วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2020, 01:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 181 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ... 13  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 09:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่อนหลัง ผม ลอกมาไม่หมด น่ะครับ แต่ คิดเอาว่า มีประโยชน์ หากให้ตอบแบบ ลูกทุ่งๆ ชาวบ้านๆ ซึ่งคำนี้ ไม่น่าจะมีในพระไตรปิฏก คำๆนี้ คือ 'เดินทางใน" กับ'นั่งทางใน" ต่างกันตรง กิริยา คำว่านั่ง กับคำว่า เดิน เดิน นี้ ผม อนุมานเอาว่า คง สำรวมอายตนะ ทำสมาธิ เข้าฌาณ ประมาณนั้นนะครับ ซึ่งคำนี้ ชาวบ้านๆเขาใช้สม,มติบัญญัติ กันครับ อันนี้ความเห็นส่วนตัวอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง และถ้าไม่มีการเข้าฌาณเลย ผมว่า น่าจะมีอาการอุปาทานว่า เรา บรรลุแล้ว ขึ้นมาก้ได้ ครับ สมถะวิปัสสนา ผมเปรียบว่าเหมือนไข่ดาวนะครับ ไข่ขาวไข่แดง มันติดกันมาครับ (เฉพราะตอนปอกตอน ทอด ต้มไม่นับ) ความนี้ เป็นแค่อยาก เสนอ น่ะครับ ไม่มีในพระไตรปิฏกหรอก อย่าถือสา คำกล่าวจากปุถุชนแบบผมครับ :b16: ส่วนตัวผมคิดว่า ผู้ที่เข้าภูมิ วิปัสสนาแล้วคือ พระโสดาบันครับ นอกนั้น ผม อนุมานเอาว่าเป้นภูมิ สมถะทั้งหมด อย่าถือสาในคำแสดงความเห็น คนที่มี กิเลสหนาแบบผมนะครับ :b16:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 19 ธ.ค. 2009, 10:07, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 10:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

* * *
ผมขอตัดมาครับ ข้อที่วิปัสสนาเบื้องต้น......................................วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิด้วยประการดังนี้ ...............................ให้ดูประโยคหลังครับ ผมทำขีดเส้นใต้ไม่เป็น ขออภัยหากสื่อสารกันไม่ตรง :b34:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 18:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรคครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าวถามท่านพระอนุรุทธะว่าพระผู้มีพระภาค
เสด็จปรินิพพานแล้วหรือ ท่านพระอนุรุทธะตอบว่าอานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระ
ภาคยังไม่เสด็จปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรง
เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรง
เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญ-
*จายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออก
จากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว
ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน
แล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก
ทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน พระ
ผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ (แห่งการพิจารณา
องค์จตุตถฌานนั้น) ฯ
[๑๔๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เกิดความขนพองสยองเกล้าน่าพึงกลัว ทั้ง
กลองทิพย์ก็บันลือขึ้น ฯ
[๑๔๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถานี้ ความว่า
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จักต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก แต่พระ-
*ตถาคตผู้เป็นศาสดาเช่นนั้น หาบุคคลจะเปรียบเทียบมิได้ใน
โลก เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระกำลัง ยังเสด็จปรินิพพาน ฯ
[๑๔๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ความเข้าไปสงบสังขาร
เหล่านั้น เป็นสุข ฯ
[๑๔๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ท่านพระอนุรุทธะ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า
ลมอัสสาสะปัสสาสะของพระมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่
หวั่นไหว ทรงปรารภสันติ ทรงทำกาละ มิได้มีแล้ว พระองค์
มีพระทัยไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาได้แล้ว ความพ้นแห่งจิต
ได้มีแล้ว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้น ฯ
[๑๔๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ
ปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ได้กล่าวคาถานี้ ความว่า
เมื่อพระสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งปวงเสด็จ
ปรินิพพานแล้ว ในครั้งนั้นได้เกิดความอัศจรรย์น่าพึงกลัว และ
เกิดความขนพองสยองเกล้า ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 19:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่อนบน ตัด มา ครับ พระพุทธองค์ ท่านจะเข้าปรินิพพาน ท่านยังทรง เข้าออกฌาณ ตอนนี้ คาบเกี่ยวกับ พระอานนท์ โดนมารสิง ผมเลย ตัดมา แค่นี้ ขออภัยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ธ.ค. 2009, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อโศกะ เขียน:
1.หัวใจและแก่นคำสอน และสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบออกมา ให้เป็นข้อความสั้นๆ รู้และเข้าใจง่าย นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สับสน ซับซ้อน ด้วยบาลีและศัพท์บัญญัติต่างๆ จนได้ย่อคำสอนสั้นที่สุดว่า อนัตตา คำเดียว

พระไตรปิฏกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ เมื่อย่อลงมาแล้ว เหลือ อนัตตา คำเดียว ใครพิสูจน์ อนัตตาได้ถูกต้อง ชัดเจน ก็จะได้เข้าถึง นิพพานความสุขเย็นเป็นอมตะ นี่เป็นที่สุดของ ปริยัตติศาสนา


สวัสดียามค่ำครับคุณอโศกะ

ข้อนี้คุณอโศกะรู้มาผิด เข้าใจมาผิดครับ
พระพุทธเจ้าทรงมีญาณรู้มากมาย แต่ทรงสอนอริยะสัจ 4 ครับ ทรงสอนให้ใช้อริยะสัจ 4 ยังโสดาปัตติมัคคจิต สกทาคามีมัคคจิต อนาคามีมัคคจิต และอรหัตตมัคคจิตให้เกิดขึ้นครับ

คุณอโศกะศึกษามาน้อย ศึกษามาไม่ดี เรียนมาไม่ดี จึงสับสนครับ






อโศกะ เขียน:
วิธีพิสูจน์อนัตตา ที่จำง่าย สั้น คือ ปัจจุบันธรรม หรือปัจจุบันอารมณ์ เอาปัจจุบันอารมณ์ เป็น วิหารธรรมประจำจิต เอา สติ ปัญญา มาเฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา ที่ปัจจุบันอารมณ์ ให้ต่อเนื่อง ยาวนาน บ่อยๆ เสมอๆ นี่เป็นปฏิปัติศาสนา


ข้อนี้เป็นความรู้ผิด เป็นความเข้าใจผิดของคุณอโศกะครับ
ทรงให้ปรารภความเพียรยังโสดาปัตติมัคคจิต สกทาคามีมัคคจิต อนาคามีมัคคจิต และอรหัตตมัคคจิตที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะครับ

และยังโสดาปัตติมัคคจิต สกทาคามีมัคคจิต อนาคามีมัคคจิต และอรหัตตมัคคจิตที่เกิดขึ้นแล้วให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ในปัจจุบันขณะครับ







อโศกะ เขียน:
แล้วกระบวนการทางธรรมต่างๆ ตามโพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการ เขาจะดำเนินไปเอง เจริญก้าวหน้าไปเอง โดยธรรมชาติ จนมิจฉาทิฐิ อุปาทานความเห็นผิด ว่าเป็นอัตตา ตัวตน สลายสิ้นและดับสูญ เปิดเผย อนัตตาโดยสมบูรณ์ เข้าถึง อนัตตา ถึงมรรคญาณ ผลญาณและนิพพาน เป็นผล เป็นปฏิเวทธรรมในที่สุด นี่เป็นปฏิเวทศาสนา


ข้อนี้เป็นความรู้ผิด เป็นความเข้าใจผิดของคุณอโศกะครับ
ธรรมเหล่านี้เจริญเองไม่ได้ครับ ต้องอาศัยการเจริญของจิตเหตุ 4 ได้แก่โสดาปัตติมัคคจิต สกทาคามีมัคคจิต อนาคามีมัคคจิต และอรหัตตมัคคจิตที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะครับ ญาณต่าง ๆ เกิดร่วมเกิดพร้อมในจิตดวงเดียวกันได้ครับ ญาณต่าง ๆ ไม่ได้เกิดทีละญาณตามลำดับครับ แต่เกิดพร้อมกันได้ครับ






อโศกะ เขียน:
ปริยัติเรื่องของสมถะ ฌาณ วิปัสสนา ญาณ หรือเรื่องประกอบปลีกย่อยอื่นๆ ที่ถกเถียง ยกกันมายาวยืดนั้น ดี ทำให้เกิดความเป็นพหูสูตร แต่มันเป็นดุจ สูตรยา ตำรายา จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ นำเอามาปรุง ให้เป็นยา ดื่มกิน จึงจะเกิดผล ให้หายจากโรค ภัย ไข้เจ็บ


ข้อนี้เป็นความรู้ผิด เป็นความเข้าใจผิดของคุณอโศกะครับ
เราทุกคนที่กล่าวเรื่องฌาน สมถะ วิปัสสนา ญาณ ปัญญา ล้วนแต่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติกันทั้งนั้นครับ





อโศกะ เขียน:
คนรู้มาก มีเยอะ แต่คนปฏิบัติมาก มีน้อย จึงมีเรื่องต้องถกเถียงกันมาก แต่ก็ยังคงต้อง สื่อภาษาทำความเข้าใจกันต่อไป


ข้อนี้เป็นความรู้ผิด เป็นความเข้าใจผิดของคุณอโศกะครับ
การปฏิบัติแล้วประสบผลสำเร็จ ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติมากหรือน้อยครับ
แต่เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ถูกวิธีและคุณภาพจิตของผู้ปฏิบัติครับ
ที่คุณอโศกะปฏิบัติมาเป็นการปฏิบัติผิดวิธี แม้จะปฏิบัตินานสักเท่าใด ก็ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้ครับ
ส่วนคนที่ปฏิบัติถูกวิธี เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ชั่วระยะฟังจบคาถาบทเดียว ก็บรรลุผลสำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้แล้วครับ

บัณฑิตย่อมปฏิบัติในทางที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็วพลันครับ






อโศกะ เขียน:
แต่ที่ว่าเอาฌาณ มาสนับสนุน สติ ปัญญา เนี๊ยะ ทำอย่างไร กรุณาเล่าวิธีการให้ฟังเป็นภาษาชาวบ้านหน่อยนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับผู้มีปริยัติน้อย อย่างอโศกะด้วยครับ ขอบพระคุณ


อบรมจิตบรรลุฌานแล้ว ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ


ภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมจักษุ
ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน
พึงเป็นผู้ตื่นอยู่มาก
พึงเป็นผู้ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่น
พึงเข้าไปตัดความตรึก
และตัดธรรมที่อาศัยอยู่แห่งความตรึกและความรำคาญ



เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 07:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




100_2145_resize_resize.JPG
100_2145_resize_resize.JPG [ 94.27 KiB | เปิดดู 1721 ครั้ง ]
tongue สุขกาย สบายจิตกับกัลยาณมิตรในธรรมทุกท่าน อนุโมทนากับวิริยะ อุตสาหะ เมตตาและ กรุณา ของท่านมหาราชันย์ ที่แสดงปริยัติอันคัดมาได้เร็วและดี พอที่จะตอบปัญญหา แก้ปัญหาได้ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง

ยังคงเป็นศัพท์สำนวนและคำอธิบายที่ดูเข้าใจยากอยู่บ้างสำหรับผู้ไม่คุ้นกับสื่อภาษาในพระไตรปิฎก แต่ก็มีประโยชน์ดีมาก

วรรคท้ายที่ขอให้อธิบายเป็นภาษาง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน ก็ยังคง เป็นภาษาคัมภีร์อยู่ดี ผู้อ่านคงต้องพยายามทำความเข้าใจเอานะครับ คงเป็นการยากที่จะทำให้ท่านมหาราชันย์พูดภาษาลูกทุ่ง

ต้องขอบพระคุณท่านหลับอยู่ ที่พยายาม จะแสดงธรรมเป็นภาษาสามัญ หรือลูกทุ่ง ดังยกมาอ้างอิงท้ายนี้
คงรู้สึกตะขิดตะขวางใจ เกรงบรรดาท่านผู้เก่งปริยัติ บัณฑิตทั้งหลาย จะติติง เพราะไม่อ้างอิงตำรา ตามแบบสากล


แต่ถ้าไม่มีคนที่หาญกล้ามาแสดงความเห็นเป็นภาษาที่สวนทางความรู้สึกของท่านผู้รู้ทั้งหลาย เราจะไม่มีโอกาสได้อ่านธรรมมะดีๆ ที่สืบค้นมาด้วยสัญญา ปัญญาและปฏิภาณของท่านผู้รู้ทั้งหลาย อย่างที่เห็น

ที่สุดแห่งการสนทนาธรรมแต่ละกระทู้ หวังว่าท่านที่เข้ามาดูมาอ่าน คงจะได้ ปัญญาทั้ง 2 ทั้ง 3 ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา กาย จิต ของตน ไปบนเส้นทางแห่งมรรค 8 และทำโสดาปัตติมรรคกันได้ทัน ในปัจจุบันชาตินี้

ปริยัติก็คือ ปริยัติ ความเห็น ก็คือความเห็น เป็นธรรมทัศนะ เป็นพหูสูตร สำคัญอยู่ที่ จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร สรุปออกมาเป็นวิธีปฏิบัติเฉพาะตัวได้อย่างไร แล้วลงมือปฏิบัติ พิสูจน์ธรรมกันไป จนกว่าจะถึงที่หมาย

ผิดมาก่อนถูก โง่ มาก่อนฉลาด ผู้มีโอกาสมาพบพุทธธรรมคำสอนอันถูกต้องของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบอุปมาดุจคนที่ตื่นจากความมืดขึ้นมาพบแสงสว่างในยามเช้าและทิวาวาร เวลาที่มีแสงสว่างนี้น้อยนัก ชิญชวนท่านที่ได้พบแสงส่างเห็นทางดีแล้ว เร่งรีบเดินทาง ให้ถึงบ้านที่แท้จริงก่อนพลบค่ำ
กุศลกรรมที่ท่านทั้งหลายมาแสดงธรรม ทั้งปริยัติและประสบการณ์ปฏิบัติ จงมาเป็นพละปัจจัย ดลให้ทุกท่าน ได้เกิดดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงธรรม ปิดประตูอบายได้ทันกันทุกคนในปัจจุบันชาตินี้เทอญ

cry onion Kiss :b8:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 07:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




100_3744_resize_resize.JPG
100_3744_resize_resize.JPG [ 67.74 KiB | เปิดดู 1718 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
ท่อนหลัง ผม ลอกมาไม่หมด น่ะครับ แต่ คิดเอาว่า มีประโยชน์ หากให้ตอบแบบ ลูกทุ่งๆ ชาวบ้านๆ ซึ่งคำนี้ ไม่น่าจะมีในพระไตรปิฏก คำๆนี้ คือ 'เดินทางใน" กับ'นั่งทางใน" ต่างกันตรง กิริยา คำว่านั่ง กับคำว่า เดิน เดิน นี้ ผม อนุมานเอาว่า คง สำรวมอายตนะ ทำสมาธิ เข้าฌาณ ประมาณนั้นนะครับ ซึ่งคำนี้ ชาวบ้านๆเขาใช้สม,มติบัญญัติ กันครับ อันนี้ความเห็นส่วนตัวอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง และถ้าไม่มีการเข้าฌาณเลย ผมว่า น่าจะมีอาการอุปาทานว่า เรา บรรลุแล้ว ขึ้นมาก้ได้ ครับ สมถะวิปัสสนา ผมเปรียบว่าเหมือนไข่ดาวนะครับ ไข่ขาวไข่แดง มันติดกันมาครับ (เฉพราะตอนปอกตอน ทอด ต้มไม่นับ) ความนี้ เป็นแค่อยาก เสนอ น่ะครับ ไม่มีในพระไตรปิฏกหรอก อย่าถือสา คำกล่าวจากปุถุชนแบบผมครับ :b16: ส่วนตัวผมคิดว่า ผู้ที่เข้าภูมิ วิปัสสนาแล้วคือ พระโสดาบันครับ นอกนั้น ผม อนุมานเอาว่าเป้นภูมิ สมถะทั้งหมด อย่าถือสาในคำแสดงความเห็น คนที่มี กิเลสหนาแบบผมนะครับ :b16:


อนุโมทนากับท่านหลับอยู่ครับ :b8:
cry onion Kiss

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 13:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ถาม – ที่นี้ถ้าหากว่าเขาจะถามต่อไปอีกว่าธรรมะคนอื่นนอกจากพระพุทธเจ้าจะแต่งไม่ได้หรือ

ตอบ – แต่งได้ ผู้ที่แต่งธรรมะชนิดนี้ได้ คนนั้นคือพระพุทธเจ้าแล้ว



ถาม – คือถ้าหากว่าคนอื่น นอกจากพระพุทธเจ้าแล้วแต่งธรรมะไม่ได้หรือ

ตอบ – เราบอก แต่งได้อย่างไรครับ คนที่แต่งธรรมะได้อย่างนี้คือคนนั้นเป็นพระพุทธเจ้า นอกจากพระโคตมะก็เป็นพระพุทธเจ้า อีกองค์หนึ่ง ขึ้นมาแต่ง คือเป็นพุทธะองค์ใหม่



ถาม – อย่างนี้ก็หมายถึงว่า อาจารย์ เสถียรนี่อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง

ตอบ – ไม่ได้ซิครับ เพราะคนที่จะแต่งธรรมะได้ พูดง่าย ๆ ว่าลอกน้ำลายของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้แต่งองค์แรก มาเขียนนี่ครับ ผมไม่มีปัญญาที่จะบัญญัติอริยสัจขึ้นได้ คือ มรรค 8 ขึ้นได้ ที่เรารู้อริยสัจ4 หรือมรรค 8 สามารถแต่งตำราธรรมะเล่มโต ๆ จำน้ำลายท่านมาเขียนต่างหากเล่าเขาบอกไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระโคตมะ ต้องป็นคนเขียน ถูกแล้ว คนนั้นแหละเราเรียกว่า พุทธะแน่ละ เพราะพุทธะเท่านั้นที่จะเขียนอย่างนี้ได้ จะเป็นโคตมะ หรือไม่โคตมะก็แล้วแต่ คนนั้นที่แต่งธรรมะอย่างนี้ได้ คนนั้นคือพุทธะ ศาสนานี้เป็นศาสนาพุทธะ



ถาม – ธรรมะทั้งหมดนี้เป็นธรรมะที่เป็นของพระพุทธเจ้าทั้งหมดหรือ

ตอบ – เราไม่มีปัญญา คนชั้นหลังนี่ไม่เห็นมีใครมีปัญญาเขียนเรื่องอริยสัจ หรือ ปฏิจสมุปบาทหรืออภิธรรมออกมาได้เลย จำขี้ปากพระพุทธเจ้ามาทั้งนั้นแหละ ถ้าจะว่าไปแล้ว คนที่เป็นผู้ต้นกำเนิดธรรมะนี้เป็นใครเล่า เราย้อนถามว่า เป็นใคร เขาบอกก็คนนะซิ ไม่ใช่ พระโคตมะ เราบอกเอาเถิด จะเป็น โคตมะ พุทธเราถือว่าเป็นเพียงสมมติบัญญัติ ไม่สำคัญหรอก แต่คนที่สามารถเขียนธรรมะอย่างนี้ คนนั้น พวกเราถือว่าคนนั้นแหละคือ พุทธะ แล้วท่านจะเรียกเป็นอะไรก็แล้วแต่ ปฏิเสธว่าไม่ใช่ พระโคตมะ ก็ช่างเถิด แต่ฉันว่าใครเขียนธรรมะอย่างนี้ได้คนนั้นคือพุทธะที่ฉันเคารพ (ตัด ถาม ตอบ ระหว่างพระคุณเจ้าท่านถาม อ เสถียร โพธินันทะ ตอบ) ปล ผมก็ ลอก น้ำลาย เขามาอีกที ครับ) :b16:จากปฐมเหตุของโลกและชีวิต(บางส่วน)


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 20 ธ.ค. 2009, 13:27, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 13:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


( คนที่จะแต่งธรรมะได้ พูดง่าย ๆ ว่าลอกน้ำลายของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้แต่งองค์แรก มาเขียนนี่ครับ ผมไม่มีปัญญาที่จะบัญญัติอริยสัจขึ้นได้ คือ มรรค 8 ขึ้นได้ ที่เรารู้อริยสัจ4 หรือมรรค 8 สามารถแต่งตำราธรรมะเล่มโต ๆ จำน้ำลายท่านมาเขียนต่างหากเล่า,,,,,,,,,,,,,, ) :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: ( เราไม่มีปัญญา คนชั้นหลังนี่ไม่เห็นมีใครมีปัญญาเขียนเรื่องอริยสัจ หรือ ปฏิจสมุปบาทหรืออภิธรรมออกมาได้เลย จำขี้ปากพระพุทธเจ้ามาทั้งนั้นแหละ ) :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b34: :b13: ตัดลอกน้ำลายมาจาก อ เสถียร โพธินันทะ มาอีกทีครับ :b13:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 20 ธ.ค. 2009, 13:39, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2009, 17:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อโศกะ เขียน:
สุขกาย สบายจิตกับกัลยาณมิตรในธรรมทุกท่าน อนุโมทนากับวิริยะ อุตสาหะ เมตตาและ กรุณา ของท่านมหาราชันย์ ที่แสดงปริยัติอันคัดมาได้เร็วและดี พอที่จะตอบปัญญหา แก้ปัญหาได้ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง

ยังคงเป็นศัพท์สำนวนและคำอธิบายที่ดูเข้าใจยากอยู่บ้างสำหรับผู้ไม่คุ้นกับสื่อภาษาในพระไตรปิฎก แต่ก็มีประโยชน์ดีมาก




สวัสดียามเย็นครับคุณอโศกะ


พระธรรมเทศนาที่ผมยกมาแสดงนี้ ผมได้ลงปฏิบัติมาแล้ว พิสูจน์แล้ว ได้รับผลตามนั้นจริงแล้วจึงนำมาแสดงครับ ไม่ได้จำมาตอบ และไม่ได้เป็นเพียงแต่ปริยัติตามที่คุณอโศกะเข้าใจหรอกครับ

ทุกคำตอบของผม ประกอบด้วยปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธครับ


ดังนั้นบทธรรมทุกบทเป็นบทธรรมถูกต้อง และตรงกับการแก้ปัญหาให้ถูกต้องครับ
การตอบปัญญหา ที่แก้ปัญหาได้ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง อย่างนี้ผมไม่ทำครับ และไม่นำมาแสดงครับ
ผมแสดงธรรมทุกครั้งเหตุตรงกับผล
คำถามตรงกับคำตอบทุกกระทู้ครับ ไล่อ่านได้ทุกกระทู้ครับ
ผมไม่มีการคาดเดา หรือการคาดคะเนครับ
ถ้าไม่รู้จริง หรือไม่แน่ใจผมไม่ตอบครับ
และบางกระทู้ถ้าธรรมดา ๆ ผมก็ไม่ตอบครับ


................................................................................


อบรมจิตบรรลุฌานแล้ว ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ครับคุณอโศกะ



ความโศกทั้งหลาย
ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท
เป็นมุนีผู้ศึกษาในทางแห่งมโนปฏิบัติ ผู้คงที่
สงบระงับแล้วมีสติในกาลทุกเมื่อ



เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 05:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2009, 23:02
โพสต์: 530

แนวปฏิบัติ: เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ด้วยอานาปานสติ
งานอดิเรก: อ่านพระไตรปิฎก
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




guan-im62.jpg
guan-im62.jpg [ 18.79 KiB | เปิดดู 1651 ครั้ง ]
:b41: :b45: :b41: :b45: :b41: :b45: :b41: :b45: :b41: :b45: :b41: :b45: :b45: :b41: :b45: :b45: :b41: :b45: :b45: tongue

อโศกะ เขียน:
tongue
สวัสดีมีความสุข กัลยาณมิตรทุกท่าน คุณกระบี่ไร้เงา คุณโคตรภู ขอบคุณและอนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่งกับคุณ หลับอยู่ ที่กรุณาค้น คัด เอาคำสอนอันสมบูรณ์จากปิฎกมาแสดง คงสมใจคุณกระบี่ไร้เงานะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้

ขอบคุณท่านกระบี่ไร้เงา ที่ยังเมตตาเป็นห่วง


:b8:
อโศกะ ตอบ

ขอบคุณอนุโมทนากับคำแนะนำที่ละเอียดลึกซึ้งของคุณโคตรภู

ผมมีเจตนาและปณิธานที่จะบอกกล่าว เล่าสู่กันฟังว่า หลังจากที่ได้ศึกษาปริยัติจากคัมภีร์์พระไตรปิฏก
ศึกษาข้อธรรมจากอรรถกถาจารย์ครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตรทั้งหลาย ผมพยายามจับประเด็น เพื่อจะเอา

1.หัวใจและแก่นคำสอน และสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบออกมา ให้เป็นข้อความสั้นๆ รู้และเข้าใจง่าย นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก สับสน ซับซ้อน ด้วยบาลีและศัพท์บัญญัติต่างๆ จนได้ย่อคำสอนสั้นที่สุดว่า อนัตตา คำเดียว

พระไตรปิฏกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ เมื่อย่อลงมาแล้ว เหลือ อนัตตา คำเดียว ใครพิสูจน์ อนัตตาได้ถูกต้อง ชัดเจน ก็จะได้เข้าถึง นิพพานความสุขเย็นเป็นอมตะ นี่เป็นที่สุดของ ปริยัตติศาสนา

วิธีพิสูจน์อนัตตา ที่จำง่าย สั้น คือ ปัจจุบันธรรม หรือปัจจุบันอารมณ์ เอาปัจจุบันอารมณ์ เป็น วิหารธรรมประจำจิต เอา สติ ปัญญา มาเฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา ที่ปัจจุบันอารมณ์ ให้ต่อเนื่อง ยาวนาน บ่อยๆ เสมอๆ นี่เป็นปฏิปัติศาสนา

แล้วกระบวนการทางธรรมต่างๆ ตามโพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการ เขาจะดำเนินไปเอง เจริญก้าวหน้าไปเอง โดยธรรมชาติ จนมิจฉาทิฐิ อุปาทานความเห็นผิด ว่าเป็นอัตตา ตัวตน สลายสิ้นและดับสูญ เปิดเผย อนัตตาโดยสมบูรณ์ เข้าถึง อนัตตา ถึงมรรคญาณ ผลญาณและนิพพาน เป็นผล เป็นปฏิเวทธรรมในที่สุด นี่เป็นปฏิเวทศาสนา

ปริยัติเรื่องของสมถะ ฌาณ วิปัสสนา ญาณ หรือเรื่องประกอบปลีกย่อยอื่นๆ ที่ถกเถียง ยกกันมายาวยืดนั้น ดี ทำให้เกิดความเป็นพหูสูตร แต่มันเป็นดุจ สูตรยา ตำรายา จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ นำเอามาปรุง ให้เป็นยา ดื่มกิน จึงจะเกิดผล ให้หายจากโรค ภัย ไข้เจ็บ

คนรู้มาก มีเยอะ แต่คนปฏิบัติมาก มีน้อย จึงมีเรื่องต้องถกเถียงกันมาก แต่ก็ยังคงต้อง สื่อภาษาทำความเข้าใจกันต่อไป

ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ด้อยการศึกษา แต่ทำไร่ ทำสวน ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ ผลิตอาหาร เลี้ยง ปัญญาชนทั้งหลายให้อยู่สุขสบายมาทุกวันนี้ เขาเรียนรู้วิธีปฏิบัติเพียงนิดเดียว ตามที่บรรพบุรุษถ่ายทอดสู่กันโดยวิธีธรรมชาติ พื้นๆ ง่ายๆ แต่ก็ได้ข้าว ผัก ปลา มาเลี้ยงชีวิตตนและเลี้ยงเพื่อนร่วมโลก ที่ฉลาด รู้มากทั้งหลาย ที่ทำไร่ทำนา บนแผ่นกระดาษ ให้ลงมือปลูกข้าวปลูกผัก กินเองจริงๆ ก็ดูจะทำไม่ได้ หรือทำไม่เป็น

นักปฏิบัติธรรมบ้านนอก ความรู้ปริยัติมีน้อย อาจพูดถูก พูดผิด ไม่เข้าหูไปบ้าง ก็ขออภัยนะครับ ลองจับประเด็นดูกว้างๆ โดยรวม อาจพอมองเห็น กุศลเจตนาที่ซ่อนอยู่ข้างในนะครับ

อโศกะ มาศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางธรรมในลานนี้ ก็ได้รับประโยชน์ พัฒนาความรู้ปริยัติ แล้วนำไปพัฒนาการปฏิบัติ ก้าวหน้าไปข้างในไม่น้อย ขอบคุณนักปราชญ์ ราชบัณฑิตทุกท่านที่เมตตา มาสั่ง
สอนครับ

สุขในธรรมกันทุกๆคนนะครับ สาธุ

smiley



อโศกะ เขียน:

แต่ถ้าไม่มีคนที่หาญกล้ามาแสดงความเห็นเป็นภาษาที่สวนทางความรู้สึกของท่านผู้รู้ทั้งหลาย เราจะไม่มีโอกาสได้อ่านธรรมมะดีๆ ที่สืบค้นมาด้วยสัญญา ปัญญาและปฏิภาณของท่านผู้รู้ทั้งหลาย อย่างที่เห็น





สาธุ.. เจ้าค่ะ ท่านอโศกะ

เข้าใจในเจตนาดีของท่านเจ้าค่ะ
แต่พระธรรมเทศนา คือพระธรรมเทศนาค่ะ
โดยเฉพาะคำสอนของพระพุทธองค์ อย่าไปสรุปเป็นความเห็นของตนเองเลยค่ะ

คนกล้าหาญ ของผู้ที่หาญกล้า
ไม่ใช่ผู้ที่ดัดแปลง พุทธวัจนะ พระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า่ค่ะ


ไม่ถูกต้องค่ะ และยิ่งถ้าไปกล่าวโดยใช้ความว่า
"พระผู้มีพระภาคเจ้า
สอนว่า... ตรัสว่า ... ดำริ... ฯลฯ
โดยความต่อมาคือบทสรุป ตามความเข้าใจของเราเอง
ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และไม่บังควรอย่างยิ่ง

เมื่อมีเมตตาต่อเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ต้องยกพุทธวัจนะ พุทธคาถา ธรรมคาถา ฯลฯ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
จากพระไตรปิฎก แหล่งเดียวค่ะ




สำหรับการสอนสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์
ถ้าเป็นเรื่องปากเรื่องท้อง ตามสะดวกค่ะ

แต่เรื่องธรรม ต้องไม่เกรงใจบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ ค่ะ
เพราะผู้ที่เราควรเกรงพระัทัย คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าค่ะ พระบรมศาสดาค่ะ
ไม่ใช่บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์


เรี่องทางโลกกับเรื่องทางธรรม ... คนละแนวทางปฏิบัติค่ะ


ที่กล่าวมาทั้งหมด ด้วยความนับถือคุณอโศกะด้วยใจจริง
เข้าใจในความปรารถนาดี
และดิฉันปรารถนาที่จะเป็นกัลยาณมิตรกับคุณอโศกะ
ที่จะร่วมชักจูงกันสู่ทางธรรมที่ถูกต้องตามพุทธวัจนะ
ตามพระธรรมเทศนา เจ้าค่ะ



อโศกะ เขียน:
คนรู้มาก มีเยอะ แต่คนปฏิบัติมาก มีน้อย จึงมีเรื่องต้องถกเถียงกันมาก แต่ก็ยังคงต้อง สื่อภาษาทำความเข้าใจกันต่อไป


สาธุ .....และคนรู้มาก ปฏิบัติมาก ก็มีไม่น้อยค่ะ



:b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48:


ธมฺมปีติ สุขํ เสติ
วิปฺปสนฺเนน เจตสา
อริยปฺปเวทิเต ธมฺเม
สทา รมติ ปณฺฑิโต


ผู้มีปีติในธรรม มีใจผ่องใสแล้ว
ย่อมอยู่เป็นสุข
บัณฑิต ย่อมยินดีในธรรม
ที่พระอริยะเจ้าประกาศแล้ว ในกาลทุกเมื่อ




รูปภาพ เจริญในธรรมค่ะ
:b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

.....................................................


ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย
ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่
ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ
สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว
เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร ฉะนั้น ฯ



:b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 08:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




100_5500_resize.JPG
100_5500_resize.JPG [ 60.71 KiB | เปิดดู 1645 ครั้ง ]
tongue มีทุกข์น้อยตามธรรมกันดีทุกท่านนะครับ ท่านมหาราชันย์ คนสวย กระบี่ไร้เงา คุณหลับอยู่ คุณโคตรภู คุณเช่นนั้น และกัลยาณมิตรทุกท่าน

สนทนาเรื่องที่ค้างกันก่อน แล้ว มาตั้งประเด็นสนทนากันทางด้านประสบการณ์การปฏิบัติจริงๆมั่งนะครับ

หลับอยู่ เขียน

( คนที่จะแต่งธรรมะได้ พูดง่าย ๆ ว่าลอกน้ำลายของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้แต่งองค์แรก มาเขียนนี่ครับ ผมไม่มีปัญญาที่จะบัญญัติอริยสัจขึ้นได้ คือ มรรค 8 ขึ้นได้ ที่เรารู้อริยสัจ4 หรือมรรค 8 สามารถแต่งตำราธรรมะเล่มโต ๆ จำน้ำลายท่านมาเขียนต่างหากเล่า,,,,,,,,,,,,,, ) ( เราไม่มีปัญญา คนชั้นหลังนี่ไม่เห็นมีใครมีปัญญาเขียนเรื่องอริยสัจ หรือ ปฏิจสมุปบาทหรืออภิธรรมออกมาได้เลย จำขี้ปากพระพุทธเจ้ามาทั้งนั้นแหล) ตัดลอกน้ำลายมาจาก อ เสถียร โพธินันทะ มาอีกทีครับ

แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ เมื่อวานนี้, 13:39, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.

อโศกะ วิจารณ์

ท่านหลับอยู่ครับ เราสร้างมุมมองใหม่ที่เป็นบวก + สนทนากัน น่าจะเป็นบุญนะครับ อย่าไปคิดเลยว่า ผู้ที่พยายามอธิบายขยายความธรรมมะที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาสั่งสอน เป็นผู้คิดร้าย ทำลายพุทธศาสนา

ความพยายามที่จะทำของยากให้เป็นของง่าย สื่อภาษาที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง บาลี อันละเอียดลึกซึ้ง แล้วมีผู้มาพยายามที่จะนำมาอธิบายใหม่โดยใช้ภาษาสามัญธรรมดาที่ชาวบ้านทั่วไปฟังรู้เรื่อง เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ทันที นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เป็นกุศล ถึงแม้บัญญัติอาจดูแตกต่างจากตำรา แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว ไม่ทิ้งความหมายที่แท้จริงตามธรรม ก็น่าจะยอมรับกันได้ไปก่อน เพราะผมคิดว่า อรรถกถา ครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตรทุกท่านล้วนมีจิตเป็นกุศล มีเมตตา ปารถนาดี ที่จะช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ได้รู้ ได้เข้าใจ ธรรมมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ตัวอย่างบุคคลที่ทำยากให้เป็นง่่าย ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา อย่างเช่นหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ท่านสอนธรรมมะด้วยภาษาง่าย ๆ แต่ถ้าพิจารณาตามปริยัติแล้วกลับเป็นหลักธรรมชั้นสูง
:b8:
ผมยังประทับใจคำสอนหลวงปู่ชาสั้นๆท่อนหนึ่งว่า "ก็โยมไปพยายามทำเป็ดให้มันขันเสียงเหมือนไก่ นี่"
ลองมาตีความกันดูซิว่าหลวงปู่กำลังสอนธรรมเรื่องอะไร ผมว่าหลวงปู่ท่านสอนธรรมเรื่อง ตถตา
อัตตา อนัตตา เลยที่เดียว ไม่ทราบว่าอย่างนี้ท่านมหาราชันย์กับคนสวยกระบี่ไร้เงา หรือคุณโคตรภูจะรับได้หรือไม่ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีให้อ้างในพระสูตร


ส่งท้ายนิดหนึ่งว่า ธรรมมะ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ แล้วนำมาแสดงแจกแบ่ง ชี้แนะ แก่ชาวโลกนะครับ

ธรรมมะของพระพุทธเจ้า นี้เป็นเรื่อง อัตตา ธรรมมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน นี้เป็น อนัตตา

ผู้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นมาจากผิด ไม่รู้ มาก่อน แล้วค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนามาจน เป็นผู้รู้ยิ่ง รู้จริง รู้ถูกต้องมากขึ้น ๆ ตามลำดับ เมื่อรู้ถูกต้องสมบูรณ์ มีสัมมาทิฐิเต็ม 100 คือเห็นว่า "สัพเพธัมมา อนัตตา" ก็จักได้โอกาสถึงธรรมอันเอก คือ พระนิพพาน


กระบี่ไร้เงา เขียน

สาธุ.. เจ้าค่ะ ท่านอโศกะ

เข้าใจในเจตนาดีของท่านเจ้าค่ะ
แต่พระธรรมเทศนา คือพระธรรมเทศนาค่ะ
โดยเฉพาะคำสอนของพระพุทธองค์ อย่าไปสรุปเป็นความเห็นของตนเองเลยค่ะ

คนกล้าหาญ ของผู้ที่หาญกล้า
ไม่ใช่ผู้ที่ดัดแปลง พุทธวัจนะ พระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า่ค่ะ


ไม่ถูกต้องค่ะ และยิ่งถ้าไปกล่าวโดยใช้ความว่า
"พระผู้มีพระภาคเจ้า
สอนว่า... ตรัสว่า ... ดำริ... ฯลฯ
โดยความต่อมาคือบทสรุป ตามความเข้าใจของเราเอง
ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และไม่บังควรอย่างยิ่ง

สาธุ .....และคนรู้มาก ปฏิบัติมาก ก็มีไม่น้อยค่ะ

อโศกะ ตอบ

คำตอบสำหรับคุณกระบี่ไร้เงา น่าจะอยู่ข้างบนนะครับที่วิจารณ์ให้ท่านหลับอยู่ พิจารณา
อย่าลืมไปดูการบ้าน ขอความรู้ด้านการปฏิบัติ ที่ตั้งคำถามท่านมหาราชันย์ ต่อจากนี้นะครับ

มหาราชันย์ เขียน

พระธรรมเทศนาที่ผมยกมาแสดงนี้ ผมได้ลงปฏิบัติมาแล้ว พิสูจน์แล้ว ได้รับผลตามนั้นจริงแล้วจึงนำมาแสดงครับ ไม่ได้จำมาตอบ และไม่ได้เป็นเพียงแต่ปริยัติตามที่คุณอโศกะเข้าใจหรอกครับ

ทุกคำตอบของผม ประกอบด้วยปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธครับ

อโศกะ ตอบและถาม

อนุโมทนากับ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท ที่ท่านมหาราชันย์ทำมาดีแล้ว ตอนนี้คงเสวยวิบากแห่งบุญทุกวันนะครับ

เมื่อท่านมหาราชันย์ได้ปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้วอย่างนี้ ต่อจากนี้ไป อยากจะขอรับเมตตาและกรุณาจากท่านช่วย เล่าประสบการณ์ทางธรรม อธิบายวิธีปฏิบัติเป็นภาษาง่ายๆ จากโจทย์ข้างท้ายนี้ ไม่ต้องอ้างปริยัติในคัมภีร์มาให้เวียนหัว เอาสภาวธรรมจริงๆ ที่เกิดขึ้นในกาย จิต ตามธรรมชาติธรรมดามาคุยกันแบบชาวบ้านๆ กันดูหน่อย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศนะครับ

โจทย์

1.เมื่อมีความขุ่นมัว (ปฏิฆะ) หรือโกรธ (โทสะ) เกิดขึ้นในจิต อะไรเป็นเหตุ อะไรจะเกิดตามมาเป็นผลบ้าง ท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านนำธรรมมะข้อไหนมาใช้บ้าง ส่วนไหนเป็น สมถะ ส่่วนไหนเป็นวิปัสสนา ท่านออกจากฌาณมาทำงานต่ออย่างไร ทำอย่างไรจึงเรียกว่ายกขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วเพื่อจะให้เกิดปฏิเวท จะทำงานต่ออย่างไร

2.ถ้าความฟุ้งซ่าน(อุทธัจจะ)เกิดขึ้นในจิต ท่านแก้และขุดถอน อุทธัจจะนิวรณ์นี้ด้วย สมถะอย่างไร วิปัสสนา อย่างไร อธิบาย


โจทย์ 2 ข้อนี้ ฝากถึงคุณโคตรภู น้องกระบี่ไร้เงา คุณเช่นนั้น คุณหลับอยู่ คุณวรานนท์ และกัลยาณมิตรที่สนใจ ลองมาแสดงภูมิปฏิบัติ เล่าประสบการณ์จริง สู่กันฟัง ท่านละสำนวน เป็นธรรมทาน ธรรมทัศนะ ประกอบไว้ในกระทู้นี้เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มากนะครับ ขอบพระคุณ สาธุ อนุโมทนา ล่วงหน้าครับ
:b8:
tongue

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก


แก้ไขล่าสุดโดย อโศกะ เมื่อ 21 ธ.ค. 2009, 08:15, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 16:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมไม่ใช่นักปฏิบัติครับ แล้วยุคนี้พระรูปไหนบรรลุอรหันต์ เราไม่รู้หรอกครับ และผู้ที่สอนให้คนบรรลุธรรมได้เลิศสุดคือ พระพุทธเจ้าครับ แต่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ถ้าใครว่าผมคิดร้าย ปล่อยให้เขาคิดไปสิครับ แล้วแต่คิดครับ อันนี้ :b16: แล้วพระเกจิหลายท่าน ก็โดน ปรามาสว่า บิดเบือน ซึ่ง ศัพท์ในพระคัมภีร์ หากหลวงพ่อหลวงปู่ ไม่ มา บอกเป็นภาษาชาวบ้านให้ชาวบ้านฟัง เช่นไม่ยกบาลีมาให้ฟังไม่ใช่ผมดุถุกบาลีนะ พวกก็เหมาว่า ตู่ พุทธพจน์ หลวงพ่อหลวงปู่ พระเกจิ ท่านมีไปแก้ ข้อความในพระไตรปิฏกที่ไหนล่ะ (อันนี้ภาพรวมส่วนใหญ่) ถ้า ไปแก้พระไตรปิฏก สินี่เรื่องใหญ่ :b16:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 21 ธ.ค. 2009, 16:56, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 17:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ถามว่า พระอรหันต์ที่ พระพุทธองค์ ตรัสยกย่องว่า เลิสด้านตรัสรู้เร็ว นั่น บารมี เก่าของพระอรหันต์องค์นั้น มีมาอยู่แล้ว หากพระพุทธองค์ไม่ทรงตรัส เล่าให้ฟัง เราก้ไม่รู้หรอกครับ :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 17:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:












[อบรมจิตบรรลุฌานแล้ว ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ


ภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมจักษุ
ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน
พึงเป็นผู้ตื่นอยู่มาก
พึงเป็นผู้ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่น
พึงเข้าไปตัดความตรึก
และตัดธรรมที่อาศัยอยู่แห่งความตรึกและความรำคาญ



เจริญในธรรมครับ[/color][/quote] :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 21 ธ.ค. 2009, 17:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 181 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ... 13  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron