วันเวลาปัจจุบัน 17 ต.ค. 2018, 17:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2012, 08:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ฤทธิ์ของท่านอาจารย์ฝั้น

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ค่ำ)
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


สำหรับท่านอาจารย์ฝั้นรู้สึกท่านเมตตามากนะกับเรา เมตตาจริงๆ เราพูดถึงเรื่อง ที่มันแสดงปาฏิหาริย์เต็มที่นะ วันนั้นจนถึงเราออกปากพูดดังโก้กเลยทีเดียว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เพราะพิลึกพิลั่นเหลือเกิน สะเทือนใจมาสามหนนี้แล้ว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เอาคอยฟังไปนะ นี่กระเทือนถึงสามหนนี้แล้ว คือตอนกลางคืน หกโมงห้าสิบนาทีเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์ฝั้นล่วงเสียชีวิตสิ้นลมหายใจ หกโมงกับห้าสิบนาที ดูเหมือนเป็นวันที่ ๒๐ หรืออะไร นั่นละตั้งแต่นั้นละเริ่มแสดงนะกับเรา

พอตื่นเช้ามาเราจะออกเดินทาง เพราะสั่งแล้วรถเขาจะมาตามนั้นละ รถมารับเราแล้วเราไปถึงอุดรแล้ว วันหลังเราจะเอาของไปบังสุกุลทอดผ้าป่า มีจักรเป็นต้น ที่วัดหนองกอง กลางคืนนี้ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมหมดเลยนะ ผิดสายหูสายตา เพราะเดือนยี่ไม่น่าฝนจะตกขนาดนั้น ท่วมหมดเลยกลางทุ่งนา รถจะไปไม่ได้แล้ว ก็เลยสั่งท่านทุยไปเอง เป็นผู้จัดการทำหน้าที่เพื่อเรา ท่านไปบอกโยมอุปัฏฐากท่านที่วัดบ้านนาขาม จะมารับท่านอาจารย์นี้เป็นรถเก๋ง มันจะข้ามทุ่งนานี้ไปไม่ได้ ให้เอารถของเราอยู่ในบ้านนี้มีสองคันไปรับท่านมา ตอนฉันเสร็จแล้วให้ไปรับท่านมา แล้วมาขึ้นรถเก๋งคันนี้

รถเก๋งคันนี้ให้บอกเขาว่าให้เขารออยู่ที่บ้านหลังนี้ ไม่ให้ข้ามทุ่งนาไป มันไปไม่ได้ ว่าอย่างนั้นนะ ท่านมาสั่งเสียเรียบร้อย เป็นท่านทุยเองสั่ง ครั้นเวลามารถเก๋งมาก็ให้อยู่ที่นั่น แต่ว่าท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง ฟังซิน่ะ ก็ทางนี้บอกว่าให้เอารถที่บ้านของเรานี้ไปรับท่านมาขึ้นรถเก๋งคันนี้กลับอุดร นี่ท่านทุยสั่ง แต่พวกนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอรถเก๋งมาบอกให้รถเก๋งที่นี่ ท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง มาขึ้นรถที่นี่ แทนที่จะเอารถไปรับเรามาขึ้นรถคันนี้ต่อกลับไม่ทำ เสียเวลานาน ห้าโมงเช้าแล้วคนขับรถเดินดูทางไป เอ๊ นี่พอจะมาได้ ทำไมจึงมาไม่ได้ พอเข้าไปก็ถามเขา รู้เรื่องว่ารถทางนั้นเขาไม่มารับตามที่ท่านทุยสั่งให้มารับเราไปขึ้นรถเก๋ง เขาไม่มา นี่กลับตาลปัตรแล้วนี่ ท่านทุยก็บึ่งเลยเชียว มาบ้านนาขาม มาที่นั่น

เราเลยจำได้หมดนะ ในบ้านนั้นมีรถ ๗ คัน หายหมดไม่มีรถเหลืออยู่ในบ้านสักคันเดียวเลย ออกไปตลาดปากคาดหมดเลย ท่านทุยไปรออยู่ตั้งสองชั่วโมง ถึงได้เห็นรถสองแถวคันหนึ่ง แค้กๆ ๆ เข้ามา ท่านก็เอารถคันนี้ไป ไปหาเรา ทำให้เสียเวลาเรื่อยๆ นะ นี่คือท่านอาจารย์ฝั้น ไม่ใช่อะไรนะ ท่านเอียนไปจากกรุงเทพฯ นี้แล้ว ไปพักฉันจังหันที่บ้านตังล้ง ก็ได้ทราบข่าวท่านอาจารย์ฝั้นเสียเมื่อคืนนี้ตามเวลานั้น จากบ้านตังล้ง ตังล้งเขาบอก ท่านเอียนฉันแล้วก็ไปดงศรีชมพู จึงนำเรื่องนี้ไปหาเรา เรื่องราวเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอไปถึงวัดแล้ว รถสองแถวไปติดเครื่องอย่างไรมันก็ไม่ติด นี่เห็นไหมฤทธิ์ของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นอย่างนั้นนะ ถามรถดีๆ อยู่เหรอ รถดีๆ อยู่นี่แหละ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ทราบ แล้วติดปึดๆๆ ดับปุ๊บหายเงียบๆ มันกระเทือนใจเรื่อย เราก็พูดออกมาทันที นี่มันจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาคอยฟัง เกิดแน่นอนเราบอก สามหนแล้วกระเทือนใจ ก็พอดีรถท่านเอียนนี่ไปจากอุดร นั่งรถไปเข้าไปวัดดงศรีชมพู พอลงรถปั๊บท่านเอียนวิ่งเข้ามาหาเรา เรากำลังนั่งรถ เครื่องมันไม่ติด เราก็นั่งรออยู่ มากระซิบว่านี่ท่านอาจารย์ฝั้นเสียแล้วเมื่อคืนนี้ตอนหกโมงห้าสิบนาที เอาละทีนี้ได้ความ

นี่ละเหตุการณ์ได้ความแล้วทีนี้ เอาติดเครื่อง ปืดๆ ไปเลย ไม่อยากอะไร ออกจากนี้ปั๊บเราก็ตรงไปนู้นเลย ไปวัดอุดมสมพร ไปถึงนู่นแล้วมืด ไปวัดอุดมสมพร นี่ละเรื่องท่านอาจารย์ฝั้น ท่านบังคับไม่ให้ติดเครื่อง เครื่องก็ไม่ติด เราทราบข่าวว่าท่านเสียเท่านั้นนะ ติดเดี๋ยวนั้นเลย ไปเลย เราก็ต้องไปวัดท่านอาจารย์ฝั้น นี่เรื่องราวเป็นอย่างนั้น นี่ท่านน่าตั้งหน้าปฏิบัติต่อเรา คืออย่างไรต้องให้เราไปก่อน งานศพนี้ความหมายว่าอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องราวสำคัญอันหนึ่ง

• ท่านอาจารย์ฝั้น กับ ท่านอาจารย์ลี พลังจิตแรง
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=41774

:b50: :b50:
อัฐิของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นพระธาตุ

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


หลวงปู่ฝั้นเราพูดให้ฟังชัดๆ ที่เราแน่ใจต่อท่านว่าต้องเป็นพระธาตุนี่นะ คือท่านจะเข้าจุดแล้ว เวลาไปคุยธรรมะกัน พยายามหาเวลาจะเข้าไปคุยกับท่านโดยเฉพาะ เข้าไปคุยทีไรๆ มันก็หากมีอยู่นั้นละ เพราะนิสัยวาสนาต่างกัน หมอเขาไม่ให้รับแขก ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระ มันเลยไม่มีเวลา เราเข้าไปหาท่าน ท่านก็เลยเล่าให้ฟัง ไปเผาศพหลวงปู่มั่นมาแล้วท่านว่าท่านจะเป็นจะตายจริงๆ ท่านก็มากำหนดภาวนา ทีนี้มันจะไปท่านว่าอย่างนั้น พิจารณาปั๊บเข้าไปตรงนี้ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็จับปุ๊บ นี่เห็นไหมมันมีสูงมีต่ำเมื่อไร มันนึกถึงครูบาอาจารย์นะ พอเข้าไปถึงจุดนั้นปั๊บ ทางนี้ขึ้นเลยทันที เหอ.ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นู่นนะฟังซิมันว่านะ ธรรมว่าให้ธรรมเป็นอะไรไป

เราไม่ได้ว่าให้ครูบาอาจารย์ใช่ไหมล่ะ เราว่าให้ธรรมอยู่ในหัวใจครูบาอาจารย์ ท่านไปอยู่ตรงนั้น ทางนี้ดูอยู่ตลอดพิจารณาตลอด พอไปถึงนั้นท่านก็หยุดของท่าน เรียกว่าภูมิของท่านในระยะนั้นอยู่ตรงนั้น ทางนี้มันก็ออกรับกันซิ ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นี่มันเป็นในจิตนะ ถ้าหากว่าไม่มีใครเลยนี้จะเอากันตอนนั้นเลย ผางทันทีเลย นี่ละธรรมเป็นอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นภูมินั้นเป็นสมมุติอันหนึ่ง หลักธรรมชาตินี้เป็นธรรมไม่มีสูงมีต่ำ เช่นท่านพูดออกวันนั้นทางนี้ยังขึ้น ก็เลยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง พอท่านพูดถึงจุดนั้นท่านไปอยู่ตรงนั้นเสีย ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นู้นนะ นึกว่าไปถึงไหนแล้ว เราว่าอย่างนั้นนะความหมาย

แต่จากนั้นเป็นที่แน่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นมาตั้ง ๒๐ ปี ท่านก็มรณภาพ คือ พ.ศ. ๒๕๒๐ ปีท่านมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เราไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา นั่นละเข้าไปแวะท่านปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านก็เล่าเรื่องภูมิธรรมภูมิจิตให้เราฟัง เพราะเราพยายามจะเข้าหาท่านทีไร ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระอยู่ตลอด มันไม่มีเวลาละซิ ท่านเลยเล่าเรื่องของท่านออกมาๆ เราก็จับเอาจนได้ ยังเสียใจอยู่ ถ้าได้แย็บออกสักนิดหนึ่งก็จะได้ประโยชน์มากมาย พอไปถึงที่นั่น มันกระเทือนใจมาก ความหมายว่าอย่างนั้นนะ พอท่านไปพูดถึงนั้นท่านตายใจแล้วนี่ ทางนี้ก็ขึ้นรับ ฮึ ยังนอนตายอยู่นี้เหรอนึกว่าไปถึงไหนแล้ว แต่จากนั้นไปแล้วภูมิจิตของท่านจะดิ่งแล้วเราก็รู้แล้วนี่นะ ทีนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาถึง ๒๕๒๐ ก็หลายปี

เพราะฉะนั้นเราถึงแน่ใจ แต่ก็มีพยานแล้วนะ พอท่านมรณภาพไปนาน อัฐิของท่านเราเป็นประธานกรรมการที่จะเก็บรักษาจ่ายไปที่ไหนๆ เราเป็นคนไปตรวจไปดู เสร็จแล้วเราก็หาอุบายวิธีการเพราะเป็นประธานนี่ว่าไง อันนี้เอาไว้บรรจุนั้นๆ อันนี้ไม่เอา เราทำท่าไม่เอา อันนี้จำเป็นมากกว่า คือความหมายว่าจะแจกลูกศิษย์ เราก็บอกพระ อันนี้ไม่เอาแหละ โอ๋ย รุมเลย นี่ละที่เขาเอาไปแล้วกลายเป็นพระธาตุอยู่ในบ้านของเขา เขาก็มาเล่าให้ฟัง ว่าอัฐิของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นพระธาตุแล้ว เรายอมรับทันที นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนั้น จึงหาอุบายให้ลูกศิษย์ ก็เราเป็นประธานกรรมการนี่วะ อันไหนสมควรๆ เราก็แยกออก อันนี้ไม่จำเป็นแล้ว พอว่าไม่จำเป็นแล้วลูกศิษย์รุมเลยหมดเลย เขาได้อันนี้ละ ที่เอามาอวดเราว่าเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว เป็นมากต่อมากนี่ก็อย่างนั้นแหละ ถ้าเข้าตรงนั้นแล้วไม่เป็นอื่น ช้ากับเร็วเท่านั้นเอง นี่ละองค์หนึ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2012, 08:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เป็นไปตามนิสัยวาสนา

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


หลวงปู่ฝั้นนี่ก็แน่ว่าจะเป็น ตอนสนทนาธรรมะนั่น ท่านเข้าช่องแล้ว พูดตรงๆ อย่างนี้นะ เราพูดตรงๆ อย่างนี้ นี่แหละภาษาธรรม เวลาท่านพูดของท่าน เราก็ฟัง ว่าจะคุยกับท่านโดยเฉพาะ ยังไม่ค่อยมีเวลา ท่านไม่ค่อยอยู่คนเดียวนะ ไม่เหมือนเรา เรานี่ใครมาศอกงัดๆ ถ้าว่าจะอยู่คนเดียว ใครมายุ่งไม่ได้นะ ท่านไม่มีอย่างนั้น มีแต่อาๆ เรื่อย จะคุยธรรมะเฉพาะไม่ได้สักที แต่มาจับเอาแย็บที่ท่านพูดออกมา ท่านเล่าเรื่องจิตของท่านให้ฟังๆ นั่น เข้าช่องแล้ว ตอนนั้นปี ๒๕๐๖ พอจำได้ ที่พอจะไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา แล้วก็ไปแวะที่วัดภูธรพิทักษ์

ท่านพักอยู่นั้น หมอเขาห้ามไม่ให้รับแขก ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระนั่นซี เวลาเราเข้าไป เราจะคุยธรรมะโดยเฉพาะ พระก็อยู่กับท่านเสีย เราเลยไม่ได้คุย จับได้แง่หนึ่ง จับได้จุดนี้เข้าช่องแล้วแน่ เข้าช่องต้องพุ่ง ให้ถอยไม่มี นับวันจะพุ่งอย่างเดียว ถ้าลงได้เข้านี้แล้วปั๊บ ชี้เลยต้องเข้าเรื่อยๆๆ เป็นอย่างนั้น นี่แหละพระอนาคามี ท่านเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขั้นพระอนาคามี จึงเป็นขั้นที่แน่นอน ที่จะหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวในไม่ช้า นี่ท่านเข้าช่องตรงนั้นแล้วจะพุ่งแหละ เราจึงแน่ใจว่า ถึงยังไม่เป็นก็จะเป็น อาจจะเป็นช้าก็ได้

คืออัฐิกลายเป็นพระธาตุนี่ มีอยู่หลายประเภท หนึ่ง พอผู้สำเร็จแล้วไม่นานนิพพานไปเสีย นี่ก็อัฐิจะนานหน่อยกลายเป็นพระธาตุ ทีนี้อีกข้อหนึ่งที่มารับกันนี้ก็คือว่า ผู้ที่สำเร็จแล้วไม่นานนิพพานไปเสีย ท่านอาจอบรมมาเป็นลำดับลำดาเป็นเวลานานแล้ว พอสำเร็จแล้วนิพพานไปเสีย อัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้ง่ายเหมือนกัน เพราะหนุนกันมาอยู่แล้ว ต่างกันอย่างนี้ ถ้าผู้ที่อยู่นานๆ สำเร็จแล้วอยู่นานๆ อยู่ในธาตุขันธ์นี้ จิตที่บริสุทธิ์นี้ซักฟอกธาตุขันธ์โดยอัตโนมัติของมัน คือจิตที่บริสุทธิ์ครองขันธ์นี้ ขันธ์จะกลายเป็นขันธ์ละเอียดเข้าไปๆ เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพไปแล้ว อัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุ คือขันธ์ก็สะอาดเต็มที่ของขันธ์ ในส่วนสมมุติไปอย่างนี้แหละ มีหลายขั้นที่จะสำเร็จไปนี้

เด่นคนละทาง

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


ครูบาอาจารย์บางองค์เด่นคนละทางๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายในสมัยปัจจุบันนี้ที่ท่านเพิ่งล่วงลับไป อย่างท่านอาจารย์ชอบกับเสือกับงูเด่นมาก เหมือนว่าเป็นเพื่อนสหายเดียวกัน หลวงปู่ผาง อันนี้พวกงูพวกนาค หลวงปู่ขาวนี่ช้าง เด่นคนละทางๆ หลวงปู่ฝั้นมีแปลกๆ

ท่านอาจารยฝั้นนี่พวกเสือพวกอะไร พวกสัตว์ลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตา ท่านเด่นมากอยู่นะท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเล่าให้ฟังเองท่านมาอยู่ปากช่อง ท่านอยู่ในย่านกลางดงไม่มีบ้านคนแต่ก่อน มีสองสามหลังคาเรือนพอบิณฑบาตได้ เขาก็นิมนต์ให้ท่านไปพักด้วย ท่านก็ไปพัก อยู่กลางดง หินดาน โล่ง ท่านไปพักอยู่นู้นแล้วออกมาบิณฑบาตกับทับเขา เขาอยู่ปลูกเป็นทับเป็นอะไรอย่างนั้นละ เขาไปทำอะไรอยู่ที่นั่น เวลาออกมาเสือยังไม่มา พอรับบิณฑบาตพอสมควรแล้วก็กลับมา ก็มาเห็นมันนอนอยู่บนหินดานหินลาดอะไรนี่ กลางแจ้ง มองไปอะไรเหลืองๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ มองไป เขานอนสบาย มองไปเห็นแต่เหลืองๆ ไม่มองเห็นลาย ส่วนใหญ่มองไปจะเห็นเหลืองมากกว่า ดำเลยไม่ปรากฏ เอ๊ นี่มันอะไร ท่านก็เดินไปเรื่อย พอไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าเสือ มันนอนตากแดดผิงแดด เสือโคร่งนะ ท่านเดินไปแล้วก็ว่า มึงมาอะไรที่นี่ มันร้องโฮกแล้วเปิดเลย วิ่งเข้าป่าเลย อย่างนั้นแหละ มึงมานอนอะไรที่นี่ไอ้นี่น่ะ

แปลกๆ อันหนึ่งก็คือ ท่านไปพักอยู่ที่ทางภาคอีสานเขาเรียกว่าผีกองกอย มันร้องกลางคืน เขาว่าถ้าผีชนิดนี้มาเยี่ยมบ่อยๆ คนมักตายบ่อยๆ มันกินคนอย่างลึกลับ เขาเรียกผีกองกอย ท่านก็ไปพักอยู่ที่นั่น คนที่มาพักเขาก็บอกว่า ที่แถวนี้มีผีกองกอย เขาเล่าให้ท่านฟัง ตอนนั้นดูว่าท่านมีพระไปด้วย เป็นสององค์กับท่าน แล้วก็มีตาปะขาวคนหนึ่งรวมเป็นสามไปพักอยู่นั้น พอสามทุ่มล่วงไปแล้ว คืออยู่ในป่ามันเหมือนดึกนะ เขาบอกว่าแถวนี้มีผีกองกอย ถ้าผีกองกอยเที่ยวไปแถวไหนแล้วคนมักจะเป็นไข้ป่วยแล้วตาย เขาว่าผีพวกนี้มันกินตับคน เขาเล่ากันไปอย่างนั้นแหละท่านก็ฟังไป จึงได้เห็นผีนี้ชัดเจน นั่นเห็นไหมล่ะ

พอมันร้อง ตาปะขาวอยู่ที่นั่น ตรงนั้นละ สามทุ่มกว่าๆ ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ เสียงกองกอยๆ มา ได้ยินชัดเจนเงียบๆ กลางคืน ที่เขาว่าเสียงกองกอยๆ มันเสียงอย่างนั้นจริงๆ เขาเรียกผีกองกอย พอมาถึงตาปะขาว ท่านก็วิตกถึงตาปะขาว กลัวมันจะมาทำไมตาปะขาวเพราะมันเป็นสัตว์ลึกลับ มองด้วยตาไม่เห็น พอมันมาได้จังหวะแล้วท่านก็กำหนดจิตดู ท่านพูดเองนะ โอ๋ย มันตัวเหมือนลิงท่านว่า มันเหมือนลิง พอจิตท่านส่งไป โอ๋ย มันกลัวมากที่สุดเลย พอตามันรับกับใจของท่าน เหมือนว่าตามันรับกับตาเราว่างั้นเถอะ แต่ตาเราเป็นตาใจ พอมองเห็นปั๊บวิ่งปรู๊ดเลย กลัวมากที่สุดเลย กลัวอย่างมากทีเดียว

เราเห็นมัน จ้องดูอยู่นี่ พอมันแพล็บเข้ามามองเห็นเรานี้ปรู๊ดวิ่งเลย ตั้งแต่วันนั้นเงียบเลย โอ๋ ได้เห็นแล้วมันเหมือนลิง ท่านว่างั้น สัตว์ตัวนี้เหมือนลิง คือมันไม่ได้เป็นรูปวัตถุนะ รูปเป็นนามธรรมแต่เหมือนลิง ท่านว่างั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเล่าให้ฟัง ท่านรู้สึกพิสดารเกี่ยวกับพวกเปรตพวกผี พวกเทวบุตรเทวดา ท่านอาจารย์ฝั้นเด่นอยู่องค์หนึ่ง นั่นละเด่นไปคนละทางๆ บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นนักภาวนาด้วยกัน มีนิสัยวาสนาเด่นทางไหนก็เป็นไปทางนั้นๆ จะเป็นขึ้นมาเองรู้เอง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นนักภาวนา ท่านรู้ของท่านธรรมดาๆ แต่เรื่องของโลกมันกีดมันขวาง ท่านจึงไม่นำออกมาใช้ ไม่พูด พูดก็มีแต่การแนะนำสั่งสอนไปธรรมดาที่อยู่ในฐานะซึ่งควรจะสอนได้ แต่เรื่องภายในแล้วท่านไม่พูด เฉย นอกจากพวกเดียวกัน ถ้าพวกเดียวกันท่านพูดเสมอ ไปอยู่ที่นั่นมีอย่างนั้นๆ เช่นอย่างในถ้ำ มีผีมีเทวดารักษา ท่านรู้ แต่ท่านพูดในวงของท่านเองพวกนักภาวนากรรมฐานด้วยกัน คือใจนี้เป็นนักรู้ เมื่อเปิดออกๆ นิสัยวาสนาของใครจะเด่นทางไหนๆ มันจะรู้ของมันเห็นของมันไปตามนั้น จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา ไปคนละทิศละทาง


:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2012, 17:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


• พระธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร •

รูปภาพ

อัฐิธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ประดิษฐาน ณ พระธุตังคเจดีย์ เจดีย์แห่งพระอรหันต์
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ


รูปภาพ

พระธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

รูปภาพ

พระธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ภาพจากหนังสือพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุพระอริยสงฆ์
ที่ระลึกเนื่องในงานฉลองสมโภชน์อุโบสถ
วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่


รูปภาพ

พระธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร แปรสภาพจากอังคาร
เป็นของลูกหลานองค์หลวงปู่ฝั้น
ที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

:b8: ภาพจาก http://www.santidham.com


รูปภาพ

พระธาตุหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
โปรดสังเกตที่ผิวองค์พระธาตุ จะพบเห็นมีจุดกลมๆ สีขาว
หากแต่เป็นปุ่มสีทองคำ
น่าเสียดายที่กล้องไม่สามารถบันทึกแสงประกายสีทอง
จึงเห็นเพียงจุดแสงสีขาวเบลอๆ เท่านั้น


รูปภาพ

รูปภาพ

อัฐิธาตุ พระธาตุ และเกศาหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
โปรดสังเกตที่ผิวอัฐิธาตุ
จะพบเห็นมีปุ่มเหมือนแต้มจุดเล็กๆ บนผิวอัฐิธาตุ
น่าเสียดายที่กล้องไม่สามารถบันทึกภาพได้
เพราะตามปุ่มเหล่านี้จะมีสีดั่งทองคำที่แต้มจุดลงไว้บนผิวอัฐิธาตุ
และสามารถมองเห็นประกายทองคำได้อย่างชัดเจน

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2012, 19:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

จากซ้าย : พระอาจารย์สมัย (พระอาจารย์จ่อย) สมาหิโต
อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำขาม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร,
พระอาจารย์สาคร ธมฺมาวุโธ และหลวงพ่ออุทัย สิริธโร
ในงานทำบุญครบรอบ ๓๐ ปี วันมรณภาพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร


รูปภาพ

ป้ายชื่อ “ศาลาอาจาโร” ณ วัดป่าศรัทธารวม
ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในปัจจุบัน


วัดป่าศรัทธารวม เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า ๘๑ ปี สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
โดยเป็นวัดป่าสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
ตั้งอยู่ข้างกรมทหาร เดิมเป็นป่าช้าแห่งที่ ๒ ของจังหวัดนครราชสีมา
ใช้สำหรับเผาศพผู้ที่ตายด้วยโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค เป็นต้น

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีพระกรรมฐานคณะแรก ประกอบด้วย
๑. พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ๒. พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี
๓. พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ๔. พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร
๕. พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ๖. พระอาจารย์ภุมมี ฐิตธมฺโม
และพระภิกษุรูปอื่นๆ รวมเป็นพระภิกษุ ๑๐ รูป สามเณร ๔ รูป
มาอยู่จำพรรษา โดยมีพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นหัวหน้า


วัดแห่งนี้มีครูบาอาจารย์หลายรูปที่เคยมาจำพรรษาหรือมาพักปฏิบัติภาวนา
เช่น หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต (วัดจันทราราม จ.หนองคาย)
หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก (วัดป่าหนองไคร้ จ.ยโสธร)
หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ (วัดป่าเขาน้อย จ.บุรีรัมย์)
หลวงปู่เหลือง ฉนฺทาคโม (วัดกระดึงทอง จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันอายุ ๘๔ ปี)
แม้แต่หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมื่อครั้งมาเรียนหนังสือที่วัดสุทธจินดา
เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก็เคยมาปฏิบัติภาวนาที่นี่ด้วย

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธารวม ถึง ๖ ปี
วัดนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทีปังกร พระพุทธรูปกลางแจ้งอันงดงามมาก

“ศาลาอาจาโร” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕
ส่วนป้ายชื่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ส.ค. 2012, 01:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2745

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


• จากหนังสือไม่มาเกิดมาตายเรียกว่า ชาติสุดท้าย •

รูปภาพ

รูปภาพ

• คติธรรมของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร •

ปฏิบัติไว้อย่าให้มันขาดซี่ ไม่ได้มากก็ให้ได้น้อย
ต้องหมั่นเข้าวัดฟังธรรมเสียก่อนจึงจะนอน
ทีงานการอุตสาหะทำจนเหงื่อไหลจนเหน็ดจนเหนื่อย
งานภายในของเราล่ะ เราไม่รักษาใครจะรักษาล่ะ

ให้พากันเข้าวัดนะ วัดดูจิตใจของเรา ต้องวัดเสมอ
นั่งก็วัด นอนก็วัด เดินยืนก็วัด
วัดเพราะเหตุใด ให้มันรู้ไว้ว่าจิตเรามันดีหรือไม่
ไม่ดีจะได้แก้ไข ต้องวัดทุกวัน
ตัดเสื้อตัดผ้าก็ยังต้องวัดไม่ใช่เรอะ
ไม่วัดจะใช้ได้อะไรล่ะ


--------------------------------

การดูดวง ก็เหมือนกัน ดูเอาว่าดวงดี ดวงไม่ดี
ผูกดวง ผูกดาว คนโกหกหลอกลวงกันให้วุ่นวายเดือดร้อน

ในพระพุทธศาสนา ดวงดีดวงไม่ดีก็ให้ดูเอาซิ
ไม่ใช่มาจากฟ้าจากอากาศ ให้ดูดวงดีเดี๋ยวนี้ซิ ดวงดีเป็นยังไง
ดวงดีรวมมาสั้นๆ แล้วคือใจเราดี มีความสุขความสบาย
เมื่อใจเราสุขสบายแล้วทำอะไรก็สบาย
การงานก็สบาย ประเทศชาติก็สบาย นี่แหละดวงดี

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2016, 19:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มี.ค. 2015, 14:34
โพสต์: 18

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b1: อนุโมทนาสาธุครับผม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2017, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร”
ประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ วัดถ้ำขาม
บ้านคำข่า ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2017, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2017, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6893

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ภาพประวัติศาสตร์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งยังทรงเป็น “พระมหาอัมพร อมฺพโร”
สมัยมาพักภาวนา บิณฑบาต และฉันในบาตร
ร่วมกับ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร”
ณ วัดถ้ำขาม บ้านคำข่า ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๘


:b8: :b8: :b8: ขอขอบพระคุณผู้บันทึกภาพ : ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน
เป็นภาพที่คลาสสิค งดงาม แสดงให้เห็นถึงวิถีชาวบ้านอีสาน
และบรรยากาศต่างจังหวัดในสมัย ๕๐ กว่าปีก่อน


รูปภาพ

จากซ้าย : องค์ที่ ๑ • หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

องค์ที่ ๒ • สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) วัดราชบพิธฯ

องค์ที่ ๓ • สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

องค์ที่ ๔ • พระวัดถ้ำขาม ไม่ทราบนามฉายา

องค์ที่ ๕ • ไม่ทราบนามฉายา

องค์ที่ ๖ • ไม่ทราบนามฉายา

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ต้อนรับพระอาคันตุกะจากกรุงเทพฯ
ด้วยการแสดงธรรม ณ ผลาญหินลานลั่นทมป่า
หลังถ้ำขาม บนเทือกเขาภูพาน


รูปภาพ

จากซ้าย : องค์ที่ ๑ • หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

องค์ที่ ๒ • สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) วัดราชบพิธฯ

ณ ผลาญหินลานลั่นทมป่า หลังถ้ำขาม บนเทือกเขาภูพาน


รูปภาพ

จากซ้าย : องค์ที่ ๑ • สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

องค์ที่ ๒ • พระวัดถ้ำขาม ไม่ทราบนามฉายา

องค์ที่ ๓ • ไม่ทราบนามฉายา

องค์ที่ ๔ • ไม่ทราบนามฉายา

ณ ผลาญหินลานลั่นทมป่า หลังถ้ำขาม บนเทือกเขาภูพาน


รูปภาพ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งยังทรงเป็น “พระมหาอัมพร อมฺพโร”
ณ ผลาญหินลานลั่นทมป่า หลังถ้ำขาม บนเทือกเขาภูพาน


รูปภาพ

จากซ้าย : องค์ที่ ๑ • หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

องค์ที่ ๒ • สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) วัดราชบพิธฯ

องค์ที่ ๓ • สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

กำลังฉันจังหันในบาตรร่วมกับพระภิกษุสามเณร
ณ ศาลาโรงธรรม วัดถ้ำขาม ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(ซึ่งเป็นที่ฉันจังหันรวมของพระภิกษุสามเณรภายในวัด)


รูปภาพ

ศาลาโรงธรรม วัดถ้ำขาม ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(ซึ่งเป็นที่ฉันจังหันรวมของพระภิกษุสามเณรภายในวัด)


****

วัดถ้ำขาม เป็นวัดที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้สร้างขึ้นคู่กับ “วัดป่าอุดมสมพร”
ในบั้นปลายของการดำรงขันธ์แห่ง “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี”
องค์ท่านได้ย้ายขึ้นไปพำนักจำพรรษา ณ วัดถ้ำขาม
ภายในวัดมีเก้าอี้สีเหลืองตัวหนึ่งที่องค์หลวงปู่ฝั้นท่านใช้นั่งรับแขกเป็นประจำ
เมื่อองค์หลวงปู่เทสก์ท่านได้ย้ายขึ้นมาพำนักจำพรรษา
จึงได้นำเก้าอี้ตัวนี้มาถวายให้องค์หลวงปู่เทสก์ได้ใช้นั่งรับแขกเช่นเดียวกัน
และเมื่อองค์หลวงปู่เทสก์ท่านได้ทิ้งขันธ์มรณภาพ ณ วัดถ้ำขาม
จึงได้มีการสร้าง “รูปเหมือนไฟเบอร์กลาส” ขององค์หลวงปู่เทสก์ขึ้น
ให้ได้กราบไหว้ บูชาสักการะ ณ “กุฏินิพพานหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี”
หรือ “กุฏิพระมหาเถราจารย์รำลึกเทสรังสี-อาจาโรอนุสรณ์”
เก้าอี้สีเหลืองที่เคยใช้นั่งรับแขกตัวนี้จึงได้ไปทำหน้าที่ให้
“รูปเหมือนไฟเบอร์กลาส” ขององค์หลวงปู่เทสก์ได้นั่งตราบจนทุกวันนี้

วัดถ้ำขามแห่งนี้ หลวงปู่หลายองค์บอกตรงกันว่า มีเทวดาคุ้มครองอยู่มาก
โดยเฉพาะภายในบริเวณศาลาถ้ำขาม เทวดาจะมาไหว้พระ-สวดมนต์ทุกคืน
จึงไม่ให้วิ่ง นั่ง นอนเกะกะ หรือส่งเสียงดังไม่สำรวมบริเวณหน้าพระประธาน
ทั้งนี้ได้มีพระสงฆ์ แม่ชี และศรัทธาญาติโยมหลายคนประสบพบเห็นมาแล้ว


:b44: :b47: :b44:

:b8: :b8: :b8: ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ...จากกระทู้...
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=53651

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร