วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ค. 2019, 14:11  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 130 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8, 9  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ธ.ค. 2009, 22:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




untitled0.bmp
untitled0.bmp [ 138.99 KiB | เปิดดู 4120 ครั้ง ]
ตะวันชิงพลบ

ตะวัน สาดแสง แรงกล้า เบื้องบน
เอื้ออาทรทุกแห่ง ทุกหน
ความคิด ความฝัน มุ่งกัน ทุกคน
อยากเจิดจ้าเหมือนดัง ตะวัน

รักโลภ โกรธหลง มั่นคง ในใจ
ปิดบังดวงตามืด มัวหม่น
แก่งแย่ง แข่งขัน ห้ำหั่น เชือดเฉือน
ไม่มีเพื่อนมีมิตร จริงใจ

ชีวิต ไม่พ้น ขึ้นลงก็แค่นั้น
อยากจะขึ้นอย่างนั้นให้นานนาน
ตะวัน ชิงพลบชิงตกจากฟ้า
ลา จากหายไป .....

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ธ.ค. 2009, 23:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




untitled0.bmp
untitled0.bmp [ 367.97 KiB | เปิดดู 4440 ครั้ง ]
ลมดึกกรรโชกสาย
หอบพัดพาความตายให้รู้จัก
ผ่านซีกมุมงดงามของความรัก หยาดน้ำตาทายทักอย่างเข้าใจ

รอยยิ้มอันเย็นชา
ปรารถนาแด่โดยระโหยไห้
เกลื่อนกลบศพซากฝากอาลัย บอกวัฏฏะเป็นไปอยู่เช่นนั้น

แล้วโลกก็รู้สึก
ไปจนถึงรากลึกแห่งความฝัน
เราแค่เพียงผ่านมาพบกัน ความพลัดพรากยืนยันปรากฏกาล

อย่ากระนั้นเลย
สิ่งที่เชยชื่นชมรู้ขมหวาน
หรืออาจเก็บชื่นฤดูดอกไม้บาน มาตระการกล่อมย้ำห้วงรำพึง

ลมดึกกรรโชกสาย
พัดพาเพียงความตายนั้นมาถึง
ซีกโลกอันโสภาอันตราตรึง งามชีวิตช่วงหนึ่งใคร่มอบวาง

วางลงตรงที่เคยรู้จัก
ยิ้มทายทักเงาโศกโลกอ้างว้าง
ก่อนวิญญาณจะระเหินเดินทาง ฝากสายลมบางบางถึงความรัก

ว่าขออำลานิรันดร์
ขอบคุณสายสัมพันธ์ที่ทอถัก
ภิรมย์รื่นแห่งคืนวันช่างสั้นนัก แต่ก็ยินดีที่รู้จักก่อนจากลา

คงไม่มีอะไรจะมอบ
ไม่มีแม้คำตอบที่ปรารถนา
ลบเลือนความว่างเปล่าของน้ำตา
..........เถอะ ! แย้มรอยยิ้มอีกครา เย้ยความตาย..........
.................................


โดยคำ ลานเทวา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 12 ธ.ค. 2009, 23:53, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2009, 14:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




7.bmp
7.bmp [ 406.3 KiB | เปิดดู 4229 ครั้ง ]
ทุกครั้งที่ฉันร้องไห้จนจมทะเลน้ำตา
เหว่ว้าและเคว้งคว้างกลางผู้คน เจ็บจนไม่อยากหายใจ
ถูกรักทำร้ายจนเปราะบาง ขอบฟ้าความหวังซีดจางเหลือเกิน
แต่บอกกับใจไม่หยุดฝันอธิษฐานในกาลนิรันดร์
อย่าหยุดศรัทธาสักวันคงได้พบเธอ

อีกครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณฉันรออยู่
คนเคยรู้ใจคนเคยรู้จัก จำฉันได้ไหม เราเคยพลัดพรากกัน

(อีกครึ่งหนึ่งของดวงวิญญาณฉันรออยู่
คนเคยรู้ใจคนเคยรู้จัก เธอไปอยู่ไหน เราคงพลัดพรากกัน)

หากเธอกับฉันสวนทางกันในความฝัน
อยากให้สายตาเราได้จ้องกัน
และให้เธอบอกฉัน ว่าฉันข้ามเวลาเพื่อมาพบเธอ

(หากเธอกับฉันสวนทางกันในความฝัน
อยากให้สายตาเราได้จ้องกัน
โปรดให้เธอบอกฉัน ว่าฉันข้ามเวลาเพื่อมาพบเธอ)

ฉันใช้ชีวิตมืดมนดั่งคนที่มีแผลใจ
แผ่นดินและผืนฟ้ากว้างไกลมันกลับไม่เหลือทางให้เดิน
ทอดทิ้งรักแท้ที่ข้างทาง ปล่อยทิ้งความหวังที่พังยับเยิน
อยากบอกกับใจให้หยุดฝันอธิษฐานในกาลนิรันดร์
เจ็บกับศรัทธากี่วันก็ไม่พบเจอ

หากเธอกับฉันสวนทางกันในวันนั้น
ยามที่สายตาเราได้จ้องกัน
อยากให้เธอบอกฉันว่าเราข้ามเวลาเพื่อมาพบกัน

http://radio.sanook.com/music/player



ขอบคุณที่มีกันและกันในวันนี้

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 13 ธ.ค. 2009, 20:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 19:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




78237pznigpqcze.gif
78237pznigpqcze.gif [ 40.08 KiB | เปิดดู 4029 ครั้ง ]
Nothing seems to be the way
ไม่มีอะไรที่ดูจะเป็นทาง

that it used to
ที่มันเคยเป็น

Every thing seems shallow
ทุกอย่างดูไม่ลึกซึ้ง

Budda give me truth,
พระพุทธองค์ทรงประทานความจริง

in me
ในตัวฉัน

And tell me somebody's watching,
แล้วบอกฉันว่า " มีใครกำลังคอยปกป้อง "

over me
ฉันอยู่

And that is all I'm praying is that
และนี่คือสิ่งที่ฉันภาวนาว่า

Someday I will understand
สักวันฉันจะเข้าใจ

in something happen almost
ในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

And what They're done to me
และอะไรที่พวกเขาทำต่อฉัน

but maybe, someday
อาจจะสักวัน

Then I'll finally see
ฉันจะมองเห็นในท้ายที่สุด

I'll see it all in my heart
ฉันจะเห็นมันทั้งหมดนั้นในหัวใจของฉัน

Just stop and listen to my tears
หยุดและฟังเสียงน้ำตาของตัวเอง

They're all I've got
เพราะนั่นคือทั้งหมดที่เรามี

It's in my
มันอยู่ในตัวเรา

No moment will be more true
ไม่มีช่วงเวลาไหนจะเป็นจริงไปกว่า

Than the moment I look at my self
ช่วงเวลาที่ฉันมองดูตัวเอง

It's in my self
มันอยู่ในตัวฉัน

I see something is watching over me
ฉันเห็นว่ามีบางสิ่งปกป้องฉันอยู่

And that is all I'm praying is that...
และนี่คือสิ่งที่ฉันภาวนาว่า ...

Someday I will understand
สักวันฉันจะเข้าใจ

in something happen almost
ในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

And what Them're done to me
และอะไรที่พวกเขาทำต่อฉัน

but maybe, someday
อาจจะสักวัน

Then I'll finally see
ฉันจะมองเห็นในท้ายที่สุด

I'll see it all in my heart
ฉันจะเห็นมันทั้งหมดนั้นในหัวใจของฉัน

I'll see it all in my heart
ฉันจะเห็นมันทั้งหมดนั้นในหัวใจของฉัน


http://www.youtube.com/watch?v=vIiWnN-FYHc


เนื้อเพลงนำมาแปลงใหม่เองค่ะ ตามที่ตัวเองรู้สึกและเข้าใจ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ธ.ค. 2009, 21:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




untitled0.bmp
untitled0.bmp [ 441.05 KiB | เปิดดู 4186 ครั้ง ]
ไทรเอํย เจ้าไทร
ต้นไทรงาม
ดูงดงามร่มเย็น และโอนอ่อน
ดูเหมือนเจ้าอ่อนไหวและอาวรณ์
กิ่งใบเกลี่ยเรี่ยรายลงดิน
ชีวิตเจ้าไม่งามเหมือนไทรงาม ดวงชะตาชักพาเป็นไทรโศก

โศกไทรโศกเจ้าซบลงแผ่นดิน
ให้ดินให้ฟ้าให้ลม ซ่วยปลอบโยน
โศกไทรโศกไม่งามอย่างไทรงาม แต่น้ำใจเจ้างามเกินเอ่ยรำพัน

โศกไทรโศกเจ้าซบลงแผ่นดิน
ให้ดินให้ฟ้าให้ลมซ่วยปลอบโยน
โศกไทรโศกไม่งามอย่างไทรงาม แต่น้ำใจเจ้างามเกินเอ่ยรำพัน

ลูกแม่พ่อพลัดพรากจากไปนาน
เพราะความจำเป็นที่คนก่อไว้ให้
แต่ความดีที่ทำหวังอีกไม่นาน มีความรักความสุขสู่ไทรงาม

http://truemusic.truelife.com/song/2008 ... 3%E0%B9%8C

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2009, 23:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




untitled..bmp
untitled..bmp [ 455.39 KiB | เปิดดู 4161 ครั้ง ]
ย้อนไปในช่วงชีวิตหนึ่ง
ฉันเคยมีรอยยิ้ม
ความสุข กับเธอมากแค่ไหน
แต่ฉันเองที่ไม่ใส่ใจมองแต่แง่ร้าย ไม่แคร์ว่าเธอจะแสนดีเท่าไหร่

ฝากผ่านเพลงนี้ว่าฉันขอโทษและฉันเสียใจ
ไม่ว่าเธอจะอยู่หนใด
..... โปรดอภัยฉันสักครั้ง .....

และให้เพลงนี้บอกว่าเธอนั้นคือที่สุดของใจ
แต่ได้คิดเมื่อวันที่สายไป
.... เพราะเธอคงไม่คืนย้อนมา ....

มือที่กุมซับไออุ่นภาพวันที่เธอเคียงข้าง
ไม่กลับมาอีกแล้ว
แม้ไม่อาจเรียกความเห็นใจ
คนที่ผิดผลั้ง ฉันเอง ไม่ใช่ใครที่ทำให้เธอต้องลาไป

ฝากผ่านเพลงนี้ว่าฉันขอโทษและฉันเสียใจ
ไม่ว่าเธอจะอยุ่หนใด
โปรดอภัยฉันสักครั้ง
และให้เพลงนี้บอกว่าเธอนั้นคือที่สุดของใจ
แต่ได้คิดเมื่อวันที่สายไป เพราะเธอคงไม่คืนย้อนมา

ในวันนี้…ถ้าฉันไม่ทุกข์
ไม่นอนร้องไห้
คงไม่คิดถึงวันที่เราสองคนมีความสุข
คิดได้ก็สายไป
...........ไม่มีเธอคืนย้อนมา………….

http://truemusic.truelife.com/song/2009 ... 557950518/

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 15 ธ.ค. 2009, 23:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2009, 21:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1884112ny1964bqly.gif
1884112ny1964bqly.gif [ 156.3 KiB | เปิดดู 3931 ครั้ง ]

ไม่มีใครที่ไม่เคยจะผิดพลาดในชีวิต
เราต่างล้วนเคยก่อเหตุไปด้วยความไม่รู้
ผู้ที่รู้แล้ว ย่อมให้อภัยกับผู้ที่ไม่รู้
ผู้ที่ลาลับล่วงไปแล้วใช่จักพ้นวิบากกรรม
เราจึงควรหมั่นอโหสิกรรมให้แก่กันและกัน

กิเลส ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
กิเลสสามารถเข้าแทรกได้ทุกอณูทุกลมหายใจเข้าออก
แต่ทว่า ...
เราจะเห็นกันบ้างหรือเปล่าเท่านั้นเอง
บางคนเห็น แต่เหมือนไม่เห็น
บางคนเหมือนไม่เห็น แต่เห็น
บางคนเห็น แล้วเข้าใจมัน

ที่ทดสอบกิเลสดีที่สุด คือ วัด
บางคนมองว่า วัด คือ สถานที่เราไปสร้างกุศล
แต่อาจจะไม่เห็นว่า นี่แหละที่วัดกิเลส
วัดจิต วัดใจของตัวเอง ว่ากิเลสมีมากน้อยเท่าไร

เมื่อย่างเท้าเข้าสู่เขตวัด
เราจะพบผู้คนมากมาย หลากชั้นวรรณะ
หลากผิวพรรณ หลากหลายศาสนา
บ้างเปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองเป็น
บ้างปิดบังซ่อนเร้นในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แล้วตัวเราเองเคยสำรวจจิตตัวเองบ้างไหม
ว่าเป็นพวกปิดบังหรือเปิดเผย

ปิดบังคือ ปิดบังอะไร
เปิดเผยคือ เปิดเผยอะไร

จะมีอะไรล่ะ นอกจากใจของเราเอง
หากเรายังปิดบังใจตัวเอง
เราย่อมไม่สามารถยอมรับกิเลสที่มีซุกซ่อนอยู่ในใจ
แต่หากเราเปิดเผย ยอมรับกิเลสที่มีอยู่ตามที่เราเห็นมัน
เราย่อมเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้

นี่นะประโยชน์ของ " วัด "
ที่ไม่ใช่แค่ " วัด " แบบที่เราพูดๆกันมา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 21:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1.jpg
1.jpg [ 75.31 KiB | เปิดดู 3994 ครั้ง ]
นั่งมองสายน้ำไหล…เงียบเชียบ


... เช้าของวันที่คล้ายจะไม่มีตัวตน …

ฉันบุกบั่นดั้นด้นไปถึงสายน้ำ
สายน้ำนาม ‘ไม่เป็นไร’
ลำธารแห่งการปลอบใจ ผ่อนคลาย
หรืออาจจะไหลรวมถึงการอภัยให้

... เช้าของวันที่ไม่มีใจเหลือหลง …

ฉันยังคงนั่งอยู่กับสายน้ำ
มองตามอาการแล่นไหล
จากตะวันออกสู่ทิศทางของทะเล

ขณะแดดอ่อนฉาบทาบผิวน้ำ
เกิดไออุ่นอบอวลร่ายรำ

... เช้าของวันที่ไม่มีใคร …

ลมหายใจเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ
เลิกคิดถึงทุกอย่างที่ไหลผ่านแล้ว
หยุดคำนึงทุกอย่างที่ยังมาไม่ถึง
อะไรบางอย่างแนะให้มองแค่ตรงหน้า

สายน้ำไหล ก็เป็นแค่สายน้ำไหล
ไม่นาน สรรพสิ่งก็พลันสงัด เงียบเชียบ...

... เช้าของวันที่เพิ่งคิดได้ …


ริมสายน้ำนาม ‘ไม่เป็นไร’

น้ำไหลไปเช่นนั้น

แดดเริ่มสายสาดส่องไปเช่นนั้น

เมื่อลมส่ายใบไม้ก็พลิกขยับไปเช่นนั้น

นกสีสวยโบกปีกเริงร่าไปเช่นนั้น

ใยต้องผ่อน ต้องปลอบใจตัวเอง
ใยต้องคิดว่าให้อภัย เพื่อใครอื่นจะชื่นชม
เมื่อสรรพสิ่งเกิดเองดับเองไปเช่นนั้น

เมื่อไม่นำใจอ่อนแอไปผูกพัน
สายน้ำนาม ‘ไม่เป็นไร’
ก็ไม่จำเป็นจะต้องมี
... ก็มิพลันเป็นอิสระ ล่ะหรือ ...


วานิช สุนทรนนท์

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2009, 19:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




y1pqLJ5ud-0JDLaFan_TPdNadT3XWBmzXLkhWIwQVVVWjojNCdHC2Je3C3jcOOkWHxXCEQNJ8pVs_6ppRPQnFuuiyf7GG7d_yC-.jpg
y1pqLJ5ud-0JDLaFan_TPdNadT3XWBmzXLkhWIwQVVVWjojNCdHC2Je3C3jcOOkWHxXCEQNJ8pVs_6ppRPQnFuuiyf7GG7d_yC-.jpg [ 57.08 KiB | เปิดดู 3870 ครั้ง ]
บนถนนที่ทอดทาง ว่างเปล่า
เดินเดียวดาย เหน็บหนาวว้าเหว่
ทุกข์หนักทบถม หนักจนน้ำตาล้นปรี่
มองหาเพื่อนคืนนี้ ไม่มีสักคน

มองเห็นถนน สายทางที่เปลี่ยนแปลง
ต่างคนแสดง ไปตามเวลา
ต่างหวังได้ชิด ดังที่คิดไขวคว้า
จากที่ใจศรัทธา ยิ่งหาต่างหางทาจริง

อยากพักเมื่อท้อ
นิ่งรออย่างคนสิ้นหวัง
ฝั่งฝันฉันยัง
เลือนลางห่างเกิน

เพียงตัวตน เกิดสับสน
เหมือนคนอ่อนแอมากไป
จะเป็นอยู่อย่างไร สังคมเลวร้าย
โลกนี้วุ่นวาย มากมายเพียงนี้

แลบนถนน ผู้คนจึงขันแข่ง
ต่างคนแสดง ให้ระแวงต่อกัน
ต่างหวังพิชิตดังดีเด่นมันต้องเป็นของฉัน
ไม่เหลือการแบ่งปัน จนเป็นสันดารของคน

อยู่บนถนน สายทางชีวิตหม่น
เบื่อหน่ายผู้คน ตัวตนคนเช่นอะไร
ซ่อนเร้นปิดบัง จนบางครั้งอยู่อย่างอ่อนไหว
ปล่อยตัณหา พาใจพาไปถึงไหนกัน


http://video.siamha.com/clip/1020/

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 23 ธ.ค. 2009, 19:16, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ธ.ค. 2009, 21:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 18:41
โพสต์: 46

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อยากตอบกระทู้นี้เพราะเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองมาก คำตอบง่ายๆ ก็เพราะหวังมากไงคะ หวังมาก หวังว่า เราจะมีความสุข หวังว่าเราจะมีเพื่อน หวังว่าเราจะไม่ทิ้งกัน หวังว่าเราจะช่วยเหลือกัน หวังว่าเราจะมีเราตลอดไป เมื่อสิ้นหวัง ทุกอย่างมันก็พลันมลาย จนแทบตั้งรับไม่ทัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ธ.ค. 2009, 21:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีวิตคนเรา มักจะประสบกับสิ่งที่พอใจ ( รัก )
ไม่พอใจ ( ไม่รัก ) ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

น้อยคนนักที่จะเข้าใจฉันทะ ( ทำให้เกิดความพอใจ )

หากทุกคนเข้าใจฉันทะ
ความพอใจและไม่พอใจในสิ่งต่างๆจะลดน้อยลงไป

ต้องใช้ความเพียร ในการเจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่อง
จึงจะเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ไม่มีอะไรที่เราจะได้ดั่งใจที่ต้องการไปซะทุกอย่าง

ภพชาติจะสั้นหรือยาว อยู่ที่ตัวเรากระทำ
ทุกคนสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4

ในเรื่องราวของความรักที่แท้จริง จะได้รู้จักยับยั้งชั่งใจกัน
เมื่อยามที่กำลังอาจจะทำผิดศิล หรืออาจจะอกหัก แม้กระทั่งสมหวังก็ตาม
ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ผลจึงเป็นเช่นนี้

หากทุกคนเข้าใจในเรื่อง ความรัก ทุกคนจะรู้จักความรักที่แท้จริง
ที่ออกมาจากจิตจริงๆ ความรักที่ไม่มีข้อแม้
ไม่มีรูปแบบ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ แม้กระทั่งเรื่องของกาลเวลา


เริ่มจากเหตุที่เกิดก่อน
เหตุที่ทำให้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความรัก
สิ่งที่เรียกว่า อกหัก สิ่งที่เรียกว่า ความสมหวัง

เหตุที่เกิดขึ้นคืออะไร

จากจุดเริ่มแรกที่คนสองคนได้กระทำร่วมกันหรือได้สร้างเหตุร่วมกัน
อาจจะสมหวังหรือไม่สมหวัง

แต่ด้วยการกระทำที่ทำลงไปแล้ว ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ก็สามารถขยายเหตุออกไปเรื่อยๆได้เช่นกัน สุดท้ายก็กลายเป็นวัฏจักร

ที่เราต้องมาเวียนว่ายตายเกิด
รักกัน จากกัน ผิดหวังต่อกัน ที่มีที่มาเพียงแค่จุดเดียว

คือ " ความรัก ... ที่มีสิ่งเจือปน "

ความรักหรือความหลง ดูอย่างไร

ความรักแท้มีสูตรสำเร็จในการคิด ทุกคนสามารถนำวิธีนี้ไปใช้กับคนที่ตัวเองคิดว่าใช่
ว่าใช่รักแท้จริงอย่างที่คิดหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ความหลง
หลงในบางสิ่งบางอย่างที่เขามี

สูตรสำเร็จรักแท้

ความรัก ประกอบด้วย สติ สัมปชัญญะ เมื่อมาผสมผสานกัน
จะกลายเป็นฉันทะ ( ทำให้เกิดความพอใจ )
ผลรับคือ ภพชาติสั้นลง ดังเช่น นุกูลมารดาและนุกูลบิดา

สูตรสำเร็จความหลง

ความรัก ที่ขาดสติ สัมปชัญญะ กลายเป็น นันทิราคะ
( ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ )
เมื่อไม่สมหวัง เกิดโทสะ ( พยาบาท ) ผลรับคือ วัฏสงสาร ก่อภพชาติใหม่เกิดขึ้น

เมื่อเกิดความไม่สมหวัง ขอจงให้การอโหสิกรรมต่อกัน
ทุกอย่างมีเหตุมาก่อน ผลเลยเป็นเช่นนี้
ทุกๆความผิดหวัง ย่อมมีความพยาบาทแฝงตัวอยู่
เลยกลายเป็นการจองเวรต่อกันและกันไปด้วยความไม่รู้
ผลัดกันทำร้ายกันแบบนี้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว
บางคนตามระรานไม่ยอมเลิกลา ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
บางคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เขาหรือเธอคนนั้นมาครอบครอง
สารพัดรูปแบบร้อยเล่ห์เสน่หางัดมาใช้ แบบนั้นไม่ใช่ความรัก มันคือความหลง
บางคนบอกว่า รักเขาหรือเธอคนนั้น เพราะเขาหรือเธอคนนั้นเป็นคนดี นั่นก็คือ ความหลง
หลงคิดว่าเขาดี จากภาพที่มองเห็น พอไปอยู่ด้วยกันจริงจริงๆแล้ว
ปรากฏว่า สิ่งร้ายๆที่เขาซุกซ่อนเอาไว้ออกมาหมด คุณยังยืนยันอยู่มั๊ยว่าคุณยังรักเขาอยู่
เขาทั้งตบทั้งตีคุณ คุณยังยอมรับมั๊ยว่าคุณยังคงรักเขาอยู่
ภาพที่มองเห็นอาจจะไม่ใช่แบบที่คุณคิด
คุณจะยอมรับได้ไหมหากมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณคิด

คู่แท้นั้นมีจริง เกิดจากความผูกพันที่มีต่อกันมา
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน สายสัมพันธ์นั้นยังคงมีอยู่
คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน อยู่ไกลแสนไกลแค่ไหน เมื่อถึงเวลาย่อมได้เจอกัน
รักแท้ ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องพยายามใช้เล่ห์เสน่หาแต่อย่างใด
ไม่จำเป็นต้องไปวิ่งตามหา ถึงเวลาได้พบเจอกันเอง
หากไม่ใช่คู่กัน ให้พยายามไปก็เหนื่อยเปล่า ....
เมื่อไม่สมหวังก็เกิดความพยาบาทไปโดยไม่รู้ตัว
คุ้มไหมกับความผิดหวังแล้วกลายเป็นก่อภพชาติใหม่ไม่รู้จบ


สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

อตฺตนาว กตํ ปาป อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ

อตฺตนา อกตํ ปาป อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย.

ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง

ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตัว
คนอื่นทำคนอื่นให้หมดจดหาได้ไม่





ความรักก็เป็นวิบากรรมเหมือนกัน ใครสร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
สร้างเหตุดี ผลย่อมดี สร้างเหตุไม่ดี ผลย่อมไม่ดี
ไม่มีใครคนไหนที่จะไม่มีคู่วิบากกรรมร่วมของตัวเอง
จะกรรมดีหรือชั่วก็อยู่ที่เหตุสร้างร่วมกันมา
เพียงแต่อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่จะรับผลหรือวิบากตรงนั้น

รักร้อยก็ทุกข์นับร้อย เหตุเนื่องจากความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกๆหนึ่งความผิดหวังคือโทสะเกิด เมื่อโทสะเกิด
ความพยาบาทย่อมแฝงซ่อนอยู่เสมอๆ

หนึ่งพยาบาทคือสร้างเหตุที่เป็นอกุศลต่อ 1 คน และก่อภพชาติที่เกิดขึ้นมาใหม่
เขาทิ้งเรา เราทิ้งเขา สลับสับเปลี่ยนกันอยู่แบบนี้ ทุกภพทุกชาติ
จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้ถึงเหตุที่เกิด ผลจึงเป็นเช่นนี้

แล้วให้การอโหสิกรรมต่อกัน ภพชาติระหว่างเขาและเราที่ผลัดการสร้างความทุกข์
ให้แก่กันและกันมาทุกภพทุกชาตินั้น ย่อมจบสิ้นลง เพราะการให้อโหสิกรรมต่อกัน

แล้วลองนึกสภาพ 100 คน แล้วอีกหลายๆภพชาติที่ได้สร้างเหตุใหม่ให้เกิดเรื่อยๆ
สร้างไปด้วยความไม่รู้ ด้วยความคับแค้นใจต่อสิ่งที่อีกฝ่ายได้กระทำไว้

เมื่อคิดจะมีรัก ต้องรู้จักที่จะรักและรักให้เป็น คือรักที่ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน

เวลารักต้องตอบตัวเองได้ว่ารักเพราะอะไร ทำไมถึงรัก
เพราะเมื่อเวลาไม่สมหวัง จะได้ไม่ต้องมาต่อว่ากัน
แต่จะอโหสิกรรมให้แก่กัน ความรักที่แท้จริงจะไม่มีข้อแม้
ทุกสิ่งเกิดจากเหตุที่ได้กระทำมาร่วมกันนั่นเอง

การเป็นคู่กัน คู่บางคู่ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ครองคู่ด้วยกันเสมอไป
บางคู่อาจพบกันมาเพื่อบอกลากันก็มี แต่ก็มาร่วมสร้างบารมีไปด้วยกัน

แต่บางคู่ก็ได้ครองคู่ด้วยกันและได้สร้างบารมี
ด้วยกันจนลมหายใจสุดท้าย แม้จนจะสิ้นใจก็ยังมีสติรู้ตัว
ไม่มาเมามัวหลงในกามตัณหาทางโลกดูจากหลายๆคู่ที่สร้างบารมีด้วยกันจนแก่เฒ่า
จวบจนจะสิ้นลมหายใจ

การเจริญสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เรารู้จักที่จะรักเป็น คือ รู้จักรักตัวเองก่อน
โดยการเจริญสติปัฏฐาน 4 เมื่อรักตัวเองเป็นแล้ว ย่อมที่จะรักคนอื่นๆเป็น
เพราะรู้จักคำว่า " ให้อภัย " เมื่อตัวเองนั้นต้องพบกับความผิดหวัง

ไม่ต้องกลัวเรื่องการไม่มีคู่ หากใครยังต้องการความรักอยู่ ทุกๆคนล้วนมีคู่ของตัวเอง
ล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำร่วมกันมา เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่วิบากหรือผลนั้นจะส่งผล

ไม่ต้องไปวิ่งหา ไม่ต้องไปตามหา ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรเลย
เพียงรักตัวเองให้เป็นก่อนโดยการเจริญสติปัฏฐาน 4
อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ไม่สมหวัง เหตุเพราะเราแค่มีวิบากกรรมร่วมกับเขา จึงต้องมาชดใช้กันไป
เราเคยทำกับเขา เขาจึงทำกับเราเช่นนี้ ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น
ล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเราเองทั้งนั้น

อย่าต่อว่ากัน เมื่อไม่สมหวังจากคนๆนั้น แต่จงอโหสิกรรมต่อทุกๆการกระทำของเขา
เพราะนั่นคือเงาสะท้อนกลับมาว่า เราเคยกระทำกับเขาหรือกับคนอื่นๆมาก่อน
เพียงแต่ว่า เราจะระลึกถึงมันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง


คิดจะรักให้เป็น ต้องเจริญสติปัฏฐาน 4 คิดจะพ้นทุกข์ ต้องเจริญสติปัฏฐาน 4
การเจริญสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ทั้งทางโลกและทางธรรม


เวลาทุกข์ จะได้ไม่ติดอยู่ทุกข์นาน เวลาสุข จะได้ไม่ติดอยู่สุขนาน
เพราะทุกๆสรรพสิ่งล้วนไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้
เราไม่สามารถไปยึดมั่นถือมั่นใดๆได้เลยแม้แต่สักอย่างเดียว


เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
และเราจะมีพระสติ พระสัมปชัญญะ ที่เป็นผลจากการเจริญสติปัฏฐาน
คุ้มครองรักษาชีวิตของเรา ทำให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างถูกต้อง

เมื่อก่อเหตุใหม่ที่เป็นอกุศลน้อยลง ผลที่ได้รับย่อมน้อยลง
ภพชาติย่อมสั้นลง เหมือนของที่กุดด้วน ต่อยังไงก็ต่อไม่ติด
เพราะไม่มียอดจะให้ต่ออีกต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องราวปัญหาครอบครัวของทุกๆคน
สามีมีเมียน้อย ภรรยามีกิ๊ก สารพัดปัญหา
ล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำร่วมกันมาทั้งสิ้น

เราสามารถสร้างเหตุใหม่ที่ดีขึ้นมาได้ โดยเรารักตัวเราเองให้เป็นก่อน
แล้วเราจึงจะได้สามีคนใหม่ในร่างสามีเก่ากลับคืนมา
จะได้สามีใจพระ ตัวเราต้องเป็นภรรยาใจพระให้ได้ก่อน
อยากได้ลูกที่ดี เราต้องเป็นพ่อแม่ที่ดีให้ได้ก่อน .....

เมื่อเรารักตัวเองเป็น ....
เราย่อมเผื่อแผ่ความรักนั้นไปสู่คนอื่นๆได้โดยไม่มีข้อกังขา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2009, 11:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


สวัสดีปีใหม่ค่ะ อ.น้ำ

ขอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ สว่างทั้งทางโลกและทางธรรมนะค่ะ :b17:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2010, 04:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1.bmp
1.bmp [ 378.86 KiB | เปิดดู 3807 ครั้ง ]
เจริญกรรมฐานด้วยสติปัฏฐาน ๔ ปิดอบายภูมิได้



คนเราที่จะอยู่อย่างดีนี้ จะต้องดำเนินชีวิตเป็น คือ รู้จักดำเนินชีวิตนั่นเอง
ถ้าใครรู้จักดำเนินชีวิต ชีวิตนั้นก็เป็นชีวิตที่ดีงาม เป็นชีวิตที่พัฒนาเจริญก้าวหน้า
ประสบประโยชน์สูง




แต่ถ้าดำเนินชีวิตไม่เป็น ก็จะมีแต่ขาดทุน และประสบแต่ความทุกข์ และควมเสื่อม
ฉะนั้น จะต้องรู้จักดำเนินชีวิต หรือดำเนินชีวิตเป็น




ญาติโยมเอ๋ย โปรดทราบไว้เถอะว่า

บุญกรรมนั้นมีจริง บาปกรรมนั้นมีจริง ยมพบาลจดไม่มี จิตนี้ป็นผู้จด

จดทุกวันคืออารมณ์ เรื่องจริงแน่ จดทุกกระเบียดนิ้ว บาปบุญคุณโทษ บันทึกเข้าไว้
ถ้าเราทำกรรมดี ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ ทำชั่วก็ลงนรกไป



วันนี้ อาตมาขออนุโมทนาสาธุการส่วนกุศลที่ท่านทั้งหลายมาบำเพ็ญกุศล

เจริญวิปัสสนากรรมฐานให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะด้วย การเจริญสติปัฏฐาน ๔

กาย เวทนา จิต ธรรม พิจรณาโดยปัญญา ตลอดกระทั่งยืน เดิน นั่ง นอน

จะคู้เหยียดขาทุกประการก็มีสติครบ รับรองได้เลยว่า ถ้าโยมทำถึงขึ้น ปิดประตูอบายได้เลย



เพราะเหตุใด เพราะกิเลสทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น โยมก็กำหนด

ขณะมีโลภะก็กำหนดโลภะ โลภะก็หายไป จิตวิญญาณตายขณะมีโลภะ ตายไปเป็นเปรต

กำลังมีโทสะตายไปขณะนั้นลงนรก
มีโมหะรวบรวมอยู่ในจิตไว้มาก ตายไปกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน

แต่ถ้ามีสติปัฏฐาน ๔ มีสติสัมปชัญญะดี อบายภูมิไม่ต้องไป
ปิดประตูนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน

ทางอายตนะ ธาตุ อินทรีย์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ทุกประการ



ขอกุศลที่ญาติโยมได้บำเพ็ญไว้แล้ว จงเป็นพลวปัจจัยย้อนกลับเป็นบุญกุศลให้แก่ญาติโยมทั้งหลาย

ประสบความสุขสันต์นิรันดรทุกท่าน และจงพยายามก้าวหน้าผ่านอุปสรรคถึงฝั่งฟากคือพระนิพพาน

โดยทั่วหน้ากัน ณ โอกาสนี้เทอญ

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม






สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณทักทายและทุกๆคนค่ะ :b8:

มีชีวิตใหม่ เปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่

ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2010, 20:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 22:46
โพสต์: 167

แนวปฏิบัติ: buddhism
อายุ: 0
ที่อยู่: nontaburi

 ข้อมูลส่วนตัว


เพิ่มเติมครับ
cool
:b27:
ความรักใคร่ มี ๒ อย่าง
๑.ความรักใคร่ ชื่นชมปรารถนาดีโดยไม่มีการยึดถือว่า บิดา มารดา บุตร สามี เป็นต้น ของเรา ถึงมีการพรากจากไป ก็ไม่เดือดร้อน(บาลีว่า เมตตาอโทสะ) เป็นเมตตาภาวนา มี อโทสเจตสิก เป็นพื้นฐาน มีสรรพสัตว์เป็นอารมณ์
:b43: :b43: :b43:
๒. ความรักใคร่ ชื่นชมปรารถนาดีโดยมีการยึดถือว่า บิดา มารดา บุตร สามี เป็นต้น ของเรา พอมีการพรากจากไป ก็เดือดร้อน(บาลีว่า ตัณหาเปมะ) เป็นเมตตาเทียม มีโลภเจตสิกเป็นพื้นฐาน
:b48: :b48: :b48:
ความรัก ข้อ ๒ จะเกื้อกูลให้เกิดข้อ ๑ ได้ เช่นความรักของพ่อแม่ มีต่อลูก เป็นธรรมค้ำจุนโลก แต่จะขัดต่อผู้ประสงค์จะแสวงหาโลกุตระธรรมเท่านั้น

ความรัก(ตัณหา โลภะ) ก่อให้เกิดความยึดมั่น (อุปาทาน) ผู้แสวงหาโลกุตรธรรม ต้องการหลุดพ้น ต้องเข้าใจตรงนี้ จะทุกข์ เพราะเราไม่เข้าใจว่า มันไม่แน่นอน ต้องพราก (อนิจจัง) มันไม่ใช่เรา ของเรา (อนัตตา) ผู้ต้องการหลุดพ้นจึงต้องให้มีแต่ เมตตาอโทสะ จึงจะเป็นคุณ

แต่สำหรับชาวโลกแล้ว ความรักที่ถูกต้องเหมาะสม ย่อมเกื้อกูลโลก (โลโกปถัมภิตา เมตตา)

:b53: :b53: :b53:
ขอบคุณครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2010, 23:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5918

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




16405.gif
16405.gif [ 48 KiB | เปิดดู 3722 ครั้ง ]

ความคิดเราสามารถเปลี่ยนขาวให้เป็นดำ เปลี่ยนดำให้เป็นขาวได้ เพราะความไม่รู้
เพราะอวิชชานี่แหละค่ะ ที่ทำให้ความคิดทำแบบนั้นได้

ตราบใดที่เรายังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ เรื่องธรรมดาๆมากๆเลย
ที่เราจะตกอยู่ภายใต้ความคิดของตัวเอง เราจึงได้ก่อเหตุไปด้วยความไม่รู้ได้ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม เราปฏิเสธความทุกข์ เราไม่ใชอบความทุกข์
แต่เราก็สร้างเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ไปโดยความไม่รู้ ผลก็คือความทุกข์ที่เราเผชิญกับมัน

เพราะเป็นเพียงความคิด เมื่อเราคิดแบบนั้น คิดว่ารู้ มานะกิเลสมันเลยส่งผลตามความคิด
สภาวะยิ่งเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ สติ สัมปชัญญะมากขึ้นเท่าไหร่ อคติเราจะมีน้อยลง

ทำความเพียร เจริญสตินี่แหละค่ะ ดีที่สุดแล้ว ไม่มีทางไหนแล้วที่จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้
เราอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครๆเลย เพียงแต่ยังมองไม่เห็นความแตกต่างว่า
มันแตกต่างกันตรงไหน

พอมาเจริญสติปัฏฐาน จะเห็นความแตกต่างของแต่ละคน เราแตกต่างกันตรงกิเลส
ยิ่งทำ ยิ่งเข้าใจถึงเหตุแห่งทุกข์ และผลของทุกข์ที่ทำให้เราเกิดการบีบคั้นทางด้านจิตใจ

มันจะเกิดเดิมๆซ้ำอยู่แบบนั้น จนเราเลิกเพ่งโทษผู้อื่น เริ่มกลับมามองที่ตัวเองมากขึ้น
เหตุที่เกิดทั้งหมด เกิดจากความไม่รู้ ทุกคนไม่มีใครแตกต่างจากเราเลย
เขาเองก็ยังไม่รู้ที่เขาทำเช่นนั้นกัน ถ้าเขารู้เขาจะไม่ทำมันเลย

เมื่อเข้าใจมันแล้ว เห็นความไม่เที่ยงของมันแล้ว จิตเราจะปล่อยวางมากขึ้น
สร้างเหตุที่เป็นอกุศลกรรมน้อยลง สร้างเหตุที่เป็นกุศลมากขึ้น แล้วเราจะมีมตตามากขึ้น
เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

ทุกอย่างเป็นเพียงความคิดของแต่ละคน ความใจเย็น นั่นคือ โทสะเบาบางลงไป
ถ้าเห็นตามความเป็นจริงได้ จะไม่มีมาบอกว่า ไอ้นั่นคืออะไร ไอ้นี่คืออะไร
ให้เราดูชีวิตของเรา ดูเหตุที่เราได้ลงมือกระทำ

มันอาจจะดูยาก เพราะสติแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่สามารถแยกแยะดีชั่ว ถูกหรือผิด
ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดตามความเป็นจริงได้ การเจริญสติจึงทำให้ก่อเหตุที่ไม่ดีน้อยลงไป
แล้วเราเองก็ไม่ต้องมาเป็นทุกข์หรือเหนื่อยอีก

เมื่อห่วงมาก อะไรที่ไปยึดติดมันเลยทำให้เราต้องเกิดความทุกข์และเหนื่อยใจ
ทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ ห่วงแล้วเป็นทุกข์ มันไม่ใช่แค่ชาตินี้ชาติเดียว
คนเราเกิดมาก็เพราะเหตุที่กระทำกันนี่แหละ

บางคนบอกว่า ในโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องด้วยเรา-ท่านไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงตัวกิเลสกระทบกันเท่านั้น ทุกๆการกระทำส่งผลหมดนะ
ไม่มีข้อยกเว้นเลยแม้แต่สักอย่างเดียว

ฉะนั้นอย่าไปว่ากันเลยเลย เราจะไปมีวิบากร่วมกับเขาเปล่าๆ การเจริญสตินี่สำคัญมากๆ
เมื่อเรามีสติดี เราจะไม่ว่าใครๆ เราอยากเป็นแบบเขาไหม

ควรปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ไม่มีใครผิดหรอก
ที่ไม่มองถึงความสำคัญของเจริญสติน่ะมันสำคัญมากแค่ไหน

เพราะคนส่วนมากมักจะคิดแบบนี้กัน สิ่งที่ถูกคืออะไร
การเห็นตามความเป็นจริง มันจะไม่มีมาบอกว่า ไอ้นั่นคืออะไร ไอ้นี่คืออะไร

กิเลสมันแรง เราไม่สามารถไปฝืนกิเลสใครได้ หน้าที่เราคือดูกิเลสตัวเอง
การเจริญสติ ไม่ว่าจะทำมากหรือน้อย ไม่ใช่ตัววัดผล แต่คนที่ได้ทำ
ย่อมดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำ นั่นคือ โอกาสภพชาติของเขาย่อมสั้นลงไป

เรื่องบัญญัติต่างๆ มันแค่คำเรียก การไปยึดติดกับคำเรียกต่างๆ นั่นยิ่งทำให้เรายึดติดมากขึ้น
ให้เราดูชีวิตของเรา ดูเหตุที่เราได้ลงมือกระทำ

ไม่มีใครผิดหรอก ที่ไม่มองถึงความสำคัญของเจริญสติน่ะมันสำคัญมากแค่ไหน
เพราะผู้คนอีกมากมายที่คิดแบบนี้ ยิ่งมีสติสัมปชัญญะมากขึ้นเท่าไหร่ ชีวิตเราปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
เราอย่าไปว่าใคร ใครว่าเราปล่อยให้ว่าไป เพราะผลมันไปลงที่เขาหมด ทุกคำพูดลงที่เขาหมด

เราจึงต้องระวังตัวเพราะเหตุนี้ ที่พระพุทธเจ้าให้หมั่นสำรวมอายตนะ เพราะเหตุนี้
เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างเหตุใหม่ที่เป็นอกุศลกรรมให้เกิดขึ้นนั่นคือ การก่อภพชาติใหม่ขึ้นมาไม่รู้จบ
มันอาจจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ขมขื่นใจ แต่เมื่อมีสติมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้จะไม่มีตกค้างอยู่ภายในใจของเรา

เพราะความไม่รู้ ไม่มีใครอยากเลว ไม่มีใครอยากทำร้ายใคร แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
เนื่องจากเรายังมองไม่เห็นตามความเป็นจริง กิเลสมันปกคลุมจิตเราไว้ จนมืดมิดเหมือนคนตาบอด

การที่มีสติมากขึ้น ทำให้เราแงะตัวออกมาจากเปลือกกิเลสที่มันห่อหุ้มเราอยู่
แงะเหตุออกมาเรื่อยๆ มันจะเห็นผลว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ๆ
หากยังมีการเพ่งโทษผู้อื่นอยู่ หรือยังว่าเขาอยู่ เรานี่ยังเลวนะ เลวตามกิเลสหนาบางที่มีอยู่

ทุกอย่างคือบทเรียน สภาวะเขาจะมาทดสอบเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่สติเราที่มีอยู่นั้นจะทันไหม
การเจริญสติต้องทำให้ต่อเนื่อง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เพียงแต่ต้องใช้เวลา มากน้อยแตกต่างกันไป
ตามเหตุที่แต่ละคนกระทำกันมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน

บางทีเหตุอันเป็นกุศลนั้น ส่งผลมา ก็ช่วยหนุนนำสภาวะให้ไปไวมากขึ้น
ขอเพียงต้องพยายามยับยั้งห้ามใจให้ดีๆ ในการที่จะตามใจกิเลสกัน
เราต้องอดทนและฝืนใจ เพราะสิ่งยั่วยุมันมีเยอะมากๆ เพราความไม่รู้
เพราะกิเลสบดบังเอาไว้

ยิ่งคนชมหรือยกย่องมากเท่าไหร่ ยิ่งหลงทางมากขึ้น และการคบคน ถ้าคบคนไม่ดี
นับวันมีแต่จะฉุดจิตให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เราต้องยอมรับในสิ่งที่เรามี ในสิ่งที่เราเป็น
แล้วเราจะเห็นกิเลสตัวนั้นชัดเจนมากยิ่งๆขึ้น

เราทุกข์เพราะเหตุจากตรงนี้ กิเลสตัวนี้ขยันสร้างเหตุไม่รู้จบ เพราะสติเรายังไม่ทันมัน
เมื่อเราเจริญสติมากขึ้น เราจะเข้าใจทุกข์ จะเห็นเหตุแห่งทุกข์ อกุศลกรรมนี่ เราพยายามที่จะ
ไม่ไปกระทำมันอีกเลย นิดเดียวก็ไม่แตะต้องมัน ใครจะด่า ใครจะชม ใครจะทำอะไรๆ
ไม่ส่งผลกระทบต่อเรา เพราะเราไม่ไปหวั่นไหว ไม่ไปชื่นชมกับมัน
เขาชมเราได้ เขาก็ด่าเราได้ ยามเขาไม่ถูกใจ คนส่วนมากหลงคำชมกันทั้งนั้น
เพียงแต่จะหลงมากหรือน้อย

เราจะรู้ตัวว่า เราปกปิดอะไรไว้ในจิตเราบ้าง ต้องเจริญสติต่อเนื่อง
จนกว่าจิตจะยอมรับกับความจริงที่เป็นอยู่หรือมีอยู่

ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยทำผิดพลาด เราล้วนเคยผิดพลาดกันทั้งนั้น
เพียงแต่เรายอมรับตามความเป็นจริงกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

เหตุเก่ายังใช้ไม่หมด เหตุใหม่ก็สร้างให้เกิดขึ้นอีก วิบากกรรมก็หนักขึ้นไปเรื่อยๆ
กิเลสทั้งนั้นเลย เมื่อเราเชื่อเรื่องกรรมหรือการกระทำ และเชื่อเรื่องผลของการกระทำ
ว่าทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ทั้งมโนกรรม วจีกรรมและกายกรรม
เชื่อแบบหมดหัวใจเมื่อไหร่ นั่นคือ เหตุที่เราจะก่ออกุศลกรรมย่อมทำได้ยากขึ้น
เพราะอะไร เพราะเราจะสำรวมอายตนะมากยิ่งขึ้น

ยิ่งเจริญสติมากขึ้นเท่าไหร่ ทำต่อเนื่องตลอดเวลา จะเริ่มเห็นผลคือ จิตที่สงบมากขึ้น
สติในแต่ละวัน มากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการกระทำความเพียร สติจึงมีกำลังไม่สม่ำเสมอ

เมื่อเรามีสติมากขึ้น เราจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องวิ่งไปพึ่งนอกตัว
ไม่ว่าเราจะเจริญสติมากหรือน้อย ผลทั้งหมดตกอยู่ที่ตัวเรา

ในความคิดของบางคนอาจจะมองว่าเนิ่นนาน ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่ได้กระทำกันไว้
ไม่ต้องไปดิ้นรนขวยขวายใดๆ ไม่ต้องไปคิดแก้ไข มันเป็นไปเองตามสภาวะ เรามีหน้าที่คือ
ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เอาสติตั้งรับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น

ความคาดหวังก็คือกิเลส ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเราเจริญสติถึงจุดๆหนึ่ง
เราจะไม่ไปหวังอะไรๆอีกเลยชีวิตเราจะดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง
เราจะมีแต่สิ่งที่เป็นกุศลแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ เราจะสงบจากกิเลสในใจของเรามากขึ้น
และสงบจากกิเลสของคนอื่นๆที่มากระทบเรามากขึ้น

การเกิดเป็นคนไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ควรมุ่งกระทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในชีวิต
สามารถคาดเดาได้มั๊ยว่า พรุ่งนี้หรือวินาทีต่อไปจะมีลมหายใจอยู่ต่อได้มั๊ย
ถ้าเราไม่ยอมเอาตัวตนที่แท้จริงของเราออกมา ยากมากๆที่เราจะรู้จักกิเลสในใจของเราได้

เราควรมีเมตตาต่อคนทุกๆคน
ทุกอย่างล้วนมีเหตุมาก่อน สิ่งที่เจอหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราทั้งหมด
ล้วนเกิดจากเหตุที่เราได้เคยกระทำร่วมกับคนอื่นๆมา เราควรให้การอโหสิกรรม
ต่อการกระทำของเขาเหล่านั้น ไม่ควรไปติดใจ เพราะเขาเหล่านั้นก็ย่อมได้รับผล
จากการกระทำของเขาจากบุคคลที่เคยสร้างเหตุร่วมมากับเขา มันวนเวียนแบบนี้นะ เป็นทอดๆ
ตามเหตุที่เคยร่วมสร้างกันมา คนหยุดก่อน ย่อมรับผลแค่นั้น คนที่ยังไม่หยุด
ย่อมรับผลของการกระทำต่อไปเรื่อยๆ

การเจริญสติไม่ยากอย่างที่คิด ที่ทำได้ยาก เพราะไปยึดติดรูปแบบกัน
เลยมองไม่เห็นกิเลสในใจของตัวเอง

ฝืนอะไรฝืนได้ ฝืนกฏแห่งกรรม ( การกระทำ ) นี่มันยากจริงๆ
หากไม่เจริญสติกันยากมากๆ จมอยู่กับกองกิเลสกันต่อไป

อย่างน้อย การเจริญสติ ยังเป็นช่องทางที่ทำให้จิตเราสะอาดมากขึ้น
ย่อมมีผลต่อชีวิตของเรา ทำให้ชีวิตเราสะอาดมากขึ้น

อย่าทำเพราะความอยาก ทำแล้วสติจะมีกำลังมากขึ้นไปเรื่อยๆ
จิตย่อมส่งออกนอกน้อยลง อะไรมากระทบ จะมีสติรับไว้ได้ทันมากขึ้น
การปรุงแต่งย่อมน้อยลง ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก นอกจากตัวเราเองเท่านั้น
ผลของการเจริญสติ จะทำให้เราอยู่ท่ามกลางความสุขและความทุกข์
และสภาวะบีบคั้นต่างๆได้มากขึ้น โดยไม่ไปเกาะเกี่ยวกับสภาวะนั้นนานๆ
หากมีการกระทบแต่ละครั้ง มันเกิดไม่นานก็หายไป

หน้าที่คือ เจริญสติ ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่ละคนต้องเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง
ทำให้ตัณหาความทะยานอยากเบาบางลงไปได้ ทุกคนต้องเห็นกิเลสในใจของตัวเองก่อน
แล้วเรียนรู้มันต่อไปด้วยการเจริญสติ ถ้าไม่มาเจริญสติกัน ไม่มีทางเห็นหรอก

กิเลสทำให้จิตเราเศร้าหมอง ความทะยานอยากสารพัดที่ซุกซ่อนในจิตของเรา
อยากมากทุกข์มาก ทุรนทุรายเร้าร้อนด้วยความอยากได้ตลอดเวลา เพราะกิเลส
มันจะฉุดจิตเราให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ แล้ววัฏสงสารเราจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจน สติเป็นเครื่องกั้นความอยาก เรามีเท่านี้
เห็นคนอื่นมีมากกว่าเรา เราอยากมีแบบเขาบ้าง และอยากมีให้มากกว่าเขา คนก็แบบนี้แหละ
จมอยู่กับกองกิเลส แต่ขาดปัญญาที่จะมองเห็นกิเลสในใจของตัวเองกัน

ชีวิตบางคนเริ่มต้นสวยงาม จุดจบแหลกเหลวมีเยอะแยะไป ลองไปถามคนรวยๆดูสิว่า
มีความสุขไหม ส่วนมากตอบว่าสุข ไม่มีใครตอบว่าทุกข์หรอก
ถ้ามีก็คงจะหาได้น้อยมากๆ

พอเงินขาดมือนี่สิ เด้นเป็นเจ้าเข้าเลย จะหาเงินที่ไหนมาหมุนให้ทัน ต้องขบคิดวางแผนกันตลอดเวลา
ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ความสุขที่สะอาดจริงๆน่ะ หาไม่เจอหรอก ให้ร่ำรวยแค่ไหน
เขาก็ต้องเหนื่อย กว่าจะเอาสิ่งๆนั้นไปซื้อสิ่งที่เขาเรียกว่า มันทำให้เกิดความสุขขึ้นในใจของเขาได้

โลกมันก็เป็นของมันแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเรา หรือไม่มีก็ตาม วัฏสงสารหมุนเวียนอยู่อย่างนี้
เป็นไปตามเหตุที่ร่วมกระทำกันมา พระพุทธเจ้ารวยสุดแสนรวย มีทุกอย่างไม่ว่าจะปรารถนาสิ่งใดๆ
พระองค์ยังทรงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย เพราะอะไรล่ะลองพิจรณาดู

ชีวิตทุกชีวิตล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำลงไปเพราะความไม่รู้ นับว่ากุศลยังมี
ที่เราได้มาพบเส้นทางนี้ แล้วได้ดำเนินตาม ก่อนที่ชีวิตจะจบสิ้นลงไป
ไม่ต้องไปวิ่งโหยหากิเลสข้างนอกมาหล่อเลี้ยงจิต ให้จมกิเลสไปมากกว่าเก่า

วิ่งแล้ว วิ่งเล่า เฝ้าแต่วิ่ง วิ่งแล้วชักงง นี่จะไปทางไหนดี ชีวิตนี้จะทำอะไรดี
สิ่งที่ยังไม่ได้ แต่อยากได้ ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะเอามาครอบครองเป็นของตัวเองให้ได้
กิเลสตัณหาความทะยานอยาก ไม่เข้าใครออกใคร

กิเลสมีไว้ให้เราเรียนรู้ ตราบใดที่เรายังไม่เห็นกิเลสในใจของตัวเอง หนทางยิ่งห่างไกล
เราทุกคนปฏิเสธความทุกข์ไม่ได้ คนส่วนมากชอบความสุข
แต่หาได้น้อยมากที่จะสร้างเหตุที่ทำให้เกิดสุขที่สะอาด

มีแต่สุขที่เจือปนด้วยยาพิษ สุดท้ายก็เป็นความทุกข์กลับมาแทน
เหมือนในโลกของอินเตอร์เน็ต ทุกคนสามารถปลดปล่อยกิเลสได้เต็มที่
ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออก เนื่องจากคิดเพียงแค่ว่า นี่คือ อินเตอร์เน็ต

สติ สัมปชัญญะนี่สำคัญมากๆ ทำให้เรารู้จักผิดชอบชั่วดี รู้ว่าควรหรือไม่ควรมากขึ้น
ศิลเราก็สะอาดมากขึ้น

คนส่วนมากชอบจ้องมองกิเลสนอกตัว กิเลสชาวบ้าน แล้วหลงใหลได้ปลื้มกับมัน
แล้วก็หลงไปเล่นกับมัน หรือไม่ชอบใจมัน ทุกอย่างล้วนก่อภพก่อชาติไม่รู้จบ

กิเลสเมื่อเกิดการกระทบ เราต้องย้อนกลับมาดูจิตเรา ชอบใจเกิดจากอะไร
ไม่ชอบใจเกิดจากอะไร จิตเรามันจะมีความพอใจกับไม่พอใจตลอดเวลา
ทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ ความรู้สึกจะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา
เมื่อสติเรายังไม่ทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้นใน ขณะนั้นๆ
มันเลยปรุงแต่งไปตามกิเลสที่มีอยู่

เราต้องขอบคุณสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่มีการกระทบเกิดขึ้น เราคงจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
ไม่ว่าจะสภาวะไหนๆ ล้วนเป็นครูที่ดี เมื่อเราได้รู้จักความทุกข์มากขึ้น
ความสุขนี่ไม่ต้องไปวิ่งหาเลย เมื่อเราเรียนรู้ความทุกข์มากขึ้น เรารู้จักมันมากขึ้น
เราย่อมเกาะเกี่ยวมันน้อยลง ความสงบ ความสุข ย่อมเกิดขึ้นในใจเรา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 130 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8, 9  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร