วันเวลาปัจจุบัน 06 ก.ย. 2010, 17:20  


โซนเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
โดย ข้อความ
ตอบใหม่ ตอบ: 04 พ.ค. 2010, 16:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
เลขสมาชิก: 17152
เข้าร่วม: 21 ก.พ. 2010, 17:04
ตอบ: 47

Blog: จำนวนบล็อก (0)
แนวปฏิบัติ: สวดมนต์
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
อายุ: 20
เพศ: หญิง

อนุโมทนา: 33 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา: 65 ครั้ง

 ข้อมูลส่วนตัว E-mail


สารภีไม่เจอค่ะ^^~ขอโทษด้วยน่ะค่ะ เจอแค่ต้นสาละ น่ะค่ะ

ต้นสาละ (Shorea robusta Roxb.)

สาละ ชาวอินเดียเรียกว่า ซาล (Sal) เป็นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน โดยที่พุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายา เมื่อใกล้กำหนดจะให้พระสูติการก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไป ยังกรุงเทวทหนคร อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ (ที่การคลอดบุตรฝ่ายหญิง จะต้องกลับไปคลอดที่บ้าน พ่อ-แม่ ของฝ่ายหญิง) ในระหว่างทางพระนางได้ทรงหยุดพักบริเวณป่าแห่งหนึ่ง ใต้ร่มต้นสาละ เขตตำบลลุมพินีสถาน คงจะเป็นด้วยทรงถูกกระทบกระเทือนจากการเดินทางไกล หรือจะ เป็นด้วยอำนาจบุญญาธิการของพระราชโอรส (คือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา) พระนางทรงเจ็บพระครรภ์ ผู้ตามเสด็จก็คงจัดเตรียมกั้นเป็นฉากห้อง เพื่อใช้เป็นสถานที่พระสูติการภายใต้ร่มของต้นสาละนั้น สำหรับในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัตินั้น ก็โดยที่พระพุทธองค์ได้เสด็จ ไปถึงยังเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ได้ประทับในบริเวณสาลวโณทยาน ภายใต้ร่มต้นสาละคู่หนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาก จึงรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดที่บรรทมเอนพระวรกาย ลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ แล้วเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานภายใต้ต้นสาละนั่นเอง


ที่กล่าวมาแล้วเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ แต่ ?สาละ? โดยตัวเองแล้วเป็นต้นไม้ขนาดกลางถึง ใหญ่ไม่ผลัดใบ อยู่ในสกุล (Genus) ไม้สยา (Shorea) วงศ์ (Family) ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทา แตกเป็นร่องเป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบรูปเจดีย์หรือรูปไข่ เรือนพุ่มประมาณ 2/3 ของ ความสูงของต้น ปลายกิ่งห้อยลู่ลง ใบดกหนา กิ่งอ่อนเกลี้ยง ไม่มีขน ใบรูปไข่กว้าง โคนใบหยักเว้าเข้า ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ ผิวใบเป็นมันเกลี้ยง พื้นใบมักเป็นคลื่น รูปทรงทั่ว ๆ ไป คล้ายใบรังของไทย ดอกสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้น ๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลแข็ง มีปีก 5 ปีก ในจำนวนนี้จะยาว 3 ปีก และสั้น 2 ปีก แต่ละปีกมีเส้นตามยาวปีก 10 ? 15 เส้น สาละเป็นไม้พื้นเดิมของอินเดีย มักขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น การขยายพันธุ์นิยมใช้เมล็ด เพาะหรือจะใช้การตอนกิ่งหรือทาบกิ่งก็ได้ แต่วิธีหลังเปอร์เซ็นต์การติดน้อยมาก ในประเทศไทยได้มีการ นำเอาต้นสาละหรือต้นซาลเข้ามาปลูกหลายครั้ง เท่าที่ทราบก็มีหลวงบุเรศบำรุงการนำมาถวายสมเด็จ พระมหาวีรวงษ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยทรงปลูกไว้ที่หน้าพระอุโบสถ 2 ต้น กับได้น้อมเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2510 อีก 2 ต้น ในจำนวนนี้ได้ทรงปลูกไว้ในพระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน 1 ต้น กับทรงมอบให้วิทยาลัยการเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีอีก 1 ต้น อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละมาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ค่ายพักนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง พระพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ปลูกไว้ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง ก็ได้นำปลูกไว้ในสวนพฤกษศาตร์พุแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งต่างก็มีความเจริญงอกงามดี และคาดว่าคงจะให้ผล เพื่อขยายพันธุ์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นในเวลาอันควร


เดิมทีความเข้าใจเกี่ยวกับต้นสาละหรือต้นซาล ของชาวไทยยังค่อนข้างสับสนกันอยู่ เช่นเข้าใจว่าต้นสาละ เป็นต้นเดียวกันกับต้นรัง ที่มีชื่อทางพฤกษศาตร์ว่า Shorea siamensis Miq. เพราะรูปร่างและขนาด ของใบคล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับต่างก็ชอบขึ้นเป็นหมู่ด้วยเช่นกัน แต่รังของไทยผิวใบไม่เป็นมัน พื้นผิว ค่อนข้างเรียบ บางสายพันธุ์ยังมีขนตามผิวใบ กับพอใบแก่จัดก่อนร่วงยังกลายเป็นสีแดงอิฐเสียอีกด้วย บางทีก็เข้าใจว่าต้นลูกปืนใหญ่หรือแคนนอลบอล ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Couroupita guianensis Aubl. เพราะมีผู้นำต้นไม้ชนิดนี้มาจากประเทศลังกา และได้รับการบอกเล่าจากทางลังกาว่าเป็นต้นสาละ ผู้นำเข้ามาส่วนใหญ่จะปลูกไว้ตามวัดต่าง ๆ เช่น วัดพระเชตุพนฯ วัดบวรนิเวศน์ฯ และที่สวนพฤกษศาตร์พุแค จังหวัดสระบุรี เป็นต้น พันธุ์ไม้ดังกล่าวจะมีช่อดอกออกตามลำต้น ดอกโตขนาดถ้วยแกง และมีผลกลม โต ขนาดผลส้มโอย่อม ๆ

ขอบคุณ http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=230.0

.....................................................
เกิดดับ...
[จิ เจ รุ นิ]


จงทำใจให้นิ่ง....แล้วจะได้พบความสงบ เมื่อสงบ ความสุขย่อมจะตามมา....


ราตรีนาน สำหรับคนนอนไม่หลับ
ระยะทางโยชน์หนึ่งไกล สำหรับผู้ล้าแล้ว
สังสารวัฎยาวนาน สำหรับคนพาล
ผู้ไม่รู้แจ้งพระสัทธรรม


คนพาลได้ความรู้มา
เพื่อการทำลายถ่ายเดียว
ความรู้นั้น ทำลายคุณความดีเขาสิ้น
ทำให้มันสมองของเขาตกต่ำไป


คนโง่ รุ้ตัวว่าโง่
ยังมีทางเป็นบัณฑิตได้บ้าง
แต่โง่แล้ว อวดฉลาด
นั่นแหละเรียกว่าคนโง่แท้

........What Goes Around... Comes Around........


ตอบใหม่ ตอบ: 27 มิ.ย. 2010, 23:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
เลขสมาชิก: 18908
เข้าร่วม: 27 มิ.ย. 2010, 22:45
ตอบ: 1

Blog: จำนวนบล็อก (1)
เพศ: ไม่ระบุ

อนุโมทนา: 0 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา: 0 ครั้ง

 ข้อมูลส่วนตัว E-mail


เป็นไม้สมุนไพรเสียส่วนมาก
ยกเว้นต้นหว้า (แต่ไม่แน่ใจว่า หว้าใบเล็ก มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือเปล่า)
สำหรับต้นหว้านั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
ที่จำได้เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสด็จแรกนาขวัญ กับพระราชบิดา ทรงทำนั่งเจริญอานาปานสติที่ใต้ต้นหว้า


ตอบใหม่ ตอบ: 30 มิ.ย. 2010, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
เลขสมาชิก: 11364
เข้าร่วม: 04 พ.ย. 2008, 12:29
ตอบ: 588

Blog: จำนวนบล็อก (0)
เพศ: ชาย
ที่อยู่: กรุงเทพฯ

อนุโมทนา: 422 ครั้ง
ได้รับอนุโมทนา: 939 ครั้ง

 ข้อมูลส่วนตัว E-mail


อ้างอิงคำพูด:
ที่จำได้เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสด็จแรกนาขวัญ กับพระราชบิดา ทรงทำนั่งเจริญอานาปานสติที่ใต้ต้นหว้า


ในพุทธประวัติก็กล่าวถึงความเป็นมาของข้าวว่า กษัตริย์ศากยวงศ์ (คือฝ่ายพุทธบิดาและพุทธมารดา) ของพระพุทธองค์ก็เคยทะเลาะกันเรื่องแย่งน้ำทำนา จนพระพุทธเจ้าต้องมาห้ามปรามมิฉะนั้นก็คงทำสงครามกันและเมื่อพระพุทธเจ้าครั้งยังทรงพระยศเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังทรงพระเยาว์มีชันษาได้ 7 ชันษา พระบิดาก็โปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระพี่เลี้ยงนางนมก็ทิ้งพระกุมารไปดูพระราชพิธีปล่อยให้พระกุมารอยู่พระองค์เดียว พระกุมารสิทธัตถะจึงทรงสมาธิจนได้ปฐมฌาณ ณ มณฑลต้นหว้าโดยที่เงามิได้บ่ายคล้อยตามตะวัน หากเป็นร่มฉัตรบังพระกุมาร เมื่อพี่เลี้ยงนางนมกลับมาเห็นความมหัศจรรย์จึงนำความไปกราบบังคมทูลพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาพระเจ้าสุทโธทนะเห็นความมหัศจรรย์เช่นนั้นจึงถวายบังคมพระกุมารและตรัสว่า “นี่ เป็นการนมัสการครั้งที่ 2” (ครั้งแรก นมัสการตามอสิตดาบสซึ่งเป็นพระอาจารย์ของศากยวงศ์ ซึ่งได้เห็นลักษณะมหาบุรุษของพระกุมาร)ในประวัติศาสตร์ของจีนก็กล่าวไว้ว่าในสมัยโบราณ ฮ่องเต้ทำนา ฮองเฮาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จะเห็นว่า “ข้าว” มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติมาแต่โบราณกาล


แสดงโพสจาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  หน้า ย้อนกลับ  1, 2

โซนเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ที่กำลังออนไลน์

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


คุณ ไม่สามารถ โพสกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขโพสของคุณในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ ลบโพสของคุณในบอร์ดนี้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ

หน้าแรกธรรมจักร   l   รวมเว็บ   l   รูปภาพ   l   บ้านอารีย์   l   เรือนธรรม   l   วัดป่าดอทคอม   l   ลานธรรมเสวนา   l   ธรรมะดิลิเวอรี่   l   ฟังธรรม.คอม   l   ว.วชิรเมธี   l   ดังตฤณ   l   ยุวพุทธฯ   l   กรรมฐาน   l   84000.org   l   พลังจิต   l   พระอภิธรรม   l   วิปัสสนาไทย   l   พระไพศาล วิสาโล   l   วัดมเหยงคณ์   l   กลุ่มรู้(ทัน)...ชีวิต