วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ย. 2017, 07:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2013, 16:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6848

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
ซากพระอุโบสถ “เทโวโรหนสถูป” เมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ
สถานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่ยังโลกมนุษย์
หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา


--------

เมืองสังกัสสะ
บันไดสวรรค์สู่โลกมนุษย์

:b39: ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

สังกัสสะ (Sankassa) เรียกตามสำเนียงสันสฤตว่า สังกัศยะ (Sankasya) หรือในปัจจุบันเรียกว่า สังกิสสะ (Sankissa) หรือสังกิสสะ บะสันตะปุระ (Sankissa Basantapura) เป็นเมืองอยู่ในแคว้นปัญจาละ (แคว้นปัญจาบ)

สังกัสสะ (Sankassa) คือ เมืองโบราณอยู่ในแคว้นปัญจาละในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์เทวโลกมาสู่ยังมนุษย์โลกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและเสด็จไปประกาศพระศาสนาในแคว้นต่างๆ แล้ว ในพรรษาที่ ๗ ทรงรำลึกถึงพระพุทธมารดา จึงทรงดำริที่จะสนองคุณของพระพุทธมารดา ดังนั้น จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์โปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา (ซึ่งประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) และเทวดาทั้งหลายอยู่ ๑ พรรษา

ครั้นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือหลังจากวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน พระพุทธองค์จึงได้เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาประทับ ณ เมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ (แคว้นปัญจาบ) โดยเสด็จลงตรงประตูเมือง พระบาทแรกที่ทรงเหยียบพื้นมนุษย์โลกนั้น ต่อมาได้กลายเป็นสถานที่ระลึกเรียกว่า “อจลเจดีย์” เรียกอย่างไทยเราก็เรียกว่า “รอยพระพุทธบาท” ตามตำนานว่าที่นี่เป็นที่แห่งหนึ่งซึ่งมีรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่


ปัจจุบัน เมืองสังกัสสะ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถีไปประมาณ ๙๐ ไมล์ ระหว่างเมืองลัคเนาว์กับเมืองอักรา ห่างจากเมืองกานปุร์, กานบุรี (Kanpur) ไป ๘๗ ไมล์ เป็นหมู่บ้านขนาดย่อม ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสังกิสสะ บะสันตะปุระ (Sankissa Basantapura) หรือสังกิสสะ (Sankissa) ใกล้แม่น้ำกาลี ในจังหวัดฟารุกาหบาท, ฟาร์รุกฮะบาด (Farrukahabad) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เมืองแห่งนี้ไม่ค่อยมีผู้แสวงบุญไปจาริกเท่าใดนัก เนื่องจากการเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ในปัจจุบันเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ตามประวัติศาสตร์ของอินเดียบันทึกไว้ว่า สังกัสสะเป็นเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งที่มั่นคง ครั้นเมื่อถึงกาลอวสาน สภาพเมืองกลับกลายเป็นป่าในที่สุด ซึ่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๗๒๖ (ค.ศ. ๑๑๘๓) บรรดาพราหมาณ์พากันยุยง ราชาไชยจันทร์แห่งเมืองกาเนาซ์ (หรือกาโนชน์) ว่าพระพุทธศาสนาเป็นภัยร้ายแรงต่อฮินดู หากขืนปล่อยไว้บ้านเมืองจะล่มสลาย ราชาไชยจันทร์จึงกรีฑาทัพมาเผาทุบทำลายเสียราบคาบ สังกัสสะจึงกลายสภาพเป็นเศษกองอิฐ และเสื่อมสลายกลายเป็นแผ่นดินท้องทุ่งโล่งในที่สุด

ดร.รามรุท สิงห์ นักประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาแห่งมหาวิทยาลัยมคธ (Magadh University) รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ความจริงพราหณ์เองก็ถือว่า “สังกัสสะ” เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของเขาเหมือนกัน ในคัมภีร์รามายณะเรียกสังกัสสะว่า “สังคัสสะ” การที่พวกพราหมณ์ต้องทำลายสังกัสสะเสียนั้น คงเนื่องมาจากพระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก ไม่กระนั้นพวกพราหมณ์คงจะหมดอาชีพไป

รูปภาพ
หลังจากวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑
พระพุทธองค์ทรงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่ยังโลกมนุษย์
ณ ประตูเมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ (แคว้นปัญจาบ) ประเทศอินเดีย
หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จประทับพระบาทยังพื้นดินเท่านั้น
ก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลก “โลกรวิวรรณ” กล่าวคือ
เนรมิตให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก ได้มองเห็นกันและกันตลอดทั้ง ๓ โลก
เพื่อให้ชนเหล่านั้นตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ศรัทธาในพระรัตนตรัย
ภาพวาด...ผลงานการสร้างสรรค์ของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต


--------

:b39: ความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ

เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ นครสาวัตถี แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ คัมภีร์โปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา (ซึ่งอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ตลอดเวลา ๓ เดือน เมื่อถึงวันมหาปวารณาออกพรรษาจึงได้เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก พระมหาโมคคัลลานะแสดงปาฏิหาริย์เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทูลถามว่าพระองค์จะเสด็จมาสู่มนุษย์โลก ณ ที่ใด พระพุทธองค์ตรัสถามว่า พระสารีบุตรและเธอจำพรรษาที่ใด เมื่อทราบคำกราบทูลว่า ท่านทั้งสองจำพรรษาอยู่ที่นครสังกัสสะ พระพุทธองค์จึงทรงตกลงพระทัยเสด็จลงสู่มนุษย์โลกที่ใกล้ประตูเมืองนครสังกัสสะ ท่ามกลางเทพพรหมซึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร วันนั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จประทับพระบาทยังพื้นดินเท่านั้น ก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลก “โลกรวิวรรณ” โดยทรงเนรมิตให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก สามารถมองเห็นกันและกันตลอดทั้ง ๓ โลก เสมือนนั่งอยู่พร้อมหน้ากันเป็นที่อัศจรรย์ กล่าวคือ ญาติที่เสียชีวิตถ้าอยู่บนสวรรค์ก็สามารถเห็นญาติในเมืองมนุษย์ได้ ญาติที่ตกนรกอยู่ก็สามารถเห็นญาติในเมืองมนุษย์ได้ ส่วนมนุษย์ก็สามารถเห็นญาติของตนทั้งในนรกและบนสวรรค์ได้เช่นกัน อีกทั้งวันนี้การลงโทษในเมืองนรกได้ยุติลงชั่วคราว จึงเรียกว่า “วันพระ (พุทธ) เจ้าเปิดโลก” ทำให้ผู้ที่ไม่เลื่อมใสได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วยิ่งเลื่อมใสยิ่งขึ้น


:b39: เมืองสังกัสสะหลังพุทธกาล

ในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช กล่าวกันว่า คราวเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จลงมาจากดาวดึงส์เทวโลกมาสู่ยังมนุษย์โลกหลังวันออกพรรษานั้น มีพระพรหม-เทพยดาจำนวนมากได้ตามส่งเสด็จอย่างสมพระเกียรติ ท้าวสักกเทวราชก็ได้เนรมิตบันไดทิพย์ ๓ บันได คือ บันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน ขึ้นมา โดยพระบรมศาสดาเสด็จลงสู่เมืองสังกัสสะทางบันไดแก้ว ส่วนบันไดเงินทางด้านขวาเป็นที่ลงของพระพรหม และบันไดทองด้านทางซ้ายเป็นที่ลงของเทพยดา ครั้นเมื่อพระบรมศาสดาทรงเสด็จเหยียบพื้นดินบนมนุษย์โลก บันไดทั้ง ๓ ก็อันตรธานไปเหลือให้เห็นเพียง ๗ ขั้น พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้ขุดดูลึกลงไปถึงบาดาลก็ยังไม่สิ้นสุด พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง จึงสร้างพระอุโบสถคลุมบันไดไว้ พร้อมกับโปรดให้สร้างพระพุทธรูปสูง ๑๖ ฟุต ปักเสาศิลาจารึกและประดิษฐานรูปช้างไว้บนยอดเสา

เมื่อปี พ.ศ. ๙๔๓ ท่านหลวงจีนฟาเหียน (Fa-hsien) เรียกเมืองสังกัสสะว่า “กังเกียส” ประวัติศาสตร์ในยุคหลังพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานไม่ชัดเจนนัก ทราบเพียงส่วนที่กล่าวไว้ในอรรถกถาสังคีติสูตร คือ พ.ศ. ๑๐๐ การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ มีพระเถระชื่อว่า เรวตะ มาพักที่เมืองสังกัสสะ แล้วค่อยเดินทางไปร่วมประชุม ณ วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ตามบันทึกยังกล่าวอีกว่า บริเวณเมืองสังกัสสะมีอาณาเขตถึง ๒,๐๐๐ ลี้ มีวัดในทางพระพุทธศาสนาถึง ๔ วัด พระสงฆ์อีก ๑,๐๐๐ รูป ทั้งหมดเป็นพระสงฆ์ทางฝ่ายมหายาน นิกายสัมมิติยะ มีเทวาลัยอยู่ ๑๐ แห่ง และในเมืองนี้ยังมีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ท่านพระถังซัมจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง, Xuanzang, พ.ศ. ๑๓๐๐) ได้บันทึกถึงจดหมายเหตุถึงเมืองสังกัสสะว่า พลเมืองที่อยู่อาศัยที่สังกัสสะ มีกิริยานุ่มนวล พวกผู้ชายตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน มีสังฆารามขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันงดงามวิจิตร ในบริเวณสังฆารามมีบันได ๓ ชั้นตั้งเรียงกัน เป็นที่หมายว่าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมามนุษย์โลก ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้มีเหลือแต่เพียงซากพระอุโบสถ หรือ “เทโวโรหนสถูป” เป็นเสมือนกองดินเป็นเนินสูงขึ้นไป เบื้องล่างใกล้เคียงกัน มี “ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช” บนยอดเสาเป็นรูปช้าง ซึ่งได้ถูกกองทัพมุสลิมเผาทุบทำลายจนในปัจจุบันเหลือแต่เพียงตอเสากับรูปช้างชำรุดเท่านั้น

ท่านพระถังซัมจั๋ง กล่าวถึงเสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าขณะที่ท่านพบ มีความสูงประมาณ ๗๐ ฟุต ตั้งอยู่ข้างพระวิหาร ยามเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ เสาหินนี้จะสะท้อนเป็นสีชมพูส่องแสงแวววับ ด้วยว่าสร้างจากหินอย่างดีบดละเอียด มีช้างหมอบตั้งอยู่บนยอดเสา หันหน้าไปทางบันไดทั้งสามนั้น ข้างเสาหินได้เห็นพระสถูปและพระวิหารที่พระพุทธองค์เสด็จเข้าสมาธิ ข้างพระวิหารมีกำแพงยาว ๕ ก้าว สูง ๒ ฟุต เป็นที่พระพุทธองค์ทรงเดินจงกรม มีรูปดอกบัวเป็นเครื่องหมายอยู่บนกำแพงอย่างเดียวกับที่พุทธคยา

ท่านเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ได้เดินทางมาสำรวจโบราณสถานที่เมืองสังกัสสะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ได้พบซากพระวิหารกำแพงและพระพุทธปฏิมากรบางส่วนเท่านั้น


:b39: สถานที่น่าสนใจในเมืองสังกัสสะ

๑. ซากพระอุโบสถ “เทโวโรหนสถูป” เป็นกองดินเป็นเนินสูงขึ้นไปขนาดใหญ่ มีความสูงราว ๑๒ เมตร มีซากอิฐเรียงรายขนาดใหญ่เหมือนป้อม ต่อมาป้อมได้พังลงตามกาลเวลา เทโวโรหนสถูปแห่งนี้เป็นพระสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างถวาย ซึ่งได้ปักเสาหินรูปช้างไว้ข้างพระสถูปด้วย เมื่อพระสถูปได้ผุพังตามกาลเวลาก็ไม่มีใครดูแล ต่อมาได้มีชาวฮินดูนำรูปพระศิวะและพระนางปารวตีไปตั้งไว้ จึงเป็นที่บูชาสักการะของชาวฮินดู แล้วได้มีการสร้างวัดฮินดูครอบไว้ นามว่า วิสาลีเทวีมันตีร นอกจากนั้นภายในเนินเทโวโรหนสถูปยังพบพระพุทธรูปเก่าแก่เป็นจำนวนมาก แต่ได้สูญหายไปหมด เมื่อเจ้าหน้าที่มาสำรวจจึงเหลือเพียงบางองค์ที่แตกหักเท่านั้น

๒. เสาอโศก หรือเสาศิลาจารึกอโศก คงเหลือไว้แค่ ยอดเสาหินแกะสลักเป็นรูปช้างตัวเดียว งวงหักไป ทำจากหินทรายแดงขัดมัน มีความสูงราว ๒ เมตร ไม่มีข้อความจารึกเขียนไว้

๓. ภาพพระพุทธเจ้า ห่างจากเสาอโศกเล็กน้อย มีอาคารขนาดเล็กตั้งอยู่ ด้านในมีภาพแกะสลักสีดำซึ่งค้นพบโดย ดร.พระวิชัยโสมรัตนะเถระ ชาวศรีลังกา ตั้งอยู่ใกล้สระน้ำของหมู่บ้าน เป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังทรงเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่ยังโลกมนุษย์ โดยมีท้าวมหาพรหมถือฉัตรให้พระพุทธองค์ ยืนอยู่เบื้องซ้าย ท้าวสักกเทวราชถือบาตร ท้าวสุยามเทพบุตรถือแส้จามร ถวายงานพัดพระบรมศาสดา ปัญจสิขเทพบุตรบรรเลงพิณ มาตุลีเทพบุตรถือของหอมบูชา มีบันได ๓ อย่าง คือ บันไดทอง บันไดแก้ว บันไดเงิน

๔. วัดศรีลังกา “วัดเทโวอาโรหณะ ไมตรียะ พุทธวิหาร” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ๒ รูป คือ ดร.พระปัญญาสาระเถระ เป็นเจ้าอาวาส และ ดร.พระวิชัยโสมรัตนะเถระ ภายในวัดมีโรงเรียนระดับมัธยมเพื่อสอนเด็กยากไร้ทั่วไป วัดสามารถเป็นที่พักของผู้แสวงบุญได้

๕. วัดอินเดีย “วัดศากยมุนี พุทธวิหาร” อยู่ห่างจาก “เทโวโรหนสถูป” ไปประมาณ ๑ กิโลเมตร ในเขตอำเภอเมนบุรี สร้างขึ้นโดย พระธัมมปาละ พระสงฆ์ชาวอินเดียที่จบจากมหาวิทยาลัยสัมปูรณานันทสันสกฤต เมืองพาราณสี เป็นศิษย์วัดพระยายัง กรุงเทพมหานคร วัดมีเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่

๖. วัดอื่นๆ คือ วัดพม่า วัดเกาหลี และวัดธิเบต

รูปภาพ
ซาก “เทโวโรหนสถูป” เมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ
สถานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในปัจจุบันมีเหลือแต่เพียงซากพระอุโบสถ หรือซาก “เทโวโรหนสถูป”
เป็นเสมือนกองดินเป็นเนินสูงขึ้นไปขนาดใหญ่
และเบื้องล่างอยู่ใกล้เคียงกันนั้น มี “ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช”


รูปภาพ

รูปภาพ
“ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช” เมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ
บนยอดเสาแกะสลักเป็นรูปช้างตัวเดียว แต่งวงหักไป
เนื่องจากถูกกองทัพของราชาไชยจันทร์แห่งเมืองกาเนาซ์ทุบทำลาย
จนในปัจจุบันเหลือเพียง “ยอดเสา” กับ “รูปช้างชำรุด” เท่านั้น


--------

:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูล ::
เว็บไซต์
http://suvarnbhumi.blogspot.com/
และขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ ::
ซึ่งเอื้อเฟื้อโดย คุณ Venfaa Aungsumalin


:b39: พุทธสังเวชนียสถาน
: สถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377

:b39: รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “วันออกพรรษา”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=45497

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 11:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 14:07
โพสต์: 284


 ข้อมูลส่วนตัว


อีกไม่กี่วันต่อแต่นี้ก็จะออกพรรษาแล้ว เราชาวพุทธคงได้ทำบุญตักบาตรเทโวกันค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2016, 12:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1390


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุ ใกล้วันออกพรรษาแล้วค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2017, 13:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 402

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร