วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2019, 13:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 92 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ต.ค. 2014, 18:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว








รูปภาพ
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNew ... 0000113367

ศิลปินอิตาลีรีไซเคิลชิ้นส่วนคอมฯ สร้างสรรค์ภาพ “มันดาลา”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2557 09:21 น.


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ปกติเมื่อช่างแกะแยกชิ้นส่วนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นชิ้นๆ ก็เพื่อดูว่ามันทำงานอย่างไร ซึ่งต่างจาก “ลีโอนาร์โด อูเลียน” (Leonardo Ulian) ศิลปินหนุ่มชาวอิตาลี วัย 40 ปี ที่ถอดแยกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ตัวเก่า ด้วยแนวคิดด้านปรัชญามากกว่าที่จะสนใจการทำงานของมัน

อูเลียนมองหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปทำภาพคอลลาจหรือภาพปะติด ที่ดูเหมือนเครือข่ายใยแมงมุม

“เราใช้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ และไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรอยู่ภายในนั้น” เขากล่าว “ผมต้องการนำสิ่งที่อยู่ภายในตัวเครื่องออกมาโชว์ให้เห็นถึงความสวยงามของมัน”

แล้วอูเลียนก็ได้สร้างสรรค์งานศิลปะง่ายๆ ด้วยการนำชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เล็กๆหลายร้อยชิ้นมาเชื่อมเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นศิลปะที่ดูเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ มากกว่าจะเป็นแค่ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เช่น ในปี 2012 เขาเริ่มลงมือสร้างผลงานที่ชื่อว่า “Mandala”

ศิลปินหนุ่มเล่าว่า ได้นำแนวคิดและความหมายด้านจิตวิญญาณของมันดาลา มารวมกับเทคโนโลยี การค้นหาความสมบูรณ์แบบ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้กระตุ้นให้เขาสร้างผลงานชุดนี้ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นที่ตัวเองมี

“ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่หลบซ่อนสายตาผู้บริโภค ด้วยการนำแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นตัวแทนสิ่งพิเศษ ซึ่งรูปแบบที่สมบูรณ์ของมันนั้น อาจกลายเป็นสิ่งที่เปราะบาง รูปร่างและสีของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ทำให้ผมรู้สึกทึ่งในความงดงามที่บริสุทธิ์ ซึ่งเมื่อถูกนำไปใช้งานจริง ก็จะสูญหายไป แผงวงจรหรือมันดาลาที่ผมสร้างขึ้นนั้น สร้างกระแสไฟฟ้าไม่ได้ แต่มันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดคำถามง่ายๆ เช่น จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ากระแสไฟฟ้าจริงๆวิ่งผ่านแผงวงจรหรือมันดาลา”

มันดาลาที่อูเลียนสร้างสรรค์ขึ้นจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้น เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบประเพณีที่ต้องทำเป็นวงกลม เช่นที่ชาวพุทธทิเบตสร้างมันดาลาเป็นรูปวงกลมจากเม็ดทรายหลากสี แล้วก็จัดพิธีทำลายทิ้งในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่อูเลียนเปรียบเทียบชิ้นงานมันดาลาของเขากับมันดาลาของทิเบต ว่า

“เทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถาวร มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ เทคโนโลยีจึงเหมือนกับมันดาลา ที่มีการดับสูญและไม่จีรัง”

อูเลียนบอกถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อในการสร้างผลงานชุดมันดาลาจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกันว่า

“ผมชอบแนวคิดการผสมผสานสองโลกที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย และขอย้ำความจริงที่ว่า เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้กลายมาเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเราทุกคน เรียกได้ว่าเกือบเป็นสิ่งที่หลายคนพากันบูชา

ผมอยากให้มองมันดาลาที่ผมสร้างขึ้น เป็นสิ่งเล็กๆที่ไม่จีรัง แต่สามารถกระตุ้นสายตาและกระตุกใจของผู้ชม ให้เห็นภาพและแนวคิดต่างๆอย่างสบายๆ และที่ผมใช้คำว่า “ไม่จีรัง” เนื่องจากเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งชั่วคราว มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงตกยุคได้ง่าย เช่นเดียวกับมันดาลาทราย ซึ่งเมื่อทำเสร็จ ก็จะถูกทำลายลงอย่างง่ายดายหลังจากนั้น”

ศิลปินหนุ่มตอบคำถามที่ว่า “เขาคิดว่าจิตวิญญาณและอิเล็กทรอนิกส์มีความคล้ายคลึงกันหรือไม่”

“มันอาจมีความคล้ายคลึงกัน ผมไม่ทราบจริงๆนะ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มันได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตเราทุกๆด้าน และในหลายกรณีเราต้องพึ่งพามัน

พูดแบบทั่วไปก็คือ เทคโนโลยีค่อยๆลดทอนสติที่อยู่ภายในตัวของเราออกไปทีละน้อย ซึ่งการมีสตินั้น ทำให้เราตระหนักถึงตัวตนและจิตวิญญาณของเราเอง จากนั้นเทคโนโลยีก็จะแทนที่สติ ด้วยสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป ทำให้เราเป็นเหมือนเครื่องจักรกล เราเชื่อว่าเราเป็นผู้ครอบครองวัตถุ แต่ทว่าในบางกรณี วัตถุกลับเป็นผู้ครอบครองเรา เนื่องจากเราต้องพึ่งพามันเป็นอย่างมาก

ดังนั้น คำตอบของผมอาจจะเป็น “ไม่” จิตวิญญาณไม่ได้คล้ายคลึงกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเทคโนโลยีค่อยๆทำให้เราขาดสติ แต่การมีสติเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลมีจิตวิญญาณ”

งานศิลปะชิ้นล่าสุดของอูเลียน มีชื่อว่า “Microchip Synapse” เป็นซีรีย์ภาพแอบสแตรก (ภาพนามธรรม) ที่แสดงให้เห็นเครือข่ายเส้นใยสมองของมนุษย์ ซึ่งเขาต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เปรียบเทียบกับสมองกลคอมพิวเตอร์

“เรามีชีวิตอยู่ในช่วงที่อิเล็กทรอนิกส์ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแห่งความเป็นจริงที่เรารับรู้ได้ หากปราศจากไมโครชิพแล้วละก็ ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดทำงาน” อูเลียนกล่าว

• รู้จัก มันดาลา (MANDALA) “มณฑลแห่งการตรัสรู้”

คำว่า ‘มันดาลา’ มาจากภาษาสันสกฤต ‘มันดา (manda)’ แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับคำว่า ‘dkyil’ ซึ่งหมายถึง ‘แก่นศูนย์กลาง หรือที่นั่ง’ โดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับคำว่า ‘โพธิ’ หรือการตื่นรู้ การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น

ส่วนคำว่า ‘ลา (la)’ หมายถึง ‘วงล้อที่หลอมรวมแก่น’ ดังนั้น ‘มันดาลา’ จึงแปลว่า ‘ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้ง’ และภาพเหล่านี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์(ครูบาอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน) สำหรับคนไทยเรียกคำว่ามันดาลาเป็นสำเนียงไทยว่า ‘มณฑล’ นั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน

ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือนพิมพ์เขียวสำหรับการบรรลุธรรม ที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแวดล้อม

โดยทั่วไป มันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู 4 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหมวิหารทั้ง 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้น จะต้องผ่านด่านทดสอบคือกำแพง 4 ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย

1. กำแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์
2. กำแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ
3. กำแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้
4. กำแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ

มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตแบบง่ายๆ และค่อยๆเพิ่มรายละเอียดภายในตามแต่จินตนาการหรือภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้น การสร้างแต่ละครั้งสิ่งที่สำคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังสร้าง

พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ ซึ่งมักสร้างโดยการโรยทรายผสมสี มันดาลาบางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว การสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิตอย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องดำเนินไปด้วยกัน การสร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปมันดาลานั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดใด ดังนั้น มโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูปจะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย

ส่วนปริศนาธรรมที่แฝงมาในเมนดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ทำให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่

นอกจากนี้ ชาวทิเบตเองยังมีความเชื่อว่า มันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจากในขณะที่สร้าง พระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลา ซึ่งจะเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมันดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย

ปัจจุบัน ได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้รับการบำบัดวาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้สำนึกของตัวตนภายใน ทำให้จิตแพทย์สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น มันดาลาในยุคปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา”

(ข้อมูลจากธรรมลีลา ฉบับที่ 37 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2546)

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557 โดย มนตรา)

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2014, 18:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว





.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2014, 16:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนลูกสาวทั้งสองคนของดิฉันอยู่ชั้นประถมนั้น ดิฉันได้ทำดอกไม้ชุบแป้งทอดให้ลูกกิน
ที่บ้านปลูกดอกไม้ไว้หลายชนิด จึงเอามาชุบแป้งทอดให้ลูกกินเล่นขำๆ ค่ะ แต่ก็อร่อยจนลูกติดใจ
พอลูกเห็นดอกกล้วยไม้บาน ลูกสาวมองปุ๊บร้องจะกินทันทีค่ะ ตายล่ะนี่ลูกสาวชั้น มองข้ามความงามของดอกไม้ทะลุไปถึงความอร่อยแล้วค่ะ

วันนี้เอาเมนูสวยๆ มาให้ลองทำกันค่ะ แต่ดอกพวงชมพูนั้นอย่ากินก้านเข้าไปนะคะ ไม่อันตรายอะไรหรอกค่ะแต่ก้านมันขม กินได้เฉพาะดอกเท่านั้นค่ะ

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนที่ไม่ธรรมดาค่ะ แต่เป็นลุยสวนดอกไม้ :b48:



:b51: ข้อมูลข้างล่างต่อไปนี้มาจากเวป http://www.sharp-weeclub.com/lifestyle- ... spx?id=207

:b50: INGREDIENTS

แผ่นก๋วยเตี๋ยว 1/2 กิโลกรัม
(นึ่งสุกแล้ว)
ปลาทู 4 ตัว
แครอท 100 กรัม
(หั่นเป็นเส้น)
แตงกวา 100 กรัม
(หั่นเป็นท่อนตามยาว)
ดอกลีลาวดี 100 กรัม
ดอกพวงชมพู 100 กรัม
ดอกเฟื่องฟ้า 50 กรัม
ดอกเข็ม 50 กรัม
ดอกขจร 50 กรัม
ดอกอัญชัน 50 กรัม
ดอกโสน 50 กรัม
ดอกปีบ 50 กรัม
ใบสะระแหน่ 50 กรัม
ใบโหระพา 50 กรัม
ผักชีฝรั่ง 50 กรัม
(หั่นเป็นท่อนตามยาว)
ผักสลัด 100 กรัม
(สำหรับตกแต่ง)
ส่วนผสม : น้ำจิ้ม
พริกขี้หนูสวน 30 กรัม
กระเทียม 10 กรัม
น้ำปลา 1/3 ถ้วยตวง
น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 1/4 ถ้วยตวง
น้ำต้มสุก 1/4 ถ้วยตวง

:b49: HOW TO'S

เมนูนี้ได้รวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาม้วน ม้วน ม้วน ทานคู่กับน้ำจิ้ม เป็นก๋วยเตี๋ยวลุยสวนรสเด็ดที่ SHARP WEE CLUB ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “ลุยสวนดอกไม้” แต่สำหรับเมนูนี้ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการล้างดอกไม้นานาชนิดให้สะอาดหมดจดกันสักหน่อย ถ้าเตรียมส่วนผสมทุกอย่างพร้อมแล้วเรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่า
นำดอกไม้และใบผักล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
นำปลาทูวางเรียงใส่ถาดอบ นำเข้าเตาอบโดยวางไว้ที่ชั้นกลาง ใช้ไฟบน และไฟล่าง อุณหภูมิ 200 องศาเซียเซียส เวลา 10 นาที
นำแผ่นก๋วยเตี๋ยว มาวาง ใส่ดอกไม้ต่างๆ แครอท แตงกวา ปลาทู และใบผัก ม้วนให้เป็นแท่งกลม
หั่นเป็นชิ้นพอคำ จัดใส่จานเสิร์ฟ พร้อมน้ำจิ้ม

:b53: วิธีทำ : น้ำจิ้ม

นำส่วนผสมทั้งหมดลงในโถปั่น ปั่นด้วยความเร็วระดับที่ 2
เทใส่ถ้วยน้ำจิ้ม
เสร็จแล้วค่ะเมนู “ลุยสวนดอกไม้” สีสันสดเหมือนได้เดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้จริงๆ ว่าไหมคะเพื่อนๆ และสำหรับเมนู “ลุยสวนดอกไม้” นี้เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้ครบตามในสูตรก็ได้นะคะ เลือกตามที่เพื่อนๆ ชอบได้เลย

:b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ต.ค. 2014, 17:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว










ครั้งละ ๑๐ นาที วันละ ๓ ครั้งทำไปนะคะเค้าบอกว่าเดือนครึ่งเท่านั้นค่ะ เริ่มจะเห็นผล

เอ้า เพื่อนๆ ทำนะคะใครที่เริ่มจะอ้วน หรือหลวมตัวอ้วนไปแล้ว --------เริ่มได้

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2015, 21:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




image.jpg
image.jpg [ 208.44 KiB | เปิดดู 2094 ครั้ง ]
สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกท่าน

มีใครแขว่งแขนแล้วพุงลดกันบ้างมั้ยคะ.
ดิฉันพุงยุบลงนิดหน่อยค่ะ คงจะเพราะยืนสอยมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ่อยค่ะช่วงนี้

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2015, 16:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


หลายเดือนมานี้ได้มีนกกางเขนตัวผู้ตัวหนึ่งมาจิกลูกบิดประตูบ้านเสียงเหมือนใครไขกุญแจลูกบิดประตู
ดิฉันก็สงสัยคิดว่ามีคนมาไขกุญแจลูกบิดประตูบ้าน คิดว่าสามีกลับจากทำงานเร็ว ก็เดินไปเปิดผ้าม่านดู
ก็ไม่เห็นมีใคร ก็แปลกใจ. เป็นแบนี้บ่อยๆดิฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นขโมยมางัดบ้าน
ทีนี้ก็สั่งสามีให้ล๊อกบ้านด้วยกุญแจอีกตัวหนึ่งด้วย เพราะบ้านดิฉันเคยมีประวัติโดนขโมยงัดบ้าน
หลายๆครั้งมาก แต่ไม่เคยเข้ามาได้เลยสักครั้ง จนหลังๆ นี้ไม่เคยมีใครมางัดนานแล้วค่ะ
เพราะเดี๋ยวนี้คนในซอยบ้านมากขึ้น ไม่เปลี่ยวเหมือนเมื่อก่อน คนเดินรถวิ่งกันตลอด
กลางคืนเดินไปไหนไปเปลี่ยวเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ

เจ้านกกางเขนตัวนี้จิกลูกบิดประตูอยู่นานโดยที่ยังไม่มีใครเห็นเพราะเราเดินไปเปิดม่านดู
ก็ตรงกะจังหวะมันไปแล้วทุกทีทั้งลูกและสามีก็ทำตามคำสั่งเคร่งครัดคือล๊อกบ้านแน่นหนาขั้นสูงสุด
ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งลูกสาวทนความรำคาญไม่ไหว พอตอนหลังมีเคาะกระจก(จิกกระจก)
ลูกสาวก็เลยแอบดูจากห้องนอนอีกห้องหนึ่ง ก็เห็นนกกางเขนจิกลูกบิดบ้าง จิกกระจกบ้าง
ทุกวันนี้มาจิกประตูบ้านด้านห้องนอนอีกด้วยบินมาเกาะลูกกรงระเบียงมามองคนในบ้าน
ทีนี้คนในบ้านก็คุยด้วย. นกก็มองหน้าจ้องหน้าพวกเรา เอียงคอไปมาฟังเราพูด แล้วมันอ้าปากส่งเสียงตอบ ลูกสาวบอกว่านกตัวนี้มันทำตัวแปลกๆ

แต่เท่าที่ดิฉันค้นดูในเนท นกกางเขนจะหวงที่อยู่บริเวณที่มันอยู่ การมาจิกกระจกเพราะมันคิดว่าเงาของ
ตัวมันเองคือนกอื่นเข้ามาในบริเวณถิ่นมัน แต่เจ้าตัวนี้มันจิกลูกบิดประตูเป็นประจำด้วยในตอนแรกเลย
ตอนนี้ก็ยังจิกลูกบิดประตูอยู่เหมือนเดิมค่ะ จะว่าไปดิฉันก็เอาเครื่องดูดฝุ่นดูดตามขอบไม้กระจก ลูกปิดค่ะ
มันไม่กลัวคน เกาะลูกกรงระเบียงห่างจากคนเมตรกว่าๆเอง มันฉลาดนะคะที่รู้ว่ามีลูกกรงเหล็กมุ้งลวดคั่นอยู่ เราออกไปจับมันไม่ได้ บริเวณบ้านอีกด้านหนึ่งห่างกันมาก เป็นอ่างใส่น้ำและมีข้าวโปรยไว้ไว้บริการนกตลอดเวลา เรียกว่าหิวเมื่อไหร่ก็แวะมามีให้กินตลอดค่ะ ดิฉันเห็นนกกางเขนมากินน้ำตอนเช้าบ่อยๆ ไม่รู้ตัวเดียวกันรึป่าวค่ะ

ตอนนี้พอนกบินมาจิกลูกบิดแก๊กๆ ลูกสาวถามดิฉันว่าแม่หน้าบ้านมีข้าวมีน้ำมั้ย ดิฉันบอกมี
เพราะดิฉันจะคอยเติมข้าวไว้ตลอด พอข้าวใกล้หมดก็โปรยไว้อีก แต่ก็มีบางทีขายดีข้าวหมดเร็ว
ลูกสาวดิฉันก็ไล่มันไปกินข้าวกินน้ำหน้าบ้านค่ะ

เมื่อปีที่แล้วมีนกกวักมาออกไข่ เลี้ยงลูกอ่อน3ตัว ดิฉันก็เลี้ยงข้าวทั้งแม่ทั้งลูก ลูกสาวดิฉันชมว่า
ดิฉันเลี้ยงเก่ง ลูกนกกวักตัวอ้วนใหญ่กว่าแม่นกอีกค่ะ แม่นกกวักตัวนี้เคยไปออกไข่บ้านญาติที่อยู่ตรงข้าม
กับบ้านดิฉันหลายครั้ง แต่ลูกนกไม่เคยอยู่รอดจนโตสักครั้ง ญาติดิฉันยังขำเลยค่ะว่ามาอยู่บ้านดิฉัน
ลูกนกกวักโตจนบินได้ พอบินได้ก็ไปอยู่ที่อื่นกันหมด ตอนแรกๆ ดิฉันก็ตกใจว่าหายไปไหนกันทั้งครอบครัว. พ่อแม่ลูก แต่ที่ไหนได้บินไปอยู่กับพวกเดียวกันในสวนที่ห่างจากบ้านดิฉันไปอีกไกล
ด้วยความเป็นห่วง. จึงถามญาติเลยรู้ว่าสวนด้านในนั้นมีฝูงนกกวักอาศัยอยู่ ตอนนี้มีกลับมาตัวหนึ่ง
มาอยู่ที่บ้านดิฉันเหมือนเดิม นกกวักแก๊งนี้เหมือนเลี้ยงไก่ พอโปรยข้าวก็ออกมากินกันค่ะ ดิฉันขำมากๆ
ช่วงที่ลูกนกใกล้โตแล้ว มีลูกติดแม่ตัวนึงตัวนี้ตัวเล็กสุด ยืนเล่นน้ำในอ่าง ส่วนแม่ก็ป้อนข้าวลูกค่ะ
โตขนาดนี้แล้วแม่ยังป้อนข้าวกันอีก ดูๆไปก็เหมือนลูกคนค่ะ ส่วนเจ้าตัวพ่อ เปิดหายไปก่อนลูกจะโตค่ะ
ปล่อยเมียเลี้ยงลูกอยู่ลำพังเป็นซิงเกิ้ลมัม อืมเหมือนมนุษย์ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีผิดค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2015, 17:49 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


น่ารักจัง

:b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2015, 18:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




image.jpg
image.jpg [ 253.07 KiB | เปิดดู 2039 ครั้ง ]
image.jpg
image.jpg [ 123.28 KiB | เปิดดู 2039 ครั้ง ]
image.jpg
image.jpg [ 143.72 KiB | เปิดดู 2039 ครั้ง ]
image.jpg
image.jpg [ 49.09 KiB | เปิดดู 2039 ครั้ง ]
eragon_joe เขียน:
น่ารักจัง

:b55: :b55: :b55:





เอารูปมาฝากค่ะ ภาพที่สองเจ้าตัวเล็กลูกติดแม่ค่ะ ก้อนสีขาวๆนั้นก้อนข้าวค่ะ
อ่างน้ำมีอ่างดินอ่างใหญ่อีอ่างหนึ่งค่ะแต่ไม่พอทะเลาะกันแย่งลงอ่าง
ดิฉันเลยเอาขันใส่น้ำไว้ใกล้ๆข้าวอีกขันเผื่อไว้ให้กินน้ำเล่นน้ำ

ภาพสุดท้ายนี้แม่ลูกครบ๔ ตัวค่ะ. ช่วงนี้ที่ถ่ายภาพนี้ลูกนกเริ่มฝึกบินกันแล้วค่ะ

ขำๆค่ะคุณเอกอน.

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ม.ค. 2015, 07:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


แวะมาเยี่ยมค่ะ ขอให้โชคดี เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ มีมุกตลกๆสนุกดี ว่างๆจะมาขอกอปไปนะคะ :b8: :b53:
**คุณน้องพอใจฝากสั่งมาว่าคิดถึงค่ะ cool


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2015, 17:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


Supatorn เขียน:
แวะมาเยี่ยมค่ะ ขอให้โชคดี เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ มีมุกตลกๆสนุกดี ว่างๆจะมาขอกอปไปนะคะ :b8: :b53:
**คุณน้องพอใจฝากสั่งมาว่าคิดถึงค่ะ cool




:b8: ขอบพระคุณค่ะพี่สุ. ก๊อปได้เลยค่ะ

ฝากสวัสดีปีใหม่พี่ใจด้วยค่ะ ขอบพระคุณที่ยังคิดถึงกันนะคะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2015, 22:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss Kiss Kiss

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2015, 16:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ปั้นลูกให้เป็น กุลสตรีไทย ใครว่าตกยุค!

:b8: ขอบคุณ http://www.manager.co.th/Family/ViewNew ... 0000064866

ภาพของหญิงไทยในยุคเก่าก่อน หลายคนคงนึกออก ถึงภาพความอ่อนช้อยสมเป็นกุลสตรีไทย ทั้งกิริยามารยาท งานบ้านงานเรือน รวมไปถึงการรักนวลสงวนตัว แต่บัดนี้ ภาพความงามในแบบไทยเหล่านั้น ได้ค่อยๆ เลือนหายไป เพราะถือเป็นเรื่องล้าสมัย เชย และตกกระแสไปแล้ว ซึ่งจริงอยู่ที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บางเรื่องยังจำเป็นต้องสอนกันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ยุคสมัยแล้วก็ตาม เช่น มารยาทการวางตัวกับผู้ใหญ่ สังคมและเพศตรงข้าม

ใครบางคนอาจจะบอกว่า "การเลี้ยงลูกให้เป็นกุลสตรีไทย" เป็นเรื่องที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว แต่ "วรวรรณา จิลลานนท์" หรือ "พี่น้อย" ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพ จากสถาบัน John Robert Powers บอกว่า ถึงโลกจะมันพัฒนาไปไกลถึงดาวอังคารแล้ว ความงามอย่างไทยจะไม่มีวันตาย และยังคงใช้ได้ดีในทุกยุคสมัย

"การสร้างความงดงามควรเริ่มจากที่บ้าน พูดตรงๆ ว่า สมัยนี้มีให้เห็นน้อยมาก และก็ไม่รู้จักการสร้างความงามที่ถูกต้องลองนึกภาพตาม ถ้าเด็กรุ่นใหม่นำกิริยามารยาทงามแบบหญิงไทยโบราณมาปฏิบัติ เด็กคนนั้นจะมีความงามที่เปล่งประกายออกมาจากตัว และสามารถดึงดูดสายตาคนรอบข้างได้อย่างดี"

คำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพชั้นน้ำ ถึงแม้จะสวนทางกับยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นยุคอินเทรนด์ แต่เธอเชื่อว่า บางเรื่องยังจำเป็นต่อเด็กทุกยุคสมัยอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงได้แนะเคล็ดลับ 3 สิ่งที่เด็กไทยทั้งหญิง และชายต้องมี คือ งามที่กาย วาจา ใจ เริ่มต้นที่ความงามภายนอก พ่อแม่ต้องสอนลูกรู้จักการแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ เหมาะสมกับสถานที่ เวลาไปเรียนหนังสือ จะแต่งตัวให้คนมองว่าเป็นนักเรียน-นักศึกษา

"พ่อแม่ หรือโรงเรียน ควรให้เด็กศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ อินเทอร์เน็ต การดูแบบอย่างจากผู้ใหญ่บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ผิด เช่น การแต่งตัวของนักแสดงในละคร กิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมของพิธีกรรายการโทรทัศน์ ฉะนั้นถ้าเด็กจดจำจากสิ่งเหล่านี้ และปฏิบัติตามในสิ่งที่ผิดอย่างไม่รู้ตัว เนื่องจากเขาคิดว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว"

ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพรายนี้ยังกล่าวในประเด็นของการสอนลูกเรื่องการพูดว่า
"สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล" ยังเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้ดี ดังนั้น ที่บ้านควรพูดเป็นภาษาดอกไม้ ให้ลูกเคยชินกับการพูดที่มีหางเสียง เช่น ครับ/ค่ะ ลงท้ายทุกครั้ง และ 5 คำ ที่ต้องฝึกให้ลูกพูดจนเป็นนิสัย คือ

สวัสดีครับ/ค่ะ ขอโทษครับ/ค่ะ ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ สบายดีไหมครับ/ค่ะ และ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ/ค่ะ ซึ่ง 5 คำนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพท่านนี้บอกว่า ได้เริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทยแล้ว โดยเฉพาะการใช้ภาษาของเด็กรุ่นใหม่ที่ผันเปลี่ยนให้สั้นกระชับขึ้น เช่น จากคำว่า สวัสดี ถูกใช้เป็น "หวัดดี" แทน

"ส่วนความงามที่ออกมาจากข้างใน เป็นเรื่องของ "จิตใจ" ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกมีจิตใจงดงาม มีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่น อย่าเห็นแก่ตัว ซึ่งเรื่องหลังพบมากในสังคมไทย ดังนั้นสิ่งแวดล้อมสำคัญกับเด็ก อย่าให้กลืนกินนิสัยที่ดีงามนี้ไปหมด ทางที่ดีควรเริ่มสอนลูกตั้งแต่เล็กๆ ถ้าคิดจะเริ่มกันตอนที่เด็กกำลังโต บางครั้งเป็นเรื่องยาก และอาจสายเกินไป เนื่องจากเด็กที่กำลังก้าวสู่วัยรุ่น จะมีความมั่นใจ และมีความเป็นตัวเองสูง"

ทั้งนี้ วรวรรณาอธิบายต่อไปอีกว่า "งามอย่างไทย" ไม่ใช่แค่ผู้หญิง ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ผู้ชายที่นั่งพับเพียบ กิริยามารยาทอ่อนน้อมถ่อมตน เราก็รู้สึกอมยิ้มได้ แม้แต่เด็กผู้ชายที่เดินจูงคนแก่ข้ามถนน หรือเดินจูงมือคุณแม่ซื้อของตามศูนย์การค้า ใครเห็นคงจะปลื้มอกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก"

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงมารยาททางสังคม เป็นเรื่องง่ายๆ ที่พ่อแม่สอนให้ลูกได้ เช่น การรับประทานอาหาร ควรสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับลูก เช่น การเคี้ยวข้าวต้องไม่เสียงดัง ตักแต่พอคำ นั่งรับประทานบนโต๊ะอาหาร ไม่ใช่ปล่อยลูกให้นั่งรับประทานหน้าโทรทัศน์ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์

พฤติกรรมเหล่านี้ แม้จะไม่ได้เกิดในครอบครัวผู้ดี แต่ก็ควรจะสอนไว้บ้าง การส่งลูกไปเรียนตามสถาบันเสริมสร้างบุคลิกภาพ ใช่ว่าจะได้ผลดีเสมอไป แต่ครูในบ้านอย่างพ่อแม่ควรสอนจะดีกว่า การให้ความสำคัญกับเพียงแค่นี้ เชื่อว่าคุณจะมีลูกที่น่ารักจนใครหลายคนต้องอิจฉาอย่างแน่นอน และอย่าคิดว่าการงามอย่างไทยเป็นเรื่องของคนหัวโบราณ

:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:

ดิฉันเป็นลูกทหาร โดนพ่อฝึกมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ พ่อเรียกดิฉันๆ ต้องขานรับด้วยคำว่า ขา
และคำว่า ค่ะ เป็นคำตอบรับคำพูดกับพ่อและแม่ จะใช้คำว่า เออ ไม่ได้เด็ดขาด
ไปโรงเรียนกลับจากโรงเรียนต้อง สวัสดีค่ะพ่อ สวัสดีค่ะแม่
พูดกับพ่อแม่ ห้ามมีน้ำเสียงกระด้าง เดินบนบ้านต้องไม่ลงส้นเท้า เวลาเดินต้องยกเท้าไม่เดินลากเท้า
และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ที่พ่อและแม่ฝึกดิฉันมาตั้งแต่เด็ก

และแน่นอนที่สุดว่า วันเวลาผ่านมา เมื่อดิฉันมีลูกสาว ดิฉันได้สอนทุกอย่างที่พ่อและแม่สอนมา
ดิฉันนำมาสอนลูกสาวทั้งสอง แม้จะสวนกระแสของวันเวลา แต่ถ้าเราฝึกตั้งแต่เด็กๆ ย่อมทำได้ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2015, 17:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


https://www.youtube.com/watch?v=7sjLPfGrTkI


https://www.youtube.com/watch?v=PCoFxA_OjmI


https://www.youtube.com/watch?v=5AZHvQ34quo

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2016, 10:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


หนังพาไป : สายโลหิต Thai PBS (๓๑ ม.ค.๕๙)

https://www.youtube.com/watch?v=WEdFGmTZruw

นาทีที่ ๒๒.๕๔ เป็นต้นไป พาไปชมจิตรกรรมฝาผนังในวัดพม่า มีภาพฝีมือของเชลยศึกชาวไทยในพม่าวาดไว้ ลูกหลานไทยไดไปเห็นเมื่อไร ก็น่าจะได้อารมณ์ซึ้งใจเหมือนน้องๆ พิธีกรทั้งสองท่านนี้นะคะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2016, 18:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว




อ้อยดำ.jpg
อ้อยดำ.jpg [ 406.25 KiB | เปิดดู 1335 ครั้ง ]


อ้อยดำ
http://www.phargarden.com/main.php?acti ... ge&pid=140

สรรพคุณ
ตำรายาไทย ใช้ ลำต้นทั้งสดหรือแห้ง ขับปัสสาวะ ใช้ลำต้นวันละ 1 กำมือ (สด70-90 กรัม แห้ง 30-40 กรัม หั่นเป็นชิ้นๆ ต้มกับน้ำ รับประทาน วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) รักษาโรคนิ่ว อาการไอ แก้ไข้ คอแห้ง กระหายน้ำ แก่น ผสมกับแก่นปีบ หัวยาข้าวเย็น ต้มดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ ยาฟอกเลือด แก้ช้ำบวม กินแก้เบาหวาน แก้ไอ ขับเสมหะ เปลือกต้น รสหวานขม แก้ตานขโมย แก้แผลเน่าเปื่อย แผลกดทับ ชานอ้อย รสจืดหวาน แก้แผลเรื้อรัง แก้ฝีอักเสบบวม ลำต้น น้ำอ้อย รสหวานขมชุ่ม แก้ร้อนใน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้หืด ไอ แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไข้สัมประชวน แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไตพิการ แก้หนองใน ขับนิ่ว แก้ช้ำรั่ว แก้ท้องผูก บำรุงกระเพาะอาหาร แก้ขัดเบา บำรุงธาตุ แก้สะอึก แก้เมาค้าง ท้องผูก รักษานิ่ว บำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร เจริญธาตุ รักษาตามืดฟาง กำเดา อาการอ่อนเพลีย ผายธาตุ ตา รสหวานขม แก้ตัวร้อน แก้พิษตานซาง บำรุงธาตุน้ำ บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ราก ใช้รักษาไส้ใหญ่แตกพิการ ทำให้วิงเวียนหน้ามืดตาลาย ทำให้เจ็บหลังเจ็บเอว ท้องอืด บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต รักษาอาการอ่อนเพลีย และรักษาเลือดลม

ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา ใช้ ต้น รักษาแผลพุพอง รักษาโรคงูสวัด และขับปัสสาวะ โดยหั่นเป็นแผ่น ต้มรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารเช้า เย็น

ข้อมูลเครื่องยา : www.thaicrudedrug.com



:b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47:



:b22: สูตร ไก่ต้มน้ำปลา
http://www.thaijobsgov.com/jobs=49705

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 92 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร