วันเวลาปัจจุบัน 20 ต.ค. 2019, 05:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2014, 17:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กล้วยไม้ม่วง เขียน:
SOAMUSA เขียน:
ตั้งเป้าหมายไว้ทุกวันว่า วันหนึ่งๆ เราจะทำอะไรเพื่อตนเองบ้างในความดีที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ดูสิ ความดีอะไรบ้างที่ต้องทำ ดูได้จากบุญกิริยาวัตถุ10 ใน10ข้อนี้วันๆ หนึ่งเราจะทำสักกี่ข้อ การมัวแต่นั่งปล่อยใจให้ฟุ้ง การไปค้นหาแต่เรื่องร้อนใจ ไม่ได้เกิดประโยชน์ ทำไปก็มีแต่ทุกข์ มาทำความดีดีกว่า เอาเวลาที่ฟุ้งมาเปลี่ยนเป็นเวลาที่ฟัง เปิดวิทยุหมุนหาคลื่นธรรมะ ฟังพระท่านเทศน์ ฟังฆราวาสสอนธรรม ดีกว่ามามัวปล่อยใจไปกับความคิดฟุ้งซ่านถึงคนโน้นคนนี้ คิดไปคิดมา คนคิดนั่นแหละทุกข์ แต่คนที่เราคิดถึงเค้าๆ ไม่ได้ทุกข์ไปด้วยเลย


:b12:
.......แปลกแต่จริงๆๆในชีวิตช่วงนี้ค่ะ......สิ่งที่คุณโสม แนะนำ ให้ข้อคิดในกระทู้ คือสิ่งที่...เกิดขึ้นในชีวิตของฉันค๊า...และ ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงานและผู้ใช้บริการในประเด็น..ดังกล่าวนี้จริงๆๆ ค่ะ......
สาธุ สาธุ สาธุ..


:b8: ดีมากๆ สาธุค่ะ การตั้งจิตว่าจะทำแต่ความดี อาจารย์สอนมาค่ะ ก็เลยมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง
ต้องตั้งเจตนาไว้ค่ะ แล้วกายและใจเราก็จะน้อมไปสู่การกระทำความดีค่ะ
เวลาทำความดี ก็ทำให้ครบทั้ง 3 ทวารด้วยค่ะเพื่อนๆ จะเป็นกุศลที่แรงกล้า
เช่น เวลาเราสวดมนต์ เรายกมือขึ้นพนม นั่งด้วยความสำรวมมีสติ ปากเราก็สวดมนต์
ครบทั้ง 3 ทวาร กาย วาจา ใจ ค่ะ

หรือเวลามีใครเค้าทำกุศลมา แล้วเค้ามาแบ่งบุญให้เรานั้น เราก็จะไม่แค่พูดว่า สาธุ หรือยกมือไหว้
อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว แต่เราจะตั้งใจน้อมใจรับ ยกมือขึ้นมาพนมไหว้แล้วกล่าว สาธุ

:b51: :b51: :b51: :b51: :b51: :b51: :b51:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2014, 14:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ
:b44: :b44: :b44:

อปฺปํ สุขํ ชลลวํ วิย โภ ติณคฺเค
ทุกขํ ตุ สาครชลํ วิย สพฺพโลเก
สํกปฺปนา ตทปิ โหติ สภาวโต หิ
สพฺพํ ติโลก'มปิ เกวลทุกฺขเมว.
เตลกฎาหคาถา. คาถา.๕๒



ท่านผู้เจริญ ความสุขมีเพียงเล็กน้อยดั่งหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า
แต่ความทุกข์ในโลกทั้งมวลเหมือนน้ำในสาคร
ความจริงความสุขนั้นเกิดจากจินตนาการ
โลกสามทั้งมวลล้วนเป็นทุกข์โดยแท้

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 เม.ย. 2014, 17:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:
รูปภาพ
:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
:b44: :b44: :b44:

การที่เรามีศรัทธาที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเกิดจากศรัทธาและเข้าใจว่าเราต้องปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปจากความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรามีจุดยืนที่มั่นคง ใจเราจะไม่แขว่งไปกับเรื่องราวต่างๆ จิตจะเหนือกว่าอารมณ์ที่เข้ามากระทบ เพราะเรามีจุดยืนที่มั่นคง ใจอยู่กับเป้าหมาย สิ่งใดผ่านเข้ามา เราไม่ไปพิจารณาว่าคนนั้นคนนี้เป็นใคร เค้าจะทำอะไร เค้ามาจากไหน แม้ไปรู้ไปสนใจก็มีสติและพิจารณารู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์คือรักษาใจตนเองไว้กับจุดมุ่งหมาย ใจจดจ่ออยู่กับจุดยืนของตน ใจเรามันบรรจุเป้าหมายไว้เต็มแล้ว ไม่มีที่ว่างไม่มีเวลาสำหรับเรื่องที่เข้ามากระทบ ใจมันเต็มแล้ว จิตจะกลับมาหาจุดยืนที่อยู่ในใจ จะส่งจิตตนเองเข้าหาธรรมะตลอด เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเอง ต้องรักษาใจตนเองไว้ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นจะทำอะไรไม่มีความหมาย เรามีจุดยืน เราจะทำความดีตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ใจเราจะอิ่ม ไม่สนใจใคร

แล้วใครที่เราเคยรัก เคยคิดถึงเค้าทุกลมหายใจ เราจะลืมเค้าไปโดยไม่รู้ตัว ใจเราจะจดจ่ออยู่กับการศึกษาพระธรรม การปฏิบัติธรรม เราจะไม่มีเวลาคิดถึงใคร ใจจะอิ่ม ใจไม่เหงา ถ้าใจเรามีแต่วิ่งเข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้า

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

ธิดาช่างหูกได้สดับพระพุทธเจ้าดำรัสว่า

"สัตว์โลกนี้เป็นเหมือนคนตาบอด
ในโลกนี้น้อยคนนักจะเห็นแจ้ง
น้อยคนนักจะไปในสวรรค์
เหมือนนกหลุดจากข่าย(มีน้อย)ฉะนั้น"


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2014, 18:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 11:12
โพสต์: 401

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แล้วใครที่เราเคยรัก เคยคิดถึงเค้าทุกลมหายใจ เราจะลืมเค้าไปโดยไม่รู้ตัว ใจเราจะจดจ่ออยู่กับการศึกษาพระธรรม การปฏิบัติธรรม เราจะไม่มีเวลาคิดถึงใคร ใจจะอิ่ม ใจไม่เหงา ถ้าใจเรามีแต่วิ่งเข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้า

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47:



กำลังเกิดแบบนี้ค่ะ :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2014, 11:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กล้วยไม้ม่วง เขียน:
แล้วใครที่เราเคยรัก เคยคิดถึงเค้าทุกลมหายใจ เราจะลืมเค้าไปโดยไม่รู้ตัว ใจเราจะจดจ่ออยู่กับการศึกษาพระธรรม การปฏิบัติธรรม เราจะไม่มีเวลาคิดถึงใคร ใจจะอิ่ม ใจไม่เหงา ถ้าใจเรามีแต่วิ่งเข้าหาธรรมะพระพุทธเจ้า

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47:



กำลังเกิดแบบนี้ค่ะ :b12:



ดีใจด้วยค่ะ มีอะไรให้ทำ จิตจะไม่ว่าง จิตมีงานทำ จะไปอยู่ในงานทางกุศล

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

การงานของจิต ที่ทำได้ตลอด คือการแผ่เมตตา เป็นงานทางจิต ทำแล้วสำเร็จทันที
ตั้งจิตแผ่เมตตาลงไปก็สำเร็จเป็นกรรมทันที ง่ายๆ ในใจ ได้กุศล และจิตใจเราก็สบาย
อยู่ตรงไหนก็แผ่ได้ค่ะ เพราะเป็นงานทางใจไม่ต้องพูดให้ใครได้ยินก็ได้ นั่งนึกในใจค่ะ

ทำงานสำเร็จทันที และยังเป็นอุบายกำจัดโทสะได้ดี
คนที่เสียใจอยู่ ก็แผ่เมตตาไปในใจเรื่อยๆ นะคะ
:b27: ต้องฝึกค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2014, 13:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีลืมใครบางคน หลังจากจบเรื่องราวใหม่ๆ การที่จิตของเราจะลืมใครได้นั้น

- ทำจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ ถ้าตั้งใจจริง
- ต้องเข้าใจสภาพสังคม ความขัดแย้งของสังคม กับสภาพชีวิตที่เป็นจริง
กับสภาพจิตใจของมนุษย์ไม่มีปัญญาพอรับมือได้ มันเป็นเรื่องยากที่ใครจะมีปัญญาแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ
- เราจะต้องไม่ไปนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เค้าทำให้เราดีใจ ที่เค้าทำให้เราเสียใจ
- ไม่พูดถึงเค้าที่เราจะลืม นั้นบ่อยๆ กับใคร คือไม่พูดถึงทั้งเรื่องดีและร้าย
- ไม่ขุดขุ้ยหาว่า เค้าผิดอย่างไร เราถูกอย่างไร ไม่ต้องไปหาคำตอบมาตัดสินว่าใครดี ใครร้ายอย่างไรแล้ว เพราะทุกอย่างจบลงแล้ว มีอย่างเดียวที่ควรทำคือ อุบายให้ตนเองคลายจากความทุกข์
- ยิ่งพูดถึงมาก ก็ยิ่งคิดถึงมาก ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกมาก ก็จะลืมยาก หายทุกข์ยาก
- สิ่งของอะไรที่ทำให้นึกถึงเค้า อะไรที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็เก็บไว้ให้พ้นตา เช่นเสื้อผ้าสามี
- แต่ถ้าสิ่งของใดต้องใช้ ก็ให้คิดว่าโชคดีที่เราไม่ต้องซื้อหามาใช้เองใหม่ เช่น แยกทางกันไป แต่ยังเค้าทิ้งโทรทัศน์ไว้ให้ดู ทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เค้าโปรดปรานไว้ เค้าไม่เอาไปด้วย ก็โชคดีของเราไม่ต้องไปสนใจ ใช้มันไป มันก็แค่ของเท่านั้น โชคดีมีให้ใช้
- หาวิธีถ่ายถอนจากความทุกข์ ไปหากิจกรรมต่างๆ ทำ เช่นงาน เย็บปักถักร้อยต่างๆ ทำสวยๆ ก็ขายได้่ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ
- หมั่นออกกำลังกาย เพื่อร่างกายจะได้แข็งแรง เหนื่อยจะได้รับประทานอาหารได้ไม่ยาก
- หาอาหารที่มีประโยชน์รับประทาน เพราะช่วงที่เพิ่งเลิกกัน อาจจะกินอาหารยากสักหน่อย
- หาหนังสือธรรมะอ่าน ฟังธรรมะ พระธรรมรักษาใจได้จริงค่ะ ถ้าสนใจฟัง และทำให้เราใส่ใจกับเรื่องที่ฟัง สมองคิดตามหรือจดจำ
- ตั้งใจหมั่นทำแต่ความดี จะเป็นความดีแบบชาวโลก หรือมีศรัทธาจะทำความดีที่พระพุทธเจ้าสอน ซึ่งจะดีอย่างแท้จริง มิใช่ดีแค่แบบชาวโลกเท่านั้น

:b27: พยายามทำใจกันนะคะ จะได้คลายจากความทุกข์ลงได้บ้าง

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

คนในสังคมปัจจุบัน
(ฟังจากท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บรรยายมาค่ะ)
1. ในขณะคนมีมากขึ้น ใจคนกลับโดดเดี่ยว
2. คนปัจจุบัน ต้องการให้ตนได้รับการยอมรับ ให้ตัวตนนั้นเด่น ยิ่งใหญ่
สังคมกลับปฏิบัติต่อคนไม่เป็นคน เกิดความขัดแย้งไม่สมปราถนา
3. วัตถุเต็มบ้าน จิตคนกลับว่างเปล่ายิ่งขึ้น อ้างว้าง ว้าเหว่ กลวง
4. คนกลวงในก็พยายามหาสิ่งเติมเต็มจากสังคมภายนอก วิ่งหนีออกจากตัวเองไปหาสังคมภายนอก
สังคมก็ทำให้เค้าอกหัก ขาดความจริงใจ ขาดไมตรีอย่างไม่จริงใจ คนก็กลับอ้างว้างยิ่งขึ้น

คนขณะนี้ไม่มีความสามารถอยู่กับตนเองได้ ถ้าคุณเป็นภรรยา หรือ สามี คุณจะทำอย่างไร
คุณจะดูแลอย่างไร ให้เค้าอยู่กับคุณได้

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2014, 13:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนที่เลิกลากันไปกับคนรักใหม่ๆ นั้น ก็ทำให้คลายทุกข์เสียก่อน และเมื่อทำใจได้แล้ว ก็พูดถึงเรื่องราวต่างๆ
ได้อย่างไม่เดือดร้อนใจ หรือสะเทือนใจบ้างแต่ไม่มากเหมือนตอนเลิกลากันใหม่ๆ

เมื่อเลยจุดที่กำลังอกหักบอบช้ำไป เรียกว่าพอจะทำใจได้บ้างแล้ว หรือบางคนก็จิตใจแข็งแรงขึ้นแล้ว

กลับมองย้อนไปเมื่อครั้งที่กำลังเกิดเรื่องแตกแยกในครอบครัว จะเห็นเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งในอดีต
ซึ่งบางคนก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความสนุก เห็นเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไป
เรื่องตามราวีสามี หรือตามเช็คบิลกิ๊กของสามี เป็นเรื่องฮาๆ ไปในบางคน

แต่บางคนนั้น เล่าขึ้นมาเมื่อใดก็น้ำตาไหลพราก เหมือนเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
เป็นอดีตที่ขมขื่น ที่นึกเมื่อใดก็เรียกน้ำตาได้เมื่อนั้น ฝังใจไม่ลืมเลือน
แม้วันนี้จะหายเสียใจแล้วเพราะลืมไปบ้าง เนื่องด้วยเวลาที่ผ่านไป แต่อย่าให้นึกถึงเรื่องราวนะ ทนไม่ไหว

มันก็คงเป็นเหมือนแผลในใจ ที่สกิดเมื่อใดก็เจ็บ
แต่บางคนก็เหมือนเรื่องตลกที่อดขำไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองทำลงไป
บางคนก็เฉยเมย ไม่ใส่ใจเรื่องในอดีต ไม่สนใจที่จะพูดถึงเท่าไหร่
หรือไม่ก็ลืมไปแล้ว เพราะไม่ใช่เรื่องดีๆ ที่จะต้องมาจดจำ ก็แล้วแต่แต่ละคนที่เป็นไป

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2014, 17:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ดิฉันเคยฟังพระอาจารย์กิตติวุฒโท บรรยายธรรม เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว จะขอเล่าพอคร่าวๆ ค่ะ
มีผู้หญิงคนหนึ่งถามพระอาจารย์ประมาณว่า มีของดีอะไรมั้ยที่ทำให้สามีอยู่ติดบ้าน สามีไม่อยู่บ้าน เธอกลัวว่าสามีจะไปติดผู้หญิงอื่น

พระอาจารย์ท่านก็ให้น้ำมนต์ไปขวดหนึ่ง พระอาจารย์ท่านเล่าว่า ท่านก็เอาน้ำธรรมดาแล้วเอาเทียนหยดไปให้เหมือนน้ำมนต์ใส่ขวดให้ไป และกำชับว่า ถ้าสามีกลับมาบ้าน ให้อมน้ำมนต์ไว้ ห้ามกลืน
และสามีต้องการอะไรก็ทำให้เค้าตามเรื่อง แต่ให้อมน้ำมนต์ไว้อย่างนั้นตลอดเวลา

ปรากฏว่าไม่นานต่อมา ผู้หญิงคนนี้ได้มาเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า น้ำมนต์ของพระอาจารย์ดีมาก สามีของเธอนั้นค่อยๆ อยู่บ้านมากขึ้น ดีขึ้นแล้ว และขอน้ำมนต์อีกขวดหนึ่ง ขวดเก่าใกล้จะหมดแล้ว

พระอาจารย์ท่านบรรยายต่อไปว่า ที่สามีนั้นค่อยๆ อยู่บ้านมากขึ้น ก็เพราะว่าภรรยานั้นไม่พูดมาก เนื่องจากอมน้ำมนต์อยู่ และลักษณะใบหน้าที่อมน้ำมนต์นั้นเหมือนคนอมยิ้ม สามีจะขออะไร เธอก็ทำแล้วก็เงียบไม่พูดมาก ใบหน้าก็อมยิ้ม สามีก็ชอบที่จะอยู่บ้านมากขึ้นค่ะ

เรื่องนี้คงจะเป็นข้อคิดเตือนใจ เพื่อปรับตัวเข้าหากันกับสามีนะคะ
สามีนั้นยามรักยามหลง ภรรยาทำอะไรก็น่ารักค่ะ
แต่เมื่อเลยโปรโมชั่น ภรรยาก็คงต้องปรับตัวกันบ้างค่ะ

เมื่อใดมีโอกาสได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้น ก็ฝากเรื่องนี้ไว้เป็นแนวคิดอีกเรื่องหนึ่งค่ะ
ตอนนี้อะไรๆ มันดูมืดมน แต่เมื่อไหร่ที่พายุผ่านไป ท้องฟ้าจะสดใสเสมอค่ะ
ไม่ว่าท้องฟ้าจะสดใสเพราะใจเราดีขึ้น หรือ เรื่องราวต่างๆ ดีขึ้น
ก็ขอให้พายุผ่านไปเร็วๆ นะคะ :b27:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2014, 10:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 11:12
โพสต์: 401

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b29:

SOAMUSA เขียน:
ที่สามีนั้นค่อยๆ อยู่บ้านมากขึ้น ก็เพราะว่าภรรยานั้นไม่พูดมาก เนื่องจากอมน้ำมนต์อยู่ และลักษณะใบหน้าที่อมน้ำมนต์นั้นเหมือนคนอมยิ้ม สามีจะขออะไร เธอก็ทำแล้วก็เงียบไม่พูดมาก ใบหน้าก็อมยิ้ม สามีก็ชอบที่จะอยู่บ้านมากขึ้นค่ะ


:b16:

ก็ใช้ได้บางคน บางกรณีค๊า.....
....กรณีของฉัน ไม่ด๊าย....เค๊าจะไม่ชอบความเงียบ แค่ฉันเหนื่อย..แล้วบอกว่า ฉันพูดมาทั้งวันแล้วเหนื่อยขอฟังอย่างเดียว โกรธฉัน...ไม่พอใจว่า ต้องคุยกัน.......

นานาจิตตังค่ะ.............

แต่คงเป็นส่วนใหญ่ที่ชอบมั๊งค่ะ..ว่าหญิงพูดมาก.....น่ารำคาญ..... :b29:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2014, 14:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กล้วยไม้ม่วง เขียน:
:b29:

SOAMUSA เขียน:
ที่สามีนั้นค่อยๆ อยู่บ้านมากขึ้น ก็เพราะว่าภรรยานั้นไม่พูดมาก เนื่องจากอมน้ำมนต์อยู่ และลักษณะใบหน้าที่อมน้ำมนต์นั้นเหมือนคนอมยิ้ม สามีจะขออะไร เธอก็ทำแล้วก็เงียบไม่พูดมาก ใบหน้าก็อมยิ้ม สามีก็ชอบที่จะอยู่บ้านมากขึ้นค่ะ


:b16:

ก็ใช้ได้บางคน บางกรณีค๊า.....
....กรณีของฉัน ไม่ด๊าย....เค๊าจะไม่ชอบความเงียบ แค่ฉันเหนื่อย..แล้วบอกว่า ฉันพูดมาทั้งวันแล้วเหนื่อยขอฟังอย่างเดียว โกรธฉัน...ไม่พอใจว่า ต้องคุยกัน.......

นานาจิตตังค่ะ.............

แต่คงเป็นส่วนใหญ่ที่ชอบมั๊งค่ะ..ว่าหญิงพูดมาก.....น่ารำคาญ..... :b29:




พูดมาก คำนี้ละไว้ในฐานที่เข้าใจค่ะ ว่าพูดบ่นจู้จี้จุกจิก พูดเรื่องที่ไม่สร้างสรร พูดแบบไม่จรรโลงใจสามี
พูดจาหยาบคาย พูดจาชวนทะเลาะ พูดจาจับผิดตัดพ้อต่อว่า พูดกวนวอนให้ทะเลาะกันค่ะ ฯ
บางครอบครัวสามีก็ทนได้ค่ะ
ถ้าพูดมากแล้วมีปัญหา มันต้องมากแบบไม่ธรรมดาแล้วค่ะ พูดชนิดสามีไม่อยู่บ้าน

เหตุผลต่างๆ ทุกอย่างก็เป็นไปโดยส่วนมากค่ะ จะมีหลุดรอดไม่เป็นตามนั้นก็มีค่ะ
ส่วนมากผู้ชายจะทน ความจู้จี้ขี้บ่น ตัดพ้อต่อว่า พูดจาจ้องจับผิดมากๆ ไม่ได้ ถึงเค้าผิดจริงแต่ก็ไม่ชอบฟังความจริงค่ะ ขืนเมียไปพูดเอามาตีแผ่บ่นทุกวันเค้าก็ไม่ทนนะคะ ถ้าใครจะทำก็ต้องทำใจไว้ก่อนว่า เป็นไงเป็นกัน ฉันไม่สนจะเลิกก็เลิกกัน ประมาณนั้นค่ะ

แต่ถ้าพูดเพื่อให้บรรยากาศบ้านอบอุ่น ก็พูดไปเถอะค่ะ ถ้าเค้าชอบ
บ้านดิฉันอ่ะ ก็ออกแนวฮาๆ บางทีดิฉันก็พูดเฉยๆ ลูกกับสามีก็หัวเราะขำ ฮาค่ะ
กินอาหารกันอยู่ เกือบพุ่งแน่ะค่ะ :b32:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ค. 2014, 11:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 11:12
โพสต์: 401

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


[quote="SOAMUSA"]แต่ถ้าพูดเพื่อให้บรรยากาศบ้านอบอุ่น ก็พูดไปเถอะค่ะ ถ้าเค้าชอบ
บ้านดิฉันอ่ะ ก็ออกแนวฮาๆ บางทีดิฉันก็พูดเฉยๆ ลูกกับสามีก็หัวเราะขำ ฮาค่ะ
กินอาหารกันอยู่ เกือบพุ่งแน่ะค่ะ
[quote="กล้วยไม้ม่วง"]:b29:

:b12: :b12: :b17: :b17:

เหมือนที่บ้านค๊า.....เค๊าจะชอบตลกโปกฮา พูดจาเพ้อเจ้อ....ตลอดเวลา ฉันจะล้อเค๊าว่าพ่อนกแก้ว......ช่วงแรกๆๆฉันจึงคิดถึงไงล่ะ..เค๊าเป็นสีสรร ของบ้าน.....

แต่ตอนนี้ ธรรมดา........ค่อนข้างยุ่งด้วยซ้ำ.....
จึงไม่มีเวลาระลึกถึง...
จริงๆๆๆ สถานการณ์ของฉันก็คล้ายคลึงกับคุณการเวลา แต่ต่างกันคือ
คุณการเวลา....มีลูก มีพ่อ แม่ ..... ฉัน ...พ่อแม่ตายแล้ว ไม่มีลูก อยู่คนเดียว .กับหมา 3 ตัว .เท่านั้นเอง...

ฉัน..จึงชื่นชม ตนเองทุกวันว่า เก่งจังเลย อยู่คนเดียว สวยจัง น่ารักที่สุด เวลาแต่งตัวหน้ากระจก ไปทำงาน.....ไม่มีร่องรอยความเจ็บปวด ...ที่แสดงออกมา ...ไม่มีเศร้าหมอง....

ฉันจึงงง ตนเอง แปลกใจตนเอง..ว่า ฉันเป็นอย่างไร....ทั้งในเบื้องลึก มันเฉยๆๆ ไง ....ผิดปกติจากคนทั่วไปมั๊ย.......55555 :b18:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ค. 2014, 12:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2013, 11:12
โพสต์: 401

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:
คนในสังคมปัจจุบัน
(ฟังจากท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บรรยายมาค่ะ)
1. ในขณะคนมีมากขึ้น ใจคนกลับโดดเดี่ยว
2. คนปัจจุบัน ต้องการให้ตนได้รับการยอมรับ ให้ตัวตนนั้นเด่น ยิ่งใหญ่
สังคมกลับปฏิบัติต่อคนไม่เป็นคน เกิดความขัดแย้งไม่สมปราถนา
3. วัตถุเต็มบ้าน จิตคนกลับว่างเปล่ายิ่งขึ้น อ้างว้าง ว้าเหว่ กลวง
4. คนกลวงในก็พยายามหาสิ่งเติมเต็มจากสังคมภายนอก วิ่งหนีออกจากตัวเองไปหาสังคมภายนอก
สังคมก็ทำให้เค้าอกหัก ขาดความจริงใจ ขาดไมตรีอย่างไม่จริงใจ คนก็กลับอ้างว้างยิ่งขึ้น

คนขณะนี้ไม่มีความสามารถอยู่กับตนเองได้ ถ้าคุณเป็นภรรยา หรือ สามี คุณจะทำอย่างไร


นั่นสินะคะ..คุณโสม.... จะทำอย่างไงดี.......
ตอนนี้ฉันว่า ภายในใจของฉันค่อนข้างเคลียร์.....ถึงจะมีเงาของสามีอยู่ ก็ไม่ได้สร้างความทุกข์ให้ฉัน ...กลับอบอุ่นว่ามีเค๊าให้คิดถึง....
....สังคมภายนอกไม่มีใครรู้เร่อง....เป็นเรื่องปกติที่..สามีทำงานต่างจว......

ฉันก็แค่ ว่างๆๆ ก็ถกกันในใจ...เขียนว่า ข้อดี-ข้อเสีย ของการอยู่ร่วม - ตัดขาด---- อะไรที่จะดีที่สุดเหมาะสมที่สุด ทั้งภายนอก-ภายในใจ สังคม บุญกุศล-ฉันคิดไปถึงการสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ หากเราฝืน ฝึก อภัย ทำให้ใจสงบจริงๆๆ จะได้บุญใหญ่ช่วยชีวิตคนได้หลายคนที่เกี่ยวข้อง ให้พวกเขาพ้นจากทุกข์ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า...
ชาตินี้ก็อย่างที่รู้ ๆ เขาทำงานไม่ทน ต้องไม่มีเงินจ่ายดูแลกัน ทั้งพ่อแม่เขาด้วย....
เราฐานะภรรยา (ในนาม) จะสุข สบาย มีเงิน เหลือกินเหลือใช้ ก็ยังไงๆๆ......

จึงใช้คำพูดว่ารอเวลาอย่างเดียว เพราะในใจฉัน ...สงบ อยู่ได้สบาย โดยไม่มีเค๊าก็ได้....
แต่เค๊า เราไม่รู้ว่า จริงๆๆ...เค๊าจะมาในรูปแบบไหน....พอที่จะอยู่ดูแลต่อ แต่ ไม่เหมือนเดิม มีเงื่อนไข...หรือยุติบริการ.......ฉันจึงจะรอดูท่าทีสามีก็เท่านั้นเอง..... :b6:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ค. 2014, 15:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




ธรรมะพระพุทธเจ้าค่ะคุณกล้วยไม้ม่วง
ตัวเราต้องประพฤติตามคำสั่งสอนพระพุทธองค์
และใช้พระธรรมอบรมจิตใจเราเอง เช่น เมตตาจิตที่มีต่อกันนั้น มันสื่อถึงกันได้ คนที่อยู่ใกล้จะเย็นใจ
อย่างน้อยเค้าอยู่ใกล้เราแล้วเค้าสบายใจ

พระธรรมนำทางค่ะ ใช้ธรรมะพระพุทธองค์เป็นตัวตัดสินใจค่ะว่าควรจะทำอย่างไร
ทำดีไป อาจถูกมองว่าโง่ในสายตาคนทั่วไป แต่ความดีนั้นเมื่อทำแล้วใจเราจะสุขค่ะ
อีกทั้งอานิสงส์ก็มีมาก ส่งผลเราทั้งโลกนี้และโลกหน้าค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2014, 15:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


บทความพิเศษ : วิทยาศาสตร์ยืนยัน 8 ผลดี ของการเจริญเมตตา
:b8: ขอบคุณข้อมูลจากเวปผู้จัดการค่ะ http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNew ... 0000048091
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 161 พฤษภาคม 2557 โดย บุญสิตา)


องค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ได้กล่าวไว้ว่า “ความรักและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งจำเป็น หาใช่สิ่งฟุ่มเฟือยไม่ เพราะหากปราศจากสิ่งนี้แล้ว มวลมนุษยชาติมิอาจดำรงชีวิตอยู่ได้”

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าโลกใบนี้จะงดงามน่าอยู่เพียงใด หากมนุษย์ทุกคนรู้จักแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน แม้เพียงน้อยนิด

และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้รับเท่านั้น แต่ผู้ให้ก็ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆเช่นกัน

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงผลดีที่ได้รับจากการเจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ ดังนี้

1. รู้จักรักตัวเองและเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ว่า หากใครไม่มี ก็จะไม่มีตลอดไป แต่เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนกันได้ เพราะได้มีการให้กลุ่มทดลองฝึกทำสมาธิเจริญเมตตาภาวนาเป็นเวลา 1 วัน เพื่อปลูกฝังความมีเมตตากรุณาและความรักตัวเองและผู้อื่น

ผลที่ได้คือ พวกเขารู้สึกรักตัวเองมากขึ้น เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น และสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพัน และอารมณ์ด้านดี จะถูกกระตุ้นให้ทำงานมากยิ่งขึ้น

ผู้วิจัยบอกว่า “เปรียบเหมือนการยกน้ำหนัก ซึ่งเมื่อฝึกด้วยวิธีที่เป็นระบบ เราพบว่า กล้ามเนื้อจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน”

2. เกิดคุณธรรมในจิตใจ
ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเพียงแค่รู้สึก โดยไม่ทำอะไร ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใด เนื่องจากมันเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดการกระทำขึ้น

ในงานวิจัยที่ให้กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนา ถูกทดสอบเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว พวกเขานั่งร่วมกับตัวแปร 2 คน เมื่อมีตัวแปรคนที่ 3 เดินพร้อมไม้พยุงเข้ามา แกล้งแสดงอาการเจ็บปวดให้เห็น ตัวแปร 2 คนแรกยังคงนิ่งเฉย และส่งสัญญาณเป็นนัยว่า ไม่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ

ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนา มีแนวโน้มที่จะเข้าช่วยเหลือคนบาดเจ็บ มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ฝึกถึง 50% ซึ่งหนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า

“สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ การเจริญเมตตาภาวนา ทำให้บุคคลเต็มใจที่จะแสดงออกถึงคุณธรรม คือ ช่วยผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ถึงแม้ว่าจะถูกห้ามมิให้กระทำก็ตาม”

3. มีความสุขและสุขภาพดีมากกว่า
ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้อื่น แต่ยังส่งผลให้ตัวเองมีสุขภาพกายและใจดีขึ้นเช่นกัน

เพราะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ให้กลุ่มทดลองเจริญเมตตาภาวนาให้ตัวเองเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นให้เจริญเมตตาภาวนาให้คนที่พวกเขารักเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า คนในกลุ่มทดลองนี้มีความสุขในชีวิตประจำวันมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำ อีกทั้งยังมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า พอใจกับชีวิตมากกว่า และมีสุขภาพกายดีกว่าด้วย

4. ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ไม่น่าเชื่อว่า พลังของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและปฏิกิริยาโต้ตอบความเครียดของร่างกาย

ทั้งนี้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า กลุ่มคนที่เจริญเมตตาภาวนาบ่อยครั้ง จะมีภูมิคุ้มกันโต้ตอบความเครียดได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ไม่ทำสมาธิ โดยวัดจากระดับสารอินเตอร์ลูคินและฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งร่างกายจะหลั่งออกมาเมื่ออยู่ในภาวะเครียด

5. ระบบประสาทมีปฏิกิริยาโต้ตอบมากขึ้น
นักประสาทวิทยาค้นพบว่า ระดับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่เพิ่มมากขึ้น สามารถวัดได้จากการทำงานขอ
งสมอง

ในงานวิจัยที่มีการสแกนสมองขณะตั้งใจทำสมาธิเจริญเมตตาภาวนา ขอผู้ที่เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำและผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึก โดยหลังจากนั้นได้ปล่อยเสียงที่ทำให้ผู้เข้าทดลองเกิดความรู้สึกเครียดเช่นเดียวกับการที่ได้รับรู้หรือเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์

ผลปรากฏว่า บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกจะถูกกระตุ้นมากขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำสมาธิ อีกทั้งสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จะเคลื่อนไหวมากขึ้นด้วย

6. เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น
ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะช่วยกระตุ้นสมองบริเวณที่เป็นศูนย์ความนึกคิดให้มีการเคลื่อนไหว และเกิดความแม่นยำ

โดยงานวิจัยได้ให้ผู้เข้าร่วม ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งต้องคาดเดาอารมณ์ด้วยสายตาเท่านั้น ผลที่ได้คือ กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนามาก่อน ทำแบบทดสอบได้คะแนนดีกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่า พวกเขามีความแม่นยำมากกว่า

7. ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น
จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง เล่นเกมเกี่ยวกับพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่น และประเมินผลจากปฏิกิริยาที่พวกเขาแสดงออก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่กำลังเป็นทุกข์

โดยก่อนหน้านี้ ได้ให้ผู้เข้าร่วม ฝึกเจริญเมตตาภาวนาในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นนำผลทดสอบไปเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ฝึกเรื่องความจำ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ฝึกทำสมาธิแสดงพฤติกรรมช่วยเหลือคนอื่นมากกว่ากลุ่มที่ฝึกความจำ

8. กลัวความทุกข์น้อยกว่า
ธรรมชาติของมนุษย์นั้น เมื่อเห็นคนเป็นทุกข์ ก็จะรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย จึงเป็นปฏิกิริยาปกติที่คนทั่วไปมักหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับคนที่กำลังเศร้าโศก

แต่การวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้กลุ่มทดลองฝึกเจริญเมตตาภาวนา จากนั้นนำวิดีโอเกี่ยวกับคนที่อยู่ในภาวะทุกข์โศกให้ดู ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ พวกเขาสามารถตอบสนองต่อความทุกข์ได้ดี มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มขึ้น กลัวความทุกข์น้อยลง และอยากเข้าไปช่วยเหลือคนที่กำลังเป็นทุกข์

งานวิจัยทั้งหมดนี้ จึงยืนยันคำพูดต่อไปนี้ขององค์ทะไล ลามะ ว่า
“หากคุณต้องการทำให้คนอื่นมีความสุข ต้องเจริญเมตตาภาวนา
หากคุณต้องการทำให้ตัวเองมีความสุข ก็ต้องเจริญเมตตาภาวนา”


:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2014, 11:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
:b44: :b44: :b44:



ความร้ายในโลกล้วน เหลือหลาย

รุมรอบรบใจกาย เกลื่อนแท้

สิ่งอื่นจักหักหาย หาห่อน มีฤา

เว้นแต่ความดีแก้ กลับร้ายกลายดี

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)



http://www.youtube.com/watch?v=rMzvamHD ... UQ-rXn9QvV

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร