วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.พ. 2019, 15:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มิ.ย. 2014, 19:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํ ว ยโถทเก.

ความรักนั้น ย่อมเกิดได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ
ด้วยเหตุที่เคยอยู่ร่วมกันมาในชาติก่อน ๑
ด้วยเหตุที่เกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน ๑
เหมือนดอกอุบลเกิดในน้ำ และเปือกตม ฉะนั้น

:b8: :b8: :b8:
จากหนังสือ ธรรมบทเทศนา เล่ม ๑ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2014, 19:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ


ธรรมบรรยาย " ดับทุกข์..ด้วยธรรม"
TheWatmaheyong

http://www.youtube.com/watch?v=6qohpCfKgyc


:b8: :b8: :b8:


เสียหนึ่งแต่อย่าให้เสียสอง

ขอให้เข้มแข็ง อดทน และยอมรับความจริง
จิตใจของคนเราทุกคนมีความกล้าแข็งอยู่แล้วทุกคน ขอให้นำออกมาใช้ค่ะ cool


:b50: :b50: :b50: :b50: :b50: :b50: :b50: :b50: :b50:

:b53: มาอ่านเรื่องฮา พักสมองกันค่ะ :b11:

ในงานแต่งงานงานหนึ่ง
ประธานในงานให้โอวาท ว่า
บ่าว-สาว แต่งงานแล้ว ต้องมี. คสช (ความสุขชั่วชีวิต)
สามีต้องไม่เป็น กปปส (กลับไปเป็นโสด)
ภรรยาก็ต้องไม่เป็น นปช (หนีไปช้อป)
ถ้าสามีคิดเป็น กปปส ภรรยาต้องบอกว่า กอรมน (กูเอาเรื่องมรึงแน่)

credit : fb พี่ปาน (ปาน พอพจน์ วีระสิทธิ์ มีอำพล)

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2014, 11:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


A Wedding That Will Move You: Rowden & Leizel
รูปภาพ
https://www.youtube.com/watch?v=eVocnNIgKwY

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ค. 2014, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

สิ่งที่รู้จัก ยังมีมุมที่เรายังไม่รู้จัก
อย่าได้มั่นใจในความรัก
อย่าได้ปักหลักในความเกลียดชัง
เวลาเผยสิ่งที่ไม่เคยเห็นออกมาเสมอ


credit @cutetcuteja, กวิตา
https://www.facebook.com/organiclifetha ... =1&theater

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ค. 2014, 13:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เมื่อมีเมตตา...ศีลย่อมเป็นไปโดยง่าย
ธรรมะโดยพระอาจารย์ชยสาโร/ Dhamma by Ajahn Jayasaro


คนไทยส่วนใหญ่ขอศีลห้าพอเป็นพิธี ลูกศิษย์ชาวเยอรมันของอาตมาคู่หนึ่งเอาจริงเอาจังมาก (ตามแบบเยอรมัน) ในวันแต่งงานเขาขอศีลห้าโดยเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างคนต่างอธิษฐานว่าจะรักษาศีลห้าไม่ให้ขาดตลอดสามปี และเสริมว่าถ้าสำเร็จจะต่อตลอดชีวิต

พระอาจารย์ชยสาโร
:b8: :b8: :b8:
https://www.facebook.com/photo.php?fbid ... =1&theater

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 16:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


เกิดเป็นผู้หญิง จะปลอดภัยก็ต่อเมื่อซากศพเน่าเละ หรือเป็นโครงกระดูก หรือเข้าเตาเผาเหลือเศษกระดูกเท่าหม้อแกงนั่นแหละถึงจะเรียกว่าปลอดภัยจากการโดนข่มขืน

เด็กทารกเพศหญิงแบเบาะก็ไม่ปลอดภัย หญิงชราอายุมากกว่า ๘๐ ก็ยังไม่ปลอดภัย สาววัยทองก็ไม่ปลอดภัย ตายเป็นศพยังไม่เน่าก็ยังไม่ปลอดภัย หญิงสติไม่ดีแต่งตัวสกปรกนอนข้างถนนก็ไม่ปลอดภัย นับประสาอะไรกับสาวๆ วัยใสๆ จะปลอดภัย ดูแลตัวเองกันดีๆ นะคะสาวๆ ทุกคน





.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ส.ค. 2014, 14:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว



.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 08:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ที่สุดของชีวิต ก็คือลำพังตัวเราคนเดียวเท่านั้น เราผู้เดียวเท่านั้นที่ท่องเที่ยวไปลำพังในสังสารวัฏฏ์
แม้จะแวะไปพบเจอเพื่อนบ้างในแต่ละชาติ สุดท้ายก็จากกัน

เพื่อนที่ดีที่สุดของเราจริงๆ คือ กุศลที่เราทำสะสมไว้ในแต่ละชาติที่เกิดขึ้นมา เป็นเสบียงเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับเราตลอดในสังสารวัฏฏ์ เมื่อเราได้ใช้ไปแล้ว เราต้องทำเพิ่มเติมตลอดเวลา ถ้าหยุดเมื่อใดเสบียงเราก็จะหมดลง เราจะเดินทางไปด้วยความลำบาก ขาดแคลน ได้รับแต่ความทุกข์ค่ะ

เพื่อนที่เลวร้ายที่สุดคือ อกุศลที่ผู้ใดกระทำไว้ในแต่ละชาติ ผลของมันจะมาตามคอยหาจังหวะเหมาะ เพื่อบั่นทอนไม่ให้ผู้นั้นมีความสุขในตลอดระยะทางในการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ เหมือนมีไฟกองใหญ่ตามไล่จี้หลังอยู่ ได้จังหวะอันเหมาะสมเมื่อไหร่พร้อมจะเผาให้คนๆ นั้นได้รับทุกข์ทรมานทันที

คนโง่ก็สั่งสม อกุศล ไป เอาแต่สุขแค่ใกล้ๆ ตัวยามมีชีวิตอยู่ในระยะเวลาอันสั้นในขณะนี้ เอาชนะคนอื่นเหยียบย่ำคนอื่นไปเพื่อให้ตนเองมีความสุข มองดูแล้วคิดว่าตนเองฉลาด แต่ที่แท้นั่นคือคนที่โง่ที่สุด

คนที่ฉลาดคือ คนที่อดทนไม่กระทำความชั่ว เลือกที่จะทำความดี แม้ว่าตนเองจะต้องทนทุกข์ในการกระทำดีก็ตาม นั่นเหมือนกับมองดูแล้วเสียเปรียบคนอื่น แต่ก็คือยอมทุกข์วันนี้ แต่ได้ทำดีได้เสียสละอันใหญ่หลวง ย่อมได้ในสิ่งที่ควรได้ในอนาคตคือ ความสุข แม้ชาตินี้จะไม่เห็น แต่ผลดีเหล่านี้จะตอบแทนเราในภายหน้าค่ะ

ความเมตตา กรุณาที่เรามีให้แก่ใครนั้น เกิดอยู่ภายใต้กุศลจิต ให้ในภายใต้เงื่อนไขและเวลาที่สมควรให้
ไม่ได้ให้แบบไม่มีเหตุผล และไม่สมควรให้ ดังนั้นสมควรให้ และมีเหตุผลที่จะให้ ทำด้วยความเต็มใจ นั่นคือการให้โดยไม่มุ่งหวังผลตอบ ทำด้วยความยินดีที่จะทำ ย่อมเกิดกุศลสั่งสมไว้แก่ผู้กระทำ

ส่วนผู้ทีกระทำชั่วนั้นเวรกรรมก็ไม่เคยให้อภัยใคร ทำทุจริตไป ต้องชดใช้จนหมด รับผลโดยหมดสิทธิ์ร้องขอความปราณี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องโทษตนเองที่เคยทำไว้ จะกี่ชาติกี่ชาติก็ต้องชดใช้ให้หมด ไม่มีการลดหย่อนโทษ ไม่มีการอภัยโทษเหมือนคนติดคุกค่ะ

เราควรมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไร ระหว่างทำดี หรือทำชั่ว ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 16:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 11:12
โพสต์: 395

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool

คุณโสมค่ะ...อ่านแล้ว รู้สึกว่า...คุณโสมกำลังรู้สึก.......อะไร หลากหลายด้าน.....
...ไม่เป็นไรนะคะ.....ห่างหายไปนาน.....คิดถึงนะคะ...ถึงจะไม่ได้รู้จักกัน แต่ก็รู้สึกดี อบอุ่น ที่ได้คุยค่ะ.......

.
SOAMUSA เขียน:
ที่สุดของชีวิต ก็คือลำพังตัวเราคนเดียวเท่านั้น เราผู้เดียวเท่านั้นที่ท่องเที่ยวไปลำพังในสังสารวัฏฏ์
แม้จะแวะไปพบเจอเพื่อนบ้างในแต่ละชาติ สุดท้ายก็จากกัน

เพื่อนที่ดีที่สุดของเราจริงๆ คือ กุศลที่เราทำสะสมไว้ในแต่ละชาติที่เกิดขึ้นมา เป็นเสบียงเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับเราตลอดในสังสารวัฏฏ์ เมื่อเราได้ใช้ไปแล้ว เราต้องทำเพิ่มเติมตลอดเวลา ถ้าหยุดเมื่อใดเสบียงเราก็จะหมดลง เราจะเดินทางไปด้วยความลำบาก ขาดแคลน ได้รับแต่ความทุกข์ค่ะ

เพื่อนที่เลวร้ายที่สุดคือ อกุศลที่ผู้ใดกระทำไว้ในแต่ละชาติ ผลของมันจะมาตามคอยหาจังหวะเหมาะ เพื่อบั่นทอนไม่ให้ผู้นั้นมีความสุขในตลอดระยะทางในการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ เหมือนมีไฟกองใหญ่ตามไล่จี้หลังอยู่ ได้จังหวะอันเหมาะสมเมื่อไหร่พร้อมจะเผาให้คนๆ นั้นได้รับทุกข์ทรมานทันที

คนโง่ก็สั่งสม อกุศล ไป เอาแต่สุขแค่ใกล้ๆ ตัวยามมีชีวิตอยู่ในระยะเวลาอันสั้นในขณะนี้ เอาชนะคนอื่นเหยียบย่ำคนอื่นไปเพื่อให้ตนเองมีความสุข มองดูแล้วคิดว่าตนเองฉลาด แต่ที่แท้นั่นคือคนที่โง่ที่สุด

คนที่ฉลาดคือ คนที่อดทนไม่กระทำความชั่ว เลือกที่จะทำความดี แม้ว่าตนเองจะต้องทนทุกข์ในการกระทำดีก็ตาม นั่นเหมือนกับมองดูแล้วเสียเปรียบคนอื่น แต่ก็คือยอมทุกข์วันนี้ แต่ได้ทำดีได้เสียสละอันใหญ่หลวง ย่อมได้ในสิ่งที่ควรได้ในอนาคตคือ ความสุข แม้ชาตินี้จะไม่เห็น แต่ผลดีเหล่านี้จะตอบแทนเราในภายหน้าค่ะ

ความเมตตา กรุณาที่เรามีให้แก่ใครนั้น เกิดอยู่ภายใต้กุศลจิต ให้ในภายใต้เงื่อนไขและเวลาที่สมควรให้
ไม่ได้ให้แบบไม่มีเหตุผล และไม่สมควรให้ ดังนั้นสมควรให้ และมีเหตุผลที่จะให้ ทำด้วยความเต็มใจ นั่นคือการให้โดยไม่มุ่งหวังผลตอบ ทำด้วยความยินดีที่จะทำ ย่อมเกิดกุศลสั่งสมไว้แก่ผู้กระทำ

ส่วนผู้ทีกระทำชั่วนั้นเวรกรรมก็ไม่เคยให้อภัยใคร ทำทุจริตไป ต้องชดใช้จนหมด รับผลโดยหมดสิทธิ์ร้องขอความปราณี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องโทษตนเองที่เคยทำไว้ จะกี่ชาติกี่ชาติก็ต้องชดใช้ให้หมด ไม่มีการลดหย่อนโทษ ไม่มีการอภัยโทษเหมือนคนติดคุกค่ะ

เราควรมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไร ระหว่างทำดี หรือทำชั่ว ค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 17:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


เราหมุนวนอยู่ในวงล้อ ที่ยังไม่พบทางออก รู้สึกสงสารตนเอง สงสารผู้อื่นค่ะคุณกล้วยไม้ม่วง
อยากจะเล่าเรื่องๆ หนึ่ง ให้อ่านค่ะ คือมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเธอน่าสงสารมาก อายุประมาณ๒๔ ปี
คุณแม่ของเธอมีสามีแล้ว แต่ไปมีชู้กับชายอื่น แล้วก็ตั้งท้องน้องคนนี้ขึ้นมาค่ะ สามีของคุณแม่ของเธอนั้น
ก็คิดว่าเธอคือลูกแท้ๆ ของตนเอง ปัจจุบันนี้เธอมีคุณพ่อที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆของเธอ แต่คุณพ่อนั้นคิดว่าเธอคือลูกของเค้า

ตอนแรกที่เธอรู้เรื่องจากแม่นั้น เธอเสียใจมาก เพราะเธอรักพ่อมากไม่เคยคิดว่าจะไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิด
และพ่อก็รักเธอมากๆด้วยเช่นกัน

เธอเคยพบพ่อแท้ๆ ครั้งหนึ่ง แต่ก็ได้แค่มองๆกัน โดยที่ไม่สามารถเปิดเผยความจริงต่อกันได้ว่า
นี่พ่อนะ นี่ลูกนะ ได้แต่มองกัน เธอบอกว่าเธอเสียใจมากที่ชีวิตเธอทำไมต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้
ได้แต่เสียใจ แต่เธอก็รู้สึกว่ารักพ่อที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ นั่นมากแม้ว่าจะไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิดก็ตาม เพราะท่านเป็นคนดีมาก

เรามีชีวิตที่น่าสงสารกันทุกคนค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ต.ค. 2014, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ


วัดท่ามะโอ ( wattamaoh )
6 กันยายน

มงคลที่ ๙ (ตอน ๒) วินโย สุสิกฺขิโต (การมีวินัยเป็นอย่างดี)

คำว่า ศีล มีความหมาย ๒ อย่าง คือ

๑. สภาวะตั้งไว้ดี คือ การตั้งกายกรรมและวจีกรรมของเราไว้เป็นอย่างดี โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา

๒. สภาวะทรงไว้มั่น คือ การก่อให้เกิดกุศลธรรมขั้นสูง ได้แก่ สมาธิและปัญญานั่นเอง เมื่อเราเป็นผู้ที่มีศีล เราก็ปราศจากความเดือดร้อนใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในขณะปฏิบัติธรรมก็จะทำให้เกิดสมาธิและปัญญาได้ง่าย

ดังข้อความว่า

สมาธาโนปธารณฏฺเฐน สีลํ.

“ชื่อว่าศีล โดยความหมายว่า ตั้งไว้ดี และทรงไว้มั่น”

อย่างไรก็ตาม ศีล ๕ นี้มีชื่อว่า ปกติศีล แปลว่า ศีลโดยปกติ หมายความว่า เป็นศีลที่เป็นธรรมชาติของคนทั่วไปที่เราจะต้องรักษาให้ได้ โดยไม่ล่วงละเมิดแน่นอน ก็คือ ถ้าเราตั้งใจรักษาศีลดังกล่าวนั้น เราก็จะได้รับอานิสงส์ของศีล คือ มีสุขภาพดี อายุยืน

ถ้าเราล่วงละเมิด เราก็จะได้รับโทษจากการล่วงละเมิด คือ มีอายุสั้น และมีโรคมาก ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ สมาทานหรือไม่สมาทาน เกิดมาในยุคที่มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้า เกิดเป็นคนหรือสัตว์ดิรัจฉานก็ตาม

ศีล ๕ เป็นกฎหมายสากล ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติหรือไม่มี ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาอยู่เสมอ ในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ สมณะพราหมณ์ผู้ทรงธรรม พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หรือผู้มีปัญญา มักชักชวนชาวโลกให้รักษาศีล

ดังนั้น ศีลจึงเป็นกฎหมายสากลอย่างแท้จริง และเป็นมงคลประการหนึ่งที่ได้ตรัสไว้ในเรื่องนี้ว่า วินโย สุสิกฺขิโต (การมีวินัยเป็นอย่างดี)


:b8: :b8: :b8:

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2557 09:27 น.

“เราคือนวัตกรรมจากความประพฤติซ้ำๆ ของตัวเอง ดังนั้น จงระวังความคิด(ลบ) มันจะกลายเป็นการกระทำ จงระวังการกระทำ มันจะกลายเป็นนิสัย จงระวังนิสัย มันจะกลายเป็นบุคลิกภาพ”

ทุกสิ่งที่เราคิด พูด ทำ หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา ล้วนมีผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องนึกถึงอกเขาอกเรา เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ล้วนต้องการเสพสิ่งดี มีคุณภาพ เลิศหรูกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารอร่อยๆ เครื่องเสียงดีๆ มือถือรุ่นใหม่สุดจ๊าบ จนถึงบ้านหลังโตโอ่อ่าตั้งอยู่บนทำเลทอง

ผลผลิตหรือนวัตกรรมเหล่านี้ ไม่สามารถย้อมแมวขายกันได้ในระยะยาว สังเกตง่ายๆก็คือ “ของดีมีคุณภาพ ของจริงของแท้ ต้องทนต่อการพิสูจน์ และทนต่อกาลเวลา”

เฉกเช่นหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน เพราะทนทานต่อการพิสูจน์ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎแห่งธรรมชาติที่ใต้ต้นโพธิ์ แก่นแท้ของธรรมทั้งหมดก็คือ “การดับทุกข์” ภาษาพระเรียกว่า “อริยสัจสี่”

ใจความก็คือ “ถ้าดับทุกข์ได้ เราก็จะมีความสุข” พระพุทธองค์ทรงชี้บอกหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อให้เราเปลื้องตนออกจากความทุกข์ ไม่ใช่ให้เราจมจ่อมแช่อยู่กับความทุกข์ หรือยอมจำนนกับโชคชะตา โดยข้อปฏิบัติเบื้องต้นง่ายๆ ก็คือ “หาสาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอ” ซึ่งสอดคล้องกับที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่เชื่อว่า...

“อยากเปลี่ยนผลลัพธ์ ก็ต้องเปลี่ยนสาเหตุให้ได้
นั่นเพราะเหตุเปลี่ยน...ผลย่อมเปลี่ยน
อยากเปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนความคิดให้ได้
นั่นเพราะเปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน”


เราไม่อาจเปลี่ยนคนภายนอกได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนคนที่อยู่ภายในตัวเอง บุคลิกภาพเป็นตัวตนภายนอก ความคิดเป็นตัวตนภายใน ดังที่ “ไอน์สไตน์” กล่าวไว้ว่า “คนโง่หรือคนบ้าเท่านั้น ที่มัวเสียเวลาทำซ้ำๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ โดยหวังว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป”

ธรรมชาติสอนเราอยู่เสมอด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เปิดใจสังเกต เช่น ปลูกต้นมะม่วง ผลมันก็ต้องเป็นมะม่วง เป็นไปไม่ได้เลยที่ผลจะออกมาเป็นเงาะ ทุเรียน หรือลำไย ฉะนั้น หากต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิต เราก็ต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ความคิดที่อยู่ภายในตัวเรา

กระบวนการเปลี่ยนนั้นต้องประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วนร่วมกัน ดังที่ “ทะไล ลามะ องค์ที่ 14” พระผู้เป็นดุจมหาสมุทรแห่งปัญญาของชาวทิเบต กล่าวไว้ว่า

“กระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจาก ‘การเรียนรู้’ เพราะความรู้จะช่วยให้เกิด ‘ความเชื่อ’ หรือความศรัทธาในศักยภาพของตนเอง จากนั้นความเชื่อจะช่วยให้เกิดเป็น ‘แรงจูงใจ’ ใฝ่กระทำ”

ดังเช่นเด็กนักเรียนคนหนึ่งอยากเรียนเก่ง แต่ไม่เคยอ่านหนังสือสักเล่ม หรือหญิงสาวอ้วนตุ๊ต๊ะที่ปรารถนาเรือนร่างทรงเสน่ห์ แต่ยังไม่ทิ้งนิสัยกินตลอดเวลา ทั้งสองคนนี้คงไปได้ไม่ถึงฝัน หากไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง

เช่นเดียวกับคนที่อยากร่ำรวยเป็นเศรษฐี แทนที่จะมุมานะทำงาน เก็บออมสะสมทรัพย์สิน แต่กลับใช้ชีวิตแบบชนิดที่ต้องมานั่งจ่ายหนี้บัตรเครดิตตลอดเวลา เพราะไม่ยับยั้งชั่งใจในการใช้จ่าย แบบนี้บันไดเศรษฐีคงไม่ทอดมาหา

และโปรดอย่าเชื่อและมั่นใจตัวเองเกินไปนัก เพราะหากสิ่งที่เราเคยทำมาตลอดมันถูกต้อง ป่านนี้มันคงสำเร็จไปแล้ว

ความศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งดี ยกเว้นแต่เราจะเชื่อมั่นในสิ่งผิด แล้วตัวเองก็หลงไปยึดติดถือมั่นกับความเชื่อนั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ครั้น “เมื่อเหตุผิด...ผลย่อมผิด” ตามไปด้วยเป็นธรรมดา

มีเรื่องเล่าต่อกันมาเป็นโจ๊กขำขันที่ “แฟรงก์ โคช” เขียนไว้ในวารสารของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ดังนี้...

ในคืนเดือนมืด ท่ามกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง เรือรบสองลำถูกมอบหมายให้ซ้อมรบในทะเล ซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำรุนแรงนานหลายวัน บนเรือมีผู้บังคับบัญชาคอยเฝ้าสังเกตอยู่บนหอบังคับการอย่างแข็งขัน

ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ค่อยแจ่มชัดนัก เพราะเต็มไปด้วยม่านหมอกที่ลงจัด ดังนั้น กัปตันจึงต้องอยู่บนหอบังคับการ เพื่อคอยสังเกตเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น

ขณะที่เรือแล่นฝ่าเกลียวคลื่นมา จู่ๆ เสียงยามรักษาการณ์ก็รายงานขึ้นว่า “มีแสงมาจากทิศทางกราบขวาของหัวเรือครับ” กัปตันถามไปว่า “มันมุ่งมาข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลัง”

“มันพุ่งตรงมาทางเรา” ยามรักษาการณ์ตอบ “ดูเหมือนมันกำลังจะชนเรือของเราครับ”

กัปตันจึงออกคำสั่งด้วยเสียงเฉียบขาด “ให้ส่งสัญญาณบอกเรือลำที่มีแสงนั้น ให้เปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”

แต่กลับได้รับสัญญาณตอบกลับมาว่า ให้เรือของกัปตันเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาแทน

ดังนั้น กัปตันก็ส่งสัญญาณออกไปอีกครั้งว่า “นี่คือกัปตัน ขอให้เรือของท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศา”

คำตอบที่ได้รับคือ “ผมคือชาวทะเล ขอให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาไปจะดีกว่า”

ตอนนี้กัปตันรู้สึกฉุนกึ๊กขึ้นมา จึงสั่งเสียงแข็งให้ส่งสัญญาณออกไปใหม่ว่า “นี่เป็นเรือรบ รีบเปลี่ยนทิศทาง 20 องศาเดี๋ยวนี้”

มีสัญญาณตอบกลับมาในทันทีว่า “สัญญาณนี้ส่งมาจากประภาคาร จึงไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้”

ในที่สุดเรือรบก็จำต้องยอมเป็นฝ่ายหันหัวเรือจากไป!!

ลองนำเรื่องของกัปตันผู้นี้มาเทียบกับตัวเรา ขณะที่บางอย่างเราสามารถเปลี่ยนได้ เช่น การเปลี่ยนองศาทิศทางเดินเรือ แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ อย่างประภาคาร บางครั้งเหตุที่เรายังไม่เปลี่ยนก็เพียงเพราะถูกม่านหมอกแห่งอวิชาคือ “ความไม่รู้” ปกคลุมอยู่ แต่เมื่อใส่ความรู้ที่ถูกต้องลงไป ก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อระบบความคิดหรือทัศนคติของเรา

คิดดูหากดาราคนดังอย่าง “แบรด พิตต์” สามีสุดที่รักของ “แองเจลีน่า โจลี” ไม่ยอมเปลี่ยนทิศทางตัวเองในอดีต ที่จากเดิมแต่งตัวเป็นไก่กระพือปีกไปมา และคอยต้อนรับลูกค้าเข้าสู่ร้าน เพื่อให้ตัวเองมีเงินไปซื้อเสื้อผ้า ตลับเทปเพลง และเลี้ยงข้าวสาวๆ โลกคงไม่มีวันรู้จักดาราสุดเท่ห์ผู้นี้แน่นอน

หรือแม้แต่ “จอห์นนี่ เดปป์” ที่อดีตเป็นเซลแมนเร่ขายปากกา ซึ่งตัวเขาเองก็ยอมรับว่า ไม่มีทักษะทางด้านการขาย ดังนั้น หากยังดันทุรังยึดอาชีพนี้ต่อไป ฮอลลีวู้ดคงขาดดาวดวงใหญ่ที่สุกสกาวแสงจนทุกวันนี้ แต่เพราะทั้งแบรดและจอห์นนี่ยอมเปลี่ยนทิศทางตัวเอง ชีวิตของทั้งคู่จึงเปลี่ยนไป กลายเป็นดาวดวงใหญ่ที่โคจรอยู่ในโลกมายา

สรุปแล้วความคิดหรือทัศนคติที่ถูกต้องนั่นเองที่เราควรเปลี่ยน หากต้องการชีวิตในแบบที่เจริญรุ่งเรืองถูกต้องดีงาม เหมาะสมกับศักยภาพของตน เหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงตรัสให้ “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นถูก เห็นตรง เป็นธรรมหมายเลขหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด โปรดจำ(ให้ขึ้นใจ)อีกครั้ง...

“เหตุเปลี่ยน...ผลเปลี่ยน
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน”

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย ทาสโพธิญาณ)


:b8: :b8: :b8:

รูปภาพ
Beautiful Amazing World

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2014, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อวานนี้ดิฉันมีการซ้อมทำข้อสอบพระอภิธรรม. ก่อนจะมีการสอบจริง
ซึ่งทำทุกอย่างเหมือนสอบจริง

คนส่วนใหญ่ที่สอบนั้นมีแต่ สว. คือสูงวัยเป็นส่วนใหญ่
จึงมีคนส่วนใหญ่ทำข้อสอบไม่ได้

ในขณะที่สมองยังดีกันอยู่นั้น บางคนก็ไม่มีโอกาสมาเรียน
ส่วนคนที่อายุน้อยสุดก็ประมาณวัยไม่ถึง 40ปี.
แต่ก็ยังต้องทำมาหากินไม่มีเวลาว่างพอที่จะทุ่มเทกับการเรียน ก็ทำข้อสอบไม่ได้อีกเช่นกัน

คนที่มีเวลาแต่สมองเริ่มเสื่อมถอย ความจำไม่มี จะเข้าใจอะไรได้แต่ละอย่างก็ยาก
คนที่สมองยังดีจำอะไรได้แม่นเข้าใจอะไรได้เร็วก็ไม่มีเวลา

บนโลกใบนี้ หาความพอดียากค่ะ


.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2014, 14:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2014, 03:08
โพสต์: 54

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ได้เข้ามาอ่านทุกข้อเขียน...ใจสงบนิ่ง โล่ง ...เคยเข้าอ่านบ่อยเหมือนกันแต่อ่านเพี่ยงผ่านในบางข้อเขียน แต่พอได้นั่งอ่านจริงๆใช้เวลาตั้งแต่ตี 5.30 น.จนกระทั่ง 8.30 น.อ่านและคิดตาม...ปัญหาความไม่รู้จักพอของผู้ชายไม่ว่าชาติใดภาษาใด เป้นเหมือนกันหมด ตอนแรกคิดว่าฉันคือคนที่ไม่โชคดีในเรื่องความรัก..แต่ได้มารับรุ้ว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมมากมาย ไม่ได้มีแต่ฉันคนเดียวที่ทุกข์กับเรื่องนี้...ฮึดสู้ ตั้งหลักฟาดฟันกับ"กรรม"ที่ทำมาแต่ชาติปางไหนก็ช่างเถอะ..ลองกำลังกันซักตั้งจะเป็นไรไปเนาะ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ย. 2014, 09:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


คำเมย เขียน:
ได้เข้ามาอ่านทุกข้อเขียน...ใจสงบนิ่ง โล่ง ...เคยเข้าอ่านบ่อยเหมือนกันแต่อ่านเพี่ยงผ่านในบางข้อเขียน แต่พอได้นั่งอ่านจริงๆใช้เวลาตั้งแต่ตี 5.30 น.จนกระทั่ง 8.30 น.อ่านและคิดตาม...ปัญหาความไม่รู้จักพอของผู้ชายไม่ว่าชาติใดภาษาใด เป้นเหมือนกันหมด ตอนแรกคิดว่าฉันคือคนที่ไม่โชคดีในเรื่องความรัก..แต่ได้มารับรุ้ว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมมากมาย ไม่ได้มีแต่ฉันคนเดียวที่ทุกข์กับเรื่องนี้...ฮึดสู้ ตั้งหลักฟาดฟันกับ"กรรม"ที่ทำมาแต่ชาติปางไหนก็ช่างเถอะ..ลองกำลังกันซักตั้งจะเป็นไรไปเนาะ...


:b8: ขอบคุณ ทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2014, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ความเสียใจที่เป็นกันอยู่นี้เป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่เป็นธรรมชาติของโทสะ พูดสั้นๆ คือสภาวธรรมของโทสะเจตสิกที่ปรุงแต่งร่วมกันกับโทสมูลจิต อาจจะฟังดูแล้วว่า ดิฉันเอาอะไรที่อ่านยากๆ มาพูด แต่เหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้นในจิตที่เราไม่รู้ หากเรามีสติตามดูทัน เราจะเห็นสภาวะว่ากำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในจิตของเรา ถ้ามีสติตามดูทันจะเห็นมันค่อยๆ ลดลง หรือบางครั้งก็หายไปทันที เห็นในความไม่เที่ยงของมันว่ามันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

โทสเจตสิกนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจความคับแค้นใจ ซึ่งเกิดต่อเนื่องมาจากความเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ ที่ได้ประสบกับพยสนะ ๕ อย่างๆ ใดอย่างหนึ่ง
พยสนะ 5 อย่างคือ
1) ญาติพยสนะ ความพินาศไปแห่งญาติ
2) โภคพยสนะ ความพินาศแห่งทรัพย์สมบัติ ตำแหน่ง ยศ
3) โรคพยสนะ ความพินาศด้วยโรค
4) สีลพยสนะ ความพินาศแห่งศีล
5) ทิฏฐิพยสนะ ความพินาศแห่งความเห็น

การที่เรายึคถือว่าสิ่งใดเป็นของเรา สิ่งนั้นย่อมนำความทุกข์มาให้เสมอเมื่อต้องพลัดพรากจากกัน การเห็นความทุกข์นี้เป็นการที่ืทำให้เราเห็นความจริงได้ง่ายกว่าการที่เราใช้ชีวิตอยู่ไปด้วยความสุขที่มีความทุกข์เข้ามาเพียงน้อยนิด ชีวิตที่ทุกข์มากก็เห็นความจริงได้มาก และผู้ที่ใช้พระธรรมนำทางเมื่อยามมีความทุกข์นั้นเป็นผู้ที่มีโอกาสดีกว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างหลงติดอยู่กับความสุขแล้วไม่รู้เท่าทันค่ะ



:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร