วันเวลาปัจจุบัน 23 ม.ค. 2018, 06:49  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 19:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


.เหม่งตุ๊ก,ผู้ดูแลสัตว์ฯ เขียน:
ขอความกรุณา อยากทราบว่าการทำบุญนั้นผู้รับบุญจะทราบหรือไม่ว่าบุญนั้นๆ ใครเป็นผู้ทำให้ :b10:

อันนี้ไม่รู้นะแต่ อยากให้เค้ารู้เหรอ ว่าเราทำบุญไปให้


อ้างคำพูด:
มีโยมคนหนึ่ง ไม่ต้องออกชื่อรับราชการ ซี.๗ ยังไม่มีครอบครัว อยู่กับแม่ ๒ คน บ้านใหญ่โตแถวบางกะปิ
เขาไม่ทราบแม่เขาแท้ที่จริงเป็นน้าสาว เลี้ยงเขามาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ และไม่ทราบว่าพ่ออยู่ที่ไหน แต่ก็รู้ว่าอยู่แถว ๆ
ถนนสุขุมวิท พ่อเลิกกับแม่เขาไป เขามานั่งกรรมฐานที่วัดนี้ ๒ ครั้ง ๆ ละ ๗ วัน ลาพักร้อนมาโยมไม่ทราบเหตุการณ์อื่นใดทั้งสิ้น นั่งกรรมฐาน ๗ วัน ครั้งแรกยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งที่สอง มานั่งกรรมฐานกลับไปได้เรื่องออกมาเลย แม่ตัวจริงมาเข้าฝัน แต่งนุ่งขาวด้วย มาตอนตี ๓ ตี ๔ มากอดลูกบอกว่า ลูกเอ๋ย แม่ได้ขึ้นจากนรกแล้ว นี่แม่ตัวจริงของเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าแม่ผูกคอตายที่เตียงที่เจ้านอน แม่ผูกคอตาย ได้ลูกมานั่งเจริญกรรมฐานทำให้แม่ขึ้นมา จากนรกได้ อาตมาจับได้หลายรายการแล้ว ถ้าฆ่าตัวตาย ไม่ต้องไปทำบุญให้ ไม่ถึงแน่นอน
บุญสูงสุด คือ บุญจากกรรมฐานแน่นอน คุณโยมคนนี้ก็เล่าให้ฟังต่อไปว่า แม่มากอดลูก บอกว่าแม่จะเล่าความจริงให้ฟัง พ่อเจ้าไปมีเมียใหม่ กลับมาบ้าน น้าเจ้าเอาปืนขับยิงพ่อเจ้า พ่อเจ้าจึงเข้าบ้านไม่ได้ น้าเจ้าดุเป็นผู้ครองสมบัตินี้ ชื่อของน้าเจ้าทั้งนั้น พ่อเจ้าจึงไม่มาเลย ไปมีภรรยาใหม่ที่ถนนสุขุมวิท

เจ้ามาเจริญกรรมฐาน แม่ขึ้นจากนรกแล้ว แม่ลำบากเหลือเกินลูกเอ๋ย เขาก็ทำโทษ ให้ขุดดินขุดทราย กินอาหารก็ไป กินที่กองขยะ ทรมานอย่างที่สุดลูกเอ๋ย พอเจ้ามาเจริญกรรมฐาน แม่ขึ้นจากนรกแล้ว บัดนี้แม่มาบอกขอบคุณขอบใจเจ้า นี่ตำรา ได้ที่วัดนี้หลายเจ้า เช่น ตาเล่งฮ้วยผูกคอตาย พระสมภารชื่อหลวงตามด วัดกลางพรหมนคร ผูกคอตาย เช่นเดียวกัน เดี๋ยวนี้ยังไม่ไปเกิด ยังอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครเจริญกรรมฐานให้ บรรดาญาติก็ไม่มีแล้ว

โยมคนนี้ก็เล่าต่อไปว่า ลูกเอ๋ย ทอง ๔ เส้น แหวนเพชร ๓ วง แม่ฝากน้าเจ้าไว้ เขาให้เจ้าหรือยัง
และก็ขอให้ลูกไปใช้หนี้ให้แม่หน่อยได้ไหม ก่อนตายแม่ไปขอยืมเพื่อนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ๔๘๐ บาท
เจ้าเอาไปใช้แทนแม่หน่อยนะ

โยมจำไว้อย่างหนึ่ง เวลาตายรูปร่างอย่างไร เวลามาเข้าฝันก็รูปร่างเหมือนเดิม ไม่มีแก่ เป็นรูปร่างของเปรตวิสัย
มีรูปอยู่ที่บ้านเขา เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นแม่ของเขา เข้าใจว่าน้าเป็นแม่ เพราะรูปร่างเหมือนกัน
พอตกใจตื่นก็ไปปลุกน้า บอกว่า แม่เนี่ยะเป็นน้าหนูใช่ไหม น้าก็ตกใจ เอ๊ะ รู้ได้ยังไง เขาก็เล่าให้ฟัง น้าน้ำตาร่วงเลย แม่บอกว่า ฝากของน้าไว้ ยังอยู่ไหม แม่น้าบอกว่า ยังอยู่ ยังไม่ให้เจ้าหรอก เจ้ายังไม่มีครอบครัว
ขาก็ลางาน ๑ วัน ไปสืบหาเพื่อนแม่ จนพบและเล่าเรื่องที่แม่ให้นำเงินมาใช้ เขาบอกว่า หนูไม่ต้องใช้ แม่เจ้าตาย
ได้รับพระราชทานเพลิงศพที่วัดโสมนัส แม่ให้อโหสิกรรมแล้ว บอกดวงวิญญาณของแม่เจ้า ไม่เอาโทษ ยกโทษให้เลย เขาโทร.มาบอกอาตมาเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วก็มาที่วัดเขาบอกว่า นั่งกรรมฐานให้แม่ทุกวัน
นี่เห็นไหม


ขอฝากญาติโยมไว้ เวลาใครตายจะอุทิศส่วนกุศล ไม่มีอะไรดีเท่ากรรมฐาน อุทิศให้ได้ผลอย่างสมคาด ปรารถนา จะได้รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าไปอยู่บนสวรรค์ เราทำบุญสังฆทานไป เขาก็รับอนุโมทนา แต่เขารับอาหารนี้ไม่ได้ เขากินอาหารทิพย์ ถ้าไปตกนรกโลกันต์ ขุมนรกที่ลึกมาก เราก็อุทิศให้ไม่ถึง ต้องเจริญกรรมฐานถึงจะได้ถึงนะ

จากข้อความที่ขีดเส้นใต้เห็นได้ชัดหากเราทำบุญไปให้ใครก็ตาม และคนนั้นได้รับผลบุญจากเราเขาย่อมรู้ชัดเจนว่าเราได้ทำบุญให้เขาแล้ว
พร้อมทั้งอนุโมทนาผลบุญอันนี้ร่วมกันกับเราด้วย

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 07:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3837

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2009, 08:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 20:12
โพสต์: 791

แนวปฏิบัติ: พุทโธและสัมมาอรหัง
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ใต้ร่มโพธิญาณ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การอุทิศส่วนกุศลให้ญาติเป็นสิ่งที่คนดีควรทำเป็นอย่างยิ่ง อนุโมทนาสาธุครับ

.....................................................
ข้าพเจ้าขออาราธนาพระบารมี 30 ทัศ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จนิพพานไปแล้ว มากยิ่งกว่าเม็ดกรวดเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเดชะพระพุทธานุภาพ พระธรรมมานุภาพ พระสังฆานุภาพ พระบารมีพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายและพระบารมีขององค์พระสมณะโคดมบรมครู ขอได้ส่งพลังมายังตัวข้าพเจ้า จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าหายจากโรคภัยไข้เจ็บและสรรพเคราะห์ทั้งหลายในกายของข้าพเจ้า จงหายไปสิ้นทั้งหมดขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะต่ออุปสรรคและมารทั้งหลาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2009, 22:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
แม่ยังอยู่..
เราก็ทำให้แม่ชื่นใจ..เป็นบุญที่แม่รับได้เลย...
รักและคิดถึงแม่มาก ๆค่ะ

:b20: :b20: :b20:

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ค. 2009, 21:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


อืมม... แสดงว่าเราคิดได้ใกล้เคียงเหมือนกัน คือมีแต่พวกผีเท่านั้น ที่สามารถรับรู้ถึงการอุทิศส่วนกุศลได้
เพียงแต่เราคิดในแง่ที่ว่า นรก อสุรกาย รวมถึงเทวโลก พรหมโลกนั้น อยู่ต่างภพ ซึ่งยากที่ใครจะส่งกระแสจิตถึง ส่วนถ้าผู้ตายมาเกิดเป็นคนหรือสัตว์ ก็ย่อมมีโลกวัตถุ (สังขาร) เป็นตัวขัดขวาง ไม่สามารถส่งกระแสจิตถึงกันได้ (ว่าถึง คนโดยส่วนใหญ่)

ส่วนพวกผี ทั้งที่เป็นเปรตและเทวดา อยู่ในภพเดียวกับมนุษย์อยู่แล้ว แต่เป็นในส่วนทิพย์ ที่เกินการรับรู้ของคน และในโลกทิพย์ ไม่มีคำว่า ระยะทาง การอุทิศส่วนกุศล ซึ่งหมายถึงการส่งกระแสจิตถึง จึงทำได้ แม้ผีผู้ตาย (ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาก็จำไม่ได้หรอกว่า เราเป็นใคร) จะอยู่ที่ไซบีเรียก็ตาม...


มีเกล็ดเพิ่มเติม แต่ยังไม่ยืนยันนะ... เราคิดว่า พวกผีนั้นไม่สามารถได้ยินเสียงมนุษย์หรือสัตว์ได้ แต่สามารถได้ยิน เสียงความคิด ได้ ซึ่งหากจริง ก็หมายความว่า เสียงความคิดของเรานั้นคือ เสียงทิพย์ นั่นทำให้เราคิดต่อได้อีกว่า...

การลบหลู่หรือท้าทายผีนั้น จะไปตะโกนด่าตามป่าช้า ย่อมไม่เกิดผลเท่ากับการคิดด่าในใจ...
การอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรจะตั้งอยู่ในความสงบ และ... คิดให้ชัด

ตรงนี้อาจเป็นที่มาของ วาจาสิทธิ์ หรือคำสาปแช่ง ผู้ที่มีจิตสงบมากเท่าใด ย่อมมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ และคำสาปแช่งที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เพราะบุคคลเหล่านี้ ก่อนจะพูดย่อมมีเสียงคิดที่ชัดเจนอย่างยิ่ง และในโลกทิพย์ ผู้มีกำลังจิตสูง (สงบ) คือผู้มีอำนาจ เสียงความคิดจึงเป็นเหมือนการสั่งการ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 12:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


พอดีคิดได้เพิ่มเติม ต้องรีบมาแปะ เดี๋ยวลืม...

ที่พวกผีไม่สามารถได้ยินเสียงมนุษย์และสัตว์ รวมถึงเสียงอื่นๆ เช่น เสียงลม เสียงระเบิด เพราะเสียงเหล่านี้ เกิดจากการสั่นสะเทือนของ วัตถุ ผีซึ่งอยู่ในโลกที่ละเอียดกว่าวัตถุ จึงไม่สามารถรับรู้ได้ (จริงๆ เราคิดมาก่อนว่า ทำไมจึงละเอียดกว่า ไม่ใช่หยาบกว่า แต่ตอนนี้ลืมไปแระ อิอิ)

เมื่อผีนั้นรับรู้การมีอยู่ของโลกโดยมองส่วนที่เป็นทิพย์ แต่ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของวัตถุ ดังนั้น วัตถุต่างๆ จึงไม่เป็นอุปสรรคของผี เช่น กำแพง ประตู และผีจึงไปสิงอยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ได้
แต่เมื่อผีไม่รับรู้การมีอยู่ของวัตถุ ดังนั้น... เรื่องเล่าต่างๆ ที่เล่าถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของผีและวัตถุ จึงไม่น่าจะเป็นจริง เช่น ผี นั่ง ในรถ ถ้าผีไปอยู่ในรถจริง เราจะเห็นในลักษณะผีซ้อนอยู่กับรถ

เอาล่ะๆ มาถึงส่วนที่เราคิด เกี่ยวกับ เสียงความคิด กัน ปกติคนเราจะคิดโดยใช้ภาษาของตน คนไทยก็คิดเป็นภาษาไทย จีนก็คิดเป็นภาษาจีน เยอรมันก็คิดเป็นเยอรมัน แล้วเราจะสามารถสื่อสารกับผีไซบีเรีย ผีดาวนาแม็ก ได้หรือไม่...

เราคิดว่า ในโลกแห่งวัฏสังสารนี้ มันมีภาษากลางอยู่ ภาษาที่สามารถสื่อสารกันได้ในทุกภพภูมิ (เรียกว่าภาษาจิตก็แล้วกัน) แต่คนเรานั้น มีสมองที่พัฒนาการมาก สมองจึงเข้ามาทำหน้าที่ในการกำหนดภาษาแทน
เป็นไปได้ที่เมื่อคนเราคิด เราจะคิดในภาษาจิตก่อน ชั่วแวบหนึ่งนั้น สมองจึงปรับเสียงความคิดให้เป็นภาษาของเรา พวกผีหรือจิตโอปปาติกะอื่นๆ จึงสามารถเข้าใจเราได้ แต่ที่เข้าใจ ไม่ใ่ช่ว่าจิตโอปปาติกะนั้น รู้ภาษาไทย แต่รู้ภาษาจิตที่เกิดขึ้นก่อน ก่อนที่เสียงความคิดจะตามมา (คือเข้าใจในภาษาจิต แต่ไม่เข้าใจในเสียงทิพย์ที่ตามมา)
เราจึงสามารถสื่อสารได้กับผีทั่วโลก รวมถึงเทพพรหมต่างๆ

ที่เราคิดแบบนี้ เพราะบังเอิญเอะใจว่า เด็กเล็กๆ ที่ไม่รู้ภาษานั้น เขาคิดด้วยภาษาอะไร หรือ คนที่พิการหูหนวกแต่กำเนิด เขาคิดด้วยภาษาอะไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 12:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


พอดีไปอ่านหนังสือเจอ เลยคิดเล่นๆ ว่า... พวกนักฟิสิกส์เขาบอกว่า เมื่อแสงมีความยาวคลื่นน้อยลงมากๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ จากนั้นคือ หลุมดำ กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต่างๆ จะหยุดที่ตรงนั้น
ช่วงแสงนับตั้งแต่ ขอบฟ้าเหตุการณ์ นั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแสงทิพย์ และโลกทิพย์ก็ได้ เราไม่ใช่นักฟิสิกส์ อย่ามาถาม ถึงถามก็ตอบไม่ได้ แค่คิดเล่นๆ อิอิ


ทีนี้พอคิดได้ว่า พวกจิตโอปปาติกะนั้น ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของวัตถุ ดังนั้น การเข้าทรงโดยจิตอื่น จึงอาจมีลักษณะที่เปลี่ยนไปนิดหน่อย แต่ขอเรียบเรียงความคิดอีกพักหนึ่ง... คือร่างกายคนก็เป็นวัตถุนะ


เพิ่มเติม: พอเรียบเรียงความคิดมากๆ เข้า เราก็ได้อัพเดตข้อมูลอีกอย่าง
เราเคยคิดว่า โลกเรานี้มี 2 ส่วน คือส่วนวัตถุและส่วนทิพย์ แต่ตอนนี้ ขออัพเดตข้อมูลว่า โลกเรานี้มีส่วนเดียว คือส่วนวัตถุ ส่วนที่เราเข้าใจว่าเป็นส่วนทิพย์นั้น จริงๆ แล้วคือ แสงทิพย์ที่สะท้อนจากวัตถุ แสงทิพย์นี้ อาจเป็นช่วงคลื่นหนึ่งของแสงธรรมดา แต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป เรื่องนี้ วันหนึ่งนักฟิสิกส์คงตอบได้ (อาจจะอีกสักร้อยปี อิอิ)

เช่นกัน เมื่อโลกนี้มีส่วนเดียว ร่างกายมนุษย์ก็มีส่วนเดียว กายทิพย์หรือพวกออร่าต่างๆ นั้น ก็คือแสงทิพย์ที่สะท้อนจากกายเนื้อ มีรูปร่างเหมือนกายเนื้อ (ในคนหรือสัตว์ที่มีจิตธรรมดา) นี่ก็อธิบายได้อีกเช่นกันว่า อิฐหินปูนทราย มีกายทิพย์ได้อย่างไร ก็เพราะจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ กาย แต่เป็น แสงสะท้อน

นอกจากนั้น ก็เป็นไปได้มากว่า จิตของเรา ก็สามารถสร้างแสงทิพย์ขึ้นได้เอง ซึ่งจะเห็นได้ชัดในโลกทิพย์ ในความหมายว่า โลกที่พ้นจากแสงปกติ (เช่นในสมาธิ) จิตเราสามารถสร้างแสงทิพย์ขึ้นมาได้ โดยปรากฎในลักษณะของกายทิำพย์ต่างๆ
และแน่นอน จิตโอปปาติกะจึงสามารถจำแลงรูปได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่า มีกำลังจิตเพียงใด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 15:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


เพิ่มเติมอีกครั้ง...
จริงๆ ในทางพุทธ เขายังมีกล่าวถึง กายละเอียด ซึ่งออกจะเกินวิสัยที่เราจะเข้าถึง ดังนั้นจึงขอละส่วนนี้ไว้
แต่เท่าที่รู้มา กายละเอียดนั้น เป็นกายของพวกโอปปาติกะ มนุษย์อาจจะมีด้วยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ กายนี้ ไม่สะท้อน แสงทิพย์ และไม่ใช่ออร่า จึงขอละไว้ก่อน


บางทีหลุมดำ อาจไม่ใช่หลุม แต่เป็นดวงดาวที่มองไม่เห็นก็ได้ คือมวลสารในแต่ละอนุภาคอัดตัวลง จนมีขนาดที่เล็กกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ มันอาจจะเป็นสสารมืดก็ได้ และแสงทิพย์ก็อาจจะพลังงานมืด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


5555 คิดไปคิดมา โลกนี้ก็มี 2 ส่วนจริงๆ นั่นแหล่ะ ขออำภัยๆ...

เอาล่ะ เดี๋ยวเราค่อยมาบรรยายใหม่ ถึงสภาพของโลกโดยรวม (จริงๆ ไม่จำกัดเฉพาะโลกหรอก) ถือเป็นแนวคิดอันหนึ่งก็แล้วกัน โปรดติดตาม...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 16:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4064

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
อนุโมทนาสาธุค่ะ
:b20: รู้ตัวว่ามาถูกทางแล้ว :b20:
ทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการทำบุญและปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2009, 20:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 20:42
โพสต์: 699


 ข้อมูลส่วนตัว


สรุปว่า...

โลกเรานี้มี 2 ส่วน ส่วนวัตถุ และส่วนละเอียด
ในส่วนละเอียดนี้ เรามักเข้าใจผิดว่า คือส่วนของกายทิพย์ จริงๆ คำว่ากายทิพย์ หรือแสงออร่านั้น คือแสงในช่วงคลื่นหนึ่ง (ขอเรียกว่า แสงทิพย์) ที่สะท้อนออกมาจากวัตถุ

โลกส่วนละเอียด จะไม่รับรู้การมีอยู่ของโลกวัตถุ แต่สามารถรับรู้ได้ถึงแสงทิพย์ที่สะท้อนออกมา จะบอกว่า อยู่กันคนละมิติก็ได้ เพียงแต่มิติที่ว่านี้ ไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง
จะมีสิ่งใดในโลกละเอียดบ้างนั้น เห็นจะเกินวิสัย แต่ที่แน่ๆ จิตโอปปาติกะที่อยู่ในโลกนี้ (รวมถึงจิตมนุษย์) ก็จะมีกายละเอียดอยู่ เมื่อมนุษย์มีทั้งกายละเอียด ซึ่งรับรู้ได้โดยจิตโอปปาติกะ และยังมีแสงทิพย์ที่สะท้อนจากร่างกาย ดังนั้น จิตมนุษย์ในโลกละเอียดนี้ จึงสว่างกว่าจิตของโอปปาติกะโดยทั่วไป นอกจากนั้น ยังเป็นแสงที่เต็มตัวอีกด้วย

เมื่อโลกละเอียดนั้น ไม่รับรู้การมีอยู่ของวัตถุ ขอบเขตของโลกนี้จึงไม่จำกัด แต่โดยมาก จิตโอปปาติกะจะอยู่แวดล้อมมนุษย์ ซึ่งถือเป็นผู้มีบารมีที่สูงกว่า ส่วนจิตที่อ่อนกำลังมาก ก็จะถูกแสงสว่างผลักดันให้อยู่ไกลออกไป
คือในโลกละเอียด หรือจะเรียกว่า โลกวิญญาณ ก็ได้ บารมีของจิตต่างๆ จะวัดกันด้วยแสงสว่าง ซึ่งนอกจากแสงทิพย์แล้ว จิตทุกจิตยังสามารถเปล่งแสงขึ้นมาได้เอง จิตยิ่งสว่างมากก็ยิ่งมีกำลังมาก...

ทั้งนี้ ขอบอกว่า เราไม่เอ่ยถึง เทวโลก พรหมโลก และนรกภูมินะ เกินวิสัยจริงๆ
สรุปไว้เท่านี้... เป็นแนวคิดอันหนึ่งนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 17:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1855

แนวปฏิบัติ: อานาปานสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: THAILAND

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างถึง.-ทำบุญให้แก่ผู้มีพระคุณที่ตายไปแล้วนี้ จงทำด้วยของบริสุทธิ์
อย่าไปฆ่าเป็ด ไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควายมาทำ จะบาปหนักเข้าไป

อีกทำเล็กๆ น้อยๆ ด้วยใจผ่องใสบริสุทธิ์ เป็นต้นว่าตักบาตรถวายอาหารพระสงฆ์ บุญก็มากเอง
บุญมิใช่เกิดเพราะไทยทานมากๆแต่เกิดขึ้นจากใจเลื่อมใสศรัทธาต่างหาก
เปรียบเหมือนเทียนที่เรามีอยู่แล้วไปขอต่อจากคนอื่น เทียนของคนอื่นก็ไม่ดับ ของเราก็ได้ไฟสว่างมา
เหตุนั้นบุญในพุทธศาสนาจึงหมดไม่เป็น

คนมากี่ร้อยกี่พัน เอาหัวใจของตนมาตักตวงเอา บุญในพุทธศาสนานี้ก็ไม่มีหมด
บุญยังเต็มเปี่ยมอยู่ตามเดิม ถ้าทำด้วยความเลื่อมใสแล้ว วัตถุทานมีน้อยก็กลายเป็นของมากเอง



:b8: ย้อนกลับมาอ่านใหม่ เพราะเห็นเป็นประโยชน์ โดยจะนำไปบอกต่อ
โมทนาสาธุ กับท่านด้วย ที่นำมาเผยแผ่

.....................................................
[สวดมนต์วันละนิด-นั่งสมาธิวันละหน่อย]
[ปล่อยจิตให้ว่าง-ชีวิตที่เหลือเพื่อธรรมะ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2009, 01:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น
นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด
ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นไฉน?

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑
ระลึกชอบ ๑ ตั้งจิตชอบ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด
ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ย. 2009, 23:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 23:20
โพสต์: 70

ชื่อเล่น: pmam
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: คนอื่นก็คือ คนอื่น เมื่อตายไปแล้ว..ยิ่งแล้วกันไป...เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ได้สะสมเสบียงใว้ให้ตัวเองหรือยัง???อย่าคาดหวังกับเขาเพราะเราเองยังพอมีเวลาเก็บ..อยู่ เริ่มทำได้แล้วนะ..ธรรมะสวัสดีคะ...ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน... :b4: :b20: :b39: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ส.ค. 2010, 23:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3837

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


แมวขาวมณี เขียน:
:b8:
แม่ยังอยู่..
เราก็ทำให้แม่ชื่นใจ..เป็นบุญที่แม่รับได้เลย...
รักและคิดถึงแม่มาก ๆค่ะ

:b20: :b20: :b20:



นี่แหละ ฉลาดทำบุญ
:b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร