วันเวลาปัจจุบัน 22 ส.ค. 2018, 11:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 75 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2013, 11:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: การหมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ :b48:

ตโต ปรญฺจ ปฏิสนฺธาทโย รถจกฺกมิว ยถากฺกมํ เอว ปริวตฺตนฺตา ปวตฺตนฺตฯ

หลังจากที่จุติจิตดับลงแล้ว จิตทั้งหลายมีปฏิสนธิจิตเป็นต้น ก็เกิดขึ้นสืบๆ กันต่อไป หมุนเวียนตั้งชาติตั้งภพไปตามลำัดับแห่งหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ดุจจักรรถอันหมุนเวียนฉันนั้น


:b47: :b47: :b47:


ผู้ป่วยหนักที่มีอาการคล้ายๆ กับสลบไป
ในเมื่อมีคตินิมิตปรากฏ


ผู้ป่วยหนักบางคนที่มีอาการเหมือนกับสลบไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะคตินิมิตบางอย่างได้มาปรากฏนั้น
ในเวลานั้นรู้สึกว่าเหมือนกับได้ฝันไปว่าตนกำลังเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ อันเป็นที่อยู่ของอบายสัตว์
มีนรก เปรต เป็นต้น หรือสถานที่ที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์ เทวดาโดยประการต่างๆ คือได้เห็นสัตว์นรกที่
กำลังถูกทรมาน สถานที่ที่การทรมานพร้อมด้วยนายนิรยบาล พยายม ได้เห็นสถานที่สงัดเงียบ
น่าสยดสยอง เห็นตึกหลังใหญ่ มีเตาไฟ กระทะใหญ่ต้มน้ำกำลังเดือด เป็นที่สำหรับโยนเด็กลงไปในเมื่อ
ผู้ใหญ่มีความโกรธเด็กคนใดคนหนึ่งขึ้นมา เห็นคนกลุ่มใหญ่ยืนยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่ในกลุ่มใหญ่
อย่างสุดที่จะดูได้ หรือมิฉะนั้นก็เห็นเป็นป่าชัฎ ภูเขาใหญ่เป็นทิวแถว เห็นเหว ต้นไม้ใหญ่มีกิ่งใบสาขา
ปกคลุมมือครื้มแผ่ออกไปกว้างใหญ่ไพศาล เห็นสัตว์นานาชนิดล้วนแต่เป็นที่ขนพองสยองเกล้า กล่าวคือ
บางพวกมีร่างกายสูง บางพวกมีร่างกายใหญ่ บางพวกมีตัวดำ ศีรษะใหญ่ บางพวกมีแต่เนื้อไม่มีกระดูก
หรือมีแต่กระดูกไม่มีเนื้อ และตนเองได้ปีนป่ายเที่ยวไปตามไหล่เขาซุ่มตัวแอบดูสัตว์ร้ายต่างๆ ที่กำลัง
เป็นไปอยู่ในภูเขานั้นด้วย ความเหนื่อยอ่อนมีการกระหายน้ำเป็นกำลังจึงลงมาเที่ยวหาน้ำดื่ม แต่แล้วก็
ได้ไปพบสัตว์ร้ายเข้ามาจะทำอันตรายจึงได้ปีนหนีขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ หรือมิฉะนั้นก็ได้เห็นบ้าน
เมือง หมู่บ้าน ตำบล หรือตนได้ไปหาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่อยู่ต่างบ้าน ต่างถิ่น มีการเลี้ยงดูสนทนา
ปราศรัยซึ่งกันและกัน หรือได้เห็นราชรถ วิมาน นางฟ้า และตนเองได้เที่ยวไปในสถานที่นั้นได้อาศัย
อยู่ บางวิมานก็ว่างเปล่า จึงได้ไถ่ถามก็ได้ความว่า เป็นวิมานของท่านผู้หนึ่งที่ยังอยู่ในเมืองมนุษย์
ได้เบังเกิดขึ้นคอยท่าในเมื่อสิ้นชีวิตจากมนุษย์ แล้วก็จะได้มาเสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานนี้ ความเป็น
ไปแห่งคตินิมิตที่ปรากฏเหมือนกับการฝันไป

ทั้งผู้ป่วยก็มีอาการเหมือนกับคนที่สลบไปดังที่กล่าวนี้ บางคนก็เห็นเหมือนกับอยู่ในสถานที่ของตน
บางคนก็เห็นว่ามีคนมาชักชวน บางคนก็เห็นว่าตนเองได้ท่องเที่ยวไปตามลำพัง ความไปต่างๆ นี้
บางคนก็เป็นอยู่ชั่วระยะ ๒-๓ นาทีก็มี ๑-๒ ชั่วโมงก็มี ๑ วัน ๒ วันก็มี ดังที่พวกชาวบ้านได้กล่าวกันว่า
คนตายไปแล้วกลับฟื้นคืนมาได้อีก

"กมฺมพเลน" ด้วยอำนาจกรรมที่อภิธัมมัตถสังคหะกล่าวว่า กมฺมพเลน นั้นหมายความว่า
การปรากฏแห่งนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ มิต้องไปคิดว่าเกิดมาจากเหตุอันใดให้เป็นเครื่องยุ่งใจเปล่าๆ
หากแต่เป็นไปด้วยอำนาจกรรมที่ได้โอกาสส่งผลปฏิสนธิในภพที่สองนั้นเอง กรรมที่ได้โอกาสส่งผล
ปฏิสนธิในภพที่สองนี้เป็นอาจิณณกรรมก็มี อาสันนกรรมก็มี กฏัตตากรรมก็มี หรือนึกขึ้นได้เองก็มี
หรือมีคนมาบอกเตือนให้นึกได้ก็มี

"ตโต ปรํ ตเมว ตโถปฏฺฐิตํ ฯลฯ อภิณฺหํ ปวตฺตติ พาหุลฺเลน" บาลีนี้แสดงถึง
ความเป็นไปแห่งกระแสจิตเมื่อใกล้จะตาย
"ตโต ปรํ ตเมว ตโถปฏฺฐิตํ อารมฺมณํ อารพฺภ จิตฺตสนฺตานํ อภิณฺหํ ปวตฺตติ"
ต่อจากอารมณ์มีกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏแล้ว
กระแสจิตย่อมเกิดอยู่เนื่องๆ โดยอาศัยอารมณ์ที่มาปรากฏตามอาการนั้นๆ นั่นเอง เรื่องนี้เมื่อจะ
อุปมาแล้วก็เสมือนหนึ่งกระแสจิตของผู้ที่กำลังดูโทรทัศน์
ด้วยใจจดใจจ่ออยู่กับภาพที่อยู่เฉพาะหน้า หาได้นึกคิดไปในเรื่องอื่นๆ ไม่ แม้ว่าจะมีคนมาพูดจาไถ่ถาม
หรือใช้สอยบ้างก็ไม่สนใจ สักแต่ว่าพูดไป ทำไปอย่างนั้นเอง ส่วนจิตใจนั้นหาได้ละเลิกตามไปไม่
คงจดจ่ออยู่แต่ในภาพที่ตนกำลังดูอยู่ในทีวีเท่านั้น ข้อนี้ฉันใดกระแสจิตของผู้ใกล้จะตายแม้ว่าร่างกาย
จะถูกทรมานด้วยการเจ็บปวด หรือมีคนมาปลอบโยนซักถามเอาอกเอาใจโดยประการต่างๆ ก็ตาม
คงพูดไป กล่าวไปบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนกระแสจิตนั้นคงยึคอยู่ในนิมิตที่มาปรากฏเป็นระยะๆ ไป

"วิปจฺจมานกกมฺมานุรูปํ ปริสุทฺธํ อุปกฺกิลิฏฺฐํ วา จิตฺตสนฺตานํ อภิณฺหํ ปวตฺตติ"
กระแสจิตอันบริสุทธิ์(ดี)หรือเศร้าหมอง(ไม่ดี) ก็แล้วแต่กรรมที่จะส่งผลย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ
ข้อนี้อธิบายว่า กรรมที่จะส่งผลปฏิสนธินั้นถ้าเป็นกุศลแล้ว กระแสจิตก็ย่อมบริสุทธิ์ผ่องใสเยือกเย็น
ถ้าเป็นอกุศลกระแสจิตก็ย่อมขุ่นมัว เศร้าหมอง เร่าร้อน ความเป็นไปแห่งกระแสจิตดังนี้ย่อมเกิดขึ้น
เนืองๆ ฉะนั้นคำว่าเนืองๆ นี้หมายความว่าเมื่อกระแสจิตของผู้ใกล้จะตายบริสุทธิ์แล้ว ถึงแม้ว่าร่างกาย
จะเป็นโรคชนิดที่ทรมานมาก็ตาม หรือมีคนมาพูดเรื่องไม่ดีด้วยประการต่างๆ ก็ตาม จิตใจของผู้นั้นคง
ไม่สบายไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วก็กลับผ่องแผ้วบริสุทธิ์ไปตามเดิม

ถ้ากระแสจิตเศร้าหมองแล้ว แม้ว่าร่างกายจะไม่มีโรคที่ทรมานมากนัก ทั้งบุตรหลาน ญาติพี่น้องก็คอย
เฝ้ารักษาเป็นอย่างดี มิได้พูดเรื่องใดๆ ให้เป็นที่รำคาญใจ มีแต่สนทนาปราศรัยในเรื่องดีๆ ทั้งสิ้น
ถึงกระนั้นก็เพียงแต่ทำให้จิตใจชุ่มชื่นสบายไปได้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้นก็กลับขุ่นข้องหม่น
หมองไปตามเดิม

อนึ่ง ผู้ใกล้จะตายที่มีจิตใจเศร้าหมองเดือดร้อนเนื่องจากนิมิตที่ไม่ดีมาปรากฏ ถ้าผู้ใกล้ชิดหรือผู้ใกล้
ที่ได้เห็นรู้ทันพร้อมทั้งเข้าใจในวิธีแก้ไขแล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนนิมิตไม่ดีให้กลับเป็นดีได้ ดังเช่น
พระภิกษุผู้เป็นบิดาของพระโสณเถระ

:b8: :b8: :b8:
คนเราขณะกำลังจะตายนั้นต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างหนึ่งคือ มีความรู้สึกเหมือนกำลังโดน
บีบคอ จะต้องเกิดแบบนี้ทุกคน ถึงแม้ว่าเหมือนจะนอนนิ่งๆ ไม่รับรู้ก็จริง แต่ก็จะมีอาการเหมือนโดน
บีบคอทุกคนค่ะ ความรู้นี้อาจารย์เล่าให้ฟังมาค่ะ ก็ตั้งสติกันดีๆ นะคะ คนที่จิตเป็นกุศลขณะใกล้ตาย
แม้กายจะทรมานแต่จิตก็ผ่องใสก็คงไม่เดือดร้อนนักกับความเจ็บปวดเหมือนโดนบีบคอขณะจะตาย

คนเรานั้นเกิดมาแล้ว จะตายในอายุเท่าใดก็ไม่รู้ จะตายด้วยโรคอย่างไหนก็ไม่รู้ จะตายในเวลา
กลางวัน หรือ กลางคืนก็ไม่รู้ จะตายในบ้าน หรือ นอกบ้านก็ไม่รู้ เมื่อตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้

:b51: บอกตนเองไว้ทุกวันว่า "เราต้องตายแน่นอน"
เมื่อใดที่ท่านเลิกกลัวความตาย ก็แสดงว่าท่านเตรียมเสบียงพร้อมแล้ว เดินทางเมื่อไรก็ได้ไม่หวั่น
จะเวลาไหน ก็พร้อมเสมอค่ะ :b4: แต่ยังไม่รีบร้อนจะไปใช่มั้ยคะ :b12:


:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2013, 23:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


:b44: พระมหาพุทธโฆสาจารย์แสดงไว้ดังต่อไปนี้

๑. น โข อหญฺเญเวโก มาณธมฺโม มรณํ อนตีโต, อถ โข ยาวตา สตฺตานํ อาคติ คติ จุติ อุปปตฺติ,
สตฺตา มรณธมฺมา มรณํ อนตีตา ฯ

ความตายและหนีไปพ้นจากความตายนั้น หาใช่มีแต่เราผู้เดียวไม่ แท้ที่จริงสัตว์ทั้งหลายที่มีสภาพเนื่อง
มาจากภพก่อนและเกิดขึ้นในภพนี้ แล้วย้ายจากภพนี้เกิดต่อไปในภพใหม่ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมมี
ความตายและหนีไม่พ้นจากความตายด้วยกันสิ้น
:b47: :b47: :b47:

๒. ยเมกรตฺตึ ปฐมํ............คัพฺเภ วสติ มาณโว
อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาติ.........ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ฯ

ผู้ใดเกิดขึ้นในครรภ์มารดาครั้งแรกในคืนใดคืนหนึ่งนั้น ผู้นั้นย่อมบ่ายหน้าไปหาแต่ความตาย
ผู้ที่บ่ายหน้าไปหาความตายนี้ไม่มีการกลับหลัง
:b47: :b47: :b47:

๓. ทหรา จ หิ วุทฺธา จ..........เย พาลา เย จิ ปณฺฑิตา
อฑฺฒา เจว ทลิทฺทา จ..........สพฺเพ มจฺจุปรายณา ฯ

ผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยสาวก็ดี วัยแก่ก็ดี ผู้ที่ไม่มีปัญญาความรู้สึกก็ดี ที่มีปัญญา ความรู้ก็ดี
ผู้ที่ร่ำรวยก็ดี ยากจนก็ดี ทั้งหมดนี้ย่อมมีความตายเป็นที่สุด
:b47: :b47: :b47:

๔. ผลานมิว ปกฺกานํ............นิจฺจํ ปตนโต ภยํ
เอวํ ชาตานมจฺจานํ..............นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ

สัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมประสบภัย คือ ความตายอย่างแน่นอน เสมือนหนึ่งผลไม้ที่สุกงอม
ต้องหล่นลงอย่างแน่แท้
:b47: :b47: :b47:

๕. สายเมเก น ทิสฺสนฺติ..........ปาโต ทิฏ ฐา พหู ชนา
ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ............สายํ ทิฏ ฐา พหู ชนา

ชนทั้งหลายในยามเช้ายังเห็นกันอยู่ พอตกเวลาเย็นบางคนก็ไม่เห็นกัน ตายเสียแล้ว
ชนทั้งหลายเมื่อตอนเย็นยังเห้นกันอยู่ พอถึงตอนเช้าบางคนก็ไม่เห็นกัน ตายเสียแล้ว
:b47: :b47: :b47:

๖. อุสฺสาโวว ติณคฺคมฺหิ...........สูริยุคฺคมนํ ปติ
เอวมายุ มนุสฺสานํ..................มา มํ อมฺม นิวารย ฯ

แม่จ๋า อายุของคนเรานี้น้อยเหลือเกิน เสมือนหนึ่งหยาดน้ำค้างที่ติดอยู่บนใบหญ้า เมื่อถูกแสงอาทิตย์
เข้าก็จะเหือดแห้งหายไปพลัน ดังนั้น แม่อย่าได้ขัดขวางการบวชของลูกเลย
:b47: :b47: :b47:

๗. สพฺเพ สตฺตา มรณา ธุวํ, สพฺเพ สตฺตา มรณา นิจฺจํ, สพฺเพ สตฺตา มริสฺสนฺติ มรนฺติ จ มรึสุ จ,
ตเถวาหํ มริสฺสามิ เอตฺถ เม นตฺถิ สํสโย ฯ

สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้น มีความตายอย่างแน่นอน เป็นของเที่ยง สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นจักตาย กำลังตาย
และเคยตายมาแล้ว เราก็จักตายเช่นกัน อย่าได้สงสัยในความตายนี้เลย
:b47: :b47: :b47:

:b8: :b8: :b8:
น่าอนาถนะคะ เคยตายกันมามายนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยชินกันชักที
พูดเรื่องตาย ก็บอกว่าเป็นเรื่อง "ไม่เป็นมงคล" ........ห้ามพูด :b21:
ถ้ารอดตายจากคืนนี้ได้จะมาทำกระทู้ให้อ่านกันต่อไปนะคะ :b20:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ย. 2013, 20:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

:b8: พระพุทธองค์ตรัสพระพุทธภาษิตประกาศสัจธรรมว่า
มรณนฺตํ หิ ชีวิตํ การเกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้มีความตายเป็นที่สุด
รูปภาพ
ความตายเพราะหมดบุญนั้น ได้แก่การตายโดยสิ้นกำลังบุญที่สร้างไว้แต่ชาติก่อน
โดยที่ยังไม่หมดอายุ เช่น ตายในเวลาที่อายุยังน้อยอยู่ หรือ ในระหว่างที่ยังไม่ถึงอายุขัย

ความตายเพราะหมดอายุขัย ได้แก่ การตายในเมื่อสิ้นอายุขัยแล้ว เช่น ตายโดยความแก่ชรา
ชีวิตร่างกายร่วงหล่นไปตามธรรมดาของสังขารนัยหนึ่ง เรียกว่า กาลมรณะ เรียกว่าตายเพราะถึงกาลเวลาแล้ว

การตายในเมื่อบุญกรรมที่ได้สร้างมาแต่ชาติก่อนก็หมดกำลังลงแล้วอายุก็ถึงขัยถึงวัยแล้ว คือ
ตายเมื่อแก่เฒ่าชราแล้วนั้นเอง

:b8: :b8: :b8:
ธรรมบทเทศนา เล่ม ๒
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)
วัดมหาธาตุฯ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ต.ค. 2013, 19:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4353


 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:
ถ้ารอดตายจากคืนนี้ได้จะมาทำกระทู้ให้อ่านกันต่อไปนะคะ :b20:


:b1: :b12: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ต.ค. 2013, 20:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1966


 ข้อมูลส่วนตัว


พูดถึงเรื่องความตาย คุณโสมฯ เคยเห็นหรือได้ยิน ใครพูดถึงเรื่องจิตหรือดวงวิญญาน
ที่ออกจากร่างของคนที่ตายบ้างหรือปล่าวค่ะ
ถ้ามีใครเล่า คุณโสมฯเล่าให้เราฟังบ้างสิค่ะ :b1: :b41: :b50: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 09:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


bbby เขียน:
พูดถึงเรื่องความตาย คุณโสมฯ เคยเห็นหรือได้ยิน ใครพูดถึงเรื่องจิตหรือดวงวิญญาน
ที่ออกจากร่างของคนที่ตายบ้างหรือปล่าวค่ะ
ถ้ามีใครเล่า คุณโสมฯเล่าให้เราฟังบ้างสิค่ะ :b1: :b41: :b50: :b55:


ขออนุญาตเกริ่นก่อนค่ะ เผื่อผู้อ่านบางท่านด้วยค่ะ แต่คิดว่าคุณเต้คงจะเข้าใจมาแล้วค่ะ

จิตนั้นจุติแล้วปฏิสนธิทันที ถ้าเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวภูมิทั้งหลายที่มีขันธ์5 ขันธ์4 ขันธ์1
ปฏิสนธิวิญญาณเกิดก็ผุดขึ้นทันทีค่ะ แต่สัตว์นรกก็ไม่มาให้เห็นไม่ได้นะคะ เราคงต้องลงไปดูเองค่ะ

ที่เห็นวิญญาณคนตายนั้นเค้าเกิดแล้วในภพภูมิใดเราก็สุดจะรู้ความจริงได้ค่ะ
การเห็นนั้นก็ได้แต่คาดเดาเอาเองกันค่ะ นอกจากผู้ตายมาบอกว่า ฉันเป็นเปรต ฉันเป็นเทวดา นางฟ้า
อันนี้ก็เชื่อยากอีก เปรตอาจจะมาโกหกว่าตนเองเป็นเทวดาก็ได้อันนี้ดูจากพวกที่เข้าทรง ก็เห็นบอกเป็น
เทพมาเข้าร่างทรงทุกที่ ไม่เห็นใครประกาศตัวเลยว่าเป็นเปรตมาเข้าร่างทรง :b12:

จะเล่าเรื่องคุณน้าผู้หญิงที่อยู่บ้านถัดดิฉันไปนะคะ
คุณน้าท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสือค่ะ ปลดเกษียณแล้ว
คุณน้าเล่าว่า คุณแม่ของท่านตอนที่เสียไปใหม่ๆ นั้น ไม่ยอมไปไหนมานั่งกับคุณน้าตอนสวดมนต์
คุณน้าสวดมนต์ก็มานั่งด้วยทุกคืนค่ะมาอยู่อย่างนี้เป็นเดือนค่ะ คุณน้าก็บอกกับคุณแม่ว่า ให้ไปผุดไปเกิดซะ
อย่าได้ห่วงลูกเลย ต่อจากนั้นคุณแม่ก็ไม่มาอีกเลยค่ะ ตอนที่ดิฉันฟังคุณน้าเล่านั้น ดิฉันยังไม่ได้เรียนธรรมะ
ก็เข้าใจตามที่คุณน้าเล่าว่า อืมไปผุดไปเกิดดีกว่าอย่ามาติดอยู่กับลูกเลย ตอนหลังเรียนธรรมะจึงเข้าใจว่า
อ๋อ..คุณแม่ของคุณน้านั้นท่านเกิดแล้ว

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกิดในครอบครัวดิฉันเองค่ะ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียนธรรมะนะคะ
คือพี่ชายของดิฉันได้ตายไป ทีนี้คืนวันที่สวดศพวันสุดท้าย ดิฉันก็จุดธูปบอกว่าให้มาหาที่บ้านบ้างนะ
แบบว่า ยินดีต้อนรับค่ะ

พอคืนนั้น ลูกสาวของดิฉัน2คน ก็ฝันถึงลุงซึ่งเป็นพี่ชายดิฉันที่ตาย
ลูกสาวคนแรกอายุ 5 ขวบกว่า คนเล็กประมาณ2 ขวบกว่า
ก็ฝันเรื่องเดียวกันค่ะ เล่าว่านั่งเล่นกับลุงที่ในห้องนอนบ้านดิฉัน
เด็กทั้งสองเล่าเรื่องเหมือนกันเป๊ะเลยค่ะ แล้วยังบอกว่าแม่อ่ะนอนหลับไม่รู้เรื่องเลยว่าลุงมาหา
แล้วลูกสาวทั้ง 2 คนก็เจอกันในฝันด้วยแล้วเรื่องเดียวกันเล่นกับลุงเหมือนกันเรียกว่าคุยกันรู้เรื่องค่ะ
คือ พี่ชายของดิฉันรักหลานทั้ง 2 มากค่ะ แล้วก็หายไปไม่มาอีกเลยค่ะ

ถ้าเรื่องที่ดิฉันเห็นผีด้วยตาตนเองก็มีค่ะ ไม่ได้ฝันนะคะ เห็นในห้องนอนที่เปิดไฟสว่างจ้าค่ะ
เห็นแบบเต็มๆ น่ากลัวมากค่ะตอนที่เห็น แต่เค้าก็ไม่ได้มาหลอกหลอนทำท่าน่ากลัว แต่มาแบบโทรมๆ ค่ะ
แค่มาเห็นให้เห็นตัวเค้าเฉยๆ ค่ะ พอแต่นี้นึกถึงก็ยังจำภาพเค้าได้ค่ะ เค้าน่าสงสารมากค่ะจากภาพที่
เห็นนะคะ แต่จริงๆ จะลำบากหรือไม่ก็ไม่รู้นะคะ อาจจะเป็นเทวดาก็ได้จริงมั้ยคะ คาดเดายากค่ะ
แต่ที่รู้ๆ น่าจะมาเปิดตัวไว้เพื่อขอส่วนบุญในภายหลัง เพราะต่อมาดิฉันก็ศึกษาธรรมะค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 11:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1966


 ข้อมูลส่วนตัว


ผีนี่เคยเห็นอยู่2-3ครั้งค่ะ เมื่อประมาณ2ปี เราเคยเห็นเป็นดวงวิญญาณค่ะ
ตอนนั้นเป็นช่วงตี1หรือตี2นี่หล่ะค่ะ ตื่นมาเข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินไปดูที่หน้าต่าง
ก็เห็นเป็นเหมือนดวงไฟน่ะค่ะ แต่เป็นสีขาว

ลอยอยู่ที่ถนนค่ะ ตอนแรกที่เห็นก็คิด นี่คือดวงอะไรน่ะ ลอยไปเรื่อยๆ
ถ้าเปรียบเป็นคน ก็เหมือนคนเดินนั่นหล่ะค่ะ เรายืนดู พอซักพักหายไปเลย
เราก็คิดว่า อย่างนี้ใช่ที่เค้าเรียกว่าดวงวิญญาณหรือปล่าวน่ะ

พอตอนเช้า ก็มีคนพูดกันว่ามีคนตายตอนกลางคืน ช่วงเวลาที่เราเห็นนั่นหล่ะค่ะ
เราก็เลยคิดว่า คงจะใช่ดวงวิญญาณนั่นหล่ะ
แต่ไม่ใช่ดวงเล็กๆน่ะค่ะ ประมาณขนาดหัวของเด็กนั่นหล่ะค่ะ
เห็นชัดมากค่ะ อย่างนี้จะใช่ที่เค้าเรียกว่า จิตวิญญาณหรือปล่าวน่ะ :b10: :b41: :b50: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 12:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1966


 ข้อมูลส่วนตัว






ที่เราเห็น จะเป็นลักษณะคล้ายๆ อย่างนี้ล่ะค่ะ แต่จะเป็นดวงกลมๆ
บางครั้งมีบิดๆเบี้ยวๆบ้าง แต่แสงสีขาวจะชัดมากกว่า

ลักษณะของการลอยจะคล้ายๆกันค่ะ แต่ไม่มีลำแสงที่เป็นยาวๆนั่นค่ะ
รัศมีจะมีแค่ที่ดวงกลมๆเท่านั้นเอง เรายืนดูนานเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่รู้สึกกลัว แต่เหมือนตื่นเต้น แล้วก็ตะลึงนิดๆค่ะ
ทุกวันนี้ยังจำภาพได้อยู่เลยค่ะ :b41: :b50: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 12:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4353


 ข้อมูลส่วนตัว


:b2: :b2: :b2:

เอกอน...เห็นนนนน.... :b2: :b2: :b2:

:b2: :b2: :b2:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 12:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1966


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
คุณเอกอน เขียน

:b2: :b2: :b2:

เอกอน...เห็นนนนน.... :b2: :b2: :b2:

:b2: :b2: :b2:


เห็นอะไรค่ะ ร้องไห้เสร็จแล้ว เล่าให้ฟังด้วยน่ะค่ะ :b1:
ที่พี่เต้าเล่าให้ฟัง ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ อยากจะเพิ่มจากคุณโสมฯและคุณงามตาว่า
ความตายนั้นไม่น่ากลัวอะไรเลย ขอให้ตั้งจิตหรือสมาธิเอาไว้ว่า ความตายนั้น
มาถึงตัวพวกเรา ได้ทุกวินาที พอถึงเวลาที่จะต้องตาย
อย่าไปห่วงโน่นห่วงนี่ ให้ปล่อยวางทั้งหมด ทรัพย์สินใครจะเอาไป
อย่าไปยึดติด

ให้ยึดแต่คำว่าพุท-โธ ทุกวันนี้ทำทาน จนไม่เคยนึกถึงว่าเงินหมดไปเท่าไหร่เลยค่ะ
รู้แต่ว่า ควักเงินออกจากกระเป๋าอย่างเดียว :b12: :b41: :b47: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 14:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
:b2: :b2: :b2:

เอกอน...เห็นนนนน.... :b2: :b2: :b2:

:b2: :b2: :b2:


เล่าให้อ่านบ้างค่ะ เห็นอะไร?

เดี๋ยวๆ นะคะท่านผู้อ่านขอแวะเล่าเรื่องผีกันสักนิดหนึ่งค่ะ

อย่างที่คุณเต้เห็นเป็นแสงสีขาวนั้น ก็น่าตื่นเต้นดีนะคะ แต่ดิฉันตอบไม่ได้หรอกค่ะว่าเป็นโอปปาติกะ
หรือไม่ เพราะดวงวิญญาณที่พบกันที่เรียกว่าผีก็คือโอปปาติกะ แต่สิ่งหนึ่งที่คนพบเห็นเรื่องประหลาดๆ
เซอร์ไพร์แบบนี้ก็ยืนยันเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดได้ค่ะว่า ตายแล้วไม่สูญ ยังมีภพภูมิที่เราไม่เห็นนั้น
มีจริง และก็ได้สามารถเห็นกันได้บ้างด้วยอำนาจของเค้าที่เค้าปรากฏให้เราเห็นได้ค่ะ ทำให้เราเข้าใจ
ว่าถ้ายังไม่หมดเหตุ ก็ต้องเกิดกันต่อไปค่ะ ก็ดีนะคะใครมีโอกาสได้เห็นอย่างน้อยก็ได้ยืนยันในคำสอน
ของพระพุทธองค์ค่ะ

ใครยังไม่เคยเห็นผีเลยนี่ น่าเสียดายนะคะ :b5:

เล่าต่อเรื่องคนตายหมาดๆ น้องชายของดิฉันแกต้องไปทำงานเช้ามืดทุกวัน ทีนี้คนขับเท็กซี่ที่อยู่ท้ายซอย
ก็จะออกไปขับเท็กซี่เวลาเดียวกัน เรียกว่าถ้าน้องชายออกจากบ้านเช้ามืดก็จะเจอคนขับเท็กซี่ออกไปขับรถ
เรียกว่าเจอกันประจำ ทีนี้คืนนั้นคนขับเท็กซี่ทะเลาะกับเมีย ถูกเมียฆ่าตายตอนกลางคืนนะคะ คนทั้งซอย
ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าคนขับแท๊กซี่คนนี้ตายไปแล้วในคืนนั้น

ปรากฏว่าตอนเช้ามืด น้องชายเค้าก็เห็นคนขับแท็กซี่ก็ออกไปขับรถตามปกติค่ะ พอตอนเย็นน้องชาย
กลับมาจากทำงาน รู้ว่าคนขับแท็กซี่ถูกเมียฆ่าตายเมื่อคืนก็ตกใจช๊อกอึ้งไปเหมือนกันค่ะ :b10:

ตอนที่พ่อกับแม่ของดิฉันเสียหมดแล้ว ก็ให้หลานชายมาอยู่บ้านพ่อกับแม่ดิฉัน
มีอยู่วันหนึ่งดิฉันก็มองไปที่หน้าต่างกระจกใสๆ ตอนเย็น ยังเห็นได้ชัดเจนเพราะยังสว่างอยู่
เห็นเป็นเหมือนกลุ่มควันสีขาวในห้องพระบ้านพ่อกับแม่ของดิฉัน ก่อนหน้าที่ดิฉันจะเห็นนั้น
ลูกสาวคนโตของดิฉันก็เคยเห็นกลุ่มควันสีขาวกลุ่มใหญ่เห็นชัดเจนในบ้านพ่อกับแม่ของดิฉัน
แล้วกลุ่มควันนั้นก็หายวับไปกับตา อันนี้หลอนมากค่ะ ลูกสาวกลัวอยู่นานไม่กล้าเข้าบ้านตากับยาย
ลูกสาวคนนี้ก็เคยเห็นคนเดินหายเข้าไปในกำแพงบ้านที่ระเบียงนั่งเล่นหลังบ้านด้วยค่ะ ลูกสาวคนนี้
เห็นแต่อะไรทีแต่ละอย่างก็หายวับ หายวับ แล้วก็เค้ากลัวค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2013, 21:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4353


 ข้อมูลส่วนตัว


:b2: :b2: :b2:

วันที่พ่อ ... วูบไปและประสบอุบัติเหตุ เข้าห้องฉุกเฉินที่ รพ.
ระหว่างที่กำลังรออยู่ที่ห้องด้านหน้าห้องฉุกเฉิน
เอกอนมองไปที่หน้าต่าง ...เอกอน...ไม่เห็นอะไร ... :b5: :b14: :b6: :b32:

:b34: :b34: :b34:

:b9: :b9: :b9:

โธ่...เปล่าย้อเย่น...จริง ๆ.... :b9: :b9: :b9:

เอกอนไม่เห็นอะไรจริง ๆ ...ด้วยตาเนื้อ...
แต่...เอกอนกลับรู้สึกราวกับว่าเอกอนเห็น...บางสิ่งจ้องมองมาที่เอกอน
มากันเป็นกลุ่ม...มีลักษณะเป็นกลุ่มพลังงานมวลสาร...มากันหลายตน
ลอยอยู่ด้านนอกหน้าต่างอาคาร ... ไม่เข้ามา
ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็น และทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ ในแบบทั่ว ๆ ไป
แต่...เอกอนกลับรู้ว่า...กลุ่มมวลนั้น...คือ...สิ่งที่มาคอยรับดวงวิญญาณ
เอกอนไม่รู้ ... ไม่เห็นอะไรสักอย่าง
แต่เอกอนกลับแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ราวกับว่าเหมือนจะรู้...เพราะ...ทันทีที่เอกอนไม่เห็น
( :b6: ก็ไม่เห็นอะไรจริง ๆ แต่...มันรู้...อะไรหว๋า :b10: )
เอกอน...ส่งจิตออกไปในทิศนั้นทันทีว่า..."อย่าเข้ามานะ"
จนหมอเรียกให้เข้าไปหาพ่อ...
เอกอนก็ยังคอย...ส่งจิตตรึงสิ่งนั้นเอาไว้ว่า..."อย่าเข้ามานะ"
แล้วสักพักเอกอนก็รู้สึกผ่อนคลายลง เพราะเหมือนพวกเขาจะกระจายหายไป...

หลังจากดูอาการเบื้องต้นเสร็จ
หมอก็พูดอาการของพ่อให้ฟัง...ว่าจะต้องดำเนินการรักษายังไงต่อไป
พอบรรยายเสร็จ...หมอก็ให้เอกอนไปรอที่ห้องรับรองข้าง ๆ (พอดีเป็น รพ เอกชน)
...
คราวนี้มาอีกแล้ว...
เอกอนไม่เห็นอะไรเรยจริง ๆ...
แต่...ปฏิกิริยาเอกอนมันเหมือนกับเห็นอะไร...
เอกอนเห็นจิตแสดงอาการเหมือนเห็นสิ่งที่คุ้นเคย เหมือนเห็นเพื่อนที่สนิท แต่ไม่ได้เจอกันมานาน
เพราะเอกอนลงมาเกิด แต่เขาไม่ได้ลงมาเกิด
เราสนทนากันราวกับเป็นสิ่งที่รู้กัน...
ทักทายปราศรัยกันพอสมควร...
เอกอนจึงถามว่า "ท่านมาทำไม..."
สิ่งนั้นก็ส่งกระแสตอบกลับมาว่า
"ท่านยมฑูต จะต้องมารับวิญญาณผู้นั้น
แต่เมื่อมาเห็นว่าสิ่งที่เขาจะต้องพาไปเป็นพ่อในภพนี้ของท่าน...
และพวกเขาเห็นว่าท่านยังไม่วางใจ...
พวกเขาจึงไปขอให้เรามาเจรจากับท่านให้ท่านวางใจ เพื่อพวกเขาขอพาพ่อท่านไป..."
ตอนนั้น กลุ่มยมฑูตยืนเฝ้ามองอยู่ตรงด้านนอกประตู
และเอกอนก็มองไปที่พวกเขา..(คือมองไปในทิศทางนั้น ราวกับเห็น ราวกับรู้ แต่เอกอนไม่เห็นอะไรจริง ๆ)
และเอกอนก็ตอบ "เข้าใจแล้ว...ให้เขาทำภาระกิจของเขาเถอะ"
และ กลุ่มยมฑูตก็ไปทำตามภาระกิจ...
และ เพื่อนเอกอนส่งกระแสจิต "เรามาเพียงเท่านี้ล่ะ เราเองก็ต้องไปแล้วเช่นกัน"
....
และสภาวะเหล่านั้น ก็หายไป...

สักพัก...พยาบาลก็มาเรียบ ๆ เคียง ๆ ... ค่อย ๆ แจ้งอาการว่า "คุณพ่อของคุณเสียแล้ว"

:b10: :b10: :b10:

คือ...เอกอน...เหมือนเห็น...สัตว์เลี้ยงอีกตัว
ที่ตลอดเวลามันหลับไหล...
แต่...อยู่ ๆ มันก็ตื่นขึ้นมา...แสดง...
และพอเสร็จ...มันก็กลับไปหลับต่อ... :b6: :b6: :b6:

ซึ่งเจ้าสิ่งนั้น...มันตอบสนองกับสิ่งที่เป็นเรื่องราวในมิติอื่น

:b14: :b5: :b6: :b6: :b5: :b14:

เอกอนไม่ค่อยเห็น...เขาตื่น...
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...อยากจะให้เขาหลับ...หรืออยากจะให้เขาตื่น
บางทีนึก ๆ ก็อยากจะพึ่งพาความแสนรู้ ความฉลาดของเขา
แต่...ก็กลัว...มันจะเฮี้ยน... :b5: :b6:
...
เพราะเอกอนไม่รู้ แต่รู้อยู่แก่ใจ มันเป็นอาการรู้ที่แปลก
ไม่รู้จริง ๆ ...คิดยังไงก็ไม่รู้...แต่มันเป็นอาการแบบรู้อยู่แก่ใจ...
รู้อยู่แก่ใจ...แบบ...ไม่รู้ ๆ น่ะ... :b6: :b6:
ว่า...จริง ๆ แล้วเขาจะไม่ตื่น
แต่เขาจะลืมตาขึ้นมา เมื่อเอกอนจบชีวิตในภพนี้ลง...
เหมือน ในมิตินี้ เอกอนเป็นมนุษย์เอกอน...
แต่...พอพ้นไปจากกายมนุษย์...ก็จะเป็น...สิ่งนั้น...
ซึ่ง...ดูเหมือน...เขาจะมีช่วงที่เป็นเขาจะเป็นช่วงเวลาที่มากกว่าเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ
การเป็นมนุษย์...เป็นแค่เศษเสี้ยวอันน้อยนิดของเวลา...เมื่อเทียบกับการเป็นสิ่งนั้น

"กรูเป็นใคร...ใย...กรูถึงได้...ไม่รู้"

:b2: :b2: :b2:

:b32: :b32: :b32:

แบบว่า...อันนี้...นิทานสุด ๆ เรยนะ...เนี๊ยะ

น่าจะชื่อ...นิทาน "คนลืมตัว"

:b9: :b9: :b9:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 03 ต.ค. 2013, 20:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2013, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
แบบว่า...อันนี้...นิทานสุด ๆ เรยนะ...เนี๊ยะ

น่าจะชื่อ...นิทาน "คนลืมตัว"

:b9: :b9: :b9:


cool อ่านแล้วก็เหมือนมี Sixth Sense ใช่ม๊ะคะคุณเอกอน

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2013, 20:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4353


 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:
eragon_joe เขียน:
แบบว่า...อันนี้...นิทานสุด ๆ เรยนะ...เนี๊ยะ

น่าจะชื่อ...นิทาน "คนลืมตัว"

:b9: :b9: :b9:


cool อ่านแล้วก็เหมือนมี Sixth Sense ใช่ม๊ะคะคุณเอกอน


ไม่รู้จิ...

... :b12: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 14:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1325


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
:b44: :b44: :b44:

ในมหากัมมวิภังคสูตร (๑๔/๖๑๒)

พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกการให้ผลของกรรม แบ่งเป็น ๔ประเภทคือ

๑. บางคนทำชั่ว ตายแล้วไปอบายก็มี เพราะกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาตินี้ให้ผล ทั้งต้องรับผลในชาติหน้าและชาติต่อๆไปด้วย

๒. บางคนทำชั่ว ตายแล้วไปสุคติก็มี เพราะกรรมดีที่เคยทำไว้ก่อนๆให้ผล ส่วนกรรมชั่วในปัจจุบันยังไม่ให้ผล หรือเวลาใกล้ตาย มีความเห็นชอบ จึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

๓. บางคนทำดี ตายแล้วไปสวรรค์ก็มี เพราะกรรมดีที่ทำไว้ชาตินี้ให้ผล ทั้งจะให้ผลในชาติหน้าและชาติต่อๆไปด้วย

๔. บางคนทำดี ตายแล้วไปอบายก็มี เพราะกรรมชั่วที่เคยทำไว้ก่อนๆให้ผล ส่วนกรรมดีในปัจจุบันยังไม่ให้ผล หรือเวลาใกล้ตาย มีความเห็นผิด จึงไปเกิดในอบาย

นรกสวรรค์ ๓ ประเภท

พุทธศาสนาสอนว่า นรกสวรรค์นั้นมีอยู่จริง และได้แบ่งแยกนรกสวรรค์ไว้เป็น ๓ ประเภทคือ

๑. สวรรค์ในอกนรกในใจ ได้แก่อารมณ์ทางทวารทั้ง๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าได้เสพอารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่พออกพอใจแล้ว ก็เรียกว่า สวรรค์ ตรงกันข้าม ถ้าอารมณ์ที่เสพไม่เป็นที่พอใจ ก็ถือว่าเป็นนรก เป็นนรกสวรรค์ที่เห็นกันได้ในปัจจุบันนี้ ชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า

๒. นรกสวรรค์ในโลกนี้ที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ได้แก่ความเป็นอยู่ภายนอกของมนุษย์ในโลกนี้ ที่มีความมั่งมีศรีสุข มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ มีเครื่องใช้สอยประณีตเหนือมนุษย์สามัญ มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ มีเครื่องใช้สอยประณีตเหนือมนุษย์สามัญ มีความเป็นอยู่สะดวกสบายราวกับอยู่ในสวรรค์ ตรงกันข้าม ถ้าเกิดมายากจน ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร บ้านก็ไม่มีต้องเที่ยวเร่ร่อนไป มีชีวิตอยู่อย่างลำบากยากแค้น หรือมีโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย เป็นคนพิการตาบอด หูหนวก บ้าใบ้ ง่อยเปลี้ยเสียขา อยู่อย่างทรมานไปวันๆอย่างนี้ก็เรียกว่า นรก

๓. นรกสวรรค์ที่เป็นปรโลก(โลกอื่น) มองไม่เห็นด้วยตา ได้แก่สวรรค์ที่เป็นโลกจริงๆ มีเทวดาอยู่เป็นตัวเป็นตน เสวยสุขอยู่จริงๆ และนรกที่เป็นโลกจริงๆ มีสัตว์นรกที่กำลังเสวยทุกข์อยู่จริงๆ นรกสวรรค์ประเภทนี้ สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่รับรองว่า โลกเรานี้เป็นสะเก็ดที่แตกออกมาจากดาวพระเคราะห์ดวงมหึมา นอกจากโลกเราแล้ว ยังมีดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆอีก ที่คล้ายคลึงกับโลกเรา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ดังปรากฏอยู่ในท้องฟ้าเวลากลางคืน ดาวพระเคราะห์เหล่านั้นอาจจะมีสิ่งมีชีวิต ที่เป็นอยู่ด้วยความลำบากยากแค้น ยิ่งกว่าคนลำบาที่สุดในโลกของเรา อาหารก็ไม่ดี อุณหภูมิก็ไม่ดี ดินฟ้าอากาศก็ไม่ดี นี่แหละนรกที่เป็นโลกอื่น

:b49: :b49: :b49: :b49: :b49: :b49: :b49:

:b8: หนังสือ กรรมลิขิต โดยธัมมวัฑโฒ ภิกขุ วัดโสมนัสวิหาร

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 75 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร