วันเวลาปัจจุบัน 16 ต.ค. 2019, 07:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 90 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 13:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




002.jpg
002.jpg [ 28.27 KiB | เปิดดู 2637 ครั้ง ]
tongue
อ้างคำพูด:
1.ถ้าท่านไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ลึกซึ้ง รู้เพียงในตำราแล้วเอามาอธิบายโดยใช้ความเข้าใจส่วนตัวของคุณ อันมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อย แทนที่ผู้อ่านจะเกิดความเข้าใจ หรือเกิดความรู้ที่ถูกต้อง กับกลายเป็นว่า คุณได้อธิบายบิดเบือนหลักความจริง ในทางพุทธศาสนาไปแล้ว

คุณต้องทำความ เข้าใจไว้ว่า หลักอริยะมรรค อันมีองค์ 8 นั้น ย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพียงแต่เขาแยกอธิบายไว้เป็นข้อๆ คุณไปเอาอะไรที่ไหนมาอธิบาย โดยที่คุณไม่ใช้หลักอริยะมรรคมาอธิบาย

2.สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ดำริชอบ คือ ๑.เนกขัมมสังกัปปะ ดำริจะออกจากกามหรือปลอดจากโลภะ ๒.อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท ๓.อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฎก)

บุคคลหากต้องการหลุดพ้นหรือต้องการขจัด กำจัด หรือละ หรือสำรอก กิเลส และอาสวะแห่งกิเลส ต้องมีความคิดดังกล่าวข้างต้น
การ ที่บุคคลจะมีความคิดดังกล่าวข้างต้นได้ ก็ต้องประกอบไปด้วย อริยะมรรคอีก ๗ ข้อ ผสมรวมกัน เพราะตามหลักพระไตรปิฎกแลัว เขาจะอธิบายเป็นอย่างๆ เป็นพวกๆ ไม่ผสมบนเปกัน คือ ไม่สอนให้เกิดความสับสน แต่ทุกเรื่องทุกอย่าง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ยกตัวอย่างเช่น

3.เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ" ,เมื่อมีความเห็นชอบ ก็ต้องมี "วาจาชอบ" และมี "ประพฤติชอบ" ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์ก่อให้เกิด "การงานชอบ" และ"อาชีพชอบ" ซึ่งล้วนต้อง ประกอบด้วย "ควมเพียรชอบ" อันเกิดจาก การมี"จิตตั้งมั่นชอบ"หรือ ตั้งจิตมั่นชอบ"เมื่อปฏิบัติครบทุกข้อ ก็ย่อมสามารถประสบผลตามที่ได้ ดำริชอบ ไว้


อ้างอิงคุณ Buddha

:b8: ขอบคุณคุณ Buddha ที่เป็นห่วงและให้คำชี้แนะ แต่พิจารณาตามสิ่งที่คุณชี้แนะแล้ว น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนคุณจะติดยึดในบัญญัติของตำรามากจนไม่มีโอกาสจะเข้าถึงความหมายโดยปรมัตถ์ของมรรค 8 หรือข้อธรรมอื่นๆ สังเกตดูได้จากคำอธิบายข้อ 3 ของคุณ ก็กลับข้างกับลำดับสภาวธรรมจริงเสียแล้ว

("เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ ) พูดอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่เคยปฏิบัติจริง หรือปฏิบัติไม่ถึงที่ เพราะ ความเห็นชอบต้องเกิดก่อนเป็นเหตุ แล้วความดำริชอบหรือ คิดถูกต้องจึงจะเกิดตามมา ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้ ถ้าจะเรียงลำดับชั้นโดยละเอียดและสมบูรณ์แล้ว สัมมาทิฐิ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า ถ้าทิฐิ เป็นสัมมาแล้ว มรรคอีก 7 ข้อก็จะเป็นสัมมาตามกันหมด ถ้าทิฐิเป็น มิจฉาแล้ว มรรคทั้ง 7 ที่เหลือก็จะเป็นมิจฉา

ครูบาอาจารย์ที่ท่านพิสูจน์ธรรมมาดีแล้วท่านกล่าวสอนไว้เรียงลำดับเหตุและผลไว้ดีว่า

พบคนถูกต้อง (กัลยาณมิตร) ก็จะได้รู้สิ่งที่ถูกต้อง (สุต+จินตมยปัญญา)

รู้ถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้เกิด ความเห็นถูกต้อง (สัมมาทิฐิ)

เห็นถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้ คิดถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ)

คิดถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้ ทำถูกต้อง (สัมมากัมมันตะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ)

ทำถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้ ได้สิ่งที่ถูกต้อง (สัมมาวิมุติ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1)

ได้สิ่งที่ถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้ เป็นคนถูกต้อง (กัลยาณมิตร อริยชน สัมมาอาชีวะ)

เป็นคนที่ถูกต้อง ก็จักเป็นเหตุให้ พูดแต่สิ่งที่ถูกต้อง (สัมมาวาจา) ถ่ายทอดสิ่งที่ถูกต้องแก่ชาวโลก ต่อไป

ดังนั้นอ้างอิงของคุณBuddha ที่ ผมแยกไว้เป็นข้อ 1 จึงขอส่งคืนกลับมาให้คุณ Buddha ทั้งหมดนะครับ

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กันของการเจริญมรรค 8 หรือวิปัสสนาภาวนา คุณBuddha ต้องไปติดตามอ่าน ที่ผมตอบไว้ ในกระทู้ต่างๆดูอีกทีนะครับ หรือจะ ไปพิมพ์ อโศกะ ให้Google ค้นหาให้ จะได้รู้จักกันดีขึ้นอีกเยอะนะครับ

ขอให้คุณBuddha เจริญในธรรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติยิ่งๆขึ้นไป จนปิดประตูอบายได้ในชาตินี้นะครับ

ส่งท้าย "เมื่อมีจิตเพ่งโทษผู้อื่นแล้ว มิจฉาวาจาย่อมจักเกิดได้ แต่ถ้ามีจิตเพ่งโทษตนเอง สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ และสัมมากัมมันตะ สัมมา วายามะ สัมมาสติ กำลังจะเกิดตามมาโดยพลัน" สาธุ
smiley :b27: cool

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 21:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 18:49
โพสต์: 49

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เจริญในรรมพระพุทธศาสดา อุบาสกบัวสกล

ขออนุโมทนาในคำตอบของอุบาสก ให้ความรู้แก่อาตมาดีมาก แต่ต้องอ่านหลายเที่ยว ตอนนี้ยังตีความ
ในบางเรื่องที่เป็นเรื่องลึก ๆ ถ้าอุบาสกมีข้อมูลขยายเกี่ยวกับเรื่องที่อุบาสกตอบมานี้ อาตมาอยากศึกษาเพิ่ม
ถ้าสะดวกส่งเมล์ที่ sanprach-@hotmail.com

เรื่องที่ต้องการให้ขยายคือ

อ้างคำพูด:
[color=#FF0000]

อ้างคำพูด:
ฌาณที่4 จึงจัดเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อใดก็ตามองค์ประกอบของการภาวนาจะถึงจุด
แห่งความหลุดพ้นเกิดขึ้น องค์ประกอบของกระแสจิตในขณะนั้น ต้องก่อรูปของสมาธิ
ขึ้นมาถึงฌาณ4 พลังความสมบูรณ์ของอริยมรรคที่แท้จริงจึงเกิดขึ้น จิตจึงจะหลุดพ้น
เป็นเจโตวิมุติได้ [/color]


แสดงว่า ผู้ใช้สมาธิระดับต่ำกว่าฌาณ ๔ จะหลุดพ้นได้แค่ ปัญญาวิมุติ เท่านั้นใช่มั้ย
และเมื่อปฏิบัติ สมถะและวิปัสสนาไปพร้อมกัน (หมายถึงเข้าปฐมฌาณแล้วออกมาพิจารณาสังขาร
และเข้าทุติยฌาณ...ออกทุติยฌาณ ...พิจารณาสังขาร) กระบวนการก่อรูปของสมาธิจะเป็นอย่างไร
จะรักษาระดับของฌาณไว้ให้ได้ดีอย่างไร

อ้างอิง
อ้างคำพูด:
อ้างคำพูด:
แต่ถ้าเป็นแค่การเจริญสติสัมปชัญญะ ตามรู้ดูเฉยๆ
ไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องไปขบคิด ไม่ต้องพิจารณาเรียนรู้ต่อสิ่งที่เป็นอยู่เฉพาะหน้า
ญาณทัสสนะอะไรมันก็ไม่เกิด นอกจากความสงบที่กดข่มด้วยสติ สัมปชัญญะ


สัมปชัญญะเป็นชื่อของปัญญา ถ้าสติสัมปชัญญะในลักษณะที่อุบาสกอธิบายนี้ จัดเข้า มิจฉาสติ ใช่หรือไม่
หรือเป็นสติสัมปชัญญะแบบไหน ขอให้ขยายความเพิ่ม และถ้ามีอ้างอิงในพระไตรปิฎกจะดีมาก

อ้างคำพูด:
เพียงแต่คุณเพิ่มตัวสติเข้ามาดู และก็ดูๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดูจนเป็นเต่าไปหมดชาติ
โดยไม่ต้องไปแทรกแซง ไม่ต้องไปจัดการ ไม่ต้องไปศึกษา ไม่ต้องไปสนใจ
แล้วอริยสัจจมันจะโผล่มาตอนไหน


การแทรกแซงคือการเข้าไปทำอย่างไร

เจริญในธรรมของพระพุทธศาสดา
เข้าใจ เข้าถึง เผยแผ่ ปกปักษ์รักษาพระสัทธรรม
พระอาจารย์แสนปราชญ์


แก้ไขล่าสุดโดย พระอาจารย์แสนปราชญ์ เมื่อ 17 พ.ย. 2009, 21:54, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2009, 08:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 15:28
โพสต์: 307

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สมาธิคือความสุขอย่างหนึ่ง
การที่อยู่ในฌาณ จิตใจไม่คิดอะไร สุขในอารมณ์ที่สงบ
แต่ยังไม่มีสติไประลึกรู้ว่า ฉันทำอะไร รุ้สึกยังไง
อนุโมทนาครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2009, 20:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


อโศกะ เขียน:
tongue
อ้างคำพูด:
1.ถ้าท่านไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ลึกซึ้ง รู้เพียงในตำราแล้วเอามาอธิบายโดยใช้ความเข้าใจส่วนตัวของคุณ อันมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อย แทนที่ผู้อ่านจะเกิดความเข้าใจ หรือเกิดความรู้ที่ถูกต้อง กับกลายเป็นว่า คุณได้อธิบายบิดเบือนหลักความจริง ในทางพุทธศาสนาไปแล้ว

คุณต้องทำความ เข้าใจไว้ว่า หลักอริยะมรรค อันมีองค์ 8 นั้น ย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพียงแต่เขาแยกอธิบายไว้เป็นข้อๆ คุณไปเอาอะไรที่ไหนมาอธิบาย โดยที่คุณไม่ใช้หลักอริยะมรรคมาอธิบาย

2.สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ดำริชอบ คือ ๑.เนกขัมมสังกัปปะ ดำริจะออกจากกามหรือปลอดจากโลภะ ๒.อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท ๓.อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฎก)

บุคคลหากต้องการหลุดพ้นหรือต้องการขจัด กำจัด หรือละ หรือสำรอก กิเลส และอาสวะแห่งกิเลส ต้องมีความคิดดังกล่าวข้างต้น
การ ที่บุคคลจะมีความคิดดังกล่าวข้างต้นได้ ก็ต้องประกอบไปด้วย อริยะมรรคอีก ๗ ข้อ ผสมรวมกัน เพราะตามหลักพระไตรปิฎกแลัว เขาจะอธิบายเป็นอย่างๆ เป็นพวกๆ ไม่ผสมบนเปกัน คือ ไม่สอนให้เกิดความสับสน แต่ทุกเรื่องทุกอย่าง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ยกตัวอย่างเช่น

3.เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ" ,เมื่อมีความเห็นชอบ ก็ต้องมี "วาจาชอบ" และมี "ประพฤติชอบ" ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องสัมพันธ์ก่อให้เกิด "การงานชอบ" และ"อาชีพชอบ" ซึ่งล้วนต้อง ประกอบด้วย "ควมเพียรชอบ" อันเกิดจาก การมี"จิตตั้งมั่นชอบ"หรือ ตั้งจิตมั่นชอบ"เมื่อปฏิบัติครบทุกข้อ ก็ย่อมสามารถประสบผลตามที่ได้ ดำริชอบ ไว้


อ้างอิงคุณ Buddha

อโศกะ เขียน :b8: ขอบคุณคุณ Buddha ที่เป็นห่วงและให้คำชี้แนะ แต่พิจารณาตามสิ่งที่คุณชี้แนะแล้ว น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนคุณจะติดยึดในบัญญัติของตำรามากจนไม่มีโอกาสจะเข้าถึงความหมายโดยปรมัตถ์ของมรรค 8 หรือข้อธรรมอื่นๆ สังเกตดูได้จากคำอธิบายข้อ 3 ของคุณ ก็กลับข้างกับลำดับสภาวธรรมจริงเสียแล้ว

Buddha ตอบว่า.....
คุณขอรับ ข้าพเจ้าไม่ถึงกับยึดติดในตำราดอกขอรับ เพราะความรู้ส่วนใหญ่ในตัวข้าพเจ้าล้วนได้มาจากการวิจัยค้นคว้าด้วยตัวเอง ในตำรา (เป็นเพียงการนำมาอธิบายในสำนวนภาษาไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ตัวคุณนั้นยังเป็นเพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมใดใด ตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง ดอกขอรับ ที่คุณกล่าวว่า ข้าพเจ้าอธิบายกลับกันนั้น แสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้รู้จริง รู้แจ้งอะไร เลย มันอยู่ตรงไหน มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละขอรับ [b] เพียงแต่อันไหนจะเกิดก่อนเท่านั้น
อนึ่งที่ข้าพเจ้าเตือนคุณ ก็เพราะคุณอธิบายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาล คุณจงรู้เอาไว้ว่า อริยมรรค องค์ 8 ไม่ว่าข้อใด ก็นำไปเปรียบเทียบกับ ปฐมฌาน หรือ ฌาน ไม่ได้ทั้งนั้นและขอรับ เพราะ ฌาน เป็นการปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าคุณกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ก็คือ วิตก อย่างนั้น ถูก เพราะเป็นความหมายเดียวกัน เพียงแต่เขียนต่างกัน ที่ว่ามีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงการ คิด นั่นแหละ (ไม่อธิบายต่อนะ ไปพิจารณาเอาเองว่า การคิดมีกี่อย่าง)[/b]

อโศกะ เขียน("เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ ) พูดอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่เคยปฏิบัติจริง หรือปฏิบัติไม่ถึงที่ เพราะ ความเห็นชอบต้องเกิดก่อนเป็นเหตุ แล้วความดำริชอบหรือ คิดถูกต้องจึงจะเกิดตามมา ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้ ถ้าจะเรียงลำดับชั้นโดยละเอียดและสมบูรณ์แล้ว สัมมาทิฐิ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า ถ้าทิฐิ เป็นสัมมาแล้ว มรรคอีก 7 ข้อก็จะเป็นสัมมาตามกันหมด ถ้าทิฐิเป็น มิจฉาแล้ว มรรคทั้ง 7 ที่เหลือก็จะเป็นมิจฉา

[b]Buddha ตอบว่า....
ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณขอรับ ที่ข้าพเจ้าสอนคุณไป นั้น เปฺ็นหลักความจริงที่ตัวคุณเองก็หนีไม่พ้น เพียงแต่คุณมีทิฏฐิมีมานะ
คิดว่า ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคุณถูกต้อง คุณยังมีควมรู้เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์เพียงน้อยนิด เถียงเอาสีข้างเข้าถูก โดยไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าเป็นมิจฉา แล้วข้ออื่นจะมิจฉาตาม อ่า อ่า อ่า ปัญญามีแค่นั้นหรือคุณ อันนี้ไม่สอนนะ ไปคิดพิจารณาเอาเองเถอะ[/b]
ข้าพจ้าอยากจะถามคุณสักหน่อย(แค่ไม่ต้องการคำตอบ)ว่า ก่อนที่คุณจะเขียนกระทู้ตอบนี้ คุณได้อ่านที่ข้าพเจ้าเขียนใช่หรือไม่ เมื่อคุณอ่านแล้ว คุณเกิดความคิดใช่หรือไม่ เมื่อคุณคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนคุณไปไม่ถูกต้อง นั่นคือความเห็นของคุณชั้นแรก เมื่อคุณมึความเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามความรู้ที่คุณได้รับการขัดเกลามาผิดๆ จึงเขียนคัดค้านมา ก่อนที่คุณจะเขึยนคัดค้าน คุณคิดไหมว่าจะเขียนอย่างไร และการตกลงใจของคุณที่เขียนมาอย่างนั้น เขาเรียกว่า ว่า อะไร ความเห็นใช่ไหม

เพิ่มเติมอีกนิด คุณผุ้ใช้ชื่อว่า อโศกะ คุณไปนั่ง พิจารณาให้ดีว่า ความเห็น นั้น เป็นอย่างไร คุณอธิบายได้ไหม ลองอธิบายมาซิ คุณคิดว่า ความเห็นไม่เกิดจากความคิดอย่างนั้นหรือ สังเกตตัวคุณเองให้ดี คุณมีความรู้น้อยนิด อย่าคิดได้ไปสอนพระหรือสอนใครให้เกิดความไม่รรู้จริงไม่รู้แจ้ง ตามความรู้ที่ไม่รู้จริงของคุณเลย ผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ


แก้ไขล่าสุดโดย จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ เมื่อ 18 พ.ย. 2009, 20:54, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2009, 19:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




buddha2.gif
buddha2.gif [ 15.7 KiB | เปิดดู 2574 ครั้ง ]
Onion_L
เอาใหญ่เลยนะคุณ บุดดา เกทับเป็นการใหญ่เลยทีเดียว
ผมอ่านดูแล้ว ก็รู้ว่าคุณคิดค้นมาจากตำราจริงๆ ไม่ได้คิดค้น พิจารณามาจากการภาวนา หรือลงมือปฏิบัติจริงๆ เอาแค่ท่อนสุดท้าย ดังที่ผมยกมาต่อไปนี้ ก็เห็นภูมิของคุณชัดแล้ว แล้วมานะทิฐิ หรือ Ego ของคุณแสดงออกมาที่นามแฝงแล้ว อวดอ้างตนเอง ตีเสมอเท่าพระพุทธเจ้า ใช้นามตนเองว่า buddha ไม่กลัวบาปกรรมหรือครับ

เพิ่ม เติมอีกนิด คุณผุ้ใช้ชื่อว่า อโศกะ คุณไปนั่ง พิจารณาให้ดีว่า ความเห็น นั้น เป็นอย่างไร คุณอธิบายได้ไหม ลองอธิบายมาซิ คุณคิดว่า ความเห็นไม่เกิดจากความคิดอย่างนั้นหรือ สังเกตตัวคุณเองให้ดี คุณมีความรู้น้อยนิด อย่าคิดได้ไปสอนพระหรือสอนใครให้เกิดความไม่รรู้จริงไม่รู้แจ้ง ตามความรู้ที่ไม่รู้จริงของคุณเลย ผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ

อโศกะ ตอบ

คุณบุดดา ครับ เวลามีผัสสะ ของตา เขาจะเกิดอาการอะไรขึ้นก่อน ตามธรรมชาติ
เห็น ดู หรือ คิด อะไรเกิดก่อน


เวลาหู กระทบเสียง อะไรจะเกิดก่อน ความรู้เสียง หรือความคิด

เวลาจมูก กระทบ กลิ่น อะไรจะเกิดก่อน ความรู้กลิ่น หรือ ความคิด

ทวารอื่นที่เหลือก็เช่นกัน

อธิบาย
:b1:
****ตา เห็น รูป วิญาณ รู้ รูป สติ รู้ทันรูป ปัญญาสัมมาทิฐิ เห็น ปัญญาสัมมาสังกัปปะ สังเกต(ไม่ใช้ความคิด) พิจารณา (ใช้ความคิด) ตอนพิจารณานี่แหละ จะมีการไปเทียบกับสัญญา ถ้ามีสัญญาเดิมเก็บไว้อยู่ ก็จะเกิดเป็น รู้ ขึ้นมาตามสัญญา เรียกว่า ระลึกได้ แล้วก็จะเก็บความรู้นั้น ซ้ำลงไปในสัญญาอีก เรียกว่า ไม่ลืม จากนั้น ก็จึงจะเกิดเวทนาและสังขาร ปรุงแต่ง นึกคิดขึ้นมา ตามอำนาจแห่งเวทนาและตัณหาอันเกิดจากเวทนา นี่คือกระบวนการทำงาน ของขันธ์ 5

:b16:
คุณบุดดา เคยได้นั่งสงบจิตสงบใจ สังเกต พิจารณา การทำงานของกายและจิต อย่างนี้บ้างไหมครับ ถ้ายัง หรือนั่งแล้ว ก็มัวแต่คิด เป็นวิปัสสนึกอยู่ คุณจะไม่มีโอกาสได้รู้ปรมัตถธรรม ความจริงเหล่านี้หรอกครับ
:b34:
ใครไม่รู้จริงกันแน่ ต้องพิจารณากันใหม่นะครับ
:b8:
แต่ผมว่าการมาโต้วาทะ เอาทิฐิมาข่มกัน เอาแพ้เอาชนะกัน ด้วยบัญญัติอย่างนี้ ไม่ดีแน่ ยุติเสียเถอะ มาสนทนากันด้วยเมตตา ปราถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก น่าจะดีกว่า ไม่ควรจะไปพยายามตัดสินว่าใคร ผิด ใครถูก โดยเอาสัญญาของตนเองมาเป็นเครื่องวินิจฉัย จงเอาเหตุ เอา ผล เอาธรรม(สัจจธรรม) มาเป็น
เครื่องวินิจฉัย น่าจะดีกว่านะครับ
Onion_L

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2009, 19:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณผู้ใช้ชื่ว่า อโศกะ ขอรับ คุณนั้น เป้นบุคคลที่มีเล่ห์เหลี่ยม เป็นคนที่ โบราณว่า ฟังไม่ศัพท์ จับไปกระเดียดจริงๆ คุณไม่ได้รู้เรื่องแม้กระทั้งภาษาไทยด้วยซ้ำไป คุณอ่านด้านล่างนี้ใหม่ซิว่า ข้าพเจ้าเขียนไว้ว่าอย่างไร
นี่ไม่ใช่การเถียง เพื่อเอาชนะ ในเมื่อคุณอวดฉลาด อวดรู้ แต่รู้ไม่จริง คุณจะทำเป็นอวดสอนแบบบิดเบือนหลักพุทธศาสนาทำไมกันขอรับ คุณไม่ได้มีความรู้อะไรเลย เขียนพล่ามเพ้อเจ้อ อธิบายแบบโอ้อวด ไม่สได้มีความรู้จริงรู้แจ้งอะไรเลย

คุณผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ
[b]ข้าพเจ้าจะโปรดคุณไว้ว่า
คุณไปคิดพิจารณาสิ่งที่คุณอธิบายมาให้ดี
ว่า เวลา มนุษย์ได้รับการสัมผัส ทางอายตนะฯ นั้น อะไรที่เกิดก่อนในตัวคุณ คุณคิดว่า การที่คุณเห็นรูป วิญญาณ ฯลฯ เกิดขึ้นก่อน ตามตำราฯเลยละ
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การที่คุณเห็นรูปนั้น มันเกี่ยวข้องกับ อย่างอื่นด้วย หมายความว่า ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่คุณมองเห็นรูป
ขนาดข้าพเจ้าสอน ไปแล้วหยกๆ คุณยังไม่ได้รู้เรื่อง ระดับคุณมันระดับอยากโอ้อวด แต่รู้ไม่จริงขอรับ
[b]ข้าพเจ้าถามว่า คุณรู้ใช่ไหมว่า "ความเห็นชอบเป็นอย่างไร" ไหนลองอธิบายมาซิว่า ความเห็นชอบนั้น เป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร
[/b]
แล้วคุณคิดว่า ข้าพเจ้าอวดอ้าง เป็น ศรีอาริยเมตไตรย คุณจะพิสูจน์ไหม ถ้าคุณแน่จริง คุณไปแจ้ง ผู้เกี่ยวข้องในพุทธศาสนามาพิสูจน์ข้าพจ้าเลยซิ ไม่แน่จริงละมั้งคุณ

อโศกะ เขียน ขอบคุณคุณ Buddha ที่เป็นห่วงและให้คำชี้แนะ แต่พิจารณาตามสิ่งที่คุณชี้แนะแล้ว น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนคุณจะติดยึดในบัญญัติของตำรามากจนไม่มีโอกาสจะเข้าถึงความหมายโดยปรมัตถ์ของมรรค 8 หรือข้อธรรมอื่นๆ สังเกตดูได้จากคำอธิบายข้อ 3 ของคุณ ก็กลับข้างกับลำดับสภาวธรรมจริงเสียแล้ว

Buddha ตอบว่า.....
คุณขอรับ ข้าพเจ้าไม่ถึงกับยึดติดในตำราดอกขอรับ เพราะความรู้ส่วนใหญ่ในตัวข้าพเจ้าล้วนได้มาจากการวิจัยค้นคว้าด้วยตัวเอง ในตำรา (เป็นเพียงการนำมาอธิบายในสำนวนภาษาไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ตัวคุณนั้นยังเป็นเพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมใดใด ตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง ดอกขอรับ ที่คุณกล่าวว่า ข้าพเจ้าอธิบายกลับกันนั้น แสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้รู้จริง รู้แจ้งอะไร เลย มันอยู่ตรงไหน มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละขอรับ เพียงแต่อันไหนจะเกิดก่อนเท่านั้น
อนึ่งที่ข้าพเจ้าเตือนคุณ ก็เพราะคุณอธิบายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาล คุณจงรู้เอาไว้ว่า อริยมรรค องค์ 8 ไม่ว่าข้อใด ก็นำไปเปรียบเทียบกับ ปฐมฌาน หรือ ฌาน ไม่ได้ทั้งนั้นและขอรับ เพราะ ฌาน เป็นการปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าคุณกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ก็คือ วิตก อย่างนั้น ถูก เพราะเป็นความหมายเดียวกัน เพียงแต่เขียนต่างกัน ที่ว่ามีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงการ คิด นั่นแหละ (ไม่อธิบายต่อนะ ไปพิจารณาเอาเองว่า การคิดมีกี่อย่าง)


อโศกะ เขียน("เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ ) พูดอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่เคยปฏิบัติจริง หรือปฏิบัติไม่ถึงที่ เพราะ ความเห็นชอบต้องเกิดก่อนเป็นเหตุ แล้วความดำริชอบหรือ คิดถูกต้องจึงจะเกิดตามมา ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้ ถ้าจะเรียงลำดับชั้นโดยละเอียดและสมบูรณ์แล้ว สัมมาทิฐิ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า ถ้าทิฐิ เป็นสัมมาแล้ว มรรคอีก 7 ข้อก็จะเป็นสัมมาตามกันหมด ถ้าทิฐิเป็น มิจฉาแล้ว มรรคทั้ง 7 ที่เหลือก็จะเป็นมิจฉา

Buddha ตอบว่า....
ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณขอรับ ที่ข้าพเจ้าสอนคุณไป นั้น เปฺ็นหลักความจริงที่ตัวคุณเองก็หนีไม่พ้น เพียงแต่คุณมีทิฏฐิมีมานะ คิดว่า ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคุณถูกต้อง คุณยังมีควมรู้เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์เพียงน้อยนิด เถียงเอาสีข้างเข้าถูก โดยไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าเป็นมิจฉา แล้วข้ออื่นจะมิจฉาตาม อ่า อ่า อ่า ปัญญามีแค่นั้นหรือคุณ อันนี้ไม่สอนนะ ไปคิดพิจารณาเอาเองเถอะ

ข้าพจ้าอยากจะถามคุณสักหน่อย(แค่ไม่ต้องการคำตอบ)ว่า ก่อนที่คุณจะเขียนกระทู้ตอบนี้ คุณได้อ่านที่ข้าพเจ้าเขียนใช่หรือไม่ เมื่อคุณอ่านแล้ว คุณเกิดความคิดใช่หรือไม่ เมื่อคุณคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนคุณไปไม่ถูกต้อง นั่นคือความเห็นของคุณชั้นแรก เมื่อคุณมึความเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามความรู้ที่คุณได้รับการขัดเกลามาผิดๆ จึงเขียนคัดค้านมา ก่อนที่คุณจะเขึยนคัดค้าน คุณคิดไหมว่าจะเขียนอย่างไร และการตกลงใจของคุณที่เขียนมาอย่างนั้น เขาเรียกว่า ว่า อะไร ความเห็นใช่ไหม

เพิ่มเติมอีกนิด คุณผุ้ใช้ชื่อว่า อโศกะ คุณไปนั่ง พิจารณาให้ดีว่า ความเห็น นั้น เป็นอย่างไร คุณอธิบายได้ไหม ลองอธิบายมาซิ คุณคิดว่า ความเห็นไม่เกิดจากความคิดอย่างนั้นหรือ สังเกตตัวคุณเองให้ดี คุณมีความรู้น้อยนิด อย่าคิดได้ไปสอนพระหรือสอนใครให้เกิดความไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง ตามความรู้ที่ไม่รู้จริงของคุณเลย ผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2009, 21:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 20:05
โพสต์: 60

แนวปฏิบัติ: พิจารณา......
ชื่อเล่น: ดุ๊กดิ๊กๆ
อายุ: 24
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านแล้ว ขำขันธ์ ดีจริงๆ
อ่านแล้วดูอารมณ์ได้ดีจิงๆ

กระผมครื้นเครงในธรรมยิ่งนัก

คำเตือน กรุณาใช้วิปัสนาญานในการอ่านกระทู้ เขย่าอุเบกขาในการอ่านทุกครั้ง
ผู้มีมานะไม่ควรอ่านเกินวันละ....เพราะอาจเกิดปฏิฆะได้ ยังให้มีอื่นๆ...ตามมา

แล้วจะแวะมาใหม่ครับ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


Buddha เขียน:
คุณผู้ใช้ชื่ว่า อโศกะ ขอรับ คุณนั้น เป้นบุคคลที่มีเล่ห์เหลี่ยม เป็นคนที่ โบราณว่า ฟังไม่ศัพท์ จับไปกระเดียดจริงๆ คุณไม่ได้รู้เรื่องแม้กระทั้งภาษาไทยด้วยซ้ำไป คุณอ่านด้านล่างนี้ใหม่ซิว่า ข้าพเจ้าเขียนไว้ว่าอย่างไร
นี่ไม่ใช่การเถียง เพื่อเอาชนะ ในเมื่อคุณอวดฉลาด อวดรู้ แต่รู้ไม่จริง คุณจะทำเป็นอวดสอนแบบบิดเบือนหลักพุทธศาสนาทำไมกันขอรับ คุณไม่ได้มีความรู้อะไรเลย เขียนพล่ามเพ้อเจ้อ อธิบายแบบโอ้อวด ไม่สได้มีความรู้จริงรู้แจ้งอะไรเลย

คุณผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ
[b]ข้าพเจ้าจะโปรดคุณไว้ว่า
คุณไปคิดพิจารณาสิ่งที่คุณอธิบายมาให้ดี
ว่า เวลา มนุษย์ได้รับการสัมผัส ทางอายตนะฯ นั้น อะไรที่เกิดก่อนในตัวคุณ คุณคิดว่า การที่คุณเห็นรูป วิญญาณ ฯลฯ เกิดขึ้นก่อน ตามตำราฯเลยละ
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การที่คุณเห็นรูปนั้น มันเกี่ยวข้องกับ อย่างอื่นด้วย หมายความว่า ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่คุณมองเห็นรูป
ขนาดข้าพเจ้าสอน ไปแล้วหยกๆ คุณยังไม่ได้รู้เรื่อง ระดับคุณมันระดับอยากโอ้อวด แต่รู้ไม่จริงขอรับ
[b]ข้าพเจ้าถามว่า คุณรู้ใช่ไหมว่า "ความเห็นชอบเป็นอย่างไร" ไหนลองอธิบายมาซิว่า ความเห็นชอบนั้น เป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร
[/b]
แล้วคุณคิดว่า ข้าพเจ้าอวดอ้าง เป็น ศรีอาริยเมตไตรย คุณจะพิสูจน์ไหม ถ้าคุณแน่จริง คุณไปแจ้ง ผู้เกี่ยวข้องในพุทธศาสนามาพิสูจน์ข้าพจ้าเลยซิ ไม่แน่จริงละมั้งคุณ

อโศกะ เขียน ขอบคุณคุณ Buddha ที่เป็นห่วงและให้คำชี้แนะ แต่พิจารณาตามสิ่งที่คุณชี้แนะแล้ว น่าเสียดาย ที่ดูเหมือนคุณจะติดยึดในบัญญัติของตำรามากจนไม่มีโอกาสจะเข้าถึงความหมายโดยปรมัตถ์ของมรรค 8 หรือข้อธรรมอื่นๆ สังเกตดูได้จากคำอธิบายข้อ 3 ของคุณ ก็กลับข้างกับลำดับสภาวธรรมจริงเสียแล้ว

Buddha ตอบว่า.....
คุณขอรับ ข้าพเจ้าไม่ถึงกับยึดติดในตำราดอกขอรับ เพราะความรู้ส่วนใหญ่ในตัวข้าพเจ้าล้วนได้มาจากการวิจัยค้นคว้าด้วยตัวเอง ในตำรา (เป็นเพียงการนำมาอธิบายในสำนวนภาษาไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ตัวคุณนั้นยังเป็นเพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังไม่ได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมใดใด ตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง ดอกขอรับ ที่คุณกล่าวว่า ข้าพเจ้าอธิบายกลับกันนั้น แสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้รู้จริง รู้แจ้งอะไร เลย มันอยู่ตรงไหน มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละขอรับ เพียงแต่อันไหนจะเกิดก่อนเท่านั้น
อนึ่งที่ข้าพเจ้าเตือนคุณ ก็เพราะคุณอธิบายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาล คุณจงรู้เอาไว้ว่า อริยมรรค องค์ 8 ไม่ว่าข้อใด ก็นำไปเปรียบเทียบกับ ปฐมฌาน หรือ ฌาน ไม่ได้ทั้งนั้นและขอรับ เพราะ ฌาน เป็นการปฏิบัติสมาธิ แต่ถ้าคุณกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ก็คือ วิตก อย่างนั้น ถูก เพราะเป็นความหมายเดียวกัน เพียงแต่เขียนต่างกัน ที่ว่ามีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงการ คิด นั่นแหละ (ไม่อธิบายต่อนะ ไปพิจารณาเอาเองว่า การคิดมีกี่อย่าง)


อโศกะ เขียน("เมื่อ มี ดำริชอบ ,ก็ย่อมต้องเกิด "ความเห็นชอบ ) พูดอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่เคยปฏิบัติจริง หรือปฏิบัติไม่ถึงที่ เพราะ ความเห็นชอบต้องเกิดก่อนเป็นเหตุ แล้วความดำริชอบหรือ คิดถูกต้องจึงจะเกิดตามมา ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนี้ ถ้าจะเรียงลำดับชั้นโดยละเอียดและสมบูรณ์แล้ว สัมมาทิฐิ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า ถ้าทิฐิ เป็นสัมมาแล้ว มรรคอีก 7 ข้อก็จะเป็นสัมมาตามกันหมด ถ้าทิฐิเป็น มิจฉาแล้ว มรรคทั้ง 7 ที่เหลือก็จะเป็นมิจฉา

Buddha ตอบว่า....
ฮ่า ฮ่า ฮ่า คุณขอรับ ที่ข้าพเจ้าสอนคุณไป นั้น เปฺ็นหลักความจริงที่ตัวคุณเองก็หนีไม่พ้น เพียงแต่คุณมีทิฏฐิมีมานะ คิดว่า ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคุณถูกต้อง คุณยังมีควมรู้เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์เพียงน้อยนิด เถียงเอาสีข้างเข้าถูก โดยไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถ้าเป็นมิจฉา แล้วข้ออื่นจะมิจฉาตาม อ่า อ่า อ่า ปัญญามีแค่นั้นหรือคุณ อันนี้ไม่สอนนะ ไปคิดพิจารณาเอาเองเถอะ

ข้าพจ้าอยากจะถามคุณสักหน่อย(แค่ไม่ต้องการคำตอบ)ว่า ก่อนที่คุณจะเขียนกระทู้ตอบนี้ คุณได้อ่านที่ข้าพเจ้าเขียนใช่หรือไม่ เมื่อคุณอ่านแล้ว คุณเกิดความคิดใช่หรือไม่ เมื่อคุณคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนคุณไปไม่ถูกต้อง นั่นคือความเห็นของคุณชั้นแรก เมื่อคุณมึความเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามความรู้ที่คุณได้รับการขัดเกลามาผิดๆ จึงเขียนคัดค้านมา ก่อนที่คุณจะเขึยนคัดค้าน คุณคิดไหมว่าจะเขียนอย่างไร และการตกลงใจของคุณที่เขียนมาอย่างนั้น เขาเรียกว่า ว่า อะไร ความเห็นใช่ไหม

เพิ่มเติมอีกนิด คุณผุ้ใช้ชื่อว่า อโศกะ คุณไปนั่ง พิจารณาให้ดีว่า ความเห็น นั้น เป็นอย่างไร คุณอธิบายได้ไหม ลองอธิบายมาซิ คุณคิดว่า ความเห็นไม่เกิดจากความคิดอย่างนั้นหรือ สังเกตตัวคุณเองให้ดี คุณมีความรู้น้อยนิด อย่าคิดได้ไปสอนพระหรือสอนใครให้เกิดความไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง ตามความรู้ที่ไม่รู้จริงของคุณเลย ผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ


อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องตลกขอรับ จงใช้วิจารณญาณคิดถึงหลักความจริงให้ดี ไม่ใช่เรื่องที่จะมาอวดอ้าง แอบอ้างกันได้ง่ายๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 16:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




ee374.jpg
ee374.jpg [ 20.3 KiB | เปิดดู 2558 ครั้ง ]
Onion_L
อ้างคำพูด:
คุณผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ
ข้าพเจ้าจะโปรดคุณไว้ว่า
คุณไปคิดพิจารณาสิ่งที่คุณอธิบายมาให้ดี
ว่า เวลา มนุษย์ได้รับการสัมผัส ทางอายตนะฯ นั้น อะไรที่เกิดก่อนในตัวคุณ คุณคิดว่า การที่คุณเห็นรูป วิญญาณ ฯลฯ เกิดขึ้นก่อน ตามตำราฯเลยละ
แต่ คุณรู้หรือไม่ว่า การที่คุณเห็นรูปนั้น มันเกี่ยวข้องกับ อย่างอื่นด้วย หมายความว่า ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่คุณมองเห็นรูป
ขนาดข้าพเจ้าสอน ไปแล้วหยกๆ คุณยังไม่ได้รู้เรื่อง ระดับคุณมันระดับอยากโอ้อวด แต่รู้ไม่จริงขอรั


อโศกะ วิจารณ์
เย็นไว้นะโยม ๆ คุณบุดดา
ผมอ่านข้อความทั้งหมดที่คุณเขียนมาแล้ว เข้าใจดี แต่มีข้อสังเกตกลับมาให้คุณลองใช้ปัญญาสัมมาสังกัปปะ สังเกตดูคำตอบของคุณ ซึ่งมันแสดงถึงภูมิรู้ของคุณด้วย และทำให้รู้ด้วยว่าทำไมคุณถึงสับสนระหว่างความคิดกับความเห็น

[b]"หมายความว่า ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่คุณมองเห็นรูป"

คำพูดท่อนนี้วิเคราะห์ดูให้ดี จะเห็นว่าคุณไม่มีความรู้ หรือแกล้งไม่รู้เรื่องอภิธรรมเลย รูป วิญญาณทั้ง 6 มโนวิญญาณธาตุที่หัวใจ สัญญาที่สมอง เวทนา สังขาร สติ ปัญญาสัมมาทิฐิ ปัญญาสัมมาสังกัปปะ เขาเป็นจิตและเจตสิกคนละดวง เกิด - ดับ ๆ เรียงตามลำดับธรรม ตามกันไปถี่ๆ ตาปัญญาของปุถุชนไม่รู้เรื่องหรอก ผู้ที่แยกแยะได้ละเอียดสูงสุดคือพระพุทธเจ้า พุทธสาวกทำได้เป็นบางท่าน นักวิปัสสนาที่จิตละเอียด สติปัญญาละเอียดอ่อน พอจะสังเกตเห็น คืบลาม รู้ได้ ตามแนวอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

เรื่องเหล่านี้คุณบุดดาไม่รู้เลยหรือ หรือแกล้งทำไม่รู้ คำว่า "เกิดขึ้นพร้อมกัน" กับข้อความที่ผมยกของคุณมาอ้าง จึงเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องตามธรรมแล้ว
:b34:
ทำไมคุณจึงไม่ฝึกหัดเอาความรู้ทางบัญญัติที่ศึกษามาจากคัมภีร์มากมาย มาวิเคราะห์ วิจัยธรรมดูบ้างจะได้ ฉลาด เก่งขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ การเอาสติ ปัญญา แทงกลับลงไปค้นคว้า พิสูจน์ดู อุปาทานตัวสำคัญ คือ อัตติมานะ และทิฐิมานะ ที่ครุกรุ่นอยู่ในจิต ณ ปัจจุบันขณะนี้ มันมาจากไหน เขามาจากไหน จะขุดถอนออกจากกมลสันดานได้อย่างไร ตรงนี้สิสำคัญ ตรงนี่สิ เป็นประโยชน์สูงสุดของการศึกษาธรรมและสนทนาธรรม คุณบุดดาน่าจะได้ประโยชน์ตรงนี้ไปด้วย
:b8:
ขอกราบเรียนว่า ผม ได้ประโยชน์อย่างมากทุกครั้งที่พบเจอคนอย่างคุณ บุดดา เพราะมาช่วยให้ อัตตทิฐิและมานะทิฐิของผม มันเบา จาง ผอม บาง ลงทุกทีๆไป ต้องขอบคุณคุณบุดดาในส่วนนี้มากๆนะครับ
:b8:
ขอบคุณคุณ sabaye ด้วยครับที่กรุณามาร่วมให้ข้อสังเกตครับ
:b8:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2009, 13:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


โธ่เอ๋ย ที่แท้ เจ้าผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ ก็คือ เจ้าสติเฟื่อง เปลี่ยนเป็นใช้ชื่อว่า อโศกะ นั่นเอง
เจ้ามันแค่อ่านในตำราแล้วนำมาคิดเอาเองไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้ศึกษาค้นคว้า ยังมีหน้าทำเป็นอวดรู้อวดฉลาด เจ้าจงรู้เอาไว้ว่า
"ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่มองเห็นรูป" ไม่ว่าจะเป็นไปตามความรู้ของข้าพเจ้าที่ได้ศึกษาค้นคว้ามา หรือไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักพระไตรปิฎก ก็เหมือนกัน เพราะทั้งความรู้ในยุคปัจจุบันของข้าพเจ้า และความรู้ตามหลักพระไตรปิฎก ก็เป็นหลักความจริง เหมือนกัน ระดับเจ้าผู้ใช้ชือว่า อโศกะ มันเป็นเพียงแค่ระดับอยากดังอยากเด่นเท่านั้น [b]เจ้าไม่พิจารณาตัวเจ้าเองให้ดีว่า "เวลาเจ้าเห็นรูปนั้น ทำไมเจ้าจึงรู้ว่าเห็นรูป"
ปัญญาตื้นๆ ความรู้เจ้ามันแค่หางอี่ง ถ้าเจ้ามีสมองสติปัญญา ไม่สติเฟื่อง เจ้าคงไม่กล่าวส่อเสียด ในเรื่องที่ข้าพจ้าประกาศตัวว่าคือ "ศรีอาริยเมตไตรย" ดอก เจ้าใช้สมองสติปัญญาพิจารณาให้ดี ที่ข้าพเจ้าประกาศตัวนั้น เพื่อผลประโยชน์อะไรกัน แล้วใครจะบ้ากล้วใส่ร้ายตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อีกทั้งยังกล้าถ้าให้เจ้าพิสูจน์ [/b]

อนึ่ง คำถามที่ข้าพเจ้าถามว่า" ความเห็นชอบ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร" เจ้าตอบได้หรือไม่ ถ้าตอบไม่ได้ก็กราบ....ข้าพเจ้าซะนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 10:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


เจ้าผู้ใช้ชื่อว่า "อโศกะ" เจ้าจงใช้สมองสติปัญญาของเจ้าคิดพิจารณให้ลึกซึ้ง ที่ข้าพเจ้าถามไป เป็นเพียงเพื่อทำให้เจ้าเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวร้ายกล่าวโทษเจ้าอีก ส่วนเรื่อง
"ทั้งจิตวิญญาณ รูป สัญญา สังขาร เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันที่ที่มองเห็นรูป" ก็ให้เจ้าไปหาคำตอบเอาด้วยตัวเจ้า
ถ้าเจ้าคิดว่าไม่ใช่ เจ้าก็ลองตอบคำถามด้านล่างนี้,

คำถาม......
"การที่เจ้ามองเห็นรูปได้นั้น เพราะอวัยวะส่วนใดบ้าง" 1 ข้อละนะ
"การที่เจ้ารู้ว่ารูปนั้น เป็นอะไร ทันทีที่มองเห็น แต่ยังไม่ได้คิด เกิดจากอวัยวะส่วนใดบ้าง" 2 ข้อละนะ
"การที่เจ้าเห็นรูป แล้วเกิดความคิด หรือระลึกนึกถึง อันเกี่ยวข้องกับรูปที่เจ้าเห็นนั้น เกิดจากอวัยวะส่วนใดบ้าง" 3 ข้อพอแล้ว
ถ้าเจ้าตอบได้ เจ้าก็จะเกิดความเข้าใจ ว่า "ทั้งจิตวิญญาณ สังขาร สัญญา รูป เจตสิก เกิดขึ้นพร้อมกัน ในทันทีที่เห็นรูป"
แล้วก็อย่าอวดอุตริ อวดฉลาดสอนไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาลอีก


แก้ไขล่าสุดโดย จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ เมื่อ 22 พ.ย. 2009, 10:27, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 11:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณผู้ใช้ชื่อว่า budda !!!


...

ไม่มีอะไรหรอก ข้าพเจ้าเรียกเฉยๆ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 11:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




PT_0021.JPG
PT_0021.JPG [ 38.6 KiB | เปิดดู 2533 ครั้ง ]
cool มีผู้มาเรียกอยู่ รู้ตัวหรือยังครับ คุณบุดด้า

คำตอบสำหรับคำถามของคุณบุดด้า ซึ่งถามถึงอวัยวะในการรับรู้ด้วย ผมตอบไว้แล้วตามตัวหนังสือสีแดงครับ ลองอ่านใหม่ด้วยสติ ปัญญาสัมมาทิฐิและปัญญาสัมมาสังกัปปะนะครับ

กระบวนการทำงานของขันธ์ 5

รูปขันธ์ เกิดก่อน ตั้งอยู่แล้ว อายตนะและผัสสะจึงจะเกิดได้

มีผัสสะ วิญญาณขันธ์จึงเกิด

เช่น เสียงกระทบประสาทหู(โสตวิญญาณธาตุ) วิญญาณ รู้ สียง แต่ยังไม่แปล ส่งความรู้เสียงจากสมองไปยัง มโนวิญญาณธาตุ คือประสาทรับรู้ที่หัวใจ

ที่มโนวิญญาณธาตุนามขันธ์ 3 ตัวจะเกิดขึ้นต่อเนื่องเร็วมาก ถ้าลำดับตามธรรม
สัญญา จะเกิดมาจำหมายเสียงที่กระทบแล้วรู้ขึ้นมาว่าเป็นเสียงอะไร เช่นเสียงนก เสียงรถ เสียงคน เสียงด่า

พอสัญญาทำงานจำหมายเสียงแล้ว ถ้ายังมีความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา ตัวกู ของกู อยู่ในจิต
เวทนา คือ ยินดี ยินร้าย เฉยๆ ต่อเสียงนั้นจะเกิดขึ้น เช่นเสียงด่า ถ้าสัญญาจำได้หมายรู้ ว่า ด่า กู


เวทนา ยินร้ายจะเกิดขึ้นกับ กู สังขารก็จะเกิดขึ้น ปรุงแต่งไปตามอำนาจของความไม่พอใจ ถ้าไม่พอใจมากขึ้นก็เป็นโทสะ เป็นมโนกรรม เป็นวจิกรรม เป็นกายกรรม ไปตามกำลังและอำนาจของความโกรธ

ถ้าสรุปตามลำดับการเกิดขึ้นของขันธ์ 5 เวลามีผัสสะ ที่อายตนะทั้ง 6 จะเป็นอย่างนี้

รูป

วิญญาณ

สัญญา

เวทนา

สังขาร

เอวังครับ
:b8:
:b16:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก


แก้ไขล่าสุดโดย อโศกะ เมื่อ 22 พ.ย. 2009, 11:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2009, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2007, 09:55
โพสต์: 1632


 ข้อมูลส่วนตัว


แสดงว่า คุณผู้ใช้ชื่อว่า อโศกะ ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่ได้รู้จริง รู้แจ้งอะไรเลย ดีแต่อวดฉลาด ไม่ไปนั่งพิจารณาให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้
ที่คุณว่า ตัวหนังสือสีแดง ก็ไม่มีให้เห็น แสดงว่า ตอบไม่ได้
คุณรู้ไหมว่า ทำไม ข้าพเจ้าจึงถามถึง อวัยวะ เพราะข้าพเจ้าจะให้คุณพิจารณาอีกว่า อวัยวะทุกอย่างที่่ทำให้คุณเห็นรูปนั้น มันแยกกันอยู่นอกร่างกายคุณ หรือว่า มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทุกส่วน

คุณมันก็ดีแต่ว่าให้ข้าพเจ้าตัวคุณ เอาในตำรามา แถมยังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ทำเป็นโอ้อวดว่าฉลาด ความจริงมันก็แค่หางอึ่ง สติเฟื่องมากกว่า

[u]ข้าพเจ้าแนะนำให้คุณ ไปอ่าน บทความทางศาสนา เรื่อง "จิต,เจตสิก,รูป,นิพพาน ตามหลักพระอภิธรรมปิฎก" ตั้งแต่ตอนที่ ๑ เป็นต้นไป จนถึงตอนที่ ๑๙ และพิจารณาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ อย่าทำเป็นอวดฉลาด นะ อยู่ในหมวด สนทนาธรรมทั่วไป ระดับเจ้า มันแค่ระดับพื้นๆ
แล้วถ้าอยากจะพิสูจน์ว่า ข้าพเจ้า มี"ฉัพพรรณรังสี" จริงหรือไม่ ก็บอกนะ จะได้หุบปาก ไม่พล่ามเพ้อเจ้ออีก เข้าใจไหม[/u]


แก้ไขล่าสุดโดย จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ เมื่อ 24 พ.ย. 2009, 20:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2009, 20:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณผู้ใช้ชื่อว่า บัดดา ขอรับ
กระผมเกรงว่าท่านอื่นจะไม่เข้าใจคำว่า "ฉัรรรังสี""
ที่หมายถึงรังสีเรืองรองหลายๆสีที่ออกมาจากร่างกายท่านบัดดา

กระผมเลยเอารูปมาให้เขาดูกันขอรับ
ใครอยากทราบก็ลองกดลิงก์นี้ดูนะขอรับ :b32:

http://www.siamzone.com/movie/pic/2002/ ... oster1.jpg


ขอบาปกรรมทั้งหลายจงอย่ามีแก่กระผมเลยนะขอรับ กระผมแหย่เล่นหนุกๆ


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 24 พ.ย. 2009, 20:44, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 90 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร