วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ค. 2019, 05:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 78 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2014, 10:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นิมิตเห็นตอนมรณภาพ
จะมีพระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามท่าน
มีเรื่องแปลกประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง
ท่านเล่าว่า
แปลกใจมาก คืนหนึ่งที่มีเหตุการณ์
โดยทางนิมิตภาวนาเกิดขึ้น เวลานั้นท่านพักอยู่ในภู
เขาลึกแห่งหนึ่ง ห่างจากหมู่บ้านมาก ที่จังหวัดเชียงใหม่
เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งน่าหวาดเสียวและน่ายินดีพอ ๆ กัน
คืนนั้นดึกมากราว ๓ นาฬิกา อัน
เป็นเวลาธาตุขันธ์ละเอียด ท่านตื่นจากจำวัด
นั่งพิจารณาไปเล็กน้อย ปรากฏว่าจิตใจมีความประสงค์
จะพักสงบมากกว่าจะพิจารณาธรรมทั้งหลายต่อไป
ท่านเลยปล่อยให้จิตพักสงบ
พอเริ่มปล่อยจิตก็เริ่มหยั่งลงสู่
ความสงบอย่างละเอียดเต็มภูมิสมาธิ และพัก
อยู่นานประมาณ ๒ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ
ถอยออกมา แต่แทนที่จิตจะถอนออกมาสู่ปกติจิต
เพราะมีกำลังจากการพักผ่อนทางสมาธิพอสมควรแล้ว
แต่กลับถอยออกมาเพียงขั้นอุปจารสมาธิ
แล้วออกรู้เหตุการณ์ต่อเนื่องไปในเวลานั้นเลยทีเดียว
คือขณะนั้นปรากฏว่ามีช้างเชือกหนึ่ง
ใหญ่มากเดินเข้ามาหาท่าน แล้วทรุดตัวหมอบลงแสดง
เป็นอาการจะให้ท่านขึ้นบนหลัง
ท่านก็ปีนขึ้นบนหลังช้างเชือกนั้นทันที
พอท่านขึ้นนั่งบนคอช้างเรียบร้อยแล้ว ขณะ
นั้นปรากฏว่ามีพระวัยหนุ่มอีกสององค์
ขี่ช้างองค์ละเชือกเดินตามมาข้างหลังท่าน ช้าง
ทั้งสองเชือกนั้นใหญ่พอ ๆ กัน แต่
เล็กกว่าช้างตัวที่ท่านกำลังขี่อยู่เล็กน้อย ช้าง
ทั้งสามเชือกนั้นมีความองอาจสง่าผ่าเผย
และสวยงามมากพอ ๆ กัน คล้ายกับ
เป็นช้างทรงของกษัตริย์ มีความฉลาดรอบรู้
ความประสงค์และอุบายต่าง ๆ
ที่เจ้าของบอกแนะดีเช่นเดียวกับมนุษย์
พอช้างสองเชือกของพระหนุ่มเดินมาถึง
ท่านก็พาออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางภู
เขาที่มองเห็นขวางหน้าอยู่ไม่ห่างจากที่นั้นนัก ประมาณ
๑ กิโลเมตร ช้างท่านเป็น
ผู้พาเดินหน้าไปอย่างสง่าผ่าเผย
ในความรู้สึกส่วนลึก ท่านว่าราวกับ
จะพาพระหนุ่มสององค์นั้นออกจากโลกสมมุติทั้งสามภพ
ไม่มีวันกลับมาสู่โลกใด ๆ อีกต่อไปเลย
พอไปถึงภูเขาแล้ว ช้างพาท่าน
และพระหนุ่มสององค์เดินเข้าไปที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่ง
ไม่สูงนัก เพียงเป็นเนินเชื่อมกันขึ้นไปหาถ้ำเท่านั้น
เมื่อช้างใหญ่ทั้งสามเชือกเข้าไปถึงถ้ำแล้ว
ช้างเชือกที่ท่านอาจารย์ขี่อยู่หันก้นเข้าไปในหน้าถ้ำ
หันหน้าออกมา แล้วถอยก้นเข้าไปจรดผนังถ้ำ
ส่วนช้างสองเชือกของพระหนุ่มสององค์ต่างเดิน
เข้าไปยืนเคียงข้างช้างท่านข้างละเชือกอย่างใกล้ชิด
หันหน้าเข้าไปในถ้ำ
ส่วนช้างท่านอาจารย์ยืนหันหน้าออกมาหน้าถ้ำ
ขณะนั้นปรากฏว่า ท่านอาจารย์เอง
ได้พูดสั่งเสียพระว่า
นี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งขันธ์
และภพชาติของผมจะขาดความสืบต่อกับสมมุติทั้งหลาย
และจะยุติลงเพียงแค่นี้ จะไม่
ได้กลับมาสู่โลกเกิดตายนี้อีกแล้ว นิมนต์ท่าน
ทั้งสองจงกลับไปบำเพ็ญประโยชน์ตน
ให้สมบูรณ์เต็มภูมิก่อน อีกไม่นานท่านทั้งสองก็
จะตามผมมา และไปในลักษณะเดียวกับที่ผม
จะเตรียมไปอยู่ขณะนี้
การที่สัตว์โลกจะหนี
จากโลกที่แสนอาลัยอ้อยอิ่งแต่เต็มไปด้วย
ความระบมงมทุกข์นี้ไปได้แต่ละรายนั้น มิใช่เป็นของไป
ได้อย่างง่ายดายเหมือนเขาไปเที่ยวงานกัน แต่ต้อง
เป็นสิ่งฝืนใจมากที่ผู้นั้นจะ
ต้องทุ่มเทกำลังทุกด้านลงเพื่อต่อสู้กู้ความดีทั้งหลาย ราว
กับจะไม่มีชีวิตยังเหลืออยู่ในร่างต่อไปนั่นแล จึงจะ
เป็นทางพ้นภัยไร้กังวล ไม่
ต้องกลับมาเกิดตายเสียดายป่าช้าอีกต่อไป
การจากไปของผมคราวนี้มิได้เป็นการ
จากไปเพื่อความล่มจมงมทุกข์ใด ๆ แต่เป็นการ
จากไปเพื่อหายทุกข์กังวลในขันธ์ จากไปด้วย
ความหมดเยื่อใยในสิ่งที่เคยอาลัยอาวรณ์ทั้งหลาย และ
จากไปอย่างหมดห่วง เหมือนนักโทษออกจากเรือนจำฉะ
นั้น ไม่มีความหึงหวงและน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะ
ความพรากไปแห่งขันธ์ที่โลกถือเป็นเรื่องกองทุกข์อัน
ใหญ่หลวง และไม่มีสัตว์ตัวใดปรารถนาตายกันเลย ฉะ
นั้นจึงไม่ควรเสียใจอาลัยถึงผมอันเป็นเรื่องสั่งสมกิเลส
และกองทุกข์ไม่มีชิ้นดีเลย นักปราชญ์ไม่สรรเสริญ
พอท่านแสดงธรรมแก่พระหนุ่มสององค์จบลง
ก็บอกให้ถอยช้างสองเชือกออกไป
ซึ่งยืนแนบสองข้างท่านด้วยอาการสงบนิ่งราวกับ
ไม่มีลมหายใจ และอาลัยคำสั่งเสียท่านที่
ให้โอวาทแก่พระหนุ่มสององค์ ขณะนั้นช้าง
ทั้งสามเชือกแสดงความรู้สึกเหมือนสัตว์มีชีวิตจริง ๆ ราว
กับมิใช่นิมิตภาวนา
พอสั่งเสียเสร็จแล้ว
ช้างสองเชือกของพระหนุ่มก็ค่อย ๆ
ถอยออกมาหน้าถ้ำหันหลังกลับออกไป
แล้วหันหน้ากลับคืนมายังท่านอาจารย์ตามเดิม
ด้วยท่าทางอันสงบอย่างยิ่ง
ส่วนช้างท่านก็เริ่มทำหน้าที่หมุนก้นเข้าไปในผนังถ้ำ
โดยลำดับ เฉพาะองค์ท่านนั่งอยู่บนคอช้างนั่นเอง
ทั้งขณะให้โอวาททั้งขณะช้างหมุนตัวเข้าในผนังถ้ำ
พอช้างหมุนก้นเข้าไปได้ค่อนตัว จิตท่านเริ่มรู้สึกตัวถอน
จากสมาธิขึ้นมา เรื่องเลยยุติลงเพียงนั้น
เรื่องนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ท่านพิจารณา
ความหมายต่อไป เพราะเป็นนิมิตที่แปลกประหลาดมาก
ไม่เคยปรากฏในชีวิต ได้ความขึ้นเป็นสองนัย
นัยหนึ่งตอนท่านมรณภาพ
จะมีพระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามท่าน แต่ท่านมิได้ระบุว่า
เป็นใครบ้าง
อีกนัยหนึ่งสมถะกับวิปัสสนา
เป็นธรรมมีอุปการะแก่พระขีณาสพแต่ต้นจนวาระสุดท้ายแห่งขันธ์
ต้องอาศัยสมถวิปัสสนา
เป็นวิหารธรรมเครื่องบรรเทาทุกข์ระหว่างขันธ์
กับจิตที่อาศัยกันอยู่ จนกว่าระหว่างสมมุติคือขันธ์
กับวิมุตติคือวิสุทธิจิตจะเลิกราจากกัน
ที่โลกเรียกว่าตายนั่นแล สมถะกับวิปัสสนาจึงจะยุติ
ในการทำหน้าที่ลงได้ และหายไปพร้อม ๆ กับสมมุติ
ทั้งหลาย ไม่มีอะไรจะมาสมมุติกันว่าเป็นอะไรต่อไปอีก
ท่านว่าน่าหวาดเสียวนั้น ท่านคิดตาม
ความรู้สึกทั่ว ๆ ไป คือตอนช้างท่านกำลังหมุนก้นเข้าไป
ในผนังถ้ำ ทั้งที่ท่านนั่งอยู่บนคอช้าง แต่ท่านว่า ท่านมิ
ได้มีความสะทกสะท้านหวั่นไหวเพราะเหตุการณ์ที่กำลัง
เป็นไปอยู่นั้นเลย ปล่อยให้ช้างทำหน้าที่ไปจนกว่าจะ
ถึงที่สุดของเหตุการณ์ ที่น่ายินดีเช่น
กันคือตอนที่นิมิตแสดงภาพพระหนุ่มและช้าง
ให้ปรากฏขึ้นในขณะนั้น บอกความหมายว่า
จะมีพระหนุ่มรู้ธรรมตามท่านสององค์ในระยะที่มรณภาพ
ไม่ก่อนหรือหลังท่านนานนัก
ท่านว่า แปลกอยู่อีกตอนหนึ่งก็คือ
ตอนท่านสั่งเสียและอบรมสั่งสอนพระหนุ่มไม่ให้ตกใจ
และมีความอาลัยถึงท่าน ให้พา
กันกลับไปบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตนให้เต็มภูมิก่อน
และพูดถึงการจากไปของท่านเองราวกับจะไปในขณะ
นั้นจริง ๆ นี้ท่านว่า นิมิตแสดงให้เห็นเป็นความแปลก
ในรูปเปรียบว่าเมื่อวาระนั้นมาถึงจริง ๆ พระหนุ่มสององค์
จะรู้ธรรมในระยะนั้น แต่
เป็นที่น่าเสียดายที่พระหนุ่มสององค์นั้นคือใครบ้าง
เวลาเรียนถามท่าน ท่านไม่บอก
เวลานั้น
ผู้เขียนมีอาการบ้ากำลังกำเริบอยากรู้ชื่อพระหนุ่มสององค์
นั้น จนลืมอยากรู้ความบกพร่องของตนเสียหมด
เลยวาดภาพหลอกตัวเองอยู่ร่ำไปว่าจะเป็นองค์ไหน
กันแน่ องค์ไหนกันแน่ อยู่ทำนองนั้น และได้พยายามใช้
ความสังเกตเรื่อยมาแต่ท่านมรณภาพทีแรกจน
ถึงวันเขียนประวัติท่าน ก็ยังไม่มีวี่แววมาจากทางไหนว่า
องค์นั้นเป็น
ผู้มีโชคมหัศจรรย์ตามนิมิตภาวนาที่ท่านเมตตาบอกเล่า
คิดไปมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นความบ้าของตนหนัก
เข้าที่ตะครุบเงานอกจากตัวไปว่า ใคร
จะมาประกาศขายตัวว่าตนเป็นผู้บรรลุธรรมนั้น เพราะมิ
ใช่ปลาเน่าที่จะประกาศขายให้แมลงวันตอมเล่น
ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากท่านผู้จะบรรลุธรรมขั้นนั้น ต้อง
เป็นผู้มีความฉลาดอย่างพอตัว และควรแก่ธรรมขั้น
นั้นอย่างเต็มภูมิจึงจะบรรลุได้ แล้วใคร
จะยอมโง่มาประกาศขายตัวให้นักปราชญ์สมเพชเวทนา
ให้คนพาลหัวเราะเยาะ ให้คนหูเบาเชื่อง่าย
ไม่มีเหตุผลรับเชื่อและตื่นข่าวไปตาม ๆ กัน
เหมือนกระต่ายตื่นตูมว่าฟ้าถล่มฉะนั้น
เรื่องบ้าเลยขอบเขตก็ค่อยสงบลง
จึงได้เขียนเรื่องนี้ลงไว้เพื่อท่านผู้อ่าน
ทั้งหลายได้พิจารณาต่อไป ผิดถูกประการ
ใดกรุณาตำหนิผู้เขียนซึ่งมีนิสัยไม่รอบคอบมาดั้งเดิม
เพราะเรื่องทำนองนี้ถือเป็นการภายในระหว่างอาจารย์
กับศิษย์ควรพูดต่อกันโดยเฉพาะ ไม่เป็นภัยต่อฝ่าย
ใดฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้เขียนประวัติท่าน
เป็นคนมีนิสัยที่ควรตำหนิอยู่มาก ถ้าไม่สงสารและ
ให้อภัยดังที่เรียนขอแล้วขอเล่าตลอดมา จึงหวังได้รับ
ความเมตตาเป็นอย่างดีตามเคย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2014, 10:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การเทศน์โปรดอนุเคราะห์จำพวกกายทิพย์ในภพภูมิต่าง

การเทศน์โปรดอนุเคราะห์จำพวกกายทิพย์
ในภพภูมิต่าง ๆ ท่านพระอาจารย์มั่น
ได้ทำภาระอย่างหนักหน่วงตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ
ไม่ว่าท่านจะพักอยู่ที่ใด จำต้องได้ติดต่อสื่อสาร
กับพวกกายทิพย์ประเภทต่าง ๆ อยู่เสมอ ยิ่งพักอยู่ในป่า
ในเขาลึกปราศจากผู้คนด้วยแล้ว พวกกายทิพย์
จากภพภูมิต่าง ๆ ยิ่งมาเกี่ยวข้องท่านมากเป็นพิเศษแทบ
ไม่เว้นแต่ละคืน โดยพวกนั้นมา พวกนี้มา ภูมินั้นมา
ภูมินี้มา ชั้นนั้นมา ชั้นนี้มา แม้พวกเปรตผีที่รอรับไทยทาน
จากญาติ ๆ ซึ่งทั้งผู้เป็นเปรตเป็นผี และผู้เป็นญาติ เดิม
เป็นโคตรแซ่อะไร อยู่เมืองไหน ตายไปแต่เมื่อไร
และญาติในโคตรแซ่นั้นยังมีใครเหลืออยู่บ้างพอ
ช่วยติดต่อสื่อสาร ก็ไม่มีใครทราบได้
ยังอุตส่าห์มาติดต่อกับท่านอาจารย์เพื่อเมตตาอนุเคราะห์
ช่วยบอกกับญาติ ๆ ของเปรตผีนั้น ๆ ให้พากันทำบุญ
ให้ทานแล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปให้เขา พอช่วยพยุงให้
ความทุกข์ที่เสวยอยู่ได้มีวันเบาบางลงบ้าง
ไม่ทรมานจนเกินไป เท่าที่เสวยทุกข์อยู่
ในนรกก็นับว่าเหลือทนมานานแสนนานแล้ว จน
ไม่มีมนุษย์คนใดจะสามารถนับอ่านเดือนปีของแดนนรก
ซึ่งต่างกับเมืองมนุษย์ได้
เพราะเลยการนับอ่านของแดนมนุษย์ที่ใช้นับกัน
จะอาจเอื้อม
พอพ้นแดนนรกขึ้นมาแทนที่
จะหมดกรรมหมดเวรพอมีความสุขบ้าง แต่ไม่ปรากฏ
ความทุกข์ได้ลดตัวลงสมกับคำว่าพ้นจากนรกบ้างเลย
ความมีกรรมชั่วติดตัวนี้อยู่ในโลกไหนก็สักแต่ชื่อเท่านั้น
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปพอ
ให้เย็นใจหายทุกข์พอควรบ้างเลย ดังพวกข้าพเจ้าเสวย
อยู่เวลานี้ ทั้งยังไม่ทราบว่าจะพ้นจากกรรมชั่วไป
ได้เมื่อไร ถ้าพระคุณเจ้าได้เมตตาบอกข่าวกล่าวเรื่อง
ให้ญาติ ๆ ฟังแล้ว
เขาอาจมีจิตเมตตาบำเพ็ญกุศลอุทิศกัลปนาผลส่งมาให้
พวกข้าพเจ้าอาจมีเวลาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน
ซึ่งสุดจะสังเวชสงสารตนเหลือประมาณนี้เสียได้
เวลาท่านถามถึงญาติของผู้
เป็นเปรตผีที่มาขอส่วนบุญ ก็บอกไปคนละโลกจน
ไม่รู้เรื่องกัน ผู้ที่ตายไปตกนรกตั้งหมื่นตั้งแสนปีทิพย์ กว่า
จะพ้นโทษขึ้นมาและมาเสวยกรรมปลีกย่อยอัน
เป็นเศษนรกอยู่ บางรายห้าร้อยปีทิพย์
บางรายก็พันปีทิพย์ จนไม่สามารถ
ค้นหาต้นตอหน่อแขนงแห่งโคตรแซ่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้า
เป็นเช่นรายนั้นก็สุดวิสัย ซึ่งนับว่า
เป็นกรรมของสัตว์อีกแขนงหนึ่ง
ที่พ้นกรรมหนักขึ้นมาสู่กรรมเบาบ้าง ที่พอจะรับความ
ช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ แต่กลับค้นหาบัญชีสำมะโนครัว
ไม่เจอเสีย เป็นอันว่าต้องยอมทนทุกข์เสวยกรรม
นั้นต่อไป โดยไม่มีกำหนดกฎหมายว่าจะตัดสินกรรมลง
ได้เมื่อไรสักที รายที่เป็นทำนองสัตว์
ไม่มีเจ้าของคอยอุปการะนี้มีจำนวนไม่น้อย
รายที่พอช่วยเหลือได้บ้างก็มี เช่นรายที่
ไม่นานและไม่หนัก ทั้งอยู่ในฐานะที่ควรรับทานจากญาติ
ได้ สำมะโนครัวคือโคตรแซ่ที่เป็นญาติก็ยังมี ชื่อญาติ
และสถานที่ก็จำได้ ทั้งอยู่ไม่ห่างไกล
กับสถานที่มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากท่าน
ถ้าอย่างนี้ท่านก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือได้
โดยหาอุบายแสดงธรรมให้เขาทราบและอุทิศส่วนกุศล
ในเวลาบำเพ็ญทานในงานต่าง ๆ หรือให้ทานประจำวัน
เช่น ใส่บาตรถวายทานอันเป็นการทำบุญทั่ว ๆ ไป เสร็จ
แล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับ ซึ่งรอรับอยู่พร้อม
แล้ว บางรายก็รับส่วนกุศลจากการอุทิศของท่านผู้ใจบุญ
ทั้งหลายอุทิศกันอยู่ทั่วไปได้ เฉพาะท่านเองก็อุทิศ
ส่วนกุศลหรือแผ่เมตตาแก่บรรดาสัตว์ทั่ว ๆ ไปมิได้ขาด
แต่บางรายก็รับได้เฉพาะที่ญาติอุทิศให้เท่านั้น
บางรายก็รับได้ทั่วไปตามความนิยมของกรรมที่มีต่าง ๆ
กัน
ท่านว่าพวกเปรตผีนี้พิสดารมาก
และมีกี่ร้อยกี่พันจำพวกที่มาเกี่ยวข้องกับท่าน จนไม่
สามารถนับอ่านได้ ทั้งรบกวนมากกว่าจำพวกอื่น ๆ
ที่มีกายลึกลับเหมือนกัน
เพราะพวกนี้หมดที่พึ่งเหมือนคอยลมหายใจจากผู้อื่น พอ
เขาปิดจมูกไอหรือจามเสียขณะหนึ่ง ตัวก็จะตาย
เพราะหมดทางหากิน จึงลำบากมากเกี่ยวกับการอาศัยผู้
อื่น โดยที่ไม่เป็นตัวของตัวมาแต่ดั้งเดิม ฉะนั้นการทำบุญ
ให้ทานจึงเป็นกิจสำคัญมากเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับ
ผู้หวังพึ่งตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ยังท่องเที่ยวอยู่
ในสงสาร เพราะสัตว์ที่มีกรรมทั่วไตรโลกธาตุต้องเป็น
ผู้รับผิดชอบตัวเองด้วยกัน ไม่มีใคร
จะคอยรับผิดชอบใคร ทั้งการเกิดในกำเนิดดีชั่วต่าง ๆ
ตลอดการเสวยคือสุขหรือทุกข์หนักเบามากน้อย ต้อง
เป็นผู้เสวยกรรมของตัวทำไว้ทั้งสิ้น ไม่มีใครทำ
ไว้เพื่อใคร ต่างทำไว้เพื่อตัว แม้ไม่มีเจตนาว่าทำ
ไว้เพื่อตัวเองก็ตาม แต่ความจริงก็
เป็นกฎตายตัวมาดั้งเดิมอย่างนั้น
ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเชี่ยวชาญ
ในทางเปรต ผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์
นาค ครุฑมาก ทั้งภพหยาบภพละเอียด
สามารถรู้ซอกแซกไปได้อย่างไม่มีประมาณ
ในสิ่งที่สุดวิสัยของตาเนื้อหูหนังจะเห็นและได้ยินได้ นอก
จากท่านไม่เล่าหมดตามที่รู้ที่เห็นเท่านั้น
ขณะท่านเล่าเรื่องเปรตผีเป็นต้นให้ฟัง
อดขนลุกไม่ได้ ทั้งที่ไม่กลัวผี แต่ก็อดกลัวกรรมซึ่ง
เป็นของลึกลับและมีอำนาจมากไม่ได้ ท่านว่าคนเราถ้า
สามารถรู้เห็นกรรมดีชั่วที่ตนและผู้
อื่นทำขึ้นเหมือนเห็นวัตถุต่าง ๆ เช่น เห็นน้ำเห็นไฟ
เป็นต้น จะไม่กล้าทำบาปเหมือนคนไม่กล้าเข้าไฟ
แต่กระตือรือร้นกันทำแต่ความดี ซึ่ง
เป็นของเย็นเหมือนน้ำ ความเดือดร้อนของโลกที่เคย
ได้รับก็นับวันลดน้อยลง เพราะต่างคนต่างก็รักษาตัว
กลัวเป็นบาปอันตราย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ค. 2014, 10:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกศิษย์กับอาจารย์โต้นรกสวรรค์กัน
ขณะที่ท่านอธิบายธรรมเกี่ยว
กับเปรตผีนรกสวรรค์ เป็นต้น มีอาจารย์องค์หนึ่งที่
เป็นศิษย์ท่าน เรียนถามท่านขึ้นว่า
เมื่อคนทั้งโลกไม่รู้ไม่เห็นบาปเห็นบุญ
เห็นนรกสวรรค์ ตลอดเห็นเปรต เทวบุตร เทวดา ครุฑ
นาค และวิญญาณที่เป็นภพละเอียดยิ่ง แต่ท่านอาจารย์
สามารถรู้เห็นได้เพียงองค์เดียวทั้งที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็น
ด้วย ท่านอาจารย์จะอธิบายให้คนรู้เห็นด้วยไม่ได้บ้าง
หรือ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านเวลาเห็นแล้ว
ยังนำมาสั่งสอนโลกได้ เช่น บาป บุญ นรก สวรรค์
เป็นต้น ล้วนเป็นธรรมชาติที่พระองค์รู้เห็น
แล้วนำมาสอนโลกทั้งสิ้น
ไม่เห็นใครปรับโทษพระพุทธเจ้าและพระสาวกท่าน นี่ก็
เข้าใจว่าจะไม่มีท่านผู้ใดจะมาปรับโทษท่านอาจารย์ นอก
จากเขาจะอนุโมทนาสาธุกับท่านอาจารย์เท่านั้น
เช่นเดียวกับพวกกระผมเชื่อและอัศจรรย์ความรู้ความ
สามารถของท่านอาจารย์อยู่เวลานี้
ท่านอาจารย์ตอบว่า
ผมยังไม่ได้คิดว่าจะพูดอย่างท่านขอร้อง
แต่ผู้ขอร้องคือท่านจะหาเรื่องบ้ามาฆ่าตัวท่าน
และผมก่อนแล้ว ถ้าผมพูดตามความเห็นท่าน ท่านก็
เป็นบ้าคนที่หนึ่ง ผมก็คือบ้าคนที่สอง ผู้ฟังที่นั่งอยู่ด้วย
กันนี้ก็จะเป็นบ้าคนที่สามที่สี่ จะเป็นบ้าไปด้วยกันทั้งวัด
แล้วจะมีวัดบ้าที่ไหนให้พวกเราซึ่งเป็นบ้ากันหมดทั้งวัด
อยู่ล่ะ ศาสนาออกจากท่านผู้รอบคอบ แสดงไว้ด้วย
ความรอบคอบ เพื่อปฏิบัติด้วยความรอบคอบ รู้ด้วย
ความรอบคอบ และพูดด้วยความรอบคอบ
แต่การพูดพล่ามไปดังท่านนี้ จะจัดว่ารอบคอบ
หรือจัดว่าพวกบ้าน้ำลาย ท่านลองพิจารณาดูซิ
ผมว่าเพียงคิดขึ้นเท่านั้นก็เริ่มคิดเรื่องบ้าอยู่แล้ว มิหนำยัง
จะขืนพูดออกมา ถ้าโลกทนฟังได้โลกไม่แตก ผู้พูด
ผู้ฟังเหล่านี้ก็ดีแตกและบ้าแตกหาโลกอยู่ไม่ได้แน่ ๆ
การพูดดังที่ท่านคิด
นั้นท่านมีเหตุผลอะไรบ้าง ท่านลองคิดดู แม้แต่สิ่งที่เห็น
ๆ รู้ ๆ กันอยู่ทั่วไป เขายังรู้จักวิธีปฏิบัติว่าควรอย่างไร
ไม่ควรอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับเหตุการณ์สถานที่และ
ความนิยมของคนในยุคนั้น ๆ ธรรมแม้จะเป็น
ความจริงเหนือสิ่งใด แต่ยังอาศัยโลกผู้เกี่ยวข้อง
กับธรรมอยู่ ซึ่งควรปฏิบัติให้เหมาะสมกับโลก
กับธรรมไปตามกรณี แม้พระพุทธเจ้าที่ทรงรู้เห็นสิ่งต่าง
ๆ ก่อนใครในโลก ทั้งสามารถจะตรัสอะไรได้ด้วยความรู้
ความเห็นที่ประจักษ์พระทัย แต่ก็ทรงรอบคอบในสิ่ง
ทั้งปวงว่าจะควรปฏิบัติอย่างไรเสมอมา หากพระองค์
จะตรัสบ้างในบางเรื่อง ก็ทรงเห็นว่าเหมาะ
กับเหตุการณ์สถานที่และบุคคลผู้รับฟัง มิได้ตรัส
โดยปราศจากพระสติปัญญาความรอบคอบอันแหลมคม
ความรู้ความเห็นสิ่งต่าง ๆ
ที่ควรแก่ฐานะของตนนั้นเป็นสิทธิของผู้นั้น แต่
จะพูดพล่ามออกมาเสียทุกสิ่งทุกอย่างโดยปราศ
จากสติปัญญาที่ควรนำใช้เป็นประจำนั้น รู้สึกจะเป็น
ความรู้ความเห็นที่แหวกแนว คำพูดแหวกแนว แต่ผู้รับฟัง
ซึ่งมิใช่คนแหวกแนวก็ทนฟังอยู่มิได้ การที่ใคร
จะปรับโทษหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหยาบและเรื่องนอก ๆ ซึ่ง
ไม่สำคัญยิ่งกว่าตัวผู้รู้ผู้เห็น จะควรปฏิบัติต่อตัว
โดยสามีจิกรรมอันเป็นความชอบธรรมแก่ตนและ
ผู้เกี่ยวข้องทั่ว ๆ ไป
ความเชื่อและความอัศจรรย์ก็มิใช่เหตุผลที่
จะนำมาสนับสนุนเพื่อเสริมคนให้เป็นบ้า ความเชื่อและ
ความอัศจรรย์ด้วยความอยากให้พูดให้คุย ก็เป็น
ความเชื่อความอัศจรรย์ของคนที่กำลังจะหาทางเป็นบ้า
ผมจึงไม่สรรเสริญความเชื่อความอัศจรรย์แบบนั้น
แต่อยากให้มีความเชื่อความอัศจรรย์ที่จะเป็น
ความแหลมคม สมกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคน
ให้ฉลาดบ้าง แม้ไม่ฉลาดมากก็พอน่าชมด้วยความหวังว่า
จะยังมีผู้ทรงพระศาสนา และสืบพระศาสนาไปด้วย
ความฉลาดรอบคอบอยู่บ้าง
ผมขอถามท่านบ้างว่า
“สมมุติว่าท่านมีเงินติดตัวอยู่จำนวนพอที่
จะทำประโยชน์หรือทำความเสียหายแก่ตัวท่านได้หาก
ไม่ฉลาด เวลาท่านเข้าในที่ชุมนุมชนท่าน
จะปฏิบัติต่อสมบัตินั้นอย่างไรบ้าง ถึงจะปลอดภัย
ทั้งสมบัติและตัวท่านเอง”
พระอาจารย์องค์นั้นเรียนตอบท่านว่า
“กระผมก็จะพยายามรักษาสมบัติ
นั้นเต็มสติปัญญาที่จะรักษาได้”
ท่านถามว่า
“สติปัญญาที่ท่านจะนำมาใช้ต่อสมบัติ
และชุมนุมชนในเวลานั้น ท่านจะนำมาใช้ด้วยวิธีใด
สมบัติส่วนอื่น ๆ และตัวท่านเองจึงจะปลอดภัย”
อาจารย์นั้นเรียนท่านว่า
“ถ้ากระผมจะสงเคราะห์เขา
โดยที่เห็นว่าควรสงเคราะห์ ก็
จะพยายามแยกสมบัติจำนวนที่
จะสงเคราะห์ออกแผนกหนึ่ง โดยมิให้เขามองเห็นสมบัติ
ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ของตน แล้วสงเคราะห์
เขาไปเฉพาะจำนวนที่แยกออกไว้จากส่วนใหญ่เท่านั้น
นอกนั้นกระผมก็เก็บไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ใครรู้ใครเห็น
เพราะกลัวจะเป็นภัยแก่สมบัติและตัวกระผมเอง”
ท่านตอบว่า
“เอาละ ทีนี้สมมุติว่าท่านรู้เห็นธรรม
หรือสิ่งต่าง ๆ ดังที่ท่านยกขึ้นถามผม มีการเห็นเปรตผี
เป็นต้น ท่านจะปฏิบัติต่อความรู้ความเห็นและแก่
ผู้เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ถึงจะจัดว่าเป็นผู้มีความรอบคอบ
ในสมบัติประเภทนั้นและเป็นประโยชน์แก่หมู่ชน
ผู้มาเกี่ยวข้องเท่าที่ควร โดยไม่มีการอื้อฉาวราวเรื่อง
ซึ่งอาจเป็นความเสียหายแกท่านเองและพระศาสนาได้”
อาจารย์องค์นั้นเรียนท่านว่า
“กระผมก็จำต้องปฏิบัติทำนองเดียวกัน
กับการปฏิบัติต่อเงินซึ่งเห็นว่าเป็นคุณแก่ตนและผู้อื่น
โดยถ่ายเดียว ไม่มีภัยเข้ามาแทรกด้วย”
ท่านถามว่า
“ก็เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดเป็นเชิงชักนำ
ให้ผมประกาศโฆษณาความรู้ความเห็น มีเห็นเปรตผี
เป็นต้น แก่ประชาชน โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์และ
ความเสียหายอันจะตามมานั้น ท่านพูดมี
ความหมายอย่างไรบ้าง ผมคิดว่า
ถ้าคนมีสติปัญญาพอประคองตัวอยู่บ้างดังมนุษย์ทั่ว ๆ
ไป เขาคงไม่พูดอย่างท่านแน่นอน แต่ท่านเอง
ยังพูดออกมาได้ ถ้าท่านไม่เลยขั้นคนธรรมดาก้าวเข้าขั้น
ไม่มีสติแล้ว จะควรชมเชยว่าท่านก้าวข้ามไปขั้น……อะไร
แล้ว ผมเองยังมองไม่เห็นจุดที่ควรชมเชยท่านบ้างเลย
สมมุติว่ามีผู้มาต่อว่าท่านว่า เวลาท่านก้าว
เข้าถึงขั้น……แล้ว ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไรจึงจะตรง
กับความจริงที่เขาว่าท่านโดยมีเหตุผล ท่านได้คิดบ้าง
หรือเปล่าว่า คนในโลกมีคนฉลาดมากหรือคนโง่มาก
และคนจำพวกไหนที่จะสามารถทรงพระศาสนา
ให้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยความมีเหตุผล และยั่งยืนไปนาน
ไม่ถูกทำลายด้วยแบบท่านถามผมเมื่อสักครู่นี้”
ท่านนั้นเรียนท่านว่า
“ถ้าพิจารณาตามที่ท่านอาจารย์ว่าแล้ว ก็
เป็นความผิดในการกล่าวของกระผมโดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะเท่าที่กระผมกราบเรียนขอนั้น โดยมุ่งเจตนา
ในทางอยากให้คนทั้งหลายทราบบ้าง อย่างกระผมทราบ
แล้วรู้สึกซาบซึ้งและอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ไม่เคยได้ยิน
ได้ฟังมาจากท่านผู้ใดเลย เมื่อเล่าให้เขาทราบบ้าง คง
จะรู้สึกซาบซึ้งไปนานและเกิดประโยชน์แก่เขามากมาย
ด้วยความรู้สึกอย่างนี้จึงทำให้ความอยาก
นั้นหลุดปากออกมา โดยมิได้คำนึงว่าจะเกิด
ความเสียหายแก่ผู้พูดและพระศาสนามากน้อยเพียงไร
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กระผมจึงขอประทานโทษ
ได้โปรดเมตตาอย่าให้กรรมนี้ต้องติดในสันดานอีกต่อไป
กระผมจะพยายามสำรวมมิให้เป็นทำนองนี้อีก
หากมีคนมาต่อว่าว่ากระผมก้าวเข้า
ถึงขั้น…..ก็จำต้องยอมรับเหตุผล เพราะเราเป็น
ผู้ควรถูกตำหนิอย่างหาทางหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก่อนกระผมยังมิได้คิดว่าคนในโลกมีความฉลาดมาก
หรือคนโง่มาก เพิ่ง
จะมาสะดุดใจเอาขณะที่ท่านอาจารย์ถามนี่เอง
เลยเดาเอาตามความรู้สึกว่า คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด
อยู่มากมาย คิดดูในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ มีคนฉลาด
และรักศีลรักธรรมอยู่เพียงไม่กี่คน นอกนั้นแทบจะพูด
ได้ว่า ไม่ทราบที่ไปที่มาของตัวเอาเลยว่าไปเพื่ออะไร
มาเพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว ควรทำ
หรือไม่ควร เขาไม่ค่อยสนใจคิดเลย ขอแต่
ให้สะดวกสบายในขณะนั้นก็พอใจแล้ว จะ
เป็นอะไรต่อไปก็มอบให้ยถากรรมเป็นผู้ตัดสินเอาเอง
คราวนี้กระผมพอเข้าใจได้บ้าง
ไม่มืดมิดปิดทวารเหมือนแต่ก่อน
ส่วนผู้จะทรงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง
และยืนนานต่อไปด้วยความมีเหตุมีผลนั้น ก็เห็นจะ
ได้แก่คนฉลาดเป็นผู้นำ และทรงไว้ด้วย
ความราบรื่นสม่ำเสมอมากกว่าจำพวกอื่น ๆ จำพวกนอก
นั้นก็พลอยได้ประโยชน์ไปตาม ๆ กัน แต่หลักใหญ่เห็น
จะอยู่ในคนจำพวกมีเหตุมีผลเป็นแน่
เพราะทางโลกทางธรรม
กิจบ้านการอาชีพตลอดงานทุกแผนก รู้สึก
จะหนีจำพวกฉลาดมีเหตุผลเป็นผู้นำไปไม่ได้”
ท่านอาจารย์อธิบายต่อไปว่า
“งานทางโลกทางธรรมท่าน
ยังพอคิดพอพูดได้ว่า คนฉลาดเป็นบุคคลสำคัญ
ในวงการต่าง ๆ แต่งานของท่านเองซึ่งเป็นนักบวช
และนักปฏิบัติ ทำไมจึงไม่คิดบ้างว่าควรอย่างไร
ไม่ควรอย่างไร งานพระศาสนาเป็นงานละเอียดมาก
ยากที่จะรู้ทั่วถึง ผู้จะทรงพระศาสนาทรงธรรมทรงวินัย
ให้ถึงขั้นสมบูรณ์ได้ ต้องเป็นคนฉลาด ความฉลาด
ในที่นี้มิได้หมายความฉลาดที่ทำลายโลกให้พินาศ
ทำลายศาสนาให้ฉิบหายล่มจม แต่เป็นความฉลาด
ในเหตุผลที่จะยังโลกและธรรมให้เจริญโดยถ่ายเดียว
ความฉลาดนี่แลที่แสดงไว้ในมรรคแปดว่า สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปโป คือความเห็นชอบ ความดำริคิดนึกชอบ
และเป็นผู้นำกายวาจาให้ประพฤติแต่
ในทางที่ชอบตามปัญญาสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นผู้นำ
แม้แต่สมาธิที่เป็นไปในทางชอบ ก็จำ
ต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิองค์ปัญญาคอยตรวจตราสอดส่อง
อยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นสมาธิหัวตอไปได้
จิตสงบจิตรวมต้องมีสติปัญญาคอยแฝงอยู่เสมอ จิตเกิด
ความรู้อะไรขึ้นมา จิตออกรู้อะไรบ้าง สิ่งที่รู้นั้น ๆ
จะควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องตามหลักของผู้
ต้องการความรู้จริงเห็นจริงในสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง ถ้า
ไม่มีปัญญาแฝงอยู่ด้วยแล้ว ต้องทำ
ให้เห็นผิดยึดผิดไปจนได้ เพราะความรู้ต่าง ๆ ทั้งข้างใน
ทั้งข้างนอกที่เกี่ยวกับสมาธิไม่มีประมาณ สุดแต่
จะปรากฏขึ้นมาและผ่านเข้ามา ในรายที่นิสัย
จะควรรู้ควรเห็นเป็นต้องรู้ต้องเห็น จะห้ามไม่ให้รู้
ให้เห็นย่อมไม่ได้ แต่สำคัญอยู่ที่ปัญญา
จะคัดเลือกเก็บเอาเท่าที่พิจารณาเห็นว่าควร นอก
นั้นก็ปล่อยให้ผ่านไปอย่างนักปัญญา ไม่ยึดถือไว้
ให้ก่อกวนตัวเองอยู่ไม่หยุด
ถ้าขาดปัญญาเพียงขั้นสมาธิก็ไปไม่ตลอด
คือต้องยินดีกับสิ่งนั้น ยินร้ายกับสิ่งนี้ เพลิดเพลินกับสิ่ง
นั้น เศร้าโศกกับสิ่งนี้ ซึ่งล้วนเป็นอารมณ์เขย่าใจ
ให้ลุ่มหลงไปตามทั้งสิ้น อารมณ์ที่มาปรากฏถ้าไม่กำจัด
ด้วยปัญญาจะตกไปได้ยาก นอกจากจะพาให้
เป็นอารมณ์ก่อกวนอยู่ไม่หยุดเท่านั้น แต่ถ้าคัดเลือก
ด้วยปัญญาแล้วจะมีทางผ่านไปได้ ที่ยังเหลือ
อยู่ก็เฉพาะที่ปัญญาคัดไว้เท่านั้น ปัญญาจึงเป็นธรรมจำ
เป็นในธรรมทุกขั้น
ผู้ก้าวเข้ามาบวชในศาสนา ก็คือก้าว
เข้ามาหาความรู้ความฉลาด เพื่อคุณงามความดี
ทั้งหลายที่โลกปรารถนากัน มิได้เข้ามาสั่งสม
ความโง่เขลาเบาต่อเล่ห์เหลี่ยมของกิเลสตัวหลอกลวง
แต่เพื่ออุบายปัญญาพลิกแพลง
ให้ทันเรื่องของกิเลสต่างหาก เพราะคนเราอยู่และไป
โดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตราย
ทั้งภายนอกภายใน เครื่องป้อง
กันตัวของนักบวชคือหลักธรรมวินัย มีสติปัญญา
เป็นอาวุธสำคัญ ถ้าต้องการความเป็นผู้มั่นคงต่อสิ่ง
ทั้งหลายไม่สะทกสะท้าน จึงควรเป็นผู้มีสติปัญญาแฝง
อยู่กับตัวทุกอิริยาบถ จะคิดจะพูดจะทำอะไร ๆ ก็ตาม
ไม่มีการยกเว้นสติปัญญาที่จะไม่เข้ามาสอดแทรกอยู่ด้วย
ในวงงานที่ทำทั้งภายนอกภายใน จะ
เป็นที่แน่นอนต่อคติของตนทุก ๆ ระยะไป
ผมปรารถนาอย่างยิ่งที่
จะเห็นบรรดาลูกศิษย์ มีความเข้มแข็งต่อแดนพ้นทุกข์
ด้วยความเพียรทุกประโยค ที่เต็มไปด้วยสติปัญญา
เป็นหัวหน้างาน
ไม่งุ่มง่ามเซอะซะต่อตัวเองตลอดธุระหน้าที่ทั้งหลาย สม
กับศาสนายอดเยี่ยมด้วยหลักธรรมที่สอนคน
ให้ฉลาดทุกแง่ทุกมุม แต่ไม่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็น
ผู้ปฏิบัติที่มาอาศัยอยู่ด้วย เป็นคนอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่น
วุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ
และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย
ไม่ขยันคิดอ่านด้วยความสนใจในงานของตัวทุกประเภท
เพราะงานของพระผู้พร้อมแล้วเพื่อข้ามโลกข้ามสงสาร
เป็นงานชั้นเยี่ยม ไม่มีงานใดในโลก
จะหนักหน่วงถ่วงใจยิ่งกว่างานยกจิตให้พ้น
จากห้วงแห่งวัฏทุกข์ งานนี้เป็นงานที่ทุ่มเทกำลังทุกด้าน
แม้ชีวิตก็ยอมสละไม่อาลัยเสียดาย จะเป็นจะตายก็มอบ
ไว้กับความเพียร เพื่อรื้อถอนตนให้พ้น
จากหล่มลึกคือกิเลสทั้งมวล
ไม่มีการแบ่งรับแบ่งสู้เหมือนงานอื่น ๆ จะรู้
จะเห็นธรรมอัศจรรย์ที่ไม่เคยพบเคยเห็น ก็รู้และเห็นกัน
กับความเพียรที่สละตายไม่เสียดายชีวิตนี่แล วิธีอื่น ๆ
ก็ยากจะคาดถูกได้
การทำความเพียรของผู้ตั้งใจจะข้ามโลก
ไม่ขอเกิดมาแบกหามกองทุกข์นานาชนิดอีกต่อไป ต้อง
เป็นความเพียรชนิดเอาตายเข้าแลกกัน
เฉพาะผมเองก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์สอนหมู่คณะ มิ
ได้นึกว่าชีวิตจะยังเหลือเดนมาเลย เพราะ
ความมุ่งมั่นต่อธรรมแดนหลุดพ้นมีระดับสูงเหนือชีวิตที่ครองตัว
อยู่ การทำความเพียรทุกประโยคและทุกอิริยาบถ
ได้ตั้งเข็มทิศไว้เหนือชีวิตทุกระยะ ไม่ยอมให้
ความอาลัยเสียดายในชีวิตเข้ามากีดขวางในวง
ความเพียรเลย นอกจากความบีบบังคับของจิตที่เต็มไป
ด้วยความหวังต่อทางหลุดพ้นเท่านั้น เป็นผู้บงการแต่
ผู้เดียวว่า ถ้าขันธ์ทนไม่ไหวจะแตกตายไปก็ขอให้แตกไป
เราเคยตายมาแล้วจนเบื่อระอา ถ้าไม่ตายขอ
ให้รู้ธรรมที่พระองค์รู้เห็น อย่างอื่น
ไม่ปรารถนาอยากรู้อยากเห็น
เพราะเบื่อต่อการรู้เห็นมาเต็มประดาแล้ว
บัดนี้เราอยากรู้เพียงอย่างเดียวคือสิ่งที่เรารู้แล้วไม่
ต้องกลับมาลุ่มหลงเกิดตายอีกต่อไป สิ่งนั้น
เป็นสิ่งที่ปรารถนาอย่างยิ่งของเราในบัดนี้
ส่วนความเพียรที่หมุนไปตาม
ความอยากรู้อยากเห็นธรรมดวงนั้น จึง
เป็นเหมือนโรงจักรที่เปิดทำงานแล้วไม่ยอมปิดเครื่อง
ปล่อยให้หมุนตัวเป็นธรรมจักร ฟาดฟันหั่นแหลก
กับกิเลสวัฏฏะทั้งหลายไม่มีวันมีคืน ไม่มีอิริยาบถใดว่า
ได้ย่อหย่อนความเพียร เว้นแต่หลับไปเสียเท่านั้น
เป็นเวลาพักงานชั่วคราว พอตื่นขึ้นมามือกับงาน
คือสติปัญญาศรัทธาความเพียรกับกิเลสที่ยังเหลือ
เป็นเชื้อเรื้อรังอยู่ภายในมากน้อย
ไม่ว่างต่อการรบพุ่งชิงชัยกันเลย จนถูกทำลาย
ด้วยสติปัญญาศรัทธาความเพียร
ให้ราบเรียบไปหมดอย่างสบายหายห่วง
นับแต่ขณะนั้นมาส่วนที่ตายไปคือกิเลส
ทั้งหลายก็ทราบว่าตายไปอย่างสนิท
ไม่กลับฟื้นคืนมาก่อกวนวุ่นวายได้อีก ส่วนที่
ยังเหลือคือชีวิตธาตุขันธ์ ก็ทราบว่ายังพอทนต่อไปได้
ไม่แตกสลายไปตามกิเลส ขณะที่
เข้าสู่สงครามทำการหักโหมกันอย่างสุดกำลังทุกฝ่าย
สิ่งที่ต่างฝ่ายต่างหมายยึดครองถึงกับ
ต้องทำสงครามยื้อแย่งแข่งชัยชนะกันนั้น
คือใจอันเปรียบเหมือนนางงาม ได้ตกมา
เป็นสมบัติอันล้ำเลิศประเสริฐสุดของฝ่ายเรา
เรียกว่าอมตจิตหรืออมตธรรม ใครค้นพบผู้นั้นประเสริฐ
โดยไม่มีอะไรมาเสกสรร
แต่ธรรมนั้นอยู่ฟากตาย
ถ้าใครกลัวตายเสียดายทุกข์ ชอบถือเอาความสนุก
ในการเกิดว่าเลิศเลอ ผู้นั้นต้องจัดว่าลืมตัวมัวประมาท
และชอบผัดเพี้ยนเลื่อนเวลาว่า เช้า สาย บ่าย เย็น
ไม่อยากบำเพ็ญความดีสำหรับตนในเวลาที่
เป็นฐานะพอทำได้อยู่ ความประมาททั้งนี้ยังจะพา
ให้หลั่งน้ำตาด้วยความทุกข์ในสงสาร ไม่อาจประมาณ
ได้ว่ายังอีกนานเท่าไร จึงจะผ่านพ้นแหล่งกันดารอัน
เป็นที่ทรมานไปได้ จึงขอฝากปัญหาธรรมเหล่านี้ไว้
กับท่านทั้งหลายนำไปขบคิดด้วยว่า เราจะ
เป็นฝ่ายคืบหน้ากล้าตายด้วยความเพียรหมายพึ่งธรรม
ไม่เหลียวหลังไปดูทุกข์ที่เคยเป็นภาระให้แบกหาม ด้วย
ความเจ็บแสบและปวดร้าวในหัวใจมาเป็นเวลานาน หรือ
ยังจะเป็นฝ่ายเสียดายความตายแล้วกลับมาเกิดอีก อัน
เป็นตัวมหันตทุกข์ที่แสนทรมานอีกต่อไป รีบพา
กันนำไปพิจารณา อย่ามัวเมาเฝ้าทุกข์และหายใจทิ้งเปล่า
ๆ ดังที่เป็นมาและเป็นอยู่เวลานี้ จะช้าทาง
และเสียใจไปนาน
เพราะโรงดัดสันดานกิเลส ตัวพา
ให้ว่ายบกอกแตกแบกกองทุกข์ไม่มีเวลาปลงวางนั้น มิ
ได้มีอยู่ในที่อื่นใดและโลกไหน ๆ แต่มีอยู่กับ
ผู้ตั้งหน้าบำเพ็ญด้วยการใช้หัวคิดปัญญาศรัทธา
ความเพียร เป็นเครื่องมือบุกเบิกเพื่อพ้นไปนี้เท่านั้น
ไม่หยุดหย่อนนอนใจว่ากาลเวลายังอีกนาน สังขารยัง
ไม่ตายร่างกายยังไม่แก่ ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้แย่ลง
โดยถ่ายเดียว ผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติจึง
ไม่ควรคิดอย่างยิ่ง
อนึ่ง ผู้จะพาให้ผิดพลาดและพา
ให้ฉลาดแหลมคมก็มีอยู่กับใจดวงเดียวจะเป็นผู้ผลิต
ไม่มีอยู่ในที่ใด ๆ จึงไม่ควรตั้งความหวังไว้กับที่ใด ๆ ที่มิ
ได้สนใจดูตัวเอง ตัวจักรเครื่องทำงาน
คือกายวาจาใจที่กำลังหมุนตัวกับงานทุกประเภท
อยู่ทุกขณะ ว่าผลิตอะไรออกมาบ้าง
ผลิตยาถอนพิษคือธรรมเพื่อแก้ความไม่เบื่อหน่าย
และอิ่มพอในความเกิดตาย หรือผลิตยาบำรุงส่งเสริม
ความมัวเมาเหมาทุกข์ ให้มีกำลังขยายวัฏวน
ให้ยืดยาวกว้างขวางออกไปไม่มีสิ้นสุด
หรือผลิตอะไรออกมาบ้าง ควรตรวจตราดู
ให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เช่นนั้นจะเจอแต่ความฉิบหายล่มจม
ไม่มีวันโผล่ตัวขึ้นจากทุกข์ที่โลกทั้งหลายกลัว ๆ กัน
ได้เลย”
ท่านแสดงธรรมโดยถือเอาพระที่
เป็นต้นเหตุอาราธนาท่าน ให้แสดงตามที่รู้ที่เห็นสิ่งต่าง ๆ
แก่โลกอย่างไม่มีขอบเขตนั้น
ปรากฏว่าท่านแสดงอย่างเผ็ดร้อนมาก
ทั้งเนื้อธรรมก็ทรงรสชาติอย่างมหัศจรรย์ยากจะได้ยิน
ได้ฟัง พระผู้เป็นต้นเหตุให้ท่านต้องแสดง ก็ไม่น่า
จะผิดตามที่ท่านดุด่าขู่เข็ญ แต่อาจจะ
เป็นอุบายวิธีอาราธนาให้ท่านแสดงธรรมโดยทางอ้อมก็
ได้
เท่าที่เคยสังเกตท่านตลอดมา
ถ้าท่านแสดงธรรมตามปกติ ไม่มีอะไรเข้าไปสัมผัส
หรือกระเทือนถึงใจหรือถึงธรรมท่าน
ท่านชอบแสดงไปเรียบ ๆ แม้
จะแสดงธรรมชั้นสูงก็ทำนองเดียวกัน ผู้ฟังรู้สึก
จะขาดอะไร ๆ อยู่บ้างไม่จุใจ
แต่ถ้ามีรายใดรายหนึ่งก่อเหตุขึ้น
เป็นเชิงเรียนถามปัญหาท่านหรือสนทนาธรรม
กันเองต่อหน้าท่านแบบผิด ๆ ถูก ๆ พอให้ท่านรำคาญ
หรือธรรมที่กำลังสนทนากันไปสะดุดใจท่านเข้าขณะนั้น
นั่นแลเป็นขณะที่ธรรมภาย
ในใจท่านเริ่มไหวตัวออกมาผิดปกติ
และแสดงออกทางวาจาอย่างเผ็ดร้อนถึงใจ ทั้งท่าน
ผู้แสดงและผู้ฟังอย่างเพลินใจ
และทุกครั้งที่ท่านแสดงแบบนี้ ต้อง
เป็นที่ซาบซึ้งดื่มด่ำเหลือที่จะพรรณนาให้ถูกต้องกับ
ความรู้สึกได้
ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้มีนิสัยหยาบ
จึงชอบฟังธรรมที่ท่านแสดงแบบนี้มากกว่าแบบอื่น ๆ
เพราะเห็นว่าถูกกับจริตนิสัยที่หยาบของตนมาก ฉะ
นั้นท่านผู้เป็นต้นเหตุอาราธนาท่านด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ ถึง
กับท่านได้แสดงธรรมแบบเผ็ดร้อนออกมานั้น จึง
เข้าใจว่าเป็นความแยบคายของแต่ละองค์
จะหาอุบายแสดงออกตามสติปัญญาของตน ซึ่งไม่ควร
จะผิดไปทีเดียว อาจมีเจตนาเพื่อประโยชน์แก่ตนแฝงอยู่
กับคำอาราธนานั้นด้วย
ทั้งนี้เมื่อมาถึงวาระของผู้เขียน
ได้สดับธรรมจากท่านจริง ๆ แล้วโดยมาก
ได้ฟังธรรมเด็ดเดี่ยวที่ให้เกิดความอาจหาญร่าเริง มัก
จะเกิดจากวิธีเรียนถามปัญหาซอกแซกกับท่านมากกว่าวิธี
อื่น ๆ ขณะท่านอธิบายธรรมก็ถูกกับจุดที่ต้องการ ซึ่งผิด
กับการแสดงแบบแกงหม้อใหญ่เป็นไหน ๆ ดังนั้นเมื่ออยู่
กับท่านนาน ๆ ไป ก็ค่อยทราบวิธีแสวงหาธรรม
กับท่านกว้างขวางออกไป ไม่รอคอยให้ท่านหยิบยื่น
ให้ถ่ายเดียว ยังพอมีอุบายขอร้องต่าง ๆ พอ
ให้ท่านเมตตาบ้าง โดยมิ
ใช่วันประชุมแสดงธรรมตามปกติ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 78 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร