วันเวลาปัจจุบัน 19 ม.ค. 2019, 01:49  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 659 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 27, 28, 29, 30, 31, 32, 33 ... 44  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ก็เมื่อพระมหาสัตว์กำลังกล่าวคาถานี้อยู่ ได้เกิดฌานมีโอทาตกสิณ
็เป็นอารมณ์ เพราะหน่วงเอาพระเศวตฉัตรของพระราชาเป็นอารมณ์. แม้
พระราชาก็ทรงหายจากโรค พระองค์ทรงมีความยินดี เสด็จลุกจากพระที่บรรทม
มีพระดำรัสว่า พวกแพทย์เท่านี้ยังไม่อาจรักษาได้ แต่มาณพผู้เป็นบัณฑิต
ได้ทำเราให้ปราศจากโรคด้วยญาณวิสัยของตนได้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระ-
โพธิสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า

คาถาทั้งหมด ๘ คาถา ที่ท่านกล่าวแล้ว ขอ
ท่านจงรับเอาทรัพย์ทั้ง ๘,๐๐๐ นี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้
เป็นคำยังประโยชน์ให้สำเร็จ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺ€ ได้แก่ คาถา ๘ คาถา ที่ประกอบ
ด้วยโทษแห่งกาม ตั้งต้นแต่คาถาที่ ๒ ไป. บทว่า สหสฺสิยา แปลว่า ควรแก่
๑,๐๐๐. บทว่า ปฏิคฺคณฺห ความว่า จงรับเอาทรัพย์ ๘,๐๐๐. บทว่า สาเธตํ
ตว ภาสิตํ ความว่า คำที่ท่านกล่าวนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ.
พระมหาสัตว์ ได้สดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า

ข้าพระบาทไม่ต้องการด้วยทรัพย์ร้อยทรัพย์พัน
หรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวคาถาสุดท้าย ใจ
ของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺฉิมํ นี้เป็นคาถาสุดท้ายว่า รถกาโรว
จมฺมสฺส. บทว่า กาเม เม นิรโต มโน ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
เมื่อข้าพระองค์กำลังกล่าวคาถาอยู่นั่นแล ใจไม่ยินดีทั้งในวัตถุกาม ทั้งกิเลสกาม
เพราะข้าพเจ้านั้น เมื่อกล่าวคาถายังฌานให้บังเกิดด้วยธรรมเทศนาของตนแล.

พระราชาทรงยินดีอย่างเหลือประมาณ ในเมื่อจะทรงสรรเสริญพระ-
มหาสัตว์ ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหา อันยัง
ความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็นคนดี
เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขชนนึ ได้แก่ ยังทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น
ให้เกิด. บทว่า ปริชานาติ ได้แก่ กำหนดรู้แล้ว คือกำหนดตัด ตัดขาด
นำออกไป เมื่อสรรเสริญพระโพธิสัตว์จึงได้ตรัสอย่างนี้.

พระโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์
จงเป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติธรรมเถิด แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ บวช
เป็นฤาษีเจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชนมายุ แล้วไปเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เราก็ได้ทำให้พราหมณ์นี้คลายความ
เศร้าโศกด้วยประการดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้
มาเป็นพราหมณ์นี้ ส่วนมาณพผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถากามชาดก

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร มีพระพุทธ-
ประสงค์จะประทานโอวาทแก่พระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า ทส ขลุมานิ €านานิ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าโกศลลทรงมัวเมาด้วยอิส-
ริยยศหมกมุ่นอยู่ในความสุขที่เกิดแต่กิเลส ไม่ปรารถนาจะตัดสินคดี แม้การ
บำรุงพระพุทธเจ้า ก็ทรงลืมเสีย วันหนึ่ง พระองค์ทรงระลึกถึงพระทศพล
ทรงดำริว่า จักถวายบังคมพระศาสดา พอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จขึ้น

พระราชยานไปพระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้วประทับนั่ง ลำดับนั้น
พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า มหาบพิตร นานมาแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมา
เพราะเหตุไร พระเจ้าโกศลทูลว่า เพราะข้าพระองค์มีราชกิจมากพระเจ้าข้า
ไม่มีโอกาสที่จะมาเฝ้าพระองค์ ตรัสว่า มหาบพิตร เมื่อพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญู

ผู้ให้โอวาทเช่นเรา อยู่ในวิหารที่ใกล้ ไม่ควรที่พระองค์จะประมาท วิสัย
พระราชาต้องไม่ประมาทในราชกิจทั้งหลาย ดำรงพระองค์เสมอด้วยมารดาบิดา
ของชาวแว่นแคว้น ละอคติเสียครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมจึงจะควร
เพราะเมื่อพระราชาประพฤติธรรม แม้บริษัทของพระองค์ก็ประพฤติธรรม ข้อที่

เมื่อเราตถาคตสั่งสอนอยู่ พระองค์ครองราชสมบัติโดยธรรม นั้นไม่น่าอัศจรรย์
โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ไม่มีอาจารย์สั่งสอน ก็ยังตั้งอยู่ในสุจริตธรรม
สามประการ แสดงธรรมแก่มหาชน ตามความรู้ของตน พาบริษัทไปสวรรค์
ได้ พระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระพุทธองค์ทรงนำอดีตนิทาน
มาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีพระเจ้าพรหมทัต
พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า ชนสันธกุมาร เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัย
เรียนศิลปวิทยาจากเมืองตักกศิลากลับมาแล้ว พระราชามีรับสั่งให้ชำระเรือนจำ
ทั้งหมดให้สะอาด แล้วพระราชทานตำแหน่งอุปราช.

ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติ
รับสั่งให้สร้างโรงทานหกแห่ง คือที่ประตูพระนครทั้งสี่ด้าน ที่กลางพระนคร
และที่ประตูพระราชวัง บริจาคพระราชทรัพย์วันละหกแสน ทรงบำเพ็ญ
มหาทานจนลือกระฉ่อนไปทั่วชมพูทวีป รับสั่งให้เปิดเรือนจำไว้เป็นนิจ ให้

เคาะระฆังป่าวร้องมาฟังธรรม ทรงสงเคราะห์โลก ด้วยสังคหวัตถุสี่ รักษา
ศีลห้า อยู่จำอุโบสถ ครองราชสมบัติโดยธรรม บางครั้งบางคราวก็ให้ชาว
แว่นแคว้นมาประชุมกัน แล้วแสดงธรรมว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทาน จง
สมาทานศีล จงประพฤติธรรม จงประกอบการงานและการค้าขายโดยธรรม

เมื่อเป็นเด็กจงเรียนศิลปวิทยา จงแสวงหาทรัพย์ อย่าคดโกงชาวบ้าน อย่า
ทำความส่อเสียด อย่าเป็นคนดุร้ายหยาบช้า จงบำรุงมารดาบิดา มีความเคารพ
อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พระองค์ได้ทำมหาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม.


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
วันหนึ่งเป็นวันปัณรสีอุโบสถ พระโพธิสัตว์ทรงสมาทานอุโบสถศีล
แล้ว ทรงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่มหาชน เพื่อประโยชน์สุขยิ่ง ๆ ขึ้น
เพื่อให้มหาชนอยู่ด้วยความไม่ประมาท รับสั่งให้ตีกลอง ป่าวร้องทั่วพระนคร
ให้ชาวพระนครทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระสนมของพระองค์ มาประชุมกัน แล้ว

ประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐที่ตกแต่งไว้กลางรัตนมณฑปซึ่งประดับประดา
แล้วในพระลานหลวง ตรัสว่า ชาวพระนครที่รักทั้งหลาย เราจักแสดงธรรม
ที่ร้อนบ้าง ไม่ร้อนบ้าง แก่ท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท
เงี่ยโสตสดับโดยเคารพเถิด แล้วทรงแสดงธรรม.

พระศาสดาทรงเผยพระโอฐแก้วอันอบรมแล้วด้วยอริยสัจ เมื่อจะตรัส
เทศนานั้นโดยแจ่มแจ้งแก่พระเจ้าโกศล ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า

พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำ
ให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคลไม่ทำ
เสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยัง
ทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือด-
ร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้.

ศิลปะที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ใน
กาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราไม่
ได้ศึกษาศิลปะไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปะย่อมเลี้ยงชีพลำบาก.


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
ว่าเราเป็นคนโกง ส่อเสียดกินสินบนดุร้าย หยาบคาย
ในกาลก่อน.
ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภาย-
หลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้าทุศีล ประพฤติ
ต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ในกาลก่อน.
ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภาย
หลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่
ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย.

คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่าเมื่อก่อน
ข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย.
ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
ว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่า
ชราได้ ก็ไม่ได้เลี้ยงดูท่าน.

ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภาย
หลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำ
รสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู.
ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนใน
ภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์
ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย.

ผู้ใดไม่ประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้
สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า สุจริตธรรมที่
ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่แล้ว ย่อม
เป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรม
ไว้เลย.


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย
ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจ
ในภายหลังเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า €านานิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย. บทว่า
ปุพฺเพ ความว่า ไม่กระทำไว้ก่อนเลย. บทว่า ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ
ความว่า บุคคลผู้ไม่กระทำกิจที่ควรทำไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อน ย่อมลำบาก
ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปจฺฉา อนุตปฺปติ ย่อมตาม

เดือดร้อนในภายหลังดังนี้ก็มี. บทว่า อิจฺจาหุ ความว่า พระเจ้าชนสันธะ
ได้ตรัสอย่างนั้น. บาลีว่า อิจฺจาสุห ดังนี้ก็มี. สุ อักษรในบทว่า อิจฺจาสุห
นั้นเป็นเพียงนิบาต. ตัดบทเป็น อิจฺจาสุ อาห เพื่อจะแสดงเหตุอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๑๐ อย่างนี้ พระโพธิสัตว์จึงมีธรรมกถา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ ความว่า บุคคลเมื่อคราวเป็น
หนุ่มครั้งแรกทีเดียว ไม่กระทำความบากบั่น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ต้อง
เดือดร้อนเศร้าโศก เห็นคนทั้งหลายมีความสุข ตนเองเป็นอยู่ลำบาก ย่อม
เดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์เอาไว้ ครั้น
แก่ลงย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการจะมีความสุขในเวลาแก่ ต้องทำงาน

มีกสิกรรมเป็นต้น ที่ชอบธรรม แต่เมื่อยังเป็นหนุ่มทีเดียว. บทว่า ปุเร สนฺตํ
ในกาลก่อนคือในเวลาที่เรายังหนุ่มไม่เข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ศึกษาศิลปะ
อะไร ๆ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้นอันสมควรที่ตนจะทำ. บทว่า กิจฺฉา
ความว่า ในเวลาแก่ ผู้ไม่ศึกษาศิลปะจึงไม่สามารถเพื่อดำรงชีวิตให้พ้นจากทุกข์
ในกาลนั้นจึงควรศึกษาศิลปะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่า ท่านทั้งหลาย


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ผู้ปรารถนาจะดำรงชีวิตในเวลาแก่ จงศึกษาศิลปะในเวลาเป็นหนุ่มทีเดียว.
บทว่า กูฏเวที ความว่า ผู้ใดก่อความโกงให้เกิด โกงชาวบ้าน ก่อความ
พินาศให้แก่โลก โกงด้วยสินบน. บทว่า อาสึ ความว่า ในกาลก่อนเราได้
เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปิสุโณ แปลว่า โกงด้วยถ้อยความยุยงส่อเสียด. บทว่า

ปิฏฺ€มํสิโก ความว่า ถือสินบนทำผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของ
มิให้เป็นเจ้าของ กินเนื้อสันหลังของชนเหล่าอื่น. บทว่า อิติ ปจฺฉา ความว่า
นอนบนเตียงที่จะตายย่อมเดือดร้อนในภายหลังด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น
ท่านจึงโอวาทว่า ถ้าท่านไม่อยากตกนรก ก็อย่ากระทำบาปกรรมเห็นปานนี้.

บทว่า ลุทฺโธ ความว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นทารุณสาหัส. บทว่า อนาริโย
ความว่า เป็นผู้ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สำรวมเป็นคนทุศีล มีสมาจารต่ำช้า. บทว่า
นาวชานิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้ามิใช่เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ ด้วยอำนาจ
ขันติ เมตตา และความเอ็นดู คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยมีในก่อนนั่นแล.

บทว่า อนาปทาสุ ความว่า การคบหากับหญิงที่ไม่มีใครหวงแหน. ชื่อว่า
อนาปทา เพราะเป็นหญิงไม่มีใครหวงแหน. อธิบายว่า ในหญิงที่คนเหล่าอื่น
ไม่ทำความหวงแหน. บทว่า อุฏฺ€ิเต แปลว่า ปรากฏ. บทว่า น ปุพฺเพ
ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้เรามิได้ให้ทานเลย. บทว่า ปหุสนฺโต ความว่า
เป็นผู้อาจ คือสามารถเพื่อจะเลี้ยงดูทั้งด้วยกำลังทรัพย์ทั้งด้วยกำลังกาย.

บทว่า อาจริยํ ความว่า บิดาในที่นี้ท่านประสงค์ว่าอาจารย์ เพราะให้
ศึกษามารยาท. บทว่า อนุสตฺถารํ แปลว่า ผู้พร่ำสอน. บทว่า สพฺพกามรสา
หรํ ความว่า ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. บทว่า อติมฺิสฺสํ ความว่า
เมื่อไม่ถือเอาโอวาทของท่าน ชื่อว่าดูหมิ่นล่วงเกินท่าน. บทว่า น ปุพฺเพ


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้ ไม่ได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม ผู้เป็นไข้
ผู้ลำบากไม่ปรนนิบัติโดยถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. บทว่า ตโป ได้แก่ ผู้มี
ความเพียรเครื่องเผากิเลสคือสุจริต. บทว่า สนฺโต ความว่า เป็นผู้มีศีลเข้าไป
สงบด้วยทวารมีกายทวารเป็นต้น. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ผู้ประพฤติตบะ
กล่าวสุจริต ๓ และผู้สงบเห็นปานนั้น ชื่อว่าเข้าไปนั่งใกล้ เป็นการยังประโยชน์

ให้สำเร็จคือเป็นความดี. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อคราวเราเป็นหนุ่มเรา
มิได้ประพฤติพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ภายหลังคร่ำคร่าลงเพราะชรา ถูกมรณภัย
คุกคาม จึงเดือดร้อนเศร้าโศกในภายหลังด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวว่า ถ้า
ท่านปรารถนาจะไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จงกระทำตปกรรมเถิด. บทว่า โย จ

เอตานิ €านานิ ความว่า ผู้ใดปฏิบัติเหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้ ด้วยอุบาย
อันแยบคายก่อนทีเดียว สมาทานประพฤติ กระทำกิจอันชอบธรรมที่บุรุษ
ทั้งหลายควรกระทำ บุรุษผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ย่อมไม่ตามเดือดร้อน
ในภายหลัง ย่อมได้รับโสมนัสทีเดียวแล.

พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชนโดยทำนองนี้ ทุกๆ กึ่งเดือนแม้
มหาชนก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญฐานะสิบประการเหล่านั้นบริบูรณ์
แล้วได้ไปสวรรค์.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
มหาบพิตร โบราณกบัณฑิต ไม่มีอาจารย์ แสดงธรรมตามความรู้ของตน
พามหาชนไปสวรรค์ได้อย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า บริษัทในครั้งนั้น
ได้มาเป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้ ส่วนพระเจ้าชนสันธราช ได้มาเป็นเราตถาคต
แล.
จบอรรถกถาชนสันธชาดก

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 12:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภความประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำ
เริ่มต้นว่า กณฺโห กณฺโห จ โฆโร จ ดังนี้.

ความพิสดารมีว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งในธรรมสภาพรรณนาถึง
พระคุณของพระทศพล ที่ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกว่า ดูก่อน
อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวน
มาก ทรงละความผาสุกส่วนพระองค์เสีย ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลก

โดยส่วนเดียว จำเดิมแต่บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงถือบาตรจีวร
ด้วยพระองค์เอง เสด็จพุทธดำเนินทางสิบแปดโยชน์ ทรงแสดงธรรมจักรแก่
พระเถระปัญจวัคคีย์ ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ตรัสอนัตตลักขณสูตร ประทาน
พระอรหัตแก่พระเถระปัญจวัคคีย์ทั้งหมด แล้วเสด็จไปอุรุเวลาประเทศ ทรง
แสดงพระปาฏิหาริย์สามพันห้าร้อยแก่ชฎิลสามพี่น้อง ให้บรรพชาแล้วพาไป

คยาสีสประเทศ ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร ประทานพระอรหัตแก่ชฎิล
พันหนึ่ง เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสประยะทางสามคาวุต ประทานอุปสมบท
ด้วยโอวาทสามข้อ ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่พระองค์เดียวล่วงมรรคา
สิบห้าโยชน์ให้ปุกกุสาติกุลบุตรตั้งอยู่ในอนาคามิผล เสด็จไปต้อนรับมหากัปปินะ
ระยะทางยี่สิบโยชน์ ประทานพระอรหัต ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่

พระองค์เดียว ล่วงมรรคาสามสิบโยชน์ ให้พระองคุลีมาลซึ่งเป็นคนหยาบช้า
ตั้งอยู่ในพระอรหัต ครั้งหนึ่งเสด็จล่วงมรรคาสามสิบโยชน์ โปรดอาฬวกยักษ์
ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงกระทำความสวัสดีแก่กุมารที่จะเป็นอาหารยักษ์


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ครั้งหนึ่งเสด็จจำพรรษาในดาวดึงส์พิภพ ให้เทวดาแปดสิบโกฏิบรรลุธรรมา-
ภิสมัย แล้วเสด็จไปพรหมโลก ทำลายทิฏฐิของพวกพรหม ประทานพระอรหัต
แก่พวกพรหมหมื่นหนึ่ง เสด็จจาริกไปสามมณฑลตามลำดับปี ประทานสรณะ
และศีลแก่พวกมนุษย์ที่มีอุปนิสัยสมบูรณ์ ทรงประพฤติประโยชน์มีประการ
ต่างๆ แม้แก่นาคและสุบรรณเป็นต้น.

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ
นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้วประพฤติเป็นประโยชน์
แก่สัตวโลกในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนเมื่อตถาคตยังมีกิเลสมีราคะ
เป็นต้น ก็ได้ประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกมาแล้วเหมือนกัน ทรงนำ
อดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ครั้งพระศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอุส-
สินนรราชเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เมื่อพระกัสสปสัมมาสัม-
พุทธเจ้า เปลื้องมหาชนให้พ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลส ด้วยจตุราริยสัจเทศนา
ทำพระนครคือพระนิพพานให้เต็มแล้วเสด็จปรินิพพาน ครั้นกาลล่วงมานาน

ศาสนาก็เสื่อม ภิกษุทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยการแสวงหาไม่สมควร ทำการเกี่ยวข้อง
กับพวกภิกษุณีจนมีบุตรธิดา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและพราหมณ์ ต่างละธรรม
ของตนเสียสิ้น โดยมากพวกมนุษย์ประพฤติอกุศลกรรมบถสิบ ผู้ที่ตายไป ๆ
จึงไปอัดแน่นกันอยู่ในอบาย.

ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชไม่เห็นเทวบุตรใหม่ๆ จึงตรวจดูมนุษยโลก
ก็ทรงทราบว่า พวกมนุษยโลกไปเกิดในอบาย ทรงเล็งเห็นความที่ศาสนาของ
พระศาสดาเสื่อมโทรม ทรงดำริว่า จักทำอย่างไรดีหนอ ทรงเห็นอุบายมีอยู่
อย่างหนึ่ง จึงตกลงพระทัยว่า เราจักต้องทำให้มหาชนกลัว สะดุ้งหวาดเสียว

แล้วค่อยปลอบโยนแสดงธรรม ยกย่องพระศาสนาที่เสื่อมแล้วให้ถาวรต่อไปได้
อีกพันปี รับสั่งให้มาตลีเทพบุตรแปลงเพศเป็นสุนัขดำใหญ่เท่าม้าอาชาไนย


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 12:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
มีรูปร่างดุร้าย มีเขี้ยวโตเท่าผลกล้วย มีรัศมีร้อนเป็นไฟ พลุ่งออกจากเขี้ยว
ทั้งสี่ รูปพิลึกน่าสะพรึงกลัว หญิงมีครรภ์เห็นเข้าอาจแท้งลูก มีเชือกผูกอยู่ห้าแห่ง
คือที่เท้าทั้งสี่และที่คอ บนศีรษะประดับพวงดอกไม้แดง ท้าวสักกะแปลงเพศ
เป็นนายพรานป่า นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด มุ่นผมข้างหน้าไว้ข้างหลังแล้วประดับ

พวงดอกไม้แดง มือขวาถือปลายเชือกที่ผูกสุนัข มือซ้ายถือธนูใหญ่มีสาย มีสี
ดังแก้วประพาฬ กวัดแกว่งวชิราวุธด้วยพระนขา เหาะลงในที่ห่างพระนคร
โยชน์หนึ่ง ส่งเสียงขึ้นสามครั้งว่า มนุษย์ผู้เจริญทั้งหลาย โลกจักพินาศทำให้
มนุษย์ทั้งหลายหวาดเสียว แล้วไปชานพระนครส่งเสียงขึ้นอีก พวกมนุษย์เห็น
สุนัขนั้นก็หวาดเสียว พากันเข้าพระนคร กราบทูลความเป็นไปให้พระราชา

ทรงทราบ พระราชารับสั่งให้ปิดพระนครโดยด่วน ท้าวสักกะได้โดดข้ามกำแพง
สูงสิบแปดศอก เข้าไปข้างในพระนครพร้อมกับสุนัข พวกมนุษย์กลัวสะดุ้ง
หวาดเสียว ต่างก็หนีเข้าเรือนปิดประตู ฝ่ายสุนัขดำใหญ่ก็วิ่งไล่พวกมนุษย์ที่
ตนได้เห็น ทำให้พวกมนุษย์หวาดเสียวไปพระราชนิเวศน์.

พวกมนุษย์ที่พระลานหลวงพากันหนีไปด้วยความกลัว เข้าพระราช-
นิเวศน์แล้วปิดพระทวาร แม้พระเจ้าอุสสินนรราชก็พานางสนมทั้งหลายขึ้น
ปราสาท สุนัขดำใหญ่ยกเท้าหน้าขึ้นเกาะบานประตูแล้วเห่าลั่น เสียงที่สุนัขเห่า
ดังสนั่นเบื้องล่างถึงอเวจี เบื้องบนถึงภวัครพรหม สกลจักรวาลสะเทือนทั่วถึง

กันหมด เสียงดังเช่นนี้ได้มีในชมพูทวีปสามครั้ง คือเสียงของพระเจ้าปุณณกราช
ในปุณณกชาดกครั้งหนึ่ง เสียงของพระยาสุทัศนนาคราช ในภูริทัตชาดก
ครั้งหนึ่ง และเสียงในมหากัณหชาดกนี้ครั้งหนึ่ง ชาวพระนครพากันกลัวสะดุ้ง
หวาดเสียว แม้บุรุษคนหนึ่งก็ไม่อาจมาเจรจากับท้าวสักกะได้.

พระราชาเท่านั้นดำรงพระสติไว้มั่นคง เยี่ยมพระแกล เรียกท้าวสักกะ
มาตรัสว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ สุนัขของท่านเห่าเพื่ออะไร ท้าวสักกะ
ตอบว่า เห่าด้วยความหิว พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักให้ข้าวแก่สุนัข
แล้วรับสั่งให้ให้ข้าวที่หุงไว้สำหรับคนในราชสำนักและสำหรับพระองค์ทั้งหมด
สุนัขได้ทำข้าวทั้งหมดนั้นเหมือนกะเป็นข้าวคำเดียว แล้วก็เห่าขึ้นอีก


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 12:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
พระราชาตรัสถามอีก ทรงสดับว่า บัดนี้สุนัขของเรายังหิวอยู่ จึงรับสั่งให้นำ
อาหารที่หุงไว้สำหรับช้างม้าเป็นต้นทั้งหมดมาให้ สุนัขได้กินคำเดียวหมด
เหมือนกัน รับสั่งให้ให้อาหารที่หุงไว้สำหรับพระนครทั้งสิ้น สุนัขได้กินอาหาร
นั้นโดยทำนองนั้นแหละ แล้วก็เห่าขึ้นอีก พระราชาทรงตกพระทัยสะดุ้งกลัว
ทรงดำริว่า นี่เห็นจะไม่ใช่มนุษย์ ต้องเป็นยักษ์โดยไม่ต้องสงสัย เราจะถาม
เหตุที่มาของนายพรานนี้ เมื่อจะตรัสถามได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ดำจริง
ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยว ท่าน
ผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณฺโห กณฺโห ความว่า เปล่งเสียง
ซ้ำด้วยอำนาจความกลัว หรือด้วยอำนาจกรรมอันมั่น. บทว่า โฆโร ได้แก่
ให้เกิดความกลัวแก่ผู้ได้พบเห็น. บทว่า ปตาปวา ความว่า มีแสงร้อน ด้วย
ความร้อนแห่งรัศมีที่พลุ่งออกมาจากเขี้ยวทั้งหลาย. บทว่า กึ วีร ความว่า

พระราชาตรัสอย่างนั้นด้วยทรงพระประสงค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัข
ตัวดุร้ายของท่าน เห็นปานนี้นั้น ทำอะไร มันจับมฤคกินหรือจับอมิตรให้
ท่าน ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยสุนัขตัวนี้ จงปล่อยมันไปเถิด.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า

ดูก่อนพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มาเพื่อต้อง
การกินเนื้อ แต่เพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใดจักมี
มนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อนั้น
สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินมนุษย์.

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็สุนัขตัวนี้มิได้มาในที่นี้ด้วยหวังว่า
จะกินเนื้อมฤค เพราะฉะนั้นจะไม่มีประโยชน์สำหรับพวกมฤค แต่มาเพื่อจะ
กินเนื้อมนุษย์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำความฉิบหายความพินาศให้แก่มนุษย์
เหล่านั้น เมื่อใด ผู้นั้นทำพวกมนุษย์ให้ถึงความพินาศ เมื่อนั้น สุนัขดำนี้ย่อม
หลุด คือจักหลุดจากมือของเราไปกินผู้นั้น.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามท้าวสักกะว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ
สุนัขดำของท่านจักกินเนื้อมนุษย์ทุกคนหรือว่าจักกินแต่ผู้ที่มิใช่มิตรของท่าน
เท่านั้น ท้าวสักกะตอบว่า ดูก่อนพระราชาผู้ใหญ่ สุนัขจักกินเนื้อมนุษย์ที่มิใช่
มิตรของเราเท่านั้น. คนเช่นไร ที่มิใช่มิตรของท่านในที่นี้. คนที่ไม่ยินดีในธรรม
มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ชื่อว่าผู้มิใช่มิตร. ขอท่านจงกล่าวลักษณะคน
เหล่านั้นให้เราทราบก่อน.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระราชา ได้ตรัส
พระคาถาสิบคาถาว่า


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ตอนมีชีวิตอยู่ทำดี เมื่อตายคนก็เสียดายและคิดถึง
ตอนมีชีิวีตอยู่ทำตัวเลว ชั่ว เมื่อตายคนก็มิได้เสียดายและเสียใจเลย
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 18:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
ผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะมีบาตรในมือ มี
ศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิ ทำไรไถนาเลี้ยงชีพ คน
เหล่านี้เป็นคนทุศีล มิใช่มิตรของเรา สุนัขของเราจัก
ฆ่ากินเนื้อได้เมื่อใด สุนัขดำจะหลุดจากเชือกห้าเส้น
ไป เมื่อนั้น.

เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่ามีตบะ บวช
มีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณอยู่
เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น.
เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟัน
เขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลีเที่ยวภิกขาจาร รวม
ทรัพย์ไว้ให้กู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ยเลี้ยงชีพ เมื่อ
นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิลเหล่านั้น.

เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือสาวิตติ
ศาสตร์ ยัญญวิธีและยัญญสูตร แล้วรับจ้างบูชายัญ
เมื่อนั้น สุนัขดำเหล่านี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่า
นั้น.
เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดูมารดาบิดาได้
แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำ
ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.

อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าวดูหมิ่นมารดา
บิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำ
ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจะคบหาภรรยาของ
อาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น
สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ยิ่งให้จิตก็ยิ่งเบา ยิ่งอยากเอาจิตก็ยิ่งหนัก
* ยากแท้แต่ไม่เคย ครั้งแรกย่อมจะทำได้ยาก แต่เมื่อทำบ่อยๆก็จะง่ายเอง
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 18:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 3691

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
Quote Tipitaka:
เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่และดาบ คอย
ดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะ
หลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น.

เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสีผิวกายบำรุง
ร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิง
หม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของหญิงหม้ายนั้น
หมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิงอื่นต่อไป เมื่อ
นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลงหญิงเหล่านั้น.

เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผย
โทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ
อยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำจะหลุดพ้นจากเชือก ๕ เส้น
ไปกินคนเหล่านั้นทั้งหมด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณกา ความว่า ท้าวสักกเทวราช
ตรัสอย่างนี้โดยโวหารว่าละอายเพียงปฏิญาณตนว่า เราเป็นสมณะ. บทว่า
กสิสฺสนฺติ ความว่า คนเหล่านั้น ย่อมทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แม้ใน
เวลานั้น. ก็ท้าวสักกะทำเป็นเหมือนไม่รู้จึงกล่าวอย่างนี้. จริงอยู่ ท่านมีประสงค์

ดังนี้ว่า คนเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ เป็นคนทุศีล ไม่ใช่เป็นมิตรของเรา เมื่อใด
สุนัขของเราจักฆ่ากินเนื้อคนเหล่านี้ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ ย่อมหลุดพ้นจาก
เชือก ๕ เส้นนี้. ด้วยอุบายนี้พึงทราบประกอบอธิบายในคาถาทั้งปวง. บทว่า
ปพฺพชิตา ได้แก่ เป็นผู้บวชในพระพุทธศาสนา. บทว่า คมิสฺสนฺติ ความว่า

เที่ยวบริโภคกามคุณ ๕ ในท่ามกลางเรือน. บทว่า ทีฆุตฺตโรฏฺ€า ความว่า
ชื่อว่า มีริมฝีปากสูงยาว เพราะมีเขี้ยวโต. บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ ฟันประกอบ
ด้วยมลทินดังเปือกตม. บทว่า อิณํ โมทาย ความว่า รวบรวมทรัพย์


* สุขเพียงชั่วคราว แต่ต้องระทมยาวกับความทุกข์อันเกิดจากโรคที่ตามมา
* ความรู้มากมี เพราะมีมากมายไปด้วยเมตตาธรรม
* เสียทรัพย์ยังนับว่าดี เสียอวัยวะเสียชีวิตนี้สิหนักยิ่งกว่า
* ยิ่งให้จิตก็ยิ่งเบา ยิ่งอยากเอาจิตก็ยิ่งหนัก
* ยากแท้แต่ไม่เคย ครั้งแรกย่อมจะทำได้ยาก แต่เมื่อทำบ่อยๆก็จะง่ายเอง
* ขยะคนไม่ชอบฉันใด บุคคลที่เปรียบเหมือนขยะสังคมนั้น คนก็ย่อมไม่รักฉันนั้น
* ขยะนั้นเกิดที่ใจ ควรขับไล่ออกไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
* ดื่มอย่างมีสติ แต่ติดตรงที่ว่าไม่เคยฝึกสติเลยนะสิ
:b8:

.....................................................
เมื่อไม่รู้ไม่เป็น ไม่เห็นจะยากลงมือเรียนรู้ทำเดี๋ยวก็รู้ก็ทำเป็นเอง

ทุกสิ่งสำเร็จได้ ล้วนแต่ต้องมีความขยันหมั่นเพียรทั้งนั้น


อ่านเพิ่มเติมได้เกี่ยวกับเรื่องของความขยันครับ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=56897


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 659 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 27, 28, 29, 30, 31, 32, 33 ... 44  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร