วันเวลาปัจจุบัน 24 มี.ค. 2019, 09:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2013, 08:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


วจีปณิธานนานนับได้ ๙ อสงไขย
ในกาลนั้นพระปุราณศากยมุนี พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงบำเพ็ญบารมีมาครบถ้วน ๑๖ อสงไขยแสนกัปแล้ว
ในปัจฉิมภพนี้ พระเจ้าสาครบรมโพธิสัตว์นั้น พระองค์ออกพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ ต่อหน้าพักตร์พระพุทธเจ้าปุราณศักยมุนี ก็ในอสงไขยกัปทั้ง ๙ นั้น

ณ กาลเมื่อสัพพภัททะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๕๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๕๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพผุลละอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๖๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๖๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพรตนะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๗๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๗๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ อุสภขันธะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๘๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ มานีภัททะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๙,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๙,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ ปทุมะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๒๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่ออุสภะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๑๐,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ ขันธคมะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๕,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๕,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพผาละ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๒,๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๒,๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มาทรงบำเพ็ญบารมี ในพระพุทธเจ้า ๓๘๗,๐๐๐ พระองค์

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2013, 21:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2008, 09:20
โพสต์: 351


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอโมทนาบุญค่ะ ขอบคุณมากนะคะ :b8: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2014, 06:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นเลียบ (ต้นปิปผลิ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19536


:b44:

พระพุทธเจ้าทีปังกร


พระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร
มีพระหนุใหญ่ มีพระอังสาเหมือนพญาอสุภราช
ทรงประชุมชนให้ข้ามพ้น ทรงให้พ้นไปจากทุคติ

พระมุนีทรงเห็นชนผู้ควรตรัสรู้ในหนทางแม้ตั้งแสนโยชน์
ก็เสด็จเข้าไปหาเขาโดยพลันแล้วทรงสั่งสอนให้รู้แจ้ง

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้โปรดสัตว์ร้อยโกฏิให้รู้แจ้ง ในการบรรลุธรรมครั้งแรก
พระนาถะโปรดหมู่สัตว์เก้าสิบโกฏิให้รู้แจ้งในการบรรลุธรรมครั้งที่ ๒

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในเทวโลก
การบรรลุธรรมครั้งที่ ๓ ของหมู่สัตว์ ๙ หมื่นได้มีแล้ว

การประชุมใหญ่ ๓ ครั้งของพระศาสดานามว่าพระทีปังกรได้มีแล้ว
ครั้งแรกมีสาวกมาประชุมกันหนึ่แสนโกฏิ

ครั้งที่ ๒ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้านิโรธสมาบัติที่ยอดเขานารทะ
มีพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินมาประชุมร้อยโกฏิ

ครั้งที่ ๓ เมื่อพระมหาวีระประทับอยู่ ณ ภูเขาสุทัสสนะ
พระมหามุนีได้ประชุมทำปวารณากรรมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๙ หมื่นโกฎิ

ในสมัยนั้น เราบวชเป็นชฎิลมีตบะกล้า บรรลุความยิ่งยวด
ในอภิญญา ๕ เที่ยวไปในอากาศ

ศาสนาของพระพุทธเจ้านามว่าพระทีปังกรในครั้งนั้น บริสุทธิ์
ปราศจากมลทิน แพร่หลายเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เป็นที่รู้จักของมหาชน เจริญไพบูลย์

พระขีณาสพ ๔ แสนรูปผู้บรรลุอภิญญา ๖ ผู้มีฤทธิ์มาก
ย่อมแวดล้อมพระพุทธเจ้าทีปังกรเป็นนิตย์

พระพุทธดำรัสประกาศไว้ดีด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน
ผู้ไกลจากกิเลสและคงที่ ย่อมงามทั้งในโลกและเทวโลก

พระนครของพระพุทธเจ้าทีปังกร นามว่า รัมมวดี
กษัตริย์พระนามว่า สุเทพ เป็นพระชนก พระนางเมธาวี เป็นพระชนนี

พระสุมังคละและพระติสสะ เป็นคู่พระอัครสาวก
พระอุปฐากของพระทีปังกร ชื่อว่า พระสาคตะ

พระเถรีชื่อว่า นันทา และสุนันทา เป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นไม้ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีชื่อว่า ปิปผลิ (ไม้เลียบ)

พระมหามุนีทีปังกรมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก งดงามประดุจไม้ที่สว่างไสว
และเหมือนพญารัง (ต้นสาละ) ที่บานสะพรั่ง รัศมีของพระองค์แผ่ซ่านไปรอบ ๑๐ โยชน์

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระชนมายุแสนปี พระองค์ดำรงอยู่ตลอดกาลเพียงนั้น
โปรดมหาชนจำนวนมากให้ข้ามพ้นสงสาร

พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกได้ประกาศพระสัทธรรมให้รุ่งโรจน์ ยังมหาชนให้ข้ามพ้นแล้ว
ได้ดับขันธปรินิพพาน เหมือนกองไฟที่ลุกโพลงแล้วดับไปฉะนั้น

พระฤทธิ์ พระยศ และจักรรัตน์ที่ฝ่ายุคลบาท ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้นอันตรธานแล้ว
สังขารทั้งปวงเป็นของว่างเปล่าโดยแท้

จบ เรื่องพระพุทธเจ้าทีปังกร

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2014, 07:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นสาละใหญ่ (ต้นมหาสาละ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19537


:b44:

พระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ


ในกาลภายหลังต่อจากพระพุทธเจ้าทีปังกร เมื่อล่วงเลยไปหนึ่งอสงไขย
พระศาสดานามว่า โกณฑัญญะ ได้อุบัติขึ้นการประชุมพระสาวกของพระองนั้น ๓ ครั้ง
การประชุมครั้งแรกนั้นมีพระสาวกแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีพระสาวกพันโกฏิ ครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ

[เวลา ๔ อสงไขยและแสนมหากัปที่พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายบำเพ็ญบารมี ตั้งแต่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปังกร คือ ช่วงเวลาระหว่างพระพุทธเจ้าทีปังกร กับพระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ เป็นอสงไขยหนึ่ง ระหว่างพระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ กับพระพุทธเจ้ามังคละ เป็นอสงไขยหนึ่ง ระหว่างพระพุทธเจ้าโสภิตะ กับพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี เป็นอสงไขยหนึ่ง และช่วงระหว่างพระพุทธเจ้านารทะ กับพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ เป็นอสงไขยหนึ่ง ส่วนระยะเวลาระหว่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ที่มีหลายพระองค์ในแต่ละกัปนั้น เรียกว่าอันตรกัป]

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์นามว่า วิชิตาวี
ได้ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์จำนวนแสนโกฏิซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
พระศาสดาได้ทรงพยากรณ์พระโพธสัตว์ว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงแสดงธรรม

พระโพธิสัตว์นั้นทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว
ทรงมอบราชสมบัติแล้วออกผนวชพระองค์ทรงศึกษาพระไตรปิฎก
ทรงบำเพ็ญสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นแล้ว
เป็นผู้ไม่เสื่อมจากฌานไปเกิดยังพรหมโลก

อนึ่ง พระนครของพระพุทธเจ้าโกณฑัญญะ ชื่อว่า รัมมาวดี พระราชบิดาพระนามว่า สุนันทะ
พระราชมารดาพระนามว่า สุชาดา พระภัททะ และพระสุภัททะเป็นอัคครสาวก
พระอนุรุทระเป็นพุทธุอุปฐาก พระติสสาเถรีและพระอุปติสสาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา
ต้นไม้ที่ตรัสรู้คือ สาลกัลยาณี (ไม้รังงาม) พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุแสนปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2014, 05:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นกากะทิง (ต้นนาคะ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19538


:b44:

พระพุทธเจ้ามังคละ


ในกาลภายหลังต่อจากพระพุทธเจ้าโกณฑัญญะนั้น เมื่อล่วงมาหนึ่งอสงไขย
ในกัปเดียวกันนั้นเอง มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีก ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ามังคละ
พระพุทธเจ้าสุมนะ พระพุทธเจ้าเรวตะ และพระพุทธเจ้าโสภิตะ

การประชุมของพระสาวกของพระพุทธเจ้ามังคละ มี ๓ ครั้ง การประชุมครั้งแรกมี
ภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุพันโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ

อนึ่ง พระอานันทกุมารผู้เป็นพระภาดาต่างมารดากับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พร้อมด้วยพุทธบริษัทเก้าสิบโกฏิ ได้เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดาเพื่อฟังธรรม
พระศาสดาตรัสอนุบุพพิกถาแก่เธอ เธอพร้อมด้วยบริษัทได้บรรลุอรหันตผล
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระศาสดาทรงตรวจดูจตูบุรพจริยาของกุลบุตรเหล่านั้น

ทรงเห็นอุปนิสัยของการได้บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ข้างขวา
แล้วตรัสว่า พวกเธอจงเป็นพระภิกษุมาเถิด ในขณะนั้นแหละกุลบุตรทั้งหมดก็ทรงบาตร
และจีวรอันสำเร็จด้วฤทธิ์ ถึงพร้อมด้วยกิริยามารยาทเหมือนพระเถระอายุ ๖๐ มาแวดล้อมพระศาสดา
เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นการประชุมสาวกครั้งที่ ๓ ของพระพุทธเจ้าพระองนั้น

อนึ่ง พระรัศมีจากสรีระของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น มีราว ๘๐ ศอกโดยรอบ
แต่รัศมีของพระพุทธเจ้ามังคละนั้นหาเหมือนพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ไม่ คือ มีรัศมีแผ่ออกไป
สู่หมื่นโลกธาตุเป็นนิตย์ ต้นไม้ แผ่นดิน ภูเขา และมหาสมุทร เป็นต้น แม้กระทั้งหม้อข้าวเป็นต้น
ได้เป็นเหมือนหม้อหุ้มไว้ด้วยแผ่นทองคำ อายุขัยของพระองค์ ๙ หมื่นปี ตลอดกาลเพียงนี้

พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้นไม่อาจเปล่งรัศมีของตนได้
เหล่าสัตว์เที่ยวไปเป็นนิตย์ด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าที่เหมือนแสงอาทิตย์
ในเวลากลางวัน สัตว์โลกกำหนดกลางวันและกลางคืนได้ด้วยดอกไม้บานว่า
เป็นเวลาเย็นและกำหนดเสียงร้องของนกว่าเป็นเวลาเช้า

ถามว่า :- พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆไม่มีอานุภาพนี้หรือ
ตอบว่า :- มีอยู่โดยแท้ ที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อจำนงอยู่ก็แผ่พระรัศมีไปสู่หมื่นโลกธาตุ
หรือยิ่งกว่านั้นได้ แต่พระรัศมีจากพระสรีระของพระพุทธเจ้ามังคละแผ่ไปสู่หมื่นโลกธาตุเป็นนิตย์
ด้วยอานุภาพของความปรารถนาในบุรพชาติเหมือนรัศมีวาหนึ่งเหมือนพระพุทธเจ้าองค์อื่น
v
อ่านต่อ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2014, 05:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


ดังได้สดับมาว่า พระมังคละพุทธเจ้านั้นบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์
ได้ดำรงอยู่ในอัตภาพเช่นเดียวกับพระเวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภริยาอยู่ที่ภูเขา
เช่นกับภูเขาวงกต ครั้งนั้นมียังตนหนึ่งชื่อ ขรทาฐิกะ (ผู้มีเขี้ยวยาว) ทราบว่ามหาบุรุษ
มีอัธยาศัยในการให้ทาน จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้าไปทูลขอทารกทั้งสองพระองค์
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่าเราจะให้ลูกน้อยแก่พราหมณ์ ทรงยินดีร่าเริงแล้ว
ได้ประทานทารกทั้งสองโดยยังแผ่นดินให้หวั่นไหวจรดน้ำรองแผ่นดิน

เมื่อพระโพธิสัตว์ยืนพิงแผ่นไม้ที่ยึดไว้ในท้ายที่จงกรมมองดูอยู่อย่างนั้นแหละ
ยักษ์ได้กินทารกทั้งสองพระองค์เหมือนเคี้ยวกินเหง้าบัว พระโพธิสัตว์ทรงแลดูยักษ์แล้ว
แม้เห็นปากของยักษ์นั้นที่หลั่งธารโลหิตออกมาดุจเปลวเพลิงเมื่ออ้าปากเท่านั้น
ก็มิได้เสียพระหฤทัยแม้เพียงปลายผม พระองค์ทรงดำริว่าเราให้ทานดีแล้ว
บังเกิดความปีติโสมนัสอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงตั้งความปรารถนาไว้ว่า
ด้วยผลบุญของเรานี้ ขอรัศมีจงซ่านออกสรีระโดยทำนองนี้ เมื่อพระองค์ทรงบรรลุ
ความเป็นพุทธะอาศัยความปรารถนานั้นแล้ว รัศมีจึงซ่านออกจากพระสรีระแผ่ไปสู่ที่เพียงนี้
บุรพจริยาอีกอย่างหนึ่งของมังคละพุทธเจ้านั้นคือ

ดังได้สดับมาว่า พระองค์เห็นเจดีย์พระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์
ดำริว่าเราควรสละชีวิตบูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ จึงพันสรีระทั้งสิ้นดุจพันประทีปคบเพลิงแล้ว
เอาเนยใสใส่ถาดทองควรค่าแสนกหาปณะมีปลายใส่สูงราวหนึ่งศอกจนเต็มแล้ว
จุดประทีปพันไส้ในถาดให้โพลงแล้วทูลถาดนั้นเหนือเศียร ยังสรีระทั้งสิ้นให้ลุกโพลง
แล้วกระทำทักษิณาพระเจดีย์ตลอดราตรีทั้งสิ้น

เมื่อพระโพธิสัตย์พยายามอยู่อย่างนั้นจนอรุณขึ้น แม้เพียงขุมขนหนึ่งก็ไม่ไหม้
พระองค์เป็นเช่นกับเวลาเข้าไปอยู่ภายในดอกปทุมฉะนั้น โดยแท้จริงแล้ว
ขึ้นชื่อว่าธรรมย่อมคุ้มครองผู้ที่รักษาตน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ต.ค. 2014, 06:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธมฺโม สุจิณฺโน สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ
น ทุคติ คจฺฉติ ธมฺมจารี

"ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดี
แล้วนำสุขมาให้ ข้อนี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว
ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ"


ด้วยกรรมอย่างนี้อีก พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
จึงแผ่ซ่านไปสู่หมื่นโลกธาตุตั้งอยู่แล้ว
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ชื่อสุรุจิ
ดำริว่าเราจะทูลนิมนต์พระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้าได้สดับพระกถาอันไพเราะแล้วทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดรับภิกษาของข้าพเจ้าในวันพรุ่งนี้เถิด

พระองค์ตรัสถามว่า พราหมณ์เธอต้องการพระภิกษุเท่าไร
พราหมณ์ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบริวารของพระองค์มีประมาณเท่าไร
ครั้งนั้นเป็นการประชุมครั้งแรกของพระศาสดา พระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุมีแสนโกฏิ
พราหมณ์ : ข้าพระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหมด
โปรดรับภิกษาของข้าพระองค์
พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพแล้ว

พราหมณ์ทูลนิมนต์เพื่อรับภัตในวันรุ่งขึ้นแล้ว เมื่อเดินกลับไปคิดว่า เราสามารถถวายข้ายาคู ภัต
และผ้าเป็นต้น เพียงเท่านี้ได้ แต่ที่นั่งของภิกษุจักทำอย่างไร ความคิดของพราหมณ์นั้นทำให้
ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะจอมเทพซึ่งอยู่ไกลถึง ๘๔.๐๐๐ โยชน์เร่าร้อน พระองค์ตรวจดู
ด้วยทิพยจักษุว่า ใครหนอต้องการจะต้องทำให้เคลื่อนจากที่นี้ ได้เห็นบุรุษจึงทราบว่า สุรุจิพรามณ์
นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้คิดถึงการจัดที่นั่งถวาย แม้เราก็ควรไปในที่นั้นด้วย
เพื่อรับเอาส่วนบุญ แล้วเนรมิตเพศเป็นช่างไม้ถือมีและขวานยืนปรากฎข้างหน้ามหาบุรุษ ถามว่า
มีใครจะจ้างทำกิจการอะไรบ้างไหม มหาบุรุษเห็นเข้าแล้วจึงถามว่าท่านทำอะไรได้บ้าง

ช่างไม้ : ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่ข้าพเจ้าไม่รู้มิได้มี ใครจะใช้ให้สร้างบ้านหรือมณฑป
หรือสิงใดๆ ข้าพเจ้าทำได้ทั้งนั้น
มหาบุรุษ : ถ้าอย่างนั้น เรามีงานอยู่
ช่างไม้ : นาย งานอะไรหรือ
มหาบุรุษ : เรานิมนต์ภิกษุแสนโกฏิรูปมาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้
ท่านจงช่วยสร้างมณฑปสำหรับเป็นที่นั่งให้ภิกษุเหล่านั้น
ช่างไม้ : ถ้าท่านสามารถให้ค่าจ้างแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักกระทำ
มหาบุรุษ : พ่อ เราจักให้ท่าน
ช่างไม้ : ดีละ ข้าพเจ้าจักกระทำ แล้วไปแลดูสถานที่แห่งหนึ่ง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2014, 02:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


สถานที่นั้นมีประมาณ ๑๒ หรือ ๑๓ โยชน์ มีพื้นเรียบเหมือนวงกสิณ
ท้าวสักกะนั้นทรงอธิษฐานว่า ขอมณฑปที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ จงปรากฎในที่เพียงเท่านี้
แล้วแลดูอยู่ ทันทีนั้นเองมนฑปก็ผุดขึ้นออกจากแผ่นดิน ที่เสาทองของมณฑปนั้น
มีบัวเสาสีเงิน ที่เสาสีเงิน มีบัวเสาทอง ที่เสาแก้วมณี มีบัวเสาแก้วประพาฬ ที่เสาแก้วประพาฬ
มีบัวเสาแก้วมณี ที่เสารัตนะ ๗ มีบัวเสารัตนะ ๗

ต่อจากนั้นพระองค์ทรงตั้งอธิษฐานว่า ขอข่ายกระดิ่งจงห้อยในระหว่างๆ ของมณฑป
แล้วแลดูพร้อมกับการดูแลนั้นแหละ ข่ายกระดิ่งก็ห้อยย้อยแล้ว กระดิ่งที่ถูกลมอ่อนๆก็เปล่งเสียง
ไพเราะเหมือนดนตรีมีองค์ ๕ เวลานั้นเป็นเช่นกับเวลาบรรเลงเพลงทิพย์

มีข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา (คาถา ๑๓๙) ว่า

อาตตํ เจว วิตต- มาตตวิตตํ ฆนํ
สุสิรํ เจติ ตูริยํ ปญฺจงฺคิกมุทีริตํ

เครื่องดนตรีกล่าวว่าองค์ ๕ คือ กลองหุ้มหนังด้านเดียว กลองหุ้มหนังทั้งสองด้าน
กลองหุ้มหนังทั้งหมด เครื่องดีดสีตีเคาะมีฉิ่งเป็นต้น และเครื่องเป่ามีขลุ่ยเป็นต้น

พระองค์อธิษฐานอีกว่า ขอพวงดอกไม้หอมและพวงมาลาจงห้อยภายใน
ระหว่าง พวงเหล่านั้นก็ห้อยย้อยแล้ว ต่อจากนั้นพระองค์ก็ดำริว่า ขออาสนะและขาบาตร
จำนวนภิกษุแสนโกฏิรูปจงผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน ในทันทีทันใดนั้น สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฎขึ้น

ต่อจากนั้นพระองค์ก็ดำริว่า ขอตุ่มน้ำจงผุดขึ้นมุมละหนึ่งตุ่ม แม้ตุ่มน้ำก็ผุดขึ้นในทันทีนั้นเอง
ท้าวสักกะทรงเนรมิตสรรพสิ่งเช่นนี้แล้ว จึงไปสู่สำนักของพราหมณ์แล้วเรียนว่า
ท่านพราหมณ์จงมาดูมณฑปของท่านแล้ว โปรดให้ค่าจ้างแก่ข้าเจ้าเถิด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2014, 07:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


พระมหาบุุรุษไปตรวจดูมณฑปแล้ว เมื่อท่านแลดูอยู่นั่นแหละ ปีติ ๕ อย่าง
ได้ปรากฎเกิดขึ้นในสรีระแผ่ซ่านไปไม่มีระหว่างคั่น ลำดับนั้น ท่านตรวจดูมณฑปแล้วดำริว่า
มณฑปนี้มิใช่มนุษย์กระทำ แต่อาศัยอัธยาศัยและคุณธรรมของเรา ที่พำนักของท้าวสักกะ
คงร้อนเป็นแน่ ดังนั้น ท้าวสักกะจอมเทพจึงได้สร้างมณฑปนี้ และได้ดำริต่อไปว่า
การได้ถวายทานเพียงวันเดียว ในมณฑปเช่นนี้ไม่ควรแก่เราเลย เราจักถวาย ๗ วัน

โดยแท้จริงแล้ว การให้ทานภายนอกร่างกายแม้เพียงนั้นก็ไม่อาจทำให้พระโพธิสัตว์เบิกบานใจได้
แต่พระโพธิสัตว์ย่อมเบิกบานใจได้เพราะอาศัยการบริจาคในเวลาตัดเศียรอันประดับแล้ว
ควักลูกตาทั้งสองที่หยอดตาแล้ว และควักเนื้อหทัยแล้วให้ไป

ดังจะเห็นได้ว่า ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสวยชาติในสิวิชาดก
เมื่อพระองค์สละทรัพย์ทุกๆ วัน วันละ ๕ แสนกหาปณะให้ทานอยู่ที่ประตูเมืองทั้ง ๔
และภายในเมือง การให้ทานนั้นก็ไม่อาจทำให้เบิกบานใจได้ แต่เมื่อท้าวสักกะจอมเทพ
ปลอมตัวเป็นพราหมณ์มาขอพระเนตรทั้งคู่ของพระองค์ เมื่อพระองค์ควักพระเนตร
ให้อยู่นั้นแหละ ความเบิกบานพระทัยจึงเกิดขึ้น จิตของพระองค์มิได้เป็นอย่างอื่นแม้เท่าปลายผม
โดยประการนี้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงมิได้อิ่มใจโดยอาศัยการให้ทาน ดังนั้นแม้พระโพธิสัตว์
ก็ดำริว่าเราควรถวายทานแก่ภิกษุจำนวนแสนโกฎิ ๗ วัน จึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้า
เป็นประมุขให้นั่งในมณฑปนั้น แล้วได้ถวายทานชื่อว่า ควปานะ ๗ วัน

(ควปนะ ๕ คือ โภชนะที่เอาน้ำนมใส่หม้อใหญ่จนเต็มแล้วยกขึ้นตั้งบนเตาไฟ
เมื่อน้ำนมข้นแล้วใส่ข้าวสารไปหน่อยหนึ่ง แล้วปรุงด้วยน้ำผึ้งที่หุงแล้ว น้ำตาลทราย และเนยใส)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ต.ค. 2014, 04:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


อนึ่ง มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจอังคาสภิกษุได้ทั่วถึง
เทวดาทั้งหลายจึงแทรกเข้าไปช่วยอังคาสแล้วแม้สถานที่ราว ๑๒-๑๓ โยชน์
ก็ไม่เพียงพอให้พระภิกษุนั่ง แต่พระภิกษุทั้งหลายนั่งด้วยอานุภาพของตน

ในวันสุดท้าย พระโพธิสัตว์ให้ล้างบาตรของภิกษุทุกรูปแล้วบรรจุเนยใส
เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเพื่อให้เป็นเภสัช แล้วน้อมถวายพร้อมด้วยไตรจีวร
ผ้าจีวรที่ภิกษุนวกะในสงฆ์ที่ได้รับมีราคาถึงแสนกหาปณะ

พระศาสดากระทำการอนุโมทนาจึงใครครวญดูว่า บุรุษนี้ให้ทานอันใหญ่หลวงเช่นนี้
เขาจักเป็นอะไรหนอ ทรงเห็นว่าเขาจังเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ในท้ายสองอสงไขย
แสนกัปในอนาคตกาล จึงตรัสเรียกมหาบุรุษแล้วพยากรณ์ว่า เมื่อล่วงกาลเพียงนี้
เธอจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามว่า โคตมะ

มหาบุรุษฟังคำพยากรณ์ว่า ได้ยินว่าเราจักเป็นพระพุทธเจ้า การครองเรือน
จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักบวช แล้วสละสมบัติเช่นนั้นเหมือนถ่มก้อนเฬะออกบวช
ในสำนักของพระศาสดา ครั้นบวชแล้วก็เรียนพุทธพจน์ บำเพ็ญอภิญญาและสมาบัติ
ทั้งหลายแล้วไปเกิดยังพรหมโลก ในเวลาสิ้นอายุไขย

อนึ่งพระนครของพระพุทธเจ้ามังคละ ชื่อว่า อุตตระ พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า
อุตตระ พระมารดานามว่า อุตตรา พระสุเทวะและพระธรรมเสนเป็นคู่อัครสาวก
พระอุปัฏฐากชื่อว่า พระปาลิตะ พระสีวลีเถรีและพระอโสกาเถรีเป็นคู่อัครสาวิกา
ต้นไม้ตรัสรู้คือ ต้นกากะทิง พระสรีระสูง ๘๐ ศอก เมื่อพระองค์ดำรงอยู่ ๙ หมื่นปี
แล้วเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หมื่นจักวาลมืดมนพร้อมกันหมด การร่ำให้รำพัน
อันใหญ่หลวงได้มีแล้วแก่มนุษย์ในจักรวาลทั้งหมด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ต.ค. 2014, 05:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นกากะทิง (ต้นนาคะ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19538


:b44:

พระพุทเจ้าสุมนะ


เมื่อพระพุทธเจ้ามังคละปรินิพพานทำให้หมื่นโลกธาตุมืดมนอย่างนี้แล้ว ตั้งแต่นั้น
พระศาสดานามว่า สุมนะ ก็ทรงอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง
การประประชุมครั้งแรกมีพระภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีพระภิกษุ ๙ หมื่นโกฏิ
ที่กัญจนบรรพรต (ภูเขาทอง) ครั้งที่ ๓ มีพระภิกษุ ๘ หมื่นโกฎิ

ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคพระนามว่า อตุละ ผู้มีฤทธานุภาพมาก
พระองค์ทรงสดับว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว มีหมู่ญาติแวดล้อมแล้วได้ออกจาก
พิภพมาประโคมดนตรีทิพย์บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระภิกษุแสนโกฏิเป็นบริวาร
ได้ถวายมหาทานแล้วได้ถวายผ้าคู่หนึ่งแต่ละองค์แล้วดำรงค์อยู่ในไตรสรณคมน์
แม้พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจักได้เป็นพระพุทเจ้าในอนาคต

พระนครของพระพุทธเจ้าสุมนะนั้น ชื่อว่า เมขละ พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า
สุทัตตะ พระมารดาพระนามว่า สิริมา พระสรณะและภาวิตัตตะเป็นคู่อัครสาวก
พระอุปัฏบากชื่อว่า พระอุเทน พระโสณาเถรีและพระอุปโสณาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นไม่ตรัสรู้คือ ต้นกากะทิง พระสรีระสูง ๙๐ ศอก พระชนมายุ ๙ หมื่นปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2014, 05:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นกากะทิง (ต้นนาคะ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19538


:b44:

พระพุทธเจ้าเรวตะ


ภายหลังต่อมา พระศาสดาพระนามว่า เรวตะ ก็ทรงอุบัติขึ้น
แม้พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง การประชุมครั้งแรกนับไม่ถ้วน ครั้งที่ ๒
มีพระภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ก็เหมือนกัน

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ชื่อว่าอติเทพ
สดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วตั้งอยู่ในสรณคมน์ ประนมอัญชลีไว้เหนือเศียร
กล่าวคำสรรเสริญการจัดกิเลสของพระศาสดาพระองค์นั้น แล้วบูชาผ้าห่ม แม้ว่าพระศาสดา
พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระนครของพระพุทธเจ้าเรวตะนั้น ชื่อว่า สุธัญญวดี พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า วิปุละ
พระมารดาพระนามว่า วิปุลา พระวรุณและพระพรหมเทพเป็นคู่อัครสาวก พระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พระสัมภวะ พระภัททาเถรีและพระสุภัททาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นไม้ตรัสรู้คือ ต้นกากะทิง พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุ ๖ หมื่นปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ต.ค. 2014, 05:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นกากะทิง (ต้นนาคะ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19538


:b44:

พระพุทธเจ้าโสภิตะ


ภายหลังต่อมา พระศาสดาพระนามว่า โสภิตะ ก็ทรงอุบัติขึ้น
แม้พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง การประชุมครั้งแรกร้อยโกฎิ
ครั้งที่ ๒ มีพระภิกษุ ๙๐ โกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐ โกฏิ

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ชื่อว่า อชิตะ สดับพระธรรมเทสนา
ของพระศาสดาแล้วตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ ได้ถวายมหาทานแด่พระภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์ พระโพธิสัตว์ว่า
จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระนครของพระพุทธเจ้าโสภิตะนั้น ชื่อว่าสุธรรม พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า สุธรรม
พระมารดาทรงพระนามว่า สุธรรมา พระอสมะและพระสุเนตตะ เป็นคู่อัครสาวก
พระอุปัฏฐากชื่อว่า พระอโนมะ พระนกุลาเถรี และพระสุชาตาเถรี เป็นพระคู่อัครสาวิกา
ต้นไม้ที่ตรัสรู้คือ ต้นกากะทิง พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุ ๙ หมื่นปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ต.ค. 2014, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ต้นรกฟ้าขาว (ต้นอัชชุนะ)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13191


:b44:

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี


ภายหลังที่พระพุทธเจ้าโสภิตะล่วงลับไปหนึ่งอสงไขย
ในกัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์คือ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ และพระนารทะ

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีมีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง การประชุมครั้งแรกมีภิกษุแปดแสน
ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเจ็ดแสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุหกแสน

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยเป็นเสนาบดียักษ์ตนหนึ่ง มีฤทธานุภาพมาก
ปกครองยักษ์หลายแสนโกฎิท่านสดับข่าวว่าพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้ว
จึงมาถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข
แม้พระศาสดาพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระนครของพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีนั้น ชื่อว่า จันทวดี พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า ยสวา
พระมารดาชื่อว่า ยโสธรา พระนิสภะและพระอโนมะเป็นคู่พระอัครสาวก
พระอุปัฏฐาก ขื่อว่าพระวรุณ พระสุนทรีเถรีพระสุมนาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นไม้ที่ตรัสรู้คือ ต้นรกฟ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุแสนปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ต.ค. 2014, 05:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5593


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
โพธิญาณพฤกษา : ต้นอ้อยช้างใหญ่ (ต้นมหาโสณกะ)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=19540


:b44:

พระพุทธเจ้าปทุมะ


ภายหลังต่อมา พระศาสดาพระนามว่า ปทุมะ ก็ทรงอุบัติขึ้น
แม้พระองคก็มีการประชุม ๓ ครั้งการประชุมครั้งแรกมีพระภิกษุหนึ่งแสนโกฏิ
ครั้งที่ ๒ มีพระภิกษุสามแสนรูป ครั้ง ๓ มีพระภิกษุอาศัยอยู่ป่าชัฏมหาวัน
ในป่าเปลี่ยวมาประชุมสองแสนรูป

ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในป่าชัฏนั้นนั่นแหละ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
พญาราชสีห์ ได้เห็นพระศาสดาเข้านิโรธสมาบัติแล้วมีความเลื่อมใสแล้วหมอบลงจบ (ไหว้)
กระทำประทักษิณ เกิดความปิติโสมมนัสแล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง ยืนเฝ้าอยู่ ๗ วัน
โดยกอปรด้วยปิติที่มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ยอมสละชีวิตไม่ออกไปหาอาหาร

พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ทอดพระเนตรเห็นพญาราชสีห์แล้วทรงดำริว่า
พญาราชสีห์นี้จักทำใจให้เลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์แล้วหมอบลงจบสงฆ์ แล้วดำริต่อไปว่า
ขอพระภิกษุสงฆ์จงมา เหล่าพระภิกษุมาแล้วในขณะนั้นทีเดียว พญาราชสีห์ก็กระทำใจให้เลื่อมใส
ในสงฆ์ พระศาสดาทรงตรวจดูจิตของพญาราชสีห์นั้นแล้วพยากรณ์ว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

พระนครของพระพุทธเจ้าปทุมะ ชื่อว่า จัมปากะ พระบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่า อสมะ
พระมารดาพระนามว่า อสมา พระสาละและพระอุปสาละเป็นคู่อัครสาวก
พระอุปัฏฐากชื่อว่า พระวรุณ พระรามาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นคู่พระอัครสาวิกา
ต้นไม้ที่ตรัสรู้คือ ต้นอ้อยช้างใหญ่ พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุแสนปี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร