วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2020, 00:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 181 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2009, 14:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 00:37
โพสต์: 86

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley smiley

ขอบคุณท่านเช่นนั้น ที่ยกธรรมมาแสดง อริยสัจจ์ 4 ให้เห็น

อโศกะ เขียน:
วิธีการของนักวิปัสสนานั้น เขาจะไม่ไปคิดทำ กำหนด สั่งการอะไรใหม่ แต่เขาจะนิ่งดูความโกรธหรือโทสะและสันตติของโทสะนั้น ด้วยตาปัญญาสัมมาทิฐิ นิ่งสังเกต พิจารณา สันตติของโทสะนั้น ด้วยปัญญาสัมมาสังกัปปะ จน รู้ขึ้นมาว่าสภาวธรรมใดจักเกิดขึ้นตามมาเป็นผลอีก จนจบกระบวนการของโทสะ แต่จะไม่ยอมอยู่อย่างเดียว คือไม่ยอมทำอะไรตามคำสั่งของโทสะ


เช่นนั้น เขียน:
อ้างอิงพระไตรปิฎก:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากต่อไปของธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะในปัจจุบัน
ครั้นแล้วละเว้นวิบากนั้นเสีย ครั้นแล้วฟอกด้วยใจ เห็นตลอดด้วยปัญญา


สาธุที่ท่านเช่นนั้นยกพระไตรฯ มาแสดงให้เห็นในส่วนที่ท่านอโศกะ ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นกับจิตได้อย่างไร บอกแต่ให้เฝ้ามองตันหาให้เห็นอนันตาด้วย สติ และปัญญาของกามาวจรจิต และไม่สนใจฌาณ ว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น (ละเลย 1 ใน 3 ของไตรสิกขา) :b26: :b26: :b26: แล้วไม่เคยบอกต่อว่าเห็นแล้วให้วางจิตหรือทำจิตอย่างไร บอกแต่ว่าให้เห็น เห็นมากๆ แล้วปัญญาจะเกิด ซึ่งค้านกับในพระไตรฯ ที่ท่านเช่นนั้นยกมาแสง

การที่เรามีความพอใจในการเฝ้ามองธรรมารมณ์ตามที่ท่านอโศกะพยามแสดงมานั้น มันคือสังโยชน์ ทั้งเบื้องต่ำและเบื้องสูง คือความกำหนัดพอใจ ตามที่ท่านหลับอยู่ เคยนำพระไตรฯ มาแสดง ใน ค.ห. ต้นๆ ไม่ทราบว่าท่าน อโศกะพิจารณาตรงจุดนี้บ้างหรือเปล่า

ไม่ทราบว่าท่านอโศกะแสดงธรรมหรือการปฏิบัติไม่จบชุดของท่านหรือเปล่า

ผมยังยืนยังว่าปฏิบัติตามท่านแล้วมันตกหายไประหว่างทางครับ

เจริญในธรรมครับ

.....................................................
....ถ้าไม่ทำสัญญาให้เป็นปัญญา ทำอย่างไรก็เป็นกามสัญญา......


แก้ไขล่าสุดโดย โคตรภู เมื่อ 27 ธ.ค. 2009, 15:07, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 08:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley
Onion_L Onion_L Onion_L


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 09:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




DSCN1198%20copy.jpg
DSCN1198%20copy.jpg [ 43.18 KiB | เปิดดู 1875 ครั้ง ]
tongue สวัสดีท่านเช่นนั้น มหาราชันย์ คุณหลับอยู่ และกัลยาณมิตรทุกๆท่าน

เช่นนั้น เขียน

อโศกะ เขียน:
tongue
วิธี การของนักวิปัสสนานั้น เขาจะไม่ไปคิดทำ กำหนด สั่งการอะไรใหม่ แต่เขาจะนิ่งดูความโกรธหรือโทสะและสันตติของโทสะนั้น ด้วยตาปัญญาสัมมาทิฐิ นิ่งสังเกต พิจารณา สันตติของโทสะนั้น ด้วยปัญญาสัมมาสังกัปปะ จน รู้ขึ้นมาว่าสภาวธรรมใดจักเกิดขึ้นตามมาเป็นผลอีก จนจบกระบวนการของโทสะ แต่จะไม่ยอมอยู่อย่างเดียว คือไม่ยอมทำอะไรตามคำสั่งของโทสะ


สวัสดีท่านอโศกะ

ท่านนิ่งดูความโกรธหรือโทสะ จนจบกระบวนการของโทสะ ด้วยสัมมาทิฏฐิ จริงหรือ?

อโศกะ ตอบ

ท่านเช่นนั้นและคณะ ทำง่ายให้เป็นยากและยืดยาวเสียแล้ว

ความข้อนี้ผมชี้แจงท่านมหาราชันย์ไปแล้วว่าจับปะด็นความเห็นและคำพูดของอโศกะผิดไป โปดสังเกตคำที่เป้นสีแดงนะครับ

ส่วนความท่อนนี้ สันตติของโทสะนั้น ด้วยตาปัญญาสัมมาทิฐิ นิ่งสังเกต พิจารณา สันตติของโทสะนั้น

ผมได้ปรับคำสันธานเสียใหม่เพื่อให้เข้าใจเจตนาของคำพูดได้ถูกต้องตามธรรมดังนี้

แต่เขาจะนิ่งดูความโกรธหรือโทสะและสันตติที่เกิดต่อจากโทสะนั้น ด้วยตาปัญญาสัมมาทิฐิ นิ่งสังเกต พิจารณา สันตติที่เกิดต่อจากโทสะนั้น

สันตติที่เกิดต่อจากโทสะนั้น หมายถึงสภาวธรรม ที่จะเป็นไปตามปฏิจจสมุปบาท

ทางออกทางรอดอยู่ตรงช่วงต่อระหว่างเวทนากับตัณหา ถ้าเอาชนะอัตตา ตัณหาก็เกิดไม่ได้ วงปฏิจจสมุปบาทก็หักลงตรงนั้น

tongue

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 09:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


บทสวดอิติปิโสฯ
จาก วิกิซอร์ซ
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ

สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ.

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ.

คำแปล บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา ( เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ) อะระหัง ( เป็นผู้ไกลจากกิเลส ) สัมมาสัมพุทโธ ( เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ) วิชชาจะระณะสัมปันโน ( เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ) สุคะโต ( เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ) โลกะวิทู ( เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ) อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ ( เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ) สัตถาเทวะมนุสสานัง ( เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ) พุทโธ ( เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ) ภะคะวาติ. ( เป็นผู้มีความเจริญจำแกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ )

บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ

สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม ( พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ) สันทิฏฐิโก ( เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ) อะกาลิโก ( เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ) เอหิปัสสิโก ( เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด ) โอปะนะยิโก ( เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ. ( เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ฯ )

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว ) อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว ) ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ) สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว ) ยะทิทัง ( ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ ) จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ( คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ ) เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ) อาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ) ปาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ ) ทักขิเนยโย ( เป็นผู้ควรรับทักษิณา อัญชะลีกะระนีโย ( เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ) อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ. ( เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ) :b8: :b8: :b8:



.....สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม ( พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว )....
..... โอปะนะยิโก ( เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ) ..... :b8: :b8: :b8: Onion_L smiley :b16:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 28 ธ.ค. 2009, 10:04, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 17:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




100_0402_resize.JPG
100_0402_resize.JPG [ 96.64 KiB | เปิดดู 1862 ครั้ง ]
.jpg
.jpg [ 67.51 KiB | เปิดดู 1860 ครั้ง ]
โคตรภูเขียน

สาธุที่ท่านเช่นนั้นยกพระไตรฯ มาแสดงให้เห็นในส่วนที่ท่านอโศกะ ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นกับจิตได้อย่างไร บอกแต่ให้เฝ้ามองตันหาให้เห็นอนันตาด้วย สติ และปัญญาของกามาวจรจิต และไม่สนใจฌาณ ว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น (ละเลย 1 ใน 3 ของไตรสิกขา) แล้วไม่เคยบอกต่อว่าเห็นแล้วให้วางจิตหรือทำจิตอย่างไร บอกแต่ว่าให้เห็น เห็นมากๆ แล้วปัญญาจะเกิด ซึ่งค้านกับในพระไตรฯ ที่ท่านเช่นนั้นยกมาแสง

การ ที่เรามีความพอใจในการเฝ้ามองธรรมารมณ์ตามที่ท่านอโศกะพยามแสดงมานั้น มันคือสังโยชน์ ทั้งเบื้องต่ำและเบื้องสูง คือความกำหนัดพอใจ ตามที่ท่านหลับอยู่ เคยนำพระไตรฯ มาแสดง ใน ค.ห. ต้นๆ ไม่ทราบว่าท่าน อโศกะพิจารณาตรงจุดนี้บ้างหรือเปล่า

ไม่ทราบว่าท่านอโศกะแสดงธรรมหรือการปฏิบัติไม่จบชุดของท่านหรือเปล่า

ผมยังยืนยังว่าปฏิบัติตามท่านแล้วมันตกหายไประหว่างทางครับ


อโศกะ ตอบ

อนุโมทนาสาธุ ที่ท่านเช่นนั้นยกข้อธรรมในพระไตรปิฎกมาช่วยอธิบายให้คุณโคตรภูเข้าใจ

วันนี้อโศกะขออธิบายเพิ่มเติมให้ท่านโคตรภูพิจารณา


1.ปัญญาจะเกิดขึ้นกับจิตได้อย่างไร

ตอบ เมื่อสติ รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ ปัญญินทรีย์เจตสิก คือปัญญามรรค 2 ตัว อันได้แก่ สัมมาทิฐิ กับ สัมมาสังกัปปะ จะเข้ามาทำงานต่อจากสติไปเลยทีเดียว

สัมมาทิฐิ จะมาทำหน้าที่ ดู เห็น และ รู้ อารมณ์ ถ้าอารมณ์นั้นมีอยู่แล้วในสัญญา ถ้ายังไม่มีในสัญญา ปัญญาตัวที่ 2 คือสัมมาสังกัปปะจะมาทำงานต่อ

สัมมาสังกัปปะ จะทำหน้าที่ สังเกต พิจารณา อารมณ์
สังเกต ไม่ใช้ความคิด พิจารณา ใช้ความคิด สังเกตและคิด เพื่อค้นหาคำตอบ หาเหตุ หาผล จนได้คำตอบ เมื่อได้คำตอบแล้ว ปัญญาสัมมาทิฐิ ก็จะ รู้ อารมณ์นั้น แล้วดับไป จากนั้นกระบวนการต่างๆก็เป็นไปตามลำดับของขันธ์ 5 และ ปฏิจจสมุปบาท

สัมมาสังกัปปะนี้ ยังมีความสำคัญยิ่งคือ ส่งงานกลับคืนมาให้ สติ รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ตัวใหม่ สืบต่อกันไปเป็นลูกโซ่แห่ง สติ และปัญญา สติและ สัมปชัญญะ ก็เรียก ที่ว่าส่งงานกลับให้สติ เพราะ ความสังเกตที่ตั้งอยู่นั้น จะทำให้ สติ เกิดขึ้นมารู้ทันปัจจุบันอารมณ์ใหม่เสมอๆ


การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ที่ถูกต้องตามธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งนิ่งๆ เฉยๆ ให้ได้นานที่สุด แล้วเฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา ที่ปัจจุบันอารมณ์อย่างเดียว

สภาวธรรม หรือธรรมชาติต่างๆ ในกายและ จิต เขาจะมาเอหิปัสสิโก คือเรียกจิต เรียก สติ ปัญญา ไปดูเอง
เมื่อสติ ปัญญา ไปดู ไปรู้ ไปเห็น สภาวธรรมเหล่านั้นแล้ว รู้จักแล้ว หากไม่มีอัตตา กู มายุ่ง สภาวธรรมนั้นก็จะดับไป เกิด - ดับ ๆ ๆ ๆ สภาวะธรรมจริงๆ เขามีเพียงแค่นี้ ถ้าจิตไม่มีกิเลส ตัณหา อัตตา มายุ่ง ตรงนี้เรียก ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง

แต่จิตปุถุชนคนธรรมดา หาเป็นเช่นนนั้นไม่ เพราะอุปาทาน ความเห็นผิด ยึดถือว่า ขันธ์ 5 นี้ เป็น ตัวกู ืของกู เมื่อมีผัสสะ เกิดขึ้นกับ อายตนะทั้ง 6 เวทนา จึงเกิดขึ้น เวทนา เป็นเหตุให้เกิด ตัณหา ๆ เป็นเหตุให้เกิด อุปาทาน ๆ เป็นเหตุให้เกิด กัมมภวะ คือกรรมที่จะพาให้ไปเกิดใน ภพ ภูมิต่างๆ เป็นเหตุเกิด ชาติ และ มรณะ ต่อกันไปหาอวิชชา ตามวงแห่งปฏิจจสมุปบาท

ทางออก ทางรอด ที่ง่ายที่สุด เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือช่วงต่อระหว่าง เวทนา กับ ตัณหา

ถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เอาสติ สมาธิ ปัญญา มาเฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณาที่ปัจจุบันอารมณ์ ที่เวทนา เขาจะได้เห็น สมุทัย ทั้ง อัตตา และ ตัณหา เมื่อเห็นบ่อยเข้า นานเข้า ปัญญาสัมมาสังกัปปะเขาจะค้นพบทางออก หรือวิธีการ กำจัดอัตตา ด้วยตัวของเขาเอง โดยธรรมชาติ

2.สำหรับคำพูดที่ว่าผมไม่สนใจฌาณนั้น อาจจะถูกต้อง เพราะผมไม่อยากให้คนหลงไปยกย่องฌาณ อันเป็นวิชาของพราหมณ์และฤาษี

แต่อโศกะสนใจ และยกย่อง สัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นของจิต อยู่กับงานเจริญวิปัสสนาภาวนา หรือการเจริญมรรค 8 ซึ่งเป็นคำสอนตรงๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาสอน

อโศกะได้พบความแตกต่างที่คล้ายกัน ของฌาณ 4 กับ สังขารุเปกขาญาณ จึงพยายามชี้แจงแสดงใให้ผู้คนเห็นถึงประเด็นสำคัญนี้


ฌาณ 4 ตามแบบพราหมณ์ ฤาษี นั้น เป็นการ เจริญสติ นำหน้า มัดจิต ควบคุมบังคับจิตให้นิ่ง สงบ สยบนิวรณ์ธรรม ด้วยกรรมฐาน คำบริกรรม หรือรูปนิมิตต่างๆ ต้องออกแรง ใช้กำลังมาก กิเลส ตัณหา อัตตาไม่ตาย ไม่ผอม เผลอ ขาดสติเมื่อไร กิเลส ตัณหา อัตตา มานะทิฐิทั้งหลาย ก็ลุกขึ้นมาเหมือนเก่า หรืออาจจะรุนแรงกว่าเก่า

ฌาณ 4 จึงเป็นของหนัก เป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็นผลของสมถะภาวนา

สังขารุเปกขาญาณนั้น คล้ายฌาณ 4 คือหยุดคิด นึก ปรุงแต่ง เหลือตัวรู้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่นอยู่ แต่การจะเกิดสังขารุเปกขาญาณนั้น มาจากเหตุที่ต่างกันมาก

สังขารุเปกขาญาณ เป็นผลเกิดจากการที่ วิปัสสนาปัญญา ไปรู้ เห็นความจริง ของธาตุขันธ์ จนปล่อยวางความยึดถือ ในทุกๆสิ่ง จนเกือบจะหมด จิตจึงเบา หมดภาระ ไม่มีงาน แล้วสงบนิ่ง หยุดนึก หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง

สังขารุเปกขาญาณจึงเป็นสัมมาสมาธิที่เป็นผลจากการเจริญวิปัสสนาภาวนา


อโศกะ วิเคราะห์ให้ดูอย่างนี้ เพื่อขอให้ท่านที่มีสติ ปัญญาและมีใจเป็นกลางเป็นธรรม ได้พิจารณาและรับรู้ว่า คำสอนตรงๆ จากการค้นพบของพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่ ดีอยู่ ประเสริฐอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสสรุป ขอบเขตแห่งธรรมที่พระองค์ค้นพบ หรือธัมมจักกัปวัตนสูตร ไว้ตั้งแต่วันแรก ของการเทศนา

สั้น เรียบง่าย ได้ใจความ สมบูรณ์พร้อม ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมคำรับรองอย่างอาจหาญของพระพุทธองค์

อโศกะมีปณิธานและวัตถุประสงค์จะแจกแจง แสดง ความน่าอัศจรรย์ของ ธ้มจักกัปวัตนสูตรแก่ชาวโลก ดังทุกท่านจะสังเกตได้ในกระทู้ธรรมทั้งหมด ที่พยายามจะชี้เข้ามาที่ ธรรมสุดโต่ง 2 อย่าง อริยสัจ 4 มรรค 8 และ อนัตตา อันเป็นธรรมสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์เป็นวันที่ 2


สำนวน วิธีการสื่อภาษา อาจไม่เก่ง ไม่ระรื่นหู ตา เพราะเป็นชาวรากหญ้า ก็ต้องขออภัย แต่หวังใจว่าทุกท่านคงทราบเจตนาอันเป็นกุศลนี้ ครับ

สาธุ :b8:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก


แก้ไขล่าสุดโดย อโศกะ เมื่อ 28 ธ.ค. 2009, 17:19, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 20:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


ฌาณ4ไม่ได้เลวร้าย แบบที่คุณกล่าวนะครับคุณอโศกะ :b16 smiley
Onion_L Onion_L Onion_L :b4:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 28 ธ.ค. 2009, 20:35, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2009, 23:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับ ท่านอโศกะ

สติ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา จริงหรือ?

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




blackredbutterfly1_resize.jpg
blackredbutterfly1_resize.jpg [ 91.58 KiB | เปิดดู 1825 ครั้ง ]
tongue สวัสดีคุณเช่นนั้น ท่านหลับอยู่ และกัลยาณมิตรทุกๆท่าน

เช่นนั้น เขียน

สวัสดีครับ ท่านอโศกะ

สติ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา จริงหรือ?


อโศกะ ตอบ

สติ เป็นเหตุให่เกิดสมาธิ อำนวยและเปิดช่องให้ปัญญาสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ ทำงานต่อ

ปัญญา กับ สติ นั้น ทำงานรว่มกัน เนื่องกัน อิงอาศัยซึ่งกันและกัน สนับสนุนกัน เป็นเหตุ ปัจจัย ซึ่งกันและกันโดยธรรม ดังลำดับและตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว และ ในสติปัฏฐาน 4 นั้น สติ กับปัญญาจะเนื่องกันตลอดดังบาลีกล่าวไว้ว่า

อาตาปี สัมปฌาโน สติมา วิเนยยะ โลเก อภิชฌา โทมนัสสัง

อาตาปี = มีความเพียรจดจ่อต่อเนื่อง ไม่ลดละ

สัมปฌาโน = มีปัญญา รู้ตัวทั่วพร้อม เฝ้าดู เฝ้าสังเกต พิจารณา

สติมา = มีความรู้ทันปัจจุบันอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

วิเนยยะ = เอาออกเสียให้ได้

โลเก = โลก ในการปฏิบัติจริงหมายถึง สัมผัสทางทวารทั้ง 6

อภิชฌา = ความยินดี

โทมนัสสัง = ความยินร้าย

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 20:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




angssmygare_resize.jpg
angssmygare_resize.jpg [ 82 KiB | เปิดดู 1824 ครั้ง ]
tongue
หลับอยู่ เขียน

ฌาณ4ไม่ได้เลวร้าย แบบที่คุณกล่าวนะครับคุณอโศกะ

ครับรับทราบว่าฌาณ 4 มิได้เลวร้าย ผมก็ไม่เคยบอกตรงๆว่าฌาณ เลวร้าย แต่ฌาณ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ต้องมีปัญญากำกับอยู่เสมอจึงจะเป็นคุณ เหมือนกระแสไฟฟ้า ที่มีคุณอนันต์แต่ก็อาจมีโทษมหันต์ ถ้าไม่ระวังและใช้ผิดวิธี

เรื่องฌาณ กับ ปัญญา สมถะ กับ วิปัสสนา ผมจะไปแสดงความเห็นในกระทู้เรื่องฌาณ น่ากลัวหรือ ของท่านหลับอยู่นะครับ
:b8:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 22:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley smiley smiley ยินดีครับ
ส่วนตัว ผม เองก็ไม่ได้มีฌาณอะไร ที่จริงก็อยากมีกะเขามั่ง :b32: เอาแบบมีอภิหารมากๆ ชอบครับ เท่ห์ดี
ที่สำคัญคือ ผมยังไม่มีปัญญาทำปฐมฌาณให้บังเกิดเลย :b9: ครับ ผมไม่กลัวติดฌาณหรอกครับ
กลัว ไม่มีฌาณมากกว่า :b9:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 29 ธ.ค. 2009, 22:22, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2010, 15:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




181145_0053.JPG
181145_0053.JPG [ 19.43 KiB | เปิดดู 1807 ครั้ง ]
tongue

หลับอยู่เขียน

ยินดีครับ
ส่วนตัว ผม เองก็ไม่ได้มีฌาณอะไร ที่จริงก็อยากมีกะเขามั่ง :b32: เอาแบบมีอภิหารมากๆ ชอบครับ เท่ห์ดี
ที่สำคัญคือ ผมยังไม่มีปัญญาทำปฐมฌาณให้บังเกิดเลย :b9: ครับ ผมไม่กลัวติดฌาณหรอกครับ
กลัว ไม่มีฌาณมากกว่า


อโศกะ วิจารณ์

มีปัญญาและความสงสัย สังเกต พิจารณาดี ขวันขวายหาธรรม อยากรู้ธรรมขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่า ฌาณที่ 1 ยังไม่เคยเจอ อาจพบเจอแล้วไม่รู้จักเสียมากกว่า อย่าเพิ่งดูถูกตัวเองเลยครับ ชาตินี้ ฌาณยังไม่ปรากฏชัด แต่ คุณหลับอยู่ ได้ฝึกหัดทำฌาณ ตายไปเกิดเป็นพรหมมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน คุณลืมของเก่าไปด้วยอำนาจโมหะ อวิชชาเท่านั้นเอง

ลองมาพยายามนั่งนิ่งๆ สังเกตดูในกาย ให้จนรู้สึกชีพจร ของคุณเต้นชัดๆ พอชัดแล้ว ทำความมนิ่งให้มากยิ่งขึ้นกว่านั้นไปอีกสักนิดเดียว คุณหลับอยู่จะได้สัมผัสกับความสั่นสะเทือน ในร่างกายของคุณ ถ้าสามารถสัมผัสความรู้สึกอันละเอียดอ่อนในกายได้เช่นนี้แล้ว จะเป็นเครื่องขี้วัด Indicator ว่า คุณมีบุญเก่าทำไว้มากพอที่จะทำฌาณ และวิปัสสนาภาวนาได้ทันทีในชาติปัจจุบันนี้ เพียงแต่ขอให้ มาตั้งใจ หาเวลาลงมือปฏิบัติจริงๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ธรรม


จริงๆแล้วอมภูมิอยู่หรือเปล่า เพราะเห็นเล่าว่าอาจารย์ของคุณหลับอยู่นั้นท่านผ่านญาณ 16 มาตั้งนาน จนกระดูกละลายหายไปเป็นธาตุตั้ง 2 ท่อน คล้ายๆยังกะเรื่องแม่บุญเรือน โตงบุญเติมหรือ อะไรนี่แหละ

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2010, 15:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


หากกำหนดลมหายใจ จน รู้สึกว่า หัวใจ สั่นสะเทือน ผมถามแล้ว พระอาจารย์ ท่านบอกว่า กิน อาหาร ที่มีไขมัน มากไป ซึ่งก็จริงครับ มันฝรั่งทอด เอย กุ้งชุปแป้งทอดเอย ๆลๆ ชอบนักแล:b9: :b3: :b9:
smiley
แล้วคุณอโศกะรู้ได้ยังไงครับว่า ผมเคยเกิดเป็นพรหม??? :b14: : :b10:
ผมไม่มี อมภูมิ หรอกครับ ท่าน แต่ตระหนักว่า ตัวผมเองยังไม่รู้แจ้งเห็น ธรรมะ จริงๆ ครับ smiley


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 01 ม.ค. 2010, 15:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2010, 12:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




IMG_4249_resize_resize.JPG
IMG_4249_resize_resize.JPG [ 86.57 KiB | เปิดดู 1793 ครั้ง ]
tongue

หลับอยู เขียน

1.หากกำหนดลมหายใจ จน รู้สึกว่า หัวใจ สั่นสะเทือน ผมถามแล้ว พระอาจารย์ ท่านบอกว่า กิน อาหาร ที่มีไขมัน มากไป ซึ่งก็จริงครับ มันฝรั่งทอด เอย กุ้งชุปแป้งทอดเอย ๆลๆ ชอบนักแล:
smiley


2.แล้วคุณอโศกะรู้ได้ยังไงครับว่า ผมเคยเกิดเป็นพรหม???
ผมไม่มี อมภูมิ หรอกครับ ท่าน แต่ตระหนักว่า ตัวผมเองยังไม่รู้แจ้งเห็น ธรรมะ จริงๆ ครับ smiley



แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ เมื่อวานนี้, 15:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง.

อโศกะ ตอบ

1.พระอาจารย์ท่านก็สอนดี แต่ลองสังเกตดูต่อไปนะครับ ความนิ่งและละเอียดอ่อนของจิต หรือสมาธิอาจชี้วัดได้ด้วยมิเตอร์ 5 อย่าง

ระดับที่ 1 ลมหายใจ

ระดับที่ 2 หัวใจเต้น

ระดับที่ 3 ชีพจร

ระดับที่ 4 ความสั่นสะเทือนในร่างกาย (Vibration)


ระดับที่ 5 สังขารุเปกขาญาณ

2.ผมรู้ซิว่าคุณเคยเป็นพรหมมาก่อน เพราะผมเชื่อกฏแห่งกรรม เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องวัฏสงสาร
และผมเจนจบวิชาหมอดูมาด้วยครับ อย่าว่าแต่รู้ว่าคุณเคยเกิดเป็นพรหม คุณเคยเกิดเป็น เทวดา ทั้ง 6 ชั้น มนุษย์ และสัตว์ในอบายมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว อยากรู้เรื่องประเภทนี้ต้องมาตั้งกระทู้คุยกันใหม่เป็น
อีกเรื่องหนึ่งจึงจะดีครับ

สุขสันต์เทศกาลปีใหม่ทุกท่านครับ :b8:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2010, 14:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 181 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร