วันเวลาปัจจุบัน 18 ต.ค. 2019, 08:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2013, 08:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b47: ไหว้พระประธาน 77 จังหวัด

พระคันธารราฐ
พระพุทธรูปศิลาเขียว พระประธานในพระวิหารสรรเพชญ์
หรือพระวิหารคันธารราฐ, พระวิหารเขียน, พระวิหารน้อย
วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ (พระอารามหลวง)
ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


:b44: :b45: :b44:

“พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา พุทธลักษณะ เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี ปางประทานปฐมเทศนา มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.70 เมตร สูง 5.20 เมตร สร้างขึ้นจากวัสดุหินปูนสีเขียวแก่หรือศิลาเขียว (Bluish Limestone) พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางคว่ำอยู่บนพระชานุ (เข่า) เบื้องพระปฤษฎางค์ (เบื้องหลัง) มีพนัก และเหนือขึ้นไปหลังพระเศียรมีประภามณฑลหรือรัศมี สลักลายที่ขอบ ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารสรรเพชญ์ หรือพระวิหารคันธารราฐ หรือพระวิหารเขียน หรือพระวิหารน้อย

พระวิหารสรรเพชญ์ ประชาชนเรียกชื่อว่า “พระวิหารคันธารราฐ” หรือเรียกชื่อว่า “พระวิหารเขียน” เนื่องจากมีลายเขียนภายในพระวิหาร หรือมีชื่อเรียกกันอีกว่า “พระวิหารน้อย” เนื่องจากเป็นพระวิหารขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 16 เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ห่างจากพระอุโบสถประมาณ 2 เมตรเศษ หันหน้าออกไปทางทิศใต้หรือไปทางแม่น้ำลพบุรี พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2381 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระวิหารมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ปิดทองประดับกระจกเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หน้าบันสลักลายดอกไม้และนก มีประตูเข้าสู่ภายในพระวิหารเฉพาะด้านหน้าประตูเดียว เป็นประตูไม้แกะสลักลายก้านขดเคล้าภาพเป็นภาพเทพนม ครุฑ นาค และนก ตอนล่างแกะลายฐานสิงห์ ตอนบนเป็นวิมานและลายเปลว (ฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย อาจเป็นสมัยพระเจ้าปราสาททอง) ซุ้มประตูเป็นลายปูนปั้นปิดทอง ตรงกลางทำเป็นรูปอาคารแบบยุโรป ล้อมด้วยลายดอกไม้มีลายเครือเถาอยู่ที่กรอบ เป็นลายแบบฝรั่งปนจีนฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 4 ผนังด้านข้างของพระวิหารมีหน้าต่างด้านละ 1 บาน ผนังด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังเขียนภาพเล่าเรื่องชาดกโดยรอบ ปัจจุบันภาพเขียนจิตรกรรมยังคงอยู่แม้จะลบเลือนไปมากตามกาลเวลา

พระคันธารราฐ สันนิษฐานว่าเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา มาก่อน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีมาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดร้างในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษาการกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุ จึงได้ขุดค้นพบ “พระคันธารราฐ” พระพุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดีองค์นี้ แล้วได้มีการเคลื่อนย้ายอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารน้อย ที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2381 นี้ ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้จารึกไว้ในศิลาซึ่งติดตั้งไว้ที่ฝาผนังเมื่อปี พ.ศ. ที่สร้าง มีข้อความว่า พระคันธารราฐนี้ พระอุบาลีมหาเถระซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณฑูตพร้อมด้วยพระสงฆ์สยามวงศ์นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในประเทศลังกา

แต่ทว่านักโบราณคดีมีความเห็นว่า “พระคันธารราฐ” เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ.1000-1200 และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดมหาธาตุ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดทุ่งพระเมรุ หรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทางราชการได้ขุดพบศิลาเรือนแก้วชำรุดอันหนึ่ง ที่วัดทุ่งพระเมรุ หรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม เมื่อนำมาเทียบกับ “พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุ ก็ปรับเข้ากันได้สนิท

ในการขุดค้นครั้งปี พ.ศ.2481-2482 ศาสตราจารย์ ปิแอร์ ดูปองด์ นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ได้ขุดพบท่อนพระเพลา พระกร และนิ้วพระหัตถ์อีกหลายนิ้ว ที่วัดทุ่งพระเมรุ หรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม ซึ่งขนาดเดียวกับ “พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุ จึงเชื่อกันว่า “พระคันธารราฐ” อัญเชิญมาจากวัดทุ่งพระเมรุ หรือวัดพระเมรุ จ.นครปฐม


ดังนั้น ความเก่าแก่ของ “พระคันธารราฐ” จึงเก่าแก่กว่าในสมัยกรุงสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบุโรพุทโธ (Borobudur) บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย


พระคันธารราฐ กล่าวกันว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปศิลาเขียว แต่เนื่องจากผ่านกาลเวลามานานจึงทำให้กลายเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันดูคล้ายเป็นสีดำ แต่ถ้ามองดูในระยะใกล้ๆ แล้วจะเห็นเม็ดเล็กๆ สีเขียวเพราะทำจากหินทรายแกะสลัก เชื่อกันว่าหากบูชาสักการะแล้วจะอายุยืนมั่นคงดั่งศิลา

พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี
ที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ระหว่างปีพุทธศักราช 1100-1600
ปางประทานปฐมเทศนา ปรากฏในโลกเพียง 6 องค์เท่านั้น
(ตามที่มีหลักฐานเหลืออยู่ในปัจจุบัน) ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนน้อยอย่างยิ่ง
โดยในประเทศไทยพบ 5 องค์ และในประเทศอินโดนีเซียพบ 1 องค์ ดังนี้


:b47: วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม มี 2 องค์ คือ
พระพุทธรูปศิลาขาว หรือ “หลวงพ่อประทานพร” พระประธานในพระอุโบสถ
และพระพุทธนรเชษฐ์ เศวตอัศมมัยมุนี ศรีทวารวดีปูชนียบพิตร
หรือเรียกพระนามสั้นๆ ว่า “พระพุทธนรเชษฐ์ฯ” หรือ “หลวงพ่อขาว”
ประดิษฐาน ณ ลานชั้นลด (กะเปาะ) ด้านทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์

:b47: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร
ประดิษฐาน ณ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ มี 1 องค์ เป็นพระพุทธรูปศิลาขาว

:b47: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา
มี 1 องค์ เป็นพระพุทธรูปศิลาขาว

:b47: วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา
มี 1 องค์ คือ พระคันธารราฐ พระพุทธรูปศิลาเขียว
พระประธานในพระวิหารสรรเพชญ์หรือพระวิหารน้อย

:b47: ประเทศอินโดนีเซีย มี 1 องค์ คือ พระพุทธรูปศิลาขาวขนาดใหญ่
ประทับนั่งห้อยพระบาท วางฝ่าพระบาทบนดอกบัว ปางประทานปฐมเทศนา
ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเมนดุต จันทิเมนดุต (Candi Mendut)
หรือวัดเมนดุต (Mendut Temple) พุทธสถานขนาดเล็กที่เก่าแก่ที่สุด
ในเมืองยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) ประเทศอินโดนีเซีย
ซึ่งเป็นอาคารทรงปราสาทยอดสถูปที่สร้างครอบศาสนสถานเดิมที่ก่อด้วยอิฐ
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำจากหินภูเขาไฟเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13
ตั้งอยู่ห่างจากบุโรพุทโธ (Borobudur) ไปทางทิศตะวันออก 3 กิโลเมตร
ทั้งนี้ จันทิเมนดุตหรือวัดเมนดุตเป็นวัดในพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน

พระพุทธรูปศิลาขาวในประเทศอินโดนีเซียองค์นี้ มีขนาดใหญ่กว่าตัวคนจริง
คือ มีขนาดสูง 3 เมตร แกะสลักจากหินลาวาภูเขาไฟอายุ 1,200 กว่าปี
หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ซึ่งนับว่าแปลกกว่าองค์พระพุทธรูป
ในจันทิ (วัด, เจดีย์) อื่นๆ ที่ล้วนหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทั้งสิ้น

และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2503
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จฯ ทรงทอดพระเนตรพระวิหารบุโรพุทโธ และพระวิหารเมนดุต
ในการนี้ สมาคมพุทธศาสนาแห่งอินโดนีเซียได้ทูลเกล้าฯ ถวาย
พระพุทธรูปองค์หนึ่ง พร้อมด้วยธงฉัพพรรณรังสี
ซึ่งเป็นธงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาแด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์


ในจำนวนพระพุทธรูปศิลา 6 องค์นี้ มีเพียงองค์เดียวที่สร้างขึ้นจากศิลาเขียว
อยู่ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา

ส่วนที่เหลือทั้งหมดสร้างขึ้นจากศิลาขาวทั้งสิ้น ถึงกระนั้นก็ยังเกิดความสับสนกันอยู่เนืองๆ

วัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่า วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง หมู่ที่ 5 ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” เป็นเพียงวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยา ที่รอดพ้นจากการถูกพม่าเผาทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับสาเหตุนั้นได้มีการบันทึกไว้ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการามว่า เนื่องมาจากตั้งอยู่ใกล้พระราชวังหลวง และพม่ายังได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งกองทัพ-กองบัญชาการ ทำให้ยังคงสภาพดีไม่ถูกทำลายด้วยประการทั้งปวง ด้วยเหตุนี้จึงยังคงมีงานศิลปกรรมของสมัยอยุธยาแท้ๆ ตกทอดมาให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ชมกันจนถึงปัจจุบัน

ตามประวัติกล่าวว่า “พระองค์อินทร์” ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2046 (อยุธยาตอนต้น) ประทานนามว่า วัดพระเมรุราชิการาม วัดแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ “สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ” ได้ใช้เป็นสถานที่เจรจาสงบศึกกับ “พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง” เมื่อปี พ.ศ.2106 และในอีกตอนหนึ่งคือ เมื่อคราว “พระเจ้าอะลองพญา” มาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2303 พม่าได้ยกเอาปืนใหญ่มาตั้งไว้ระหว่างวัดหน้าพระเมรุราชิการาม กับวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) พระเจ้าอะลองพญาทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในพระอุโบสถ เมื่อพระองค์จุดดินระเบิดเกิดระเบิดขึ้น จนทำให้ปากกระบอกปืนแตก สะเก็ดระเบิดลุกเป็นไฟ ต้องพระวรกายบาดเจ็บสาหัสประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้นพม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือ แต่ยังไม่ทันพ้นเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

ด้วยบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากข้าศึกมาตลอด วัดหน้าพระเมรุราชิการามจึงเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีเก่าแห่งสยามประเทศในยุคที่รุ่งโรจน์นั้น ล้วนเต็มไปด้วยวัดวาอาราม และปราสาทราชวังมากมาย แต่หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาต้องมาแตกลงในการเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2310 ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทรงกอบกู้สยามประเทศได้ในปลายปีเดียวกัน การเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ยังความสูญเสียแก่เมืองกรุงศรีอยุธยาอย่างใหญ่หลวงเพราะถูกพม่าเผาทำลายบ้านเรือน วัดวาอาราม และปราสาทราชวัง ฯลฯ จนย่อยยับ คงหลงเหลือไว้เพียงซากแห่งความรุ่งโรจน์ทิ้งไว้เป็นอุทาหรณ์แด่อนุชนรุ่นหลัง ซึ่งในปัจจุบันสามารถสัมผัสกับซากอดีตอันรุ่งโรจน์เหล่านั้นได้ในพื้นที่รอบเกาะเมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สถาปัตยกรรมภายในวัดอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น คือ พระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่เจาะช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธานเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย งดงามเป็นที่ยิ่ง หน้าบันไม้สักลงรักปิดทอง สลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑหยุดเศียรนาคหน้าราหู ล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม (เทพชุมนุม) จำนวน 26 องค์ ตรงอาสนสงฆ์มีจารึกเป็นกาพย์ห่อโคลงและกาพย์ยานี ทั้งนี้ วัดหน้าพระเมรุราชิการามได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ปัจจุบัน วัดหน้าพระเมรุราชิการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และมี “พระพิศาลวิหารกิจ (สมศักดิ์ ฉนฺทกโร)” ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

พระคันธารราฐ พระประธานในพระวิหารสรรเพชญ์
หรือพระวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุราชิการาม


รูปภาพ

“พระคันธารราฐ” วัดหน้าพระเมรุราชิการาม
บันทึกภาพโดยช่างภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์
Martin Hurlimann เมื่อปี พ.ศ.2472 (ค.ศ.1929)


รูปภาพ

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่แบบมหาจักรพรรดิ ปางมารวิชัย
พระประธานในพระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม


รูปภาพ

พระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม

รูปภาพ

ใกล้ๆ พระอุโบสถ มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่ครอบพระเจดีย์
โดยมีเศียรพระพุทธรูปถูกต้นโพธิ์ปกคลุมอยู่ด้วย
Unseen Ayutthaya !! Unseen Thailand !!


รูปภาพ

รูปภาพ

พระพุทธรูปศิลาขาวประทับนั่งห้อยพระบาท ปางประทานปฐมเทศนา
ประดิษฐาน ณ พระวิหารเมนดุต จันทิเมนดุต (Candi Mendut)
เมืองยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) ประเทศอินโดนีเซีย


:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพ ::
1. หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ออนไลน์
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ โดย วิเชียร นรสิงห์
2. ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2549 17:55 น.
3. http://www.devboxs.com/data/indonesia-art/
4. เว็บไซต์น้ายักษ์ http://www.naryak.com/forum/
5. http://torngmail.blogspot.com/2010/08/4 ... endut.html


:b44: พระพุทธรูปศิลาขาว วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=39910

:b44: พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดี ปรากฏในโลกเพียง ๖ องค์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=48134

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ย. 2013, 18:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 10:07
โพสต์: 407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ช่วงต้นเดือนกันยายนศกนี้ พึ่งจะไปทัวร์บุญ-สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดต่างๆ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา มาครับ สำหรับวัดหน้าพระเมรุราชิการามนั้น (เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกพม่าทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) ได้ไปกราบสักการะ หลวงพ่อเชียงแสน อายุ 700 กว่าปี, พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในพระอุโบสถ อายุ 500 กว่าปี, หลวงพ่อขาว อายุ 500 กว่าปี และ พระคันธารราฐ พระประธานในพระวิหารน้อย อายุ 1,500 กว่าปี องค์พระล้วนงดงามมากทุกองค์ ใกล้ๆ พระอุโบสถ จะมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่ครอบพระเจดีย์ โดยมีเศียรพระพุทธรูปถูกต้นโพธิ์ปกคลุมอยู่ด้วย unseen ครับ ไปวัดแห่งนี้วัดเดียวคุ้มจริงๆ นะครับ ในระหว่างเดินไปกราบสักการะองค์พระแต่ละองค์ ขณะเดินไปหน้าบาน ยิ้มตลอดเลยครับ ปีติจริงๆ ได้เห็นร่องรอยแห่งความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุทธาเป็นราชธานีของไทยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ย. 2013, 07:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4882

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: โมทนาด้วยค่ะคุณศิษย์หลวงปู่ทา


ฮานาโกะอยากไปมั่งจังค่ะ ไม่เคยไปเที่ยวอยุธยาเลยอะ
:b3:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2013, 18:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 10:07
โพสต์: 407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ยังอยากจะไปเยือนวัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา อีกสักหลายๆ ครั้งครับ คุณ Hanako


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ต.ค. 2013, 17:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


cool cool cool

อนุโมทนาสาธุด้วยครับ

smiley smiley smiley

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2018, 20:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ในคราวเสด็จฯ ทรงทอดพระเนตร
“พระวิหารบุโรพุทโธ่” และ “พระวิหารเมนดุต” ประเทศอินโดนีเซีย
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๓


:b50: :b49: :b50:

:b8: ได้ไปสักการะมาหลายคราวแล้วค่ะ องค์พระคันธารราฐงดงามมาก หลวงพ่อที่ท่านอยู่ดูแลพระวิหารน้อยหรือพระวิหารคันธารราฐ ท่านพูดกับญาติโยมที่ไปสักการะว่า บางคนเดินทางมาเที่ยวมาทำบุญที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งหลายๆ สิบครั้ง แต่ก็ไม่มีบุญไม่มีวาสนามากราบพระคันธารราฐ ซึ่งมีอายุ ๑,๕๐๐ กว่าปีเลยสักครั้ง แบบนี้ถือว่ายังมาไม่ถึง จ.พระนครศรีอยุธยา...Unseen Ayutthaya !! Unseen Thailand !!

:b49: :b50: :b49:

:b44: พระพุทธรูปศิลาขาว วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=39910

:b44: พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดี ปรากฏในโลกเพียง ๖ องค์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=48134

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ต.ค. 2018, 14:27 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1816

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2019, 19:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2174


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss :b20:
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร