปตามรับสั่ง

เมื่อเข้าไปในห้องบรรทมเขาเห็นรูปหล่อสตรีที่สวมเครื่องทรงของพระราชธิดากษัตริย์ ก็สำคัญว่าเป็นนางเทพอัปสรนางหนึ่งมาร่วมอภิรมย์กับพระโอรส จึงไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะ รีบกลับมาทูลพระมหาสัตว์ว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทไม่ทราบว่ามีพระแม่เจ้าพระองค์หนึ่งประทับอยู่ในห้องบรรทม จึงมิกล้าละลาบละล้วงพระพุทธเจ้าข้า! ” พระราชโอรสกุสราชพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัส “ ดูก่อนนายช่าง ท่านจงเข้าไปเถิด สตรีที่ท่านเห็นนั้นคือรูปหล่อทองคำที่เราหล่อขึ้นมา ขอท่านจงไปนำออกมาเถิด ” นายช่างพอฟังจึงกลับเข้าไปอีกครั้ง

ครั้งนี้พอถึงเขาก็ค่อยๆยื่นมือไปแตะที่ผิวรูปหล่อ พอสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะจึงยอมเชื่อว่าสตรีเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ ดังนั้นจึงเข็นเอารูปปั้นนั้นออกมา พระมาสัตว์เมื่อทรงเห็นรูปหล่อของพระองค์นั้นงดงามกว่าของนายช่างอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้จึงทรงรับสั่งให้เขานำรูปหล่อของเขาไปเก็บไว้ในท้องพระคลังหลวง จากนั้นทรงให้ทหารยกเอารูปหล่อของพระองค์ขึ้นวางบนแคร่ส่งไปยังตำหนักพระมารดา พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระดำรัสไปบอกกับพระนางว่า หากแผ่นดินอันกว้างใหญ่ยังมีสตรีที่งดงามเหมือนดังรูปหล่อนี้ พระองค์จักทรงอยู่ครองเรือนตามความประสงค์ของพระนาง!

องค์เทวีพอทรงทอดพระเนตรเห็นรูปหล่อที่มีความงดงามเหนือคำบรรยาย พร้อมกับพระดำรัสที่พระราชบุตรทรงฝากทหารมา พระนางก็หาได้ทรงยอมแพ้ไม่ ทรงย่างพระบาทวนไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมเป็นเวลาพักใหญ่ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปตามท่านอำมาตย์มาพบ เมื่อท่านอำมาตย์มาถึงพระนางก็ทรงมีพระบัญชาให้เขาจัดขบวนทูตนำรูปหล่อนี้ขึ้นรถม้า พร้อมกับปิดผ้าคลุมไว้อย่าให้ผู้ใดเห็น จากนั้นให้เขาท่องไปยังเมืองต่างๆทั่วชมพูทวีป หากพบพระราชธิดากษัตริย์ใดมีรูปร่างงดงามปานรูปหล่อ ก็จงถวายรูปหล่อนี้แด่พระราชาเมืองนั้น แล้วกราบทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละจักกระทำอาวาหวิวาหมงคล (การแต่งงานแบบฝ่ายหญิงย้ายมาอยู่กับฝ่ายชาย)พร้อมกันนั้นให้เขากำหนดวันนัดหมายกับทางเมืองนั้นให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้รีบกลับกรุงกุสาวดีมารายงานให้พระนางทราบ หัวหน้าอำมาตย์พอได้รับมอบหมายหน้าที่ก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

ขบวนคณะทูตได้ท่องไปตามแว่นแคว้นต่างๆตามพระราชเสาวนีย์ พอถึงราชธานีใดก็ตกแต่งรูปหล่อนั้นด้วยเครื่องประดับแลดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำ แล้วนำไปตั้งไว้ริมทางก่อนจะลงไปยังท่าน้ำในเวลาโพล้เพล้ จากนั้นก็แอบดักฟังถ้อยคำของผู้ที่มาอาบน้ำคุยกัน บรรดาผู้ที่มาอาบน้ำครั้นเห็นสตรีนั่งอยู่บนวอต่างก็ไม่มีผู้ใดคิดว่าเป็นรูปหล่อ จึงพากันเอ่ยปากชมเชยว่าแม่หญิงนางนี้ช่างมีผิวพรรณงดงามเสียนี่กระไร แม้เทพอัปสรก็คงมิได้งามเกินไปกว่านี้แน่ ไฉนจึงมาอยู่ในที่เยี่ยงนี้ได้? ในเมืองเราไม่น่าจักมีสตรีที่งามปานนี้ เห็นทีคงจักเป็นสตรีมาจากเมืองอื่นเสียเป็นแน่ หลังจากซุบซิบกันพวกเขาก็พากันหลีกไป พวกอำมาตย์ที่แอบอยู่พอได้ยินดังนั้นต่างก็ลงความเห็นว่าเมืองนี้คงไม่มีสตรีที่งามเท่ารูปหล่อแน่ ดังนั้นจึงพากันออกเดินทางไปยังเมืองอื่นต่อ พวกเขาเที่ยววางอุบายในลักษณะนี้ไปตามเมืองต่างๆ

จนกระทั่งมาถึง กรุงสาคละ เมืองหลวงของแคว้น มัททะ ซึ่งปกครองโดย พระเจ้ามัททราช ราชามัททะพระองค์นี้ทรงมีพระราชธิดาอยู่ถึง ๘ พระนาง แต่ละพระนางต่างก็ทรงรูปโฉมงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ โดยเฉพาะพระราชธิดาองค์โตที่มีพระนามว่า ประภาวดี นั้นยิ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามกว่าทุกพระองค์ แม้ยามราตรีภายในห้องอันมืดมิดที่มิได้ตามประทีปโคมไฟก็ยังเรืองรองไปด้วยแสงที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของพระนาง ดุจดังแสงของพระอาทิตย์อ่อนๆ

พระราชธิดาประภาวดีทรงมีพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งเป็นหญิงหลังค่อม ทุกเย็นพี่เลี้ยงค่อมนี้จักสั่งให้หญิงรับใช้ ๘ นางถือหม้อไปตักน้ำที่ท่าน้ำมาให้พระราชธิดาสรงสนาน โพล้เพล้วันหนึ่งขณะที่นางรับใช้ทั้งแปดกำลังจะลงไปที่ท่าน้ำ ทันใดนั้นหญิงรับใช้นางหนึ่งก็เห็นรูปหล่อทองคำที่คณะทูตเมืองกุสาวดีแสร้งทำเป็นตั้งไว้ นั่งอยู่บนวอข้างทาง พอเห็นเข้านางก็เข้าใจว่าเป็นพระราชธิดาประภาวดีแอบเสด็จมาสรงน้ำโดยไม่บอกให้พวกตนทราบ จึงพูดขึ้นว่า “ พวกท่านจงดูเอาเถิด พระราชธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นผู้ว่ายากเสียจริง ตรัสว่าจักทรงสรงน้ำอยู่ที่พระตำหนัก ไฉนจึงมาประทับอยู่ที่หนทางจะลงไปสู่ท่าน้ำเล่า? ” ขณะที่พูดมือก็ชี้ไปยังที่รูปหล่อ บรรดาหญิงรับใช้ทั้งเจ็ดเมื่อเห็นดังนั้นจึงพากันเดินเข้าไปยังวอที่พระธิดาประทับ

เมื่อไปถึงนางผู้เป็นหัวหน้าจึงกล่าวว่า “ พระราชธิดาประภาวดีเพคะ ไฉนจึงมาประทับอยู่ ณ ที่นี้เล่า ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย เพราะจักทรงทำให้ราชวงศ์ต้องได้รับความอับอายได้นะเพคะ! ” ว่าแล้วนางก็ยื่นมือเข้าไปแตะที่แขนรูปหล่อ ทันทีที่มือของนางสัมผัสกับผิวรูปหล่อก็ต้องถึงกับสะดุ้งจนยกมือหนีแทบไม่ทัน เนื่องจากมันช่างเย็นเยือกราวกับจับเกล็ดของหิมะยังไงยังงั้น บรรดานางรับใช้เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพี่ใหญ่ต่างก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน นางหนึ่งซึ่งเป็นคนช่างเจรจาได้ถามไปว่า “ ท่านพี่เป็นกระไรรึ? ไฉนจึงต้องสะดุ้งด้วยเล่า? ” ผู้เป็นพี่ใหญ่พอฟังจึงตอบว่า “ จักไม่สะดุ้งได้ยังไง พวกเจ้าดูซิ! เราสำคัญผิดคิดว่ารูปหล่อนี้คือพระราชธิดาประภาวดีไปเสียได้ ช่างน่าขันเสียจริง! ”

ทันทีที่นางพูดจบเหล่าคณะทูตที่ซ่อนกายอยู่ ต่างก็พากันออกมาจากที่ซ่อนทันใด อำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าได้ถามนางว่า “ ดูก่อนแม่นาง ที่ท่านกล่าวว่าพระราชธิดาประภาวดีนั้น ท่านหมายถึงผู้ใดฤา?” หญิงรับใช้ผู้เป็นหัวหน้าตอบว่า “ ก็หมายถึงพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราชที่ทรงพระนามว่าประภาวดีนะซิ จะหมายถึงผู้ใดได้ รูปหล่อนี้หากเปรียบกับพระรูปโฉมของพระนาง ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว! ” พวกอำมาตย์พอฟังดังนั้นก็ให้ดีใจ รีบบอกความเป็นมาของพวกตนให้นางผู้เป็นหัวหน้ารับทราบ จากนั้นก็ขอร้องให้นางพาพวกตนไปเข้าเฝ้าพระราชามัททราชทันที

เมื่อมาถึงพระราชวังกรุงสาคละมหาดเล็กได้พาพวกเขาไปยังท้องพระโรงเพื่อรอเสด็จองค์เหนือหัวมัททราช หลังจากที่จอมราชาได้ทรงทราบเรื่องเพียงไม่นานก็เสด็จมาถึง พอพระองค์ขึ้นประทับเรียบร้อยคณะราชทูตทั้งหมดก็พร้อมใจกันถวายบังคม จากนั้นผู้เป็นหัวหน้าจึงกราบทูลว่า “ ข้าแต่มหาราชเจ้า พระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละของข้าพระองค์ได้ฝากพระดำรัสมาตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีฤาพระเจ้าข้า? ” จอมราชาพอทรงสดับจึงตรัสว่า “ เราสบายดี พวกท่านมาแคว้นเรามีประสงค์ใดรึ?” หัวหน้าอำมาตย์ได้กราบทูลว่าพระราชาของตนมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทกุสราช ผู้มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายดั่งราชสีห์ มีพละกำลังประดุจช้างสาร จึงส่งพวกตนมาถวายบังคมแด่พระองค์ โดยมีพระประสงค์จักขอพระราชทานพระนางประภาวดีผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์ ให้แก่พระราชโอรสกุสราช ไม่ทราบพระองค์ทรงมีความเห็นเช่นใด?

พอกล่าวจบหัวหน้าทูตแคว้นมัลละก็ได้เป็นตัวแทนถวายเครื่องราชบรรณาการและรูปหล่อทองคำแด่พระเจ้า มัททราช ราชามัททะครั้นทรงได้รับเครื่องราชบรรณาการเป็นจำนวนมากและรูปหล่อสตรีทองคำก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงดำริขึ้น “ แคว้นเล็กอย่างเราจักได้เกี่ยวดองกับแคว้นใหญ่อย่างมัลละ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ! ” จึงทรงตอบตกลงคณะทูตไป หัวหน้าคณะทูตพอฟังดังนั้นจึงแจ้งหมายกำการวันที่จะมารับพระราชธิดาประภาวดี ให้กับจอมกษัตริย์ได้ทรงรับทราบจากนั้นจึงกราบทูลลาพระองค์กลับแคว้นมัลละเพื่อรีบไปทูลให้พระเจ้าโอกกากราชได้ทรงรับทราบเป็นการด่วน

หลังจากท่านอำมาตย์ผู้เป็นหัวหน้าคณะทูตได้กลับมาถึงกรุงกุสาวดี แลได้ถวายรายงานแด่พระเจ้าโอกกากราชแล้ว จอมราชันย์ก็ทรงรับสั่งให้จัดขบวนขันหมากอย่างยิ่งใหญ่เพื่อไปรับเอาตัวพระราชธิดาประภาวดีมาเป็นพระสุณิสา(ลูกสะใภ้) ทันที ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนเสด็จที่โอฬารตระการตาก็ออกเดินทางจากแคว้นมัลละมุ่งสู่แคว้นมัททะ ฝ่ายราชามัททะเมื่อทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้าโอกกากราช พระองค์ก็ทรงจัดเตรียม การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่รอไว้ไม่แพ้กัน

หลังขบวนขันหมากของพระเจ้าโอกากราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแลได้เข้าพักเป็นที่เรียบร้อย ถัดจากนั้นสองสามวันระหว่างที่ราชวงศ์ทั้งสองกำลังทรงมีพระปฏิสันถารกัน มเหสีสีลวดีก็ได้ทรงปรารภขึ้นว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่หม่อมฉันมาพักที่แคว้นพระองค์นี่ก็สองสามวันแล้ว แต่หม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นพระราชธิดาประภาวดีเลยเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระราชธิดาประภาวดีมาเข้าเฝ้า สักพักพระนางพร้อมด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงก็เสด็จมาถึงยังท้องพระโรง

พอมาถึงองค์เทวีก็ทรงทรุดพระองค์ลงถวายบังคมยังเบื้องพระยุคลบาทของว่าที่พระสัสสุ (แม่ผัว) มเหสีแคว้นมัลละพอทรงทอดพระเนตรเห็นว่าที่ลูกสะใภ้แต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จึงทรงคำนึงขึ้น “ พระราชธิดานางนี้ช่างเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามจนยากจักหานางใดในแผ่นดินเทียบได้ ส่วนโอรสเรากลับมิได้มีรูปร่างเสมอนางแม้เพียงเศษเสี้ยว ถ้านางได้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของลูกเราเห็นทีคงจักไม่คิดจักแต่งด้วยเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักต้องทำกลอุบายอะไรสักอย่างแล้ว! ”

เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสกับพระเจ้ามัททะว่า “ ข้าแต่มหาราช พระราชธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นสตรีที่งดงามเสียเหลือเกิน คู่ควรแก่พระโอรสของหม่อมฉันเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่จารีตประเพณีแห่งสกุลหม่อมฉันที่มีสืบมานั้นมีข้อกำหนดอยู่ ถ้าพระธิดาจักประพฤติตามได้หม่อมฉันก็ยินดีที่จักรับพระนางไว้เพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงตรัสถามถึงจารีตที่ว่านั้นเป็นเช่นไร? มเหสีสีลวดีจึงทรงอธิบายว่า

“ ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมเนียมของราชวงศ์แคว้นมัลละพระชายาจะพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันมิได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เมื่อใด เมื่อนั้นแลจึงจักพบได้หากพระราชธิดาประภาวดีทรงสามารถทำตามประเพณีของแคว้นหม่อมฉันได้ หม่อมฉันก็จักรับพระนางไว้เป็นพระสุณิสาทันที! ” ราชาแคว้นมัททะพอทรงสดับจึงหันไปตรัสถามราชบุตรีว่า “ ดูก่อนลูกเรา เจ้าสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่? ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับจึงทรงตอบว่านางสามารถปฏิบัติได้ พอได้รับคำตอบดังนั้นทั้งพระเจ้าโอกกากราชแลมเหสีสีลวดีก็ให้ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงถวายพระราชทรัพย์จำนวนมหา ศาลที่เป็นเครื่องสินสอดแด่พระเจ้ามัททราช จากนั้นก็ทรงรับเอาพระนางประภาวดีเสด็จกลับสู่แคว้นมัลละ

เมื่อมาถึงกรุงกุสาวดีพระองค์ได้ทรงประกาศให้ตกแต่งประดับประดาพระนครให้สว่างไสว ทรงปลดปล่อยนัก โทษให้เป็นอิสระ ทรงกำหนดวันอภิเษกสมรส แลที่สำคัญ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้พระราชโอรสกุสราชขึ้นเป็นกษัตริย์ หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแคว้นมัลละได้ส่งราชบุรุษออกไปป่าวประกาศทั่วชมพูทวีปว่าบัดนี้แคว้นมัลละได้มีพระราชาองค์ใหม่ ราชอาณาจักรใดที่มีพระธิดาขอให้ส่งพระธิดาตนไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช ราชอาณาจักรใดมีพระโอรสหากหวังความเป็นมิตรกับพระเจ้ากุสราชแล้วขอจงส่งพระโอรสตนไปเป็นพระราชอุปัฏฐาก ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ส่วนพระราชธิดาประภาวดีพอทรงผ่านพระราชพิธีอภิเษกสมรส ไม่นานพระนางก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นเป็นพระอัครมเหสีของกษัตริย์พระองค์ใหม่

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงเป็นพระอัครมเหสีพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระสวามีในยามกลางวันเลย แม้พระมหาสัตว์ก็เช่นกัน ตั้งแต่อรุณรุ่งจวบจนพระอาทิตย์ตกดินพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระชายาเลยเหมือนกัน จนวันหนึ่งราชากุสราชโพธิสัตว์ก็ไม่อาจจักทรงหักห้ามความปรารถนาแห่งพระทัยได้ จึงเสด็จไปพบพระมารดาเพื่อทูลขอให้พระนางทรงอนุญาตให้พระองค์ได้ทรงพบหน้าพระชายาในยามกลางวันได้ แต่มเหสีสีลวดีพอทรงสดับจึงทรงห้ามว่าอย่าได้ทรงกระทำตามพระทัยเป็นอันขาด รอจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์ก่อนค่อยพบกัน

แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมีกำลังมากเกินจะห้ามใจได้ ดังนั้นราชากุสราช จึงทรงรบเร้าพระมารดาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดพระเทวีก็มิอาจทนการรบเร้าได้ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ถ้าเจ้าไม่อาจหักห้ามใจได้ ยังงั้นเจ้าจงปลอมตัวไปคอยอยู่ที่โรงช้างก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะพาพระชายาเจ้าไปยังที่นั่น แล้วจงดูเสียให้พอใจ แต่จำไว้ อย่าให้นางรู้ตัวเป็นอันขาด! ” พระมหาสัตว์พอทรงสดับก็ให้แสนลิงโลดพระทัย ทรงรับสั่งให้ทหารไปเอาเสื้อผ้าของคนเลี้ยงช้างมาทันใด จากนั้นก็ทรงปลอมพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้างปะปนอยู่ในโรงช้าง

หลังจากราชากุสราชเสด็จกลับ พระมเหสีสีลวดีก็ทรงมีรับสั่งให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างเป็นการด่วน จากนั้นสักพักพระนางพร้อมด้วยพระสุณิสาก็เสด็จไปยังโรงช้างหลวง เพลานั้นพระเจ้ากุสราชในเครื่องทรงของคนเลี้ยงช้าง เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นพระชายาเสด็จพระราชดำเนินมาข้างพระมารดาก็ทรงเกิดนึกสนุกขึ้นมา จึงทรงหยิบเอามูลช้างก้อนหนึ่งที่อยู่บนพื้น ขว้างไปที่พระชายา พระนางประภาวดีเมื่อถูกคนเลี้ยงช้างแกล้งปามูลช้างใส่ก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสกับตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวว่า “ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสียบัดนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสแล้วพระนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษคนเลี้ยงช้างผู้นี้ทันที

มเหสีสีลวดีทรงเกรงว่าเรื่องราวจักบานปลาย จึงทรงโผเข้าไปกอดพระสุณิสาพร้อมกับทรงปลอบโยนว่า “ โถ..อย่าขุ่นเคืองไปเลยลูกแม่ ไฉนจึงจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเล่า? ” ตรัสพลางก็ทรงใช้พระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์(หลัง)ของพระสุณิสาไปพลาง พร้อมกันนั้นก็ทรงถลึงพระเนตรมองไปทางพระมหาสัตว์ ถัดจากนั้นอีกสองสามวันพระ เจ้ากุสราชก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้าพระมารดาเหมือนเคย พระเทวีมิอาจที่จักทนการรบเร้าได้จึงตรัสให้เสด็จไปรออยู่ที่โรงม้า แลพอพระชายาประภาวดีเสด็จไปถึงโรงม้าก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแกล้งด้วยอาการเดิมคือเอามูลม้าปาใส่ และก็ต้องทรงเป็นภาระของพระนางสีลวดีอีกที่จักต้องทรงทำการปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่

อยู่มาวันหนึ่งพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นพระพักตร์ของพระมหาสัตว์บ้าง จึงเสด็จไปหาพระสัสสุเพื่อจักทรงขอร้องให้พระนางพาตนไปพบพระสวามี แต่มเหสีสีลวดีก็ทรงห้ามไว้ว่าอย่าได้ทรงกระทำผิดจารีตเลย ดังนั้นจึงสงบไปได้พักหนึ่ง แต่พอผ่านไปสองสามวันพระนางก็ทรงปรารถนาจักเห็นพระพักตร์ของพระสวามีอีก จึงเสด็จไปทรงรบเร้ากับพระสัสสุ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็ทรงอดรนทนไม่ไหว จึงตรัสกับพระสุณิสาว่า “ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นพระสวามีจริงๆ อย่างนั้นวันพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูเอาเถิด ราชากุสราชพระสวามีเจ้าพร้อมเหล่าทหารองครักษ์จักกระทำประทักษิณพระนครในวันพรุ่งนี้! ”

พอทรงสดับดังนั้นพระชายาประภาวดีก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับพระตำหนักไปทันที พอพระราชธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับ มเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนคร พรุ่งนี้เช้าราชากุสราชจะเสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชน ขอให้ชาวเมืองทั้งหลายตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนตนให้สวยงาม จากนั้นก็ทรงให้นางกำนัลไปทูลพระชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นพระอนุชาว่าให้ทรงเครื่องต้นของกษัตริย์ แลให้ประทับนั่งบนหลังช้างคู่กับพระเจ้ากุสราชในเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย โดยให้พระ ชยัมบดีประทับนั่งบนอาสน์ด้านหน้า ส่วนราชากุสราชจักประทับบนอาสน์ด้านหลังในการเสด็จประทักษิณเลียบพระนครในเช้าวันพรุ่งนี้

เช้ารุ่งขึ้นทั้งพระสัสสุและพระสุณิสาก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชรเพื่อทรงรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค ลำดับนั้นเมื่อขบวนเสด็จผ่านมาถึงด้านหน้าของพระบรมมหาราชวัง มเหสีสีลวดีได้ตรัสกับพระนางประภาวดีว่า “ ประภาวดีลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามแห่งพระสวามีเจ้าเถิด ” พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามประทับนั่งด้านหน้า ก็สำคัญว่าทรงเป็นราชากุสราชพระสวามีของพระองค์ จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังซึ่งมีใบหน้าแสนจะขี้ริ้ว ความสุขเมื่อครู่ก็ให้เหือดหายลงไปราวกับปลิดทิ้ง เนื่องจากทรงจำได้ว่าเจ้าผู้นี้ก็คือตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้าให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงตรัสถามกับพระสัสสุว่า

“ เสด็จแม่เพคะ ไฉนควาญช้างผู้นั่งด้านหลังพระเจ้ากุสราชจึงเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยาที่มิควรในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ผู้ใดฤาที่เป็นคนจัดให้บุคคลผู้ไม่มีสง่าราศีเช่นเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างคนนี้ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ข้างหลังพระเจ้าแผ่นดินได้? ” องค์มเหสีผู้เป็นพระสัสสุพอทรงสดับคำถามของพระสุณิสา เพื่อต้องการจะปิดบังฐานะของพระมหาสัตว์ จึงเสตรัสว่า “ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังป้องกันด้านหลังของพระราชานั้น มิอาจมองข้ามได้ ถึงหน้าตาเจ้าผู้นี้จะดูขี้ริ้ว แต่ฝีมือของเขานั้นยากจักหาผู้ใดเทียมได้! ”

พระสุณิสาพอทรงสดับก็ให้ทรงเริ่มรู้สึกแปลกพระทัย จึงทรงครุ่นคิดว่า “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้นี้จึงได้รับการปกป้องเสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาสามหาวปานนี้ยังไม่ได้รับการลงโทษอีก หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเป็นแน่ ฉะนั้นจึงไม่ยอมแสดงพระ องค์ให้เราเห็นเสียที ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงก้มพระพักตร์ลงกระซิบกับนางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงที่อยู่ข้างๆว่า “ ดูก่อนพี่ค่อม ขอพี่จงไปสืบให้รู้ทีว่าพระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ด้านหน้าหรือว่าด้านหลังกันแน่ หากผู้ใดลงจากหลังช้างก่อนคนนั้นก็คือราชากุสราช! ”

นางค่อมพอรับบัญชาจึงรีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที หลังขบวนพยุหยาตราเสด็จจนรอบพระนครแล้วก็วกกลับไปที่โรงช้าง พอถึงโรงช้างแทนที่พระชยัมบดีราชกุมารซึ่งประทับอยู่ด้านหน้าจักเสด็จลงก่อน ที่ไหนได้เจ้าควาญขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับเป็นผู้ลงก่อน จากนั้นพระชยัมบดีราชกุมารจึงเสด็จตามลงมาทีหลัง พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้วด้วยพระอุปนิสัยที่เป็นคนรอบครอบ ก็ทรงหันไปมองรอบๆตามความเคยชิน จึงทรงเห็นนางค่อมที่เฝ้าแอบมองอยู่ พอทรงเห็นเข้าก็ทรงทราบทันทีว่านางมาด้วยจุดประสงค์ใด จึงทรงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมาพบ เมื่อทหารนำนางมาถึงพระองค์ได้ตรัสกับนางว่าห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ไปบอกให้พระนางประภาวดีทรงรับทราบเป็นอันขาด มิฉะนั้นศีรษะนางอาจไม่ได้อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงพระอาญาจึงรีบรับปากทันใด พอกลับไปถึงจึงทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับด้านหน้าเสด็จลงก่อน พระชายาประภาวดีพอทรงสดับดังนั้นก็ทรงให้คลายพระกังวล

วันต่อมาพระมหาสัตว์ก็ทรงเกิดความปรารถนาจะทอดพระเนตรพระนางประภาวดีอีก จึงทรงเข้าไปรบเร้าพระมารดา มเหสีสีลวดีย่อมไม่อาจที่จักทรงพระทัยแข็งต่อราชบุตรได้ จึงตรัสให้ทรงไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบลก่อน เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาไปชมสระบัว พอคล้อยหลังองค์ราชากุสราชองค์เทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสาเพื่อจักชวนพระนางเสด็จประพาสอุทยานหลวงด้วยกัน หลังจากพระสัสสุและพระสุณิสาเสด็จพระราชดำเนินจนทั่วพระราชอุทยานหลวงแล้ว ทั้งคู่ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย เพลานั้นบังเอิญเสด็จมาถึงสระบุณฑริกพอดี พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสันต่างพากันเอนไหวไปตามแรงลม บวกกับพลิ้วน้ำที่ใสราวกระจกเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามสาย ความเมื่อยล้าที่มีก็พลันมอดมลายลง ทรงปรารถนาจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำในสระด้วยกัน

ระหว่างที่ทรงสรงน้ำอย่างสนุกสนานสายพระเนตรก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งซึ่งมีสีสันสวยงามเกินดอกใด จึงทรงใคร่จะเก็บเอามาเชยชม ดังนั้นจึงทรงค่อยๆเอื้อมพระหัตถ์ออกไป บัดนั้นพระเจ้ากุสราชผู้ทรงเฝ้าจับจ้องทุกท่วงท่ากิริยาของพระชายา พอทรงเห็นพระนางทรงเอื้อมพระหัตถ์มาก็ทรงเผลอพระองค์นึกสนุก คิดจักทรงหยอกล้อพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกจากใบบัวคว้าเอาพระหัตถ์ของพระนางไว้ พร้อมกับทรงเปล่งเสียงร้องว่า “ เราคือราชากุสราช! ” ฝ่ายพระนางประภาวดีไม่ทรงคาดคิดว่าจักมีผู้ใดแอบซ่อนอยู่หลังใบปทุมมา จู่ๆถูกใครไม่รู้เข้ามาจับมือถือแขนก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง แลยิ่งทรงเงยพระพักตร์มาเจอหน้าตาคนจับเข้า ก็ยิ่งสำคัญผิดเข้าไปใหญ่ คิดว่าเป็นยักษ์เป็นมารมาจับ พระองค์จึงถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปในบัดดล เกิดเป็นความโกลาหลขึ้นมาจนพระมเหสีสีลวดีต้องให้เหล่าพระพี่เลี้ยงอุ้มพระนางกลับพระตำหนัก

หลังจากทรงฟื้นพระสติแลทรงคิดทบทวนพระนางก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับพระนางนั้นก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วที่นั่งบนอาสน์ด้านหลังของพระราชานั่นเอง เขาผู้นี้เห็นทีจักต้องเป็นพระเจ้ากุสราชแน่ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้! พระนางไม่ทรงปรารถนาจะมีพระสวามีผู้มีพระพักตร์แสนจะน่าเกลียดอย่างนี้ จึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ ดังนั้นจึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมราชรถแลข้าวของไว้ให้พร้อม สองยามคืนนี้พระนางจะหนีไปจากแคว้นนี้ เหล่าพระพี่เลี้ยงพอได้รับพระราชเสาวนีย์จึงรีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

การเตรียมการของพวกนางได้ถูกจับตาจากทหารคนสนิทที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งไปอารักขา ดังนั้นเขาจึงนำความเข้ากราบทูลให้พระองค์ได้ทรงรับทราบ พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำบอกของทหารจึงทรงใคร่ครวญขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่อนุญาตให้นางกลับแคว้นตน เห็นทีนางคงจักต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับไปก่อน หลังจากนั้นค่อยไปพานางกลับทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนั้นจึงตรัสให้ทหารไปบอกยามรักษาการณ์ประตูวังว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้พระนางเสด็จไปดังนั้นพอถึงยามเที่ยงคืนขบวนเสด็จของพระชายาประภาวดีจึงเสด็จออกจากเมืองไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรคใดๆทั้งสิ้น!

เหตุที่พระนางประภาวดีมิได้ทรงมีความยินดีรักใคร่ในพระเจ้ากุสราชแม้แต่น้อยทั้งๆที่ทรงเป็นพระชายา ก็เพราะอำนาจแห่งแรงอธิษฐานจิตที่พระนางทรงตั้งความปรารถนาไว้ในชาติปางก่อนนั่นเอง ถึงพระมหาสัตว์ก็เหมือนกัน ที่ทรงเกิดมามีพระพักตร์ไม่งดงามก็เป็นเพราะอำนาจแห่งวิบาก (การให้ผลของกรรม) ที่ทรงทำไว้เมื่อชาติที่แล้วเช่นกัน เรื่องของทั้งสองพระองค์หากจะเท้าความถึงปฐมเหตุ ต้องย้อนกลับไปในอดีตชาติ

ในอดีตอันเนิ่นนานก่อนจักถึงยุคปัจจุบัน ครั้งนั้นยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลที่สนิทสนมรักใคร่กันอยู่สองตระกูล ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลหนึ่งมีบุตรสาว ๑ คน ตระกูลที่มีบุตรชายนั้นพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นได้ทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้อง เมื่อถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายได้ไปสู่ขอลูกสาวอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาของบุตรชายคนโต โดยฝ่ายหญิงแต่งเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย

เช้าวันหนึ่งผู้เป็นสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสชาติอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน แต่ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน ออกไปเก็บของป่าตั้งแต่ยังไม่สาง ดังนั้นนางจึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งไว้ให้เขา ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันบริโภคจนหมด บังเอิญสายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาที่หน้าบ้านพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงนำขนมในส่วนของน้องสามีถวายให้สมณะรูปนั้นไป ในใจคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน

พอพระคุณเจ้าคล้อยหลังนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนมเตรียมจักนำไปล้าง แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์ได้ออกจากป่ากลับมาถึงบ้านพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ จึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาที่บ้านหรือ? พี่สะใภ้ตอบว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใสจึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่ แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังหิวพอดี จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบวิ่งตามพระ คุณเจ้าไปทันใด พี่สะใภ้พอเห็นอากัปกิริยาของน้องสามีก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงรีบกลับไปยังเรือนมารดาตน ตักเอาเนยใสที่ใหม่และสะอาด มีสีคล้ายดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมจักนำไปล้างจนเต็ม จากนั้นก็วิ่งตามน้องสามีไปจนทันกัน

พอไปถึงขณะนั้นพระคุณเจ้าท่านกำลังหันหลังกลับเตรียมจะจากไป นางจึงนิมนต์ให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไปเทเอาเนยใสที่ตักมาจากเรือนมารดาลงในบาตรท่านจนหมด เนยใสพออยู่ในบาตรของพระเถระบัดนั้นมันก็เกิดเป็นรัศมีแผ่กระจายออกไปโดยรอบจนเป็นที่อัศจรรย์ นางพอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จึงเปล่งวาจาอธิษฐานว่า หากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ไม่ว่าจะไปเกิดในภพภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเปล่งประกายเกินกว่าหญิงใด แลขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วม กับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ในที่แห่งเดียวกันเลย! ด้านพระโพธิสัตว์ขณะนั้นยังมิได้จากไปไหน ยังยืนถือขนมที่หยิบคืนจากบาตรพระอยู่ใกล้ๆนั่นเอง พอได้ยินคำอธิษฐานของพี่สะใภ้ก็นึกโกรธนางขึ้นมาทันใด จึงนำขนมที่หยิบคืนมานั้นใส่กลับเข้าไปในบาตรใหม่ พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดอยู่ในภพใดภูมิใด ใกล้ไกลเพียงไหน ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความสามารถไปนำนางมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ด้วยเถิด ขอรับ! ” ด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นแล พอมาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงเป็นสตรีที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นประกาย เกินกว่าหญิงใดในแผ่นดินจักเทียบได้ ส่วนพระมหาสัตว์นั้นเนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาเกิดชาตินี้พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมที่ขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนี้แล!

ย้อนกลับมาเข้าเรื่อง หลังจากพระนางประภาวดีเสด็จออกจากเมืองกุสาวดีแล้วราชากุสราชก็ทรงเศร้าโศกพระ ทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางสนมกำนัลจะพากันบำรุงบำเรอโดยประการต่างๆก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความโศกเศร้าได้ ดังนั้นรุ่งสางวันหนึ่งท้าวเธอจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาพร้อมกับทรงกราบทูลว่าพระองค์ จะเสด็จไปตามพระนางประภาวดีกลับมา ขอพระมารดาจงทรงดูแลราชสมบัติอยู่ทางนี้แทนพระองค์ด้วย มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับก็ทรงรู้ว่าพระราชบุตรนั้นทรงมีความรักใคร่ในพระชายาเป็นอย่างมาก จึงตรัสเตือนสติจอมกษัตริย์ว่า “ ดูก่อนลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาเช่นนั้นก็ขอจงฟังคำที่แม่จะเตือนต่อไปนี้ให้ดี ขึ้นชื่อมาตุคามนั้นย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวข้องด้วยมาตุคาม ก็ขอให้จงพิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ”

หลังจากทรงเตือนพระสติจอมราชาแล้ว องค์เทวีก็ทรงนำเอาของบริโภคอันเลิศรสชนิดต่างๆใส่ลงในภาชนะทองคำจนเต็ม เพื่อเตรียมไว้ให้บุตรชายใช้บริโภคระหว่างเดินทาง พระเจ้ากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาก็ทรงถวายบังคมลาโดยทรงทำประทักษิณ ๓ ครั้ง แล้วทรงกราบทูลว่าหากพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่คงจะได้กลับมาเห็นพระพักตร์พระนางอีก จากนั้นจึงเสด็จเข้าสู่ห้องบรรทม ทรงเหน็บเอาพระแสงอาวุธ ๕ อย่างเข้าที่พระกฤษฎี(สะเอว) หยิบกหาปณะหนึ่งพันใส่ย่าม พร้อมกับทรงถือพิณโกกนุทเสด็จออกจากพระนครทันใด เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพระกำลังมาก เพียงเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอเสวยพระกระยาหารมือกลางวันเสร็จก็เสด็จต่อไปได้อีก ๕๐ โยชน์ ฉะนั้นเพียงแค่หนึ่งวันพระองค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนของกรุงสาคละ


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 10 ม.ค. 2020, 07:13, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๒

เมื่อทรงมาถึงขณะนั้นได้เป็นเวลาเย็นแล้ว ดังนั้นจึงทรงพักสรงน้ำก่อน หลังจากชำระพระวรกายเสร็จจึงเสด็จเข้าเมือง ด้วยเดชะแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า ทันทีที่พระองค์ทรงเหยียบพระบาทลงบนแผ่นดินแห่งนครสาคละ พระนางประภาวดีที่บรรทมอยู่บนพระแท่นบรรทมก็ให้ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใด มิอาจที่จักทรงฝืนบรรทมต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงมานอนราบที่พื้นแทน พระมหาสัตว์หลังจากทรงเข้าเมืองมาแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินไป สายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้าน เมืองที่ตั้งอยู่สองฟากถนนไปในตัวด้วยเช่นกัน

เวลานั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งกำลังนั่งตากลมอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นพระองค์ซึ่งเป็นคนต่างเมืองผ่านมา ท่าทางอิดโรยเนื่องจากการเดินทาง จึงร้องเรียกให้ทรงมาพักที่บ้านนางก่อน พระมหาสัตว์เมื่อทรงสบตานางก็ทรงทราบว่าหญิงชาวบ้านนางนี้เป็นผู้มีใจอารี จึงทรงย่างพระบาทเข้าไป พอไปถึงนางเห็นกิริยาท่าทางของพระองค์นั้นต่างจากคนธรรมดา จึงรีบไปตักน้ำมาให้ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าห้องไปจัดที่บรรทมถวาย จอมราชาหลังจากทรงเร่งเดินทางมาอย่างรีบร้อนมิได้แวะพักที่ใด พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ บัดนั้นก็ทรงหลับใหลไปทันใด

ฝ่ายหญิงชาวบ้านพอเห็นพระองค์บรรทมหลับ ก็รีบเข้าครัวไปจัดเตรียมโภชนาหารที่มีรสเลิศเตรียมรอไว้ พอพระองค์ทรงตื่นขึ้นก็อัญเชิญให้เสวย พระมหาสัตว์เมื่อทรงได้รับการต้อนรับอย่างดีจากหญิงชาวบ้านก็ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของนาง จึงทรงพระราชทานกหาปณะพันหนึ่งกับภาชนะทองคำให้นางไป พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านนาง จากนั้นจึงทรงถือพิณโกกนุทเสด็จพระราชดำเนินจากไป

หลังจากทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้าน ราชากุสราชก็ทรงถามผู้คนที่ผ่านมาถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด พอทรงทราบก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที เมื่อไปถึงพระองค์ได้ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างหลวงว่าจักขอพักอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่ง แล้วพระองค์จะทำการขับร้องให้พวกเขาได้รื่นเริงบันเทิงใจเป็นการตอบแทน หัวหน้าโรงช้างพอฟังจึงอนุญาตให้พระองค์ทรงพักได้ ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงแก้ห่อพิณพร้อมกับตรัสกับตนเองว่า “ชาวสาคละนครเอ๋ย! ขอพวกท่านจงฟังเสียงพิณนี้เถิด” จากนั้นก็ทรงดีดพิณพร้อมกับทรงขับร้องควบคู่ไป

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีที่ทรงบรรทมอยู่บนพื้นข้างพระแท่นบรรทม พอทรงสดับเสียงพิณก็ทรงทราบทันทีว่าบัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามพระนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว! เสียงพิณเคล้าเสียงร้องที่พระมหาสัตว์ทรงร้องออกไปนั้นได้แผ่กังวานไปทั่วนครสาคละ แม้แต่พระเจ้ามัททราชที่กำลังบรรทมอยู่ พอทรงสดับก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันอยู่ในพระทัยว่า “ ใครหนอช่างขับร้องได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย พรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปเรียกคนผู้นี้มาทำการขับร้องให้เราฟังท่าจักดี ” พระมหาสัตว์หลังจากทรงขับร้องได้สักพักก็ทรงหยุดร้อง ด้วยทรงดำริว่าสถานที่นี้คงยากจักมีโอกาสได้พบพระชายา ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างไปเสวยพระกระยาหารที่เรือนของหญิงชาวบ้านนางเดิม พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณไว้กับนาง จากนั้นจึงเสด็จไปยังสำนักของนายช่างปั้นหม้อหลวงเพื่อจักขอฝากตัวเป็นศิษย์เขา

ช่างปั้นหม้อพอเห็นหน่วยก้านของพระองค์พลันรีบรับไว้ทันที จากนั้นก็ใช้ให้พระองค์ไปขนดินสำหรับปั้นหม้อมา พระมหาสัตว์พอรับคำสั่งก็ทรงรีบไปดำเนินการ เพียงหนึ่งวันพระองค์ก็ทรงขนดินเอามาเสียจนเต็มเรือน ซึ่งปกติแล้วดินกองใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้แรงงานอย่างน้อยเป็นจำนวน ๘ ถึง ๑๐ คน แต่นี่ทรงขนเพียงลำพังเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงๆ! รุ่งขึ้นหลังจากขนดินเสร็จจอมราชาก็ตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าจักขอทดสอบฝีมือปั้นให้เขาดู เผื่อเขาจะได้ชี้แนะแนวทางให้ ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นพระองค์จึงทรงวางดินลงบนแท่นไม้สำหรับปั้นหม้อ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งผลักแท่นไม้ให้หมุน เพียงพระองค์ทรงออกแรงผลักครั้งเดียว ปรากฏแท่นปั้นหม้อนี้ก็หมุนต่อเนื่องกันอยู่อย่างนั้น เป็นเวลาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะมากมายหลายชนิด เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง พร้อมกันนั้นก็ทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะเหล่านั้น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี พอทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานว่าลวดลายที่ทรงวาดนั้นขอให้มีแต่พระนางประภาวดีเพียงพระองค์เดียวที่ทรงมองเห็น หลังจากที่ทรงปั้นเสร็จ ก็ทรงนำเอาภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดด จากนั้นก็ทรงนำไปเข้าเตาเผา พอเผาเสร็จก็ทรงนำออกไปให้ผู้เป็นอาจารย์ดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระองค์ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เนื่องจากตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยเห็นภาชนะใดจักมีความงดงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงรีบยกเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นขึ้นเกวียน เพื่อจักนำไปให้พระเจ้ามัททราชทรงทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทรงเห็นเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามจนไม่มีที่ติ ก็ให้ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัย จึงตรัสถามนายช่าง“ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นผู้ปั้นหรือ?ไฉนจึงงดงามเกินกว่าภาชนะใดที่เราเคยเห็นมา” ช่างปั้นหม้อพอฟังก็คิดจักเอาความดีเข้าตัว จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” พระราชาธิบดีพอทรงสดับก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าววาจาเท็จต่อพระองค์ จึงตรัสว่า “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือเราจะจำฝีมือไม่ได้ จงตอบความสัตย์แก่เรามาเดี๋ยวว่านี่เป็นฝีมือใคร? ”

นายช่างพอเห็นว่าโชคไม่เข้าข้างตนก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก รีบตะกุกตะกักทูลพระองค์ไปด้วยเสียงที่สั่นฟันกระทบกันว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ลูกศิษย์คนใหม่ของข้าพระบาทเป็นคนปั้นขึ้นมาพระเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์พอทรงสดับจึงตรัสว่า “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็นลูกศิษย์เจ้า เจ้านั่นแหละควรจักเป็นลูกศิษย์เขา จงไปบอกเขาให้ทำภาชนะชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เราจักนำไปมอบให้กับธิดาทั้งแปดของเรา แลนี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะขอเจ้าจงไปมอบให้เขา บอกเขาว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาทั้งหลายของเราได้เชยชมเล่นไปพลางๆก่อน ” ช่างปั้นหม้อพอเห็นจอมกษัตริย์มิทรงติดใจเอาความ จึงรีบนำภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราชธิดาทั้ง ๘ โดยพลัน

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ให้ทรงวิตกกังวลไม่เว้นในแต่ละวัน พอช่างปั้นหม้อนำภาชนะใหม่มาถวายก็ให้ทรงรู้สึกดีพระทัย ทรงรีบหยิบเอาภาชนะเหล่านั้นขึ้นมาทอดพระเนตรทันที แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะเท่านั้น พระนางก็ยิ่งทรงมีความวิตกกังวลเพิ่มเข้าไปใหญ่ ทรงถามนายช่างว่าใครเป็นผู้ปั้นภาชนะเหล่านี้ นายช่างพอฟังจึงกราบทูลว่าเป็นลูกศิษย์คนใหม่ของตนเป็นคนปั้นขึ้น พอทรงสดับดังนั้นพระนางก็ทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่ลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงไปมอบให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด

เพลานั้นพระภคินีทั้งหลายพอทรงสดับเสียงภาชนะแตก จึงต่างพากันเสด็จออกจากห้องรีบมายังพระตำหนักของพระพี่นาง พอเสด็จมาถึงเห็นเศษกระเบื้องแตกกระจายเกลื่อนพื้นก็ทรงยิ้มแย้มให้กัน พระขนิษฐาพระองค์หนึ่งทรงคิดจักปลอบประโลมจึงตรัสว่า “ เสด็จพี่ประภาวดีทรงเข้าพระทัยว่าภาชนะเหล่านี้ พระสวามีราชากุสราช ทรงเป็นผู้ปั้นกระมัง? ขออย่าทรงระแวงไปเลยเพคะ ภาชนะพวกนี้ช่างปั้นหม้อต่างหากที่เป็นผู้ปั้น ขอพระพี่นางจงรับไว้เถิด ” องค์เทวีทรงทราบว่าบรรดาพระภคินีไม่ทรงรู้เรื่องนี้ ดังนั้นจึงทรงนิ่งเฉย มิได้ตรัสใดๆทั้งสิ้น

ด้านพระมหาสัตว์พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงแลยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ พร้อมกับบอกว่าราชามัททราชให้ทำภาชนะเพิ่ม พระองค์ก็ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า “ ถึงเราจักอยู่สถานที่นี้ก็คงไม่อาจจะเห็นพระชายาได้ อย่ากระนั้นเลย เราควรไปหาสถานที่ใหม่ดีกว่า ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงออกจากโรงปั้นหม้อเสด็จไปยังสำนักของนายช่างสาน เพื่อขอสมัครเป็นศิษย์เขา

จอมราชาเมื่อทรงมาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวงพระองค์ก็ทรงช่วยนายช่างสานวาดลวดลายบนพัดใบตาล ทรงวาดเป็นรูปต่างๆมากมาย เช่น รูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงดื่ม รูปสถานที่ที่พระนาง ประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้น นายช่างพอเห็นผลงานพระองค์ก็ถึงกับตกตะลึง รีบนำพัดเหล่านั้นไปให้ราชา มัททะทรงทอดพระเนตรดู พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นก็ให้ทรงอัศจรรย์พระทัยเป็นล้นพ้น จึงตรัสถามเขาว่าผู้ใดเป็นคนวาด นายช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาความดีเข้าตัวเหมือนดั่งช่างปั้นหม้อ จึงตอบไปว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่ ในที่สุดเขาจำต้องกราบทูลความจริงให้ทรงทราบว่าลูกศิษย์คนใหม่เป็นคนวาด เหตุการณ์ซ้ำๆลักษณะนี้ได้เกิดกับนายช่างร้อยมาลัยอีกเช่นกัน ดังนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงย้ายสำนักไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ทรงมาขอสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้น(ห้องครัว)หลวง

วันหนึ่งหลังจากเจ้าพนักงานเครื่องต้นได้ปรุงอาหารของพระเจ้ามัททะเสร็จ เขาก็นำอาหารเหล่านั้นใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งแก่ลูกมือคนใหม่ แล้วบอกว่าให้ไปย่างกินเอง จากนั้นตัวเขาก็หาบกระเช้าเข้าวัง พระมหาสัตว์ครั้นทรงได้เนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำเนื้อชิ้นนั้นขึ้นย่างเตาทันที มันเนื้อเมื่อถูกเปลวไฟบัดนั้นก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมัน หยดลงบนถ่านเพลิงสีแดงเสียงดังฉี่ๆ ส่งกลิ่นฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพระราชวัง ขณะนั้นราชามัททะกำลังจักทรงเปิดฝาครอบภาชนะที่ใส่พระกายาหารอยู่พอดี พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างเข้าพระนาสิก จึงตรัสถามพนักงานเครื่องต้นว่า “ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังปิ้งเนื้ออะไรอยู่รึ ไฉนจึงหอมเยี่ยงนี้? ”

เจ้าพนักงานเครื่องต้นพอฟังจึงกราบทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มิได้ปิ้งเนื้อใด กลิ่นที่หอมเพลานี้เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระองค์ให้ลูกมือคนใหม่ปิ้งบริโภคเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับจึงทรงรับสั่งให้เขาไปนำชิ้นเนื้อนั้นมาให้พระองค์ลองชิมดู ดังนั้นเขาจึงรีบกลับไปยังห้องเครื่องต้นนำเอาเนื้อดังกล่าวมาให้พระองค์ พอเขาส่งชิ้นเนื้อให้ จอมราชาก็ทรงค่อยๆหยิบขึ้นมาแตะที่พระชิวหา ทันทีที่พระชิวหาทรงสัมผัสกับชิ้นเนื้อเท่านั้น รสชาติแห่งความอร่อยจนสุดบรรยายก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งพระวรกาย ทำให้พระองค์ถึงกับไม่อาจทรงหยุดเสวยได้ จนเหลือแต่กระดูกขาวโพลนนั่นแล จึงทรงยอมวางมันลง

พอเสวยเสร็จพระองค์ก็ตรัสให้มหาดเล็กไปนำทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะฝากพนักงานเครื่องต้นไปมอบให้กับเจ้าลูกมือคนใหม่ จากนั้นก็ทรงมีพระบัญชาต่อเขาว่าตั้งแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระกายาหารให้พระองค์แลพระธิดาแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่นี้เป็นผู้ปรุงแทน พนักงานเครื่องต้นพอรับพระบัญชาจึงไปบอกพระมหาสัตว์ตามที่ราชามัททะตรัส พร้อมกันนั้นก็ยื่นทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้กับพระองค์ พระเจ้ากุสราชพอทรงสดับคำบอกของพนักงานเครื่องต้นก็ให้ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงรู้ว่าความปรารถนาของพระองค์ได้สำฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่ช้าพระองค์จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์หนึ่งพันนั้นให้กับพนักงานเครื่องต้นไปเพื่อเป็นการตอบแทน

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากที่ทรงได้รับพระบัญชาจากราชามัททะให้ทรงทำหน้าที่เป็นพ่อครัว พระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาจัดทำพระกายาหารสำหรับพระราชาแลพระราชธิดาทั้งแปด พอทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งที่ตำหนักขององค์ราชา จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระราชธิดาทั้งเจ็ด พระนางประภาวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมาก็ทรงดำริว่า

“ ราชากุสราชผู้นี้แสร้งมาทำงานเยี่ยงพวกทาสกรรมกรทำกัน ช่างไม่คำนึงถึงเกียรติแลศักดิ์ศรีแห่งกษัตริย์เลย หากเราจักนิ่งเฉยเธอก็จะสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงจะไม่ไปไหน คงจักเฝ้าจับจ้องมองเราอยู่แต่ในที่นี้แห่งเดียว ฉะนั้นเราควรจักไล่พระองค์ไปเสียดีกว่า ไม่ให้อยู่แม้เพียงชั่วครู่หนึ่ง จึงจักเป็นการดีที่สุด! ” พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งยึดบานประตูไว้ ส่วนอีกบานก็ทรงใส่ลิ่มเสีย จากนั้นจึงตรัสกับพระมหาสัตว์ผู้เป็นพระสวามีว่า “ พระองค์ทรงหาบกระเช้าใหญ่มาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงจักเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแหละกลางคืนเสียเป็นแน่ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ผู้มีผิวพรรณทรามอยู่ ณ ที่นี้! ”

พระโพธิสัตว์ครั้นทรงสดับวาจาเสียดสีของพระนางก็ให้ทรงดีพระทัยว่าพระชายาทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไปว่า “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่ติดใจในผิวพรรณของเจ้าจึงจากเมืองกุสาวดีมาหาเจ้าถึงที่นี่ พี่มีความพอใจที่ได้เห็นเจ้าจึงยอมทิ้งบ้านเมืองมา หวังจักได้รื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ของเจ้า ดูก่อนน้องนาง พี่ลุ่มหลงเจ้าจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แล้วจักไปต่อยังทิศไหน พี่หลงใหลในดวงเนตรอันแจ่มใสดุจดวงตามฤค(กวาง)ของเจ้าผู้ทรงภูษากรองทอง แลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่ต้องการแต่เจ้าเท่านั้น พี่ไม่ปรารถนาพระราชสมบัติใดๆเลย! ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของพระเจ้ากุสราช จึงทรงดำริว่า

“ ขนาดเรากล่าวถ้อยคำขับไล่ไสส่ง หวังจักให้ท้าวเธอเจ็บแสบ แต่จอมกษัตริย์พระองค์นี้ยังกลับมาพูดเกี้ยวพาเราได้ ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามีของเราแล้วเข้ามาจับมือถือแขนใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราทั้งสอง ความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมายังกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้พระชายาประภาวดีก็ทรงรู้สึกนึกกลัวขึ้นมา จึงทรงรีบปิดบานทวารพร้อมกับใส่ลิ่มเสด็จเข้าข้างในทันที ด้านพระมหาสัตว์เมื่อทรงเห็นพระนางปิดบานทวาร จึงทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปยังห้องพระราชธิดาองค์อื่นๆต่อ

พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพัก องค์เทวีก็ทรงให้นางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงไปขนเอาพระกายาหารที่วางอยู่หน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้นางรับประทาน ส่วนตัวพระเทวีเองกลับตรัสให้นางค่อมเอาอาหารส่วนของนางมาให้พระองค์เสวยแทน แลทรงให้นางไปเก็บผักในพระราชอุทยานหลวงมาหุงต้มเป็นภัตตาหารเพิ่มให้กับพระองค์ พร้อมกันนั้นก็ทรงกำชับนางมิให้บอกเรื่องนี้ให้กับผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด นับแต่นั้นนางค่อมผู้โชคดีก็เลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะอย่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้กับพระนางประภาวดีเสวยไป!

จำเนียรกาลผ่านไป หลังจากพระเจ้ากุสราชได้ทรงตอบโต้ถ้อยคำกับพระนางประภาวดีในเช้าวันนั้นแล้ว จนบัดนี้พระองค์ก็ยังมิได้ทรงเห็นพระพักตร์ของพระนางเลย ทำให้เกิดความกังขาว่าพระนางยังจักทรงมีความรักใคร่ในพระองค์อยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงทรงคิดจักทดสอบดู เช้าวันหนึ่งหลังจากทรงถวายพระกายาหารให้กับพระราชธิดาทุกพระองค์แล้ว พระมหาสัตว์ก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยย้อนมาทางห้องพระนางประภาวดี พอถึงหน้าห้องก็ทรงกระทืบพระบาทลงบนพื้นเสียงดังสนั่นจนภาชนะในกระเช้ากระทบกันเกรียวกราว จากนั้นก็ทรงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ พร้อมกับทรงแกล้งฟุบลงกับพื้นทำประหนึ่งว่าถึงแก่วิสัญญีภาพ

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีซึ่งประทับอยู่ในห้อง พอทรงสดับเสียงตึงตังโครมใหญ่ก็ทรงตกพระทัย ทรงรีบเปิดบานทวารออกมา พอทรงเห็นพระโพธิสัตว์ถูกไม้คานเครื่องเสวยทับพระอุระอยู่จึงทรงดำริว่า “ พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้ทรงเป็นผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง ทรงยอมทนความลำบากทั้งกลางวันแลกลางคืนก็เพราะมีเราเป็นเหตุ พระองค์ทรงเป็นสุขุมาลชาติ(ผู้ดีมีตระกูล)มาแต่กำเนิด มิเคยตรากตรำงานหนักมาก่อน ครั้งนี้ถูกหาบเครื่องเสวยทับเอาไม่รู้ว่ายังจักทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือเปล่า? หรือว่าจักทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว? ” พอทรงดำริดังนั้นจึงเสด็จออกจากห้องมาทรงก้มดูว่าจอมราชันย์ยังมีพระปัสสาสะ(ลมหายใจ)อยู่หรือไม่

ฝ่ายจอมกษัตริย์ที่ทรงแสร้งทำเป็นสลบ พอทรงเห็นพระชายาทรงก้มพระพักตร์มา ทันใดนั้นก็ทรงถ่มพระเขฬะ(น้ำลาย)ไปที่พระวรกายพระนางทันที ฝ่ายองค์เทวีไม่ทรงคิดว่าจู่ๆจักถูกพระเจ้ากุสราชทรงแกล้งด้วยพระกิริยาที่ต่ำทรามเยี่ยงนี้ จึงทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด ทรงเผลอกิริยาผรุสวาทออกไปว่า “ ดูก่อนราชากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่ได้รักพระองค์พระองค์ก็จะบังคับให้หม่อมฉันรัก ก็ในเมื่อคนเขาไม่รักไยพระองค์ยังปรารถนาให้เขารักอีก! ”

พระมหาสัตว์ครั้นทรงถูกพระชายาด่าว่ากลับมิได้ทรงโกรธเคืองแม้แต่น้อย เนื่องด้วยในพระทัยล้วนมีแต่ความปฏิพัทธ์รักใคร่ในองค์เทวี ดังนั้นจึงตรัสกลับไปว่า “ ดูก่อนโฉมงาม นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้นี้ว่าเป็นสิ่งดี การไม่ได้ต่างหากที่เป็นความชั่วช้า! ” พอพระเจ้ากุสราชตรัสดังนั้นพระนางก็ยิ่งทรงโกรธเข้าไปใหญ่ จึงตรัสสวนมาด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าวว่า “ พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันแต่หม่อมฉันไม่ปรารถนาพระองค์ เปรียบไปก็เหมือนบุรุษโง่เขลาเอาไม้กรรณิการ์มางัดเพชรที่ฝังอยู่ในหิน เหมือนผู้โง่งมเอาตาข่ายมาดักลมปานฉะนั้น ซึ่งการกระทำทั้งสองย่อมมิอาจเป็นไปได้! ”

จอมราชาพอทรงสดับจึงตรัสไปว่า “ เพชรนี้คงฝังอยู่ในใจที่อ่อน ละมุนของเจ้าเป็นแน่ เพราะตั้งแต่พี่เหยียบอยู่บนแผ่นดินของกรุงสาคละพี่ยังไม่เคยได้รับความชื่นชมจากเจ้าเลย น้องพี่ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูพี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบใดที่เจ้ายังคงแสดงกิริยาเยี่ยงนี้ ตราบนั้นพี่ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นคอยทำอาหารให้เจ้าเสวยอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ต่อเมื่อใดที่เจ้ายิ้มแย้มให้พี่ เมื่อนั้นแลพี่ก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น จักกลับไปเป็นราชากุสราชของเจ้าดังเดิม ”

พระราชธิดาพอทรงสดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์จึงทรงดำริว่า “ ราชากุสราชผู้นี้ยิ่งพูดก็ยิ่งเซ้าซี้ขึ้นเรื่อยๆ เห็นทีเราจักกล่าวคำมุสาวาทให้ท้าวเธอหนีไปจากที่นี้ด้วยอุบายดีกว่า ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสว่า “ ข้าแต่จอมกษัตริย์ โหรแคว้นมัททะเคยทำนายหม่อมฉันว่า พระสวามีของหม่อมฉันไม่ใช่พระองค์ผู้เป็นราชาแห่งแคว้นมัลละแน่นอน! พวกเขายังสัญญาว่าหากพวกเขาทำนายผิดจักยอมให้หม่อมฉันบั่นร่างออกเป็น ๗ ท่อนเลย ” จอมราชันย์พอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ขบขัน จากนั้นจึงตรัสกลับไปบ้างว่า

“ ดูก่อนน้องหญิง โหรแคว้นมัลละก็เคยทำนายพี่เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระมเหสีของพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ นอกจากพระธิดาองค์ใหญ่แห่งกรุงสาคละแล้ว พระราชธิดาเมืองไหนก็มิคู่ควรกับจอมราชันย์เยี่ยงพี่ได้! ” พระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงให้มีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทราบจักทรงตอบโต้ราชันย์ผู้มีพระพักตร์ด้านทนพระองค์นี้ได้อย่างไร ประโยชน์อะไรเล่าที่จักทรงมายืนโต้เถียงอยู่อย่างนี้ จึงเสด็จลงส้นพระบาทดังตึงๆเข้าห้องไป พร้อมกันนั้นก็ทรงปิดบานทวารดังโครมใหญ่ใส่พระพักตร์ราชากุสราช ด้านพระมหาสัตว์พอทรงเห็นดังนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับยังที่พำนักแห่งพระองค์เช่นกัน นับแต่นั้นทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้ทรงพบหน้าค่าตากันอีกเลย!

กล่าวถึงพระมหาสัตว์ ตั้งแต่ทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์ก็ทรงได้รับความลำบากลำบนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจักทรงทำพระกายาหารยังมิพอ ยังต้องทรงผ่าฟืน ทรงล้างภาชนะน้อยใหญ่ พอทรงล้างเสร็จยังต้องเสด็จไปหาบน้ำ แม้แต่ยามบรรทมก็ยังต้องบรรทมอยู่ข้างรางน้ำ ตื่นบรรทมก็ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ต้องเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัสก็เพราะเหตุคือกามารมณ์ ความหลงใหลในพระรูปโฉมของพระนางประภาวดีแต่ เพียงอย่างเดียว! วันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นนางค่อมผู้เป็นพระพี่เลี้ยงเดินผ่านมาทางห้องเครื่องต้นจึงตรัสเรียกนาง แต่นางขุชชาผู้นี้พอได้ยินแทนที่จะหยุดรีบเข้าไปหาพระองค์ ที่ไหนได้กลับเร่งฝีเท้าหนีไปเสียยังงั้น ดังนั้นพระ องค์จึงรีบเสด็จตาม พอไปทันจึงตรัสกับนางว่า

“ นี่แน่ะค่อมเอ๋ย! นายเจ้านี่ช่างจิตใจแข็งกระด้างเสียเหลือเกิน เรามาอยู่วังเจ้านานเพียงนี้ คำถามไถ่เจ็บไข้ไม่สบายสักคำ ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากนางเลย ยกเรื่องของกินของใช้ไม่ต้องพูดถึง ผ้าสักท่อนหมอนสักใบไม่เคยจักมีน้ำจิตน้ำใจหยิบยื่นให้ แต่ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้เราไม่ติดใจ ว่าแต่เจ้าเถิด เจ้าจักทำอะไรให้เราสักอย่างได้หรือไม่ อย่างเช่นจงพานายเจ้ามาพบเราสักครั้งจะได้มั้ย? หากเจ้าทำได้เราจะให้สร้อยคอทองคำแก่เจ้าเส้นหนึ่ง!” นางค่อมพอฟังว่าจอมกษัตริย์จะให้สร้อยคอทองคำก็ตาลุกวาว รีบทูลไปว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา หากพระองค์สัญญาจะให้สร้อยทองแก่หม่อมฉัน อย่างนั้นขอพระองค์เชิญเสด็จกลับที่พำนักก่อนเถิด อีกสามวันหม่อมฉันสัญญาจักพาองค์เทวีมาพบพระองค์แน่นอน ขอจงทรงรอฟังข่าวดีนี้เถิด ” พอทูลดังนั้นแล้วนางก็ขอพระราชอนุญาตกลับไปยังพระตำหนักของพระธิดา

ถัดจากนั้นสองวันนางก็ทำทีเข้าไปทำความสะอาดห้องประทับขององค์เทวี แต่ครั้งนี้นางเก็บกวาดเสียจนเรียบรื่นเป็นพิเศษ ไม่เหลือสิ่งของใดๆพอที่จะใช้หยิบจับได้ แม้แต่รองพระบาทนางก็นำออกไปไว้นอกห้อง จากนั้นก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมาวางคร่อมระหว่างธรณีประตู แล้วก็ลากอีกตัวหนึ่งมาวางไว้ด้านตรงข้ามสำหรับใช้เป็นที่พาดพระบาท เสร็จแล้วนางก็นั่งลงบนม้านั่งตัวที่คร่อมธรณีประตูพร้อมกับทูลเรียกพระนางประภาวดีให้เสด็จมานอนบนตักนาง เดี๋ยวนางจักหาเหาบนพระเศียรให้ ระหว่างที่องค์เทวีกำลังทรงหลับพระเนตรอยู่บนตักพระพี่เลี้ยงอย่างสบายนั้นนางค่อมก็รูดเอาไข่เหาบนเส้นผมตนกำไว้ในมือ จากนั้นก็แสร้งเป็นอุทานว่า“ ตายจริง! พระเศียรพระธิดามีไข่เหาอยู่เต็มเลยเพคะ ” ว่าแล้วนางก็แบมือให้พระนางประภาวดีทรงทอดพระเนตรดู “ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อมจักจัดการให้เกลี้ยงเลย ขอพระธิดาทรงสบายพระทัยได้ ”

ขณะที่มือแกล้งทำเป็นแหวกหาเหาปากก็พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของพระมหาสัตว์ว่า “ น่าสงสารองค์ราชากุสราชเสียจริงเพคะ ทรงยอมสละได้แม้พระราชบัลลังก์แห่งแคว้นมัลละเพื่อสตรีอันเป็นที่รัก ทรงยอมลำบากลำบนแม้จักต้องทรงลุกขึ้นมาหุงหาพระกายาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอหุงเสร็จก็ต้องทรงหาบเครื่องเสวยตะรอนๆไปตามพระตำหนักต่างๆ พอทุกพระองค์เสวยเสร็จก็ต้องทรงตามมาเก็บพวกถ้วยโถโอชามที่ใช้แล้วนำไปล้าง พอทรงล้างเสร็จจักพักสักหน่อยก็ได้เพลามื้อกลางวันอีกแล้ว ทรงต้องทำพระกายาหารต่ออีก หมุนไปวนมาอยู่อย่างนี้จนล่วงเข้าไปเที่ยงคืนสองยามถึงจักได้บรรทม ทั้งนี้ก็เพราะทรงหวังจักได้เห็นหน้านางอันเป็นที่รักเท่านั้นก็พอแล้ว ค่าจ้างค่าแรงก็มิได้ทรงเรียกร้องแต่อย่างใด ทรงหวังเพียงคำปฏิสันถารจากหญิงคนรักเวลาบังเอิญได้มาพบกันก็ทรงดีพระทัยแล้ว แต่นี่แม้เพียงคำพูดสักคำท้าวเธอก็ยังมิเคยทรงได้ยินจากพระโอษฐ์ของนางเลย ช่างเป็นชายชาติอาชาไนยผู้น่าสงสารเสียจริง! ”

พระนางประภาวดีพอทรงสดับคำของพี่เลี้ยงก็ทรงให้มีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด จึงทรงลุกขึ้นจากตักนางค่อมพร้อมกับทรงตวาดออกไปว่า “ จงหุบปากบัดเดี๋ยวนี้นางขุชชา! เจ้ามิได้เกรงว่าจักถูกเราตัดลิ้นฤา ไฉนจึงกล้ากล่าววาจาจาบจ้วงเพียงนี้ ” ลำดับนั้นนางค่อมเห็นพระธิดาทรงโกรธกริ้วจึงตัดสินใจผลักพระนางเข้าไปในห้อง ส่วนตนก็รีบออกจากห้องพร้อมกับปิดบานประตูดึงเชือกชักลูกดาล (กลอนประตู) มาเก็บไว้ พระนางประภาวดีเมื่อไม่มีเชือกชักลูกดาลก็มิอาจที่จะทรงเปิดบานทวารออกจากห้องได้ จึงทรงทุบบานทวารอยู่ด้านในพร้อมกับตรัสให้นางค่อมรีบเปิดบานทวารด่วน นางขุชชาซึ่งยืนอยู่ด้านนอกเพื่อจักเกลี้ยกล่อมพระนางจึงทูลว่า

“ ข้าแต่พระแม่เจ้า รูปร่างของท่านนอกจากจักดูงดงามยามมองแล้ว ที่เหลือยังจักมีประโยชน์อันใดเล่า มันสามารถจักยังชีวิตผู้คนให้อยู่ได้เหมือนอาหารหรือ? พระเจ้ากุสราชแม้ทรงมีพระรูปโฉมมิเทียบพระองค์ แต่คุณสมบัติอย่างอื่นกษัตริย์ทั่วทั้งชมพูทวีปหาเทียบได้ไม่ ทรงเป็นมหาราช ทรงเป็นนักปราชญ์เรืองปัญญา ทรงเป็นราชาที่มีทรัพย์มหาศาล ทรงมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ทรงมีพระทัยรักศิลปะ ทรงมีทักษะด้านการยุทธ์ ทรงมีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์ ทรงชำนาญดนตรีการขับร้อง ขอจงทรงไตร่ตรองให้ดีเถิดว่าบุรุษทั่วทั้งแผ่นดิน ยังจักมีผู้ใดมีความสามารถเสมอจอมราชันย์! ขอพระนางจงทรงกระทำความรักให้บังเกิดกับท้าวเธอเถิด ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคุณสมบัตินานัปการของพระสวามีแทนที่จักทรงคล้อยตาม ที่ไหนได้กลับยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากเข้าไปใหญ่ ทรงตวาดกลับไปว่า “ เหม่! นางขุชชาค่อม เจ้านี่ช่างเป็นคนอกตัญญูเสียจริง เจ้าคิดจะขู่เรารึ? ” พี่เลี้ยงค่อมพอฟังจึงตอบไปว่า “ หม่อมฉันมิได้ขู่ หากคอยปกป้องพระนางต่างหาก ที่ผ่านมาหม่อมฉันมิได้ทูลองค์เหนือหัวว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนก่อน ก็เพราะเห็นแก่พระนาง อย่างไรเสียเพลานี้จักเข้าไปทูลให้ทรงทราบเลยก็แล้วกัน! ” องค์เทวีพอทรงสดับดังนั้นก็ให้ทรงเกรงว่าจักมีผู้อื่นแอบได้ยิน จึงทรงจำพระทัยยอมรับปากพี่เลี้ยงแต่โดยดี

ฝ่ายพระมหาสัตว์หลังจากทรงรอนางค่อมอยู่เพียงแค่หนึ่งวันแต่ยังไม่ทรงเห็นนางมารายงาน ก็ให้ทรงรู้สึกกระวนกระวายพระทัยขึ้นมา ไหนจักทรงลำบากเรื่องที่หลับที่บรรทม ไหนจักต้องทรงงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จึงทรงดำริว่านางค่อมนี้เห็นทีจักพึ่งไม่ได้เสียเป็นแน่ แม้จักทรงอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่มีโอกาสที่จักทรงได้เห็นพระพักตร์ของพระชายาอยู่ดี ดังนั้นจึงทรงเกิดความคิดจะกลับแคว้นมัลละไปเยี่ยมพระราชมารดาแลพระราชบิดา เพลานั้นท้าวสักกเทวราชผู้ทรงเฝ้าดูพฤติการณ์ของพระมหาสัตว์มาตลอด พอทรงเห็นองค์โพธิสัตว์ทรงท้อพระ ทัยจึงทรงดำริขึ้น “ ราชากุสราชไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาถึง ๗ เดือน ครั้งนี้เราจักทำให้เธอสมประสงค์! ” ดังนั้นจึงทรงเนรมิตขบวนราชทูต ๗ ขบวนแสร้งเป็นราชทูตจากกรุงสาคละเดินทางไปยังแคว้น ๗ แคว้นเพื่อส่งสาสน์ให้พระราชาแคว้นนั้นๆทราบว่าพระนางประภาวดีทรงเป็นอิสสระจากพระเจ้ากุสราชแล้ว แลขณะนี้กำลังประทับอยู่ที่กรุงสาคละ หากพระราชาเมืองใดทรงมีพระประสงค์จักรับพระนางไปเป็นพระชายา ก็จงเสด็จไปรับเอาเถิด

พระราชาทั้ง ๗ พอทราบ แต่ละแคว้นจึงต่างพากันยกกองทัพมารับเอาตัวพระนางด้วยตนเอง พอเสด็จมาถึงเขตพระนครชั้นนอกของกรุงสาคละถึงทราบว่ามิได้มีแต่พระองค์เพียงองค์เดียว แต่ยังมีกษัตริย์อีกถึง ๖ แคว้นก็ทรงมีพระประสงค์เช่นเดียวกัน พอทรงทราบดังนั้นกษัตริย์แต่ละแคว้นก็ทรงให้มีพิโรธโกรธกริ้วพระเจ้ามัททะขึ้นมาทันใด พากันปรารภซึ่งกันและกันว่า “ ราชามัททะนี่ช่างกระไร ตนเองมีลูกสาวอยู่คนเดียวแต่จะยกให้คน ๗ คน ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระเจ้ามัททะเถิด สงสัยคงจักเห็นพวกเราเป็นดั่งทารกอมมือกระมัง จึงแกล้งหยอกล้อเยี่ยงนี้? ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราจงช่วยกันจับท้าวเธอมาลงโทษเสียเถิด! ” แต่ละพระองค์เมื่อต่างก็ทรงมีความเห็นตรงกัน ดังนั้นกษัตริย์ทั้งเจ็ดแคว้นจึงส่งพระราชสาสน์ไปยังราชามัททะให้ส่งพระนางประภาวดีมาให้ตน มิฉะนั้นแล้วกรุงสาคละจักต้องเรียบเป็นหน้ากลอง

ฝ่ายพระเจ้า มัททราชผู้ทรงไม่รู้เรื่องรู้ราว พอทรงสดับพระราชสาสน์ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบตรัสเรียกเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพทั้งหลายเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นการด่วน บรรดาเสนาอำมาตย์หลังจากที่ปรึกษากันจึงทูลว่า “ ขอเดชะ! พระราชาทั้ง ๗ แคว้นเสด็จมาก็เพราะประสงค์จักได้พระราชธิดาประภาวดีไปเป็นพระชายา หากพระองค์มิทรงยกพระนางให้ ท้าวเธอก็จักยกพลพังกำแพงเมืองเข้ามา ครานั้นเห็นทีแคว้นเราคงจักต้องถึงกาลย่อยยับเสียเป็นแน่! ก่อนที่กำแพงเมืองจักพังพวกกระหม่อมเห็นว่าพระองค์ควรจักทรงส่งพระราชธิดาไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงคำนึงขึ้น

“ หากเรายกลูกสาวให้กษัตริย์เมืองใดเมืองหนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็คงจักต้องทำการรบเป็นแน่ ฉะนั้นเราไม่อาจยกนางให้กษัตริย์เมืองใดได้ แต่ถ้าไม่ยกนางให้กษัตริย์เมืองใด เห็นทีกรุงสาคละครั้งนี้ก็คงจักต้องพินาศไม่เหลือแม้แต่ซากปรักหักพังเช่นกัน เฮ้อ! ช่างยากไขเสียจริง ก็นางลูกไม่รักดีคนนี้กลับทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปมาเสียได้ด้วยรังเกียจว่ารูปร่างไม่งดงาม บัดนี้เมื่อกรรมตามมาถึง เห็นทีคงต้องปล่อยให้นางรับผลแห่งการกระทำของตนไปแต่เพียงผู้เดียวก็แล้วกัน ” พอทรงดำริดังนี้จึงจำตัดพระทัยตรัสแก่ที่ประชุมว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสงบสุขของบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎร์ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ก็พระราชธิดาประภาวดีคือต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวล ฉะนั้นเพื่อมิให้เหล่าพสกนิกรตลอดจนไพร่พลทั้งหลายต้องมาล้มตาย เราจักสั่งประหารนางลูกไม่รักดีคนนี้เสีย จากนั้นตัดแบ่งร่างนางออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้แก่พระราชาทั้งเจ็ดเมือง” พอทรงประกาศออกไปดังนั้นทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ต่างก็เงียบกริบลงไปราวกับไร้ซึ่งผู้คน บรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองพวกเขาต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าองค์ราชาจักทรงตัดสินพระทัยเยี่ยงนั้น นางกำนัลผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกพอได้ยินก็ไม่รอช้า รีบปลีกกายมาทูลให้พระนางประภาวดีทรงรับทราบทันที องค์เทวีผู้มีผิวผ่องดั่งทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ พอทรงสดับเรื่องที่นางกำนัลเล่าถวายก็ถึงกับทรงมีสีพระพักตร์ซีดเผือดลงพลัน พระเนตรทั้งสองอาบนองไปด้วยพระอัสสุชล รีบเสด็จไปยังตำหนักของพระมารดาทันใด พอเสด็จไปถึงก็ทรงฟูมฟายต่อหน้าพระพักตร์ว่า

“ ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารจงจดจำดวงหน้าอันงดงามของลูก ดวงเนตรอันสุกสกาว แลผิวที่ผ่องเป็นนวลใยนี้เถิด อีกไม่กี่เพลามันก็จักไม่ปรากฏให้ทรงได้เห็นอีกแล้ว กษัตริย์ทั้งเจ็ดเมืองจักใช้ดาบอันคมกริบเชือดเฉือนมันเสียแล้วโยนทิ้งเสียในป่า ฝูงแร้งกาก็จะพากันมาจิกกินแย่งชิงชิ้นเนื้อเหล่านั้นกันให้สับสนอลหม่าน ฝ่ามือทั้งสองอันอ่อนนุ่มแลมีเล็บแดงชมพูนี้ ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งแล้วโยนให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดแทะกันอย่างเอร็ดอร่อยเมามัน ข้าแต่พระมารดา หากกษัตริย์เหล่านั้นได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงขอเอากระดูกของลูกจากพวกเขามาเผาเสียในระหว่างทางเถิด แลขอโปรดทรงสร้างสวนดอกไม้โดยการปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในสถานที่ที่เผาศพลูกด้วยเถิด ยามใดที่ดอกกรรณิการ์เบ่งบานปุยหิมะเริ่มตกในฤดูเหมันต์ กาลนั้นขอพระมารดาโปรดพึงระลึกด้วยว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยมีบุตรสาวที่มีผิวพรรณเยี่ยงนี้! ” องค์เทวีเมื่อทรงถูกมรณภัยคุกคามจึงทรงพร่ำเพ้อรำพันต่อพระพักตร์พระมารดาดังราวกับคนบ้าใบ้ไร้สติ

กล่าวถึงพระเจ้ามัททราช เมื่อทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดก็ตรัสให้มหาดเล็กไปนำเอาขวานมา พร้อมกันนั้นก็ทรงให้เขาไปลั่นระฆังเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหมดมารวมกัน จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารผู้หนึ่งไปตามตัวนายเพชฌฆาตมา ลำดับนั้นพระมเหสีแห่งแคว้นมัททะพอทรงทราบว่าพระสวามีทรงรับสั่งให้นายเพชฌฆาตเข้าเฝ้า ก็ทรงลุกออกจากห้องเสด็จไปยังท้องพระโรงทันที พอไปถึงก็ตรัสกับจอมราชาว่า “ พระ องค์จะทรงฆ่าธิดาหม่อมฉันด้วยการบั่นเป็นท่อนแล้วส่งให้กษัตริย์ทั้ง ๗ จริงหรือเพคะ! ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนพระชายา ก็ธิดาท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปไปด้วยรังเกียจว่ามีรูปร่างชั่วช้าไยเล่า ที่ผ่านมาท้าวเธอไม่ทรงติดพระทัยเอาความ ก็ถือว่าเป็นโชคเป็นบุญของแคว้นเราแล้ว บัดนี้เมื่อความพินาศกำลังจักกล้ำกลายบ้านเมือง นอกจากหนทางตายแล้ว ไม่มีวิธีอื่นที่จักแก้ไขได้ ฉะนั้นพระราชธิดาประภาวดีจักต้องรับผลแห่งความทะนงในรูปโฉมของตนที่ละทิ้งพระเจ้ากุสราชมา! ” องค์มเหสีพอทรงสดับ ก็เหมือนหนึ่งว่าดวงพระทัยจักแตกสลายเสียให้ได้ ค่อยๆเสด็จกลับยังพระตำหนักราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ เมื่อเสด็จมาถึงทรงเห็นพระพักตร์ธิดาทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัสสุชลเต็มสองเบ้า พระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรตามไปด้วย จากนั้นจึงตรัสปลอบพระนางว่า

“ ลูกเอ๋ย! บิดาเจ้าไม่อาจทำตามคำขอของแม่ได้ เห็นทีวันนี้เจ้าคงไม่แคล้วจักต้องไปสู่สำนักแห่งพระยายมเสียเป็นแน่ บุตรคนใดไม่เชื่อฟังบิดามารดาผู้เห็นประโยชน์แห่งลูก หลาน บุตรคนนั้นย่อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเยี่ยงนี้แล ที่ผ่านมาหากเจ้าไม่ทิ้งราชากุสราชกลับแคว้นตน วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องเยี่ยงนี้เป็นแน่ ประภาวดีเอ๋ย! เสียงกลองชัยเภรีที่ดังตึงๆ เสียงช้างศึกที่แผดร้องกึกก้อง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักยิ่งใหญ่กว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมาเสีย? เสียงนกยูงนกดุเหว่าที่กู่ขับขาน เสียงกุมารร้องรำทำเพลง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักมีความสุขยิ่งกว่าตระกูลแห่งพระสวามีเจ้าหรือไม่ ไฉนเจ้าจึงจากมาได้? ถ้าวันนี้พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมราชันย์ประทับอยู่ที่นี่มีหรือกษัตริย์ทั้งเจ็ดนี้จักกล้ามาแสดงกิริยากำแหงถึงปานนี้ คงจะถูกจอมกษัตริย์ขับไล่เสียจนแตกกระเจิงเป็นแน่ แต่นี่เจ้ากลับเป็นผู้ทำลายเกราะคุ้มภัยนี้ลงด้วยตนเอง แล้วเจ้าจะโทษใครเล่า? ”

พอพระมเหสีแห่งแคว้นมัททะตรัสดังนั้น พระนางประภาวดีผู้เปรียบเสมือนบุคคลที่ติดอยู่ในถ้ำอันมืดมิดแหละกำลังไขว่คว้าเปะปะไปตามผนังถ้ำเพื่อหาทางออก อยู่ๆก็พลันเห็นสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาทางปากถ้ำ ทรงดำริอยู่ในพระทัยว่า “ ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป เพลานี้ก็ทรงอยู่ในพระบรมมหาราชวังแล้วนี่ ทรงทำหน้าที่เป็นพนักงาน เครื่องต้น จำเราจักบอกความจริงให้พระมารดาทราบเสียเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสกับองค์มเหสีว่า “ ข้าแต่พระมารดา ก็พระเจ้ากุสราชผู้มีพระปรีชายอดเยี่ยม สามารถย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ ให้พ่ายแพ้ราบคราบได้ เพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นี่แล้วนี่เพคะ! ”

องค์มเหสีพอทรงสดับก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรสาวเป็นอย่างยิ่ง ทรงคิดว่านางคงจักกลัวความตายเสียจนสติเลอะเลือนแล้วเป็นแน่ ดังนั้นจึงตรัสปลอบว่า “ โถ! ลูกแม่ เจ้าคงจักกลัวตายเสียจนสติเลอะเลือนแล้ว หากพระเจ้ากุสราชเสด็จมาจริงทำไมแม่จะไม่รู้เล่า? แค่พระองค์เสด็จมาถึงกึ่งทางก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมายังแคว้นเราแล้ว แต่พระเจ้ากุสราชที่ลูกว่านั้นคงจักกลัวตายกระมัง จึงมิกล้าปรากฏกายให้เห็น! ” พระราชธิดาประภาวดีพอทรงสดับจึงตรัสว่า “ หากพระมารดาไม่ทรงเชื่ออย่างนั้นขอจงเสด็จไปที่บานพระแกลแล้วทรงทอดพระเนตรไปที่โรงเครื่องต้นซิเพคะ พนักงานเครื่องต้นที่ทรงพระภูษาหยักรั้ง แหละกำลังทรงก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ นั่นก็คือพระเจ้ากุสราชที่ลูกเอ่ยถึง แหละพระองค์ก็ทรงประทับอยู่ที่นี่เป็นเวลาถึงเจ็ดเดือนแล้วเพคะ! ”

ลำดับนั้นองค์พระมเหสีพอทรงสดับคำพูดบุตรสาวจึงทรงเพ่งสายพระเนตรไปที่ใบหน้านาง ขณะเดียวกันก็ทรงค่อยๆย่างพระบาทไปยังบานพระแกล พอเสด็จถึงก็ทรงทอดพระเนตรไปตามที่พระราชธิดาตรัส บัดนั้นก็ทรงเห็นพระมหาสัตว์ทรงกำลังล้างหม้ออยู่ดังว่า พอทรงเห็นดังนั้นพระมเหสีแห่งแคว้น มัททะก็ถึงกับทรงเผลอพระองค์ตรัสบริภาษลูกสาวด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “ ประภาวดี! เจ้านี่ช่างเป็นหญิงจัณฑาลประทุษร้ายต่อตระกูลเสียนี่กระไร เจ้าเกิดในตระกูลพระเจ้ามัททราชเหตุใดจึงเปรียบพระสวามีเยี่ยงทาสเล่า? ” องค์เทวีเมื่อทรงถูกตำหนิจึงตรัสว่า “ หม่อมฉันหาได้เป็นหญิงจัณฑาล แลหาได้เป็นหญิงประทุษร้ายต่อตระกูลเหมือนดั่งพระมารดาตรัสไม่ ที่ทรงเห็นนั้นคือพระเจ้ากุสราช พระโอรสของพระเจ้าโอกกากราชจริงๆเพคะ พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญให้พราหมณ์สองหมื่นคนมาบริโภคอาหารเวลาใดก็ได้ พระราชาพระ องค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช พระราชาพระองค์ใดทรงสั่งทหารให้จัดเตรียมช้างศึกได้สองหมื่นเชือก จัดเตรียมรถศึกได้สองหมื่นคันในเวลาใดก็ได้ พระราชาพระองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยผิดเองว่าพระองค์ทรงเป็นทาส ขอถวายพระพร! ”

มเหสีแคว้นมัททะเมื่อทรงสดับคำพรรณนาถึงพระอิสริยยศของพระมหาสัตว์จากพระราชบุตรีด้วยพระอาการที่หนักแน่นขึงขัง ไม่ทรงสะทกสะท้านแต่อย่างใด ก็ทรงดำริขึ้น“ ฤาลูกคนนี้จักกล่าวความจริงแก่เรา ดูจากท่าทางขึงขังที่นางพูด ดูเหมือนว่านางจักมิได้โกหก เห็นทีเราควรไปทูลให้เสด็จพี่รับทราบไว้ก่อนท่าจักดี ” พอทรงดำริดังนั้นจึงรีบเสด็จไปยังท้องพระโรงกราบทูลให้ราชามัททะทรงทราบทันที

พระราชาธิบดีพอทรงสดับจึงรีบเสด็จมายังพระตำหนักของพระชายาทันใด เมื่อเสด็จมาถึงเห็นบุตรสาวที่ไม่รักดียังนั่งร้องไห้อยู่ จึงตรัสถามไปว่า“ ดูก่อนประภาวดี! สิ่งที่แม่เจ้ากล่าวมาเป็นจริงหรือไม่? ” พระราชธิดาพอทรงสดับจึงกราบทูลว่า “ เป็นจริงเพคะ ” เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงแช่มชื่นพระทัยขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ทรงยอมเชื่อเสียทีเดียว ทรงหันไปตรัสถามนางค่อมที่หมอบอยู่ว่าเป็นจริงหรือไม่ นางขุชชาพอฟังรีบยืนยันไปว่าเป็นจริงทุกประการตามที่พระราชธิดาตรัส พอได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากพระพี่เลี้ยงจอมราชาจึงตรัสบริภาษบุตรสาวว่า “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี! ไฉนเจ้าจึงเป็นผู้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย พระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้ามีทแกล้วทหารกล้ามากมายนัก มีช้างศึกม้าศึกมากกว่ากองทัพใด ทรงมาพำนักที่ยังพระราชวังเราตั้งแต่เจ็ดเดือนที่แล้วแต่เจ้ากลับเพิ่งมาบอกให้พ่อทราบ เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เดี๋ยวรอพ่อเข้าเฝ้าพระองค์เสร็จก่อน แล้วจะมาคิดบัญชีกับเจ้า! ”

ครั้นทรงติเตียนบุตรสาวแล้วพระราชามัททะก็รีบเสด็จไปยังสำนักของพระมหาสัตว์โดยพลัน ทรงมีพระปฏิสันถารกับจอมราชันย์ถึงความผิดบุตรสาวที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบว่าพระมหาสัตว์ได้เสด็จมาถึงแคว้นมัททะตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว แลได้ทรงปลอมพระองค์เป็นพนักงานเครื่องต้น เพื่อเป็นการแสดงถึงการขอโทษอย่างจริงพระทัย ราชามัททะจึงทรงคุกเข่าก้มลงกราบพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระชามาดา (ลูกเขย) แทนบุตรสาว พระมหาสัตว์พอทรงเห็นพระสัสสุระ(พ่อตา)ทรงก้มกราบตน ก็ทรงรีบเข้าไปประคองให้ลุกขึ้นทันที จากนั้นได้ตรัสกับพ่อตาว่า “ หม่อมฉันมิได้ปกปิดข่าวการมาของหม่อมฉันต่อพระองค์เลยพระเจ้าข้า แลพระองค์ก็มิได้ทรงมีความผิดใดที่หม่อมฉันจักต้องงดโทษให้ ” พระเจ้ามัททะพอทรงสดับคำพูดของพระเจ้ากุสราชก็ทรงให้ดีพระทัย จึงเสด็จกลับยังพระตำหนักของพระชายาพร้อมกับตรัสให้พระนางประภาวดีไปกราบขอโทษพระมหาสัตว์ว่า “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี เจ้าจงรีบไปขอขมาโทษต่อพระเจ้ากุสราชบัดเดี๋ยวนี้! ดูซิว่าพระองค์จักทรงประทานชีวิตให้เจ้าหรือไม่ ” พระนางประภาวดีครั้นสดับพระดำรัสของพระบิดา จึงพร้อมด้วยพระภคินีทั้งเจ็ดและบรรดานางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก พากันเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์โดยพลัน

ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ได้ทรงคำนึงอยู่ในพระทัยว่า “ วันนี้เราจักทำลายทิฐิของแม่ประภาวดีให้จงได้ จักต้องให้นางหมอบลงบนโคลนใกล้กับเท้าเราให้ได้ คอยดูเถอะ! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงทรงเทน้ำลงบนดินรอบๆบริเวณที่ประทับจนเกิดเป็นปลักโคลนน้อยๆขึ้นมา พอพระนางประภาวดีเสด็จมาถึงจักทรงก้มลงกราบขอโทษ ก็จำต้องทรงหมอบลงในปลักโคลนใกล้พระบาทของพระมหาสัตว์โดยปริยาย เพลานั้นพระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดั่งเทพธิดา เมื่อพระวรกายทรงเปื้อนเปรอะโคลนพระนางกลับมิได้ทรงรู้สึกขยักแขยงแม้แต่น้อย ทรงซบพระเศียรลงกอดพระยุคลบาทของพระเจ้ากุสราชพร้อมกับตรัสขออภัยโทษต่อพระองค์ว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ราตรีตลอดเจ็ดเดือนที่ล่วงไปหม่อมฉันมิเคยได้อยู่รับใช้พระองค์เลย หม่อมฉันรู้สึกสำนึกผิด ฉะนั้นจักขอชดเชยความผิดนี้ตามแต่พระองค์จักทรงบัญชา ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธโกรธกริ้วหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอปฏิญาณว่านับแต่นี้ไปหม่อมฉันจะไม่รังเกียจเดียดฉันในรูปโฉมพระองค์แม้แต่น้อย หากพระองค์ไม่ทรงอภัยหม่อมฉัน เห็นทีพระบิดาคงจักตรัสให้นายเพชฌฆาตประหารหม่อมฉัน แล้วตัดแบ่งเป็นท่อนส่งไปให้กษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นแน่! ” ราชากุสราชเมื่อทรงสดับคำขออภัยโทษจากพระชายาก็ทรงดำริขึ้น “ ครั้งนี้หากเราไม่ให้อภัยนางเห็นทีนางคงจักต้องหัวใจแตกสลายเป็นแน่ จำเราจักปลอบใจนางให้คลายความกังวลเสียถิด ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนประภาวดี เมื่อน้องขอมามีหรือที่พี่จักไม่ทำตาม พี่ไม่เคยโกรธน้องเลยนะ เจ้าผู้มีผิวประดุจรัศมีจันทร์ โปรดอย่ากังวลเลย พี่ขอสัญญาแต่นี้ต่อไปพี่จักไม่กลั่นแกล้งเจ้าอีก ที่ผ่านมาถ้าพี่โกรธเจ้าด้วยความสามารถของพี่มิใช่อวดตน บ้านเมืองของเจ้ามีหรือที่จักดำรงอยู่ได้จนถึงป่านนี้ แต่เพราะพี่รักเจ้าต่างหากจึงสู้ยอมทนลำบากมาเป็นพนักงานเครื่องต้นปรุงอาหารให้เจ้าเสวย เจ้าคงจักเห็นในความรักของพี่แล้วนะ เอาล่ะบัดนี้เมื่อพี่ยังอยู่ทนโท่กษัตริย์เหล่าใดยังจักใจกล้ามาแย่งชิงเอาพระมเหสีของพี่ไปอีกก็ลองดู ถ้ามันไม่กลัวหัวหลุดจากบ่า! ”

เมื่อทรงมีพระดำรัสดังนี้จอมราชันย์กุสราชก็เสด็จลงไปยังพระลานหลวงประดุจราชสีห์ย่างกราย ทรงประกาศบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงกู่ร้องสนั่นกึกก้องไปทั่วพระลานหลวง จากนั้นได้ทรงตบพระหัตถ์พร้อมกับทรงมีพระดำรัสตรัสกับชาวเมืองที่ออกมาดูว่า “ ดูก่อนชาวสาคละนคร เราราชากุสราชพระชามาดาแห่งแคว้นมัททะ บัดนี้เราจักจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ ให้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์เห็นเต็มสองตา! ” หลังจากทรงประกาศศักดานุภาพต่อหน้าชาวเมืองแล้ว จอมกษัตริย์ก็เสด็จกลับมายังเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้ามัททะเพื่อจักทรงขอยืมไพร่พลแลอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนช้างศึกม้าศึกต่อพระราชาธิบดีว่า “ ข้าแต่ท่านพระสัสสุระ ขอพระองค์โปรดเสด็จไปทรงสรงสนาน แลพักผ่อนคลายพระอิริยาบถให้เป็นที่สบายพระทัยเถิด เรื่องการศึกไว้เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง! ” ราชามัททะพอทรงสดับดังนั้นก็ให้ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหันไปตรัสกับเหล่าอำมาตย์ให้ช่วยทำการอุปัฏฐากจอมราชันย์แทนพระองค์ด้วย จากนั้นจึงเสด็จกลับขึ้นปราสาท

บรรดาอำมาตย์พอรับพระบัญชาต่างก็พากันจัดแจงกั้นพระวิสูตรล้อมรอบประตูห้องเครื่องต้นทันที จากนั้นก็ให้เจ้าพนักงานช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุ (หนวด) แล้วเชิญเสด็จพระเจ้ากุสราชไปทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า หลังจากทรงสรงน้ำเสร็จเจ้าพนักงานได้นำเครื่องทรงแลเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์มาแต่งให้กับพระองค์ จากนั้นจึงอัญเชิญพระมหาสัตว์เสด็จขึ้นสู่สีหบัญชรเพื่อทรงทอดพระ เนตรทัพข้าศึกที่ยกมาล้อมเมือง จอมราชาเมื่อทรงยืนอยู่หน้าสีหบัญชรได้ทรงมองออกไปรอบๆพร้อมกับทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ จากนั้นก็ทรงปรบพระหัตถ์อยู่ฉานๆ แล้วจึงตรัสว่า “ ท่านทั้งหลายจงคอยดูเราจัดการกับพวกข้าศึกเหล่านี้เถิด ” บรรดานางสนมนางกำนัลเมื่อทราบว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จขึ้นยังสีหบัญชร ต่างก็พากันเปิดหน้าต่างออกมาดูท่าทางที่พระองค์ทรงเยื้องกรายแลปรบพระหัตถ์กันอย่างตื่นตาตื่นใจ

เพลานั้นมหาดเล็กได้มาถวายรายงานว่าบัดนี้พระเจ้ามัททะได้ทรงจัดเตรียมช้างศึกพร้อมไพร่พลให้กับพระองค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พอทรงสดับดังนั้นพระมหาสัตว์จึงเสด็จลงจากสีหบัญชร แล้วทรงขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมีเศวตฉัตรประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรตระการตา ก่อนจักทรงไสช้างออกศึกพระองค์ได้ตรัสให้ทหารไปพาพระนางประภาวดีมาพบพระองค์ พอพระนางมาถึงพระองค์ก็ทรงให้องค์เทวีเสด็จขึ้นประทับบนอาสน์ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์(ด้านหลัง) อันมีจตุรงคินีเสนา ( กองทัพที่ประกอบด้วยกำลังพล ๔ เหล่า คือ เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ และ เหล่าราบ ) แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ จากนั้นจึงเสด็จออกศึกทางประตูด้านทิศปราจีน

กองทัพของพระมหาสัตว์พอเคลื่อนพลออกพ้นกำแพงเมืองจอมกษัตริย์ได้ตรัสให้หยุดทัพ อยู่ที่หน้ากำแพงก่อน จากนั้นพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรดูทัพข้าศึกที่ตั้งประจันหน้าพร้อมกับทรงเปล่งพระสุรสีหนาท ออกไปว่า “ ดูก่อนเจ้าผู้มีใจบังอาจทั้งหลาย เราคือราชากุสราชพระราชบุตรแห่งพระเจ้าโอกกากราช ใครที่ยังรักชีวิตอยู่ก็จงยอมอ่อนน้อมให้กับเราเสียบัดนี้เถิด! ” กษัตริย์ทั้ง ๗ พอทรงทอดพระเนตรเห็นพระรูปร่างอันสูงใหญ่กำยำเกินกว่าบุรุษทั่วไปถึงเท่าตัว พระสุรสีหนาทที่ทรงบันลือประดุจราชสีห์คำราม ต่างก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนถึงกับพระหัตถ์พระบาทอ่อน แม้แต่พระขรรค์ที่ทรงถืออยู่ก็ยังปล่อยให้ร่วงหล่นพื้นดังเกรียวกราว แต่ละองค์ต่างไสช้างหันหลังกลับหนีแตกกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง ราวกับฝูงมฤคได้ยินเสียงคำรามของพญาราชสีห์ปานฉะนั้น ฝ่ายไพร่พลทั้งหลายเมื่อเห็นผู้เป็นนายของตนต่างก็รักตัวกลัวตาย หนีเอาตัวรอดไปแต่เพียงผู้เดียว ก็พากันแตกตื่นเสียขวัญ พากันทิ้งอาวุธหลบหนีกันให้ชุลมุนวุ่นวาย จนกองทัพเกิดความระส่ำระสายไม่เป็นรูปขบวน

เพลานั้นท้าวสักกะจอมเทพผู้ทรงเฝ้าติดตามพระมหาสัตว์มาโดยตลอด เมื่อทรงทอด พระเนตรเห็นราชากุสราช ทรงมีชัยเหนือกษัตริย์ทั้งเจ็ดโดยมิได้เสียเลือดเสียเนื้อแม้แต่เพียงหยดเดียว ก็ให้ทรงชื่นชมยินดีในความสามารถของพระมหาสัตว์เป็นอย่างยิ่ง จึงเสด็จลงจากเทวโลกมาปรากฏยังเบื้องพระพักตร์จอมราชันย์ จากนั้นได้ทรงยื่นลูกแก้ววิเศษชื่อ “ เวโรจนะ ” ให้แก่พระองค์เพื่อเป็นรางวัล พระมหาสัตว์พอทรงเห็นจอมเทพเสด็จจากฟ้าลงมาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับลูกแก้ววิเศษนั้น พอพระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสกับลูกแก้วเท่านั้น บัดนั้นเองพระพักตร์จากที่ขี้ริ้วอัปลักษณ์ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นผ่องใสงดงามเกินกว่าบุรุษผู้ใดในแผ่นดินจักเทียบได้!

หลังทรงมีชัยชนะเหนือข้าศึกราชากุสราชก็ทรงนำทัพเสด็จกลับเข้าเมือง จากนั้นได้ทรงบัญชาให้ทหารไปจับตัวกษัตริย์ทั้งเจ็ดกลับมา พอทหารนำตัวพวกเขามาถึง ซึ่งล้วนถูกมัดด้วยฉลองพระองค์ที่ทำจากผ้าสาฎกของพวกเขาเองมาเข้าเฝ้ายังเบื้องพระพักตร์ จอมกษัตริย์จึงตรัสกับพระสัสสุระว่า “ ขอเดชะ! กษัตริย์ทั้ง ๗ แคว้นนี้กล้าบังอาจยกทัพมารุกรานแคว้นพระองค์ บัดนี้พวกเขาได้ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งพระองค์แล้ว ขอพระองค์ทรงวินิจฉัยเถิดว่าจักทรงลงโทษพวกเขาสถานใด จักให้ตกไปเป็นทาสหรือจะทรงประหารเสีย ก็ตามแต่พระทัยเถิดพระเจ้าข้า! ” ราชามัททะพอทรงสดับคำของพระชามาดาจึงตรัสว่า

“ ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ตัดสินเถิด หากพระองค์ประสงค์เช่นไรก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด ” พอพระเจ้ามัททะทรงโยนหน้าที่นี้มาให้พระองค์ พระมหาสัตว์จึงทรงดำริว่า “ ประโยชน์อะไรเล่าที่เราจะไปฆ่ากษัตริย์เหล่านี้ การยกทัพมาของพวกเขาถือว่าเป็นคุณกับเราเสียด้วยซ้ำ เพราะทำให้น้องประภาวดีหันกลับมารักเรา อย่ากระนั้นเลย การมาของพวกเขาก็จงอย่าได้เปล่าประโยชน์เลย เราจักยกพระภคินีของน้องประภาวดีที่มีอยู่ถึง ๗ พระนางให้เป็นรางวัลแก่พวกเขาก็แล้วกัน! ” เมื่อทรงดำริดังนั้นจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนท่านทั้งเจ็ด ในเมื่อองค์เหนือหัวมัททะทรงมอบหมายให้เราเป็นผู้ตัดสินความผิดพวกท่าน ฉะนั้นเราจักขอตัดสินพวกท่านดังนี้ เนื่องจากพระราชาแคว้นมัททะทรงมีพระราชธิดาซึ่งทรงรูปโฉมอยู่ถึง ๗ พระนาง แลแต่ละพระนางก็ยังไม่ทรงมีคู่หมั่นหมาย การมาของท่านทั้งเจ็ดเบื้องแรกถือเป็นโทษต่อแคว้นมัททะ แต่บัดนี้ถือว่าเป็นคุณ เพราะแคว้นเราและแคว้นพวกท่านจักได้สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน พระราชาธิบดีมัททราช ทรงมีพระประสงค์จักขอเป็นทองแผ่นเดียวกันกับพวกท่านโดยจักทรงยกพระธิดาทั้ง ๗ ให้เป็นพระมเหสีของพวกท่านองค์ละนาง ไม่ทราบท่านทั้งเจ็ดเห็นเป็นประการใด? ” บรรดากษัตริย์เมื่อแรกต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยาก คิดว่าพวกตนคงจักมิได้อยู่เห็นแสงพระอาทิตย์ในเช้าวันพรุ่งนี้เป็นแน่ แต่พอได้ฟังคำตัดสินของพระมหาสัตว์เท่านั้น ก็เหมือนดั่งมัจฉาที่ถูกจับขึ้นบก แล้วจู่ๆก็ถูกจับโยนลงไปในทะเลใหม่ มันช่างเป็นเรื่องที่ยากจักเชื่อเสียจริงๆ! ต่างพากันถวายบังคมขอบพระทัยพระมหาสัตว์กันอย่างยกใหญ่

หลังจากทรงจัดการเรื่องราวในแคว้นมัททะเสร็จสิ้น พระมหาสัตว์ก็ทรงพาพระชายาประภาวดีเสด็จกลับแคว้นมัลละพร้อมกับพระองค์ ขณะที่ทั้งสองประทับนั่งคู่กันอยู่ในพระราชรถ พระฉวีวรรณและพระรูปโฉมของจอมกษัตริย์ที่ทรงเปลี่ยนไปทำให้พระองค์ทรงดูสง่างามทัดเทียมกันกับพระชายา จนแทบจักกล่าวได้ว่ามิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและกันเลย

ฝ่ายพระมเหสีสีลวดีทันทีที่ทรงทราบข่าวการเสด็จกลับของพระราชบุตร พระนางก็ทรงรับสั่งให้ทหารออกไปตีฆ้องป่าวประกาศถึงข่าวมงคลนี้ พร้อมกันนั้นก็ทรงรับสั่งให้ชาวเมืองตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนตนให้เป็นที่สวยงาม จากนั้นก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารถือเครื่องบรรณาการเป็นจำนวนมากตามเสด็จพระนางแลพระชยัมบดีออกไปต้อนรับพระมหาสัตว์ถึงยังนอกพระนคร เมื่อขบวนเสด็จผ่านเข้ากำแพงเมืองกุสาวดีพระมหาสัตว์ได้ทรงรับสั่งให้กระทำประทักษิณพระนคร จากนั้นตรัสให้มีการละเล่นมหรสพสมโภชเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีต่างก็ทรงสมัครสมานสามัคคีกัน ทรงช่วยกันปกครองพระราชอาณาจักรกรุงกุสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองสืบมา ตลอดพระชนมายุของทั้ง ๒ พระองค์

ครั้นพระศาสดาตรัสชาดกเรื่องนี้จบ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมวินัยรูปนั้นก็บรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ณ ที่ประชุมสงฆ์ในสายวันนั้นเอง .

หมายเหตุ :

พระเจ้าโอกากราช ในกาลนั้น ก็คือ พระเจ้าสุทโทธนะ
พระมเหสีสีลวดี ในกาลนั้น ก็คือ พระนางสิริมหามายา
ชยัมบดีราชกุมาร ในกาลนั้น ก็คือ พระอานนท์
นางค่อม ในกาลนั้น ก็คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา
พระนางประภาวดี ก็คือ พระนางยโสธรามารดาของพระราหุล
พระเจ้ากุสราช ในกาลนั้น ก็คือ พระบรมศาสดา


ที่มาของเรื่อง..อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี..

สืบ ธรรมไทย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร