วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2019, 00:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=22



กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ประวัติตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไทย

“สังฆราช” แปลว่า ราชาของสงฆ์ ราชาของหมู่คณะ
หมายถึง พระมหาเถระผู้เป็นใหญ่สูงสุดในสังฆมณฑล
เรียกอย่างเต็มว่า “สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”

และเรียกอย่างย่อว่า “สมเด็จพระสังฆราช”
นอกจากนี้ สังฆราช อีกความหมายหนึ่งยังเป็นชื่อเรียก
ตำแหน่งพระมหาเถระผู้ใหญ่สูงสุด เช่นนั้นโดยเรียกว่า
ตำแหน่งสังฆราช หรือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

สังฆราช ในสังฆมณฑลไทย
กฎหมายได้กำหนดให้มีพระองค์เดียวมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
ทั้งนี้เพื่อป้องกันความแตกแยกสามัคคีที่จะเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์
จึงเท่ากับตำแหน่งนี้ดำรงอยู่ในฐานะ “พระสังฆบิดร” ด้วย

สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
เป็นตำแหน่งอันทรงสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย
ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์ และเป็นตำแหน่งที่มีมานานแล้ว
ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. ๑๘๐๐-๑๙๘๑)

สันนิษฐานว่าคณะสงฆ์ไทยได้นำแบบอย่างมาจากลัทธิลังกาวงศ์
ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงอัญเชิญ
พระเถระผู้ใหญ่ของลังกาที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย
ดังมีจารึกปรากฏไว้ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ราว พ.ศ. ๑๘๓๕ ว่า

“พระนครสุโขทัย มีสังฆราช มีปู่ครู มีมหาเถร มีเถร”

นอกจากนี้ใน “ตำนานคณะสงฆ์” ที่
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้
ได้ทรงกล่าวถึงการปกครองของคณะสงฆ์ในสมัยกรุงศรีสุโขทัย” ว่า

“สมณศักดิ์ในสยามประเทศที่ได้พบหลักฐานเป็นเก่าก่อนที่สุด
มีในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๓
ในราชวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
จารึกไว้เมื่อราว พ.ศ. ๑๘๓๕

ว่าพระนครสุโขทัย มีสังฆราช มีปู่ครู มีมหาเถระและมีเถระสังฆราช
เห็นจะเป็นตำแหน่งสังฆนายกชั้นสูงสุด
ตำแหน่งปู่ครูตรงกับที่เราเรียกว่าพระครูทุกวันนี้
เป็นตำแหน่งสังฆนายกรองลงมาจากสังฆราช

แต่มหาเถระที่กล่าวในศิลาจารึกนั้น
เห็นจะเป็นแต่หมายความว่า
พระภิกษุซึ่งมีพรรษาอายุและทรงคุณธรรม
ในทางพระศาสนาเป็นมหาเถระและเถระตามพระวินัยบัญญัติ
มิใช่เป็นสมณศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้ง
เหตุใดจึงเรียกตำแหน่งสังฆนายกว่า สังฆราชปู่ครู

ข้อนี้มีเค้าที่จะพึงสันนิษฐานได้ด้วยยศพราหมณ์
ซึ่งปรากฏมียศเป็นพระราชครูและพระครู
(ในครั้งนั้นเห็นจะยังเรียกว่าปู่ครูอย่างศิลาจารึก)

ด้วยพราหมณ์เป็นผู้สั่งสอนแบบแผนประเพณี
ข้างฝ่ายพระราชอาณาจักร
ตั้งแต่เมื่อครั้งขอมยังเป็นใหญ่ในประเทศนี้
เมื่อไทยได้มาปกครองสยามประเทศ
ลงมาตั้งราชธานีที่พระนครสุโขทัย
เชื่อได้ว่าคติพราหมณ์มีมั่นคงในที่นั้นมาแต่ก่อนแล้ว

เมื่อมามีพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามากขึ้น
พระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ทรงพระราชดำริเห็นสมควรจะต้องยกย่องให้สังฆราช แลปู่ครูโดยอันดับกัน
ตำแหน่งพระสังฆราชที่ไม่เรียกว่า พระราชครู
จะเป็นเพราะเหตุที่พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สอน

แต่ธรรมวินัยฝ่ายพระศาสนาไม่ได้เป็นข้าเฝ้าเข้ารับราชการเหมือนพราหมณ์
สังฆนายกมีหน้าที่แต่งบังคับบัญชาว่ากล่าวพระภิกษุสงฆ์บริษัท
จึงเรียกว่าสังฆราชา
ทางที่จะเดามูลเหตุที่เรียกสังฆนายกว่า พระสังฆราชและปู่ครู
ข้าพเจ้าคิดเห็นแต่ทางเดียวเท่านั้น”

“ในประเทศสยาม เมื่อพระนครสุโขทัยเป็นราชธานี
เห็นจะมีพระสังฆราชกว่าองค์เดียว
ด้วยวิธีปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น
หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานี
เป็นเมืองประเทศราชโดยมากแม้เมืองที่อยู่ใกล้ราชธานี
ที่เป็นเมืองใหญ่ก็ตั้งเจ้านายในราชวงศ์ออกไปครองอย่างทำนองเจ้าประเทศราช
เมืองใหญ่เมือง ๑ น่าจะมีพระสังฆราชองค์ ๑ เป็นสังฆปรินายก
ของสงฆ์บริษัทตลอดเขตเมืองนั้น
ความที่กล่าวข้อนี้มีเค้าเงื่อนปรากฏในทำเนียบชั้นหลัง
ยังเรียกเจ้าคณะเมืองว่า พระสังฆราชาอยู่หลายเมือง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพึ่งทรงเปลี่ยนแปลงเป็นสังฆปาโมกข์
เมื่อรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์นี้

แต่สำนวนตำแหน่งปู่ครูนั้นเปลี่ยนเรียกเป็นพระครูแต่ในครั้งสุโขทัย
ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า
เชื่อได้แต่ว่า ตำแหน่งพระครูเป็นตำแหน่งสังฆนายก
รองแต่สังฆราชลงมาเมืองใหญ่มีเมืองละหลายๆ องค์
ถ้าเป็นเมืองน้อย สังฆปรินายกก็มีสมณศักดิ์เป็นแต่ปู่ครู”

“ฝ่ายคติข้างลังกาเขาก็มีสมณศักดิ์เป็น ๒ ชั้น
ชั้นสูง “มหาสวามี” ชั้นรองลงมาเรียกว่า “สวามี”
มิได้เรียกว่าสังฆราชและปู่ครูอย่างในประเทศสยาม
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าสมณศักดิ์อย่างลังกา
ก็ตรงกับในสยามประเทศในสมัยเดียวกันนั้น
เพราะมีพยานปรากฏในศิลาจารึกของพระมหาธรรมราชา (ลิไท)
ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้ารามคำแหงได้เสวยราชย์ ณ กรุงสุโขทัย
ภายหลังพระเจ้ารามคำแหงประมาณ ๗๐ ปีเศษ

ว่าเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๔ ได้โปรดให้ราชบุรุษไปอาราธนา
พระสวามีสังฆราชมาแต่ลังกาทวีป
การที่ใช้ศัพท์มหาสวามีกับสังฆราชควบกันเช่นนี้
ทำให้เห็นได้ว่า เทียบ ๒ ตำแหน่งนั้น
ตรงกับการปกครองคณะสงฆ์ครั้งพระนครสุโขทัยเป็นราชธานี
ตามที่ปรกกฎในศิลาจารึกได้ความเพียงเท่านี้”

“แต่มีหนังสือพงศาวดารเหนืออีกแห่ง ๑ ว่า
ในครั้งพระนครสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น
จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์เป็นฝ่ายขวาฝ่าย ๑ ฝ่ายซ้ายฝ่าย ๑
และมีราชทินนามสำหรับสังฆนายกดังนี้”

ฝ่ายขวา พระสังฆราช อยู่วัดมหาธาตุ
พระครูธรรมไตรโลก อยู่วัดเขาอินทรแก้ว
พระครูยาโชค อยู่วัดอุทยานใหญ่
พระครูธรรมเสนา อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

ฝ่ายซ้าย พระครูธรรมราชา อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว
(ชื่อป่าแก้วเห็นจะเติมเข้าในครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี)

พระครูญาณไตรโลก อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ
พระครูญาณสิทธิ์ อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ”

“ทำเนียบคณะสงฆ์ที่ปรากฏในหนังสือพงศาวดารเหนือดังนี้
อาจจะเป็นการซึ่งจัดขึ้นในครั้งพระมหาธรรมราชา (ลิไท)
ถ้าจริงดังนั้น เห็นได้ว่าในชั้นหลังลงมา
วิธีปกครองคณะสงฆ์ครั้งสุโขทัยแปลกกว่าเดิม ๒ อย่าง คือ
แยกการปกครองออกเป็น ๒ คณะ อย่าง ๑
เกิดประเพณีมีราชทินนามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งสังฆนายกขึ้นอีกอย่าง ๑
ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นต้นเค้าของลักษณะปกครองคณะสงฆ์
ซึ่งมีสืบมาในสยามประเทศจนตราบเท่าทุกวันนี้”


(มีต่อ ๑)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้นมีประจำสังฆมณฑลตลอดมา
จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
แต่ไม่มีทำเนียบหรือการบันทึกพระประวัติไว้โดยละเอียด
เพิ่งจะมีทำเนียบเป็นหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง
นับแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน
โดยมีพระมหาเถระได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จสังฆราช ๑๙ องค์
รวมทั้งองค์ปัจจุบัน มีพระนามสองอย่าง
หากเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ จะมีคำนำหน้าพระนามว่า
“สมเด็จพระสังฆราชเจ้า” หรือ “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”
หากเป็นสามัญชนมีคำนำหน้าว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๙๘๑-๒๓๑๐)
ได้มีการเพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็น สกลมหาสังฆปรินายก
มีอำนาจว่ากล่าวออกไปถึงหัวเมือง
โดยมีพระสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสี เป็นสังฆราชขวา
สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี เป็นสังฆราชซ้าย
องค์ใดมีพรรษายุกาลมากกว่า ก็ได้เป็นพระสังฆราช

ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระอริยมุนี ได้ไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป มีความชอบมาก
เมื่อกลับมาได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนเป็นสมเด็จพระสังฆราช
พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้
จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น
“สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี”
และมาเป็น “สมเด็จพระอริยวงษญาณ” ในสมัยกรุงธนบุรี
และได้ใช้ต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔
จึงได้ทรงแก้เป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”
ซึ่งได้ใช้พระนามนี้สืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ตามทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีตำแหน่งสังฆปรินายก ๒ องค์
ที่เรียกว่า พระสังฆราชซ้าย-ขวา ดังกล่าวแล้วนั้น
ยังมีคำอธิบายอีกประการหนึ่งว่า
“สมเด็จพระอริยวงศ์” เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาว่า “คณะเหนือ”
“พระพนรัตน์” เป็นพระสังฆราชฝ่ายซ้ายว่า “คณะใต้”
มีสุพรรณบัฏจารึกพระนามเมื่อทรงตั้งทั้ง ๒ องค์

แต่ที่สมเด็จพระพนรัตน์ โดยปกติไม่ได้เป็นสมเด็จ
ส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้นเป็นสมเด็จทุกองค์
จึงเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช และจึงเป็นมหาสังฆปรินายก
มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้าย ที่เป็นพระพนรัตน์แต่เดิม
ทรงยกเกียรติยศเป็นสมเด็จแต่บางองค์
มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้เป็นสมเด็จทุกองค์

เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วิธีการปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น
หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลจากราชธานี เป็นเมืองประเทศราชโดยมาก
แม้เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ราชธานี ก็ตั้งเจ้านายในราชวงศ์ออกไปครอง
ทำนองเจ้าประเทศราช เมืองใหญ่แต่ละเมือง จึงน่าจะมีสังฆราชองค์หนึ่ง
เป็นสังฆปรินายกของสังฆบริษัทในเมืองนั้น ดังปรากฏเค้าเงื่อนในทำเนียบชั้นหลัง
ยังเรียกเจ้าคณะเมืองว่าพระสังฆราชอยู่หลายเมือง
จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสังฆปาโมกข์

อนึ่ง พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล
คือฝ่ายที่พำนักอยู่ใกล้เมืองเพื่อศึกษา พระธรรมวินัย เรียกว่า “คามวาสี”

อีกฝ่ายหนึ่งบำเพ็ญสมณธรรมในที่สงบเงียบตามป่าเขา
ห่างไกลจากบ้านเมืองเรียกว่า “อรัญวาสี”

ภิกษุแต่ละฝ่ายยังแบ่งออกเป็นคณะ
แต่ละคณะจะมีพระราชาคณะปกครอง
หัวหน้าพระราชาคณะเรียกว่า “สมเด็จพระราชา”

(มีต่อ ๒)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

การวางรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ของไทย

แบบแผนการปกครองคณะสงฆ์ของไทย เริ่มจัดวางหลักตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
มีการพัฒนาเพิ่มเติมใน สมัยกรุงศรีอยุธยาและต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยมาตามลำดับ
จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
การปกครองคณะสงฆ์ก็ยังจัดโดยมีตำแหน่งเปรียบเทียบดังนี้

สกลสังฆปรินายก ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช
มหาสังฆนายก ได้แก่ เจ้าคณะใหญ่
สังฆนายก ได้แก่ เจ้าคณะรอง
มหาสังฆปาโมกข์ ได้แก่ เจ้าคณะมณฑล
สังฆปาโมกข์ ได้แก่ เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระราชาคณะ
สังฆวาห ได้แก่ เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระครู

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ
ให้สถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามพระบรมราชวงค์ผู้ดำรงสมณศักดิ์
ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชขึ้นใหม่ว่า “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”
ทรงเศวตฉัตร ๕ ชั้น พระราชวงค์ชั้นรองลงมา

เท่าที่ปรากฏ มีชั้นหม่อมเจ้าผู้ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
มีคำนำหน้า พระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงฉัตร ๕ ชั้น

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕
ได้บัญญัติถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ว่า

ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม
สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป
คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์

เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย
และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง
ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

รายละเอียดเกี่ยวกับพระสังฆราช ที่ระบุไว้เป็นมาตรา
ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีดังนี้


พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร้างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

หมวด ๑
สมเด็จพระสังฆราช


มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก
ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายพระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช
ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชจะไม่ประทับอยู่ในอาณาจักร
หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้ง
ให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน
ถ้ามิได้ทรงแต่งตั้งไว้ ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้ง
ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้
ให้สมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้
ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสรองลงมาโดยพรรษาตามลำดับ
ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะ
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๑ สมเด็จพระสังฆราชพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) มรณภาพ
(๒) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
(๓) ลาออก
(๔) ทรงพระกรุณาโปรดให้ออก


(มีต่อ ๓)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


การสถาปนา

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
การสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น
เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เป็นการถวายพระราชอำนาจไว้ให้ทรงสถาปนาได้ตามพระราชอัธยาศัย
ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร
ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช มีข้อควรทราบอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. คุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนา
๒. พิธีการสถาปนา
๓. ความเห็นของมหาเถรสมาคม

คุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนา

๑. ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
๒. มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ *
๓. มีศีลสมาจารวัตรเพียงพร้อม ไม่ด่างพร้อย
เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์และประชาชน และ
๔. ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาและ
ราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้

(* มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้

พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง
ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ
และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช)


พิธีการสถาปนา

๑. การดำเนินการ
๒. การตั้งพระราชพิธีสถาปนา

การดำเนินการสถาปนา

เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง
กระทรวงศึกษาธิการโดยกรมการศาสนา
ซึ่งมีอธิบดีเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม
จะรวบรวมพระประวัติและผลงานของสมเด็จพระราชาคณะทุกรูป
เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
แล้วนายกรัฐมนตรีนำขึ้นกราบบังคมทูล
เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาวินิจฉัย
สถาปนารูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชอัธยาศัย

แล้วจะมีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา
นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

การตั้งพระราชพิธีสถาปนา

แต่เดิมไม่ได้กำหนดพิธีสถาปนาขึ้นเป็นพิเศษ
โดยให้ถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษา
หรือวันฉัตรมลคลเป็นวันพิธีสถาปนา
ร่วมกับพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาหรือฉัตรมงคล
แล้วแต่เวลาสถาปนาจะอยู่ใกล้กับวันพระราชพิธีใด

ต่อมาเมื่อครั้งทรงสถาปนา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฎฐายี)
ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘

ทรงดำริว่า ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา
สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุด
เป็นสกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีสงฆ์
ทรงเป็นที่เคารพสักการะและเป็นจุดรวมศรัทธาปสาทะของพุทธบริษัท
ทั้งในและนอกราชอาณาจักร
สมควรจัดพิธีสถาปนาขึ้นเป็นพิเศษต่างหาก
ไม่ถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษา
หรือวันฉัตรมงคลเป็นวันสถาปนา ตั้งแต่นั้นมา

ส่วนพิธีการ จะทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักพระราชวัง
จัดพิธีการกำหนดวัน เวลา และรายการตามพระราชประเพณีขึ้น
ท่ามกลางสังฆมณฑลอันประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม
โดยสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์
องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาฯ ประธานศาลฎีกา
ณ พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม
มีการจารึกพระสุพรรณบัฏ

เมื่อได้เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะเสด็จพระราชดำเนินมายังพระอุโบสถ
ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
แล้วทรงประเคนผ้าไตรแด่พระสงฆ์กรรมการมหาเถรสมาคม
เสด็จไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระรัตนตรัย ทรงศีล

สมเด็จพระราชาคณะทรงถวายศีลจบ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พนักงานอาลักษณ์
อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ
การสถาปนา จบแล้วสมเด็จพระราชาคณะนำสวดสังฆานุโมทนา
เสด็จไปถวายน้ำมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระสุพรรณบัฏ
พระตราตำแหน่ง พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์แด่สมเด็จพระสังฆราช
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา

โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่ง บัณเฑาะว์
พนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์
พระสงฆ์ตามอารามทั่วราชอาณาจักร เจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง
แล้วในหลวงทรงถวายใบปวารณาแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑล
พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก

จบแล้วเสด็จพระสังฆราชขึ้นประทับอาสน์สงฆ์กลางพระอุโบสถ
พระเถรผู้ใหญ่ ผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์ หัวหน้าคณะรัฐบาล
ผู้แทนองคมนตรี ประธานสภา ประธานศาลฎีกา เข้าถวายเครื่องสักการะ
เสร็จแล้วสมเด็จพระสังฆราชทรงออกไปรับเครื่องสักการะ
ของบรรพชิตญวนและจีน แล้วเสด็จกลับ เป็นอันเสร็จพิธี

(มีต่อ ๔)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ความเห็นของมหาเถรสมาคม

แม้กฎหมายมิได้บัญญัติไว้ว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
จะต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก็ตาม

แต่รัฐบาลจะต้องสอบถามความเห็นของกรรมการมหาเถรสมาคม
นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพร้อมทั้งพระประวัติผลงานของสมเด็จพระราชาคณะ
เพื่อทราบความเห็นของฝ่ายสงฆ์ด้วย

ในคำประกาศสถาปนา
จะปรากฏสังฆทรรศนะอันเป็นมติของมหาเถรสมาคมอยู่ด้วย
ตามทางปฏิบัติ กรรมการมหาเถรสมาคมจะถวายให้เป็นพระราชอำนาจ
ที่จะทรงดำริวินิจฉัยตามพระราชอัธยาศัย

(ขอให้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้ามีพระมหากรุณา
ทรงพระราชดำริสถาปนาตามพระราชอัธยาศัย เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง
กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปเต็มใจที่จะสนองพระเดชพระคุณ)

เหตุผลก็เพราะว่า สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระประมุข
เป็นสังฆบิดร ผู้ปกครองสังฆมณฑล
ควรเป็นที่ยอมรับเคารพสักการะของคณะสงฆ์มาก่อน
หากไม่ฟังเสียงอาจเกิดเสียหายทางการปกครอง และการพระศาสนาได้

อำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

เดิมเมื่อยังไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์
สมเด็จพระสังฆราชมีอำนาจหน้าที่
ในการปกครองคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ระเบียบแบบแผน
ในฐานะเป็นพระมหาเถรผู้ใหญ่สุดของคณะสงฆ์เท่านั้น
อำนาจบัญชาการอันเป็นตัวบทกฎหมายยังอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์
ผู้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก และอยู่ที่เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
ผู้บริหารกิจการพระศาสนาต่างพระเนตรพระกรรณ
ซึ่งออกเป็นพระบรมราชโองการ
หรือประกาศให้คณะสงฆ์ถือปฏิบัติหรือวางระเบียบในการปกครอง

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑
กฎหมายได้กำหนดให้เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะรอง
เป็นมหาเถรสมาคมเป็นที่ทรงปรึกษากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนา
ในขณะยังว่างสมเด็จพระสังฆราช

ต่อเมื่อได้ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชอำนาจบัญชาการคณะสงฆ์ในสมัยนี้
ตกมาอยู่กับองค์สมเด็จพระสังฆราชมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชมีอำนาจในการบัญชาการคณะสงฆ์
หรือมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชในกิจการคณะสงฆ์ได้
แต่อำนาจสูงสุดอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์
ตามรูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง

ต่อมาเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔
อำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเด่นชัดขึ้น เป็นอำนาจสูงสุดเด็ดขาด
ไม่ขึ้นกับองค์พระมหากษัตริย์ หรือฝ่ายบ้านเมืองอีก
พระองค์มีอำนาจในการบัญชาการคณะสงฆ์
ในฐานะดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก

แต่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
คือ ทรงออกสังฆาณัติโดยคำแนะนำของสังฆภา
ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทางคณะสังฆมนตรี
และทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทางคณะวินัยธร
ผู้ปฏิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว
กฎหมายให้พระองค์ใช้อำนาจนั้นในฐานะพระประมุขเท่านั้น

ส่วนอำนาจหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในฐานะสกลมหาสังฆปริณายก
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ ว่า

“สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก
ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม”


และมาตรา ๙ ว่า

“สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม”

ตามกฎหมายนี้ สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะสกลมหาสังฆปริณายก
ทรงบัญชาการคณะสงฆ์โดยพระองค์เองได้
และในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
ย่อมมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารคณะสงฆ์และกิจการพระศาสนาทั้งหมด
ต่างกับสมัยแรกที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่พระมหากษัตริย์

สมัยต่อมามีอำนาจแต่เพียงในนาม
พระประมุขจะใช้อำนาจบัญชาการก็ต้องผ่านสังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธร
อำนาจสมเด็จพระสังฆราชในปัจจุบันเท่ากับอำนาจสังฆนายก ประธานสังฆสภา
และประธานคณะวินัยธร รวมกัน
เพราะองค์กรทั้งสาม คือสังฆสภา คณะสังฆมนตรี คณะวินัยธร
ตามกฎหมายปี ๒๔๘๔ รวมเป็นมหาเถรสมาคม
ตามกฎหมายนี้จึงแยกพิจารณาเป็น ๒ ส่วนคือ

๑. อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก
๒. อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม


อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก
เป็นอำนาจในตำแหน่งพระประมุขโดยตรง มี ๒ ประการ คือ
อำนาจบัญชาการคณะสงฆ์กับอำนาจตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

อำนาจบัญชาการ หมายถึงอำนาจที่จะสั่งการใดๆ
อำนาจตราพระบัญชาคือ อำนาจที่จะวางระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติใดๆ ได้
เมื่อมีพระดำริเห็นว่าเป็นการสมควรในการบริหารคณะสงฆ์
กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างกว้างๆ มีข้อจำกัดเพียงว่า

การบัญชาการและการตราพระบัญชานั้น ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย
พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม
หากขัดแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม
ก็ไม่มีผลบังคับ คำสั่งหรือพระบัญชานั้นใช้ไม่ได้

อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
นับเป็นอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหาร
และการปกครองคณะสงฆ์ร่วมกับมหาเถรสมาคม
ซึ่งมีอำนาจออกกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือออกคำสั่ง
เพื่อให้การปกครองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับกฎหมายและพระธรรมวินัย
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
มหาเถรสมาคมเป็นสถาบันบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง
ซึ่งรวมอำนาจสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธร ตามกฎหมายเก่าเข้าไว้
อำนาจของสมเด็จพระสังฆราชในตำแหน่งนี้จึงกว้างขวาง
และมีความรับผิดชอบสูงสุดในการบริหารคณะสงฆ์ร่วมกับมหาเถรสมาคม

(มีต่อ ๕)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2008, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ทำเนียบสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เริ่มจากการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
สังฆมณฑลไทยมีพระมหาเถระผู้ได้รับการสถาปนา
เป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งหมด ๒๐ พระองค์


ประกอบด้วย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ๓ พระองค์,
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒ พระองค์
และสมเด็จพระสังฆราช ๑๕ พระองค์
ดังต่อไปนี้

๑. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)
วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๓๗
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๒ ปี สมัยรัชกาลที่ ๑

๒. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศุข)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๓๗-๒๓๕๙
ดำรงสมณศักดิ์ ๒๓ ปี สมัยรัชกาลที่ ๑

๓. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (มี)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๕๙-๒๓๖๒
ดำรงสมณศักดิ์ ๓ ปีเศษ พระชนมายุ ๗๐ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๒

๔. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๖๓-๒๓๖๕
ดำรงสมณศักดิ์ ๑ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๙ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๒

๕. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๖๕-๒๓๘๕
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๙ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๑ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๒-๓

๖. สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (นาค)
วัดราชบุรณราชวรวิหาร (วัดเลียบ) พ.ศ. ๒๓๘๖-๒๓๙๒
ดำรงสมณศักดิ์ ๕ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๖ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๓

๗. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
(พระองค์เจ้าวาสุกรี สุวณฺณรํสี)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๓๙๖
ดำรงสมณศักดิ์ ๑ ปีเศษ พระชนมายุ ๖๔ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๔

๘. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
(พระองค์เจ้าฤกษ์ ปญฺญาอคฺโค)

วัดบวรนิเวศวิหาร (วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร) พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๓๕
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๑ เดือนเศษ พระชนมายุ ๘๓ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๕

๙. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๔๒
ดำรงสมณศักดิ์ ๖ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๗ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๕

๑๐. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
(พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ มนุสฺสนาโค)

วัดบวรนิเวศวิหาร (วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร) พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๔
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๐ ปีเศษ พระชนมายุ ๖๑ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๖

๑๑. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
(หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน)

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๔๖๔-๒๔๘๐
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๖ ปีเศษ พระชนมายุ ๗๘ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๖-๗

๑๒. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว)
วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๗
ดำรงสมณศักดิ์ ๖ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๙ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๘

๑๓. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
(หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต)

วัดบวรนิเวศวิหาร (วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร) พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๕๐๑
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๓ ปีเศษ พระชนมายุ ๘๖ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๘-๙

๑๔. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ)
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๕
ดำรงสมณศักดิ์ ๒ ปีเศษ พระชนมายุ ๗๔ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

๑๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๘
ดำรงสมณศักดิ์ ๒ ปีเศษ พระชนมายุ ๙๑ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

๑๖. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี)
วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๔
ดำรงสมณศักดิ์ ๖ ปีเศษ พระชนมายุ ๗๕ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

๑๗. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๖
ดำรงสมณศักดิ์ ๑ ปีเศษ พระชนมายุ ๗๘ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

๑๘. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๓๑
ดำรงสมณศักดิ์ ๑๔ ปีเศษ พระชนมายุ ๙๑ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

๑๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
วัดบวรนิเวศวิหาร (วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร) พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๕๖
ดำรงสมณศักดิ์ ๒๔ ปีเศษ พระชนมายุ ๑๐๐ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๙

นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชนมายุยืนยาวกว่า
สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ในอดีตที่ผ่านมา
และเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทย
ที่มีพระชนมายุยืนยาวถึง ๑๐๐ พรรษา


๒๐. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พ.ศ. ๒๕๖๐-ปัจจุบัน
พระชนมายุ ๘๙ พรรษา สมัยรัชกาลที่ ๑๐


:b8: :b8: :b8:

รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก ::
คำบรรยายกฎหมายคณะสงฆ์ ชั้นปริญญาตรี คณะพุทธศาสตร์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดย ปลื้ม โชติษฐยางกูร
http://www.dharma-gateway.com/
http://www.mbu.ac.th/
http://mahamakuta.inet.co.th/


:b8: :b8: :b8:

:b44: ประวัติ “คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=22&t=47044

:b44: ระยะเวลาการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช (พระองค์ใหม่)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=22&t=49539


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2010, 17:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2010, 18:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาสาธุการครับ..คุณโรส :b17:

:b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45: :b45:

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ย. 2011, 19:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ต.ค. 2009, 15:47
โพสต์: 417

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: วิปัสนา-กรรมฐาน เล่ม 1-2
ชื่อเล่น: นา
อายุ: 44
ที่อยู่: 140/19 ถ.อภัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าแก้ไขคนอื่น จงแก้ไขตัวเราเอง

....................................................

เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเล่า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เจ้ามาเปล่าแล้วเจ้าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา

...................................................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร