วันเวลาปัจจุบัน 20 ต.ค. 2018, 07:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 85 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อพูดกันถึงเรื่องกรรมแล้ว ดิฉันจำไม่ลืมคำๆ นี้คำว่า "ลัทธิกรรมเก่า" ฟังท่านป.อ.ปยุตโต ท่านบรรยายมา ถ้าเรามัวแต่โทษกรรมเก่า อะไรก็ไปลงที่กรรมเก่าหมด จะรวยจะจน จะเป็นจะตายก็เพราะกรรมเก่าหมด ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะพระพุทธองค์เน้นกรรมในปัจจุบันสำคัญที่สุดค่ะ เพราะกรรมเก่านั้นเป็นกรรมในอดีตแก้ไขไม่ได้ หากทุกคนกระทำกรรมในปัจจุบันให้ดี กรรมเก่าก็จะถอยล่นห่างออกไป แทนที่จะมีคดีข่มขืน คดีฆ่าคนตาย คดีปล้นฆ่า แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ฉกชิงวิ่งราว หรือทำร้ายร่างกายเป็นต้น ก็จะม่ีน้อยลง โดยบางทีกฏหมายไม่ต้องเข้มมากด้วย เพราะทุกคนหันมาทำแต่กรรมดี เมื่อทำกรรมดีกันในปัจจุบัน ต่างก็มีเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ความเดือดร้อนก็แทบจะไม่มีจากคดีเหล่านั้น เพราะกรรมใหม่นั่นเอง ที่ทุกคนหรือคนส่วนใหญ่กระทำดีในปัจจุบัน ญี่ปุ่นขายของได้โดยไม่ต้องมีคนเฝ้าร้าน ของไม่หาย เงินไม่หาย มีของวางขายมีตะกล้าใส่เงินวางไว้เท่านั้นก็ขายสินค้าได้แล้ว เพราะอะไร เพราะประชาชนเค้าทำแต่ความดีเป็นส่วนใหญ่ ผู้หญิงญี่ปุ่นนุ่งสั้นแต่งตัวก็ตามแฟชั่นอิสระเสรี โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าคนจะเข้ามาข่มขืน เพราะชีวิตของพวกเขาโดยภาพรวมแล้ว ปลอดภัยมากกว่าไม่ปลอดภัย

บางคนก็โทษกันว่าเพราะไอ้โน้นไอ้นี่ ไอ้คนๆ นี้มันถึงต้องข่มขืน โทษไปหมดแต่ไม่โทษจิตใจอันเลวทรามของคนกระทำ แล้วบอกว่ากรรมเก่าของเด็กของผู้หญิง แต่ถ้าตัวฆาตกรในขณะที่ยังไม่ลงมือกระทำผิดนั้น ถ้าไม่ทำกรรมใหม่ที่เป็นบาปไปข่มขืนเด็ก เด็กจะตายมั้ย ทุกอย่างกว่าจะบรรจบครบจนกรรมเก่าส่งผลได้นั้น มันมีถึง ๔ อย่างต้องมาบรรจบพบกันพอดี คือ คน เวลา สถานที่ และวิปาก ถ้าคนไม่ทำกรรมชั่วต่อผู้อื่น วิปากก็ส่งผลต่อผู้อื่นไม่ได้ ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูคนเป็นสิ่งสำคัญ แต่พ่อแม่สมัยนี้ก็ทำกรรมในปัจจุบันกับลูกไม่เป็น เลี้ยงดูลูกแบบพ่อแม่รังแกฉัน อย่าว่าแต่พ่อแม่จะรังแกลูกด้วยการเลี้ยงดูเลย แม้แต่พ่อแม่บางคนดูแลตนเองยังดูแลผิดๆ เลย ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอบายมุข แล้วจะเอาอะไรมาควบคุมดูแลลูก และก็สร้างลูกออกมาทำเวรทำกรรมกับสังคม

มันจึงเป็นเรื่องของเวลา และสถานที่ ที่เราทุกคนที่ต้องดูแลความปลอดภัยกันเองซะแล้ว เราต้องดูแลรักษาตนเองในทุกสถานที่ในทุกเวลาให้ปลอดภัย ไม่ไว้ใจใคร รู้จักระแวดระวังภัยเมื่อยามไปไหน หรือแม้แต่บ้านตนเอง มีเด็กไม่น้อยที่ไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในบ้านตนเอง จึงจะต้องอยูกันด้วยความไม่ประมาท อย่าเปิดช่องให้วิปากส่งผล และกระทำกรรมดีไว้สม่ำเสมออย่าได้ขาด คิดดี ทำดี พูดดีไว้ทุกวัน มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และมีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ไม่ประมาททั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ ขอให้ทุกๆ ท่านรักษาตนให้อยู่ดีมีสุขค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ส.ค. 2014, 16:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกสาวของดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ค่ะ ปีการศึกษานี้ปี ๑ มีการเรียนวิชาศีลธรรมด้วยเป็นปีแรกปีนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ

การปลูกฝังคุณธรรมในคน ควบคู่ไปกับกฏหมายที่มีบทลงโทษที่หนักอย่างจริงจัง เด็ดขาด
ความปลอดภัยก็คงจะมีมากขึ้นในสังคมนะคะ

วันเสาร์ที่ผ่านมาได้เห็นน้ำใจของท่านๆ หนึ่ง ท่านช่วยอุปการะค่าเทอมให้เด็กยากจน
ท่านบอกว่าที่ช่วยเพราะดิฉันเล่าว่าเป็นเด็กดี ท่านว่าคนดีเราต้องช่วย พอวันอาทิตย์พระอาจารย์รูปหนึ่งท่านอาพาธหนักเข้าโรงพยาบาล คุณพี่ท่านนี้ช่วยเหลือเป็นธุระค่ารักษาพยาบาลทันที

ดิฉันก็ได้แต่อนุโมทนากับคุณพี่ท่านนี้ค่ะ มองไปใกล้ตัวเห็นคนนอนกอดเงินกอดตัวเลขในบัญชีหลายราย
ขี้เหนียวสุดๆ แม้แต่ตนเองก็อยู่แบบไม่กล้าใช้เงินให้ตนเองมีความสุข อยากไปเที่ยวเมืองนอกก็ไม่ไป ทนอยากไปเที่ยวอยู่อย่างนั้น เป็นได้แค่คนเฝ้าทรัพย์ไว้ให้คนอื่น ไม่คิดจะใช้ทรัพย์หาความสุขให้ตนเอง และให้เกิดอริยทรัพย์ในชาติต่อไป

ความรวยความจนมันสิ้นสุดแค่ภพชาตินี้เท่านั้น ไม่ว่ารวยหรือจนก็เท่ากันคือเหลือแค่กองกระดูกเท่าหม้อรอถ่วงลงก้นแม่น้ำหรือทะเล

แต่อริยทรัพย์ต่างหากที่ไม่สิ้นสุดไม่จบลง สามารถไปเกื้อกูลเราได้ในภายภาคหน้าในภพชาติใหม่ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2014, 17:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

รูปภาพ
:b8: ขอบคุณรูปภาพจากวัดกิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id ... 12&gblog=4



จะขอยกข้อความสนทนาระหว่างพระมาลัยกับท่านพญายมราช
จากหนังสือ พระมาลัยลงไปโปรดสัตว์นรก รจนาโดย พระธรรมธีรราชมหามุนี

พระมาลัย-- จิตอันจะนำสัตว์ไปเกิดในนรกเหล่านั้น ต่างกันหรือไม่มหาบพิตร?
ยมราช---- ไม่ต่างกัน คือ เป็นอกุศลจิตทั้งหมด
พระมาลัย-- กรรมอย่างเดียวกัน แต่ให้ตกนรกต่างกัน ข้อนี้เป็นเพราะอะไร?
ยมราช---- เป็นเพราะการกระทำ และบาปกรรมที่ทำ เช่น การทำปาณาติบาต ถ้าพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ:-
๑. เจตนาที่ทำนั้นแรงกล้า
๒. ใช้ความพยายามมาก
๓. สัตว์ที่ถูกฆ่าานั้น มีร่างกายใหญ่และมีคุณมาก

เมื่อพร้อมด้วยองค์ ๓ นี้ จักว่าเป็นบาปมาก ต้องตกนรกขุมใหญ่ ถ้าพร้อมด้วยองค์ ๒ จัดว่าเป็นบาปปานกลาง ต้องตกนรกเล็กที่เป็นบริวารชั้นใน ถ้ามีแต่องค์เดียว ต้องตกนรกเล็กที่เป็นบริวารชั้นนอก ถ้าเพียงเฉียดองค์ ๓ เหล่านี้ไป เช่น พลอยทำตามเพื่อน หรือขัดข้อบังคับผู้อื่นไม่ได้เช่นนี้เป็นต้น ต้องไปเกิดจำพวกเปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน

พระมาลัย--- ดูก่อนมหาบพิตร คำที่ว่า "นรก นรก" นี้ จะแปลว่าอย่างไร มาจากธาตุปัจจัยอะไร โปรดตั้งวิเคราะห์มาให้ดูด้วย?
ยมราช------ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำว่า "นรก นรก" นี้ แปลได้หลายอย่าง เช่น
๑. นรก แปลว่า นำไปในที่มิใช่บุญ ดังวิเคราะห์ว่า อปุญฺเญเนตีติ นรโห สภาพใด ย่อมนำสัตว์ไปในที่มิใช่บุญ สภาพนั้น ชื่อว่า นรก มาจาก นี ธาตุ ในความนำไป ลง ณวุ ปัจจัย ลบ อิ แล้วลง ร อาคม

(เป็นต้น)

:b8: :b8: :b8:

พระอาจารย์ที่สอนพระอภิธรรม ท่านอาพาตหนักนอนโรงพยาบาล เนื่องจากท่านได้ผ่าตัดที่ท้องมาแล้วลำไส้เกิดเน่าขึ้นมา ท่านจึงถูกผ่าท้องอีกครั้งเพราะลำไส้เน่า หมอนำลำไส้ท่านออกมาทำความสะอาด และนำไว้ด้านนอกจนกว่าจะรักษาหาย ท่านรักษาอยู่ประมาณหนึ่งปี หมอถึงนำลำไส้กลับเข้าไปอยู่ตามเดิมเหมือนปกติ ระหว่างที่ท่านป่วยนั้นท่านทรมานมาก ท่านได้รู้สึกว่าท่านกำลังจะมรณภาพคือกำลังจะตายนั้นเอง ท่านได้ไปนรก และพบกับนายนิรยบาล ท่านได้ถามนายนิรยบาลว่า มีนักศึกษาพระอภิธรรมท่านใดต้องตกนรกหรือไม่? นายนิรบาลตอบท่านว่า มีอยู่ ๑ คน พระอาจารย์จึงถามว่าชื่ออะไร และทำกรรมอะไรไว้

นายนิรยบาลได้ตอบพระอาจารย์ว่าชื่ออะไร และทำกรรมอะไรไว้จึงต้องตกนรก
เมื่อพระอาจารย์หายป่วย ท่านจึงตามหานักศึกษาพระอภิธรรมที่ชื่อดังกล่าวนั้นจนพบ ก็พบตัวและได้สอบถามว่าได้ทำกรรมอย่างที่นายนิรยบาลบอกมานั้น ใช่หรือไม่ นักศึกษาคนนั้นก็ตอบว่าใช่

เล่าแค่เนื้อหาได้เท่านี้ค่ะ พระอาจารย์จะเล่าแบบไม่บอกว่าชื่ออะไร และทำกรรมอะไร เพื่อไม่ให้ท่านผู้นั้นได้รับความเสียหาย และพระอาจารย์ท่านได้แนะนำว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรแก่นักศึกษาผู้นั้นค่ะ

:b49: :b49: :b49: :b49: :b49: :b49:

ในงานศพพี่ชายของดิฉันเมื่อ ๑๕ ปีมาแล้ว วันสวดศพคืนสุดท้ายนั้น ดิฉันได้จุดธูปบอกกับพี่ชายที่เสียไปแล้วว่า ถ้าคิดถึงหลานทั้งสองก็มาหาได้นะ คนโตอายุเกือบ ๕ขวบคนเล็กอายุขวบครึ่ง ในคืนนั้นเองลูกสาวทั้งสองของดิฉันก็ฝันว่าลุงมาหา มาปลุกพวกเค้าที่ในห้องนอน ลูกสาวคนโตก็เล่นกับลุงส่วนคนเล็กก็นั่งตักลุงตลอดเวลา เล่นกันอยู่สักพัก ลุงกับหลานสาวทั้งสอง พี่ชายของดิฉันจะรักหลานสาวทั้งสองมากๆ ลูกสาวคนโตเล่าว่า ลุงมาแต่แม่นั้นนอนหลับอยู่ หนูกับน้องก็เล่นกับลุงสนุกมาก เค้าเล่าว่าเล่นกันหัวเราะกันสนุกมาก ส่วนน้องคนเล็กก็เล่าบ้าง เด็กสองคนเล่าเรื่องเดียวกัน

พี่ชายดิฉันได้ไปเข้าฝันเพื่อนๆ ของเค้า แล้วเล่าว่าใครมางานศพเค้าบ้าง ซึ่งก็ตรงกับความจริงในงานทุกอย่าง

ดิฉันก็สงสัยว่า พี่ชายของดิฉันเกิดเป็นอะไร จึงได้สอบถามพระอาจารย์
พระอาจารย์ท่านตอบว่า ถ้าไปเกิดเป็นเทวดาก็จะมีแต่ความสุข แต่ถ้ามาปรากฏตัวมีแต่ความเศร้า หม่นหมองทรมาน ไม่ร่าเริงสนุกสนานนั้นเป็นพวกเปรต อสุรกาย

:b49: :b49: :b49: :b49: :b49: :b49: :b49:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2014, 18:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

เคยได้ยินคนพูดว่า ถึงไม่ได้ทำบุญ แต่วันๆ เราไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน แค่นี้ก็ไม่ตกนรกแล้ว
ในความเป็นจริงนั้น นั่นแหละทางไปตกนรกค่ะ เพราะอะไร ก็เพราะว่า ไม่ขวนขวายในการทำกุศล
ก็เป็นทั้งหมดรวม ๓ ข้อ(คือ ข้อ ๑,๔,๕) ใน ๕ ข้อดังต่อไปนี้ที่นำพาให้คนตกนรกได้ค่ะ

เหตุ ๕ ประการที่ทำให้ไปนรกได้
๑. อสฺสทฺโท ไม่เชื่อต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
๒. อหิริโก ไม่มีความละอายบาป
๓. อโนตฺตปฺปี ไม่มีความกลัวบาป
๔. กุสีโต เกียจคร้าน คือ ไม่เอาถ่านต่อการทำบุญ
๕. ทุปฺปญฺโญ โง่ คือ ไม่รู้บาป-บุญ-คุณ-โทษ-ประโยชน์-มิใช่ประโยชน์
จากหนังสือ พระมาลัยลงไปโปรดสัตว์นรก รจนาโดย พระธรรมธีรราชมหามุนี
:b8: :b8: :b8:

คือข้อ ๑, ๔ และข้อ ๕ นั้นเองที่ไม่คิดว่าตนเองต้องทำบุญทำกุศล เพราะถือว่าตนเองนั้นไม่ทำใครเดือดร้อนจะตกนรกได้อย่างไร และก็ไม่รู้ว่ากุศลที่ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อตนเองในภายหน้าค่ะ รวมไปถึงข้อ ๑ ด้วยคือ ไม่เชื่อต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย จึงนิ่งนอนใจไม่ขวนขวายทำกุศล เพราะถือว่าตนเองไม่ทำบาปเท่านั้นก็พอค่ะ เคยเห็นคนแบบนี้มีเยอะ หายใจทิ้งไปวันๆ ไม่กระตือรือร้นในการทำกุศล บางคนก็ชีวิตอยู่สุขสบายเอาแต่เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานไปวันๆ หมกหมุ่นแต่ชีวิตภายในครอบครัว ตระหนี่ไม่ช่วยเหลือใคร และเกียจคร้านในการทำกุศล การทำกุศลไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองก็ทำได้ แต่ก็ไม่ทำ คนประเภทนี้แหละที่ตกนรกได้ ไปอบายภูมิได้เมื่อตายไปแล้วค่ะ

ถึงแม้จะไม่ทำบาป แต่ก็ไม่คิดจะทำบุญทำกุศล ก็ไปอบายภูมิได้ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2014, 14:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




เวลาของชีวิต.jpg
เวลาของชีวิต.jpg [ 315.05 KiB | เปิดดู 2289 ครั้ง ]
:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

ขอเชิญเข้าไปฟังเสียงอ่าน

ผู้แบกภาระ (เสียงอ่านภาษาไทยโดย ชมรมพุทธคุณ)

คลิ๊กเข้าไปฟังที่นี่ค่ะ http://www.revata-bhikkhu.org/

ตามหัวข้อที่จะได้ฟังดังต่อไปนี้
คำนำ
ผู้เเบกภาระ
นาย หรือ ทาส
ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตนเอง เเละผู้เห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น
นางโภค สังหรณเปรต
การถือมั่นภาระ
มีปรกติ เพลิดเพลินยิ่ง ที่นี่ เเละที่นั่น
การวางภาระ
บรรณานุกรม
คำอำนวยพร
ชีวประวัติของท่านเรวตภิกขุ
คำกล่าวขออภัย หากมีข้อผิดพลาด

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2015, 18:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ค. 2013, 21:44
โพสต์: 173

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณสำหรับกระทู้ที่ดีที่สุดนะคะ อ่านแล้วหนู๋รู้สึกมีกำลังใจอยากทำสิ่งที่ดีทุกๆวัน บางครั้งมีอุปสรรคแทบจะทรมาน แต่พอได้มาอ่านของคุณโสม ใจกลับตั้งมั่นอีกครั้ง ศรัทธามากขึ้น เข้าใจในเรื่องของเหตุผลมากขึ้น อธิบายละเอียดเนื้อหาเข้าใจง่าย ที่หนู๋ไม่ย้อท้อ ต่อสู้ที่จะเข้าหาธรรมบ่อยๆที่สุดก็เพราะกระทู้ของคุณ แม่คืออินสไปริทมีเลยค่ะ บอกเลย ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆทุกๆกระทู้ ติดตามผลงานตลอดไปค่ะ 5555 :b31: :b13: :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2015, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


JIT TREE เขียน:
ขอบคุณสำหรับกระทู้ที่ดีที่สุดนะคะ อ่านแล้วหนู๋รู้สึกมีกำลังใจอยากทำสิ่งที่ดีทุกๆวัน บางครั้งมีอุปสรรคแทบจะทรมาน แต่พอได้มาอ่านของคุณโสม ใจกลับตั้งมั่นอีกครั้ง ศรัทธามากขึ้น เข้าใจในเรื่องของเหตุผลมากขึ้น อธิบายละเอียดเนื้อหาเข้าใจง่าย ที่หนู๋ไม่ย้อท้อ ต่อสู้ที่จะเข้าหาธรรมบ่อยๆที่สุดก็เพราะกระทู้ของคุณ แม่คืออินสไปริทมีเลยค่ะ บอกเลย ขอบคุณสำหรับกระทู้ดีๆทุกๆกระทู้ ติดตามผลงานตลอดไปค่ะ 5555 :b31: :b13: :b13:



ขอให้คนอ่านได้ความรู้ และตั้งใจทำแต่ความดีอย่างถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า
ดิฉันก็ดีใจแล้วค่ะ เท่ากับช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2015, 13:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

คนตาบอดเหยียบมดตาย ไม่มีเจตตนาทำให้มดตายเพราะมองไม่เห็นมดด้วยเนื่องจากตาบอด ถามว่าบาปมั้ย ตอบว่าบาปคือต้องได้รับผลของกรรมคืออกุศลวิปาก แม้จะไม่ครบองค์ปโยคะ แต่ถือว่าเป็นการทำบาปหรือทำอกุศล. แต่อกุศลนี้จะไม่นำส่งในปฏิสนธิกาลคือไม่สามารถนำคนตาบอดนี้ไปเกิดในอบายภูมิ. อกุศลวิปากนี้ส่งผลได้เฉพาะแต่ในปวัตติกาลเท่านั้นคือหลังจากเกิดมาด้วยเหตุอื่นแล้วในชาติต่อไป อกุศลวิปากที่เคยเหยียบมดตายนี้จะคอยหาช่องทางตามส่งผลตลอดไปจนกว่าจะหมดวิปาก ถ้ายังไม่หมดก็ไล่ตามหาทางส่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมรรคผลนิพพาน เหมือนไฟคอยไล่ตามจี้หลัง เมื่อใดได้โอกาสเหมาะก็เข้ามาเผาไหม้บุคคลนั้นทันที เมื่อใดที่ได้โอกาสเหมาะสมลงตัว ก็จะส่งผลทันทีคือ มาในรูปของอุบัติเหตุ เช่น ถ้าสมมุติได้เกิดมาเป็นคน ก็อาจจะถูกยิงผิดตัวบ้าง. เป็นต้น


ดังนั้นในการเวียนว่ายตายเกิดอันยาวนานที่ผ่านมานี้ของพวกเรานั้น เราได้พลาดพลั้งทำคนหนือสัตว์ใด้รับบาดเจ็บหรือตายไปแล้วนั้นย่อมมี ดูแค่ชาตินี้ใครไม่เคยทำมด ยุงหรือแมลงตายบ้าง เพราะบางครั้งเป็นเรื่องสุดวิสัยจริงๆ ที่บังเอิญไปทำมดตาย ก็ต้องคอยระวังตนไว้เพื่อไม่ให้ประมาทไปทำใครได้รับอันตรายถ้าจะพลาดพลั้งไปก็ขอให้เป็นเรื่องสุดวิสัยค่ะ

:b51: :b51: :b51:


"มนุสสา มาแต่ไหน"

อนันตพุทธ ตรัสรู้ กู้โลกสัตว์
เหล่ามนุษย์ ยังอุบัติ ไม่สิ้นสูญ
ปัจจุบัน ยิ่งมาก ยิ่งเพิ่มพูน
ทวีคูณ หาได้ลด หมดจางจา

แสนสงกา มนุสสา มาแต่ไหน
เหตุไฉน มีแต่เพิ่ม เริ่มอิดหนา
เกิดแต่จิต มากพิษ อวิชชา
ท่วมตัณหา อุปาทาน ผลาญดิ้นรน

ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่น กระสันสร้าง
จึงเข้าทาง อัตตา โกลาหล
หลงก่อตัว ตนเขา เหล่าบุคคล
กระเสือกสน วนว่าย สายวัฏฏา

แล้วก็มา ตรมทุกข์ คลุกเดือดร้อน
อ่วมขย้อน ตาเหลือก เสือกถลา
แหวกวุ่นวาย ตายเกิด ในวัฏฏา
มะงุมหงา ในสงสาร อ่วมอานเอย...

ภภภ รจนาจาก ข้อธรรมของ :- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร 30/1/2558 7:36


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ธ.ค. 2015, 17:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ห่างหายไปนาน วันนี้มีเรื่องเล่าให้อ่านค่ะ เคยฟังมาเมื่อสามปีก่อนจากอาจารย์ท่านหนึ่ง
ท่านเป็นเภสัชกร และมาเรียนพระอภิธรรม ต่อมาท่านก็สอนพระอภิธรรม ท่านสอนเก่งมาก
เรียกว่าค้นคว้ากันละเอียดยิบ ท่านเป็นคนตรงจริงๆ มีเมตตาจิตใจแข็งแกร่งน่านับถือมากค่ะ

ที่อารัมภบทนี้ก็เพื่อให้ทราบว่า ท่านเป็นคนอย่างไร เพราะเรื่องที่จะเล่านี้มันค่อนข้างแปลกสักหน่อย
ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านยังสาวๆ นั้น ท่านได้กวาดกิ้งกือตัวเล็กๆที่มันเข้ามาในห้องนอนท่าน
แล้วท่านเอามันเก็บไว้ในกล่องไม้ขีดก่อน เพื่อจะเอามันไปปล่อย แต่ท่านได้ลืมทิิ้งไว้ไม่ได้ปล่อย
พอท่านมาเจอกล่องไม้ขีดอีกที ก็ไม่ต้องปล่อยแล้ว มันปลดปล่อยตัวเองไปเกิดใหม่แล้วค่ะ

ทีนี้เรื่องมันไม่จบแค่นี้ ท่านได้เจอกับเหตุการณ์ประหลาดในห้องนอนของท่านนั่นแหละค่ะ
คือท่านได้นอนบนเตียง มองไปที่เพดานห้อง พบว่ามีกิ้งกือทยอยหล่นใส่ท่านตอนนอนบนเตียงตลอด
จนท่านไม่สามารถนอนที่เตียงของท่านได้ ท่านจึงได้ไปแลกห้องนอนกับพี่น้องของท่าน
ใครที่มานอนเตียงของท่านในห้องนอน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าท่านนอนต้องมีกิ้งกือตกจากเพดานใส่ท่าน

มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวนะคะ แม้แต่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย เราไปทำเค้าด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เถอะ
อกุศลวิปากส่งผลให้เราได้รับความลำบากจากการกระทำนั้นได้ ประมาทไม่ได้เลยว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย
ต้องระมัดระวังให้มากขึ้นนะคะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2016, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ดิฉันเห็นคนที่กินเนื้อสัตว์เลิกกินเนื้อสัตว์แล้ว ก็ดีใจด้วยที่เค้าสามารถทำได้ และก็ดีแก่สุขภาพด้วย
แต่ในบางคนนั้นก็อาจจะทำลายสุขภาพได้ในภายหลัง บางคนกินมังสวิรัติเป็นเวลานานติดต่อกัน ๒๐ ปี ก็ต้องกลับมากินเนื้อสัตว์อีกครั้ง ด้วยการฝึกกินเนื้อสัตว์ใหม่ เนื่องจากลำไส้สะอาดเกินไปจนปริแตก หรือบางคนก็กินมังสวิรัติไปได้ไม่นาน เกิดอาการบวมน้ำ ก็ต้องกลับมากินเนื้อสัตว์อีก

การกินมังสวิรัติดิฉันว่าบางคนก็ทำได้ตลอดรอดฝั่ง บางคนก็มีร่างกายที่ไม่สามารถทำได้ตลอดไป
ในที่สุดแล้วเราก็ต้องมาคำนึงถึงว่าอะไรใช่ประโยชน์ และเป็นประโยชน์แก่เราเองในระยะเวลานั้นๆ

การรักษาชีวิตไว้เพื่อทำประโยชน์สำคัญที่สุด การดูแลร่างกายแต่พอประมาณ ความเป็นจริงของเราคือ อาหารเข้าปาก รสารมณ์คือรสต่างๆ ย่อมปรากฏแก่ชิวหาวิญญาณจิต เพราะมีการประชุมกันของ ๓ สิ่งคือ รสารมณ์ ชิวหาปสาท ชิวหาวิญญาณจิตดวงใดดวงหนึ่งใน ๒ ดวงนั้น ไม่ว่าเราจะกินอะไรเข้าไป
เราไม่สามารถห้ามรสต่างๆที่มาสัมผัสกับชิวหาปสาทได้ ตราบใดมีชิวหาปสาท รสย่อมเกิดแก่ชิวหาวิญญาณจิต ดังนั้นการมีสติในขณะกินจะช่วยไม่ให้ราคะทิ่มแทงใจ ราคะรั่วรดใจไม่ได้ การมีสติก็เหมือนหลังคาที่ไม่รั่ว

การเพียรให้มีสติบ่อยๆ เนืองๆ เหมือนบัณฑิตที่เพียรฝึกตน การเข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน เราเพียรกระทำกรรมดี เป็นผู้เพียรทำดีเพื่อให้พ้นไปจากการกินสิ่งต่างๆ ที่ยั่งยืน การหนีการกิน คือการเพียรให้ข้ามจากฝั่งของโลกียะข้ามไปฝั่งโลกุตตระให้ได้ นั่นคือการไม่ต้องกินสิ่งที่ไม่อยากกินได้อย่างยั่งยืน เป็นพระโสดาบันได้เมื่อตายจากโลกมนุษย์ก็ไปเกิดในเทวภูมิ ไม่ต้องมากินเนื้อใคร ไม่ต้องมากินผักให้แมลงเดือดร้อน ออกจากวงจรการกินของหยาบของสกปรก ไปกินอาหารทิพย์ ดังนั้น เราควรพึ่งพาอาหารให้พอประมาณ เป็นผู้อยู่ง่ายกินง่าย ไม่เสาะแสวงหาสรรหาอาหารมากินตามใจอยาก กินอย่างมีสติเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่เพื่อเพียรให้พ้นทุกข์ พ้นไปอย่างยั่งยืน นั่นแหละคือการหยุดเบียดเบียนสัตว์ในสังสารวัฏฏ์อย่างแท้จริง การที่เราไม่เพียรให้ตนเองพ้นการกินสัตว์อื่นนั้นสิเป็นการกินกันต่อไปไม่จบไม่สิ้น หากว่าเรายังต้องเกิดต่อไป เราก็กินกันต่อไป ถึงแม้ชาตินี้เราบอกว่า ชั้นไม่กินเนื้อสัตว์ชั้นไม่เบียดเบียนชีวิตใคร แต่เมื่อชาติต่อไป ท่านเกิดเป็นอะไร ถ้ายังวนเวียนอยู่ในพื้นดินที่เป็นโลก ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ ไม่ว่าท่านเกิดเป็นอะไรท่านก็เบียดเบียนอยู่ดี แม้จะเป็นวัวเป็นควายกินหญ้าก็ยังไม่พ้นจากฆ่าสัตว์อื่นไปได้ มีผู้ที่เป็นเจ้าของโรงฆ่าสัตว์เมื่อเข้าใจถึงเรื่องกรรมและผลของกรรม ก็ปิดโรงงานไปก็มีในอดีต และมุ่งทำความดี เป็นการหยุดการฆ่าสัตว์ การที่คนกินเนื้อสัตว์จะหยุดกินนั้นยาก เพราะมีขายให้เห็น ถ้าไม่มีขายก็อดกิน เพราะจะไปล้มวัวล้มควาย ตีเชือดหมูเอง คนส่วนใหญ่จำนวนมากก็ไม่สามารถทำได้ค่ะ หรือการขายเนื้อสัตว์คงต้องมีการติดภาพการฆ่าสัตว์ที่สยดสยองไว้ที่แพ๊คไส้กรอก เบคอน หรือติดภาพไว้ตามแผงเนื้อสัตว์ในตลาด เหมือนติดภาพมะเร็งในปากไว้ที่ซองบุหรี่ คนก็ยังไม่เลิกสูบอยู่ดี บุหรี่ก็ยังคงขายดี การกินโปรตีนเกษตรนั้นไม่ใช่ว่ารอดตัว เพราะไร่ถั่วเหลืองนั้น ก็ตั้งแต่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์เตรียมไว้ขายแก่เกษตกร จนถึงการปลูกและเก็บเกี่ยวได้ซ่อนความตายของสัตว์เล็กสัตว์น้อยไว้เบื้องหลังการผลิต หนู แมลงสาป แมลงตัวเล็กตัวน้อย ทั้งการจำกัดแมลงในไร่ อีกทั้งตัวชาวไร่ก็ได้รับสารเคมี มันได้ซ่อนความจริงไว้มากมายภายในถุงโปรตีนเกษตร แม้แต่การผลิตข้าว กุ้งหอยปูปลาหนูหนอนในนา ได้เกิดอะไรขึ้นบ้างในขบวนการผลิต ตั้งแต่เก็บข้าวเปลือกไว้ในโกดังข้าว มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันสัตว์อะไรบ้างในโกดัง ชีวิตของชาวนาชาวไร่ที่ตายเพราะสารเคมีล่ะจะว่าไง และจะบอกว่าสัตว์เล็กเทียบชีวิตกับสัตว์ใหญ่ไม่ได้นั้น ชีวิตก็คือชีวิต ทุกชีวิตก็รักชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก เมื่อความตายมาถึงก็หวาดกลัว และดิ้นรนหาทางรอดด้วยกันทั้งสิ้น จะมาตัดสินว่าชีวิตใดสมควรตายกว่ากันนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง การที่มนุษย์เราอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการกิน ก็อย่าเปรียบเทียบกันไปกันมาระหว่างคนกินเนื้อสัตว์กับคนไม่กินเนื้อสัตว์ โทษกันไปกันมา หมกหมุ่นกับการกระทำของตน ของตนว่านี่แหละถูกนี่แหละดีแล้ว เราอยู่ภายใต้กฎการกินอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในยามใดที่ทำอะไรได้ที่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตใคร ก็ทำไป ทำดีก็ดีแล้ว ก็ขอให้ทำต่อไป ถ้าจะคิดลึกสาวเหตุของอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ทำ ก็ต้องสาวเหตุในสิ่งที่เราทำด้วย ว่าพ้นจากเหตุของคนอื่นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่พ้นก็ทำใจให้เป็นกลาง สิ่งใดตนทำดีก็ถือว่าดีแล้ว ให้ทำต่อไปในเหตุผลของตนเอง แต่อย่าไปก้าวล่วงทิ่มแทงผู้อื่นด้วยคำพูด ถ้าผู้อื่นไม่ได้ทำแบบตน ......ขอให้ถือว่าตนทำดีก็คือดีแล้ว ดีเท่าที่่จะทำได้เป็นดีที่สุด และปลาบปลื้มใจกับกุศลของตน แต่เมื่อใดที่พูดเปรียบเทียบ เมื่อนั้นมานะเกิด กุศลที่ทำไว้จักเสียหาย

ใครมีเวลาพอที่จะทำได้ไม่ยุ่งยากและร่างกายเหมาะควรแก่อาหารมังสวิรัติก็ดีใจด้วย แต่ถ้าใครไม่มีเวลาต้องพึ่งพาอาหารจากผู้อื่น การกินของเราเป็นการกะเกณฑ์ให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะการกินของตนเองนั้น ก็เป็นการไม่สมควร แม้ตนเองก็เถอะต้องเดือดร้อนเสียเวลากับเรื่องการกิน ก็เบียดเบียนตนเอง การเอาเวลาที่เสียไปกับการจัดสรรคัดสรรเรื่องกินมาเป็นการกินง่ายอยู่ง่ายกินอย่างมีสติ กินอย่างบัณฑิตผู้ฝึกตน ก็เป็นการหนีการกินเลือดกินเนื้อสัตว์อื่น แบบยั่งยืนอีกวิธีหนึ่ง

การหนีข้ามฝั่งให้ได้ด้วยความเพียรจึงเป็นการหนีแบบยั่งยืน กินแบบสำรวมอินทรีย์นั้นก็เป็นการกินด้วยสติ ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทได้เป็นครั้งคราว ก็ควรทำ และเพียรทำได้มากกว่านั้นคือหนีการกินได้ตลอดไปได้ยิ่งเป็นสิ่งที่ควรทำและสำคัญอย่างยิ่งค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2016, 13:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




like ร้านอาหารเตือนพ่อแม่.jpg
like ร้านอาหารเตือนพ่อแม่.jpg [ 61.01 KiB | เปิดดู 1482 ครั้ง ]
เพจดังโพสต์ภาพป้ายเตือนพ่อแม่ดูแลลูกไม่ให้เสียงดังในร้านอาหาร ผู้คนแห่กดไลค์

:b8: http://www.posttoday.com/social/hot/407711

จากประสบการณ์ของครอบครัวดิฉัน ๔ คนพ่อแม่ลูกสาว ๒ คน คือสามีจะพาไปทานอาหารด้วยกันตามห้างเป็นประจำ จะเป็นบาบีคิว สุกี้ ฟาสฟูดส์ ถ้าไปตามสวนอาหารจะไม่ค่อยเจอเด็กเล็กก่อกวนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เจอตามห้างจะโดนโต๊ะด้านหลังล่าสุดไปร้านอาหารญี่ปุ่นปิ้งย่าง มีเด็กยืนเกาะพนักพิงที่ใช้ร่วมกันแบบตามร้านอาหารทั่วไปค่ะ คือเด็กจะยืนคอยรังควานโต๊ะข้างหลัง เด็กก็ดีนะคะไม่รบกวนพ่อแม่ตัวเองตอนกินอาหาร แต่ไปรบกวนโต๊ะข้างๆ ครอบครัวของดิฉันจะวางเฉยเมื่อพบเด็ก รู้แล้วว่ามื้อนี้โดนรังควานอีกแล้ว สามีของดิฉันและลูกคนเล็กจะนั่งโต๊ะด้านพนักพิงร่วมกันกับโต๊ะที่่มีเด็ก คือเด็กจะพยายามเอื้อมมือมาที่สามีและลูกตลอด มาสะกิดสามีดิฉันบ้าง มีลงมายืนข้างสามีดิฉันบ้าง พวกเราก็เฉยค่ะ มีของเล่นมาด้วย ก็จะเอามาโฉบไปมาที่หัวของสามีและเคาะหัวลูกสาวของดิฉันด้วย คือไม่ทราบว่าพ่อแม่แกล้งทำเป็นไม่เห็นหรือเปล่า เพราะกำลังเร่งมือกันปิ้งย่างบุฟเฟ่กันสุดฤทธิ์ กินให้เยอะภายในกำหนดเวลาของร้าน

ส่วนบริเวณร้านก็มีเด็กวิ่งกันตลอด ร้านปิ้งย่างนี่อันตรายสุดๆ เพราะจะมีการเติมถ่านติดไฟแดงๆ เปลี่ยนตะแกรงย่าง พนักงานเดินถือพาชนะใส่ถ่านร้อนๆ มาเติมให้ลูกค้าโต๊ะโน้นโต๊ะนี้ เด็กก็วิ่งกันหยิบของหวานหยิบขนมกันให้ขวักไขว่ คือผู้ใหญ่ไม่ดูแล ปล่อยเด็กวิ่งเป็นอิสระ

พอออกมาจากร้านอาหาร ไปเข้าห้องน้ำ มองเข้าไปในร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง เห็นเด็กวิ่งตรงช่องทางเดินในร้านอาหารนั้นเหมือนลู่วิ่งในสนามกีฬา ดิฉันงงกับพ่อแม่และผู้ปกครองที่พาเด็กมามากๆ ค่ะ คุณเลี้ยงลูกให้สำรวมไม่เป็นเลยหรือไง ดิฉันเองก็มีลูกสาว ๒ คน แต่ไปไหนจะรู้อยู่ ไม่ก่อความเดือดร้อน ไม่วิ่งขวักไขว่ เพราะเราจะสอนไว้ ลูกรู้ว่าดิฉันเอาจริง ส่วนพ่อเค้าแค่มองตาลูก ลูกก็รู้แล้วว่าต้องหยุด

ดิฉันเคยเห็นเด็กฝรั่งหญิงชาย ๒ คนวัยอนุบาลมากับพ่อแม่บนรถไฟฟ้า เด็กฝรั่งจะนั่งเรียบร้อย ส่วนเด็กหญิงคนไทยรุ่นเดียวกันนั่งอีกฝั่งหนึ่งเดินเล่นไปมาในตู้รถไฟฟ้า เด็กไทยแวะปีนไปดูวิวฝั่งโน้นฝั่งนี้ แล้วก็เดินแวะไปนั่งใกล้เด็กฝรั่ง แต่เด็กฝรั่งไม่มีสัญญาณตอบรับเด็กไทย แค่มองเฉยๆ เราเลี้ยงเด็กของเรากันอย่างไร คงต้องคำนึงถึงกันแล้ว

วันหนึ่งดิฉันนั่งรถเมล์ มีพ่อแม่ลูกชายวัยอนุบาลนั่งเบาะหลัง เด็กผู้ชายส่งเสียงอาละวาดพ่อแม่ลั่นบนรถเมล์ เรียกว่าคนทั้งคันต้องฟังเสียงเด็กคนนี้ กระเป๋ารถเมล์และคนขับไม่สนใจ พ่อแม่ก็พยายามบังคับให้ลูกสงบลง พอพ่อแม่ดุว่า เด็กก็ใช้เงื่อนไขที่เด็ดมากโต้ตอบพ่อแม่ให้หยุดดุว่าได้ ด้วยการบอกว่า "เดี๋ยวกูอ้วกแตกนะ" แล้วเด็กก็ออกอาการอ้วก เค้นให้อ้วก คือดิฉันนั่งอยู่เบาะหน้าพวกเค้า ดิฉันได้ยินก็ต้องสงบสติอารมณ์ให้ได้ เพราะไม่งั้นจะอ้วกเองซะก่อนเด็ก เสียงเหมือนอ้วกจะออกมาได้จริงๆ และคิดว่าน่าจะอ้วกออกมาได้จริง พ่อแม่คงรู้ด้วยว่าลูกทำได้จริงเพราะพ่อแม่เลิกดุว่าทันที คืออ้วกออกมานี่จะยุ่งยากขนาดไหนบนรถเมล์ ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงสนามหลวง คนทั้งรถต้องฟังเด็กร้องอาละวาดพ่อแม่ เล่นงานพ่อแม่ไปตลอดทาง

ไปซื้อกับข้าวที่แมคโคร มีกระสอบใส่ถั่วถังใส่ถั่วต่างๆ ตั้งไว้หลายถังหลายกระสอบพร้อมที่ตัก ดิฉันเห็นเด็กโตน่าจะประมาณชั้นประถมต้นๆได้ ตักถั่วใส่ผสมปนเปไปทุกกระสอบ พ่อแม่ก็ยืนหยิบของอยู่ตรงนั้นก็ไม่ว่าอะไรลูก ปล่อยให้ตักถั่วผสมกันมั่วไปหมด

สังคมเราเดี๋ยวนี้เลี้ยงลูกให้น่ารักเฉพาะคนในครอบครัว แต่ไม่น่ารักสำหรับบุคคลทั่วไปค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2016, 11:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


วันเด็กที่จะมาถึงอีกครั้ง

ขอให้พ่อแม่อบรมบ่มนิสัยเด็กให้มีมารยาท เป็นเด็กที่มีความรู้ และสุขภาพแข็งแรงกันนะคะ
มีลูกแล้วต้องลำบากในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ถ้าไม่อยากลำบาก ก็อย่ามีลูกออกมาให้สังคมเดือดร้อนค่ะ

ส่วนพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติๆ ที่เลี้ยงดูลูกหลานในปกครองของท่าน ให้เป็นคนดี เป็นเด็กดีมีมารยาท ขยันเล่าเรียน ถูกปลูกฝังความกตัญญูรู้คุณผู้อื่น เป็นต้น ก็ขอให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ ถือว่าได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน สร้างคนดีให้กับประเทศชาติ

การพาเด็กไปตามที่สาธารณะนั้น เด็กทำอะไรขึ้นมา ดี หรือ ไม่ดี มันสะท้อนถึงตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง
การปล่อยปละละเลยเด็ก คือความเห็นแก่ตัวของท่านและ มันจะถูกปลูกฝังในตัวเด็ก ด้วยการกระทำของท่าน
ท่านได้มอบมรดกที่เลวร้ายแก่ลูกหลานของท่าน ท่านได้เป็นเบ้าหล่อหลอมเด็กขึ้นมาได้เห็นแก่ตัวเหมือนท่าน

การอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องทำตัวเป็นแบบอย่างแก่เด็ก เวลาคนเค้าด่าเด็กนั้นเค้าด่าถึงวงศ์ตระกูลด้วยค่ะ และบางคนไม่ด่าเด็กแต่ด่าพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น รับผิดชอบต่อสังคมที่ท่านอยู่อาศัยด้วย ไม่ใช่ว่ามีเงิน มีความสุขกันในครอบครัวแค่นั้น แล้วไม่ต้องแคร์ใคร ควรต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วย

คนจนก็ไม่ใช่ย่อย บางคนทำอะไรผิดทุกครั้งก็ยกความจนเป็นข้ออ้าง อ้างว่าจนอย่างเดียว เหมือนกับว่าความจนนี้เป็นพาสปอร์ตเข้าไปทำเลวได้ในทุกสถานที่ อย่างคนเช่าบ้านของดิฉันไม่ยอมเอาขยะไปทิ้งถังที่ดิฉันจัดไว้บริการหน้าทางเข้าบ้านห่างจากบ้านไม่กี่เมตร แต่กลับโยนทิ้งไว้หลังบ้านที่ตนเองเช่าเหมือนกองขยะสูงเกือบถึงเอว กองขยะยาวขนานไปกับตัวบ้าน พอย้ายบ้านก็ไม่ยอมนำขยะไปทิ้ง ดิฉันถามว่าทำไมไม่ทิ้งขยะให้ด้วย กลับตอบว่า เพราะจนไม่สามารถจ้างคนมาเก็บทำได้ ดิฉันก็บอกว่าก่อนจะจ้างคนนั้น มีเวลาก่อนจะย้ายตั้งเดือนกว่าๆ เก็บทิ้งถังขยะวันละถุงสองถุงดำ อาทิตย์เดียวก็หมดแล้ว มอเตอร์ไซร์บ้านตัวเองก็มี ขับเข้าออกทุกวัน เอาใส่ท้ายรถขับไปไม่ถึง ๕๐๐ เมตร ก็ถังสาธารณะแล้ว แต่ไม่ทำ อ้างว่าจน ก็คงใช่ที่ว่าจน แต่จนความดีไม่มีความละอาย ดิฉันก็เห็นว่าในบ้านเค้าก็มีลูกสาว พ่อแม่กระทำอย่างนี้ เด็กเห็นเป็นเรื่องปกติซะแล้ว วันหน้าสังคมของเราก็จะมีแต่คนสกปรกมักง่าย

บางคนดิฉันเห็นนะคะ เค้าอบรมลูกอย่างดี แม้ดอกไม้สักดอกก็ไม่ยอมให้ลูกเด็ด ในเวลาที่ไปบ้านคนอื่น ดิฉันเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผิดกับเด็กบางคนเข้าไปในบ้านคนอื่นได้ เด็ดดอกไม้ซะโกร๋นหมดต้น ไม่หมดไม่เลิกด้วยค่ะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญไม่ต้องอบรม เพราะเรื่องทุกเรื่องมันเป็นพื้นฐานแก่ชีวิตเด็กที่จะเติบโตในภายภาคหน้า เป็นพ่อแม่ที่ดีต้องมีความฉลาดในการหาอุบายอบรมสั่งสอนลูก

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อว่า คนไทยเรานั้นเป็นคนยิ้มแย้มอ่อนโยน จิตใจดี ก็ยังต้องมีครอบครัวที่อบรมลูกหลานให้เติบโตสวยงาม ต้องมีอยู่แล้ว เวลาเราเห็นเด็กที่น่ารัก มารยาทดี คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็รู้สึกชื่นชมและชมไปถึงพ่อแม่ด้วยค่ะ

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
นำมาจากเวป https://www.gotoknow.org/posts/337450 เชิญอ่านค่ะ

วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย มีดังนี้

1. การสร้างความผูกพันรักใคร่ เป็นพื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู พ่อ – แม่ ผู้ปกครองจะต้องเริ่มสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในวัยแรกเกิด พ่อแม่ ผู้ปกครองได้สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน อุ้มอย่างทะนุถนอม เลี้ยงดูเอาใจใส่ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็ก ดูแลความสุขสบายต่าง ๆ พูดคุยกับเด็กด้วยเสียงที่นุ่มนวล เป็นต้น สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้การอบรมในวัยเด็กได้ผลดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันรักใคร่ให้เกิดกับเด็กอีกด้วย

2. ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเด็กได้กระทำพฤติกรรมที่พึงปรารถนา จะมีการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน เช่น ความรัก ความสนใจ คำชมเชย ซึ่งจะทำให้การกระทำนั้น ๆ เกิดขึ้นอีก

3. พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้มีศีลธรรม ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม และถูกต้อง

4. การควบคุมสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น การจัดให้เล่นเกมเพื่อเด็กจะได้รู้จักกฎเกณฑ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ การจัดหาหนังสือที่มีประโยชน์อ่านให้เด็กฟัง เพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่าน เป็นต้น

5. วิธีการตอบสนองกลับ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดเพื่อแสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวกและทางลบ เมื่อเด็กมีปัญหาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตัดสินใจฟังเด็กว่ากำลังพูดอะไร เมื่อเด็กพูดจบพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสะท้อนความรู้สึกที่เด็กได้แสดงออกกลับไป ด้วยคำพูดของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ยอมรับและมีคุณค่า อันจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กเข้าใจได้ตรงกัน

6. การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พ่อแม่ผู้ปกครองควรควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับปัญหา วิธีการที่ใช้ในการแก้ปัญหาได้แก่

6.1 การแยกเด็กออกจากกลุ่มในช่วงเวลาสั้น ๆ

6.2 การแยกตัวของพ่อแม่ผู้ปกครอง

6.3 การห้ามไม่ให้เด็กทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับตัวเด็กในช่วงเวลาหนึ่ง

6.4 การตี จะใช้ก็ต่อเมื่อใช้วิธีการอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ควรทำกับเด็ก 2 ขวบ และไม่ควรกระทำอย่างรุนแรง

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/337450 ( :b8: ขอบคุณค่ะ)

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

เชิญอ่านกระทู้
สำหรับพ่อแม่ที่พาลูกๆ ไปรับประทานอาหารตามร้านค่ะ ช่วยดูแลบุตรหลานของท่านให้ดีด้วยนะคะ ^^"
:b8: http://pantip.com/topic/30250499

ความคิดเห็นที่ 20
เล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์นะคะ เผื่อพ่อแม่ที่อาจคิดว่าเด็กวิ่งเล่นกัน ช่างมันเถอะ
ร้านอาหารริมแพแม่น้ำ เคยมีเด็กตกลงไปแล้วจมน้ำตายมาแล้ว เหตุก็เกิดจากการที่พ่อแม่นั่งกินอาหารแล้วปล่อยลูกวิ่งเล่นกันนี่แหละค่ะ ถ้าเป็นร้านอาหารทั่วไป อย่างเลวร้ายที่สุดก็คงชนโดนหม้อไฟร้อนๆ แต่ก็คงไม่ถึงตาย แต่นึกสภาพแพที่ลอยน้ำอยู่นะคะ พอเด็กตกลงไปปุ๊บ น้ำในแม่น้ำก็ดูดเด็กลงไปใต้แพทันที ต่อให้ว่ายน้ำเป็นก็รอดลำบากเพราะน้ำทั้งเชี่ยวและใต้แพก็ไม่มีอากาศหายใจ เพื่อนเราอยู่ในเหตุการณ์บอกว่าคนทั้งแพกินข้าวกันไม่ลงเลย สลดใจสุดๆ
ตอบกลับ
21 31
Oscar Wyne
14 มีนาคม 2556 เวลา 22:26 น.

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2016, 14:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

๓. เรื่องพระติสสเถระ [๑๘๔]
ข้อความเบื้องต้น



ข้อความตอนหนึ่งบรรยายไว้ว่า

พระเถระห่วงใยในจีวร ตายแล้วเกิดเป็นเล็น
ลำดับนั้น พี่สาวของท่านจัดแจงวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุสามเณรผู้ทำจีวรของพระติสสะนั้น. ก็ในวันที่จีวรเสร็จ พี่สาวให้ทำสักการะมากมาย.
ท่านแลดูจีวรแล้ว เกิดความเยื่อใยในจีวรนั้น คิดว่า "ในวันพรุ่งนี้ เราจักห่มจีวรนั้น" แล้วพับพาดไว้ที่สายระเดียง, ในราตรีนั้น ไม่สามารถให้อาหารที่ฉันแล้วย่อยไปได้ มรณภาพแล้ว เกิดเป็นเล็นที่จีวรนั้นนั่นเอง

:b8: :b8: :b8:

แม้แต่พระเถระยังไปเกิดเป็นเล็น แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย สัตว์ตัวใหญ่ต่างๆ นั้น ได้เคยเกิดเป็นคนมาแล้วทั้งสิ้น ในสังสารวัฏฏ์ที่ยาวนานนั้น สัตว์ทั้งหลายวนเวียนเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ มาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นการที่มนุษย์ไปฆ่าสัตว์ ไปรังแกสัตว์ สัตว์เหล่านั้นก็เคยเกิดเป็นคนมาแล้ว มองไปที่หมา หมาตัวนี้ก็เคยเกิดเป็นคน มองไปที่แมว แมวตัวนี้ก็เคยเกิดเป็นคน มองไปที่ปลาในตู้ปลา ปลาเหล่านั้นก็เคยเกิดมาเป็นคนทั้งสิ้น มองไปที่สัตว์ใดสัตว์นั้นก็เคยเกิดเป็นคน แม้แต่เห็บหมัดที่หมาที่แมว มด ปลวก ช้าง ม้า วัว ควาย ปลาในแม่น้ำในทะเล นกบนท้องฟ้าฯลฯ สัตว์เหล่านี้เคยเกิดมาเป็นคนมาแล้วทั้งสิ้น

แม้แต่เดินเข้าไปซื้อเนื้อสัตว์ในตลาด เห็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ฯ สัตว์ที่ตายแล้ว หรือยังไม่ตาย สัตว์เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ เคยเกิดมาเป็นคนมาแล้วในอดีตชาติด้วยกันทั้งสิ้น การไปซื้อเนื้อสัตว์กิน ก็เสมือนหนึ่งเรากินเนื้ออดีตคนด้วยกันเอง ดีๆ นี่เอง ท่านที่เคยอ่านหนังสือกฏแห่งกรรม ของคุณ ท.เลียงพิบูลย์ คงเคยอ่านเรื่องที่มีคนจีนสามคน ใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกัน ได้กระโดดข้ามเข้าไปในเล้าหมูแล้วหายวับไป ในเวลาต่อมาแม่หมูในเล้านั้นก็คลอดลูกหมูออกมา ตัวลูกหมูมีสามตัวที่จะมีสีสันเหมือนเสื้อคนจีนสามคนนั้นที่กระโดดข้ามเล้าหมูแล้วหายไป

เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ความเมตตากรุณาสัตว์ต่างๆ เหล่านั้นด้วย อดีตชาติใดชาติหนึ่งพวกสัตว์เหล่านี้ก็เคยเกิดเป็นคนเหมือนเรามาก่อน อย่าไปทำร้ายร่างกายพวกเขาดีกว่าค่ะ อย่าไปเห็นว่าพวกเขาเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน แล้วจะใช้อำนาจของความเป็นมนุษย์ที่มีอาวุธมีเครื่องมือทำร้ายพวกเขา ในอดีตพวกเขาก็เคยเกิดเป็นคนเหมือนกับท่านในปัจจุบันนี้ สงสารพวกเขาเถอะนะคะ การสงสารพวกสัตว์เหล่านั้น การไม่ไปทำร้ายสัตว์และมนุษย์ด้วยกันนั้น ก็เท่ากับท่านได้ให้โอกาสแก่ตนเอง ถ้าท่านทำสัตว์หรือคนอื่นให้พิการให้ตายไป ท่านก็จะได้รับผลแห่งการกระทำนั้นเหมือนกัน สมมุติว่าท่านได้ทำร้ายหมาตัวหนึ่งให้ตาบอด ผลจากการทำอกุศลกรรมนี้จะทำให้ท่านเกิดในชาติต่อไป ท่านจะเกิดมาเป็นสัตว์ที่บกพร่องไม่มีปสาทตา ท่านอาจจะทำกุศลกรรมให้ได้ความเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ไม่มีระบบปสาทตา คือบกพร่องแต่กำเนิดไม่มีปสาทเกิดขึ้น หมดทางเยียวยาในด้านใดให้สามารถมองเห็นได้เลย และถ้าหากท่านไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เป็นสัตว์ที่ไม่มีปสาทตา เป็นสัตว์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ลำบากนะเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วยังตาบอดอีก

ดังนั้น อย่าไปรังแกสัตว์ ฆ่าสัตว์ ในบางรายโกรธที่สัตว์มาทำลายของของ ถึงกับวางยาหรือขว้างปาสัตว์ การทำร้ายผู้อื่นก็เท่ากับทำร้ายตนเองด้วยในอนาคตค่ะ

การเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้น เกิดจากกุศลกรรมก็จริงอยู่ แต่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ผม ผิวหนัง ตา หู จมูก ตับ ไต ไส้ ปอด แขน ขา เป็นต้น อวัยวะทั้งภายในและภายนอกเหล่านี้นั้น ต่างก็ต้องมีกุศลกรรมเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น อวัยวะต่างๆนี้ขึ้นอยู่กับกุศลกรรมที่ทำไว้ทั้งสิ้น บางคนอายุได้ ๑๐ ปีตาบอดเกิดจากกุศลกรรมที่เคยทำไว้เกี่ยวกับตา ได้อายุของตาเพียงแค่นี้ พออายุ ๑๐ ปีตาจึงบอดสนิท บางคนอายุ ๙๐ ปีตายังมองเห็นได้ดี บางคนเกิดมาไม่มีปสาทตาตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา ตอนอยู่ในท้องมารดาพอถึงเวลาที่ปสาทตาต้องเกิดแต่ชนกกรรมไม่นำเกิด ปสาทตากลับไม่เกิดขึ้น ก็เกิดมาตาบอด สิ่งเหล่านี้เกิดจากกรรมทั้งสิ้น เพราะคนๆ นี้ได้เคยทำลายตาของสัตว์หรือคน ทำให้เขาตาบอด พอเกิดมาในท้องมารดาจึงชนกกรรมไม่นำเกิดให้มีปสาทตาเกิดขึ้นตามกำหนดเวลาที่ต้องมีปสาทตาเกิดขึ้นตอนอยู่ในท้องมารดา บางคนชนกกรรมนำปสาทตาให้เกิดขึ้นในท้องมารดาได้แต่ถูกทำลายในภายหลัง เนื่องจากยาที่มารดากินเข้าไปแล้วไปทำลายปสาทตาของทารกในครรภ์ เกิดจากอุปปีฬกกรรมถูกเบียดเบียนให้ปสาทตาชำรุดหรือเสียไป ถ้าชำรุดไม่มากเมื่อทารกคลอดออกมาอาจจะรักษาได้ในภายหลังก็มี ส่ิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดจากกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่เคยทำไว้ทั้งสิ้น เราควรจะทำกุศลกรรมไว้ให้มากดีกว่า และลดการทำอกุศลกรรมลง เพื่อที่เราจะได้มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ในการทำกุศลสืบต่อไป เพื่อความพ้นทุกข์ หรือบางคนก็เพื่อความเป็นสุขในภพชาติต่อไปค่ะ

ดังนั้น อย่าไปรังแก ทำร้าย หรือฆ่าคนและสัตว์ เพราะการทำร้ายผู้อื่น ก็เท่ากับ ทำร้ายตนเองในอนาคต
การให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้อื่น ก็เท่ากับ ให้ความเมตตากรุณาต่อตนเองในอนาคตด้วยค่ะ

การเกิดเป็นอะไร เกิดแล้วจะเป็นอย่างไร ในชาติต่อไปต่อจากชาตินี้ จะเอากุศลและอกุศลของการกระทำในชาตินี้เป็นสำคัญเพราะกุศล และอกุศลที่ทำในชาตินี้ ในวิถีจิตที่เป็นชวนะดวงที่ ๗ นี้เป็นตัวนำเกิด ถ้าทำกุศลไว้มากเป็นอาจิณณกรรม ชวนะดวงที่ ๗ ที่เป็นกุศลนำเกิดก็มีมากด้วยค่ะ ขณะใกล้ตายถ้าไม่มีอาสันนกรรมมาคั่น อาจิณณกรรมก็ทำงานในวาระสุดท้ายของชีวิตค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2016, 18:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๑๒. สุตโสมจริยา
อรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
(ข้อความตอนหนึ่งว่า....พระเจ้าพาราณสีเว้นเนื้อแล้วก็ไม่เสวย คนทำอาหารเมื่อไม่ได้เนื้ออื่น ก็ทำเนื้อมนุษย์ให้เสวย ทรงติดในรส รับสั่งให้ฆ่ามนุษย์ แล้วเสวยเนื้อมนุษย์ จึงมีพระนามว่าโปริสาท.)
เชิญอ่านค่ะ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... =33.3&i=32

มหาภูตรูป ๔ คือ ปถวี อาโป เตโช วาโย มีกรรมเป็นสมุฏฐาน

:b8: ขอบคุณข้อมูลจาก บันทึกภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย
https://www.facebook.com/BanthukPhumipa ... 9268291931
....ธาตุไฟภายใน หมายถึง ธาตุไฟอันเป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในร่างกายที่มีวิญญาณ มีอยู่ 5 ชนิด คือ อุสมาเตโช (ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น) ปาจกเตโช (ไฟที่ย่อยอาหาร) ชิรณเตโช (ไฟที่บ่มให้ร่างกายทรุดโทรม) สนตาปนเตโช (ไฟที่ทำให้ร้อน เป็นไข้เจ็บป่วย) ทาหนเตโช (ไฟที่ทำให้ร้อน มีไข้ เจ็บป่วย) โดยไฟที่ประจำในร่างกายที่มีวิญญาณ ได้แก่ อุสมาเตโช และปาจกเตโช ส่วนสันตาปนเตโช ทาหนเตโช ไม่มีอยู่ประจำ..........ธาตุไฟภายนอก หมายถึง ธาตุไฟอันเป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ เช่น ไฟฟืน ไฟเผาหญ้า

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

และข้อความต่อไปนี้ คัดลอกบางส่วนจาก พระอภิธรรม ปริจเฉท ๙ เล่ม ๑

อาหารที่ย่อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยอำนาจปาจกเตโชธาตุนั้นย่อมให้สำเร็จเป็นเลือด เนื้อ กระดูก ผม ขน เล็บ ฟัน เป็นต้น ส่วนอาหารที่ไม่ย่อยนั้นก็กลับทำให้โรคต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเช่น หิดเปื่อย หิดด้าน คุดทะราด โรคเรื้อน กลาก หืด มะเร็ง เป็นต้น เมื่ออาหารเข้าร่างกายนั้นเข้าทางเดียวคือทางปาก แต่เมื่อเวลาจบขบวนการย่อยแล้วจะกลายเป็นสิ่งปฏิกูล ครั้นเมื่อไหลออกก็ไหลออกจากช่องใหญ่ทั้ง ๙ ช่องเล็กทุกขุมขน เป็นไปโดยประการต่างๆ เป็นต้นว่าไหลจากช่องตาทั้งสองเป็นขี้ตา ไหลจากช่องหูทั้งสองเป็นขี้หู ไหลออกจากช่องจมูกทั้งสองเป็นขี้มูก ไหลจากช่องปากเป็น น้ำลาย เสมหะ ไหลออกจากช่องทวารหนักเป็นอุจจาระ จากทวารเบาเป็นปัสสาวะ ไหลจากช่องขุมขนเป็นเหงื่อ ขณะที่บริโภคอยู่นั้นย่อมนั่งล้อมวงพร้อมหน้ากันเป็นหมู่ๆ (เช่นที่บ้านของดิฉันในขณะที่กำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ กำลังกินอาหารกันอยู่ เว้นดิฉันคนเดียวที่กำลังเร่งพิมพ์กระทู้อยู่ ถ้าตามปกติก็สี่คนพ่อแม่ลูกสองคน พร้อมหมาวิ่งรอบโต๊ะ) เมื่อถึงคราวที่จะถ่ายออกเป็นอุจจาระ ปัสสาวะก็ต้องปลีกออกจากหมู่คณะไปแอบแฝงแต่เดียวดาย เมื่อบริโภคในวันแรกมีทั้งยินดี ร่าเริง สนุกสนาน ปลื้มใจปีติโสมนัส ครั้นวันที่ ๒ เป็นเวลาที่จะถ่ายออก ย่อมปิดจมูก หน้านิ่วคิ้วขมวดสะอินสะเอียน เก้อเขิน และในวันแรกมีความเอร็ดอร่อยชอบอกชอบใจจดจ่อหลงไหลหมกมุ่นกลืนกิน พอรุ่งขึ้นวันที่่ ๒ ทิ้งไว้เพียงคืนเดียวก็หมดความชอบใจ กลับเกลียดขยะแขยง มีความรำคาญไม่สบายเพราะต้องทำการถ่ายออก เหตุนั้นท่านโบราณจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
๑. ข้าว เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว และของบริโภค ซึ่งควรแก่ผู้ที่ยิ่งใหญ่เข้าไปโดยทางเดียว แต่หลั่งไหลออกจากช่องใหญ่ทั้ง ๙ และช่องขุมขน
๒. ข้าว เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว และของบริโภค ซึ่งควรแก่ผู้ที่ยิ่งใหญ่ขณะรับประทานอยู่ก็รวมหน้าพร้อมกันหมดทั้งญาติ พี่น้อง ลูกหลาน และมิตรสหาย ครั้นถึงเวลาถ่าย ก็ต้องปลีกตัวออกไปแอบแฝงอยู่แต่เดียวดาย
๓. ข้าว เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว และของบริโภค ซึ่งควรแก่ผู้ที่ยิ่งใหญ่ขณะที่กำลังรับประทานนอยู่นั้นย่อมยินดี ร่าเริง เอร็ดอร่อย ครั้นถ่ายออกมาก็กลับขยะแขยง เกลียด เหม็น ไม่อยากมอง
๔. ข้าว เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว และของบริโภค ซึ่งควรแก่ผู้ที่ยิ่งใหญ่เข้าไปในท้องเพียงคืนเดียวว พอรุ่งขึ้นก็บูดเน่าเสียไปหมด

เวลาตอนขณะกินเข้าไปก็เปื้อนมือ ปาก ลิ้น เพดานฯ อวัยวะที่เกี่ยวข้องย่อมเปรอะเปื้อนไปด้วยกลิ่นเหม็นคาว แม้ล้างก็ไม่หมดกลิ่น ต้องใช้สบู่หอม อย่างที่เรากินอาหารทะเล ต้องใช้สบู่นกแก้วฟอก ยังไม่พอยังต้องใช้เปลือกมะนาวมาถูกมืออีกด้วยเพื่อให้กลิ่นหมดไป ถึงคราวอาหารเข้าไปก็ต้องมีภาระ แม้คราวไหลออกเป็นของเสียก็เช่นกัน ย่อมสกปรกเปรอะเปื้อนไปทั่วร่างกาย คือ เป็นขี้ตาเปื้อนตา ขี้หูเปื้อนหู ขี้มูกเปื้อนจมูก ขี้ฟันเปื้อนฟัน เปื้อนปากและลิ้นเพดานโดยเป็นน้ำลาย เสมหะ เปื้อนร่างกายทั่วไปโดยเป็นเหงื่อ เปื้อนทวารหนัก ทวารเบาโดยเป็นอุจจาระ ปัสสาวะ มีแต่เปรอะเปื้อนไปหมดเวลาร่างกายขับถ่ายของเสียออกมา เป็นภาระแก่พวกเรานะคะ ที่จะต้องชำระล้าง คอยดูแลทำความสะอาดไม่ให้น่ารังเกียจแก่คนที่พบเจอเรา สำหรับทวารหนักทวารเบาก็ต้องชำระล้างเป็นพิเศษ เสร็จแล้วก็ต้องล้างมือให้สะอาดอีกครั้ง เป็นภาระแก่พวกเราโดยแท้ แต่เราก็ไม่ได้ชำระแค่ตัวเรา อย่างท่านที่นำสัตว์มาเลี้ยงก็มีภาระเพิ่มนะคะ ทั้งต้องหาอาหารให้และดูแลทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงด้วย แบกขันธ์๕ของสัตว์เลี้ยงไว้ด้วยอีก

อีกแง่หนึ่งคือ คนบางคนเกิดมาเหมือนโดมผู้จองหอง ศักดิ์ศรีมีมาก บอกว่าชั้นไม่่ขอใครกิน แต่ว่าจริงๆ แล้ว เมื่ออกุศลวิปากส่งผลให้ต้องตกอับยากจน ไม่มีอาหารกิน ปาจกเตโชซึ่งเกิดจากกรรมจะเป็นตัวเร่งให้ความหยิ่งหายไป ปาจกเตโชเกิดจากกรรมเมื่ออกุศลวิปากส่งผลจะไม่รับก็ไม่ได้ค่ะ จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้ปาจกเตโชเกิดขึ้นได้เลย ก็จะได้รับความทุกข์ทรมานจากความหิว และความหิวอันเกิดจากปาจกเตโชบีบคั้นจะบีบบังคับให้หมดสิ้นความคิดต่างๆ ที่เคยบอกว่าจะไม่ขอใครกิน ก็ต้องขอ เพื่อบรรเทาความหิวที่บีบบังคับด้วยความทุกข์ทรมาน

หนึ่งในอายตนะทั้งหลายที่เกิดได้เฉพาะแต่ในกามภูมิคือ ชิวหาปสาท และรสารมณ์ เป็นช่องทางให้กิเลสตัณหาเกิดขึ้นได้มาก ในสมองของเราจะมีสมองส่วนที่เป็นการรับรู้อย่างดิบๆ คือ หิวจริงจึงกิน กับสมองในส่วนที่ปรุงแต่งคือไม่ได้หิวแต่อยากกิน ในสมองของเรามีส่วนที่เป็นการรู้แบบดิบๆ กับสมองส่วนที่คิดปรุงแต่งให้เกิดความอยาก เราจึงต้องมีสติให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ มีประโยชน์ให้ความอยากระงับไปได้บ้าง เคยหรือไม่ที่เราขับรถดั้นด้นไปหาอาหารที่อยากกิน บางครั้งขับรถข้ามจังหวัด บางครั้งนั่งเครื่องบินข้ามประเทศไปเพื่อกินอาหารที่อยากกิน การสนองตัณหาของเรามีอานุภาพมาก ทำให้เราดั้นด้นไปกินของอร่อยตามใจให้ได้ ถ้าเป็นเรื่องการทำความดีทำกุศล เรามีความพยายามได้แบบนี้ก็จะดีไม่น้อยทีเดียว อย่างคนบางคนก็เป็นคนดีมีศรัทธาในพุทธศาสนา พอชวนไปวัดไปทำบุญไปฟังธรรมไม่ไป มีข้อขัดข้องมากมาย แต่พอนัดเลี้ยงอาหารสังสรรกันกลับไปได้ง่ายดายด้วยความยินดี

ความเป็นไปของชีวิตของคนทุกวันนี้ หลักใหญ่จริงๆที่ทำงานทำการกัน ก็เพื่อแสวงหาอาหารเป็นหลักสำคัญอันดับหนึ่งจริงๆ ในขณะที่เราหลงลืมความสำคัญของอาหารกินกันอย่างฟุ่มเฟื่อย เราไปหลงไหลกับเงินทองของมีค่า แต่เมื่อความลำบากขาดแคลนอาหารเกิดขึ้น แม้มีเงินมีทองเพื่อแลกอาหาร แต่กลับไม่มีอาหารให้แลกเอามา เงินทองของมีค่าก็หมดความหมาย อาหารต่างหากที่เราต้องการในขณะที่หิว จะเห็นได้จากในปีที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทุกบ้านพยายามสะสมอาหารและน้ำดื่มไว้ให้มากที่สุด เพราะแท้ที่จริงเมื่อถึงเวลา อาหารและน้ำต่างหากที่มีค่า การให้อาหารแก่คนที่หิวคือการให้กำลัง อาหารที่เรากินเข้าไปหนึ่งมื้อ สามารถต่อชีวิตเราไปได้ ๗ วัน เรากินอาหารหนึ่งมื้อก็เท่ากับเรายืดชีวิตของเราให้ยืนนานไปได้อีก ๗ วัน กินแต่ละมื้อไปเรื่อยๆเป็นการยืดชีวิต

อย่าหลงลืมว่าอาหารคือสิ่งจำเป็นจริงๆ ของเรา ร่างกายของเราก็ไม่ต่างจากป่าช้า เราบรรจุซากศพไก่ ซากศพหมู ซากศพวัว ซากศพกุ้ง ฯลฯ สัตว์ต่างๆ ที่เรากินซากศพมันเข้าไป ก่อทั้งประโยชน์และโทษแก่ร่างกาย ถ้ากินพอเหมาะอย่างระมัดระวังก็ให้ประโยชน์ แต่ถ้ากินแบบตามใจปากไม่ระวังก็ให้โทษได้ เมื่อเราตายซากศพเราก็เน่าเหม็น ส่วนเทวดากินอาหารที่เป็นทิพย์ไม่มีกากอาหาร ไม่มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวาร เมื่อตายก็ไม่มีซากศพ ร่างกายสูญหายไปเหมือนดวงประทีปดับลง สำหรับเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเทวดาบางพวกที่อยู่ติดต่อกันกับมนุษย์นั้น เมื่อตายแล้วคงเป็นซากศพเหลืออยู่ก็มี (อันนี้ห้ามถามกลับมาค่ะ เพราะดิฉันไม่ทราบคำตอบนะคะว่าซากศพเทวดาที่เหลืออยู่จะค้างเติ่งที่ไหน กำจัดย่อยสลายไปด้วยวิธีใด ดิฉันทราบว่าจะมีซากศพเป็นส่วนย่อยค่ะ) ส่วนพรหมทั้งหลายนั้นมีปีติเป็นอาหารค่ะ ก็เป็นบุญของเทวดาและพรหมนะคะที่ปฏิสนธิเป็นแบบโอปปาติกกำเนิด ที่ไม่ต้องลำบากเหมือนมนุษย์ที่ต้องคอยแสวงหาอาหารใส่ปากใส่ท้อง จนเกิดการเบียดเบียนกัน จนถึงขั้นทำสงครามกันเลยทีเดียว พูดไปพูดมาแล้วก็มีข้อดีของความลำบากของมนุษย์นี้สามารถกลับกลายเป็นช่องทางทำกุศลสำหรับมนุษย์ขี้เหม็นอย่างพวกเรานะคะ ที่มีโอกาสดีได้ทำกรรมฐานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปฏิกูล เช่น อสุภกรรมฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา เป็นต้น

เกิดเป็นมนุษย์แล้วอะไรที่ได้ประโยชน์ ก็เลือกทำกันนะคะ ไม่เช่นนั้นถือว่าเกิดโทษแก่การเกิดครั้งนี้ค่ะ

:b8: :b8: :b8:

ทวารทั้ง ๙ คืออะไร
:b8: ขอบคุณค่ะ http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.co ... B8%A3.html

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2016, 09:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


แก๊งขอทานเต็มบ้านเต็มเมือง

เคยมีการรณรงค์ไม่ให้เงินแก่ขอทาน เพื่อหยุดขบวนการของแก๊งขอทาน พวกแก๊งขอทานบางคน อายุยังไม่มาก แต่สภาพร่างกายที่ตรากตรำจากการใช้ชีวิตกินเหล้ามากสูบบุหรี่จัด ทำให้ดูอิดโรยน่าสงสาร แต่แท้ที่จริงแล้วอายุเพียง ๔๐ กว่าๆ ซึ่งคนที่อายุระดับนี้แขนขาดีควรอยู่ในวัยทำงาน แต่เที่ยวตะเวนขอทานทั้งผัวทั้งเมีย อ้างว่าตามหาลูก ประมาณว่าโดนลูกทิ้งบ้าง สร้างเรื่องดราม่าน่าสงสาร ถ้าเรื่องราวชีวิตรัดทน บวกกับสภาพที่ทรุดโทรม คนที่ฟังจะต้องควักแบงค์ร้อยจากกระเป๋าให้เป็นทานกันอยู่แล้ว เมื่อตามหาลูกไม่เจอ ก็ต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัด คนที่ฟังจะให้ค่ารถให้เพียง ๑๐-๒๐ บาทไม่ได้เพราะไม่พอแน่นอน เพราะระบุว่าค่ารถกลับบ้าน อีกทั้งค่ากินอาหารอีก เรียกว่าวันๆ หนึ่ง มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มากกว่ารายได้คนทั่วไปที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเสียอีก

หญิงชราบางคนก็นั่งขอทานตรงจุดที่คนเยอะ บอกว่านั่งคอยลูกมารับ สภาพน่าสงสาร แต่แท้ที่จริงแล้วคนในพื้นที่ตรงนั้นรู้ดีว่า หญิงชราคนนี้ไม่มีลูก แต่เป็นขอทานมาหลายสิบปีแล้ว ที่สร้างเรื่องว่าคอยลูก จริงๆแล้ว ไม่เคยมีลูก แต่พูดให้น่าสงสาร คนที่ฟังจะได้ให้เงินเยอะ แทนที่จะนั่งเฉยๆ กับกระป๋องใส่สตางค์ ซึ่งถ้าทำสภาพนั้น จะได้แค่เหรียญบาท เหรียญห้าบาทสิบบาท หรืออย่างเยอะก็แบงค์ยี่สิบ แต่ถ้าสร้างเรื่องรัดทนสะเทือนใจ จะได้แบงค์ร้อยมาง่ายๆ แล้วก็เหมือนรายอื่นๆ คือกินเหล้าเป็นประจำ

หญิงชราบางคนก็อ้างว่าบ้านพัง ขอเงินบริจาคซื้อสังกะสีมุงหลังคา มียอดแน่นอนว่ากี่พันบาท ก็ว่าไป เรียกว่า มียอดให้คนรวมด้วยช่วยกันจ่าย แต่จริงๆ แล้ว ก็ขอทานมืออาชีพ ไม่ใช่ขอทานเฉพาะกิจเพื่อหาตังค์ซื้อสังกะสีมุงหลังคา

ขอทานผู้ชายบางคนร่างกายสภาพดีมาก แต่ลงทุนแต่งตัวให้น่าสงสาร มัดขาให้ดูว่าขาไม่ปกติ เดินไม่ได้ แล้วนอนคว่ำถัดไปกับพื้นถนน พร้อมกับกระบอกน้ำพลาสติกเพื่อขอทาน

หญิงชราบางคนก็ร้องไห้รัดทน ตระเวนตามหาลูกไปทั่ว ผูู้คนก็สงสารให้เงินกลับต่างจังหวัด ไปตรงไหนก็จะกลับบ้านต่างจังหวัด ขอเงินค่ารถกลับบ้านไปทั่ว ร้องไห้บอกว่าตนเองไม่ได้หลอกลวง กลัวตำรวจมาจับหาว่ามาหลอกตังค์คน แต่ที่แท้ก็นั่นแหละ หลอกขอตังค์คนไปทั่ว

ชายชราผู้น่าสงสาร ๒ คน ขอทานบนสะพานลอย สภาพที่น่าสงสารเพราะดูอิดโรยเหมือนตกระกำลำบาก แต่ที่ไหนได้ ที่ดูทรุดโทรมอิดโรยไม่ใช่เพราะอดข้าวหรือป่วยกระเซ๊าะกระแซ่ะตามประสาคนแก่ แต่อิดโรยเพราะดื่มเบียร์กันหนักทุกเย็น สูบบุหรี่จัด พอสายๆ ตื่นมาก็สภาพอิดโรยน่าสงสาร ก็ออกไปขอทานต่อ

การให้ทานแบบนี้ก็คือการส่งเสริมให้มีคนเอาเปรียบสังคมแบบนี้เยอะขึ้น เนื่องจากรายได้ดีมาก และเงินรายได้จากการขอทานก็ไม่ได้ตกกับผู้ขอเท่านั้น แต่เป็นรายได้หลักของคนควบคุมดูแลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นชายและหญิงที่แข็งแรงปกติ คอยดูแลรับส่งพวกขอทานเหล่านี้

หญิงชรานั่งหมอบขอทานที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามห้างสรรพสินค้า พอสี่ทุ่มมีผู้ชายแข็งแรงมาจูงกลับขึ้นรถ คิดดูนะหญิงชราสภาพแก่งอมขนาดเดินด้วยตัวเองยังไม่ได้ ทำไมสามารถมานั่งตรงข้ามห้างได้ ต้องมีคนพามา ถึงจะเรียกแท๊กซี่มาเอง ก็น่าจะลำบากด้วยซ้ำ

การขโมยลักพาเด็กและคนแก่ มานั่งขอทาน อาจจะมีมากขึ้นในสังคม สังคมคงจะไม่่น่าอยู่ ถ้ามีแต่ขอทานเกลื่อนเมือง มีแต่เด็กหาย ญาติผู้ใหญ่หาย หรือ มีแต่คนที่สามารถทำงานได้แต่ไม่ทำงาน สร้างเรื่องโกหกขอทานไปทั่ว หรือขอทานต่างด้าวที่พากันเข้ามากอบโกยเงินกลับบ้านเมืองตนเอง

ลองไปดูคนแก่ที่โดนลูกทิ้งจริงๆ จะไม่มีเวลามาตระเวนหาลูกในกรุงเทพ ต่างก็พยายามดิ้นรนทำมาหากินกันในถิ่นที่ตนอาศัย บางคนก็เก็บผักขาย รับจ้างทำงานตามที่แรงตนเองจะทำได้ ชายชราบางคนถีบซาเล้งเก็บของเก่ารับซื้อของเก่าไปขาย คนที่ถูกทิ้งจริงๆ ส่วนมากมักสู้ชีวิตในถิ่นตน ไม่เอาเวลาไปตามหาใคร เมื่อไม่กี่วันมานี้ชายชราเสียชีวิตคาซาเล้งเก็บของขาย อาแปะอายุมากเข็นกระเพาะปลาขายก็มี คนแก่บางคนก็หาของมาเดินขายก็มี คือพยายามทำงานหาเงินด้วยตนเอง สภาพแบบนี้น่าช่วยเหลือมาก บางคนก็เก็บผักตำลึงขาย บางคนก็เก็บมะม่วงมากองขายก็เคยเห็นค่ะ

การให้แบบไม่ยั้งคิด ก็เป็นการส่งเสริมให้มีคนขอทานระบาดทั่วไปหมด การให้แบบนี้ไม่ได้ทำให้สังคมน่าอยู่ แต่กลับจะทำให้สังคมอยู่ยากมากขึ้นไปอีก และเงินรายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนหนุ่มสาวมือเท้าดี ที่ควบคุมดูแลรับส่งขอทานอยู่เบื้องหลังค่ะ

สังคมของเราควรเลิกงมงายกับความน่าสงสารที่ขาดความไตร่ตรองให้รอบคอบ
เพราะคนที่น่าสงสารจริงๆ ไม่ค่อยจะมาตะเวนเปิดเผยตัว มักหมกตัวกับการหาเลี้ยงปากท้องตนเอง เรียกว่าพยายามพึ่งตัวเองจนถึงที่สุด หรือบางชีวิตก็จนวินาทีสุดท้ายก็ว่าได้ค่ะ

แต่ถ้าจะมีคำถามถามดิฉันว่า ดิฉันใจดำจะไม่ให้เงินแก่คนยากไร้เลยหรือ ดิฉันก็ขอตอบว่า ดิฉันนี่แหละให้เป็นประจำตัวจริงเสียงจริงเลยด้วย เพราะว่าเดินไปไหนก็มีคนมาขอตังค์ ยกมือไหว้ ดิฉันให้ค่ะ เพราะคนพวกนี้มีสภาพควรแก่การให้ เป็นคนเร่ร่อนน่าสงสาร คนพวกนี้ไม่เคยมาพูดจามากมาย ระบุว่าขอตังค์เท่านั้น ใครจะให้เท่าไรก็ได้ แบบนี้ดิฉันให้ค่ะ คือขอก็คือขอจริงไม่มีการแต่งเรื่องหลอกลวง และเป็นคนไทยที่ไร้บ้าน ดิฉันไม่เคยพลาดหรอกค่ะ ที่จะให้คนกลุ่มนี้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันเดินอยู่แถวศิริราช มีชายสองคนเหมือนคนใช้แรงงานตามปกติ มือถือกับข้าวสองถุง แต่ไม่มีข้าว พอเจอดิฉันก็บอกว่า ผมขอเงินซื้อข้าวครับ แบบซื้อกับข้าวจนเงินหมดไม่มีเงินเหลือซื้อข้าว ดิฉันให้ตังค์ เค้าก็ดีใจกัน เข้าไปซื้อข้าวนึ่งที่ร้านบริเวณนั้นต่อหน้าดิฉันทันที

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 85 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร