วันเวลาปัจจุบัน 17 มิ.ย. 2019, 00:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


- สถานที่ปฏิบัติธรรม
แนะนำรายชื่อสถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั่วประเทศ
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=9

- รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=30



กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2010, 17:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนที่พระสุทินเสพเมถุนธรรมกับเมียตนเอง จนพระพุทธองค์ต้องประกาศปารชิกศีล ว่าด้วยภิกษุเสพเมถุนธรรม แล้วพระสุทินต้องอาบัติปราชิกด้วยหรือเปล่า ?

ภิกษุผู้ทุศีลต้องอาบัติปาราชิก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน กรณีพระสุทิน ไม่ต้องสึก แต่ยังสงสัยว่า พระสุทินบรรลุถึงนิพพานหรือเปล่า ?

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2010, 17:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: เนื่องจากเป็นผู้ทำผิดคนแรก พระพุทธองค์ทรงไม่เอาผิด เพราะสิกขาบทยังมิได้ทรงบัญญัติ หากให้เธออยู่ในฐานะเป็น “อาทิกัมมิกะ” (ต้นบัญญัติ) ความหมายก็คือ เอาไว้ให้อ้างอิงในทางชั่วว่าอย่าทำไม่ดีเหมือน อะไรประมาณนั้นค่ะ

---------------------------------------------

:b53: “พระสุทิน” ผู้เป็นปฐมเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นปฐมบัญญัติ :b51:

ณ หมู่บ้านกลันทคาม อันตั้งอยู่ใกล้นครเวสาลี มีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่า สุทิน กลันทบุตร เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาทูลขอบวช ครั้นพระพุทธองค์มีรับสั่งให้มาขออนุญาตบิดามารดาตามพระธรรมวินัย เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาของสุทิน กลันทบุตร ไม่อนุญาตด้วยเกรงจะไม่มีผู้สืบสกุล สุทิน กลันทบุตร เสียใจไม่ยอมบริโภคอาหารจนวันที่ ๗ เพื่อนมาเยี่ยมจึงช่วยเกลี้ยกล่อมเศรษฐีผู้เป็นบิดาว่าหากให้บวชก็ยังเห็นบุตรชาย แม้นไม่ให้บวชคงต้องสูญเสียบุตรชายและการเป็นบรรพชิตมิใช่มีความสุข สบาย อีกไม่นานคงจะสึกกลับมาครองเรือน บิดามารดาเห็นด้วยจึงยอมอนุญาต

สุทิน กลันทบุตร ดีใจลุกขึ้นบริโภคอาหาร พักผ่อนอยู่ ๒-๓ วัน พอมีกำลังก็รีบไปเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

เมื่อบวชแล้ว “พระสุทิน” ได้ไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าใกล้บ้านชาววัชชีแห่งหนึ่ง บังเอิญในเวลานั้นวัชชีชนบทเกิดข้าวยากหมากแพงพลอยให้ภิกษุบิณฑบาตไม่ได้อาหาร พระสุทินจึงไปอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้นครเวสาลี ด้วยเห็นว่ามีญาติมิตรอยู่ ณ ที่นี่มาก วันหนึ่งเศรษฐีผู้เป็นบิดามาพบจึงนิมนต์พระสุทินให้ไปฉันบิณฑบาตในเรือนและขอให้สึก แต่พระสุทินยังยินดีในพรหมจรรย์ เศรษฐีผู้เป็นบิดาจึงขอพืชพันธุ์ไว้เป็นทายาทเพื่อมิให้ทรัพย์สินมรดกต้องถูกเจ้าลิจฉวียึดไปตามธรรมเนียมหากไม่มีผู้สืบสกุล

“พระสุทิน” ได้ร่วมประเวณีกับภรรยาเก่า ได้บุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า พีชกะ (แปลว่าพืชพันธุ์) ซึ่งภายหลังได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหัตผล การประพฤติของพระสุทินสมัยนั้นถือว่ายังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุสงฆ์เพราะมิได้มีสิกขาบทห้ามไว้ แต่เมื่อรู้สึกตนว่าได้ประพฤติไม่ดีงามเกิดความไม่สบายใจซึมเศร้าโทมนัส พระบรมศาสดาครั้นทราบเหตุการณ์จึงมีรับสั่งให้ประชุมภิกษุทั้งหลายตรัสถามเรื่องราว พระสุทินได้กราบทูลตามความเป็นจริงทุกประการ พระศาสนาทรงตำหนิและบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยอาศัยประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ

๑. เพื่อความดีแห่งสงฆ์
๒. เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
๓. เพื่อข่มบุคคลผู้แก้ยาก
๔. เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๕. เพื่อกำจัดอาสวะอันจะเกิดในอนาคต
๖. เพื่อป้องกันอาสวะอันจะเกิดในอนาคต
๗. เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของผู้ยังไม่เลื่อมใส
๘. เพื่อความเจริญแห่งความเลื่อมใสของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว
๙. เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑๐. เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย


:b8: ขอขอบพระคุณที่มา : http://www.phuttha.com

---------------------------------------------

:b44: ขอแนะนำกระทู้เกี่ยวเนื่องกันค่ะ

- การบัญญัติสิกขาบทของพระพุทธเจ้า
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=33958

- ความเข้าใจพระวินัย : มมร.
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=36150

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2010, 17:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


ตกลงว่า การที่ภิกษุเสพเมถุนธรรม เป็นผลให้ส้นจากความเป็นพระโดยทันที ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เพราะเป็นวินัยที่ประกาศจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ประกาศวินัยข้อนี้ ภิกษุที่เสพเมถุนธรรมก็ไม่ถึงกับต้องอาบัติปราชิก น่าจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ...

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ประกาศเป็นพระวินัย ก็คือวาจาวิเศษ มาจากจิตที่บริสุทธิ์ ที่อิทธฤทธิ์ยิ่งกว่าแรงอธิฐานใดๆ ไม่มีใครมายกเลิกได้จนกว่าจะเกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ... :b6:

ก็หมายถึงว่า หากพระสาวก หรือพระอริยสาวก ผิดวินัย ทีเดียว ครั้งเดียว ถ้าเป็นปาราชิกศีล ก็คือฆ่าตัวตายดีๆ นี่เอง อย่างนั้นหรือเปล่า ... ?

แล้วพวกพระที่อวดอุตริออกไมค์ ต่อหน้าฆารวาสจำนวนมาก (ยั่งไม่ว่าเรื่องมีจริงหรือไม่มีจริง) พวกนี้จะลงเอยกันยังงัย :b5:

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 05:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


พระวินัยปิฏก : ปาราชิกกัณฑ์ ปฐมปาราชิกสิกขาบท สุทินน์ กลันทบุตร ออกบวช

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

[๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น
ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระสุทินน์ว่า ดูกรสุทินน์ ข่าวว่าเธอ
เสพเมถุนธรรม ในปุราณทุติยิกา จริงหรือ?

ท่านพระสุทินน์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ
ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ เธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีอย่างนี้
แล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า.

ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด ไม่ใช่
เพื่อมีความกำหนัด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพื่อมี
ความถือมั่นมิใช่หรือ? เมื่อธรรมชื่อนั้นอันเราแสดงแล้ว เพื่อคลายความกำหนัด เธอยังจักคิด
เพื่อมีความกำหนัด เราแสดงเพื่อความพราก เธอยังจักคิดเพื่อความประกอบ เราแสดงเพื่อความ
ไม่ถือมั่น เธอยังจักคิดเพื่อมีความถือมั่น.

ดูกรโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งราคะ เพื่อ
เป็นที่สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความระหาย เพื่อเป็นที่หลุดถอนแห่งอาลัย เพื่อ
เป็นที่เข้าไปตัดแห่งวัฏฏะ เพื่อเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งตัณหา เพื่อเป็นที่ดับ
แห่งตัณหา เพื่อออกไปจากตัณหาชื่อวานะ มิใช่หรือ?

ดูกรโมฆบุรุษ การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความระหายในกาม
การเพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม เราบอกไว้แล้วโดย
อเนกปริยาย มิใช่หรือ?

ดูกรโมฆบุรุษ องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้ายยังดีกว่า
อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย
องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่ายังดีกว่า
อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย
องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า
อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย.

ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?

เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตาย หรือ
ความทุกข์เพียงแค่ตาย ซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้า
แต่แตกกายตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิด
เข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ซึ่งมีการกระทำนี้เป็นเหตุ.

ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้น มีโทษอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็น
เรื่องของชาวบ้าน เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ อันชั่วหยาบ มีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของ
คนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลธรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็น
อันมาก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ
ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่
เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนท่านพระสุทินน์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ
เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ
คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ
มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ
ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่
เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 05:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


Supareak Mulpong เขียน:
ภิกษุผู้ทุศีลต้องอาบัติปาราชิก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน กรณีพระสุทิน ไม่ต้องสึก แต่ยังสงสัยว่า
พระสุทินบรรลุถึงนิพพานหรือเปล่า ?

ตามประวัติของพระสุทิน...กล่าวว่า

พระสุทิน ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุถึงนิพพานค่ะ

ส่วน ภรรยาเก่าของพระสุทิน (พีชกมาตา) และ บุตรชาย (พีชกะ)
ภายหลังบุคคลทั้งสองได้ออกจากเรือนบวชเป็นพระภิกษุณี-พระภิกษุ
ก็ปฏิบัติจนสามารถทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ด้วยเช่นกันค่ะ


Supareak Mulpong เขียน:
ตกลงว่า การที่ภิกษุเสพเมถุนธรรม เป็นผลให้ส้นจากความเป็นพระโดยทันที ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เพราะเป็นวินัยที่ประกาศจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ประกาศวินัยข้อนี้ ภิกษุที่เสพเมถุนธรรมก็ไม่ถึงกับต้องอาบัติปราชิก น่าจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ...

ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ :b8: เนื่องจากเป็นผู้ทำผิดคนแรก
พระพุทธองค์ทรงไม่เอาผิด เพราะสิกขาบทยังมิได้ทรงบัญญัติ
หากให้เธออยู่ในฐานะเป็น “อาทิกัมมิกะ” (ต้นบัญญัติ)
ความหมายก็คือ เอาไว้ให้อ้างอิงในทางชั่วว่า อย่าทำไม่ดีเหมือน

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2010, 06:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระอาจารย์จันทา ถาวโร
ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ :
อ.อนัตตา ห้องพระ udon108


:b44: :b44:
สิกขาบทที่ ๑
ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก

เทศน์ปรมัตถ์ (เทศน์ภาคปฏิบัติ)
โดย พระอาจารย์จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

จาก...หนังสือ พระวินัย ๒๒๗

เสพอย่างไร บางคนไม่รู้นะ เสพเมถุนสังวาสกับมนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ทางทวารหนัก ทวารเบา ตลอดถึงรักแร้ แอบแอขา หรือปากตุ๊กแก มันจะไม่กัดเอาบ่ บ่.. ตุ๊กแกมันตัวใหญ่นะสมัยนั้น กำปากให้มันอ้าแล้วเอาเหล็กแข็งๆ หั่นเขี้ยวมันหักแล้ว ปากมันแดงจ้า ยัดองคชาติเข้าไปมันก็ขบกัดเข้า ความกำหนัดเกิดขึ้น น้ำสุกกะ (อสุจิ) เคลื่อนออกก็สำเร็จได้เหมือนกัน

เมื่อเสพเข้าไปแล้ว ทางทวารหนักก็ดี ทวารเบาก็ดี ตลอดถึงรักแร้ แอบแอขาของผู้หญิงนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าผู้หญิง มีความกำหนัดพอที่จะเสพได้ทั้งนั้น ไม่เลือก ได้ทุกอย่าง ได้ทุกสถานที่ พอใจเสพได้ เพราะร่างกายของผู้หญิงนิ่มนวลดี กลิ่นมันก็หอมหื่นชื่นใจหอมหวนชวนใจ จับที่ไหนมาดมก็หอมหื่นชื่นใจ นี่ก็เป็นบ้าเลย บ้าตัณหา บ้ากามเกิดขึ้น ถ้าเสพเข้าไปแล้ว ยัดองคชาติเข้าไปทางทวารเบานั่น พอสัมผัสพึ่บ ความกำหนัดเกิดขึ้น เมื่อน้ำสุกกะเคลื่อนพึ่บ สะเม่นหมดตัวนะ นั่นแหละต้องอาบัติปาราชิกนะ อะสังวาโส

หาสังวาสในศาสนาพุทธต่อไปไม่ได้ นี่แหละมันหนักแน่นถึงขนาดนั้น

สิกขาบทนี้ ครั้งพุทธกาลโน้น พระสุทินเป็นตัวอย่าง ลูกชายของเศรษฐีเมืองเวสาลี บวชได้นานหลายปีแล้ว เจริญสมณธรรมก็ยังไม่เป็นไปเพราะอินทรีย์ยังอ่อน บารมียังอ่อน ไม่ถึงคราวจะเกิดขึ้น

ไปเยี่ยมบ้าน พ่อกับแม่และภรรยาเก่าก็ช่วยกันอ้อนวอนขอให้สึก

“โอ๊ย..สึกไม่ได้ เสียดายการบวชในศาสนานี้นะ บวชได้สำเร็จมรรคผล ธรรมวิเศษเป็นพระอรหันต์กันสนั่นหวั่นไหว เหาะเหินเดินฟ้าได้ก็มี ไปนรกไปสวรรค์ได้ก็มี ถ้าสึกออกมาสร้างโลกก็ไม่สำคัญอะไรหรอก”

“ถ้าไม่สึกก็ขอพืชนะท่าน”

“เออ ขอพืชพันธุ์ไว้ได้ไม่เป็นไร”

ก็เข้าไปในห้องเลย เมียก็เป็นคนใหญ่นะ ท้ายก็ใหญ่ อะไรมันก็ใหญ่ เข้าไปก็นอนเลย เสพกันสนั่นหวั่นไหว หิวมาหลายปีแล้ว นั่นแหละจนได้บุตร เมื่อได้บุตรแล้ว โลกเขาก็เห็น หมู่เพื่อนก็เห็นเป็นอย่างนั้น

อ้าว…นักบวชทำอย่างนี้ใช้ไม่ได้

พระสงฆ์ก็เลยนำเรื่องขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า

“ข้าแต่พระองค์เจ้าผู้ประเสริฐ พระสุทินเสพกามกับภรรยาเก่าแล้วจนได้บุตร จะทำอย่างไรหนอพระเจ้าข้า”

แต่นั่นคืนหลังไปนะ พระองค์เจ้ายังไม่ได้ตั้งสิกขาบท ฉะนั้นพระองค์เจ้าจึงเรียกประชุมสงฆ์ ๕๐๐ องค์ เรียกพระสุทินเข้ามาซักไซ้ไต่ถาม “เธอได้เสพกามอย่างเขาว่าหรือ”

“เสพ พระเจ้าข้า”

“เสพเพราะเหตุใด”

“ข้าพเจ้ายังมีใจยินดีในศาสนาอยู่ แต่ภรรยาและพ่อแม่เขาอ้อนวอน อยากได้พืชพันธุ์ไว้สืบชาติสืบตระกูล สมบัติ ๘๐ โกฏิ ไม่มีใครจะครองต่อไป ข้าพเจ้าก็เลยเสพกามให้จนได้บุตร ๑ คน”

พระองค์เจ้าก็เลยปรับโทษพระสุทิน เป็นปฐมสิกขาบทครั้งแรก

นี่แหละ มีพระสุทินเป็นเหตุนะ จำไว้ พระองค์จึงได้ตั้งสิกขาบทนี้ขึ้นตั้งแต่นั้นมา ปาราชิก สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก

พระสุทินนี่จะว่าเป็นคุณก็ใช่นะ เพราะเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าตั้งสิกขาบทขึ้น แล้วพระองค์เจ้าก็ปรับโทษแต่เพียง สังฆาทิเสส เท่านั้น ไม่ปรับโทษถึงขั้นปาราชิก นั่นแหละ ก็เลยให้อยู่ปริวาสกรรม ๒๓ วัน เสร็จแล้วอยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูปก็นำสวดอัพภานต่อหน้าพระพุทธเจ้า ไม่มีโบสถ์เหมือนทุกวันนี้ดอก พระพุทธเจ้าและสงฆ์นั่งล้อมรอบ ๒๐ องค์ แล้วก็มีพระผู้สวดอัพภาน คล้ายกันกับการบวชนั่นแหละ พระสุทินก็เลยพ้นจากโทษ

พระสุทินก็ตั้งใจเจริญธรรม ใจก็ผ่องใสได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์นะ ลูก (เจ้าพืช) ก็ออกบวชได้สำเร็จพระอรหันต์เหมือนกัน แม่เจ้าพืชก็ออกบวชเป็นภิกษุณี สำเร็จเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน


แต่ทุกวันนี้ไม่ได้นะ พระจะไปเสพกามไม่ได้ทั้งนั้น เพราะพระองค์เจ้าตั้งสิกขาบทไว้แล้ว ใครพลาดลงไปนะผิดหวังทั้งนั้น เมื่อต้องปาราชิกเข้าไปแล้ว บุญเก่าก็สาปสูญหมดในวันนั้น บุญใหม่ก็หมดเสียสิ้นไม่เหลืออะไร เหมือนตอกลางไร่ เหมือนผ้าเหลืองห่อตอเฉยๆ อย่าทำนะเจ้า อย่าทำ อย่าประพฤติ ถ้าอดไม่ได้ก็สึกเสีย ไม่เป็นไรหรอก อย่าให้เสียมรรคเสียผล บุญกุศลเก่าก่อนสร้างสมมาแล้ว ทั้งบุญใหม่ก็อย่าให้หมดไป

“โอ๊ยอยู่ไม่ได้แล้ว ครูบาอาจารย์หมู่เพื่อนทั้งหลาย ขอไปเถอะเพราะกามมันเผา”

นี่..ไม่เป็นไร ใครไม่ปรับโทษดอก ไปให้บริสุทธิ์ใจ อย่าให้มันเสียอะสังวาโส หาสังวาสไม่ได้ อัปเปหิ แก้ผ้าไปเลย

นี่ พระสุทินเป็นปฐมเหตุองค์แรกนะ ทีนี้องค์ที่ ๒ ก่อเหตุขึ้นอีก

ภิกษุองค์หนึ่งอยู่ป่า ไปทำร้านอยู่ในป่านั้นมีนางวานรตัวใหญ่นะ ของลับมันก็ใหญ่แดงร่า พระไปบิณฑบาตได้ข้าวต้มขนมมา ก็เอามาให้มันกิน กินแล้วกระสันมันเกิดขึ้น เต้นโน่นเต้นนี่ ง้างดากให้ดูของลับแดงจ้ายวาย หัวงูเห่ามันได้กลิ่นอาหาร มันอยากพ่นพิษ พระก็เลยเอาเสียเท่านั้นแล้ว ยัดเข้าไปจ้ำมับเลย นางวานรก็สบาย ทำกรรมกันอยู่อย่างนั้น นานวันเข้าหมู่เพื่อนไม่เห็นมาทำกิจวัตร ปัดกวาดเสนาสนะ เอาน้ำใช้น้ำฉัน ก็ไม่เห็นมา ไปไหนหนอ ก็เลยเลียบๆ ไปดู โอํ เสพกามกับนางวานรอยู่

“อ้าว..เพื่อนทำไมจึงเสพกามกับนางวานร”


“พระพุทธเจ้าไม่ได้ปรับโทษเรื่องเสพกามกับสัตว์ ปรับโทษแต่เสพกับมนุษย์เท่านั้น ผมก็เลยเสพกับนางวานรละเว้ย กระสันมันเกิดขึ้นแรงเพื่อน มันจะตาย ตาก็ฟาง หูก็หนวก เมื่อกามมันเผาเข้าแล้ว เดินก็ไม่ถูกทาง เซซ้ายเซขวา เมื่อได้เสพกามกับนางวานรแล้วสบาย น้ำกามไหลออก ตาก็สว่าง หูก็แจ้ง ก็เลยเสพเสียเท่านั้นแหละเพื่อน”


“เออดี..ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ได้ตั้งสิกขาบทนี้ก็ตาม แต่ว่ามันผิดวิสัยของสมณะ สมณะแปลว่าผู้สงบ เอากายพรากจากกามแล้ว ใจก็พรากจากกามอีกด้วย ถ้าจะเอากายกับใจมาบริโภคกามอย่างนี้ การเจริญสมณธรรมก็ไม่เป็นไปนะเพื่อน ไม่เกิดขึ้น ตายเสียเปล่า มันผิดวิสัยของสมณะผู้จะออกจากโลกไปสู่พระนิพพาน คล้ายกับว่าไม้ไผ่นั้นชุ่มด้วยยางแช่อยู่ในน้ำ บุรุษมาผ่าครึ่งทำเป็นราง เอาของอ่อนๆ ไปรอง แล้วก็เอาไม้มาถูไถกันเข้า ก็เหน็ดเหนื่อย เปล่าประโยชน์ไม่สามารถเกิดไฟได้ เพราะไม้นั้นชุ่มแช่ด้วยยางและน้ำ อันนี้ฉันใด ใจของสมณะที่จะมาบริโภคกามเป็นอาหาร ฉาบทาใจด้วยน้ำกามนั้นมันมืด มืดหนักหนาสาโหด ไม่สามารถจะเจริญสมณธรรมให้เกิดมรรคเกิดผลได้ ถ้าสมณพราหมณ์ผู้ใดเอากายกับใจพรากจากกามแล้ว อดนอนผ่อนอาหารเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อนทั้งกลางวันกลางคืน นั่นแหละ มันจึงจะเป็นไปให้เกิดมรรคเกิดผลได้โดยไม่ต้องสงสัย เปรียบเหมือนกับไม้ไผ่แห้งตั้งอยู่บนบก บุรุษต้องการได้ไฟจากไม้นั้น เอามาผ่าครึ่งทำเป็นรู เอาของอ่อนๆ มาทับข่มกัน แล้วถูไถเข้าไม่นานก็เกิดไฟได้ หุงต้มกินสบาย อันนี้ฉันใด สมณชีพราหมณ์ก็ฉันนั้น เราจะมาบริโภคกามใช้ไม่ได้….ไป ไปหาพระพุทธเจ้า”

เมื่อไปถึงแล้วก็กราบไหว้พระพุทธเจ้า

“ภันเต ข้าไหว้เจ้ากู อันเป็นสัพพัญญูครูสอนมวลมนุษย์เทพนิกรในโลกทั้งสาม ภิกษุนี้เสพกามกับนางวานรทุกวันคืน สมณะทำอย่างนั้นสมควรหรือ จะปล่อยไว้หรือทำอย่างไรดี พระเจ้าข้า”

พระองค์เจ้าก็เรียกประชุมสงฆ์ ๕๐๐ องค์ แล้วตรัสถามภิกษุนั้น

“เธอเสพกามกับนางวานรใช่ไหม”

“ใช่ พระเจ้าข้า เพราะพระองค์ไม่ได้ตั้งสิกขาบทห้ามไว้ ห้ามแต่มนุษย์เท่านั้น”

“เออ ดีล่ะ ต่อไปนี้เราจะตั้งสิกขาบทเพิ่มเติมอีกว่า”

“มนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ตุ๊กแก ช้าง ม้า ทวารหนัก ทวารเบา อย่าเพิ่งไปเสพ ถ้าเสพไปแล้วน้ำสุกกะเคลื่อนปรับอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ”

“ทีนี้เธอเป็นปฐมเหตุของสิกขาบทข้อนี้ คือเสพกับนางวานร ต่อไปนี้อย่าเสพนะ ถ้าเสพแล้วต้องอาบัติปาราชิก แต่ครั้งแรกนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เธอจงอยู่ปริวาสกรรมนะ จึงจะพ้นโทษได้”

พระองค์นั้นก็เลยอยู่ปริวาสกรรม แล้วก็นำอัพภานพ้นจากโทษหนัก จากนั้นก็ตั้งใจเจริญสมณธรรม เป็นเพราะเหตุนี้หนอ เพราะเราเลี้ยงกาม กินให้อิ่ม นอนให้อิ่ม นี่เป็นเหตุเป็นปุ๋ยส่งเสริมกาม ไม่ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ก็เลยไปปรึกษาพระพุทธเจ้า

“ข้าแต่พระองค์เจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์จะทำความเพียรอย่างไร จึงจะเป็นไปพระเจ้าข้า”

“อดนอนผ่อนอาหาร ภิกษุ ไตรมาส ๓ เดือน อย่านอนนะ เดิน ยืน นั่ง เอา ๓ อิริยาบทเท่านั้น ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อนทั้งวันทั้งคืน มันจึงจะเป็นไป เพราะกามนี่มันแรง”

ภิกษุองค์นั้นก็ตั้งใจทำความเพียรไตรมาส ๓ เดือน ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พ้นทุกข์ได้ เพราะกิเลสมันเหือดแห้งหมดไป ไม่มีปุ๋ยเป็นเครื่องส่ง เรื่องกินกับนอนนี่เป็นปุ๋ยสำคัญ ส่งเสริมปุ๋ยใหญ่คือกิเลสนั่นแหละ เมื่อกิเลสหมดสิ้นไปก็พ้นทุกข์ไปได้

ทีนี้ถ้าเราต้องอาบัติปาราชิกเข้าแล้ว ก็ขาดจากความเป็นภิกษุ คือจะอยู่ในศาสนาอีกต่อไปไม่ได้ อัปเปหิสึกไปเลย บุญเก่าที่สะสมมาแต่ภพก่อนก็หมด บุญใหม่ก็หมดอีก เหมือนผ้าเหลืองห่อตอเฉยๆ เป็นโมฆะในการบวช อย่าเพิ่งทำนะ ถ้ามันจะตายจริงๆ ทำอย่างไรก็ไม่อยู่ เอาไม่ไหวแล้ว มันฝ่าฝืนอยู่อย่างนั้นก็..

“ขอลาเพศเถอะ ครูบาอาจารย์ ทนไม่ไหวแล้ว ขอสึกออกไปเอาให้มันคักๆ สักหน่อยเถอะว้า”

“เออได้ ไม่เป็นไร แต่ระวังนายพลเอดส์นะเล่า ทุกวันนี้นายพลเอดส์เล่นงานตายนะ อายุสั้น ๔-๕ ปี เสร็จม่องเลยทีเดียว”

“นั่นแหละ จำไว้ ปาราชิก ๔ สิกขาบทที่ ๑ นี้ เป็นอย่างอุกฤษฏ์ ถ้าต้องเข้าแล้ว ขาดจากความเป็นภิกษุเลยทีเดียว ผมเห็นแล้วนะ มหานิกายก็ดี ธรรมยุตก็ดี ต้องปาราชิกแล้วสึกออกไปนั้น แหม...ข้าวของเงินทองมันหนีหมด ร้อนเป็นไฟไหม้หมดไม่เหลือเลย หมู่เพื่อนสักเรือนเดียวก็ไม่มี เป็นทุกข์ยากลำบาก ไม่มีอะไร สะสมหาทรัพย์ก็ไม่เกิดขึ้น ฉิบหาย ไม่เจริญ นั่นแหละ ฉะนั้น อย่าล่วงเกิน”

อวหาร สิกขาบทนี้นะ สัตว์ตัวเมีย อย่าไปจับต้องลูบคลำ หมูหมา กาไก่ นกหนูปูปีก แมวหมา นี่ไปจับต้องลูบคลำแล้ว ปรับอาบัติทุกกฎนะท่าน พระบางวัดเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ตัวผู้ตัวเมียไม่ว่า จับต้องลูบคลำอย่างนั้น ไม่รู้พระวินัย ปรับอาบัติทุกกฎ ศีลเศร้าหมอง เป็นสมณะไม่สมบูรณ์


:b8: :b8: :b8:
ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูล : หนังสือ พระวินัย ๒๒๗

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=55925

:b47: :b46: :b47:

:b50: - การบัญญัติสิกขาบทของพระพุทธเจ้า
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=33958

:b50: - วินัยสงฆ์-อาบัติ-ปาราชิก-สังฆาทิเสส
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=22785

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2010, 10:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12212


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ถ้าสมณพราหมณ์ผู้ใดเอากายกับใจพรากจากกามแล้ว อดนอนผ่อนอาหารเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อนทั้งกลางวันกลางคืน นั่นแหละ มันจึงจะเป็นไปให้เกิดมรรคเกิดผลได้โดยไม่ต้องสงสัย


สาธุ.. :b8:
ถูกใจแท้ ๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ส.ค. 2010, 10:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12212


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
ตอนที่พระสุทินเสพเมถุนธรรมกับเมียตนเอง จนพระพุทธองค์ต้องประกาศปารชิกศีล ว่าด้วยภิกษุเสพเมถุนธรรม แล้วพระสุทินต้องอาบัติปราชิกด้วยหรือเปล่า ?

สาธุ.. :b8:
เพราะ..คำถามดี..
จึงมีคำตอบ..ดี ๆ ..ได้
:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2012, 09:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: ท่านสาวิกาน้อยค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2016, 09:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1955


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุการค่ะ
:b8: Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มิ.ย. 2016, 10:08 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1574


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
พระสุทิน ผู้เป็นต้นบัญญัติ ของ ปฐมบัญญัติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2017, 18:06 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1709

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร