วันเวลาปัจจุบัน 17 มิ.ย. 2019, 08:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2011, 07:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ หรือ “หลวงพ่อองค์ดำ”
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนาลันทา กรุงราชคฤห์

:b47: :b45: :b47:

ณ เมืองนาลันทา กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ศาสนวัตถุสำคัญนอกจาก ซากกองอิฐสีแดงและเศษรูปสลักหินอ่อนที่ปรักหักพังของ “มหาวิทยาลัยนาลันทา” มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลกแล้ว ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งซึ่งประดิษฐานอยู่นอกเขตรั้วของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทางด้านทิศตะวันตก มีพระนามว่า “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” หรือ “หลวงพ่อองค์ดำ” นับเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญและเลื่องชื่อที่สุดในประเทศอินเดีย เพราะเป็นพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่หลุดรอดจากการถูกทำลายของกองทัพมุสลิมเติร์ก (ตุรกี) ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ พระพุทธลักษณะแกะสลักจากหินแกรนิตสีดำ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้วฟุต ความสูงนับจากพระเพลาถึงยอดพระเกตุ ๖๙ นิ้วฟุต พระเกตุทรงดอกบัวตูม ปางนั่งขัดสมาธิ องคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ให้พระแม่ธรณีมาเป็นพยาน คนไทยนิยมเรียกว่า ปางมารวิชัยหรือปางชนะมาร และคนอินเดียเรียกว่า ปางภูมิสัมผัสหรือปางภูมิผัสสะ มีอายุ ๑,๐๐๐ กว่าปี แม้บางองคุลีของพระหัตถ์ขวาและพระนาสิกจะหักบิ่นเล็กน้อย แต่ก็ยังทรงความสมบูรณ์งดงามอยู่มิได้จืดจาง

พระครูภาวนาจิตสุนทร (หลวงพ่อสมจิตร จิตตสังวโร) รองประธานสมาคมพุทธไทย-ภารต ประธานที่ปรึกษาวัดป่าพุทธคยา และเจ้าอาวาสวัดอรัญญิกาวาส ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี กล่าวว่า การบนบานศาลกล่าวขอพรจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับคนไทย

ชาวอินเดียนับถือศรัทธาความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำเป็นอย่างมาก เวลาลูกไม่สบายก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อน แล้วลูบเอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก ทำให้ลูกหายเจ็บป่วย หายงอแง กินข้าวได้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ จนหลายคนขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อน้ำมัน” หรือภาษาอินเดียว่า “เตลิยะบาบา” บางคนก็ขนานนามท่านว่า “หลวงพ่ออ้วน” หรือภาษาอินเดียว่า “โมต้าบาบา”

โดยเชื่อว่าเป็นเพราะบารมีของพระพุทธรูปหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ก็เลยพากันมาบนบาน และแก้บนโดยเอาน้ำมันเนยมาทาลูบไล้ เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา เอาข้าวสารมาไหว้ถวาย จนข่าวความศักดิ์สิทธิ์แพร่กระจายออกไปทั่ว แม้กระทั่งชาวพุทธในเมืองไทย ถ้าได้มายังประเทศอินเดีย ก็ไม่เว้นที่จะแวะไปกราบไหว้นมัสการหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา เมืองราชคฤห์ แห่งนี้

สำหรับบริเวณใกล้ๆ กันกับมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น มี บ่อน้ำ อยู่แห่งหนึ่ง ผู้คนชาวอินเดียมักจะมาบูชาพระอาทิตย์ และเอาน้ำในบ่ออาบกายตน เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้โชคดีมีสุข

รูปภาพ

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2011, 07:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b44: ประวัติหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ

สำหรับประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” หรือ “หลวงพ่ออ้วน” นั้น จากบันทึกของท่านราม ปิล่า สิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวอินเดีย ทำให้เราได้ทราบว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นโดยท่านธรรมปาล ในสมัยพระเจ้าเทวาปาล คือระหว่างปี พ.ศ. ๑๓๕๓-๑๓๙๓

ถ้าหากท่านทราบประวัติความเป็นมามากกว่านี้ ท่านจะรู้สึกศรัทธาและประหลาดใจเป็นแน่ เพราะเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือจากการทำลายของคนศาสนาอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๖๖ พวกมุสลิมเติร์ก (ตุรกี) ได้ใช้วิธีเผยแผ่พระศาสนาโดยใช้กำลังอาวุธ ถ้าใครไม่นับถือศาสนาของตนจะต้องถูกทำร้าย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกมุสลิมสามารถเข้ายึดครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้ทั้งหมด ด้วยการใช้กำลังอำนาจเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน ข่มเหง และย่ำยีด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งมี “โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ” ลูกชายของภัคเทีย ซิลจิ เป็นหัวหน้า ได้พาทหารสมัครพรรคพวกชาวเติร์กถืออาวุธเข้าห้ำหั่นชาวพุทธ ทุบทำลายเผาตำรับตำรา ถาวรวัตถุสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

กระทั่งเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปองค์อื่นๆ และเอกสารตำรับตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้ถูกเศษอิฐและหินทับถมจมลงใต้แผ่นดิน ถูกลบหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษ หรือประมาณเกือบ ๗๐๐ ปี คงเหลือไว้แต่ซากปรักหักพักอย่างที่เราเห็น เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ว่ากันว่ากองทัพมุสลิมเติร์กเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา กินเวลาเป็นแรมเดือนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมอดไหม้หมดสิ้น แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้มีความใหญ่โตกว้างใหญ่ไพศาลมากทีเดียว

สำหรับสาเหตุที่หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ถูกฝังจมอยู่ใต้แผ่นดินกินเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษนั้น ท่านตารนาท ธรรมสวามินปราชญ์ หรือท่านลามะธรรมสวามิน (Lama Dharmasvamin) พระธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ ได้บันทึกไว้ว่า...กองทัพมุสลิมเติร์กหลังจากเข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้ทั้งหมดแล้ว ก็เริ่มทำลายวัดวาอาราม ตลอดทั้งปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ กองทัพมุสลิมเติร์กนำโดย โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ พร้อมด้วยทหารประมาณ ๒๐๐ คน ได้กรีฑาทัพเข้าไปในมหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายพระพุทธรูปและศิลปกรรมต่างๆ ที่ขวางหน้าอย่างมันมือและเมามัน โดยปราศจากผู้คนที่จะมาต่อต้านเกือบทั้งสิ้น เท่านั้นมิหนำใจยังเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา จนทำให้คัมภีร์ตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งเก่าและใหม่ถูกไฟไหม้เกือบหมดสิ้น พอสาสมแก่ใจแล้ว โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ และทหารสมัครพรรคพวกชาวเติร์กก็ยกทัพกลับไปยังเมืองภัคเทียปูร์


พอกองทัพมุสลิมเติร์กยกทัพกลับไปแล้ว พระนักศึกษาและพระอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนาลันทาประมาณ ๗๐ องค์ ที่หลบซ่อนอยู่ก็พากันย้อนกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วก็พบว่าพระพุทธรูปและศิลปกรรมส่วนใหญ่ถูกทำลายเสียหายอย่างย่อยยับ แต่ยังมีที่พอที่จะจัดการปฏิสังขรณ์ได้ จึงพร้อมใจกันดำเนินการซ่อมแซม โดยให้ ท่านมุทิตาภัทร เป็นหัวหน้า ท่านรัฐมนตรีของกษัตริย์แคว้นมคธในสมัยนั้น ได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

แต่แล้วต่อมาวันหนึ่ง ได้มีชูชก ๒ คนเข้ามาวางอำนาจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา จนกระทั่งเวลา ๑๒ ปีผ่านไป ๒ ชูชกดังกล่าวก็ยังวางตนเขื่องอยู่ มาถึงคราวหนึ่งทั้ง ๒ ชูชกได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น และคงคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบรวมเศษไม้แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืนที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ไปทั่วมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก จนแหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัยนาลันทาอันเลื่องชื่อลือนามก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่บัดนั้น

ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย มีนักโบราณคดีจำนวนมากได้เข้ามาสำรวจขุดค้นพุทธสถานต่างๆ ในอินเดียโดยอาศัยบันทึกลายแทงของพระถังซัมจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง, Xuanzang ท่านเป็นพระจีนที่เคยเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลาถึง ๑๔ ปี โดยได้บันทึกเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด) เกี่ยวกับเรื่องของมหาวิทยาลัยนาลันทา คนแรกที่เข้ามาสำรวจ คือ ท่านลอร์ดแฮมิลตัน (Lord Hamilton) เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๘ แต่ไม่ค้นพบโบราณวัตถุสำคัญใดๆ ค้นพบเพียงพระพุทธรูปและเทวรูป ๒ องค์เท่านั้น ซึ่งสถานที่ค้นพบอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยสงฆ์เพียง ๑ กิโลเมตร

ต่อมาอีก ๔๕ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๓ มีนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ได้ศึกษาและอ่านบันทึกลายแทงของพระถังซัมจั๋งดังกล่าวจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงนำคณะเข้ามาสำรวจและขุดค้น ก็ปรากฏผลดังที่ตนปรารถนาไว้ทุกประการ คือได้ค้นพบพระเจดีย์องค์ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาพอดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูงเท่านั้น จากนั้นเซอร์คันนิ่งแฮมก็ได้ทำแผนที่ตามบันทึกลายแทงที่มีอยู่ (คือจากหนังสือของพระถังซัมจั๋ง) เพื่อค้นหาพระเจดีย์องค์อื่นๆ โดยมอบหมายให้กลุ่มนักสำรวจขุดค้นซึ่งมี นาย เอ.เอ็ม.พรอดเล่ย์ และ ดร.สปูนเนอร์ เป็นหัวหน้า เข้าไปค้นหาปูชนียวัตถุตามบันทึกนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ค้นพบซากพระเจดีย์องค์อื่นๆ และตัวมหาวิทยาลัยสงฆ์ รวมทั้ง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ และพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกมากมายหลายองค์ซึ่งส่วนมากจะเสียหายหักบิ่นจากการถูกทำลายของกองทัพมุสลิมเติร์กดังกล่าว ในครั้งนั้นกลุ่มนักสำรวจขุดค้นได้ส่งเข้าไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษเกือบทั้งหมด (ปัจจุบันได้นำกลับมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นาลันทา) การค้นพบครั้งนี้เท่ากับว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา” มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับ “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” นั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษด้วย และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุด จะมีหักบิ่นเล็กน้อยเฉพาะที่บางองคุลีของพระหัตถ์ขวาและพระนาสิกเท่านั้น สรุปแล้วก็คือเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือรอดจากการถูกทำลายของกองทัพมุสลิมเติร์ก และไม่ถูกอังกฤษยึดไป


หากมองจากภาพโดยทั่วๆ ไปแล้ว หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำนั้นมีขนาดใหญ่และประดิษฐานตั้งไว้บนฐานที่มั่นคง จึงยากลำบากต่อการเคลื่อนย้าย ตามคำบอกเล่าทราบว่าในภายหลังรัฐบาลอินเดียพยายามที่จะย้ายองค์หลวงพ่อไปเก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองนาลันทา แต่ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายมักเกิดเหตุอาเพศที่ไม่คาดฝันเสมอ เช่น ฝนตกอย่างหนัก เกิดฟ้าผ่าอย่างรุนแรง เป็นต้น กระทั่งเป็นเหตุให้การเคลื่อนย้ายองค์พระไม่สำเร็จ

ขณะเดียวกันชาวบ้านได้มาดูแลรักษาหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำไว้ หากเกิดการเจ็บป่วยก็จะนำน้ำมันมาทาลูบไล้องค์พระ แล้วอธิษฐานขอให้องค์หลวงพ่อรักษาโรคต่างๆ ซึ่งนับเป็นมหัศจรรย์ว่าโรคต่างๆ ได้ถูกรักษาด้วย “พลังความศักดิ์สิทธิ์” ขององค์พระ ปัจจุบันแม้แต่ชาวพุทธผู้แสวงบุญชาวไทยต่างได้เดินทางมาสักการะและอธิษฐานขอพรซึ่งก็สามารถรักษาโรคต่างๆ หายได้อย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก

ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงพ่อ ดร.เจ กัสสปะ พระสงฆ์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการอุปสมบทที่ประเทศศรีลังกา กลับมาฟื้นฟูมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง ท่านได้จัดให้มีการเรียนการสอนแผนกภาษาบาลีโดยเฉพาะ ระยะแรกๆ ยังไม่มีสถานที่ทำการเรียนการสอนถาวร ก็อาศัยวัดจีนไปพลางก่อน ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนขึ้นมาตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับที่ตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา (เก่า) ให้ชื่อว่า “นวนาลันทามหาวิหาร” ซึ่งก็ได้มีพระสงฆ์ไทยเดินทางไปศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกทางภาษาบาลี จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลายรูป

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนาลันทา ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่ง โดยมีพื้นที่ประมาณ ๘๐ ไร่เศษ ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์นาลันทา โดยเป็นที่เก็บรักษาและรวบรวมโบราณวัตถุสำคัญซึ่งขุดค้นพบได้ในบริเวณนาลันทาและราชคฤห์เอาไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนมากเป็นรูปสลักหินและรูปสำริดของพระโพธิสัตว์ และเทพของศาสนาพราหมณ์ ที่ล้วนมีความงดงามมาก ดูจากป้ายคำอธิบายส่วนมากเขียนบอกว่า เป็นศิลปะยุคคุปตะและยุคปาละ ทั้งนี้ ทางพิพิธภัณฑ์นาลันทาไม่อนุญาตให้บันทึกภาพใดๆ ภายในพิพิธภัณฑ์

รูปภาพ
หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) เมื่อครั้งเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา
[ภาพดัดแปลงจากหนังสือภาพประวัติพระถังซัมจั๋ง เรียบเรียงโดย ล.เสถียรสุต]


รูปภาพ
ซากกองอิฐสีแดงและเศษรูปสลักหินอ่อนที่ปรักหักพังของ “มหาวิทยาลัยนาลันทา”
มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก ซึ่งยังคงทิ้งร่องรอยของความยิ่งใหญ่ในอดีต
ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองราชคฤห์ (ใหม่) ห่างจากเมืองปัตนะ เมืองหลวงของรัฐพิหาร ๙๐ กิโลเมตร
“มหาวิทยาลัยนาลันทา” ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ได้แสดงพระสัทธรรมให้เราเห็นถึงกฎแห่งไตรลักษณ์


รูปภาพ
“มหาวิทยาลัยนาลันทา” มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
ศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยโบราณ
มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
แห่งราชวงศ์โมริยะ ประมาณปีพุทธศตวรรษที่ ๓ เป็นสถานศึกษาที่รุ่งเรืองยิ่ง
มีนักศึกษาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ท่าน มีครูอาจารย์ประมาณ ๑,๕๐๐ ท่าน
มีตึกสูงถึง ๖ ชั้น มีพระพุทธรูปปางสมาธิสูงถึง ๑๖ วา มีห้องสมุดใหญ่ถึง ๓ หลัง
อยู่ในมหาวิทยาลัยเดียว โดยผู้มาศึกษาเล่าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


รูปภาพ
“นวนาลันทามหาวิหาร” มหาวิทยาลัยนาลันทา (ใหม่)

:b47: :b40: :b47:

• มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39415

• พระถังซัมจั๋ง : ตถาตาหมื่นลี้ที่ปลายจมูก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=20219

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2011, 10:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6977

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b44: คำสวดบูชาหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
(ให้สวด ๓ จบ)

คำสวดบูชา

อิติปิ โส ภะคะวา กาฬะวัณณะพุทธะปฏิมัง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมาสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
(ให้สวด ๙ จบ หรือ ๑๐๘ จบ)


ขอพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ พุทธบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ดำ ที่ข้าพเจ้าได้บูชาแล้ว จงมีอานุภาพ พลานุภาพ บุญญฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จงบันดาลส่งผลให้ข้าพเจ้า มีอุดมมงคลสูงสุดในตัวข้าพเจ้า และครอบครัว ธุรกิจการงานของข้าพเจ้า จงชนะตลอด ปลอดภัยตลอด ร่ำรวยตลอด ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บตลอดชีวิต มีพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่ง ในที่สุดขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้ง เห็นจริงในอริยสัจ ๔ ประการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าจงรู้ธรรมอย่างนั้นด้วยเทอญ.

รูปภาพ

:b8: รวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหามาจาก ::
(๑) พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล
: ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม, ๒๕๔๔.
(๒) พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ), พระพุทธมนต์
(ฉบับตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล)
: ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม, ๒๕๕๐.
(๓) พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน : ดาวเหนือ, ๒๕๔๙.
(๔) พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบุญ จารึกธรรม : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๗.
(๕) ชิว ซูหลุน, ถังซำจั๋ง
จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง
: มติชน, ๒๕๔๗.

:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ :: เอื้อเฟื้อโดย คุณ Venfaa Aungsumalin
และ
http://www.painaima.com/board/index.php?topic=214.0

:b47: พระพุทธรูปองค์ดำ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=42195

:b39: พุทธสังเวชนียสถาน
: สถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2011, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ต.ค. 2009, 15:47
โพสต์: 417

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: วิปัสนา-กรรมฐาน เล่ม 1-2
ชื่อเล่น: นา
อายุ: 44
ที่อยู่: 140/19 ถ.อภัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าแก้ไขคนอื่น จงแก้ไขตัวเราเอง

....................................................

เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเล่า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เจ้ามาเปล่าแล้วเจ้าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา

...................................................


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2015, 19:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 608


 ข้อมูลส่วนตัว


ได้ไปกราบสักการะหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ที่นาลันทา ประเทศอินเดียมาแล้วค่ะ :b8: อีกทั้งยังได้ร่วมทำบุญในการหล่อหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ที่วัดในประเทศไทยอีกด้วยค่ะ :b20: :b16:

กราบสาธุๆๆ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2017, 13:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 548

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2018, 12:56 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1709

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2019, 20:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1955


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8: :b20:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มิ.ย. 2019, 13:33 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1574


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร