วันเวลาปัจจุบัน 13 ธ.ค. 2019, 04:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2010, 18:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


เดี๋ยวนี้มันป้ายยา ตรงที่จับรถเข็นซื้อของในห้าง (เตือนพ่อแม่ด้วยน่ะ )


เรื่องนี้ต้องส่งเพราะว่าอันตรายมาก

ดิฉันได้ไปเดินซื้อของที่บิ๊กซี สาขาแฟชั่นไอร์แลนด์ ซึ่งได้ไปถึงห้างเวลา ประมาณ 18.30 น. ก็ไปกับอีกครอบครัวหนึ่ง ดิฉันก็ไปกับแฟนและลูก ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ทานสุกี้เสร็จประมาณทุ่มกว่าๆ ดิฉันก็จะเข้าไปซื้อของที่บิ๊กซีตรงชั้น 1 กับพี่ข้างบ้านและเด็กอีก 3 คน ส่วนแฟนดิฉันและแฟนพี่ข้างบ้านไปห้องน้ำ ดิฉันซื้อของเยอะเพราะ 1 เดือนจะซื้อของ 1 ครั้ง พี่ข้างบ้านก็เลยบอกว่างั้นแยกกันเดินเพราะเค้าซื้อของนิดเดียว ก็แยกกันพี่ข้างบ้านก็ไปกับลูกเค้าและลูกดิฉัน

ส่วนดิฉันได้เดินซื้อของคนเดียว ก็ซื้อของเยอะมากทั้งนม น้ำปลา ฯลฯ คือเข้าล็อกนั้น ออกล็อกนี้ จนจะขึ้นไปชั้น 2 เห็นทางห้างวางไข่ไก่ ถาด 30 ฟองไว้ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน ดิฉันก็เลยจอดรถเข็นตรงที่ขายไข่ไก่แล้วหันข้างให้รถเข็น และเลือกไข่ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที

เมื่อหันมาจะนำไข่มาใส่รถเข็น ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวไม่สะอาด ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน ใส่กางเกงสี่ส่วนสีดำ อายุไม่เกิน 30 ปี ผิวดำแดง ผมหยักโศก มาจับตรงรถเข็นดิฉัน (จับตรงราวจับรถเข็น) ซึ่งเมื่อเค้าเห็นดิฉันหันมามอง

ก็ปล่อยมือจากรถเข็นของดิฉัน เค้ามากัน 4 คน มีชาย 2 คน หญิง 1 คน และเด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณ 1 ขวบกว่าๆ 1 คน แต่ยังอยู่ข้างๆ ดิฉัน ซึ่งดิฉันก็คิดในใจว่ามาจับรถเข็นของฉันทำไม
ซึ่งกว่าที่ดิฉันจะไปจับราวรถเข็นเพื่อเข็นรถเข็นอีก ก็ใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที เพราะต้องจัดใหม่เพื่อเอาไข่วาง
เมื่อจัดรถเข็นเสร็จก็เข็นรถเข็นขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 2 ดิฉันก็เหลือบมองด้านหลังว่ามีใครตามมาหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกผิดปกติแล้ว ก็เห็นผู้หญิงคนนี้เดินตามดิฉันขึ้นมาคนเดียว
ดิฉันก็เลยจะโทรหาแฟนเพราะเริ่มรู้สึกไม่ดี ก็เปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ ก็เหลือบตามองข้างบน ปกติจะมีพนักงานของบิ๊กซีช่วยดึงรถเข็น

แต่เวลานั้นประมาณเกือบ 2 ทุ่มไม่มีคนช่วยดึงรถเข็น ก็เลยคิดว่าเก็บโทรศัพท์ เพราะรถเข็นเราหนักเดี๋ยวจะฉุกละหุก และคิดว่าเดี๋ยวขึ้นชั้น 2 แล้วค่อยโทรก็ได้
เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 2 ก็จอดรถเข็นตรงกะบะขายชุดชั้นใน ผู้หญิงคนนั้นก็เดินผ่านไปนิดนึง แต่ยังเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ดิฉัน ซึ่งดิฉันก็โทรศัพท์หาแฟนและพี่ข้างบ้าน
ซึ่งโทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดซักที ผ่านไปประมาณ 5 นาที ผู้ชายอีกคนกับเด็กก็เข็นรถเข็นขึ้นมาชั้น 2 ผู้ชายคนนี้มีผมสีดอกเลา ไว้หนวด ผอม ใส่เสื้อกีฬาคอปกสีเหลือง
ใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อน ก็เข็นผ่านมาและผู้หญิงคนนี้ก็
เดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้เดินดูของ จนไปสุดทางเดินและเลี้ยวไป ซึ่งขณะนั้นดิฉันก็ยังโทรหาแฟนและพีข้างบ้านอยู่
ตาก็เหลือบมองพวกเค้าไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเค้าเลี้ยวไป ดิฉันเริ่มรู้สึกว่า
ร่างกายเราผิดปกติจะอาเจียนเป็นลม หน้ามืด ดิฉันจึงเทสต์ตัวเองด้วยการหยิกที่แขนทั้งสองข้าง
ซึ่งไม่รู้สึกว่าเจ็บเลย
ดิฉันจึงคิดว่าถ้าโทรหาแฟน กว่าจะมาดิฉันคงแย่แน่ จึงวิ่งไปคว้าแขนของพนักงานของบิ๊กซี แล้วบอกว่าพี่ช่วยหนูด้วย หนูไม่ไหวแล้ว จะเป็นลมจะอาเจียน
พนักงานก็พาดิฉันไปทานน้ำดื่ม แล้วดิฉันก็เล่าเหตุการณ์ให้พนักงานท่านนี้ฟัง พนักงานก็บอกดิฉันว่า สงสัยดิฉันคงไปโดนยาที่ผู้หญิงคนนั้นมาป้ายตรงราวจับรถเข็นให้แล้ว
จึงให้ดิฉันทานน้ำเยอะๆ แล้วนั่งพัก พนักงานท่านนั้นยังยืนอยู่ ดิฉันก็บอกรูปพรรณของผู้หญิงคนนั้น พนักงานก็ถามดิฉันว่าใช่ใส่รองเท้าฟองน้ำสีเขียวหรือเปล่า
ดิฉันก็เลยเอียงคอมองแล้วตอบว่าใช่ ผู้หญิงคนนี้เดินไปอ้อมที่ขายเสื้อผ้าผู้หญิง และอ้อมมามาเดือนป้วนเปี้ยนแถวๆ รถเข็นที่ฉันจอดทิ้งไว้อยู่ ดิฉันก็บอกพนักงานว่าอย่าพึ่ง
ไปไหนนะให้อยู่เป็นเพื่อนก่อน ระหว่างนั้นฉันก็โทรหาแฟนจนติด และบอกแฟนว่าให้รีบมาไม่ไหวแล้วจะเป็นลม แฟนก็รีบมา ผู้หญิงคนนั้นยังเดินวนหาดิฉันอยู่ เมื่อแฟนมาดิฉันก็เล่าให้ฟังแล้ว
แฟนก็เลยเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นกะจะเข้าไปถามว่า ตามมาทำไม ต้องการอะไร แต่เดินไปนิดนึง เหลือบตามองเห็นมีผู้ชายมองอยู่ 2 คน จึงเดินกลับและบอกว่าไปจ่ายตังและกลับกันเถอะ
ก็ไปบอกพนักงานฝากดูต่อด้วย เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็บอกพี่ข้างบ้าน เล่าให้ฟังพี่ข้างบ้านจึงชวนกลับ
เมือนั่งมาในรถยังรู้สึกอยากอาเจียนอยู่ อยากฝากไว้เป็นอุทธาหรณ์ให้คนอื่นได้ทราบว่า เดี๋ยวนี้ต้องระวังไปไหนมาไหน และได้ถามหมอว่ายาที่โดนเป็นยาอะไร
หมอบอกว่า
เป็นสารระเหยชนิดหนึ่ง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะทำให้เรารู้สึกชา มึนงง จะเป็นลม
ช่วยส่งต่อให้เพื่อนที่คุณรัก เค้าจะได้ระวังตัว







--------------------------------------------------------------------------------


แก้ไขล่าสุดโดย ดุสิตธานี เมื่อ 03 มิ.ย. 2010, 18:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2010, 18:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ร่วมแบ่งปัน....


หลายๆคนป่วยจากการกินยา เม็ดแคปซูลกับน้ำอุ่นโดยที่ไม่รู้ว่ายาจะถึงกระเพาะก่อนละลายน้ำหรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าคุณควรจะกินยาแบบไหนดี

คำแนะนำจาก แพทย์
- ยาเม็ดสามารถ ละลายด้วยน้ำเย็น หลังจากกลืนคุณควรดื่มน้ำตามมาก ๆ
- ควรทานยาก่อนนอน 30 นาที ไม่ควรทานยา แล้วนอนเลย เพราะยาอาจะไม่ลงในกระเพาะ

ตัวอย่าง
ผู้ชายคนหนึ่งทานยา แอนตี้ไบโอติคส์และดื่มน้ำน้อยเกินไป
ยาจึงลงไปไม่ถึงกระเพาะ ยาค้างอยู่ที่ หลอดอาหารและเป็นเหตุให้! หลอดอาหารอักเสบ
หกวันผ่านไปเค้ากินได้แค่นมเย็นกับ อาหารเหลว และนอนโรงพยายาลอีก 5 วัน
แพทย์เตือน ว่าอาการอาจจะแย่ลงและอาจมีผลข้างเคียง สุดท้ายเกิดอาการไตวายเฉียบพลัน
และ เสียชีวิตหลังเข้าโ! รงพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์
เพราะฉะนั้น ต้องระวัง เมื่อกินยา เม็ดหรือแคปซูล อย่า ดื่มน้ำอุ่นหรือ น้ำร้อน &! nbsp;
น้ำผลไม้ หรือน้ำหวานทุกชนิดตามยาลงไป ทางที่ดีควรดื่ม น้ำเย็น เท่านั้น
ถ้าคุณรู้สึกกระหายในลำคอหลังจากทาน ยา ให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรยืนหรือนั่งตัวตรงๆ
เมื่อทานยาอย่านอน ทันที

กรุณาส่งต่อ?ห้คนอื่น ๆ และเพื่อน ๆ ของคุณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มิ.ย. 2010, 18:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณเรื่องราวดีดีที่นำมาฝากค่ะ...คุณดุสิตธานี :b27: :b1:
นำมาฝากบ่อยๆนะคะ เรื่องราวล้วนเป็นประโยชน์ทั้งนั้น :b36:

:b48: ระลึกถึงค่ะ :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มิ.ย. 2010, 11:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกโป่ง เขียน:
ขอบคุณเรื่องราวดีดีที่นำมาฝากค่ะ...คุณดุสิตธานี :b27: :b1:
นำมาฝากบ่อยๆนะคะ เรื่องราวล้วนเป็นประโยชน์ทั้งนั้น :b36:

:b48: ระลึกถึงค่ะ :b48:


สาวิกาน้อย เขียน:
:b8: tongue :b20: ขออนุโมทนาสาธุการด้วยค่ะ ป้ามด
แจ่มเลยกระทู้นี้ :b1: smiley :b17: :b4:




s001ได้เลยเจ้าค่ะ..ส่วนใหญ่ก็มาจากฟอร์เวิดเมล์ หากว่าอ่านแล้วน่าจะพอเชื่อถือได้หรือน่าจะไกล้ตัวเราก็จะ Copy มาฝาก

ดูแลตัวเองนะคะคุณลูกโป่ง ..เราเสมือนเป็นพี่น้องร่วมโลก ร่วมลานกันเจ้าค่ะ :b8:


แก้ไขล่าสุดโดย ดุสิตธานี เมื่อ 04 มิ.ย. 2010, 11:57, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มิ.ย. 2010, 11:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ดุสิตธานี เขียน:
ลูกโป่ง เขียน:
ขอบคุณเรื่องราวดีดีที่นำมาฝากค่ะ...คุณดุสิตธานี :b27: :b1:
นำมาฝากบ่อยๆนะคะ เรื่องราวล้วนเป็นประโยชน์ทั้งนั้น :b36:

:b48: ระลึกถึงค่ะ :b48:



s001 ได้เลยเจ้าค่ะ..ส่วนใหญ่ก็มาจากฟอร์เวิดเมล์ หากว่าอ่านแล้วน่าจะพอเชื่อถือได้หรือน่าจะไกล้ตัวเราก็จะ Copy มาฝาก

ดูแลตัวเองนะคะคุณลูกโป่ง ..เราเสมือนเป็นพี่น้องร่วมโลก ร่วมลานกันเจ้าค่ะ :b8:


ขอบคุณค่ะ สุขกายสุขใจเช่นกันนะคะ...คุณดุสิตธานี ผู้เป็นกัลยาณมิตรเสมอมา :b1: :b39:

:b48: ธรรมรักษาค่ะ :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2010, 13:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่ากินข้าวที่ใส่กล่องโฟมบ่ อยๆนะ อันตราย

กล่องโฟมที่ร้านค้าเอามาใช้เค้ าจะแกะจากถุงพลาสติกใหญ่ (กล่องโฟมจะเรียงซ้อนกันเป็ นแถวๆ)
แล้วหยิบใช้ใส่อาหารขายไม่มี การเช็ด/ล้างก่อน เคยลองเอามือลูบดูกล่องโฟมใหม่ ที่เพิ่งแกะจากถุงจะมีฝุ่นโฟมติ ดอยู่คิดว่าน่าจะมาจากการตั ดโฟมจากโรงงาน


หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียกโรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆ นี่เอง
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้ พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ)
ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัยในฐานะเพื ่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้ พบปะกันมานาน สอบถามสารทุกข์สุขดิบกั นตามประสา
พี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออกนะว่าเป็ นยังไง
แต่พอคุย จ้องหน้ากันมากๆ แกก็อายๆ อยู่บ้าง เพราะไม่เจอนานหลายปี
แต่ตอนนี้แกเป็นโรคด่างขาว ขึ้นทั้งปาก ทั้งศีรษะ กระทั่งมือ เต็มไปหมด
แกเล่าให้ฟังว่า เวลารับประทานอาหารทุ กมื้อ ลูกน้องจะเป็นผู้ไปซื้ ออาหารมาให้
คือพี่แกเป็นคนรับประทานอะไรง่ ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่กล่ องโฟมมาตลอด
แกบอกรับประทานอาหารที่ใส่กล่ องโฟมแบบนี้ทุกมื้อเป็ นเวลาประมาณ 2 ปี เท่านั้นแหละ โรคด่างขาวมันอาละวาด ลุกลามเต็มตัว และรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ต้องไปโรงพยาบาลศิริ ราช
แพทย์จะให้ยามาทาหลอดหนึ่งราคา 1,800.- บาท รักษามา 6 เดือนแล้ว ต อนนี้ดีขึ้นมาก
ตั้งแต่นั้นมา แกบอกว่า เวลาลูกน้องไปซื้ออาหาร ห้ามใส่กล่องโฟมโดยเด็ดขาด ให้ใส่ถุงพลาส เพียงอย่างเดียว ซึ่งแพท ย์บอกว่า ถุงพลาสติคยังไม่ค่อยอันตรายเท่ าไร เพราะกล่องโฟมเวลาโดนอาหารร้อนๆ จะมีสารชนิดหนึ่งละลายออกมาอยู่ ในอาหารในกล่อง พอเรารับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2010, 17:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานสหภาพ ATM

วันนี้น้องที่ออฟฟิศนุชชื่อน้องส้ม โดนมาว่า
ใช้บัตรเอทีเอ็มของ แบงค์ไทยพาณิชย์ ไปกดเงิน ที่ตู้ เเบงค์ไทยธนาคาร แล้วเงินไม่ออกมา
ตู้ของ เเบงค์ไทยธนาคาร ก็เเสดงข้อความว่าเครื่องขัดข้อง และไม่มี Slip ใดๆ ออกมา ก็ยืนรออยู่นาน
เเต่ก็ไม่มีเงินออกมา ก็ไ ม่ได้คิดอะไรก็ไปกดอีกตู้หนึ่ง

ซึ่งเป็นตู้ของ แบงค์กรุงไทย กดเงินอีกครั้ง เงินก็ไม่ออกมาอีก
เเล้วต ู้ของเเบงค์กรุงไทย ก็ยังเเสดงข้อความว่าเครื่องขัดข้องอีก Slip ก็ไม่ออกมาเช่นกัน
น้องส้มก็เลยโทรไปที่ Call Center ของ เเบงค์ไทยพาณิชย์ ว่าเกิดเหตุการณ์ดังข้างต้น
Operator ก็ตอบว่าไม่สามารถเช็ครายการใด ๆ ได้เนื่องจากเราทำการกดเ งินจาก ตู้ต่างธนาคาร
น้องส้มก็เลยไป เเบงค์ไทยพาณิชย์ที่เปิดบัญชีเอาไว้ ก็เอา Book Bank ไป
update ก็พบว่ารายการถูกตัดไปแล้ว

จึงไปเเจ้งกับ เจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่ก็เเจ้งว่าได้เกิดเหตุการณ์เเบบนี้กับคนอื่นไปเเล้ว
ถ้าจะได้เงินคืนต้องไป เเจ้งความ ( เเต่ดูจากสภาพการณ์เเล้วคงไม่ได้คืน
เพราะถือว่าเป็นคดีความเเพ่งนะค่ะ)

เจ้าหน้าที่เเบงค์ไทยพาณิชย์ ได้เเต่ฝากให้ไปบอกทุกคนว่า
" ช่วงนี้งดการใช้บัตรเอทีเอ็มต่างตู้ธนาคาร"




ช่วยกันส่งต่อด้วย เพราะอาจจะมีการ Hack คอมพิวเตอร์ก็ได้
--


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 12:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว




image001.jpg
image001.jpg [ 29.23 KiB | เปิดดู 4263 ครั้ง ]
ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ลงเรื่องอันตรายด้วยนะครับป้ามด จะได้รวมเป็นแหล่งอันตราย เอ๊ยแหล่งข้อมูลอันตราย.. :b13: :b13: :b9: ..

ถ้าป้ามดไม่อนุญาตก็โปรดกรุณาลบออกนะครับ.......ป้ามดใจดีอยู่แล้ว ฮิฮิ!! :b27: :b8:

มาจาก forward mail :

ระวัง ต้นไม้ประดับอันตรายมากๆ..สาวน้อยประแป้ง..!!

สามารถฆ่าเด็กได้ภายในไม่ถึงนาที

ลูกสาวผมหยิบเศษใบไม้นี้ชิ้นหนึ่งเข้าปาก ทันทีลิ้นบวมจนคับปากหายใจไม่ออก..
ต้นไม้ชนิดนี้และต้นอื่นที่มีลักษณะคล้ายๆกัน มีพิษร้ายแรง ควรกำจัดทิ้งไปเพราะอาจเป็นอันตรายแก่เด็กในบ้าน..



Dear All;


Please read below. The message is true. I almost lost my daughter who put a piece of the leaf of this plant in her mouth and her tongue swelled to the point of suffocation. This is one plant but there are others with the same characteristics of colouring. Those are also poisonous and we should get rid of them. Please watch out for our children. As we all leave our children home in the hands of the helpers, we should give them a safe environment where they can play.

"This plant that we have in our homes and offices is extremely dangerous!
This plant is common in Rwanda, in many offices and in homes. It is a deadly poison, mainly for the children. It can kill a kid in less than a minute and an adult in 15 minutes. It should be uprooted from gardens and taken out of offices. If touched, one should never touch ones eyes; it can cause partial or permanent blindness. Please alert your buddies.




This is unfortunately true to a certain extent.
Just google search for "dumbcane" and you'll find some links like these:

http://www.blankees.com/house/plants/dumbcane.htm
http://faculty.ucc.edu/biology-ombrello ... mbcane.htm
http://message.snopes.com/showthread.php?t=59971

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


หน่อไม้...ปลิดวิญญาณ หลีกได้หลีก เลี่ยงได้เลี่ยง กันนะคะ

ใจจริง...ยังไม่มีพลังจะเข้ามาเล่นเนทนัก แต่อดที่จะเข้ามาเตือนใจเพื่อนๆ ทุกคนในห้องก้นครัวไม่ได้ เป็นห่วงและคิดว่าหลายท่านแบบเรา คงมีความรู้ผ่านๆ ว่าหน่อไม้ ไม่ดีบ้างล่ะ เป็นของแสลงบ้างล่ะ แต่ก็ไม่ทราบเหตุที่แท้จริงว่าสิ่งที่บอกเล่ากันมาว่าไม่ดีนั้น ไม่ดีเพราะอะไร มีวิธีการแก้ไขอย่างไร ใครบ้างไม่ควรทานมัน และให้คุณให้โทษขนาดไหน

ประสบการณ์ครั้งนี้ราคาแสนแพง แลกด้วยชีวิตคุณแม่ เสียชีวิตรวดเร็วแก้ไขอะไรไม่ทันเลย รวมถึงไม่ทันได้เตรียมใจ เพราะประเมินอาการครั้งนี้ต่ำไปเกินกว่าจะให้อภัยตัวเอง มันร้ายแรงมากจริงๆ ค่ะ

วันนี้..เมื่องานศพแม่จบ พอมีเวลาบ้าง สิ่งที่สงสัยมาตลอด 7 วันที่จัดงานให้แม่แต่ไม่มีเวลามาหาข้อมูลใดๆ อ่านไปก็ตกใจ คาดไม่ถึง และไม่อยากจะเชื่อว่าอายุเราขนาดนี้ไม่ทราบเลยจริงๆ หรือว่า หน่อไม้ ที่แสนอร่อยมีสารไซยาไนท์เป็นพิษต่อร่างกายคนเราขนาดนี้ และเชื่อว่า..คนอีกจำนวนมากก็ไม่ทราบ

ดังนั้น ขอให้เพื่อนๆ โปรดอ่านข้อมูลที่แนบมาด้วยเถอะนะคะ และดูแลคนในครอบครัวโดยเฉพาะคนที่มีโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ฯลฯ ที่ต้องทานยาจำนวนมากๆ ต่อวัน เพราะถ้าพิษวิ่งไปถึงไต โอกาสรอดยากจริงๆ ค่ะ

คิด ถึงแม่นะคะ..จากไปเร็วเหลือเกิน..ความหวานของหน่อไม้ที่แม่คุยกับน้อง และชื่นชมว่าหวานอร่อยเหลือเกินจากเสียงเจื้อยแจ้วผ่านสายโทรศัพท์นั้น ไม่อยากเชื่อเลยค่ะ ว่ามันจะเป็นตัวการที่ทำให้แม่ติดเชื้อในกระแสเลือด อาหารเป็นพิษเพราะสิ่งนี้ และไตวายเฉียบพลันเพราะหน่อไม้นี่...เศร้า ..


:b54: :b54: :b54: :b54: :b54:

อ้างคำพูด:
พิษไซยาไนด์ตกค้างในหน่อไม้

หน่อไม้จานโปรดของคนหลายคน มีสารไซยาไนด์ผสมอยู่ตามธรรมชาติ แต่ไม่ต้องกังวลต้มในน้ำเดือดอย่างน้อย 10 นาที ก็อร่อยได้อย่างปลอดภัย

กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลสำรวจ การได้รับสารไซยาไนด์จากการบริโภคหน่อไม้ของคนไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ยของการบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคนต่อวัน พบคนไทยได้รับสารไซยาไนด์เฉลี่ย 0.041 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งค่าความปลอดภัย ที่ FAO และ WHO กำหนดไว้ ไม่ควรเกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

พร้อมแนะวิธีลดความเสี่ยงก่อนนำหน่อไม้ มาบริโภค ให้ต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที จะช่วยลดปริมาณสารไซยาไนด์ได้ถึง 90.5 %

นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิชาการพบว่าในธรรมชาติของหน่อไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคมีสารพิษ ไซยาไนด์ (Cyanide) เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง

ด้วยเหตุนี้กรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทำการสำรวจปริมาณสารไซยาไนด์ในหน่อไม้ในท้องตลาดทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าก่อนที่ผู้บริโภคจะนำหน่อไม้มาประกอบอาหารยังมีไซยาไนด์ตก ค้างอีกหรือไม่ และจากการสำรวจพบไซยาไนด์ในหน่อไม้ต้มและหน่อไม้ปี๊บมีค่าเฉลี่ย 19.4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ดังนั้น จึงนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยมาประเมินการได้รับสาร ไซยาไนด์จากการบริโภคหน่อไม้ของคนไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ยของการบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคน ต่อวันของสำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ปี 2549 เท่ากับ 126.6 กรัม และใช้น้ำหนัก 60 กิโลกรัม

ในการคำนวณพบว่าคนไทย ได้รับสารไซยาไนด์ เป็นปริมาณเฉลี่ย 0.041 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน และผู้ที่บริโภคหน่อไม้มากจะได้รับสารไซยาไนด์เฉลี่ย 0.092 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อ

สุขภาพและอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจย�ย�ย�ย�ย�ย�ย�ย�ย
ทั้ง นี้ค่า ADI หรือ Acceptable Daily Intake หรือปริมาณสารที่ร่างกายสามารถรับได้ในแต่ละวันคิดเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนัก ตัว 1 กิโลกรัมนั้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้สำหรับสารไซยาไนด์ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจากการสำรวจครั้งนี้พบว่าปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยที่คนไทยได้รับใกล้เคียง ค่า ADI แต่ในกลุ่มที่บริโภคมากจะมีปริมาณสูงกว่าค่า ADI กำหนด 1.8 เท่า

การ ต้มหน่อไม้สามารถลดปริมาณสารไซยาไนด์ได้ แต่ถ้าอุณหภูมิและระยะเวลาในการต้มไม่เหมาะสมจะไม่สามารถลดปริมาณไซยาไนด์ ได้ทั้งหมด เนื่องจากสารไซยาไนด์เป็นสารพิษและมีอันตรายต่อร่างกาย หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยสามารถขับออกทางปัสสาวะได้

แต่ถ้าได้ รับในปริมาณมาก สารดังกล่าวจะไปจับตัวกับสารในเม็ดเลือดแดง ( Hemoglobin) แทนที่ออกซิเจน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุรายหมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้เนื่องจากขาดออกซิเจน

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ก่อนที่จะนำหน่อไม้มาประกอบอาหาร ให้ต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที จะสามารถช่วยลดระดับของสารไซยาไนด์ได้ถึง 90.5 %

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
http:// ลดน่อง.com/index.php /%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89-101.html



ที่มา:

http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D ... 60945.html

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 13:22
โพสต์: 176

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ,ฟังธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: อยู่กับปัจจุบัน

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณคะสำหรับความรู้
ขออนุญาต ส่งให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะค๊ะ
:b1:

.....................................................
เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2010, 17:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


krathin เขียน:
ขอบคุณคะสำหรับความรู้
ขออนุญาต ส่งให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะค๊ะ
:b1:


:b4: ได้เลยเจ้าค่ะ คุณกระถิน






-dd- เขียน:
ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ลงเรื่องอันตรายด้วยนะครับป้ามด จะได้รวมเป็นแหล่งอันตราย เอ๊ยแหล่งข้อมูลอันตราย.. :b13: :b13: :b9: ..

ถ้าป้ามดไม่อนุญาตก็โปรดกรุณาลบออกนะครับ.......ป้ามดใจดีอยู่แล้ว ฮิฮิ!! :b27: :b8:






:b27: แหมๆๆ ...ป้ามดก็บ้ายอซะด้วย..พูดมาแบบนี้ให้สุดใจขาดดิ้นเจ้าค่ะ



:b4: :b17: ใครมีข้อมูลที่อยากตักเตือนก็นำมาลงเจ้าค่ะ...สาธุๆๆ


.


แก้ไขล่าสุดโดย ดุสิตธานี เมื่อ 17 มิ.ย. 2010, 17:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 12:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2007, 09:17
โพสต์: 239

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ภัยจากนามบัตร



ไม่น่าเชื่อเลย ว่า" นามบัตร" ก็มีภัย

กันไว้ดีกว่าแก้นะ..

ภัยจากนามบัตร


หญิงคนหนึ่ง ไปเติมแก็สที่ปั้มแก็ส มีชายมาเสนอบริการทาสี โดยยื่นนามบัตรให้ หญิงคนนั้นก็รับมาอ่าน แล้วถือเข้ามาในรถด้วย สักครู่เมื่อขับรถออกมาจาก ปั๊มแก็ส ก็สังเกตว่าชายคนนั้นขับรถตามมา และเธอก็ รู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยออก เธอรีบเปิดหน้าต่าง และตระหนักว่ากลิ่นนั้นมาจากมือของเธอเอง ซึ่งเป็นมือข้างที่เธอรับนามบัตรมาจากชายคนนั้น เธอตัดสินใจขับรถและกดแตรไปตลอดทางเพื่อขอความช่วยเหลือ ชายคนนั้นจึงขับรถหนีไป


ยาที่ป้ายบนนามบัตร คือ ยา BURUNDANGA เพิ่อให้เราหมดสติ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วไอ้ตัวร้ายก็จะขโมยของและ/หรือข่มขืนเรา

โดยยานี้มีประสิทธิภาพแรงกว่ายาที่ใช้ข่มขืนสาวๆ ถึง 4 เท่า ดังนั้น อย่ารับกระดาษ นามบัตร แผ่นพับ จากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนที่แจกโฆษณา

หากรับก็ให้หมั่นพิจารณาตัวเรา มีสติหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเราให้รีบรู้ตัวเองหาทางแก้ไขหรือหาคนช่วยเหลือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2010, 15:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


from forward mail ขอรับ.. :b1:

ระวัง!...เรื่องจริง พี่ที่กิมเอ็งเจอกับตัวเอง

เรียนเพี่น้องทุกท่าน
สิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่น่าระทึก ที่เกิดขึ้นกับตัวเองครับ
เชิญติดตามได้เลยครับ

เมื่อคืนวันพุธ หลังจากได้นัดหมายแผนการทำงานกับทีมงาน และ แยกย้ายกันกลับบ้าน

ตัวผมแวะเลยไปส่งแฟนกลับบ้าน แล้วออกจากบ้านแฟนมาเวลาประมาณ 4 ทุ่ม
ขณะกลับรถใต้สะพานลอย แถวพัฒนาการ-เทิดไท มุงสู่ถนนเพชรเกษม-ราชพฤกษ์

เพื่อกลับบ้านบางใหญ่ กลับรถ ตั้งลำสู่ทางตรง ยังไม่ทันเร่งความเร็วเลย
มีรถมอเตอร์ไซค์

ชะลอมาปาดหน้า จอดรถขวาง ชายคนหลังไม่สวมหมวกกันน๊อค เห็นหน้าได้ชัดเจน

เดินส่ายตรงมาที่รถผม

“ ซวยแล้วกรู “ ความนึกคิดแบบนี้ ออกมาทันที แล้วยื่นมือไป กด ล๊อคประตูทันที
เหลือบสายตาไปที่กระจกมองหลัง มีรถยนต์จอดต่อท้ายอย่างใกล้ชิด
ข่างประหลาดใจยิ่งนัก

“ มรึงแน่นักเหรอ ขับรถปาดหน้ากรู มรึงลงมาเลย “ ว่าแล้วก็กระชากประตู

เหอะๆๆๆ มุกหมาๆ ดีนะที่รู้ทันล๊อคประตูไว้ก่อน ผม แง้มกระจกลงนิดหน่อย
แล้วถามว่า
“ ผมปาดคุณที่ไหนเหรอ ถนนมีช่องเดียวมาตลอดทาง “
“ มรึงไม่ต้องพูดมาก ลงมาพูดกับกรูให้รู้เรื่อง นักเลงมากนะมรึงเนีย “
สุภาพชนตะโกนมา

พร้อมกระชากประตูรถอีกที แล้วถอยหลังไปหน่อย ถลกชายเสื้อ เพื่อจะคว้าปืนที่เอว

“ มรึงท่าจะบ้านะ “ คือคำตอบสุดท้ายที่ผมสนทนาด้วย แล้วปิดกระจก เหยียบเบรก
เหยียบ

คันเร่งเต็มที่ มอเตอร์ไซค์ที่ขวางหน้า เหมือนรู้ตัว คนขับเริ่มขยับรถออกด้านซ้าย
แล้วผม

ก็เคลื่อนออกมาอย่างช้าๆ เมิ่อขับผ่านมอเตอร์ไซค์ ก็เหลือบมองกระจกมองหลัง แล้วก็

ขับรถกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ภาพที่ผมเห็นในกระจกมองหลังคือ แทนที่สุภาพชน จะวิ่งตามมาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์

ตามหาเรื่องผมต่อ กลับยืนคุยกับรถคันหลัง

ผมสรุปได้เลยว่า มันวางแผนมาปล้นครับ
1. ด้วยที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่กับแผนงาน ผมรู้ตัวดีว่า ผมขับรถช้ากว่าปกติ
ไม่มีทางปาด

หน้าใครแน่นอน ให้แซงตลอด อีกทั้งเป็นถนนเลนดียว เพื่อมุ่งสู่ที่กลับรถใต้สะพาน
(เขา

อาจจะคิดว่า คนขับเป็นผู้หญิง เหยื่อที่หมายตาเนื่องจากมองจากระยะไกล เพราะผมขับ

ช้าตราเต่าจริงๆ )


2. เมื่อเพิ่งกลับรถ รถย่อมยังไม่มีความเร็ว เหมาะกับการปาดหน้าแล้วจอดขวาง
เพราะ

รถจะเบรกทัน เขายังมีความปลอดภัย ลงมาเดินส่ายได้ต่อ


3.
รถที่ตามประกบหลัง มีประโยชน์มาก คือ
3.1 หลอกลวงให้หลงผิด นึกว่ามีคนช่วย มีคนรู้เห็น
3.2 หากเขาสามารถเปิดประตูรถผมได้ คนในรถคันหลัง คงจะย้ายมารถผมแน่นอน
3.3 เขาจอดปิดท้ายผม ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะถอยหลังหนี หรือ เพิ่มระยะทางเร่งความ

เร็วพุ่งชนได้เลย
4. บ้านเมืองนี้ คนพกปืนขี่รถจักรยานยนต์กันเกลื่อนเมืองขนาดนั้นกันเลยหรือ

มีปัญหา( ที่สร้างขึ้นมาเอง ) นิดหน่อย ปืนพร้อมใช้งานทันที
5. ผมคงไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง ทำงานอาจจะยากขึ้นหน่อย ไม่เสี่ยง เลยปล่อยผม

ออกมาอย่างลอยนวล

ที่บรรยายมานี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับตัวผม
โดยที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนท้องถนนใน

ตัวเมือง กทม. หากผมล๊อครถไม่ทัน อะไรจะเกิดขึ้น หากผมไม่กดคันเร่งจนมิด
เขาจะหลบมั๊ย

หากผมขาดสติ ตกใจเกินเหตุ ผมคงไม่มีโอกาสมาเขียน mail ไม่มีโอกาสมาดำเนินการ

ตามแผนที่ได้วางไว้กับทีมงานในวันนี้ ก็เป็นได้

ขอบคุณทุกท่าน ที่ได้อ่านจนถึงบรรทัดนี้ ที่เล่ามาทั้งหมด
เผื่อจะเป็นประโยชน์ในยาม

คับขันที่อาจจะเกิดขึ้นกับได้ ขอให้สิ่งศักด์สิทธิ์ ที่ทุกท่านนับถือ
จงบันดาลให้เรื่องแบบนี้

อย่าเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก คนที่เรารู้จักเลยครับ

ด้วยรักทุกท่าน
วิสุทธิ์ สิปิยารักษ์

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มี.ค. 2011, 23:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มี.ค. 2011, 09:41
โพสต์: 194

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คนเราสมัยนี้น่ากลัวกันจริงๆเลยนะค่ะ รู้หน้าไม่รู้ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มี.ค. 2011, 16:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2007, 17:49
โพสต์: 1721

ที่อยู่: สุโขทัยธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ระวัง!! .... ใครจะไปไหว้พระบรมรูปทรงม้า
เพื่อทราบเผื่อใครอยากไปกราบสักการะ ฯ


ได้ข่าวมาว่า

ระวังพวกมิจฉาชีพที่ขายดอกไม้ ไหว้พระ
ขั้นแรก เค้าจะเดินมาถามคุณว่าไหว้เรื่องอะไร ? จะขอเรื่องอะไร ?

ขั้นสอง เค้าจะบอกว่าต้องไหว้ทั้งหมด 9 ชุด [ไม่ว่าคุณจะบอกเรื่องอะไรเค้าก็จะให้คุณ 9 ชุด]

ขั้นสาม เค้าจะยื่นดอกไม้ 9 ชุดให้คุณแล้วจะบอกว่า 120 บาท แต่ยังไม่เก็บตัง ให้คุณไปไหว้ก่อน !!

ขั้นสุดท้าย พอคุณไหว้เสร็จไอ้ 120 บาทที่เค้าบอก คือชุดละ 120 [120x9= 1080 บาท] ซึ่งในทีแรกคุณจะเข้าใจว่า 9 ชุด 120 บาท


ถ้าคุณมีท่าทีไม่พอใจ หรือจะไม่จ่ายมันจะเรียกพวกมันมายืนล้อมคุณ

ตำรวจเผยว่ารายได้ของพวกนี้ต่อวัน 30,000 บาท ขึ้นไป

เคยมีคนถามว่าแล้วทำไมตำรวจไม่จัดการ เค้าบอกว่าพวกนี้โดนจับก็ปรับ 500 ซึ่งมันยอมอยู่แล้ว


>>>ปล. โปรดเตรียมดอกไม้ไปเอง<<<


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร