วันเวลาปัจจุบัน 23 ธ.ค. 2014, 11:23  




เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 108 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 10:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


สวัสดีค่ะคุณป่าอ้อ
ทักทายเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยเท่าไหร่กับดอกไม้
สมัยเป็นสาว ถ้ามีหนุ่มเอาดอกไม้มาให้ในวัน
โอกาสพิเศษ จะถามเขาว่าราคาเท่าไหร่?
ถ้าพอควรก็แล้วไป แต่ถ้าแพง อย่างเช่นตอน
วันวาเลนไทน์ ดอกกุหลาบดอกเดียวราคาเป็นร้อย
จะเสียดายตังค์มากเลย(งกมาก) แต่วันนี้ตาม
คุณดุฯ เข้ามาพอมาเห็นดอกไม้ในสวนของคุณป่าอ้อ
ยอมรับว่าสวยมากๆเลยค่ะ เพิ่งรู้ว่าความเป็นหญิงของตัวเอง
ขาดหายไป คงต้องเปลี่ยนใจมาชื่นชมและชื่นชอบดอกไม้
จะได้เป็นผู้หญิงแบบเต็มๆกับเขาเสียที

อนุโมทนาค่ะ :b8:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


แก้ไขล่าสุดโดย ทักทาย เมื่อ 22 พ.ย. 2009, 10:22, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2009, 09:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1sa.jpg
1sa.jpg [ 141.04 KiB | เปิดดู 21301 ครั้ง ]
อนุโมทนากับคุณดุสิตฯ คุณทักทาย...ด้วยค่ะ
ป้าอ้อดีใจค่ะที่จะมีกัลยาณมิตรมาแจมเรื่องราวดีๆ...(ซักวังเวงเหมือนกัน) :b31: :b31:


ตำนานดอกไม้กับการทำนายรัก

แต่ละชนชาตินั้น มีตำนานของดอกไม้ที่ใช้สื่อแทนความรักแตกต่างกันออกไป
ตามประเภทของดอกไม้ที่มีในท้องถิ่น แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ดอกไม้กับความรัก เป็นของคู่กันเสมอมา
สำหรับทุกชาติทุกภาษาเลย ทีเดียว ดอกไม้ นอกจากใช้มอบให้กันเพื่อสื่อแทนการบอกรักแล้ว
ยังสามารถใช้ทำนายทายทักความรักของผู้ให้และผู้รับได้ด้วย

กุหลาบ
สำหรับดอกไม้ยอดนิยมในการบอกรัก ที่ชื่อว่า กุหลาบ นั้น
ว่ากันว่า นิยมใช้มาตั้งแต่สมัยอาดัมบอกรักอีฟ
แต่ไม่มีตำนานในตอนใดของคัมภีร์ระบุเอาไว้
ส่วนความหมายของกุหลาบนั้น ให้ดูกันที่สีของดอกกุหลาบ
เช่น สีแดงแทนรักแท้ สีขาวแทนรักบริสุทธิ์ สีชมพูรักแบบกำลังชอบ
ส่วนสีเหลืองก็รักแบบห่วงใย และตอนหลังมาก็กลายเป็นสีของดอกไม้สำหรับให้กำลังใจผู้ติดเชื้อเอดส์
ส่วนสีส้มนั้นจะไปในทางอีโรติกเล็กน้อย บ่งบอกถึงความปรารถนาอันแรงกล้านั่นเอง

กล้วยไม้
ต่อมาเป็นดอกไม้ที่บ้านเรานิยมใช้ไหว้พระ
แต่ที่อื่นกลับใช้บอกรัก และใช้เพื่อการทำนาย
ว่ากันว่าผู้หญิงกรีกสมัยโบราณ
เขาใช้รากของ กล้วยไม้ เพื่อกำหนดเพศของลูก
คือให้พ่อกินรากกล้วยไม้อันใหญ่แล้วจะได้ลูกชาย
หรือหากแม่กินรากกล้วยไม้อันเล็กลูกจะออกมาเป็นผู้หญิง
ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรยืนยันว่า
รากของกล้วยไม้ไปมีผลอะไรต่อโครโมโซม เอ็กซ์และวาย
ที่จะทำให้ลูกเกิดเป็นชายหรือหญิง แต่เขาก็เชื่อกันเช่นนั้น

ดอกทิวลิป
เป็นดอกไม้ที่ทั้งหายากและราคาแพง
ว่ากันว่าหนุ่มชาวเปอร์เซียนิยมมอบดอกทิวลิปให้สาวที่ตนรัก
เพื่อบอกให้เธอรู้ว่า คุณเป็นผู้หญิงที่ดีพร้อมทุกอย่างสำหรับเค้า
ตำนานบอกมาเพียงเท่านี้ไม่ได้ขยายความอะไรเพิ่มเติม
แต่หากให้คาดเดา ก็น่าจะเป็นเพราะว่าหายากนั่นเอง
แต่ไม่รู้ว่าที่เนเธอแลนด์จะใช้ในความหมายเดียวกันได้หรือเปล่า
เพราะดู เหมือนว่าจะหาง่ายเหลือเกิน

ดอกมัมหรือคริสแซนติมัม
ก็เป็นดอกไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมชมชื่นกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะในประเทศจีนสมัยโบราณนั้น
ถึงขั้นจัดให้ดอกมัมเป็นหนึ่งใน 4 ของดอกไม้ชั้นสูง ปลูกได้เฉพาะในรั้วในวังเท่านั้น
ส่วนประเทศญี่ปุ่น ก็เช่นกัน
ได้นำดอกมัมไปประดับบนบัลลังก์ที่ประทับของจักรพรรดิกันเลยทีเดียว
ดังนั้นการมอบดอกมัมแทนใจจึงสื่อไปสามารถให้แทนความหมายของความรัก
และการ เทิดทูน แต่ถ้าบ้านเราเห็นทีจะเป็นการมอบดอกบัวแทน

ดอกลิลลี่
ดอกไม้ที่เหล่าคริสตศาสนิกชน
จะยกย่องเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ สดใส และไร้เดียงสา ก็คือดอกลิลลี่
ส่วน ในประเทศจีนนั้น
ว่ากันว่าถ้าฝันเห็นดอกลิลลี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ทำนายว่าจะได้แต่งงาน แถมชีวิตมีความสุขและเจริญรุ่งเรือง
แต่ถ้าไปฝันเห็นลิลลี่ในช่วงฤดูหนาว
ชีวิตจะสิ้นหวังแถมยังต้องตกอยู่ในสภาพไร้คู่ชู้ชื่นอีกด้วย
แต่การให้ดอกลิลลี่แทนความรักนั้น ล้วนสื่อความหมายที่สวยงามทุกฤดูกาล

ดอกคาร์เนชั่น
ว่ากันว่าสาววัยรุ่นเกาหลีนิยมแซมดอกคาร์เนชั่นไว้ที่ผม 3 ดอกเพื่อทำนายอนาคต
ถ้าดอกบนสุดเกิดแห้งเหี่ยวไปก่อน หมายถึงบั้นปลายชีวิตจะลำบาก
แต่ถ้าดอกกลางไปก่อน ในวัยเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เธอจะมีต้องมีเรื่องเศร้าโศกเสียใจ
และยิ่งแย่กว่านั้น ถ้าเป็นดอกล่างสุดโรยรา เธอจะทุกข์ทรมานไปทั้งตลอดชีวิต
ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำนายอะไรให้เศร้าอย่างนั้น
แทนที่จะทำนายถ้าดอกบนสุดเกิดแห้งเหี่ยวไปก่อน
หมายถึงว่าชีวิตวัยเด็กและวัยสาวของเธอจะสนุกสนานแบบนั้นน่าจะเข้าท่า มากกว่า
แต่สำหรับความหมายของคาร์เนชั่นในการความรักแล้วละก็
หากสาวใดได้รับคาร์เนชั่นสีขาว ชีวิตจะแจ่มใสไปตลอดเลยทีเดียว

ขอบคุณสาระดีๆ จาก...worldplantcenter.com

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 11:47, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 10:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ดอกแอสเทอร์
ชึ่งเป็นดอกไม้ประจำเดือนกันยายนชื่อของดอกไม้มาจากภาษาลาตินว่า แอสเทอร์เหมือนกัน
แต่คำว่า Aster ที่แปลว่ากลุ่มดาวหรือหมู่ดาวเล็กๆที่รวมอยู่ด้วยกันเป็นกระจุกค่ะ
ในภาษาอังกฤษคำนี้ยังเป็นรากศัพท์ของคำว่า แอสเตอริสค์(Asterisk)
ที่แปลว่าดาวดวงเล็กๆ เป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคลนักคือ ดาวที่อับแสงดาวที่กำลังป่วย
แต่ทั่วไปที่เรียกกันจะเรียกว่า ดอกสตาร์เวิร์ด อันนี้ความหมายค่อยดีหน่อย
แปลว่า ดอกกลุ่มดอกไม้ที่เหมือนหมู่ดาวกำลังผลิบาน

ลองสังเกตดูว่าดอกไม้ใบไม้ในภาษาอังกฤษ ถ้าลงท้ายด้วยคำว่า เวิร์ด (wort)
มักจะมีคุณสมบัติทางยา และถือว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้รับประทานเป็นยาได้ด้วย

เจ้าดอกแอสเทอร์นี้ยังมีชื่อว่า ไมเคิ้ลมาส เดซี่ค่ะ
เพราะชอบบานในช่วงเทศกาลหรือวันฉลองนักบุญ ไมเคิ้ลหรือ Saint Michael
ที่รู้จักกันดี ดอกไม้ชนิดนี้ มักจะออกดอกสะพรั่งพร้อมกับดอกเดซี่อีกชนิดหนึ่ง
ที่ฝรั่งเรียกว่าดอกเดซี่ของชาวจีนค่ะ ซึ่งน่าจะเป็นดอกเบญจมาศหรือไม่ก็ดอกเก๊กฮวย
ซึ่งเป็นการเตือนให้ระลึกถึงการตั้งต้นใหม่ หลังจากผ่านช่วงหลับใหลในฤดูหนาวอันยาวนาน

รูปภาพ

ตำนานของดอกแอสเทอร์
ว่ากันว่าเมื่อสมัยโบราณสมัยที่พวกเทพเจ้าของกรีก
ยังไปๆ มาๆ ระหว่างสวรรค์กับโลกอยู่ สมัยนั้นมนุษย์ยังบริสุทธิ์อยู่ค่ะ
ไม่รู้จักความชั่วต่างๆ ต่อมาเริ่มมีกิเลส ความโลภ โกรธ หลงใหลมัวเมากับสิ่งที่ไม่ดีมากขึ้นมากขึ้น
พวกเทพเจ้าพากันเบื่อหน่ายเลยหนีกลับไปอยู่สวรรค์กันหมด รวมทั้งเทพเจ้าแห่งความบริสุทธ์ไร้เดียงสา
คือ แอสเตรเอีย (Astraea) ก็จากโลกไปอยู่ที่กลุ่มดาว Virgo

ต่อมา ซูส(Zeus) ซึ่งเป็นใหญ่ในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายก็เริ่มเบื่อหน่ายมนุษย์เหมือนกัน
เลยส่งน้ามาท่วมโลกโดยยกเว้นอยู่ที่เดียวคือยอดเขา ปานาซุส(Panasus)
ที่บนยอดเขานี้มีมนุษย์รอดตายอยู่สองคนค่ะ คือ ดูคาเลียน กับ ไพราห์
ซึ่งน่าจะเป็นหญิงชายมากกว่า พอน้ำลดสองคนนี้ก็ซัดเซพเนจรไปในโลกที่เวิ้งว้างไม่มีอะใรเหลือ
แอสเตรเอียรู้สึกสงสารเลยเนรมิตดาวดวงหนึ่ง เพื่อนำทางคนทั้งคู่เทพแห่งความดีนี้
เธอยังเสียใจในชะตากรรมของมนุษย์ เลยร้องไห้น้าตาร่วงตกสู่พื้นโลกกลายเป็นดอกไม้เล็กๆ สีม่วงคราม
รูปร่างคล้ายกับดาว คือดอกแอสเทอร์นี่แหละค่ะ

ดอกแอสเทอร์เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่โรแมนติกและความฝันของชีวิต
ถ้าคุณเอาดอกไม้ชนิดนี้ ให้ใครนั่นหมายความว่าคุณรักและพึงพอใจคนนั้นเข้าแล้ว

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 11:05, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ดอกดาวเรือง

ดอกดาวเรือง ที่เชียงใหม่เรียกว่าดอก "คำปู้จู้"
ฝรั่งเรียกดอกนี้ว่า คาเลนดูล่า(calendula)
ดาวเรือง คือดอกไม้ของคนที่เกิดเดือนตุลาคม
เพราะมันจะเริ่มบานตอนต้นเดือนตุลาคมไปเรื่อยๆตลอดปี
ความหมายของดอกดาวเรืองหมายถึง “มีชัยชนะอย่างสง่างาม “(winning grace)
ดอกดาวเรืองชอบแสงแดดนะคะเลยมีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า
"เจ้าสาวของพระอาทิตย์หรือ “ Sun’s bride" ภาษาดอกไม้หมายถึง "พระอาทิตย์ที่ส่องสว่าง"
เป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไป เหมือนดอกไม้ที่จะต้องอาศัยพระอาทิตย์
ช่วยในการเจริญเติบโต ช่วยการสังเคราะห์แสงที่ใบ
แต่ถ้าลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงแดดแรงเกินไป หรือน้ำน้อยอาจทำให้พืชพันธุ์ไม้แห้งเหี่ยวเฉา
เหมือนชีวิตที่จะต้องมีทั้งความสุข ความทุกข์คละเคล้ากันไปทุกคน

ชาวเวลช์ในประเทศอังกฤษเคยเชื่อว่าถ้าดอกดาวเรือง บานตอนสายๆ
ของวันนั่นหมายถึงวันนั้นจะเกิดพายุ ชาวเวลช์ยังเชื่ออีกว่า ดอกดาวเรืองใช้เป็นเครื่องรางเกี่ยวกับความรัก
โดยจะเอาดอกไม้ชนิดนี้ แซมเข้ากับพวงมาลาที่ใช้ประดับประดาในงานแต่งงาน

ดอกดาวเรืองมีชื่ออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าแมรี่ โกลด์(marigold)
ชื่อนี้ได้มาจากชาวคริสเตียนสมัยโบราญ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวกับความเชื่อของศาสนาคริสต์
ที่เชื่อว่าถ้านำพวงมาลัยดอกแมรี่ โกลด์ปนอยู่ด้วยนำไปประดับที่รูปของนักบุญประจำศาสนา
รวมถึงรูปปั้นของพระแม่มารี สีสันของดอกดาวเรืองที่มีสีเหลืองสว่างจ้าจะมีความหมายเหมือนกับว่า
มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ และหมู่ดวงดาวเปล่งประกายอยู่รอบๆ ขององค์พระแม่มารี
และถือว่าเป็นดอกไม้ประจำตัวของพระแม่มารีด้วย
สมัยก่อนนิยมเอาพวงหรีด หรือช่อดอกดาวเรืองแขวนไว้ที่ประตูหน้าบ้านเพื่อขับไล่วิญญานที่ชั่วร้าย
ไม่ให้มาเข้าใกล้ หรือถ้านำมาไว้ไต้ที่นอนจะทำให้ฝัน ถึงสิ่งดีๆที่เป็นมงคลค่ะ

ดอกดาวเรืองไม่ใช่ดอกไม้ในแถบเอเซีย
แต่ว่าชาวโปรตุเกสนำมาเผยแพร่ที่ประเทศอินเดียก่อน
แล้วจึงแพร่หลายทั่วไปต่อนิยมเอาไปบูชาพระวิศนุและพระลักษมี
แม้แต่แถบเม็กซิโกชาวอินเดียนเผ่าแอสแต็คก็ใช้บูชาเทพเจ้ามาก่อน
ชื่อของมันมา จากภาษาลาตินแปลว่า วันแรกของเดือนหรือ First day of the month
ชาวสวน(ฝรั่ง)ชอบปลูกดอกดาวเรืองไว้ในสวน
เพราะว่ามันสามารถที่จะกำจัดแมลงที่เข้ามากินพืชชนิดอื่น
และยังเอาไปประกอบอาหารเช่นสลัดให้รสจัดขึ้นอีกนิดหน่อย สีสรรของอาหารก็ดูสวยงาม
จริงๆ แล้วส่วนที่ทำให้สลัดมีรสจัดเป็นเครื่องเทศนี้มาจากส่วนที่เป็นกะเปาะของดอกดาวเรืองนะคะ
ไม่ใช่ส่วนที่เป็นกลีบดอกสีเหลืองอมส้มของมัน นอกจากนั้นดอกดาวเรืองแห้งๆ ยังเป็นสมุนไพร
ที่ใช้รักษาอาการปวดหัว ปวดฟัน ปวดกระเพาะอาหาร ลดไข้แก้ปวดทั้งหลายแหล่
ลดการปวดเกรงของกล้ามเนื้อระหว่าง ที่ผู้หญิงเรามีรอบเดือนได้อีกด้วย
ยังไม่หมดคุณสมบัติของดอกดาวเรืองยังมีอีก คือลดอาการบวมของแผลจากแมลงกัดหรือต่อย
ตาแดงผื่นคันอาการแพ้ที่ผิวหนัง ทางการแพทย์ได้นำเอาสารสกัดจากดอกดาวเรือง
ไปทำครีมทาผิวหนัง ลิปมันป้องกันริมฝีปากแห้งปากแตก อย่างที่อินเดียจะเอาไปต้ม
เพื่อจะเอาเป็นสีย้อมผ้าทำเครื่องสำอาง ทำยาและทำเป็นสีผสมอาหาร

ส่วนใหญ่ดอกดาวเรืองมีสีเหลือง สีเหลืองอมส้ม สีส้มหรือสีแดงออกส้มๆ จัดจ้านเป็นอันมาก
ดอกไม้นี้มีรูปดอกหลายแบบสวยงาม ดาวดาวเรืองพบได้ทั่วไปทั่วโลกมีหลายสายพันธุ์
เวลาปลูกดอกดาวเรืองต้องใช้ดินดี ชอบแดดต้นไม่สูงนักได้ด้วย กลิ่นไม่หอมใช้ไล่แมลงได้โดยธรรมชาติ
ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น ไก่จะได้ไข่แดงจะมีสีเหลืองสด
อาหารไก่ที่มีส่วนผสมของดอกดาวเรืองจะทำให้เนื้อไก่สีไม่ขาวซีด
ใช้สีของดอกดาวเรืองผสมในครีมชีส ก่อนที่จะทำเนยหรือเนยแข็งทำให้เนยมีสีน่ารับประทานค่ะ

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 11:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ดอกนาร์ซิสซัส
ดอกไม้ชื่อ นาร์ซิสซัส เป็นดอกไม้ของคนที่เกิดเดือนธันวาคม
ดอกไม้ชนิดนี้ลักษณะคล้ายกับดอกไม้ที่ ชื่อแดฟโฟดิล
และดอกไม้ที่ชื่อว่าฌองควิล(สเปน)ที่เป็นดอกไม้ของคนที่เกิด เดือนมีนาคม
ลักษณะของเหมือนคล้ายกันคือเป็นพืชล้มลุกมีลักษณะของดอกผอมแคบ และยาว
หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็นดอกชนิดเดียวกันแต่มีชื่อต่างกันและ มีสีเหลืองเหมือนกันอีกด้วย
แดฟโฟดิลทุกสายพันธุ์ล้วนมีกลิ่นหอม แต่แดฟโฟดิลสีเหลืองมีกลิ่นหอมที่สุด

รูปภาพ

ชื่อนาร์ซิสซัส มาจากภาษากรีก
ที่เรียกชื่อว่า นาร์ซิสโซ แปลว่าเอาชนะการลุ่มหลงมึนเมาได้
และเชื่อกันว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเฮเดส (Hades)จากยมโลก

ในตำนานกรีกกล่าวไว้ว่า...นาร์ซิสซัส (Narcissus)
เป็นวีรบุรุษแห่งดินแดน Thespiae ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มรูปงามที่สุด
ทรนงและหลงใหลในความงดงามของตนเอง มีหญิงสาวมาหลงรักมากมาย
รวมไปถึงเทพหลายองค์ เช่น เทพธิดาเอคโค่ ที่ถูกสาปโดยพระนางเฮียร่า
ให้พูดตามผู้สนทนา เทพเอคโค่ผิดหวังจากนาร์ซิสซัส ทำให้ร่างกายกลายเป็นหิน
เหลือเพียงเสียงสะท้อนจนถึงทุกวันนี้


รูปภาพ
นี่เป็นรูปของนางไม้ที่ชื่อเอคโค(ที่แปลว่าเสียงสะท้อน)
กับนาร์ซิสซัส ที่กำลังชะโงกเหนือลำธารเพื่อชมโฉมของตัวเอง


เทพแห่งความรัก แอฟโฟได ไม่พอใจที่นาร์ซิสซัสหลงตัวเองเช่นนั้น
และดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น จึงสาปให้นาร์ซิสซัสตกหลุมรักตัวเอง

วันหนึ่งนาร์ซิสซํส พบเงาของตัวเองในสระน้ำ จึงตกหลุมรักหนุ่มรูปงาม
จนไม่เป็นอันกินอันนอน ร่างกายซูบผอม
พ่อและแม่มาตามให้กลับบ้านก็ไม่ยอมกลับ อาหารก็ไม่ยอมรับประทาน
อาศัยอยู่แต่ที่ริมสระน้ำ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะไม่อาจทรมานคนรักที่อยู่ในน้ำ
ที่ร่างกายซูบผอมและทุกข์ใจเช่นกัน จึงใช้กริชแทงที่หัวใจของตัวเองตาย

หลังเหตุการณ์นั้น ทำให้เทพแอฟโฟไดเกิดความสงสาร
จึงเนรมิตดอกไม้ให้เกิดขึ้นตรงบริเวณที่ นาร์ซิสซัสตาย
เรียกต้นไม้ดังกล่าวว่า ต้นนาร์ซิสซัส หรือ แดฟโฟดิล
ดังในปัจจุบันดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายพิเศษที่ว่า "เกียรติยศแห่งอัศวิน"

ดังนั้นการมอบกระถางแดฟโฟดิลจะดีกว่าการให้เป็นช่อดอกไม้
เพื่อที่ผู้รับจะได้มีโอกาสชื่นชมความงามของดอกแดฟโฟดิลได้นานกว่า มีผู้รู้เปรียบเทียบไว้ว่า..
"การได้โอบกอดกอดช่อดอกแดฟโฟดิลไว้เต็มอ้อมแขน เสมือนได้โอบกอดแสงอาทิตย์ไว้เลยทีเดียว"

เจ้าดอกไม้นาร์ซิสซัสยังมีความหมายเกี่ยวกับความตาย และการเกิดใหม่อีกด้วย
เพราะว่าสาวสวยนางหนึ่งชือ เพอร์เซโพเน่กำลังเก็บดอกไม้นี้ขณะที่ เฮเดส เจ้าแห่งยมโลก
มาขโมยตัวของเธอเอาไปเป็นภรรยาที่ยมโลกทำให้เกิดการโศกเศร้า กันอย่างมากมาย
โดยเฉพาะแม่ของนางเพอร์เซโพเน่ร่ำไห้จนเฮเดสทนไม่ไหว จนยินยอมให้เธอกลับมาบนโลก
ในระยะเวลาสั้นๆ คือช่วงฤดูไบไม้ผลิ จนถึงฤดูไบไม้ร่วง
ช่วงนี้เองที่ดอกแดฟโฟดิล หรือดอกนาร์ซิสซัสจะออกดอกชูช่อสว่างไสวไปตามท้องทุ่ง
และริมน้ำและจะออกดอกและบานก่อนดอกไม้ชนิดอื่นค่ะ

ดอกนาร์ซิสซัสนี้ยังใช้ในงานพิธีศพของชาวอียิปต์ โดยจะนำดอกไม้นี้ไปวางที่
ริมฝีปาก ดวงตาทั้งสองข้าง และจมูกของฟาโรห์ก่อนที่จะนำไปฝัง หรือก่อนทำเป็นมัมมี่
แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ถือว่าดอกไม้นี้เป็นหมายของความตาย และการฟื้นจากความตาย ของพระคริสต์

สมัยโบราญยุควิคตอเรียนถ้ามีคนส่งช่อดอกไม้ที่มีเจ้านาร์ซิสซัส แซมอยู่ด้วย
ความหมายแปลว่า ส่งความระลึกถึงและอยากจะสารสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น และเต็มไปด้วยความเสน่หาค่ะ

ปัจจุบัน ถ้าส่งช่อดอกไม้ที่มีดอกนาร์ซิสซัส แดฟโฟดิล หรือจองควิลไปให้ใคร
จะมีความหมายว่าเพื่อระลึกถึงชีวิตหลังความตาย ความหวัง การเกิดใหม่และการมีชีวิตอมตะ
หรืออาจจะมีความหมายส่วนตัวว่า ให้ความรัก ความหวังที่จะกลับคืนมาเหมือนเดิม

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 13:19, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 12:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ดอกเบญจมาศ
ภาษาอังกฤษเรียกว่า คริสแซนติมั่ม หรือ คริสแซนติมุ่มก็ได้ Chrysanthemum
ดอกเบญจมาศเหมือนดอกเก๊กฮวยค่ะอยู่ในเพียงแต่ดอกเล็กกว่าโดยทั่วไปแ่ต่ไม่มี ใครเรียกชื่อเต็มๆหรอกค่ะเพราะเรียกยาก ภาษาก็มาจากภาษากรีกที่แปลว่า ทอง Chrysosกับคำว่า แอนโธส Anthos
ที่แปลว่า ดอกไม้ ค่ะเรียกกันยากนักเลยเรียกกันอย่างย่นย่อว่ามัมส์ "moms"
ยังมีอีกชื่อค่ะที่ชอบเรียกกันทั่วไปว่า "แทนซี่ "

ดอกเบญจมาศถือว่าเป็น ดอกไม้มงคลของจีน
มีอยู่ 4 ชนิดคือดอกเบญจมาศ ดอกท้อ ต้นไผ่ และดอกกล้วยไม้
ความหมายของต้นไม้มงคลที่เกิดจาก นักกวี หรือนักปราชญ์จีน
ได้เขียนกวี หรือบทประพันธ์เปรียบเทียบไว้ ซึ่งเมื่อบทกวีได้รับความนิยม
ต้นไม้เหล่านั้นก็กลายเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมใน ความหมายตามบทกวีนั้นๆ ด้วย

“ดอกเบญจมาศ” (ดอกฉุยฮัว) นักกวีชาวจีนชื่อ เผาหยวนหมิง
บทกวีเอกของจีน ได้เขียนกวีบทหนึ่ง โดยเปรียบเทียบดอกเบญจมาศว่าเป็นนักปราชญ์
ผู้มีจริยวรรตงดงาม ซึ่งบทกวีนี้ได้รับความยกย่องว่าเป็นบทกวีที่ไพเราะงดงามมาก

“ต้นหลานฮวา” หรือคนไทยรู้จักกันในนามว่ากล้วยไม้ดิน
กวีเอก เผาหยวนหมิง เขียนกวีไว้อีกบทว่า ต้นหลานฮัวเหมือนกับวิญญูชน
ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความดีที่บริสุทธิ์ ไม่โกงกิน ไม่ทำร้ายใคร
จึงนิยมมอบให้กับคนที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต

ดอกเบญจมาศเป็นไม้ล้มลุกดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้ตระกูลดอกเดซี่ค่ะ
ดอกใหญ่ดอกเดียวเด่นมีก้านแข็งแรงบานทนเกือบสิบวัน มีกว่า 100 สายพันธ์
ปลูกครั้งแรกที่จีน ญี่ปุ่น เมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว
เป็นดอกที่ชอบแสงแดดจัด ดินที่มีการระบายนํ้าค่อนข้างดี
บางสายพันธ์ุมีกลิ่นแรง จะมีกลิ่นฉุนมากกว่าหอม

ดอกเบญจมมาศเป็นดอกไม้ที่นิยมให้แก่คนอันเป็นที่รัก
ดอกเบญจมามาศมีหลายสีค่ะและมีความ หมายต่างกันเช่น
สีแดงสำหรับความรักและความมีโชคดี ความปรารถนาดี
สีขาวหมายถึง สัจจะ จีนหมายถึงชนชั้นสูง
ดอกเบญจมาศ เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพจีนยุคเก่าก่อนการปฎิวัติ และเป็นดอกไม้ของชนชั้นสูง
ย่อมเป็นของต้องห้ามสำหรับประชาชนธรรมดาๆ ทั่วไปที่จะปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้เชยชม
สีเหลืองหมายถึงความรักที่ยั่งยืน
ภาพยนต์เรื่องหนึ่งของจีนก็ได้ใช้ดอกเบญมาศเป็นสัญลักษณ์
คือเรื่อง Curse of Golden Flower คำสาบของดอกไม้สีทอง คือดอกเบญจมาศสีเหลืองนี่เอง

บางประเทศในยุโรบจะถือว่าดอกเบญจมาศสีขาว หมายถึงความตายค่ะ
อันที่จริงดอกสีขาวหมายถึงสัจจะ หรือว่าความตายคือความจริงก็ถูกเหมือนกันนะคะ
ปัจจุบันมักจะหมายถึง ความสุขการมองโลกในแง่ดี ความเบิกบานแจ่มใส

รูปภาพ

ในญี่ปุ่นหมายถึงพระอาทิตย์ นำดอกเบญมาศมาจากจีนเมื่อปีคศ. 1400 ราชวงศ์ญี่ปุ่นชอบมาก
จึงนำเอามาเป็นตราลัญจกรของราชวงศ์สัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่น หมายถึงความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ดอกเบญจมาศมีความหมายมากค่ะ
สำหรับทางเอเซียเช่นจีนและญี่ปุ่นตามที่่ Dogstar ที่ญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์ของราชบัลลังก์
เป็นตราประทับของราชวงศ์เป็นชื่อเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นสูงของราชวงศ์
ที่มอบให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ของประเทศ พระจักรพรรดิเป็นผู้มอบให้เท่านั้น
เป็นชื่อของเรือรบ ชื่อ คิกุกามอนโช (Kikugamonsho Battleship) ที่เกาหลี ญี่ปุ่น
รูปภาพ

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 28 พ.ย. 2009, 13:41, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 16:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ดอกไม้นี้ชื่อ..Japanese Snow Bell..

ดอก"ระฆังสีชมพู"

ในสายลมมีกลิ่นดอกไม้หอมหวาน นั่งอยู่นานราวกับได้ยินเสียงกังวานกรุ๋งกริ๋ง
ดอกไม้รูประฆังบานเต็มต้นตอนฤดูร้อน ไปนั่งๆ นอนๆ เอกเขนกอยู่ใต้ต้น
ระฆังสีหวานบานไม่นานหรอกนัก พามาให้รู้จักกับพลพรรคพวกรักดอกไม้

ใต้ร่มไม้ดอกไม้บานมากมายเกินกว่าจะนับ
แต่ฉันยังนอนมองนับทีหนึ่งจนถึง....ไม่รู้สินะ เพราะหลับไปแล้ว

เสียงระฆังด้งอยู่ในความคิดกล่อมฉันหลับสนิทฝันดี
ไล่เรียงดูดอกไม้ไปทีละดอกเหมือนดอกอะไรนะ..ที่เคยรู้จัก
เหมือนดอกโมกที่เป็นสีชมพู เกสรเหมือนดอกมะเขือหรือเปล่านะ..

ดอกไม้นี้ชื่อ Japanese Snow Bell
ดอกไม้รูประฆัง บ้างสีชมพู บ้างสีขาว
ออกดอกดกพราวเต็มต้นเหมือนหิมะตกใหม่ยามเช้า
หิมะแบบนี้มีดีที่หอมเหลือเกิน ไม่หนาวแถมยังอุ่นในใจ
ส่งกลิ่นหอมหวลชวนผึ้งมากมาย รีบมารายล้อม ดมดอมกินน้ำหวาน
หอมแบบนี้หอมมาจากไหน ต้นตระกูลไม่ใช่อื่นไกลกำยานไทยนั่นเอง

ดูไปดูมาหิมะคงซาซาลงไปบ้าง เพราะบางครั้งดูราวกับว่าหิมะเปลี่ยนเป็นฝนดอกไม้
มองดอกไม้ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน
เธอมีความสุขไหม? เจ้าดอกไม้งาม
ฉันมีความสุข เมื่ออยู่ใกล้เธอ
ฉันชอบมองดูดอกไม้ที่พลิ้วเล่นลมที่ร่าเริงในแดดใส
ชวนให้รู้สึกว่าความสุขใจช่างหาได้ง่ายดาย

ดูดอกไม้นั่นประไร..ช่างสดใสเหลือเกิน
ถึงจะบานอยู่เพียงดอกเดียว
ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวกลับสวยน่าชื่นชม
หรือจะล้อลมอยู่เป็นช่อๆก็งดงาม
ดูชื่นบานเหนือใคร
คนเราจะทุกข์ท้อสักเพียงใด
ทำไฉนเป็นสุขได้ไม่ขึ้นกับสถานการณ์

ดอกไม้รูประฆังน่ารักนี้
บานตอนปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้นฤดูร้อนค่ะ
ไม่ใช่ไม้ท้องถิ่นของที่อเมริกา
แต่เป็นไม้ท้องถิ่นของทางจีนและญี่ปุ่น

ชื่อทางนี้เรียกว่า Japanese Snowbell (Styrax Japonicus)
Pink Chimes ก็เรียกนะคะ
บางทีก็เรียกว่า Carillon
ชื่อที่ญี่ปุ่นคือ Egonoki (ฟังดูน่ารักดีนะคะ)
มีความหมายว่า grand อืมม์ แปลเป็นไทยว่าอะไรดีคะ
อยากรู้จังว่าในเมืองจีนเรียกต้นไม้นี่ว่าอะไร

ดอกมีกลิ่นหอมมากค่ะ
ไปยืนใต้ต้นแล้วจะรู้สึกว่าชื่นใจมากเลย
ไปค้นๆดู อ๋อ เป็นญาติกับกำยานไทย (Siam Styrax) นี่เอง

ลำต้นกิ่งก้านใช้ทำธนูญี่ปุ่นค่ะ
เป็นไม้ผลัดใบนะคะ ถึงฤดูใบไม้ผลิใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

ไปเดินเล่นที่ Brookside Gardens
มีต้น Japanese Snowbell ปลูกอยู่สองต้น
ไปบ่อยเสียจนแทบจะย้ายบ้านไปอยู่ข้างสวน
ก็เพิ่งจะเห็นดอก"ระฆังสีชมพู" บานเต็มต้นเป็นปีแรกค่ะ


รูปภาพ

รูปภาพ


หวัดดีจ๊ะป่าอ้อ....

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2009, 20:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ดอกกลาดิโอลัส
Gladiolus คำนี้แปลว่าดาบ
เหตุที่เรียกแบบนี้เพราะเรียกตามลักษณะใบของดอกกลาดิโอลัสเรียวยาวเหมือนดาบ
ชื่อของมันสมัยโบราญเรียกว่า xiphium ซิฟิอุม ซึ่งแปลว่าดาบเหมือนกัน
เชื่อว่าดอกไม้ชนิดนี้เกิดจากหยดเลือดที่หยดจากปลายดาบอีกด้วย
ยังแสดงถึงสภาพสังคมยุคชาวโรมันเรืองอำนาจ ต้องมีการสู้รบกันอย่างมากมาย
และจับเชลยมาต่อสู้กันที่สนามต่อสู้เป็นการกีฬาและการบันเทิงแน่ๆ

ดอกกลาดิโอลัสเป็นดอกไม้ประจำเดือนสิงหาคม
ชาวโรมันถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้ในสังเวียนที่เรียกว่า พวกกลาเดียเตอร์หรือ
gladiatorsในภาษาอังกฤษ นักสู้แบบนี้เป็นแบบเดียวกับหนังเรื่องกลาเดียเตอร์นั่นเอง
ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้โบราญชนิดหนึ่ง ชาวยุโรบที่อาศัยอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใช้
ดอกไม้ชนิดนี้เพื่อเป็นยารักษาโรคแต่ตอนนั้นใช้ดอกกลาดิโอลัสจากอาฟริกาเหนือ
ซึ่งอยู่ไกล้ทวีปยุโรบมาก ชาวอังกฤษใช้โคนต้นทำเป็นเครื่องประคบรักษาโรค
โคนต้นส่วนนี้เรียกว่าcorms สามารถนำไปทำให้แห้งแล้วป่นเป็นผงแป้งผสมกับนมแพะ
เพื่อรักษาอาการที่เรียกว่า symptom of colic หรืออาการจุกเสียดหรือแน่นเฟ้อ
รัษาอาการท้องผูก รักษาอาการปวดท้องของสตรีที่มีรอบเดือน โรคหวัดทั่วไป

ดอกกลาดิโอลัสนี้ยังมีความหมายว่า " ความสง่างาม หรือ Splendid Beauty "
เป็นที่น่าหลงไหล มีบุคลิกเข้มแข็งสมกับที่แปลว่าดาบจริงๆ
และยังเป็นสัญลักษณ์ของ ความทรงจำหรือความคิดถึงที่ไม่ลืมเลือน

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2009, 20:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




9552c2.jpg
9552c2.jpg [ 45.08 KiB | เปิดดู 21180 ครั้ง ]
เล่าเรื่องดอกไม้หลายชนิดแล้วนะคะ
คราวนี้จะเล่าเรื่องของดอกบัวให้รู้จักกันบ้าง
เพราะว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ของเดือนกรกฏาคมค่ะ
ดอกบัวมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Lotus กับ Water Lily
ซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจว่าเป็นดอกบัวเหมือนกันแต่ต่างชนิดกัน
จริงๆ แล้วเป็นชนิดเดียวกันค่ะ โดยทั่วไปคำว่า โลตัส จะใช้ในอินเดีย
และทางตะวันออกหรือทางเอเซียเราจะใช้ตำว่า โลตัส เหมือนกับอินเดียเหมือนกัน
เพราะว่าจะเป็นคำที่ใช้ในเรื่องทางศาสนา วรรณคดีคลาสสิคและงานศิลปะชั้นสูงเท่านั้น

ในขณะเดียวกันคำว่า วอเตอร์ ลิลลี่ พวกนักธรรมชาติวิทยา หรือนักวิทยาศาสตร์จะใช้คำนี้
หนังสือWorld Book ได้ให้นิยามของดอกบัวไว้แบบนี้ค่ะในเอเชียเราพูดถึงดอกบัว
เราจะนึกถึงดอกบัวสีขาวกับดอกบัวสีชมพูที่เราใช้บูชาพระกันเท่านั้น
ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อน ในหนังสือโบราณทางศาสนาพุทธของเราได้กล่าวถึง
ดอกบัวถึงเจ็ดชนิดค่ะ รวมทั้งดอกบัวสีนํ้าเงินกับดอกบัวสีเหลืองรวมอยู่ด้วย
ที่ประเทศอียิปต์เป็นต้นกำเนิดของดอกบัวสีนํ้าเงินตามลุ่มแม่นํ้าไนล์
ส่วนดอกบัวสีเหลืองต้นกำเนิดอยู่ที่อเมริกาเหนือ

ทางประเทศกรีกมีเรื่องตำนานเกี่ยวกับดอกบัวเหมือนกัน
แต่ในภาษาของเขาใช้คำว่า วอเตอร์ลิลลี่ไม่ใช่โลตัส
water lilly อยู่ในตระกูล นิมฟาร์ เจนุส ค่ะ
Nympha genus ในภาษากรีก nympha แปลว่า
นางพรายนํ้านาง พรายนี้เป็นคนดูแลรักษาแหล่งนํ้า ต้นไม้
และในยุโรบถือว่าเป็นดอกบัวสีขาวธรรมดาๆที่มีอยู่ทั่วไปตามแหล่งนํ้า

ยกตัวอย่างจิตรกรวาดภาพชื่อดังคือ
โมเน่ต์ Monetที่วาดรูปดอกบัวที่มีชื่อเสียงมากภาพหนึ่ง
ดอกบัวนั้นอยู่ในสกุลชื่อว่า นิมฟาร์ อัลบา(nymha alba)
แต่ทางอเมริกาเหนือจะคุ้นเคยกับชื่อว่า นูฟาร์ ลูเทีย
ส่วนดอกบัวสีเหลืองจะมีชื่อว่า สปัตเตอร์ด็อก หรือ คาว ลิลลี่
(spatterdock or cow lilly / cow ที่แปลว่าวัวค่ะ)
ส่วนทางอังกฤษมีชื่อของดอกบัวที่แปลกและน่าขำคือดอกบัวพันธ์ เหล้าบรั่นดี
เพราะว่าดอกบัวชนิดนี้มีกลิ่นแรงคล้ายเหล้าที่ชื่อว่า stale wine
และ แมลงวันชอบมาตอมดอกบัวชนิดนี้มาก
(stale wine ไปลองค้นดูแปลว่าเหล้าองุ่นที่เก็บไว้นานเกินและบรรจุในภาชนะขนาดใหญ่
ที่อากาศเข้าไปทำลายรสชาติและกลิ่นของไวน์)

ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ชาวจีนนิยมมากค่ะ เราคงเคยเห็นภาพวาดแบบจีน
ที่เป็นรูปเด็กผู้ชายร่างกายแข็งแรงอ้วนท้วนสมบูรณ์ถือไบบัวหรือดอกบัวไว้ในมือ
ภาพแบบนี้จะเป็นที่นิยมเพราะหมายความว่าครอบครัวนั้นจะมีลูกหลานเป็นชายไว้สืบสกุล
แบบไม่ขาดสาย และภาพวาดที่มีปลาทองว่ายนํ้าไต้กอบัวที่มีใบใหญ่ไว้ป้องกันอันตรายแก่ปลาทอง
ภาพแบบนี้ถือว่าเป็นภาพมงคลให้ความหมายดีหมายถึงความมั่งคั่งรํ่ารวยตลอดไปไม่มียากจน

ชาวอียิปต์รู้จักดอกบัวก่อนอินเดียอีกค่ะ
เพราะมีหลักฐานว่าได้พบดอกบัวมากมาย
(ซากดอกบัวแห้งๆ)ที่หลุมศพหรือที่ปิรามิดของ
พระเจ้าตูตังคามุน เมื่อ1361ก่อนพระเยซูประสูต
ดอกบัวในความหมายของอยิปต์คือการเกิดไหม่และใช้ในงานพิธีฝั่งศพในอียิปต์
คนที่เศร้าเสียใจจะถือดอกบัวในมือเป็นเคล็ดว่า
บางที่ผู้ที่จากไปแล้วอาจกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ชาวอินเดียนแดงยังมีเรื่องตำนานเกี่ยวกับดอกบัว เหมือนกัน
เขาเล่าว่าอเมริกาเหนือเป็นต้นกำเนิดของดอกบัวสีเหลืองค่ะ
ตำนานของอินเดียนแดงเผ่า ดาโกต้า
เล่าว่ามีนางฟ้า ได้ลงมาจากสวรรค์และต้องการจะอาศัยอยู่กับอินเดียนเผ่านี้
หัวหน้าเผ่าชื่อว่า เรดสตรอว์เบอรี่ (Chief Red Strawberry)
ส่งลูกชายกับนางฟ้าองค์นี้ นั่งเรือคานูข้ามทะเลสาปไปขอคำปรึกษาจากผู้รู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ขณะที่นั่งเรือไปตอนกลางคืนท่ามกลางความมืดนั่นเรือได้ชนเข้ากับก้อนหิน
เรือล่มนางฟ้าองค์นี้หล่นหายไปในนํ้า ในตอนเช้ามีดอกไม้สีเหลืองปรากฏขึ้นในบริเวณที่เรือจม

ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับดอกบัวอีกว่า
สมัยก่อนเชื่อว่าตั้งแต่มีดอกบัวสีขาวกำเนิดมาในโลก
นี้มีส่วนทำให้มนุษย์มีความสุขความสงบมากขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น
นี่เป็นความเชื่อของคนจีนในสมัยราชวงศ์หมิง
อาจจะหมายถึงการที่คนจีนได้มีความเชื่อและนับถือศาสนาพุทธก็เป็นได้
เพราะดอกบัวในแถวเอเชียบ้านเรามักจะเกี่ยวโยงกับศาสนาพุทธ
นอกจากสาสนาพุทธแล้วยังมีเรื่องเกี่ยวดอกบัวกับศาสนาอื่นๆ
เช่นเรื่องดังมีหลักฐานที่เกี่ยวกับดอกบัวอีก
คือได้มีการค้นพบรูปเกี่ยวกับทางศาสนาเป็นรูปปั้นที่ทำจากดินเหนียวสีแดง
เป็นรูปเทพเจ้าหญิงที่มีลักษณะของความอุดมสมบูรณ์
คือ มีตะโพกใหญ่ ทรวงอกที่อวบอิ่มสมบูรณ์ มือทั้งสองช้อนที่ทรวงอกทั้งสองข้าง
มีดอกบัวประดับที่ศีรษะ เชื่อว่าเป็นพระแม่ธรณีที่ประทานความอุดมสมบูรณ์แก่โลกมนุษย์
รูปปั้นนี้พบที่โมเฮนโดจาโร(Mohenjo-Daro) ได้พิสูจน์แล้วว่า
รูปปั้นนี้มีอายุก่อนที่จะมีการบันทำเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษรเสียอีก
หมายความว่าก่อนที่มนุษย์เราจะประดิษฐตัวหนังสือ เพื่อบันทึกเรื่องราวเสียอีก

พระลักษมีที่เป็นเทพเจ้าของศาสนาฮินดูก็มีชื่อหลายชื่อ
ที่มีความหมายถึงดอกบัวเช่น ปัทมา กมลักษณา
(อาจจะเขียนผิดก็ได้ ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยจะใช้ว่าอะใร Padma, Kamalasana)

การกำเนิดของพระนางลักษมีก็ถือกำเนิดโดยออกมาจากดอกบัว
ซึ่งดอกบัวนี่ได้ผุดออกมาจากหน้าผากหรือพระนลาฎของพระวิษณุค่ะ
ทางอินเดียถือว่าดอกบัวเป็นเครื่องหมายของการเกิดหรือการกำเนิด

ส่วนทางศาสนาพุทธของเราพระพุทธเจ้าเมื่อทรงประสูติ
พระองค์ได้ก้าวพระบาทไปเจ็ดก้าวและทุกก้าวก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ
เรามักจะเห็นพระพุทธเจ้าประทับบนดอกบัวเสมอ

ในจีนความเชื่อทางศาสนาพุทธ จะถือว่า
ดอกบัวหมายคือความบริสุทธฺ์ สะอาด
เชื่อว่าการอาบนํ้าในแหล่งนํ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ที่มีดอกบัวขึ้นอยู่
จะได้รับพลังความบริสุทธ์สะอาดของดอกบัวที่หยั่งรากลึกลงไปในดิน

นั่นหมายถึงการมีอยู่ของคุณความดีหรือความชั่วนั้นที่จะเกิดขึ้นหรือมีอยู่
นั้นเกิดได้ทุกแห่งเปรียบเหมือนดอกบัวนั้นไม่ได้เกิดบนขุนเขาสูงไกล้ท้องฟ้า
หรือสรวงสวรรค์แต่ดอกบัวนั้นเกิดจากโคลนตมคือรากบัวหยั่งลึก
ไปในโคลนเลนสกปรกแต่เมื่อออกดอกแล้วดอกบัวจะชูดอกขึ้นเหนือนํ้า
ความดีความชั่วนั้นมักจะอยู่คู่กันเสมอ

นอกจากจะใช้ในพิธีทางศาสนาแล้ว
ทุกส่วนของดอกบัวถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสิ้น
เม็ดบัวใช้ทำขนม ทำของกินเล่น ผสมกับข้าวต้ม ทำขนมไหว้พระจันทร์
กลีบบัวตากแห้งใช้ผสมในยาสูบก็หอมดี
เกสรบัวใช้ทำยาหอมมีบางส่วนใช้ปนกับใบชา ใบใช้ห่ออาหารแบบใบตอง
ส่วนรากบัวต้มทานแก้ร้อนใน เชื่อม ทำสลัด อบทำอาหาร

พวกฝรั่งก็ใช้บัวเป็นยาพื้นบ้านเหมือนกัน
เช่นนาย ไมเคิ้ล มัวร์ใช้เม็ดบัวตากแห้ง รากบัวตากแห้ง ผสมกับชาร้อน
ทานแก้โรคที่เกิดกับระบบทางเดินปัสสาวะ รากบัวสดๆดีต่อระบบสืบพันธ์
นายมัวร์เน้นเป็นพิเศษว่ารากบัวนั้นใช้ลอความร้อนในร่างกาย
แก้การอักเสบของอวัยวะภายในช่วยการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายได้อย่างวิเศษ
บางแห่งใช้รากบัวผสมกับสมุนไพรอย่างอื่นแก้อักเสบตามข้อได้ด้วย

ส่วนต่าง ๆ ของบัวนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน
เป็นทั้งยาและอาหารได้อย่างดี โดยจำแนกได้ดังนี้

ดอกบัว
ถือเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ประชาชนหาซื้อไปบูชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น
เพราะสามารถคงความงามไว้ได้นานกว่าดอกไม้หลายชนิด

เม็ดบัว
สามารถนำมากินได้ทั้งสดและแห้ง เม็ดบัวมีปริมาณสารอาหารที่สำคัญ
คือ โปรตีน ประมาณ 23 % ซึ่งสูงกว่าข้าวถึง 3 เท่า
และเป็นแหล่งรวมธาตุ อาหารหลายชนิดด้วยกัน
เม็ดบัวนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน
เช่น สังขยา เม็ดบัว ขนมหม้อแกงเม็ดบัว เม็ดบัวเชื่อม สาคูเม็ดบัว เป็นต้น

รากบัว
นิยมนำมาเชื่อมแห้งกินเป็นของหวาน หรือนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด แก้ร้อนใน
ชาวอินเดีย จะให้เด็กดื่มน้ำรากบัว เพื่อระงับอาการท้องร่วง

ไหลบัว หรือต้นกล้าบัว
สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสด ทั้งแห้ง โดยมากจะนำมาแกงส้ม แกงเลียง ผัดเผ็ดต่าง ๆ

สายบัว
สามารถปรุงอาหารแทนผักได้หลายชนิด ทั้งแกงส้มสายบัว แกงสายบัวกับปลาทู ฯลฯ
ชาวอินเดีย กินเพื่อแก้อาการท้องร่วง

ใบบัว
นิยมนำมาห่อข้าว ห่อของ เช่น ข้าวห่อใบบัว ส่วนใบอ่อนสามารถนำมากินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก
หรือนำมาหั่นฝอย ๆ ชงดื่มแทนน้ำชา ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

เกสรบัว
ส่วนของเกสรสีเหลือง สามารถใช้เข้าเครื่องยาทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะยาลม
ยาหอม ยาบำรุงหัวใจ และยาขับปัสสาวะ

ดีบัว
เป็นส่วนของต้นอ่อนที่อยู่ภายในเม็ดบัว มีรสขมจัด สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของยาโบราณ
มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 01 ธ.ค. 2009, 21:09, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 11:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ลาเวนเดอร์ LAVENDER

กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยของคนเราทั่ไป
มานานแล้วเป็นกลิ่นหอมหวานละมุนสุภาพเป็นที่น่าติดใจแก่คนทั่วไป

ลาเวนเดอร์มีแหล่งกำเนิกอยู่แถบทะเลเมดิเตอเรเนียน
ลาเวนเดอร์นี่มีหลายชนิดด้วยกันแต่ชนิดที่นิยมนำมาทำเป็น
กลิ่นหอมในเครื่องสำอางค์ เครื่องหอมต่างๆรวมถึงการรักษาโรค
กลิ่นเครื่องหอมในสปาคือ Lavendura angustfolia
เพราะว่าให้กลิ่นแรงติดทน แต่มีกรรมวิธีในการเพาะปลูกยุ่งยากที่สุด
ลาเวนเดอร์ปลูกมากที่ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส
สามารถกลั่นได้หัวนํ้าหอม หรือ essential oilได้ถึง 700 ตันต่อปีทีเดียว

กลิ่นลาเวนเดอร์เป็นที่นิยมกันมานานนับได้หลายร้อยปี
เริ่มมาจากชาวโรมันก่อนจะใช้เป็นนํ้าหอมและสบู่อาบนํ้า
คำว่า lavender ในภาษาโรมันมาจากคำว่า" ลาแวเร่ "
lavare แปลว่าชำระล้าง หรือ to wash ในภาษาอังกฤษ
พอถึงตอนนี้ก็มีตำนานของดอกลาเวนเดอร์มาเล่าอีกว่า
เดิมทีต้นลาเวนเดอร์เป็นต้นไม้หอมธรรมดาๆ
แต่ได้กลิ่นหอมตอนที่พระเยซูยังเป็นเด็กเล็กๆ หรือว่ายังเป็นเบบี้อยู่
พระแม่มารีซึ่งเป็นพระมารดา ได้ซักและตากผ้าที่ใช้หุ้มห่อพระเยซู
บนกอดอกไม้ลาเวนเดอร์ นับแต่นั้นมา

ดอกลาเวนเดอร์ได้มีกลิ่นหอมศักดิ์สิทธิที่หอมหวาน กลิ่นหอมจากสวรรค์
ส่วนในทางยาแล้วนิยมนำดอกลาเวนเดอร์แห้งนำไปต้มกับนํ้า
จะช่วยแก้อาการปวดหัวได้และนำนํ้าต้มนี้ไปผสมกับไวน์ดื่มก็จะช่วยให้
หายเหนื่อยเพลียมีเรี่ยวแรง ยังช่วยแก้อาการเครียด ประสาทอ่อนๆได้ดี
ส่วนทางภาษาของดอกไม้ ดอกลาเวนเดอร์หมายถึง การไม่ไว้วางใจ
หรือ distrust ความหมายนี่เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับประโยชน์นะคะ

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 12:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

Vanilla วานิลลา

พูดถึงวานิลา ใครๆเป็นต้องนึกถึงไอสครีมวานิลาอร่อยๆกัน นึกถึงนํ้าหอมกลิ่นวานิลา
ของ โจ มาโลน อันนี้ชอบเอง ลิปกรอสกลิ่นวานิลา สบู่กลิ่นวานิลา นํ้าตาลวานิลา
(เอาฝักถั่ววานิลา นี่แหละใส่ลงไปในขวดนํ้าตาลแล้วปิดฝาให้แน่น
นํ้าตาลจะซึมซับกลิ่นหอมของวานิลาเวลาชงกาแฟจะหอมมาก)
เพื่อนคนหนึ่งเคยเปิดร้านอาหารแถวๆถนนวิทยุไกล้กับโรงแรมคอนราด
เคยซื้อฝักวานิลามาให้เชฟที่ร้านทำอาหารกับขนม
เชื่อ ไหมคะ? กิโลละ 18000 ต่อกิโลกรัมนี่เป็นราคาเมื่อ 6-7ปีมาแล้ว
พอพูดถึงวานิลา ทุกคนต้องคิดถึงของกินเท่านั้นแหละ
ใครจะไปนึกว่าเป็นดอกกล้วยไม้สวยๆ ได้ยังไง " ดอกวานิลา"
เลยต้องหาเรื่อง มาเล่าสู่กันฟังว่าดอกไม้มาเป็นของหวานอร่อยๆ อย่างไอสครีมวานิลาได้ยังใง

ดอกกล้วยไม้ วานิลลา

ถูกต้องที่สุด วานิลา เป็นกล้วยไม้ ที่มีถึงในโลกของเรานี้มีถึง 60ชนิดค่ะ
แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่มีฝักหอมๆแบบที่เราจะนำไปใช้ในการทำขนมหรือทำไอสครีมได้นะคะไม่งั้น
คงไม่มีราคามหาโหดแบบนี้แน่ๆเห็นว่าเป็นเครื่องเทศที่แพงอันดับสองของโลกรองจาก
ซาฟรอน(saffron)คงจะเอาไปสกัดกลิ่นออกมาใช้ผสมกับขนม อาหารและเครื่องสำอางค์
ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยค่ะ กลิ่นวานิลาที่เราเห็นเป็นขวดเล็กขวดน้อยในครัว
เวลาแม่ทำเค็กเนยหรือตามซุปเปอร์มาเก็ตแถวที่ขายเครื่องทำเค๊กนั่นเป็นวานิลาเทียมค่ะ
เป็นกลิ่นสังเคราะห์ที่ผลิตในห้องทดลอง มักจะมีส่วนผสมของ โปรพิลีน ไกลคอล
(Propylene glycolถ้าอ่านผิดก็ขออภัยด้วยค่ะ) เจ้าเคมีตัวนี้ยังเป็นส่วนผสมกับนํ้ายาที่ใช้กับ
รถยนต์ค่ะเป็นส่วนผสมของสารกันเป็นนํ้าแข็ง(?)ของรถยนต์ในเมืองหนาว
ประวัติการใช้วานิลานี้ใช้กันมานานแล้ววเกือบพันปีชื่อของมันคือ Vanilla planifolia
โดยใช้ไปพื้นเพดั้งเดิมอยู่ที่ เม็กซิโกโน่น โดยพวกอินเดียนแดงที่ชื่อว่า เผ่า โทโทแนค(Totonac)
เป็นคนปลูกก่อนค่ะและมีเหตุผลที่ปลูกเพื่อนำไปใช้พิธีทางศาสนาด้วยนอกจากนั้นยังต้องนำเอา
ฝักวานิลาไปถวายเป็นบรรณาการแก่อินเดียนที่มีอำนาจที่ปกครองอยู่ในบริเวณนั้นคือ
เผ่าแอสแต็ค(AZTEC)

ต่อมาปีคศ1518 พวกสเปญ นำโดย เฮอร์มัน คอร์เตซได้มีการพบกับจักรพรรดิชื่อมองเตซูมา
และคงจะมีการฉลองกันค่ะและ คอร์เตซได้ติดใจเครื่องดื่มที่กษัตย์นำมาเลี้ยงคือ ช็อกโกแล็ตกลิ่นวานิลา
พอทหารเสปญกลับไปยุโรบก็ได้นำผลโกโก้และวานิลลา พร้อมกับทองเงินและเครื่องเพรพลอย
ของกษัตย์มองเตซูมากลับไปด้วย (ฝรั่งพวกนี้มาค้นหาทองที่เมืองลึกลับตามตำนานที่มีเหมืองทอง
คือเมือเอลโดราโด้ แต่ไปพบพวกอินเดียน พวกอินคาเลยฆ่าคนพื้นเมืองเหล่านี้เสียขนเอาทรัพย์สมบัติ
ความรู้พืชพรรณต่างที่จะเป็นประโยชน์ไปบ้านเมืองของตัวเอง

พอปีค.ศ.1602 พระนางอลิซเบธที่ หนึ่งของอังกฤษให้นักปรุงยาของพระองค์ชื่อ ฮิวจ์ มอร์แกน
ทำเครื่องดื่มวานิลาโดยไม่ต้องผสมกับช็อกโกแลตอีกต่อไป
ต่อมากลิ่นวานิลลาเป็นที่นิยมในอังกฤษ มากกว่าวานิลลาผสมกับช็อกโกแลตอีก
ได้มีคนทดลองนำวานิลลาไปปลูกในที่หลายแห่ง โดยหวังว่าจะให้มันมีฝักเหมือน
กับแหล่งที่เกิดของมันคือเม็กซิโกแต่ไม่สำเร็จค่ะคือมีแต่ดอก

ต่อมาในปีคศ. 1836ได้มีชาวเบลเยี่ยมชื่อว่านาย ชาลส์ มอเรน (Charles Morren)
ได้ค้นพบว่าแมลงในท้องถิ่นไหม่ที่นำต้นวานิลลาไปปลูกกินนํ้าหวานแล้วจะมีการผสมเกสร
ระหว่างเกสรตัวผู้ตัวเมียแบบดอกไม้ทั่วไปนั้น แมลงในท้องถิ่นนั้นๆ ไม่สามารถทำได้
เขาได้เฝ้าสังเกตว่า จะมีผึ้งตัวเล็กๆที่ชื่อว่า เมลิโพเน
เจ้าผึ้งที่ว่านี้จะพบได้ในบริเวณที่มีต้นวานิลลาเกิดเท่านั้น
นายคนนี้เลยนำเจ้าผึ้งตัวน้อยข้ามมายุโรบ ผลคือ ผึ้งน้อยนี้ไม่รอด
นายชาลส์ มอเรนเลยผสมเกสรของดอกกล้วยไม้ วานิลลา ด้วยมือ !!!!!!!!!

หลังจากการค้นพบวิธีแพร่พันธ์ วานิลลา แล้วฝรั่งเศสเริ่มปลูกหรือขยายพันธ์
ต้นวานิลลาเป็นชาติแรกโดยปลูกอย่างเป็นลํ่าเป็นสันที่หมู่เกาะทั้งหลายในมหาสมุทรอินเดีย
เกาะอินเดียตะวันออกและหมู่เกาะเวสต์อินดีส พวกอังกฤษเริ่มปลูกที่ทางไต้ของประเทศอินเดีย
ส่วนพวกดัชท์ปลูกที่อินโดนีเชียและที่เกาะรียูเนียน(Reunion Island)ซึ่งเป็นเกาะหนึ่ง
ในหลายๆเกาะของหมู่เกาะมาดากัสการ์ มีอดีตทาสทีชื่อว่า แอดมันด์ อัลไบอัส(Edmond Albius)
ได้เรียนรู้การผสมเกสรต้นวานิลาได้อย่างรวดเร็ว
และได้พัฒนาวิธีการให้ดีขึ้นอีกมาก
การผสมเกสรแบบนี้ยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันมีการผลิตวานิลลาได้จากเกาะมาดากัสการ์
เกาะโคมอโรกับที่เกาะรียูเนียนถึง 75%ของการผลิตที่ใช้ในการอุตสาหกรรม

วานิลลากับเรื่องเพศ ความเชื่ออันนี้สืบเนื่องมาแต่โบราญของชาวเม็กซิกันอินเดียนเผ่า โทโตแนค
เชื่อกลิ่นหอมของวานิลลาเกิดจากเรื่องเล่าว่าซานัท (Zanat)ลูกสาวของเทพเจ้า
ที่ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่คนและพืชสัตว์ทั้งมวลได้หลงรักกับชายหนุ่มคนธรรมดาสามัญ
แต่มีอุปสรรค์เพราะว่าคนจะรักเทพเจ้าไม่ได้ เธอจึงกลายร่างไปเป็นต้นดอกกล้วยไม้วานิลลา
ที่ให้ความสวยงามกลิ่นหอมแก่คนรักที่เป็นมนุษย์และคนทั่วไป
ในสถานที่บางแห่งในเม็กซิโก ยังมีงานฉลองโดยการเต้นรำ และงานเลี้ยงให้กับซานัทอยู่เสมอ

กล้วยไม้ วานิลลา เหมือนดอกลิลลี่ดอกเล็กๆค่ะมีสีเขียวและสีเหลืองบ้างก็ว่ามันคล้ายๆ
กับดอกแคทลียาผอมๆ ดอกนี้จะบานในตอนเช้าและกลีบดอกจะปิดตอนบ่ายๆ
และที่หุบไปแล้วหุบเลยไม่บานอีก ถ้าจะผสมเกสรก็ต้องผสมตอนเช้าๆ
ปัจจุบันการเกษตรทันสมัย มีการบังคับให้ออกดอกตั้งแต่อายุต้นประมาณ 3 ปี
ก็ออกดอกได้แล้วไม่ต้องรอให้ออกดอกเมื่อโตเต็มที่แล้วคือ 7-8 ปี
แบบเจริญเติบโตเองในธรรมชาติ

ต้นวานิลลาชอบอากาศชุ่มชื้น หรือมีความชื้นสูงมาก
ส่วนดินก็ต้องมีความชุ่มชื้นตลอดเวลาชอบเจริญเติบโตในที่ร่มครึ้มไต่ตามไต้ต้นไม้ใหญ่
(ไม่ชอบปลูกในร่มหรืออยู่ในอาคาร)ตอนกลางวันควรจะมีอุณหภูมิประมาณ 30 องศา
ส่วนกลางคืนต้องประมาณ15 องศาต้นวานิลลาบางต้นที่สมบูรณ์ดีจะมีฝักได้ถึง 100 ฝักต่อปี

ส่วนฝักของวานิลลา นี่สีเขียวค่ะแต่ไม่มีกลิ่นหอม ความยาวของฝักจะยาวประมาณ200 mm.
ตอนนี้ยังไม่มีกล่นนะคะยังต้องมีกรรมวิธีคือ นำฝักวานิลลาไปจุ่มนํ้าร้อนประมาณ 3นาที
จากนั้นซับให้แห้งจากนั้นห่อด้วยผ้าเพื่อให้มันมีความชุ่มชื่นหรือมีเหงื่อออกมา
ตอนนีฝักวานิลลาจะมีสีนํ้าตาลแก่คลํ้าๆจากนั้นผึ่งลมให้แห้งในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
อีกประมาณ5-6อาทิตย์ ต่อจากนั้น เอาไปขายได้แล้ว

รูปภาพ

ดอกวานิลลา กับ ฝักวานิลลาดิบ
หัวนํ้าหอมวานิลลาเข้มข้นจะทำจากฝักวานิลลา อัลกอฮอร์ นํ้า
และอาจมีนํ้าตาลผสมอยู่ด้วยนํ้าวานิลลาแท้มักจะทำจากนํ้าวานิลลาเข้มข้น
และส่วนผสมธรรมชาติอย่างอื่น

ส่วนวานิลลาเทียมมักจะทำมาจากสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม
ประโยชน์ของวานิลลาหรือการใช้วานิลลาคือ
การใช้กลิ่นหอมของวานิลลาช่วยเพิ่มรสชาดของอาหารหรือขนม
เช่นถ้าจะทำขนมเค็กหรือพุดดิ้งสองอย่างนี้จะขาดนํ้าตาลไม่ได้เลย
ถ้าเรานำฝักวานิลลาใส่ในโถนํ้าตาลโดยให้นํ้าตาลกลบฝักวานิลลาจนมิด
ปิดฝาให้แน่นจนอากาศเข้าไม่ได้จะทำให้นํ้าตาลมีกลิ่นวานิลลาหอมทน
ว่ากันว่าหอมทนเป็นปีเลยอย่างเวลาทำซ็อส เช่น
วานิลลาซ้อสอุ่นๆที่ใช้ราดขนมอย่างแอ็ปเปิ้ล
สตรูเดิ้ลให้เอาฝักวานิลลาแช่ลงในนมร้อน
และนำไปตั้งไฟอ่อนๆจนได้กลิ่นหอมดี ใส่ครีมนํ้าตาลแล้วตีให้เข้ากัน
และอย่างพวกพุดดิ้ง คัสตาร์ดให้ใช้นํ้าตาลที่มีกลิ่นวานิลลาทำก็จะหอมเพิ่มรสชาดดี

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 02 ธ.ค. 2009, 12:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 12:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


ทางพฤกษศาสตร์

“วานิลา”......กล้วยไม้มหัศจรรย์

กล้วยไม้ เป็นพืชที่มีความผูกพันและให้ประโยชน์กับชีวิตมนุษย์มากมาย
ให้สีสันแก่โลก ให้ความสวยงาม สดชื่นในจิตใจ แก่ผู้ปลูกเลี้ยง และผู้พบเห็น
เป็นพืชเศรษฐกิจที่นำรายได้ให้แก่ผู้ปลูกเลี้ยงทางการค้า

เป็นพืชสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณ ชาวบ้านในสมัยก่อน
เคยเก็บกล้วยไม้จากป่าบางชนิดมาต้ม...ทำยาดื่ม ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพ
แต่..ที่มหัศจรรย์กว่านั้น..ก็คือ กล้วยไม้ยังเป็นประโยชน์กับมนุษย์
ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องเทศ และน้ำหอม
ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากและมีราคาแพง

วานิลลา
นั้นนับเป็นพืชไม้ดอก......ประเภท “กล้วยไม้”
และถือเป็นพืชไม้ดอก......ประเภทเครื่องเทศที่มหัศจรรย์ที่สุดชนิดหนึ่ง
เพราะเป็นพืชไม้ดอก..ให้กลิ่น...เพิ่มความโอชารส
แก่อาหารมนุษย์อย่างหลากหลาย
และเป็นพืชเครื่องเทศชนิดเดียวในบรรดากล้วยไม้ทั้งหมด

วานิลาจัดเป็นไม้เถาเลื้อย (climbing Orchid)
ที่เป็นพืชอายุยืนมีอายุนานหลายปี พบตามป่า
ในเขตอเมริกากลางและอเมริกาใต้ น่าแปลกคือแม้เราจะไม่พบวานิลา
ชนิดที่ผลิตเป็นการค้า (Vanilla planifolia) อยู่ในป่าประเทศไทยเลย

แต่เรากลับพบวานิลลาที่เป็นของไทยแท้ๆ คือ Vanilla Siamensis
ซึ่งคนเชียงใหม่เรียกกันว่า “พลูช้าง” ส่วนพวกไทยใหญ่
และเงี้ยวในรัฐฉานเรียกวานิลลาป่าของภาคเหนือว่า “ตองผา”
พลูช้างมีขนาดใหญ่ ใบหนา อวบน้ำ ผิวใบเป็นมัน ดอกสีเขียว
ปากบานแผ่กว้าง ทรงดอกดูคล้ายรูปสามเหลี่ยม

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า “วานิลลา” ชนิดนี้พบเฉพาะแต่ในประเทศไทย
ไม่ปรากฏว่าพบที่อื่นใดในโลก
กล้วยไม้ไทยในสกุลวานิลลาอีกชนิด ได้แก่ Vanilla aphylla
รูปภาพ
อาจพบตามป่าดิบแล้ง ชาวบ้านเรียกกันว่า เถางูเขียว
ซึ่งลำต้นทรงสี่เหลี่ยม สีเขียวดูคล้ายงูเขียวสมชื่อ
มีรากเกิดตามข้อ มักไม่มีใบ ดอกเกิดตามข้อ มี 2-3 ดอกต่อช่อ
ดอกบานฤดูร้อน พบทั่วไปในประเทศไทย

ในถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของวานิลลาคือ ในอเมริกากลางและเม็กซิโกนั้น
มีแมลงลำตัวยาวชนิดหนึ่งทำหน้าที่ช่วยถ่ายละอองเกสร
ช่วยให้เกิดการผสมพันธุ์และติดฝัก

เฟอร์นานโด คอร์เตส เป็นผู้นำวานิลลาไปสู่ยุโรป
หลังการค้นพบทวีปอเมริกา
จากนั้นอีก 300 ปี ล่วงไป มนุษย์จึงรู้จักวิธีช่วยผสมเกสรให้

ในเกาะรียูเนียนมหาสมุทรอินเดีย ถิ่นที่มีการปลูกวานิลลาเป็นการค้ากันมาก
ได้แก่ มาดากาสการ์ รียูเนียน ตาฮิติ โคโมโร กัวเดอลูป อินโดนีเซีย และเซเซลล์
แต่ในบรรดาประเทศผู้ผลิตเหล่านี้ มาดากาสการ์ดูจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด
เกือบถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมดของโลก
ตามมาด้วยเม็กซิโก รียูเนียน โคโมโร ตาฮิติ และอินโดนีเซีย
ในถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของวานิลลา (V.planifolia) นั้น

ชาวแอซเทกส์โบราณใช้วานิลลาสำหรับชูรสชาติ
เพิ่มความหอมแก่ช็อดโกแลต เครื่องดื่มพื้นบ้าน
ชาวสเปนนำไปเผยแพร่ในยุโรป
ส่วนที่ทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติจริงๆ ของพืชนี้อยู่ที่ส่วนของผล (ฝัก) ทั่วไป
เรียกกันว่า “วานิลลาบีน” (vanilla bean)
รูปภาพ
vanilla bean
พูดในแง่มุมทางพฤกษศาสตร์แล้ว
ผลของกล้วยไม้นี้จัดเป็นเบอรี่เทียม (false berry)
มีรังไข่ใต้วงกลีบ (inferior ovary)
ผลวานิลลาดูเผินๆ คล้ายฝักถั่วฝักยาว แต่ที่อยู่ภายในกลับเป็นเมล็ดเล็กๆ
จำนวนหลายล้านฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อนุ่มๆ
สำหรับผู้เคยกินไอศกรีมวานิลลาแท้ๆ จะเห็นผงเล็กๆ
สีดำฝังอยู่ในเนื้อไอศกรีมนั่นคือเมล็ดวานิลานั่นเอง
คนกินไอศกรีมวานิลลาแต่ไม่เห็นผง สีดำนี้
เชื่อได้เลยว่ากำลังได้กินไอศกรีมวานิลาเทียม
หรือวานิลลาสังเคราะห์ที่ช่วยเพิ่มรสชาติ
และกลิ่นหอมแก่ไอศกรีมวิญญาณวานิลา

ดอกวานิลาก็เช่นเดียวกับดอกกล้วยไม้ทั่วไปนั่นเอง
ดอกของมันดูสะดุดตาเชื้อเชิญให้ “แมลงพิเศษบางชนิด”
เข้ามาช่วยผสมเกสรให้ แต่สำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์
นอกแหล่งกำเนิดของวานิลาแล้ว จะไปหาแมลงที่ว่านั้นย่อมไม่ได้

ดังนั้น
จึงต้องอาศัยแรงงานฝีมือคนซึ่งฝึกมาพิเศษเพื่อการนี้
คนงานจะช่วยถ่ายกลุ่มเรณุให้ด้วยมือ โดยถ่ายเรณูนี้ได้ราว 1,500 ดอกต่อวัน
หลังจากการผสมแล้ว ผลวานิลลาจะพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า
กินเวลา 8-9 เดือนกว่าผลจะแก่ ผลหรือฝักสีเขียว ไม่มีกลิ่น รสขม
เหล่านี้จะถูกเก็บด้วยมือ นำไปวางบนโต๊ะไม้ไผ่สานที่โปร่ง
อากาศ (แห้ง ร้อน) ถ่ายเทสะดวก ฝักจะระเหยน้ำเป็นเหงื่อระเหยไปจนแห้ง
ซึ่งกินเวลาอีกหลายเดือน

ในระหว่างขั้นตอน fermentation นี้
จะเห็นได้ว่าเป็นขั้นตอนของกระบวนการซึ่งเกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาทางเคมี
ไม่ใช่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยมีสาเหตุจากเชื้อจุลินทรีย์

ดังเช่นการหมักไวน์ น้ำตาลเมา หรือการทำปลาส้ม แหนม
น้ำส้มสายชูในบ้านเรา
ฝักวานิลลาถูกผึ่งกลับไปมาในอากาศที่ถ่ายเทสะดวก
ในตอนเช้าจนสาย พอเริ่มร้อนเขาจะเก็บรวบรวมไว้
ในห่อผ้ากระสอบป่านอย่างหนา
ปิดปากกระสอบ วางไว้บนแคร่ทิ้งไว้ตลอดวัน
กรรมวิธีนี้ต้องทำทุกวันเป็นเวลาถึง 6 เดือนตลอดเวลาดังกล่าว

วานิลิน..สารประกอบที่เป็นผลึกจะเกิดขึ้นในเฉพาะฝักที่ผ่านกรรมวิธีบ่ม
หรือหมักแบบที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น
ฝักที่ไม่ผ่านกรรมวิธีอันถูกต้องจะไม่เกิด..”วานิลิน”

ดังนั้น จึงไม่มีกลิ่นและรสชาติที่ถูกต้องเลย
หลังจากบ่มหรือหมักฝักวานิลลาแล้ว
ฝักเหล่านี้จะถูกนำไปคัดแยกออกตามความยาวและรูปร่าง
ตลาดต้องการฝักที่สวยงาม ไม่บิดเบี้ยว ผิวมัน อ่อน นุ่ม

เปอร์เซ็นต์ความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์
มีผู้ใช้กรรมวิธีอื่นในการเร่งกรรมวิธีบ่ม
หรือหมักฝักวานิลลาให้รวดเร็วขึ้น
แต่ส่วนใหญ่พบว่าไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น
ไม่ว่าจะเป็นการอบในเครื่องอบไฟฟ้า การนึ่ง การย่าง
หรืออะไรก็ตาม

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกอะไรเลยที่วานิลลาเป็นผลิตภัณฑ์ทางพืชสวน
ที่มีราคาสูงสุดในโลก ราคาปัจจุบันกิโลกรัมละประมาณ 10,000-12,000 บาท

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 02 ธ.ค. 2009, 12:34, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


ดอกโครคัส
หรือ ดอกหญ้าฝรั่น หรือ แซฟฟรอน (saffron)

ดอกโครคัส พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ประเทศสเปน กรีซ อิหร่าน อินเดีย โมร็อกโก
แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องเทศแซฟฟรอนได้มากที่สุดในโลกก็คือ อิหร่าน
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั่วโลก

ประเทศ ที่นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้แก่
อิหร่าน และประเทศอาหรับอื่นๆ รวมถึงประเทศในแถบเอเชียกลาง อินเดีย ตุรกี ยุโรป ฯลฯ

รูปภาพ

ดอกหญ้าฝรั่น...เกสรแดง
หญ้าฝรั่น หรือ แซฟฟรอน (saffron)
ของอิหร่านเท่านั้นที่มีราคา หญ้าฝรั่นแห้งที่ได้ 1 กิโลกรัม
เท่ากับผลผลิต 120,000 - 160,000ดอก
ต้องเก็บเกสรตัวเมียจากดอกของหญ้าฝรั่นด้วยมือจำนวนมาก
ถึงจะได้ปริมาณตามที่ต้องการ ทำให้หญ้าฝรั่น
จัดเป็นเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก
ตามน้ำหนักในบรรดาเครื่องเทศทั้งหลาย
ซึ่งเฉลี่ยขายปลีกกันประมาณกิโลกรัมละ 77,700 บาท
ปัจจุบันมีการเอาดอกคำฝอย ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมากกับหญ้าฝรั่น
แต่มีราคาถูกกว่ากันมากมาผสมปนอยู่ด้วย
ในเวลาที่ซื้อ-ขายในร้านขายเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ธ.ค. 2009, 18:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นิทาน ดอกกุหลาบ The Rose Story

รูปภาพ รูปภาพ

ดอกกุหลาบสามรูปนี้เป็นสายพันธ์เก่าแก่สืบทอดมาจากสมัยกรีกโบราญค่ะ

รูปภาพ รูปภาพ

กลีบกุหลาบแห้งที่ใช้กลั่นทำเครื่องหอม ทีโรส (tea rose)

วันนี้จะมาเล่าเรื่องของดอกกุหลาบกันค่ะชื่อว่ากุหลาบมาจากภาษาอะใรยังเป็น
ที่ถกเถียงของผู้รู้กันบ้างก็ว่า กุหลาบ หรือคำว่า โรส นี่มาจากคำว่าโรด Rhodes (ชื่อเกาะในกรีก)
ที่กุหลาบได้ชื่อมาจากสถานที่แห่งนี้ค่ะ คือเป็นคำที่รากศัพย์มาจากภาษากรีกคำนี้แปลว่าสีแดง
ว่ากันว่าพวกกรีกนี่ปลูกกุหลาบเป็นชาติแรก ที่อาร์อาเมเนียใกล้กับกรีก
มีเทศกาลชื่อว่าเทศกาลวาร์ทาวาร์ซึ่งจะจัดกันกลางฤดูร้อนของปีเป็นเทศกาลเกี่ยวกับกุหลาบ
ที่มีสีแดงดุจเปลวไฟอันร้อนแรงหรือ The flaming of the Rose
ในภาษาเปอร์เซียเรียกกุหลาบว่า กุล( gul/แปลว่าดอกไม้)
คำว่ากุล นี้ใกล้เคียงกับคำว่า วิญญาน(ghul)
และนํ้าอบกลิ่นกุหลาบเรียกว่ากุหลาบ(gulab )
ภาษาไทยคงได้รับอิทธิพลของเจ้าดอกกุหลาบคำนี้มาแน่ๆ นํ้ากลิ่นกุหลาบนี่ไม่ใช่นํ้าหอมนะคะ
แต่เป็นโรสวอเตอร์คือใช้อาบ ใช้ทำยา ใช้ดื่มใช้ทำเครื่องหอมอบรํ่าซึ่งไม่ใช่นํ้าหอม
หรือเพอร์ฟูม แบบสมัยใหม่ซึ่งต่อมาค่อยพัฒนามาทีหลังค่ะ
แต่โรสวอเตอร์หรือนํ้ากุหลาบนี้เป็นเครื่องดื่มที่ผสมมาดื่มกันมานานแล้วมีส่วนผสมของนํ้า
ผสมกับนํ้าผึ้งหรือนํ้าเชื่อมที่มีกลิ่นกุหลาบแล้วเอาใบสะระเหน่ใส่ด้วย
พวกอาหรับดื่มกันแบบนี้มาก่อนพวกฝรั่งอีกค่ะ
แต่พวกฝรั่งเอาไปดื่มบ้างแล้วเรียกชื่อเสียไหม่ไม่ใช่โรสวอเตอร์แล้ว
กลายเป็น มิ้นจูเลป /mint julepไป)

กุหลาบเกิดได้อย่างไร บางตำนานก็ว่าเทพีโฉมงามชื่อว่า วีนัสนี่แหละโดนหนามกุหลามตำมือค่ะ
ตอนนั้นดอกกุหลาบมีแต่สีขาวเท่านั้นเลือด ของวีนัสเปื้อนดอกไม้สีขาวเข้าเลยกลายเป็นกุหลาบแดง
บางตำนานบอกว่าแบคคัส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นลูกชายของวีนัส ทำเหล้าองุ่นหกใส่ดอกกุหลาบขาว
มันเลยกลายเป็นสีแดงไป บางแห่งก็ว่าคนรักของวีนัสคนหนึ่งชื่อว่า อะโดนิสได้เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ
วีนัสเสียใจมากร้องไห้ครํ่าครวญและ เธอมองเห็นมีดอกไม้ผุดขึ้นมากจากกองเลือดของอะโดนิส
คือดอกกุหลาบแดงนี่เอง

ดังนั้นกุหลาบสีแดงจะหมายถึงความรักอมตะไม่มีวันตาย
แต่ที่สำคัญคือดอกกุหลาบ นั้นมีหนามแหลมคม ที่อาจจะตำนิ้วมือจนเลือดออก
และเกิดการเจ็บปวดได้ง่ายๆเหมือนกับหมายถึงความรัก
นอกจากจะทำให้มีความสุขที่แสนหวานที่มีความรักที่ได้รัก และถูกรักแล้วความรัก
อาจจะทำให้เกิดการเจ็บปวด เนื่องจากรักไม่สมหวังได้อีกด้วย
เท่าที่รู้ชาวโรมันชอบใช้ดอกกุหลาบมาก และได้ใช้ในงานเลี้ยงรื่นเริงต่างๆ มากมาย
ใช้โปรยลงมาจากเพดานบ้างหรือเสื้อผ้าต้องมีดอกกุหลาบประดับประดาค่ะ

ชาวโรมันมีวิธีที่ใช้กลีบดอกกุหลาบมากมายใส่ภาชนะแขวนบนเพดานสูง
เวลาแขกเดินผ่านกลีบดอกเหล่านี้จะถูกโปรยลงมาให้โดนแขกค่ะเป็นการแสดงถึงความมั่งคั่งรํ่ารวย
ความมีอำนาจของชาวโรมันในยุคนั้น ยังมีอีกการแสดงถึงความมีอำนาจและความรํ่ารวยอีกอย่างค่ะ
ถ้างานจัดเลี้ยงในฤดูร้อนก็จะมีนํ้าแข็งที่นำมาจากเทือกเขาแอล์ปมาผสมเครื่องดื่มอีกด้วย
(คนรวยกินนํ้าแข็งหน้าร้อน คนจนกินนํ้าแข็งในหน้าหนาวก็ตอนหิมะตกใงคะ)

เนื่องจากชาวโรมันทำชื่อเสียง ให้แก่ดอกกุหลาบต้องมัวหมองโดยนําไปใช้ในงานรื่นเริง
ที่เต็มไปด้วยเหล้าเคล้านารีแม้แต่เรื่องฉาวของวีนัสก็มีเกี่ยวกับดอกกุหลาบค่ะ
เอปูเลอุสเจ้าเมืองเมืองเมธทาฟอสเซสมีงานรื่นเริงยามเย็นก็จะกินอาหารดื่มเหล้าอย่างหนัก
จะมัวเมาหลุ่มหลงอยู่กับวีนัสเขาใช้ดอกกุหลาบเป็นเครื่องนุ่งห่มให้วีนัสแทนเสื้อ ผ้า
อื้อฮือ ฟังดูเย้ายวนเหลือเกินนะคะ

ยุคหนึ่งศาสนาคริสเตียนห้ามใช้ดอกกุหลาบในโบลถ์และตอนที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน
เพราะว่าชาวโรมันได้ล้อเลียนพระองค์ว่าเป็นกษัตย์ของชาวยิวเป็นกษัตย์ที่ไร้มงกุฏเลยเอาต้นกุหลาบ
ที่เป็นเถาแห้งและมีหนามแหลมคมมากมายขดเป็นวงกลมสวมไว้ที่พระเศียรของพระเยซู
บอกว่า เป็นมงกุฎค่ะและ จูดาห์สาวกของพระเยซูที่ทรยศตอนหลังสำนึกผิดก็แขวนคอตายที่ต้นกุหลาบ
คงจะเป็นต้นใหญ่และเป็นกุหลาบที่ยังไม่ได้พัฒนาสายพันธ์แน่ๆ
ส่วนทางอาหรับบ้าง ดอกกุหลาบเปรียบเหมือนความงามอย่างสมบูรณ์แบบของชายชาตรี
ว่ากันว่าดอกกุหลาบเกิดจากหยดเหงื่อของพระศาสดาโมฮัมมัดตอนเสด็จสู่สวรรค์ค่ะ

ตํานานเรื่องดอกกุหลาบของชาวเยอรมันว่าดอกกุหลาบทั้งหมดเป็นของคนแคระกับพวกพราย
ถ้าใครอยากจะได้ดอกกุหลาบต้องขออนุญาตพวกคนแคระก่อนอันนี้เป้นต้นเรื่องของเทพนิยายเรื่อง
"โฉมงามกับอสูรร้าย หรือThe Beauty and The Beast " ที่ฉายเป็นหนังการ์ตูนของ
วอลท์ ดิสนีย์ เรื่องมีอยู่ว่า พ่อของโฉมงามไปเก็บดอกไม้ในสวนของคนแคระก่อนได้รับอนุญาติ
เขาต้องชดใช้หนี้อันนี้โดย ให้โฉมงามเข้าไปอยู่กับสัตว์ร้ายตัวหนึ่งค่ะ ตอนหลังเกิดรักกันขึ้น
ความรักได้เปลี่ยนสัตว?ร้ายที่ถูกสาปกลายเป็นมนุษย์เหมือนเดิม มีธรรมเนียมของกรีกกับโรมัน
จะนิยมใช้ดอกกุหลาบในงานศพ

อย่างที่ประเทศอังกฤษสมัยก่อนจะนิยมปลูกพุ่มดอกกุหลาบใกล้หลุมศพของคนหนุ่ม
หรือสาวที่เสียชีวิตก่อนแต่งงานด้วยเป็นการเปรียบเทียบที่เจ็บปวดหมายถึงความรักและความตาย
คือตอนมีความรักดอกไม้แย้มบานมีกลิ่นหอมแต่เมื่อเสียชีวิตไปแล้วเหมือนกับตอนที่กลีบดอกกุหลาบ
ร่วงโรยเหี่ยวแห้งไปก่อนเวลาอันควรเปรียบเหมือนรักที่ไม่สมหวังค่ะ
เรามาพูดถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดอกกุหลาบกันค่ะ
ชาวกรีกกับชาวจีนได้พัฒนาพันธ์กุหลาบมาก่อนชาติอื่นๆเมื่อ3000ปีก่อนพระเยซูประสูติอีก
กุหลาบพันธุ์เก่าแก่ที่สุดคือกุหลาบพันธ์ dog rose (rosa canina)
ได้พบฟอสซิลของกุหลาบเก่าที่สุดนี้ที่รัฐมอนตานา อเมริกาอายุของฟอสซิลนี้ประมาณ35ล้านปี
rosa gallicaเป็นกุหลาบพันธ์ที่เก่ารองลงมาพันธ์นี้เป็นเครื่องหมายของพระอาทิตย์
ในสมัยศตวรรษที่12 กุหลาบสองพันธ์นี้มีสีแดงแก่เหมือนดอกป็อปปี้
ดอกกุหลาบยังเป็นชื่อของสงครามที่แสนจะโรแมนติกคือ War of the Roses
สงครามดอกกุหลาบ เป็นสงครามในอังกฤษเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วระหว่างตระกูลเก่าแก่
ของชาวอังกฤษสองตระกูล และกุหลาบยังเป็นเครื่องหมายประจำตระกูลขุนนางของอังกฤษ
คือตระกูล Lancaster กับ Tudorค่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ

มีกุหลาบที่มีชื่ออีกชนิดหนึ่ง จัดว่าเป็นกุหลาบพันธ์โบราญเคยปลูกที่วิหารของวีนัส
หรือวิหารของแอฟโฟรไดท์ที่ซามอส ประเทศกรีกกุหลาบชนิดนี้กลีบบาง
และร่วงง่ายค่ะมีกลิ่นหอมมีอีกชื่อว่าดามัสค์ โรส (Damask Rose)
ปัจจุบันนี้ใช้นํ้ามันกุหลาบนี้ผสมในนํ้าหอมหลายชนิด
สมัยก่อนเชื่อว่ากุหลาบบางชนิด สามารถใช้รักษาโรคได้อย่างที่เรียกว่าไบรอาร์ (Brair)
กุหลาบชนิดนี้จะเป็นพุ่มไม้เลื้อยชอบขึ้นอยุ่กลางทุ่ง บางทีจะมีดอกมากจนกิ่งโน้มลงเหมือนประตูโค้ง
ความเชื่อแบบโบราญพื้นบ้านว่าถ้าได้นำเด็กที่ป่วยเป็นโรคไอหวัดหรือเป็นโรคบางอย่างผ่านโค้งกุหลาบนี้
ตอนตอนพระอาทิตย์ขึ้นจะทำให้เด็กหายป่วยได้

เรามาพูดถึงกุหลาบจากเอเชียบ้าง คงจะมีแต่ประเทศจีนค่ะที่มีการบันทึกเรื่อง
ของดอกกุหลาบย้อนไปนับร้อยๆปี กุหลาบจากจีนเริ่มเข้าไปแพร่หลายในยุโรบเมื่อศตวรรษที่18
หรือเมื่อ 300 ปีที่ผ่านมานี่เองแต่ไม่ใช่ในรูปของเครื่องหอมแต่เป็นชากุหลาบ tea rose
เนื่องจากอังกฤษได้อิมพอร์ตชา จากจีน ชากุหลาบเลยแถมมาด้วย ไม่มาเปล่าๆหรอกนะคะ
คนจีนฉลาดทางค้าขายเลยให้คำนิยามทางปรัชญามาด้วยว่า ชากุหลาบนี้เมื่อดื่มแล้วจะได้รสชาด
แบบ " ท้องฟ้าปลอดโปร่งใสสะอาดยามหลังฝนโปรย " ปรากฏว่าชากุหลาบได้เกิดในยุโรบตั้งแต่นั้นมา
ชาชนิดนี้ใช้กุหลาบตูมดอกเล็กๆ สีชมพูตอนนี้หาได้ไม่ยาก และถูกกว่า
แต่ก่อนมากต้องระวังยาฆ่าแมลงด้วยนะคะ ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีนค่ะที่บ้านซื้อมาเหมือนกัน
แต่ยังไม่ได้ลองเพราะกลัวยาฆ่าแมลงนี่แหละเลยใส่ขวดแก้วไว้ดูเล่นสวยดี
กุหลาบเป็นดอกไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับสตรอเบอรี่ ราสปเบอรี่ แอ็ปเปิ้ล อัลมอนด์ พลัม และแอปปริค็อทค่ะ
ดอกกุหลาบเกี่ยวข้องกับเทศกาลรื่นเริงส่วนใหญ่งานเหล่านี้ มักจัดในเดือนมิถุนายน
ทางอเมริกาถือว่าดอกกุหลาบเป็นดอกประจำเดือนมิถุนายนอย่างเป็นทางการทางยุโรป
จะถือเอาวันจันทร์แรกก่อนเทศกาลที่ชื่อว่า เล้นท์(Lent)จะเรียกว่า โรสมันเดย์( Rose Monday)
เป็นวันงานที่จัดในโรสมันเดย์นี้ จะมีการเดินพาเหรด งานเต้นรำสวมหน้ากาก งานรื่นเริง
การแสดงละครเวทีเสียดสีสังคมนักบุญของศาสนาคริสต์ก็เกี่ยวข้องกับดอกกุหลาบด้วยอ่างกุหลาบเหลือง
เป็นเครื่องหมายของนักบุญที่ชื่อว่า St. Nicomede วันฉลองนักบุญองค์นี้
ตรงกับวันที่ 1 มิถุนายน St. Boniface ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน
ส่วน St. Banaby ตรงกับวันที่ 11มิถุนายน
ส่วนนักบุญที่ดังอีกองค์คือSt.Georgeผู้ฆ่ามังกรจะตรงกับวันที่ 23เมษายน
ส่วนชาวโรมันโบราญจะใช้ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์เพื่อยกย่องทหารที่ตายในสนามรบ

รูปภาพ

ดอกกุหลาบสีต่างล้วนมีความหมาย........
RED ROSES : I love you, unconscious beauty ;
กุหลาบสีแดงหมายถึงคำสารภาพว่า ฉันรักเธอ เป็นความรักที่ติดตาตรึงใจตลอดไป
WHITE ROSES : Spiritual love, purity ; กุหลาบสีขาวหมายถึงความรักที่สูงส่งและบริสุทธ์
YELLOW ROSES : Joy, gladness ; กุหลาบเหลืองหมายถึงความสุขความรื่นเริงและยินดี
ORANGE ROSES : Fascinated, enthusiastic ; กุหลาบสีส้มหมายถึงความหลงใหลเสน่หา
PINK ROSES : Grace, gentility ; กุหลายชมพูหมายถึง ความสง่างาม สุภาพอ่อนน้อม
TEA ROSE : I'll Remember Always ; ทีโรสหมายถึง เธออยู่ในห้วงคำนึงเสมอ
THORNLESS ROSE : Love at First Sight ; กุหลาบไม่มีหนาม หมายถึงรักแรกพบ
WHITE AND RED ROSES MIXED : Unity, Flower Emblem of England ;
กุหลาบขาวและกุหลาบแดงเป็นช่อรวมกันหมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกันไม่แบ่งแยก
ROSEBUDS : Beauty and Youth, A Heart Innocent of Love ;
กุหลาบตูมหมายถึงความงามและความอ่อนเยาว์ในวัยเด็ก มีความรักอันบริสุทธ์อยู่ในหัวใจ
RED ROSEBUDS : Pure and Lovely ; กุหลาบตูมสีแดงหมายถึงความบริสุทธิ์และน่ารัก
WHITE ROSEBUDS : Girlhood ; กุหลาบตูมสีขาวหลายดอกหมายถึงความเยาว์วัย
ROSE BOUQUET OF MATURE BLOOMS : Gratitude ;
กุหลาบบานเต็มที่รวมเป็นช่อใหญ่คือความกตัญญู
ROSE SINGLE FULL BLOOM: I Love You, I Still Love You ;
กุหลาบบานดอกเดี่ยวๆหมายถึงฉันรักคุณและยังคงรักเสมอ

รูปภาพ

วันสำคัญของศาสนาคริสเตียนที่ใช้ดอกกุหลายมากคือวันที่ชาวคริสเตียนไปเยี่ยมเยียน
หลุมฝังศพของบรรพบุรุษค่ะตอนหลังกลายเป็นวันเมมโมเรียลเดย์

ส่วนงานฉลองวันนี้ที่เมืองเมสสิน่าในอิตาลีจะใช้ดอกกุหลาบโปรยมาจากเพดานมากมาย
ระหว่างร้องเพลงสรรเสริญการกลับมาของพระเยซู

พูดถึงนํ้ากุหลาบหรือ โรส วอเตอร์ มีตำราการทำนํ้ากุหลาบให้กับคนที่สนใจด้วย
คนที่ริเริ่มทำนี้เป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรของอังกฤษ คนนี้มีชีวิตเมื่อศตที่16นะคะ
ชื่อว่านายเจอร์ราร์ด เขาบอกว่าตำรานํ้ากุหลาบของเขาช่วยเรื่องหัวใจให้มีสุขภาพแข็งแรงค่ะ
ทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบานใจ

เรามาพูดถึงตำราอาหารจากดอกกุหลาบกันบ้าง
มีการใช้กลีบกุหลาบทานกับครีมชีส ทานขนมสโคนกับแยมดอกกุหลาบ
เนยที่มีกลิ่นกุหลาบและชาดอกกุหลาบขนมหวาน ก็มีขนมบาคลาว่า ก็ได้ใช้นํ้ากลิ่นกุหลาบ
เป็นขนมหวานที่อร่อยใช้เม็ดอัลมอนด์ป่นผสมด้วยค่ะ เป็นขนมของทางคาบสมุทรบัลข่าน
กรีก อัลบาเนีย ตุรกี เซอร์เบีย ที่โน่นจะเห็นถั่วตัดด้วย แต่เขาไม่ได้ใช้ถั่วลิสงแบบบ้านเรา
เขาใช้อัลมอนด์แต่มันแข็งสุดๆ dogstar กัดเต็มแรงฟันแทบหัก
ถั่วตัดนี้เริ่มจากยุโรบ ซึ่งยืมมาจากอาหรับอีกทีแล้วแพร่ไปตามเส้นทางสายไหม
คนที่ทานขนมถั่วตัดแบบนี้ได้ต้องมีฟันแข็งแรงแบบฟันม้าแน่นอน

ขนมอีกอย่างที่ใช้นํ้ากลิ่นกุหลาบหรือโรสวอเตอร์ผสม คือขนมเตอร์กิชดีไลท์
เป็นขนมหวานนุ่มๆสีชมพูแม้แต่พวกเหล้าองุ่นก็นำไปทำพันช์กุหลาบด้วย
โดยการนําเอากลีบกุหลาบแห้ง ส้ม มะนาว นํ้า นํ้าตาล ยีสต์ มาผสมและหมักจะได้ไวน์กุหลาบ

เรื่องของดอกกุหลาบวันนี้ ได้เรียบเรียงมาจากหนังสือ The Oxford Book of Days ,
The healing herbและหนังสืออีกหลายเล่มและจากเว็บไซด์ต่างๆค่ะ ต้องขอขอบคุณมาด้วย
ที่จริงเรื่องของกุหลาบยังมีอีกมากค่ะแต่ใจกำลังวอกแวกไปเอเอสทีวีค่ะ /จบแล้วนะคะ

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 08 ธ.ค. 2009, 18:30, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ธ.ค. 2009, 19:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 15:57
โพสต์: 188

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




m123424.jpg
m123424.jpg [ 73.67 KiB | เปิดดู 21026 ครั้ง ]
DOGSTAR: Tulip story เรื่องของดอกทิวลิป

เรื่องของดอกไม้ฝรั่ง ที่ชื่อว่า ดอกทิวลิป (Tulip)

อย่างที่ทราบกันค่ะ ว่าดอกไม้ที่คนชอบกันมากอีกชนิดหนึ่งคือ ทิวลิป
ต้นกำเนิดของมันที่คนปลูกเป้นชาติแรกคือเปอร์เชียหรือที่อิหร่านสีดั่งเดิม
คือกลีบสีแดงกํ่าและกะเปาะของมันจะเป็นสีดํา สมัยก่อนผู้ชายนิยมใช้
ดอกทิวลิปสีนี้ให้กับสาวคนรักเพราะจะมีความหมายว่ามีความรักความอบอุ่น
สีแดงให้ความร้อนอบอุ่นส่วนสีดำในส่วนของกะเปาะดำเหมือนถ่านหิน
ที่ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวลึกซึ้งไม่ใช่เล่น
คำว่า ทิวลิปหมายถึงผ้าโผกศรีษะของชาวตุรกี ทางตะวันออกของ
ยุโรบได้มีการปลูกดอกทิวลิปมานนานแล้วมากกว่า1000ปี) มันเป้น
ไม้ที่เกิดเองในธรรมชาติของอิหร่านกับที่เมืองคาบุลอยู่แล้ว
แต่เล่ากันว่ากษัตย์ที่ยิ่งใหญ่ที่ชื่อ เบเบอร์ ได้นับดอกทิวลิปว่ามีกี่ชนิด
ปรากฏมีถึง33ชนิดด้วยกันค่ะ ( The Great Mogul Baber)
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับดอกทิวลิปค่ะ ว่าดอกทิวลิปดอกแรกที่เกิดมาบน
โลกนี้เกิดจากเลือดของคู่รักคู่หนึ่งเลยถือเอาว่าดอกทิวลิป
เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ถูกต้อง เป็นความรักที่เปิดเผยและการยอมรับ
ดอกทิวลิปเป็นดอกไม้ที่รูปทรงสวยงาม สีสวยมีหลายสีพวกกวีนิยมเขียน
บทกวีเกี่ยวกับดอกไม้ชนิดนี้รวมถึงนักวาดรูปก้นิยมวาดรูปดอกไม้ชนิดนี้กันมากค่ะ
ดอกทิวลิปเป้นเครื่องหมายของจักรวรรดิออตโตมานอีกด้วย
เล่ากันว่ามีฑูตของอาณาจักร์โรมัน( ชาวโรมันเคยรุกรานและ
ครอบครองแถบยุโรบไต้ถึงกรีก อัลบาเนีย ตุรกีเตั้งแต่ก่อนพระเยซูประสูติ
เสียอีกพอรบชนะจะเอาเป็นเมืองขึ้นและจะมีผู้สำเร็จราชการมาปกครอง)
ฑูตคนนี้ไ้ด้ส่งเมล็ดดอกทิวลิปหลายชนิดกลับไปให้ คลูเชียส ในกรุงเวียนนา
(ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นประเทศออสเตรีย) นายคลูเชียสได้ทดลองเพาะปลูก
จนได้ที่แต่ยังไม่รู้จักดอกทิวลิปเลยเอาหัวดอกทิวลิปที่เพาะได้เอาไปเป้นอาหารค่ะ
โดยเอาไปทานนํ้ามันมะกอกผสมกับนํ้าส้มสายชู
แม้แต่ที่ฮอลแลนด์สมัยก่อนถ้าเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงก็ได้ใช้
หัวดอกทิวลิปเป้นอาหารเหมือนกันค่ะ
เนื่องจากความงามของดอกทิวลิปเริ่มเป้นที่นิยมพวกเศรษฐีเริ่ม
สั่งซื้อหัวทิวลิปเป้นจำนวนมากจากตุรกีโดยผ่านพ่อค้าคนกลางชาวเวนิส
ต่อมาในปีคศ.1577 คลูเชียสได้เริ่มส่งหัวดอกทิวลิปเข้าอังกฤษ
พอเริ่มศตวรราที่17 ชาวฝรั่งเศสเริ่มสนใจดอกทิวลิปบ้าง
พอในปีคศ.1610 สาวๆฝรั่งเศษนิยมสวมกระโปรงสุม
ไก่ทรงดอกทิวลิป(คอสแสจหรือcorsage) คือกระโปรงแข็งๆสวมอยุ่
ไต้กระโปรงบานเพื่อรัดรูปร่างให้เพรียว สวยงามเอวบางร่างน้อยแบบ
ที่นางเองหนังเพลงหรือหนังคาวบอย สวมในหนัง/กระโปรงสุ่มไก่)
ยุโรบคลั่งดอกทิวลิป- ในตอนต้นศตวรรษที่17 ชาวฮอแลนด์
คลั่งทิวลิปกับเขาบ้างราคาของดอกทิวลิปขี้นลงไม่เหมือนกันทุกวัน
ถ้าดอกทิวลิปแปลงเล็กๆอาจจะมีราคาถึง15000-17000 ฟรังค์(
นึกดูเอาเองค่ะเมื่อหลายร้อยปีก่อน ดอกไม้1แปลงราคาเกือบถึงสองหมื่น)
เขาใช้หัวดอกทิวลิปแทนเงินตราต่างประเทศ
ผู้คนเก็งกำไรกันใหญ่ไม่มีการทำฟาร์มปลูกข้าวเลี้ยงสัตวืเพื่อเป็น
อาหารอีกต่อไป ทุกคนหันมาปลูกดอกทิวลิปกันหมด ไม่มีใครรับจ้างทำงาน
อีกต่อไปเลิกทำมาค้าขายมาเป้นชาวไร่ปลูกดอกทิวลิปกันหมดเพราะราคาดี
ยกตัวอย่างหัวดอกทิวลิปที่ชื่อพันธ์ว่า ไวซ์-รัวร์ ( vice- Roi ) 1 หัว
มีค่าเท่ากับข้าววีต 36 ถัง วัว 4 ตัว์ แกะ12ตัว หมูอีก 8ตัว
ไวนื 2 ถัง เบียร์ 4 ถัง เนย 2 ตัน เนยแข้งหนัก 1000 ปอนด์ เตียงนอน
เสื้อผ้า ชุดดเครื่องเงิน ราคาหมดนี้รวมเป้นเงินสกุลของดัทซ์
เท่ากับ 2500 ฟลอริน
ยังมีบางรายที่จ่ายเป้นทองคำหนักเท่ากับนน.ของหัวดอกทิวลิปค่ะ
และจะต้องได้คำรับรองว่าเขาผู้ซื้อมีลิขสิทธฺ์ในดอกทิวลิปพันธ์แท้เท่านั้น
นี้แต่เพียงผู้เดียว ความบ้าคลั่งดอกทิวลิปยังรวมไปถึงแฟชั่นการแต่งกาย
เสื้อผ้า เครื่องประดับร่างกาย ผ้าม่านของตกแต่งบ้านอีกจิปาถะ รวมเป้น
การเก็งกำไรในตลาดหุ้นอีกด้วย มีการออกใบลิขสิทธ์ดอกทิวลิปพันธ์แท้
ราคาแพงมหาศาลมีการซื้อต่อกันไปต่อกันมามีการเก็งและขายเอากำไร
ถึง10ล้านฟลอรินต่อมามีคนล้มละลายเป้นอันมากเมื่อกระแสนิยม
ดอกทิวลิปตกลง คนธรรมดาเริ่มมีสิทธิ์ที่จะชื่นชมดอกทิวลิปบ้างแล้ว
เหมือนสุภาษิตฝรั่งบอกว่า " คนจนได้กินนั้าแข็งในหน้าหนาว คนรวย
ได้กินนํ้าแข้งในหน้าร้อนนั่นแหละ " พวกโรมันนี่แหละเหลือเชื่อค่ะ
พอหน้าร้อนทนอากาศร้อนแห้งแบบเมดิเตอร์เรเนียนไม่ไหวจะส่งพวกทหาร
ไปเอานํ็าแข็งที่ยอดเขาแอลป์โน่นมาทานแก้ร้อนกัน พวกคนจนหรือทาสชาวยิว
ได้แต่มองตาปริบๆเท่านั้นเองไม่มีปัญญากินนํ้าแข็งในหน้าร้อนเลยมีคำเปรียบเปรยที่ว่านี้
อย่างไรก้ดี ในตุรกียังให้ความสำคัญกับดอกทิวลิปอยุ่มีบันทึก
เขียนไว้ว่า นักปลูกดอกทิวลิปมืออาชีพชื่อว่า ชิ๊ค โมฮัมเหม็ด ลาซารี
เขาผู้นี้เป้นตัวแทนจาก อาหเหม็ดได้นับหรือคัดสรรพันธ์ดอกทิวลิปไ้ด้ถึง
1323 ชนิด ต่อมาได้มีการจัดนิทรรศการณ์ดอกทิสิปประจำปีขึ้นเมื่อ
ศตวรรษที่19 และยังคงจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ดอกทิวลิปยังเป้นดอกไม้ที่สวยงามและเป้นที่นิยมของคนทั่วไปละ
ได้มีการพัฒนาสายพันธ์ุขึ้นอีกมากมายค่ะ
รูปภาพมาจาก เว็บชื่อว่า Steve Fazzio

.....................................................
รูปภาพรูปภาพ
"สันติภาพมิได้เกิดจากสภาวะนิ่งเฉย หากแต่เกิดจากความเข้าใจ"


แก้ไขล่าสุดโดย ป่าอ้อ เมื่อ 08 ธ.ค. 2009, 19:33, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 108 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ backlink