วันเวลาปัจจุบัน 30 พ.ย. 2020, 15:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ย. 2020, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7330

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

• หลวงปู่เล่านิทาน

เรื่องอาแป๊ะบวชลูกชาย...หลวงปู่ยกแก้วน้ำปานะขึ้นฉัน แล้วเล่าต่อว่า

มีอาแป๊ะคนหนึ่งแกพาลูกชายไปบวช ขณะที่พระอุปัชฌาย์ให้กล่าวคำขออุปสมบท บทว่า “อุลลุมปะตุโน ภันเต” ลูกชายอาแป๊ะซึ่งพูดไทยไม่ค่อยชัดอยู่แล้วจึงว่าเป็น “อุงลุง ปะตุโน ภันเต” กี่ครั้งๆ ก็ยังว่า “อุงลุง ปะตุโน ภันเต” อยู่เหมือนเดิม อุปัชฌาย์ก็ให้ว่าซ้ำใหม่ ๒ รอบ ๓ รอบ ลูกชายอาแป๊ะก็ยังว่าไม่ได้ อาแป๊ะถึงกับเหงื่อตกเพราะอายแขกที่มาร่วมงานบวชลูกชาย อาแป๊ะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเต็มหน้า เสร็จแล้วอาแป๊ะแกก็ตะโกนออกไปในโบสถ์ด้วยเสียงอันดังเพราะความโมโหลูกชายที่สวดมนต์ไม่ได้ ว่า “อาตี๋อ้า ลื้อนี่มัน ช้ายม่ายล่าย...แค่ของง่ายๆ อองลองๆ แค่นี้ทำไมลื้อจึงว่าม่ายล่าย” อั๊วยังว่าล่ายเลย !...พระเณรก็หัวเราะ ฮา !...สรุปแล้ว อาแป๊ะยิ่งพูดไม่ชัดหนักกว่าลูกชายหลายเท่านั่นเอง


นิทานที่หลวงปู่นำมาเล่าผ่อนคลายสมองพระเณรอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องตายายยากจนสองคู่อยู่ในกลางดง เรื่องมีอยู่ว่า

ตายาย คู่หนึ่งชื่อตาสี อีกคู่หนึ่งชื่อตาสา คู่ตาสีนั้นทั้งสองว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ส่วนคู่ของตาสาจะขัดแย้งมีปากมีเสียงกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองคู่ยากจน ทำมาหากินด้วยการจับปลาไปวันหนึ่งๆ วันหนึ่งตาสีสองคนตายายออกหาจับปลาในลำคลอง สุ่มไปได้ปลาช่อน เมียบอกว่าอย่าเพิ่งเอาตาสีก็เชื่อ สุ่มไปอีกได้ปลาหมอ เมียก็บอกว่าอย่าเพิ่งเอา ตาสีก็เชื่อ จนกระทั่งเย็นไม่ได้อะไรเลย ทั้งสองก็ไปนั่งปรับทุกข์กันที่ข้างจอมปลวกว่า ทำไมเราจึงเกิดมาทุกข์ยากแท้ พอดีเทวดาซึ่งสถิตอยู่ที่จอมปลวกได้ยินก็สงสาร จึงจำแลงกายออกมา มอบแก้วสารพัดนึกให้ตาและยาย บอกว่ากลับไปถึงบ้านให้นึกในสิ่งที่ต้องการได้สามอย่าง เมื่อถึงบ้านสองคนตายายก็มาปรึกษากันว่าจะนึกเอาอะไรดี ทั้งสองเมื่อตกลงกันแล้วจึงนึกเอาบ้านหลังสวยๆ ใหญ่ๆ...บ้านหลังงามก็ปรากฏขึ้นทันที ข้อที่สองนึกขอให้มีเครื่องอยู่ของกินอย่างอุดมสมบูรณ์ในบ้าน ข้อที่สามขอให้มีเงินมีทองเต็มบ้าน ทำบุญให้ทานไม่มีหมด และก็สมปรารถนาของสองคนตายาย ทำบุญแจกทานทุกวันก็ไม่มีหมด ตาสาจึงมาถามเพื่อนว่าทำอย่างไรจึงจะได้แก้วสารพัดนึกอย่างเพื่อนบ้าง ตาสีก็บอกให้ไปทำอย่างที่ตนทำมาแล้ว วันต่อมาตาสาสองคนตายายก็พากันไปสุ่มปลาที่ลำคลอง สุ่มแรกก็ได้ปลาช่อนตัวโต เมียก็บอกว่าเอาไว้ก่อนๆ ตาสาก็บอกว่า “ไม่ได้ เดี๋ยวผิดธรรมเนียมต้องปล่อยไปก่อน...” ฝ่ายเมียก็ด่าว่าบ่นตาสาเรื่อยไปๆ สุ่มลงไปอีกทีนี้ได้ปลาหมอ ตาสาก็ไม่เอาอีก เมียก็บ่นต่อไปอีกจนเหนื่อย จึงมานั่งพักที่จอมปลวกแล้วก็อธิษฐานขอแก้วสารพัดนึกจากเทวดาจอมปลวก เทวดาจอมปลวกก็นำแก้ววิเศษมาให้ แล้วบอกว่าให้กลับไปถึงบ้านแล้วนึกเอาอะไรก็ได้สามอย่าง ฝ่ายเมียก็บอกว่าไม่ต้องไปถึงบ้าน “นึกเอาที่นี่แหละ...” ตาสาก็ไม่ยอม เถียงกันไปเถียงกันมา ฝ่ายเมียก็นึกเอาว่า...“ข้านี่เกลียดแกเหลือเกินตาสาเอ๊ย...ข้าอยากนึกให้ตัวแกสูงถึงท้องฟ้า...” นึกเสร็จตัวตาสาก็สูงขึ้นๆ จนหัวชนท้องฟ้า...“ตาสาจึงร้องบอกเมียว่าเอาข้าลงๆ...” เมียจึงนึกใหม่ว่า “ขอให้ตาสาต่ำลงมาจนติดดิน...” เท่านั้นเองตาสาก็หดลงต่ำลงๆ จนติดดิน ตาสาก็ร้องบอกเมียอีกว่าเอาข้าเท่าเก่าเหมือนเดิม “เมียก็นึกให้ตาสาตัวเท่าเก่าอย่างเดิม...” เป็นอันว่าครบสามอย่างที่เทวดาให้ สรุปแล้วตาสาและภรรยาไม่ได้อะไรเลยเพราะความขัดแย้งไม่ลงรอยกันนั่นเอง...นี่คือนิทานอีกเรื่องของหลวงปู่ที่นำมาเล่าเปรียบเทียบอยู่บ่อยๆ เพื่อเป็นคติสอนใจถึง “การอยู่ร่วมกันระหว่างครอบครัวที่ขัดแย้งกัน...” และ “ครอบครัวว่าอะไรก็ว่าตามกัน...”


(นิทานหลวงปู่ยังมีอีกหลายเรื่อง แต่ขอยกมาเป็นอุทาหรณ์เพียงสองเรื่อง)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ย. 2020, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7330

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม

รูปภาพ
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม (พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร)

รูปภาพ
พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ

รูปภาพ
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

รูปภาพ
พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม

• ครูบาอาจารย์พูดคุยกันทางจิต

กาลสมัยที่หลวงปู่ได้มาพักที่วัดเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๒๓ เนื่องจากเป็นช่วงที่ทางราชการได้ทำการขยายเส้นทางถนนสุขุมวิท และเส้นทางแกลง-บ้านบึงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่ละครั้งไม่สะดวก จึงเปลี่ยนเส้นทางมาใช้เส้นทางสายจันทบุรี-สระแก้ว-นครนายก หากในช่วงที่มีกิจนิมนต์ติดต่อกันหลายวัน ก็ต้องพักแรมวัดใดวัดหนึ่งที่อยู่ชานเมือง หลวงปู่ได้เลือกมาพักที่วัดเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี เพราะเห็นว่าจะได้มีเวลาภาวนามากหน่อย เพราะเป็นสถานที่สงบ สงัด วิเวกดีมาก และในระหว่างนี้ก็มีเหตุการณ์ที่ลืมไม่ได้เกิดขึ้นที่วัดเขาอีโต้ เท่าที่จำได้มีอยู่ด้วยกันสามเรื่อง จึงขอนำมาลงไว้เป็นเครื่องเตือนความจำของเหล่าศิษยานุศิษย์ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลวงปู่เกิดขึ้นที่วัดเขาอีโต้ (เรื่องไหนเกิดก่อน-หลังจำไม่ได้ ขออภัยด้วย)

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ได้รับกิจนิมนต์ให้เข้าไปในพระราชพิธี พร้อมกับครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานหลายรูป ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๓ แต่ในคืนวันที่ ๒๖ ขณะที่หลวงปู่พักภาวนาอยู่ภายในกลดข้างหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ค่อนรุ่งของวันที่ ๒๗ หลวงปู่ออกมาจากกลดซึ่งผิดจากเวลาปกติ พระเณรที่ติดตามไปด้วยกันทั้งหมด ๘ รูป เมื่อได้ยินเสียงหลวงปู่กระแอม ทุกรูปแปลกใจคิดว่า หลวงปู่อาพาธท้องเดินหรือมีเหตุอะไร จึงรีบมาที่กลดหลวงปู่ทั้งหมดทุกรูป หลวงปู่นั่งลงบนตั่งเล็กๆ ตัวหนึ่งที่หลวงปู่ใช้นั่งเป็นประจำ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบของเขาอีโต้...แล้วก็เงียบ !...พระทุกรูปต่างก็เงียบเพื่อรอรับฟังว่า ครูบาอาจารย์จะปรารภอะไร แต่หลวงปู่ก็นั่งเงียบ !...ไม่ปรารภใดๆ พระอุปัฏฐากจึงกราบเรียนว่า ขอโอกาส ท่านอาจารย์ไม่สบายหรือครับผม จึงลุกออกมากลางดึกเช่นนี้...เงียบ !...หลวงปู่นั่งสงบไม่ตอบใดๆ ทั้งสิ้น เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง...หลวงปู่จึงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้นว่า...“ครูบาอาจารย์ของเราจะสิ้นอีก ๕ รูปในวันนี้ !...” พระเณรที่ห้อมล้อมหลวงปู่ไม่มีใครปริปากใดๆ ต่างองค์ต่างตกตลึง ท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือกของเขาอีโต้ สงบเงียบ !...หลวงปู่ปรารภต่อไปอีกว่า...“วงการพระกรรมฐานเราต้องสูญเสียครูบาอาจารย์พร้อมๆ กันถึง ๕ รูป เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันนี้..ล้วนแต่เป็นที่เคารพนับถือของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอีกด้วย แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมหนีกรรมไม่พ้น มันเป็นเรื่องวิบากกรรมที่ท่านจะต้องมาตายพร้อมกันเช่นนี้ ตายอย่างแหลกเหลวแทบหาร่างไม่พบเลยทีเดียว...”

ทุกรูปที่นั่งฟังหลวงปู่ปรารภก็เงียบ ! อีกเช่นเคย เพียงแต่รอฟังว่า หลวงปู่จะปรารภถึงชื่อใครบ้าง ? และเป็นอะไร ? ที่ไหน ? แล้วจะให้ทำอย่างไรบ้างเท่านั้น !...หลวงปู่นิ่งอยู่ครู่ใหญ่จึงปรารภต่ออีกว่า...ท่านเคยทำกรรมร่วมกันมาก็หนีไม่พ้น สมัยพุทธกาลขนาดพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระโมคคัลลาน์เป็นถึงพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธาศักดานุภาพมากกว่าใครในสมัยนั้น ไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ แต่ผลสุดท้ายที่จะนิพพานกับมาถูกโจรทุบจนกระดูกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ตายไม่สมเกียรติของพระอัครสาวกเลย พระโมคคัลลาน์ท่านหนีทุกอย่างได้ แต่ท่านจะหนีกรรมไม่พ้น สมัยนั้นพระพุทธเจ้าก็ยังถูกโจมตีจากคณาจารย์เจ้าลัทธิต่างๆ เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ของเราท่านก็หนีกรรมไม่พ้นเช่นกัน...หลวงปู่เทศน์แล้วก็หยุด สงบเงียบ...เหมือนกับหยุดพิจารณา หรือหยุดปลงนั่นเอง...พวกเราซึ่งเป็นศิษย์นั่งฟังจนแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว จึงนำน้ำล้างหน้า ยาสีฟัน เข้ามาถวายหลวงปู่ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน...จนบัดนี้หลวงปู่ก็ยังไม่พูดว่าใครเป็นอะไร ? ที่ไหน ?...ปกติทุกวันหลวงปู่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในเวลาแปดโมงเช้าทุกครั้ง แต่วันนี้หลังจากหลวงปู่ล้างหน้าเสร็จหลวงปู่ก็เข้าที่เดินจงกรมภาวนาต่อ เหมือนหลวงปู่รอเวลาอะไรสักอย่าง ครู่ใหญ่ๆ ผ่านไป หลวงปู่ก็เรียกพระอุปัฏฐากเอาจีวรห่มคลุมเตรียมเดินทาง พระอุปัฏฐากสังเกตว่าหลวงปู่มีความวิตกกังวลเรื่องบางอย่าง จึงกราบเรียนว่า...ขอโอกาสครับ ท่านอาจารย์จะเดินทางตอนนี้หรือครับ ?...หลวงปู่ตอบ...อืม !...ไปกันเถอะ ไปดูแลครูบาอาจารย์ก่อน เดี๋ยวจะไม่ทัน ท่านมาบอกลาผมเมื่อคืน หลวงปู่บุญมา ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอาจารย์สุพัฒน์ ท่านจะนิพพานในอีกไม่ช้านี้ ไปเถอะเดี๋ยวไม่ทัน...พระเณรทั้งแปดรูปจึงเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าครูบาอาจารย์ท่านพูดคุยล่ำลากันทางจิตเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อค่อนรุ่งแล้ว...แต่ยังเป็นปริศนาว่าท่านจะสิ้นด้วยเหตุอันใดหรือ จึงจะพร้อมกันทีเดียวถึง ๕ รูป และจะฉีกร่างให้แหลกอย่างที่หลวงปู่ปรารภอย่างนี้ !...พระเณรทั้งแปดรูปชักเริ่มเป็นห่วงครูบาอาจารย์ที่จะสิ้นวันนี้เสียแล้ว ต่างรูปต่างก็คอยที่จะไปถึงยังสถานที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด


วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓ ขณะที่กำลังเดินไปขึ้นรถที่ติดเครื่องรออยู่ พระเณรเดินตามหลวงปู่ยังไม่ทันถึงรถ หลวงปู่หยุดกะทันหัน บอกว่า ไม่ทันแล้ว !...แล้วก็ก้าวเท้าขึ้นรถ หลวงปู่สั่งคนรถว่าวันนี้ไปทางคลองหก ทุกวันจะใช้เส้นทางนครนายก-กรุงเทพฯ ขณะที่รถยนต์วิ่งมาถึงตัวจังหวัดปราจีนบุรี เสียงวิทยุที่คนขับเปิดไว้เป็นปกติอยู่แล้วนั้น ก็ประกาศข่าวด่วนว่า เครื่องบินโดยสารแอฟโร ๔ ของบริษัทการบินไทย ประสบอุบัติเหตุตกก่อนถึงกรุงเทพฯ ๒๐ กิโลเมตร ณ กลางทุ่งนารังสิต บริเวณคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตเกือบหมด...ในจำนวนนี้มีพระสงฆ์มรณภาพ ๗ รูป เป็นพระสายป่า ๕ รูป คือ ๑. พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ๒. หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม ๓. พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ๔. พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ๕. พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม...รถวิ่งมาถึงคลองหก มองเห็นชาวบ้านสับสนอลหม่าน วิ่งบ้าง เดินบ้าง ตำรวจทหารแน่นทั้งสองข้างทาง ควันขาวๆ โพยพรุ่งอยู่กลางท้องนาด้านหน้า หลวงปู่ให้คนขับจอดรถแล้วหลวงปู่เดินตรงไปที่ซากเครื่องบินที่ตกกระจัดกระจายอยู่นั้น ท่ามกลางไทยมุงที่แน่นขนัด

หลวงปู่และพระเณรทั้งหมดได้ช่วยกันเก็บอัฐบริขารของครูบาอาจารย์ออกมาวางไว้ในสถานที่อันเหมาะสมให้เรียบร้อย หลวงปู่ปรารภขณะที่หยิบชิ้นส่วนของครูบาอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวนมาบอกเมื่อคืนว่าให้ช่วยมาเก็บธาตุขันธ์ให้ท่านด้วย รับปากท่านไว้เมื่อคืน...” หลวงปู่หยิบชิ้นส่วนของครูบาอาจารย์มารวมไว้เป็นส่วนๆ เก็บชิ้นส่วนและอัฐบริขารของครูบาอาจารย์เสร็จ เจ้าหน้าที่ก็มาถึง...จึงให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินงานต่อไป ตกกลางคืนหลวงปู่ก็พาไปกราบนมัสการศพครูบาอาจารย์ที่ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน...ขณะที่นั่งรอเวลาอยู่นั้น หลวงปู่ต้องตอบคำถามทั้งพระทั้งโยมที่นำปัญหาอย่างที่หลวงปู่ปรารภไว้ที่วัดเขาอีโต้ตั้งแต่แรกนั้น มาตอบให้ทุกคนเข้าใจว่า...ไม่มีใครในโลกนี้หนีกรรมได้ วิบากกรรมของท่านหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง ให้ห่วงตัวเราเองนี้ให้มาก ทำตัวเราเองให้ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง...หลวงปู่ปรารภกับพระอุปัฏฐากว่า “สมเด็จฯ ท่านเสียพระทัยมาก ผมเพิ่งเห็นน้ำตาท่านหลั่งไหลมากก็คราวนี้แหละ...” ข้าพเจ้าก็สังเกตตาม จึงได้เห็นพระเนตรของพระองค์ปูดบวม พระพักตร์ร่วงโรย เศร้าโศกอย่างที่หลวงปู่ปรารภ เรื่องนี้จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นครูบาอาจารย์ท่านอยู่ห่างไกลกันคนละภาค แต่เมื่อถึงคราวที่ท่านจะต้องแตกกายทำลายขันธ์ ท่านยังส่งกระแสจิตสั่งความบอกลาซึ่งกันและกันได้ ซึ่งในคราวครั้งนั้นบรรดาพระภิกษุผู้เป็นสักขีพยานรับทราบเหตุการณ์ค่อนรุ่งของคืนดังกล่าวรวม ๘ รูปด้วยกัน...

• แผ่เมตตา แต่เป็นกสิณ

อีกเรื่องหนึ่งของความทรงจำที่เกิดขึ้น ณ วัดเขาอีโต้ ตามปกติแล้วทุกวันช่วงบ่ายๆ ก็มักจะมีญาติโยมมากราบนมัสการขอพบหลวงปู่เป็นประจำทุกวัน หลวงปู่จะรับแขกตามปกติในเวลาบ่าย บ่ายของวันนั้นมีโยมสตรีกลางคนผู้หนึ่งท่าทางสง่างามพร้อมเด็กน้อยสามคนเข้ามากราบหลวงปู่ วันนี้แขกมากเธอจึงถอยออกมารอจนคนกลับหมดแล้วจึงเข้าไปกราบหลวงปู่อีกรอบหนึ่ง พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้หลวงปู่ฟังว่า...หนูมาขอความเมตตาหลวงพ่อได้ช่วยแผ่เมตตาให้พ่อเด็กเขากลับมาด้วยเถิด เด็กเขาคิดถึงพ่อ ร้องไห้ทุกคืน หนูได้ยินชื่อเสียงหลวงพ่อมานานแล้วว่าหลวงพ่อมีเมตตาสูง ได้โปรดเมตตาให้พ่อเด็กเขากลับด้วยเถิดเจ้าค่ะ...หลวงปู่ถามพร้อมเรียกเด็กเข้ามาลูบหัวไปมาด้วยความเมตตา...พ่อไปไหนหรือหนู ?...พ่อทิ้งหนูและแม่ไปมีเมียใหม่ เด็กน้อยตอบตามประสาเด็กที่ไร้เดียงสา...หลวงปู่ฟังแล้วก็ร้อง อืม ?...แม่เด็กกราบเรียนต่ออีกว่า...พ่อเด็กเป็นผู้กองอยู่ที่สถานีแห่งหนึ่ง...สมัยก่อนก็ดีมากอยู่ด้วยกันมาเกือบ ๒๐ ปี มาระยะหลังนี้จะถูกกระทำคุณไสยหรืออย่างไรไม่ทราบ เปลี่ยนไปๆ แล้วก็ไม่กลับมาบ้านเลย ซึ่งเมื่อก่อนเขารักลูกมากเจ้าค่ะ...หลวงปู่อุทานขึ้น “อืม !...เดี๋ยวจะลองดูนะ ! ให้หนูพาลูกกลับบ้านก่อน...” หลวงปู่ให้ความหวังแบ่งรับแบ่งสู้แก่โยมผู้หญิงและบุตรน้อยๆ ที่น่าเอ็นดูทั้งสามคนด้วยความเมตตา

ตกกลางคืนประมาณราวเที่ยงคืนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นของหุบเขาอีโต้ ประกอบกับความเงียบสงบ พระที่ติดตามหลวงปู่ต่างก็แยกย้ายกันภาวนาซึ่งกางกลดไว้ห่างกันพอสมควร ในขณะที่ตำรวจติดตามหลวงปู่คนหนึ่งออกมาปัสสาวะได้สังเกตว่าที่กลดหลวงปู่มีแสงสว่างเกิดขึ้นที่กลดแล้วค่อยๆ พวยพุ่งสูงขึ้นๆ จนสุดปลายยอดไม้ แล้วก็มาเริ่มสว่างที่กลดค่อยๆ สูงๆ ไปสุดที่ปลายยอดไม้ เป็นอยู่อย่างนั้น ตำรวจยืนพิจารณาอยู่เป็นเวลานานจึงเข้าไปเรียกคนขับรถออกมาช่วยกันดูอีกหนึ่งคน แสงนั้นก็ยังเหมือนเดิม สว่างที่กลดแล้วก็ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นๆ คนขับรถก็ไปบอกพระซึ่งกำลังหลับบ้างภาวนาบ้างตามกลดตรงโน้นตรงนั้นให้ออกมาดูว่าคืออะไร ? พระทั้งแปดรูปออกมาจากกลด มองดูแสงประหลาดด้วยความเงียบอยู่สักครู่ คนขับรถจึงเอะอะขึ้นมาว่าไฟไหม้กลดอาจารย์ๆ...ทั้งหมดจึงตรงไปยังกลดหลวงปู่ โยมเสาร์คนขับรถกราบเรียนหลวงปู่เสียงดังพอสมควรว่า...อาจารย์ๆ พร้อมกับถือวิสาสะเปิดมุ้งกลดล้วงมือเข้าไปจับตัวหลวงปู่ด้วยความปรารถนาดีต่อครูบาอาจารย์...หลวงปู่นั่งสมาธิอยู่ จึงออกจากสมาธิ ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ ?...เสียงเอะอะเชียว ?”...โยมเสาร์กราบเรียนว่า ไฟไหม้กลดอาจารย์ ซีครับ !...พวกครูบาจึงให้ผมเรียกอาจารย์ แต่ เอ...! ทำไมไม่ร้อน โยมเสาร์เอามือล้วงเข้าไปในจีวรที่หลวงปู่คลุมกายอยู่ก็ไม่รู้สึกร้อน แต่เมื่อกี้ไฟลุกท่วมถึงยอดไม้เลยครับอาจารย์ ? ไอ้ทิวา (ตำรวจติดตาม) มันออกมาปัสสาวะเห็นไฟสว่างอยู่ในกลดอาจารย์ มันไปตามผมมาดู ผมก็กลัวอาจารย์จะตาย จึงไปตามครูบามาช่วยกันอีกแรงหนึ่งครับท่านอาจารย์ โยมเสาร์กราบเรียนจากนั้นอีกครู่เดียวก็ได้อรุณวันใหม่ พระเณรนำน้ำล้างหน้า ยาสีฟันถวายหลวงปู่ เสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงปู่จึงปรารภขึ้นว่า...“ผมพิจารณาดูแล้วว่าไม่น่าจะเกิดไฟได้เลย ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เพ่งเตโชกสิณ ไม่ได้ภาวนาเกี่ยวกับไฟหรือของร้อนอะไรเลย ? แต่ทำไมเกิดไฟได้ ?”...เรื่องไฟลุกที่ตัวผมเคยมีมาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่ผมบำเพ็ญอยู่ที่บ้านเดิ่น โคราช บ้านทิดเสาร์นั่นเอง สมัยนั้นหนาวมาก ผมนั่งสมาธิเอาจีวรคลุมแบบนี้แหละแต่ก็ไม่พอเพราะอากาศหนาวเย็นมาก ผมจึงเพ่งกสิณว่า...เตโช...ๆ...ๆ...ๆ ก็รู้สึกว่า ค่อยมีความอบอุ่นเข้ามาหน่อย ไม่นานนักเสียงเอะอะโวยวายอยู่ไม่ห่างจากผมนัก จึงลืมตาขึ้นเห็นชาวบ้านมามุงดูกันเต็มไปหมดรอบกลดผมเลย จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น?..ก็ลุงของทิดเสาร์นี่แหละ !...บอกว่าไฟลุกท่วมกลดอาจารย์สว่างถึงหมู่บ้านโน่น ชาวบ้านจึงพากันมาดูว่าท่านอาจารย์ก่อไฟ หรือทำอะไร ? เกรงว่าไฟจะลามไปติดป่า แต่มาถึงแล้วปรากฏว่าไฟมันติดอยู่กลดท่านอาจารย์ ลุงของทิดเสาร์จึงบอกว่า ขอโอกาสขอของดีท่านอาจารย์สักหน่อยนะครับ !...จะเอาอะไรหรือ ?...ขอจีวรท่านอาจารย์ผืนที่ไฟติดแล้วไม่ไหม้นี่แหละครับ...ว่าแล้วลุงของทิดเสาร์ก็กราบลงสามครั้งโดยที่ยังไม่ทันพูดอะไรหรือยังไม่ได้อนุญาตเลย ชาวบ้านก็ฉีกจีวรแบ่งกันเสร็จสับเรียบร้อยคนละชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย หมดพอดีเพราะคนมากันหมดหมู่บ้าน เรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้ทิดเสาร์ได้ติดตามมารับใช้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา...

แต่เรื่องเมื่อคืนผมไม่ได้เพ่งกสิณเลย ผมแผ่เมตตา อธิษฐานจิตว่าขอให้สามีของโยมผู้หญิงที่มาบอกเมื่อตอนกลางวัน “อธิษฐานว่าถ้าสามีเขายังมีบุญที่จะต้องรับผิดชอบครอบครัว หากเขาถูกคุณไสยจริงก็ขอให้คุณพระรัตนตรัยได้โปรดคุ้มครองรักษาอย่าได้ทำอันตรายใดๆ เขาเลย ให้เขากลับมาดูแลลูกเมีย ครอบครัว เถิด...” ผมอธิษฐานแล้วก็นั่งภาวนาสมาธิอย่างนี้ แต่ด้วยเหตุใดจึงมีไฟพวยพุ่งจากในกลดถึงยอดไม้ได้อย่างไร และผมก็ไม่รู้สึกว่าร้อน ไม่รู้เสียด้วยว่ามีไฟลุกอย่างที่ทิดเสาร์เห็น สงสัยจริงๆ (จีวรผืนหลังนี้พระอาจารย์สุวิทย์ พระอุปัฏฐากเก็บรักษาไว้) เรื่องของโยมที่สามีไปมีภรรยาน้อย ต่อมาไม่นานก็พาสามีและครอบครัวมากราบขอบพระคุณหลวงปู่ที่เมตตาช่วยเหลือในครั้งนั้น ครอบครัวจึงได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างปกติสุขเหมือนก่อน


• วัวสำนึกบุญคุณ

เรื่องที่สามเกิดที่วัดเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี คือในสมัยนั้น เถ้าแก่อิ่ม บุญเจือ มีอาชีพรับเนื้อวัวจากโรงงานนำมาผลิตเป็นลูกชิ้น แล้วส่งให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง วันหนึ่งเถ้าแก่มากราบเรียนหลวงปู่ว่า ได้ไถ่ชีวิตวัวมาถวายท่านอาจารย์ตัวหนึ่ง หลวงปู่ถามต่อว่ามันเป็นอย่างไรหรือเถ้าแก่...วัวตัวนี้เป็นวัวที่คนฆ่าที่โรงฆ่าสัตว์ทำไม่ลงตั้งแต่คิวแรกจนบัดนี้เป็นคิวสุดท้ายแล้ว เพราะเมื่อถึงคิวทีไรก็จะมากราบ ร้องไห้กับคนฆ่า จนคนฆ่าผัดผ่อนมาจนบัดนี้แล้วก็ยังทำไม่ลงทุกครั้งไป คนฆ่ามาถามผมว่า เถ้าแก่วัวตัวนี้มันร้องไห้ทุกครั้งที่ผมจะฆ่ามัน จนผมใจอ่อน ทำมันไม่ได้ ให้เถ้าแก่ช่วยชีวิตมันหน่อยก็แล้วกัน ผมจึงซื้อวัวตัวนี้มาถวายท่านอาจารย์ แล้วแต่ท่านอาจารย์จะให้ทำอย่างไรต่อไป...หลวงปู่บอกรับด้วยความเกรงใจเถ้าแก่ แล้วบอกต่ออีกว่า เถ้าแก่เอาไปไว้ที่วัดเขาอีโต้ ปราจีนบุรี ที่อาตมาพักเป็นประจำนั่นแหละ เพราะที่นั่นจะมีป่าไม้ใบหญ้าให้เขาได้กิน...ถ้าเอาไว้ที่เขาสุกิมเกรงว่าจะไม่มีใครเลี้ยง ไม่มีหญ้าให้กิน เถ้าแก่อิ่ม บุญเจือ ก็นำรถที่บรรทุกวัวมานั้นวิ่งต่อไปที่วัดเขาอีโต้ เสร็จแล้วก็ปล่อยวัวลงที่ลานหน้าวัดนั่นเอง ก่อนที่จะขึ้นรถกลับ เถ้าแก่อิ่ม บุญเจือ ลูบที่หัววัวแล้วบอกว่า “ลื้อรออาจารย์สมชายอยู่นี่นะ อีกสองสามวันอาจารย์สมชายมาถึงลื้อจึงค่อยมากราบท่าน” หลายวันต่อมาหลวงปู่ก็เดินทางไปพักที่วัดเขาอีโต้ตามปกติ หลวงปู่ลงจากรถยนต์กำลังเดินไปที่พัก วัวแดงสวยงามตัวดังกล่าวก็เดินตรงเข้ามาหมอบลงต่อหน้า เหยียดเท้าหน้าออกไปที่หลวงปู่ ลักษณะคล้ายคนกราบพระ เสร็จแล้ววัวก็ลุกยืนขึ้น เข้ามาใช้ลิ้นเลียที่แขนหลวงปู่ไปมา น้ำตาไหลต่อหน้าต่อตาพระทั้ง ๙ รูปนั่นเอง เรื่องแปลกที่หลวงปู่ก็ยังไม่เคยเห็นวัว วัวก็ยังไม่เคยเห็นหลวงปู่ แต่เหตุไฉนหรือวัวตัวนี้จึงรู้ว่าเถ้าแก่อิ่ม บุญเจือ ได้ไถ่ชีวิตมาถวายหลวงปู่ วัวเขารู้ได้อย่างไรว่าเขารอดชีวิตเพราะหลวงปู่...พระที่วัดเขาอีโต้ตั้งหลายรูปทำไมวัวจึงไม่ไปคุ้นเคยด้วย และต่อมาทุกครั้งที่หลวงปู่ไปวัดเขาอีโต้ก็จะต้องให้คนขับรถซื้อถั่วฝักยาวบ้าง แตงกวาบ้างไปฝากวัว วัวเมื่อรู้ว่าหลวงปู่เดินทางมาถึง ก็จะมากราบมาเลียแข้งเลียแขนเหมือนกับคนที่คุ้นเคยกันมานานนั่นเอง วัวตัวดังกล่าวก็อาศัยอยู่ที่วัดเขาอีโต้เรื่อยมาจนสิ้นอายุตามธรรมชาติในเวลาต่อมา...

(เรื่องนี้ก็เป็นความบกพร่องของลูกศิษย์ที่ไม่มีใครได้กราบเรียนถามหลวงปู่เลยว่า อดีตชาติวัวตัวนี้เป็นใคร ที่ไหน ทำไมจึงมาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่อย่างนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ย. 2020, 18:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7330

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

รูปภาพ
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

เอาตัวรอดจากมาตุคาม

หลวงปู่เล่าว่า...เรื่องมาตุคามกับพระ หรือเรื่องเนื้อคู่ หรือคู่วาสนา คู่บารมี นั่นเอง ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์จะต้องผ่านเรื่องเหล่านี้มากันเกือบทุกรูป บางรูปถ้าไม่ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยเหลือที่ดีแล้วล่ะก็พังทุกราย ดูอย่างเรื่องของหลวงปู่หลุยเป็นตัวอย่าง (หลวงปู่เล่าเรื่องหลวงปู่หลุยให้ฟังต่อไปว่า) หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่นอีกรูปหนึ่ง ในสมัยที่อยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น หลวงปู่หลุยก็เป็นพระหนุ่ม แต่ค่อนข้างจะมีประวัติอะไรที่แปลกอยู่เช่นกัน...วันหนึ่งหลวงปู่มั่นปรารภกับพระในวัดซึ่งก็ได้ยินกันหมดทั้งวัดว่า “ท่านหลุย ท่านไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่ ให้ไปหาที่อยู่ที่อื่น...หลวงปู่หลุยก็แปลกใจว่าทำไมหลวงปู่มั่นจึงห้ามไม่ให้อยู่ เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา ! หลวงปู่หลุยก็เข้าไปกราบเรียนขออนุญาตหลวงปู่มั่นอีกว่า...ขอได้โปรดเมตตาให้เกล้าอยู่รับใช้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่อไปด้วยเถิด ถ้าได้กระทำอะไรผิดพลาดก็กราบเท้าขอขมาลาโทษด้วย...เมื่อหลวงปู่หลุยมาบอกเช่นนั้นหลวงปู่มั่นท่านก็เมตตาให้อยู่ต่อแต่มีข้อแม้ว่า...ถ้าจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป ก็ห้ามไปบิณฑบาตสายที่ผมเดิน...คือ หลวงปู่มั่นได้สั่งห้ามไม่ให้หลวงปู่หลุยเดินตามท่านไปบิณฑบาตด้วยนั่นเอง...หลวงปู่หลุยก็เชื่อฟังและได้ปฏิบัติตามคำสั่งของหลวงปู่มั่นด้วยดีตลอดมา...จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร วันหนึ่งหลวงปู่มั่นเดินทางไปวิเวกต่างสถานที่ ก่อนที่จะออกเดินทางหลวงปู่มั่นก็กำชับพระเณรในวัดอีกครั้งหนึ่งว่า คอยระวังท่านหลุยด้วย อย่าปล่อยให้ไปบิณฑบาตสายนี้อย่างเด็ดขาดนะ...ด้วยความกังขาต่อคำสั่งของหลวงปู่มั่นที่สั่งห้ามไม่ให้ไปบิณฑบาตสายดังกล่าวนั้นฝังอยู่ในใจของหลวงปู่หลุยมาเป็นเวลานานนั่นเอง...เมื่อหลวงปู่มั่นไม่อยู่ หลวงปู่หลุยจึงคิดว่าเป็นเพราะเหตุไรหลวงปู่มั่นจึงมาห้ามเราอย่างนี้...วันนี้เป็นอย่างไรก็เป็นกัน จะต้องเดินไปบิณฑบาตสายต้องห้ามนี้ให้ได้...ว่าแล้วเช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่หลุยก็เดินไปบิณฑบาตสายที่หลวงปู่มั่นสั่งห้ามนั่นเอง...ถึงแม้ว่าพระเณรจะช่วยกันทัดทานห้ามอย่างไรหลวงปู่หลุยก็ไม่ฟังเสียงใคร เพราะอายุพรรษามากกว่ารูปอื่นนั่นเอง พระเณรรูปอื่นๆ มีแต่พรรษาต่ำกว่าก็เกรงใจไม่สามารถที่ห้ามเอาไว้ได้ จึงได้ปล่อยให้หลวงปู่หลุยเดินไปบิณฑบาตสายต้องห้ามนั้นอย่างไม่สามารถที่จะทัดทานได้...

เดินไปจนสุดหมู่บ้านหลวงปู่หลุยก็นึกในใจว่า เอ๊ !...หลวงปู่มั่นมาห้ามเราด้วยเรื่องอันใดไม่มีเหตุไม่มีผล ก็แค่เดินบิณฑบาตธรรมดาๆ นี่ไม่เห็นจะมีอะไร ? ขณะที่เดินบิณฑบาตขากลับวัดในระหว่างทางได้มีหญิงสาวนางหนึ่งลงมาใส่บาตรตามปกติที่เคยทำประจำทุกวัน ขณะที่หญิงสาวเอื้อมมือจะใส่บาตร หลวงปู่หลุยก็กำลังเปิดบาตร ฉับพลันสายตาของหลวงปู่หลุยกับสายตาของหญิงสาวนางนั้นก็ประสานกันพอดี ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงและเป็นได้ถึงขนาดนี้...หญิงสาวนางนั้นถึงกับเป็นลมล้มลง ช็อกหมดสติกระติบข้าวหลุดหล่นจากมือกลิ้งไปกับพื้นดินทันที...ฝ่ายหลวงปู่หลุยซึ่งบำเพ็ญตบะบารมีมาถึงขนาดนั้นแล้วก็ถึงกับเข่าอ่อนเป็นลมล้มพับไปเหมือนกัน บาตรที่สะพายอยู่บนบ่าถึงกับหลุดล่วง พระเณรที่เดินตามมาด้วยต้องรีบช่วยกันเข้าประคองสองปีกซ้ายขวา รูปหนึ่งก็เข้ามาช่วยรับบาตร เสร็จแล้วก็พากันหิ้วปีกหลวงปู่หลุยกลับวัดทันที...นี่ !...ดูเถิดครับ...เรื่องคู่วาสนาคู่บารมีมันไม่เข้าใครออกใคร มันร้ายถึงขนาดนี้...หลวงปู่มั่นท่านรู้อยู่แล้วว่าคู่วาสนาของหลวงปู่หลุยมาเกิดอยู่ที่นี่ ถ้าได้พบกันแล้วจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น หลวงปู่มั่นจึงห้ามไม่ให้หลวงปู่หลุยอยู่ที่นั่น แต่เมื่อหลวงปู่หลุยดื้อที่จะอยู่ ก็ห้ามไม่ให้ไปบิณฑบาตด้วย แต่แล้วก็หนีกรรมไม่พ้นอยู่ดี...

สมัยที่ผมเป็นพระหนุ่มก็ต้องต่อสู้เรื่อง “คู่วาสนา” อย่างนี้อยู่ถึง ๒-๓ ครั้งเหมือนกัน แถบเอาตัวไม่รอด ก็เพราะตัวเมตตาตกบ่อนี่แหละครับ ตัวเมตตาสงสารเขานั่นแหละจะทำให้เราเสียคน ต้องกำจัดตัวเมตตาสงสารให้ได้ “ถ้าเราคิดสงสารเขา เราตายลูกเดียวจะบอกให้ !...” สมัยที่ผมอยู่บ้านธาตุนาเวง สกลนคร ประเพณีทางอีสานไม่เหมือนเมืองจันท์เรานะครับ พระไปบิณฑบาตกลับมาแล้วก็จะมีพ่อออกแม่ออก (โยมผู้ชายโยมผู้หญิง) หาบกับข้าวตามมาส่งที่วัด ทางอีสานเขาเรียกว่า “มาจังหันพระ” ในบรรดาผู้ที่มาจังหันนั้นผมก็ไม่ได้สังเกตว่าใครเป็นใคร ผมก็สำรวมจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา ทีนี้เมื่อถึงคราวมันจะเป็นขณะที่กำลังแจกอาหารใส่บาตรอยู่นั้น ผมก็จำไม่ได้ว่าผมกำลังมองหาอะไร มองไปมองมาก็ไปสะดุดกับสายตาของสาวน้อยรูปงามคนหนึ่งเข้าอย่างจัง สังเกตเห็นเขานั่งมองผมอย่างจดจ้องตาไม่กระพริบ...เมื่อผมกวาดสายตาไปเจอเข้าเท่านั้นก็ถึงกับใจเต้นตุบๆ ตับๆ แทบระเบิดออกมานอกอกเหมือนกัน...เสร็จแล้วผมก็ก้มลงมองบาตร พิจารณาปัจจเวกอาหารเตรียมฉัน แต่ใจมันก็ยังเต้นตุบตับๆ ยอมรับว่าวันนั้นผมฉันข้าวไม่ได้เลย ต้องรีบอิ่ม ลุกออกจากที่นั่งกลับกุฏิทันที ธรรมเนียมเมืองอีสานนั้นใครอิ่มก่อนลุกก่อนอยู่แล้ว ผมล้างบาตรเสร็จก็เข้าที่เดินจงกรมทันที เกรงว่าจิตจะตกไปมากกว่านี้ เดินจงกรม พุท-โธๆๆ ตั้งแต่เช้าจนเที่ยงจิตก็สงบลงไปได้มากแต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว ยังวิตกวิจารณ์ถึงนัยน์ตาของหญิงสาวนางนั้นอยู่ดี รอบบ่ายกวาดวัดเสร็จก็เข้าที่เดินจงกรมต่ออีก จนกระทั่งดึกประมาณสองยามเห็นจะได้ขณะที่จิตสงบดิ่งอยู่กับการเดินจงกรมอยู่นั้น สัญชาติญาณของคนเราก็จะพอรู้ว่า ใกล้ๆ ตัวเราขณะนี้มีสิ่งผิดปกติอยู่ ยิ่งเป็นสิ่งมีชีวิตยิ่งรู้ได้เร็ว ขณะที่ผมเดินจงกรมกลับไปกลับมาอยู่นั้น ผมมองผ่านแสงเทียนไขที่จุดไว้ในโครมผ้าสีหมองๆ นั้น สังเกตว่าที่ริมทางเดินจงกรมได้มีเงาตะคุ่มๆ คล้ายคน ในใจก็คิดอีกว่าหรือจะเป็นผี เพราะทางเดินจงกรมของผมอยู่ในป่าช้าฝังศพ มองไปทางไหนก็มีแต่หลุมศพทั่วไปหมด หรือจะเป็นหมามาหากินเศษอาหารเครื่องเซ่นศพ ที่ตอนกลางวันนี้มีการฝังศพกัน ผมคิดไปเอง...

จุ๊...จุ๊ !...ผมจุ๊ปากเพื่อไล่หมา แต่ก็เงียบ ! ไม่มีเสียงกร๊อบแกร๊บอะไรอีก ในใจก็คิดอีกว่าถ้าเป็นหมาก็ต้องวิ่งเหยียบใบไม้ให้ดังไปหมดทั้งป่าแล้ว เอ๊ !...ทำไมเงียบ หรือว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นหัวขโมยจะมาแอบลักของวัดหรืออย่างไร ? หรือว่าจะเป็นผี ! เพราะเมื่อมองผ่านแสงเทียนไขออกไปก็เห็นเงาคล้ายคนเรานี่นา ผมจึงถามออกไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้หวังผลอะไรมาก ? แต่ผลที่กลับมาเกินกว่าที่คาดคิด...ใครน่ะ ! มาแอบทำอะไรแถวนี้...ทองเองค่ะ ! ทองทิพย์ค่ะ...ใจผมหายวาบ ! หนูมาจังหันทุกวัน จำหนูไม่ได้หรือ ! เมื่อเช้าที่หลวงพี่มองมาทางหนูยังไงเล่าค๊ะ !...ผมก็ถึงบางอ้อทันทีเลย...มาทำไมในป่าช้าดึกดื่นมืดค่ำอย่างนี้ ไม่กลัวผีหรอกหรือ !...มาชวนหลวงพี่ไปอยู่บ้านหนู หนูแอบชอบหลวงพี่มานานแล้ว...หนูเป็นลูกคนเดียวของเตี่ย แม่หนูตายตั้งแต่เล็กไม่เคยเห็นหน้าแม่เลย เตี่ยรักหนูแต่เตี่ยก็หวงหนู ไม่ให้หนูไปไหนให้คาดสายตาเลย ป่านนี้คงจะตามหาทั่วเมืองแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน...เสียงของเขาบาดลึกถึงหัวใจเหมือนอะไรบอกไม่ถูก ยิ่งพูดยิ่งสงสารเขา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าสงสารเขาทำไม สงสารเขาได้อย่างไร ?...ผมดูจิตของผมแล้วก็ทราบได้ดีว่า “...เมตตากำลังจะตกบ่อเสียแล้ว เพราะความเมตตาสงสารนี่เอง...” และก็เกรงว่าถ้าพระเณรหรือใครผ่านมารู้เห็นเข้าก็จะไม่ดีไม่งาม อีกอย่างหนึ่งก็ผิดพระวินัยด้วยที่เรามายืนคุยกับมาตุคามสองต่อสองในที่ลับหูลับตายามวิกาลเช่นนี้ ผมจึงรวบรัดตัดความว่า เอาอย่างนี้ดีไหม ! วันนี้หลวงพี่ไม่ได้เตรียมสิ่งของอะไรมาด้วยเลย เพราะไม่รู้ว่าเธอจะมา ถ้าจะกลับเข้าไปเอาสิ่งของเดี๋ยวหมู่คณะพระเณรก็จะเห็น อีกอย่างหนึ่งก็ดึกมากแล้ว เราเดินทางกันไปได้คงไม่ไกลก็สว่าง คนแถวนี้ก็รู้จักเธอกันทั้งนั้น...เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้เรานัดเจอกันใหม่ดีไหม ? หลวงพี่จะได้จัดเตรียมสิ่งของออกมาพร้อมแล้วค่อยว่ากัน วันนี้ให้เธอกลับบ้านก่อน...เธอคงนึกว่าผมมีใจเอนเอียงเป็นไปกับเธอด้วย...ก่อนออกเดินทางกลับบ้าน เธอก็หันกลับมาย้ำกับผมอีกว่า...พรุ่งนี้ ก็พรุ่งนี้...

ผมมองเห็นเงาเธอเดินพ้นสายตาแล้ว ผมก็รีบออกจากทางจงกรมกลับกุฏิทันทีเลยเหมือนกัน กลัวว่าเธอจะหวนกลับมาอีก ถึงกุฏิแล้วก็เตรียมเก็บสิ่งของอัฐบริขารใส่บาตรอย่างเร็ว ฝากพระเพื่อนกันให้ช่วยกราบลาครูบาอาจารย์แทนด้วย เสร็จแล้วก่อนสว่างคืนนั้นผมก็รีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปถ้ำเจ้าผู้ข้าทันที เพราะเกรงว่าถ้าอยู่จนถึงสว่างแล้วเธอจะต้องมาจังหันจะต้องได้พบหน้าเธออีก อาจจะทนความสงสารเธอไม่ได้...พอถึงถ้ำเจ้าผู้ข้า ผมก็เดินจงกรมนั่งสมาธิประคองจิตใจของผมไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของลูกสาวพญามารนางนั้นอีกต่อไป...ผมไม่ได้ฉันข้าวเป็นเวลา ๑๕ วัน เพื่อต้องการทรมานจิตของผม แล้วผมก็สามารถผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาได้อย่างสง่างาม นึกขึ้นมาคราวใดก็ภาคภูมิใจในตัวเองเป็นที่สุด...หวุดหวิดเกือบจะเสียทีลูกสาวพญามารเข้าให้เสียแล้ว...

พวกเราพระหนุ่มเณรน้อยทุกรูปก็ขอให้ระมัดระวังเอาไว้ให้ดี บางทีเราอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับคู่วาสนาเมื่อไร ที่ไหน กับใคร ข้อสำคัญตัวเมตตาสงสารนั่นแหละสำคัญนัก จะทำให้เราตกบ่อหรือตกหลุมได้ จะเสียพระ จะเสียคน พระผู้ใหญ่หลายรูปก็พังเพราะตัวเมตตาตกบ่อนี่แหละครับ !...จำเอาไว้...


(หลวงปู่เล่าเรื่องนี้ให้พระเณรฟังภายหลังจากสรงน้ำประจำวันเสร็จแล้ว)



:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43691

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 18 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร