วันเวลาปัจจุบัน 29 ม.ค. 2023, 23:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2020, 18:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1323


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีทำสมาธิและผลของสมาธิโดยสังเขป
พระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย)

“พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงในเวลากลางวัน พระจันทร์ย่อมรุ่งเรืองในตอนกลางคืน กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้วย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้ามีสติเครื่องแผดเผากิเลสให้เหือดแห้งแล้ว พร้อมทั้งสาวกผู้มีสติกำกับจิตอยู่ทุกเมื่อ ย่อมเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยเดชตลอดกลางวันกลางคืน คิดดูได้ความว่าอย่างไร พอมองเห็นแนวปฏิบัติได้แล้วหรือยัง...”

พระศาสดาสอนอีกว่า บุคคลผู้มีสติเข้าไปกำจัดอารมณ์ที่เป็นบาปได้แล้ว เราเรียกบุคคลผู้นั้นว่า พราหมณ์ (ผู้รู้) ผู้มีสติสมบูรณ์ประพฤติเรียบร้อยขับไล่มลทินด้วยกำลังตปธรรม คือ สติ ได้แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า สมณะ ความชั่วทางกายและใจของบุคคลใดไม่มี เราเรียกบุคคลนั้นว่า ผู้สำรวมโดยฐานะสาม คือ มีสติรับรู้อาการเคลื่อนไหวของกายได้ทุกส่วน มีสติรับรู้คำพูดได้ทุกคำ และหักห้ามอารมณ์ชั่วของจิตได้ ควรเรียกผู้นั้นว่า บรรพชิต ผู้มีสติกางกั้นความชั่วของกาย วาจา และจิตของบุคคลผู้ใด เราเรียกผู้นั้นว่า ผู้ประเสริฐ คือ พระ บุคคลผู้ประเสริฐด้วยโคตร ชาติ ตระกูลหามิได้ลักษณะของผู้ประเสริฐดังกล่าวมานี้...”

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
พระธรรมเทศนา พระพุทธเจ้าให้อุบายโดยย่อแก่พระสารีบุตร

รูปภาพ

พูดถึงการดำเนินทางสมาธิจิตอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์สอนให้ทำได้ถึง ๔ อิริยาบถ เช่น อาจจะเดินจงกรมทำสมาธิก็ได้ อาจจะยืนทำสมาธิก็ได้ อาจจะนั่งทำสมาธิ หรือนอนทำสมาธิก็ได้ คือ ได้ทั้ง ๔ อย่าง

วิธีนั่งทำสมาธิ ตามที่โบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ มีดังนี้ คือ เอาขาซ้ายวางลงข้างล่าง เอาขาขวาทับข้างบน เอามือซ้ายวางลงข้างล่างบนตัก เอามือขวาวางซ้อนทับลงไป อย่างเช่นพระพุทธรูปปางสมาธิ ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น ถ้าตรงเกินไปไม่สบายก็ผ่อน ผ่อนดูจนรู้สึกสบาย ขนาดไหนก็เอาขนาดนั้น แล้วก็กำหนดบริกรรมภาวนาต่อไป

ถ้าหากว่านั่งขัดสมาธิแล้วมันเกิดไม่สะดวกไม่สบาย เพราะผู้หญิงบางคนที่ฝึกนั่งพับเพียบจนชิน นั่งขัดสมาธิก็ไม่ได้ เราจะนั่งพับเพียบเอาก็ได้ แต่บางคนนั่งขัดสมาธิก็ดี นั่งพับเพียบก็ดีไม่สะดวกเพราะขาแข้งพิการ อาจจะนั่งเก้าอี้ห้อยเท้าลงก็ได้ เพราะจุดมุ่งหมายต้องการจะสร้างอำนาจตัวสั่ง หรือตัวคุ้มครอง ได้แก่ สติ ดังที่จะอธิบายให้ได้รับฟังต่อไป


ทีนี้พูดถึงวิธีนั่ง ถ้าเรานั่งขัดสมาธิรู้สึกว่าปกติดีแล้ว ก็พยายามยืดตรงหรือผ่อนหาจุดที่สบายที่สุด ลองกำหนด ลมหายใจเข้า...หายใจออก...เข้า...ออก...ถ้ารู้สึกสบายดีแล้ว หายใจเข้ากำหนดว่า พุท หายใจออกกำหนดว่า โธ แต่ไม่ให้ออกเสียง ให้พุท-โธๆ อยู่ในใจ นึกพุท-โธ ไปเรื่อยๆ ถ้ามันสบายโปร่งเราก็กำหนดอย่างนั้น เมื่อเผลอไปคิดเรื่องอะไร พอรู้ตัว ก็รีบนึกถึงลมหายใจเข้าออกทันที นึกพุทโธๆ ที่ปลายจมูกเราอีก ให้ทำอยู่อย่างนั้นเสมอๆ จนกว่าสติของเราจะแก่กล้าสมควรแก่การงาน คือการบริหารจิตของเรา ต่อไปถ้ากำหนดที่ปลายจมูกมันเกิดไม่สบาย เราก็พยายามเปลี่ยนที่ใหม่ เอาตรงคอหอย ลองดู ถ้าไม่สบายก็เปลี่ยนมาตรงหน้าอก ถ้าตรงหน้าอกยังไม่สบายก็เลื่อนต่ำลงไป คือเหนือสะดือมาสักหน่อยหนึ่งได้ ที่ทำอย่างนี้เพราะเหตุใด ก็เพราะว่าบางทีหรือบางวันเรากำหนดต่ำก็รู้สึกว่า ร่างกายมันน้อมลงๆ ประคองไว้ไม่ค่อยจะอยู่ บางทีกำหนดสูงเกินไป เช่น ที่ปลายจมูก คล้ายกับว่าหลังมันแอ่นลงๆ มันจะหงายไปข้างหลังก็มี อันนี้ก็สาเหตุหนึ่ง

หรืออีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งเราผู้ทำสมาธิอำนาจตัวคุ้มครองตัวบังคับมันแก่กล้าแล้ว แต่เราไม่รู้ เราอาจจะเพ่งหรือสะกดตัวเอง เช่น กำหนดที่ปลายจมูก มันทื่อชาไปหมด ในทางเบื้องบนนั้นก็แสดงให้เห็นว่า อำนาจของสติมันแรงแก่กล้า แต่เราจะสะกดหรือเพ่งตัวเองก็ให้เปลี่ยนจากจมูกเสีย ลองเปลี่ยนมาตรงซอกคอ ถ้าเห็นว่าจะไอ คอแห้ง หรือน้ำลายไหล ก็ให้เปลี่ยนมาท่ามกลางอก เมื่อกำหนดที่ท่ามกลางอก ก็ยังรู้สึกว่ามันบีบคล้ายกับว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออาจจะไม่เต้นเลย ลมหายใจเข้าออกหมดไปๆ เราก็เปลี่ยนเป็นเหนือสะดือ ถ้ามันอึดอัดก็ให้เปลี่ยนหาเวียนไปเวียนมา ถ้าเวียนไปเวียนมาตรงจุดไหนก็ไม่ได้ เราก็ลองหาวิธีผ่อนเอาเอง เช่น เรากำหนดที่ปลายจมูกเราจะกำหนดรับรู้แบบไหน ทำจิตอย่างไรจึงจะสบาย เราก็ลองๆ คลำหา พอทำๆ ไปแล้วมันสบาย เราก็เอา แต่ถ้าทำอย่างไร และกำหนดตรงไหนก็ยังไม่ได้ ต่อไปเราไม่ต้องกำหนดจุด เป็นเพียงรับรู้ หรือปรากฏ ว่ามีลมหายใจเข้าออกเท่านั้น จะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ แล้วก็กำหนดพุทโธๆ ที่ลมหายใจเข้าออกเมื่อสบายแล้วก็ให้กำหนดแบบนั้น

ถ้ากำหนดแล้วไม่สบาย เราก็ยังฝืนกำหนดอยู่ เช่น กำหนดที่ปลายจมูก ศีรษะมันทื่อชา มึนงง มันอาจสามารถที่จะทำให้ประสาทพิการเป็นบ้าไปได้ เพราะสะกดตัวเอง

อย่างวิธีการทางจิตวิทยา เมื่อเขาสร้างกำลังตัวบังคับหรือตัวสั่ง ตัวสะกดให้พอกับความต้องการ แล้วเอาไปทดสอบทดลองกับสัตว์จนกระทั่งเอามาสะกดคน ทำการผ่าตัดได้


เราลองคิดดู ความแรงของจิตคนละคนกันนะ ไม่ใช่สะกดตัวเรา แต่สะกดคนอื่นให้นอนหลับได้และทำการผ่าตัดได้ มันจะแรงแค่ไหน บางคนที่ทำได้ดีๆ ยังสามารถใช้อำนาจตัวนี้ไปบังคับเลือดตรงที่จะทำการผ่าตัดให้เลือดขยายออก ผ่าตัดแล้วไม่มีเลือด หรืออาจจะมีน้อยที่สุด หรืออาจไม่มีเลยก็ได้ คนที่ทำได้ดีเขาสามารถทำได้ถึงขนาดนั้น

ทีนี้เมื่อเรากำหนดที่ปลายจมูก เรายังไม่รู้อำนาจที่เรากำหนดที่เราสร้างขึ้นมาได้นี้ ดีสักแค่ไหน แรงแค่ไหน เผื่อเราสะกดเราเข้า อาจจะบังคับเลือดออกจากสมองส่วนข้างบน หรือเลือดขึ้นมาไม่ได้ มันจะงงทื่อไปหมดเลย นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง มันอาจจะบังคับเลือดให้มารวมตรงจุดที่เรากำหนด หรือขึ้นข้างบนไปเสียหมดมันจะทื่อชาเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น หากเกิดผิดสังเกตแล้วให้หยุด ถ้าขืนทำต่อจะเป็นอันตราย ขอให้เข้าใจเอาไว้ส่วนอื่นก็เหมือนกัน เมื่อเรากำหนดแล้วถ้าผิดสังเกตก็ให้หยุด หาวิธีแก้ไขจนกว่าจะดีได้ ทีนี้ เรากำหนดไปเรื่อยๆ คือ พุทโธๆ อยู่นั่นแหละ

เมื่อจิตของเราจะจมดิ่งเข้าไปสู่สมาธิ จะเป็นไปเพื่อภวังคตาจิต (ภวังคจิต) เราก็ไม่เอา เพราะโดยจุดมุ่งหมายเราต้องการอยากจะสร้างกำลัง ตัวบังคับ ตัวสั่ง หรืออำนาจตัวอริยมัคคุเทศก์ ตัวนำพาเราไปสู่ความเป็นอริยะนี้ เป็นจุดประสงค์เบื้องต้น

เราต้องสร้างอำนาจด้วยการกำหนด จนสามารถบังคับความรู้สึกของเราให้รับรู้อยู่ที่ปลายจมูก หรือจุดใดจุดหนึ่งที่เรากำหนดเป็นจุดที่ตั้ง มีบริกรรมภาวนา จะเป็น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวอีกเป็นกำลังที่สอง เมื่อกำหนดพุทโธ ให้อยู่ในอำนาจตัวนี้ให้สมบูรณ์แล้ว เมื่อกำลังตัวสั่งอำนาจตัวนำพา หรืออำนาจตัวอริยมัคคุเทศก์ มันมีอำนาจเหนือจิตแล้ว ความรู้สึกจะไปคิดในเรื่องอื่นนอกเหนือจากตัวคุ้มครองไม่ได้ คือหมายความว่า จิตของเราไม่มีทางที่จะหนีหน้ากำลังตัวบังคับไปคิดทางอื่นได้ นอกจากเราจะบังคับให้คิดเท่านั้น มันจะกำหนดพุทโธๆ ได้อยู่ตลอดเวลา เมื่อเราสามารถกำหนดอยู่ได้อย่างนี้เต็มที่แล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าการนั่งสมาธิของเราดีสมบูรณ์แล้ว


ถ้าเราเหนื่อยจากวิธีนี้ เราจะเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ เราก็เดิน การเดินนั้นก็แบบที่ท่านเรียกว่า เดินจงกรม การเดินจงกรมนั้นก็แล้วแต่สถานที่ ถ้าสถานที่ยาวเราก็เอายาว ถ้าสั้นเราก็เอาสั้น ถ้ายาวก็ประมาณ ๒๕ ก้าว ดูเหมือนดี เพราะบางคนยาวนักไม่ค่อยดี ก็เอาสั้นเข้าหน่อย แต่บางคนสั้นนักไม่ค่อยดีเวียนหัว ก็หาเอาให้พอดีๆ เมื่อเราไปถึงทางเดินจงกรมเราก็หันหน้าไปทางเดินจงกรมที่เราจะเดินไป อย่ามองไกลเกินไป อย่ามองใกล้เกินไป มองทอดสายตาดู ประมาณ ๔ ศอก ถ้าหากว่ามันไม่ดีเราก็เอาเข้ามาใกล้หน่อย ใกล้นักไม่ดีเราก็ขยับออกไป ถ้าเห็นว่าพอดีแล้วก็เดินว่า พุทโธ ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ให้หลับตา ให้ลืมตาแล้วก็นึกกำหนดพุทโธๆ ที่ก้าวขาไป ก้าวขาขวาว่า พุท ก้าวขาซ้ายว่า โธ เรากำหนดสัมผัสของเท้าที่ก้าวเหยียบลงพื้น พุทโธๆ พอถึงปลายทางโน้น ก็ยืนนิดหน่อย แล้วก็หันขวา พอเวียนขวาเสร็จแล้วก็ยืนตรง เดินก้าวไปอีกบริกรรม พุทโธๆ จนมาถึงปลายทางนี้ อย่าเร็วเกินไป อย่าช้าเกินไปให้กำหนดจนจิตของเราไม่มีทางวอกแวกเข้าไปต่ออารมณ์ได้เลย รู้สึกว่ามันรับรู้ที่บริกรรมภาวนาและที่ก้าวขาที่เราก้าวอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวอกแวกไปทางไหนเลย แสดงให้เห็นว่าตัว “ตปธรรม” ที่เราสร้างขึ้นมานี้ มีอำนาจเหนือจิตพอกับความต้องการแล้ว เราก็เอาไปแต่งจิตคุ้มครองจิตและปฏิวัติธรรมชาติของจิตในลำดับ ต่อไปนี้เป็นวิธีเดินทำสมาธิ

ทีนี้เราเดินเหนื่อย เราต้องยืน เราก็ยืน มือหรือท่าทางก็วางแบบเดินจงกรม เช่น เอามือซ้ายวางลงที่ท้องน้อย เอามือขวาทับ ยืนให้ตรง กำหนดลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกบริกรรม พุทโธๆ ถ้าหลับตามันโยกเยก เราก็ลืมตา ทอดสายตาประมาณ ๔ ศอก แล้วกำหนด พุทโธๆ เหมือนกันกับนั่งทำสมาธิ ถ้าเราสามารถบังคับให้จิตของเราอยู่ในจุดที่เราตั้งเอาไว้หรือบริกรรมภาวนาที่เรายึดพุทโธๆ อยู่ตลอดเวลา จนจิตไม่หนีหน้าจากสติไปสู่อารมณ์ตามธรรมชาติได้เลย ก็เป็นอันว่าการสร้างอำนาจตัวคุ้มครองของเราพอกับความต้องการเหมือนกัน

แต่ถ้าเราเหนื่อยอยากจะนอน เราก็นอนตะแคงขวาเอามือซ้อนเข้าไปที่แก้มขางขวา แล้วก็เอามือซ้ายวางราบไปตามตัว ขาก็เหยียดไปให้ตรง ถ้าเหยียดตรงไปทีเดียวมันไม่สบาย เราก็คู้เข้ามานิดๆ หาวิธีให้สบายแล้วก็กำหนดลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกเช่นกัน บริกรรมว่า พุทโธๆ จนจิตของเราไม่มีทางที่จะวอกแวกไปต่ออารมณ์ได้แล้ว ปกติดีแล้ว เรียบร้อยดีแล้ว ก็เป็นอันว่าอำนาจที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อต้องการที่จะนำพาจิตของเราเข้าไปสู่ความเป็นอริยบุคคลก็สมบูรณ์แล้ว

ทีนี้เราก็มาฝึกการลุกขึ้น-นั่งลง เราจะทำแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับเพศ วัย ฐานะ เช่น ชาย หญิง สมณเพศ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี วัยเราเด็กหรือคนโต กลางคนหรือคนแก่ รุ่นคุณพ่อหรือคุณแม่ คุณตาหรือคุณยาย อาม้า อาก๋ง อะไรเหล่านี้เป็นต้น แล้วก็นึกถึงฐานะของเราว่ามีอย่างไรเราเป็นพ่อหรือเป็นแม่ เป็นศิษย์หรืออาจารย์ เป็นต้น การแสดงออกทางกายและวาจาเหมาะสมกับเพศ วัย ฐานะ แล้วหรือยัง เราต้องนึกถึงเพศ วัย ฐานะ อยู่เสมอ ว่าการแสดงออกทั้งหมด ประกอบด้วยโทษหรือคุณ จะเป็นเพื่อมลทินหรือเป็นไปเพื่อหมดจด เราต้องกำหนดรู้เสียก่อน ถ้าเป็นไปเพื่อมลทินโทษ ก็บังคับทันที ไม่ยอมเป็นอันขาด ถ้าเป็นไปเพื่อคุณ ถึงแม้จะขัดอัธยาศัยของจิตก็ไม่ยอม เราจะหาอุบายให้จิตพอใจจนได้ การดำเนินทางภายนอกเกี่ยวกับกายและวาจา ก็พยายามทำอยู่อย่างนี้


ต่อจากนั้นไป เหตุการณ์ที่เราได้ประสบ เช่น เขาด่าเราก็ดี เขาชมเราก็ดี หรือเห็นสิ่งที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าชอบก็ดี ความรู้สึกของจิตมันเป็นอย่างไร เราก็เอาอำนาจส่วนนั้นเข้าไปประคองเอาไว้ แล้วก็พยายามหาเหตุผลมาแก้ต่อไป ความรู้สึกของเราก็ไวขึ้นๆ สามารถทันเหตุการณ์ ที่มันจะวอกแวกไปต่ออารมณ์ หรือมันจะวูบวาบไปตามเหตุการณ์ก็ดี เป็นไปไม่ได้ที่กำลังตัวยับยั้งจะประคองไม่ได้เลย พอเราสามารถประคองจิตให้อยู่ในอำนาจได้แล้ว มันจะมีความรู้ชนิดหนึ่งขึ้นมาแก้ไขทันที บางทีอาจจะเอาตัวอย่างมาจากพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้า เช่น เหตุการณ์อันนี้พระพุทธเจ้าได้ประสบมาแล้วหรือยัง และพระอริยเจ้าที่เป็นผู้พี่ของเราได้ประสบมาหรือยัง ประสบแล้วท่านทั้งหลายเหล่านั้นทำอย่างไร เราจะมีความรู้สึกไปน้อมเอาเหตุการณ์และเหตุผลทั้งหลายของท่านผู้เป็นอริยบุคคลเหล่านั้นมาเป็นตัวอย่างเตือนเรา แล้วความรู้สึกของเราก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปตามเหตุการณ์ เราพยายามนึกของเราอยู่อย่างนี้

พูดถึงการเดินจงกรมและการนั่งสมาธิ เราก็พยายามทำอยู่ตลอดเหมือนกัน เราก็ฝึกของเราไปเรื่อยๆ ทั้งภายนอกและภายในดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ต่อจากนั้นไปจะเกิดความอัศจรรย์หลายอย่าง มีผลพลอยได้ภายนอกบ้าง และผลที่จริงทางด้านสมาธิบ้าง ส่วนผลที่แท้จริงนั้นได้แก่ ความฉุนเฉียวของจิต และความรุนแรงของจิตจะเบาบางลงหรืออาจจะหมดไป ทีนี้เราจะเห็นได้ภายในของเราเอง เช่น บางทีเราอาจจะเข้าข้างกิเลสหรือลุอำนาจเป็นไปตามกิเลสให้ประกอบในทางที่ผิดก็ดี หากในเมื่อมีอำนาจตปธรรมส่วนนี้เข้าไปยับยั้งและประคองเอาไว้แล้ว มันจะไม่เป็นไปตามอำนาจส่วนนั้น เราจะมองเห็นได้ชัดภายใจของเราเอง

ส่วนผลพลอยได้อย่างอื่นนั้น เราก็พอจะมองเห็นได้ถึงความสุขที่เรียกว่า “บรมสุข” ซึ่งเป็นสุขที่แท้จริงนั้นประจักษ์ขึ้นมา หรือความรู้อย่างอื่น เช่น อภิญญาสมาบัติ เราไม่ต้องไปขอร้อง ไม่ต้องไปฝึก มันเป็นเอง หากในเมื่อเรามีวาสนาเป็นไปในทาง “จตุปฏิสัมภิทา” แล้วมันรู้มันแตกฉานขึ้นมาเอง มันก็สามารถเกิดขึ้นมาให้เห็นเป็นอานิสงส์ เรียกว่าผลพลอยได้ มันยังสามารถหยั่งรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์ อันนี้ประจักษ์มาก ที่เล่ามานี้เป็นสายทาง “โลกุตตระ” โดยสังเขป

ยังมีสมาธิอีกประการหนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติโดยส่วนมากไปติดหรือหลงกัน ที่ท่านเรียกว่าภวังค์หรือภพภายในของจิต ถ้าใครตกภวังค์พวกนี้แล้ว มีหวังไปยากเต็มที ไม่เก่งจริงๆ มีหวังจมตายอยู่เพียงแค่นั้น ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ได้ ฉะนั้น จึงสมควรนำมาเล่าสู่กันฟังพอเป็นข้อสังเกตดังนี้คือ


เมื่อเราสร้างอำนาจตัวคุ้มครองขึ้นมาได้แล้ว เราเอามาคุ้มครองจิตของเราจริงๆ เมื่อจิตของเราจำนนต่ออำนาจตัวบังคับ คือสติได้แล้ว จิตของเราไม่มีโอกาสไปต่ออารมณ์สัญญาโดยลำพังของมันได้ มีหวังว่าจิตของเราจะจมดิ่งเข้าสู่สมาธิ พอจิตตกกระแสหรือรวมเข้าสู่สมาธิแล้ว เราจะเห็นผลหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น ความอิ่ม ความเบา ความเย็นซาบซ่าน ความสว่างไสว เป็นต้น แต่ผลในที่นี้หมายถึง ผลเกิดขึ้นจากความสงบของจิต คือ จิตสงบ ฐาน มี ๓ ฐานด้วยกัน ได้แก่ ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา แต่ละฐานแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ มีตอนต้นกับตอนปลาย รวม ๓ ฐานแบ่งออกเป็น ๖ ระยะ แต่ลักษณะของมันในเบื้องต้นของฐานที่ ๑ เรียกว่า ขณิกะ ภวังค์มีอยู่ ๒ ฐาน คือ ฐานต้น ได้แก่ ความอิ่มนี่เอง มันรู้สึกมีความอิ่มจริงๆ อิ่มจนไม่อยากหลับไม่อยากนอน ไม่อยากพูดจากับใคร มันเพลินอยู่คนเดียว แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ในฐานไหน แท้ที่จริงก็นี่แหละคือฐานต้น ส่วนฐานปลายมีความเบาเข้ามาแทรกกับความอิ่มแต่ไม่มาก ถ้าเลยเข้าไปฐานที่ ๒ ได้แก่ อุปจาระ ภวังค์ของฐานต้นจะมีความเบาเหมือนจะเหาะจะลอย เหมือนไม่ได้นั่งอยู่กับพื้นคล้ายๆ กับว่ามีของทิพย์เป็นเครื่องรองรับ ลอยอยู่สักศอกสองศอกอะไรทำนองนี้ ฐานปลายจะรู้สึกมีความเย็นซาบซ่านเพิ่มเข้ามาอีก ถ้าเราสามารถสร้างสติให้สมบูรณ์ หรืออำนาจตัวสั่งตัวบังคับ บังคับความรู้สึกได้ดีที่สุด บังคับให้อยู่ในอำนาจของมันอยู่ตลอดเวลา มันจะสามารถดิ่งเข้าไปลึกกว่านี้อีก เมื่อจิตเข้าสู่อันดับที่ ๓ หรือฐานที่ ๓ ที่เรียกว่า อัปปนา ภวังค์เบื้องต้น จะมีความสว่างเพิ่มเข้ามานิดๆ จากความซาบซ่าน พออยู่ในอันดับนี้ชำนิชำนาญแล้ว ตอนปลายจะเกิดความสว่างไสวโล่งโปร่ง มีความเย็นซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เย็นเหมือนๆ ยาทิพย์เข้าไปอยู่ในร่างกาย และยังมีคล้ายกับเมฆหรือหมอกขาวๆ สลัวๆ ทั่วสรรพางค์กายสว่างไสวรุ่งโรจน์ ที่ขาวๆ นะเหมือนยาทิพย์ชโลมตัวเรา รู้สึกสบายมาก มันเย็นซาบซ่านโปร่ง โล่งในสมอง ประสาท แม้ถอนสมาธิออกมาแล้วก็ยังรู้สึกโปร่งโล่งในสมอง สิ่งที่มันมืดๆ มันแตกฉาน แปลกจริงๆ เพียงแค่สมาธิ ๓ อันดับ ถ้าสามารถสร้างสติอย่างเดียวไม่มีตัวอริยมัคคุเทศก์หรือปัญญาญาณ เพียงแค่อาศัยสติประคองจิตเข้าสู่สมาธิ ๓ อันดับนี้ ยังมีอานิสงส์ถึงขนาดนี้ ลองดูซิ พวกเราทุกคนถ้าเข้าสู่ผลของสมาธิ ๓ อันดับนี้แล้วจะชอบด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันสบายจริงๆ สบายอย่างบอกไม่ถูก มีความสุขอย่างไร แค่ไหน ถ้าใครอยากสิ้นสงสัยก็ทำดู ถ้านั่งนึกเดาเท่าไร ยิ่งไกลความจริงเป็นลำดับ แต่สมาธิ ๓ อันดับนี้ จัดเป็นกามภพภายในหรือกามภพอันละเอียด

สมาธิ ๓ อันดับที่กล่าวมานี้เป็นของสำคัญมาก ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ แล้ว อาจจะหลงอยู่เพียงแค่นี้เข้าใจว่าเป็นจุดสูงสุดของการบำเพ็ญ แท้ที่จริงเป็นภวังค์ในสมาธิเท่านั้น ถ้าใครไปหลงยึดมั่นถือมั่นก็เป็นวิปัสสนูปกิเลส คือ กิเลสในสมาธิ ถ้าใครรู้เท่าทันจิตทุกอย่าง ไม่ไปหลงยึดมั่น ถือมั่นรู้แล้ววางเป็นวิปัสสนา แต่บางคนเข้าใจว่า ภวังค์คือการนอนหลับ เพราะจิตมันทำงานมาก จิตเหนื่อย มันก็เข้าไปพักในภวังค์ ความจริงไม่ถูก คำว่า ภวังค์ นี้ท่านหมายถึง จิตติดอยู่ในผลของสมาธิ ๓ อันดับ ดังกล่าวมาแล้วนั้น คือหมายความว่า เมื่อจิตของเราไปเจอผลของสมาธิแล้วมันอยากแช่จมอยู่ในที่นั้น

ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า อันนี้ก็เป็นส่วนของภพเหมือนกัน คือ ภพภายใน และไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะจิตไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริงอะไร เป็นเพียงบังคับจิตให้จมดิ่งเข้าสู่ฐานของสมาธิเท่านั้น ยังไม่ได้ชำระกิเลสแต่ถ้าใครรักษาระดับไว้ได้ก็สามารถไปสู่กามาวจรสวรรค์ได้

แต่โดยส่วนมาก ผู้ปฏิบัติมักจะเอาแต่ผลของสมาธิ ๓ อันดับมาเล่าสู่กันฟัง ส่วนเรื่องการทำลายกิเลสหรือภพของจิตก็ดี หรือกิเลสมีลักษณะเช่นไร มันเกิดขึ้นมาได้เพราะเหตุใด ไม่ค่อยพูดถึง

เพราะฉะนั้น ผู้ทำสมาธิยังมีกิเลสท่วมท้นกันอยู่ เช่น มีการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน เป็นต้น ก็เป็นไปตามเรื่องตามเหตุการณ์ เนื่องจากการทำสมาธิดังกล่าวยังไม่ได้ถอนกิเลส เพราะยังไม่ได้สร้างตัวอริยมัคคุเทศก์ คือตัวปัญญาญาณ จึงไม่สามารถสังหารกิเลสได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นเพียงใช้อำนาจสติข่มกันอยู่เท่านั้น


ถ้าใครต้องการพ้นทุกข์ที่แท้จริง จงศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้แน่นอนแล้วในทางปฏิบัติ ทั้งสายตรงและสายอ้อม แล้วจึงลงมือปฏิบัติตามสายตรงที่ศึกษามานั้น มีหวังสมความมุ่งมาดปรารถนาโดยไม่ต้องสงสัย

ในที่สุด ยุติลงแห่งการแนะนำทางสมาธิจิตนี้ อาตภาพขออัญเชิญอานุภาพอันยิ่งใหญ่ คือ พุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า ธัมมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพของพระธรรม สังฆานุภาเวนะ ด้วยอำนาจของพระสงฆ์ อานุภาพ ๓ ประการนี้ จงมาคุ้มครองพวกท่านทั้งหลาย จงอย่าได้ประสบภัยอันตรายทั้งปวง ประสบแต่ความสุข ความเจริญ และความสะดวกสบาย จงเป็นไปเพื่อความสำเร็จในสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเอาไว้ พรทั้งหลายที่อาตมภาพอธิษฐานมานี้ จงเป็นผลสำเร็จจงทุกถ้วนหน้ากันเทอญฯ


-------------------------
หนังสือชีวประวัติพระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) ฉบับสมบูรณ์
วัดเขาสุกิม ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี :b8: :b8: :b8:


:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=58572

:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43691


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.พ. 2021, 13:06 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 2365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2021, 12:14 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 2721


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2022, 07:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2710


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร