วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2019, 13:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 78 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 15:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นี่เป็นคำของเจ้าคุณอุบาลีฯ
กล่าวชมเชยท่านพระอาจารย์มั่นในที่ลับหลัง
ให้ญาติโยมและพระเณรฟัง หลัง
จากท่านแสดงธรรมจบลงแล้วหลีกไป พระที่
ได้ยินคำชมเชยนี้แล้วนำไปเล่าให้ท่านฟัง ท่าน
จึงนำเรื่องนี้มาเล่า
ให้คณะลูกศิษย์ฟังเวลามีโอกาสดี ๆ
คำว่า “มุตโตทัย” ที่มี
ในชีวประวัติย่อของท่าน ซึ่งพิมพ์แจก
ในงานฌาปนกิจศพท่าน ก็เป็นนิมิตตกนามไป
จากคำชมเชยของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ครั้งนั้นสืบต่อมา
ทราบว่าท่านไปพักบำเพ็ญเพียร
อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ จนถึงพ.ศ.
๒๔๘๓ จึง
ได้ไปจังหวัดอุดรตามคำอาราธนาของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์
วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี
ตอนเกี่ยวกับอุดร
จะรอเขียนลงข้างหน้า เมื่อเรื่องท่านดำเนินไปถึง
ท่านพักอยู่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียง
ใหม่ พอสมควรแล้ว ก็กราบลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
เพื่อไปเที่ยวแสวงหาที่วิเวกตามอำเภอต่าง ๆ ที่มีป่ามี
เขามาก ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็อนุญาตตามอัธยาศัย
ท่านเริ่มออกเที่ยวครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่
ทราบว่าท่านไปเที่ยวองค์เดียว จึง
เป็นโอกาสอันเหมาะอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้ท่านมีตนเป็น
ผู้เดียว
ในการบำเพ็ญเพียรอย่างสมใจที่หิวกระหายมานาน
นับแต่สมัยที่อยู่เกลื่อนกล่นกับหมู่คณะมาหลายปี
เพิ่งได้มีเวลาเป็นของตนในคราวนั้น
ทราบว่าท่านเที่ยววิเวกไปทางอำเภอแม่ริม เชียงดาว
เป็นต้น เข้าไปพักในป่าในเขาตามนิสัย
ทั้งหน้าแล้งหน้าฝน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บำเพ็ญเพียรขั้นแตกหัก
การบำเพ็ญเพียรคราวนี้ท่านเล่าว่าเป็น
ความเพียรขั้นแตกหัก ท่านพร่ำสอนตนว่า
คราวนี้จะดีหรือไม่ดี จะเป็นหรือจะตาย
ต้องเห็นกันแน่นอน เรื่องอื่น ๆ ไม่มียุ่งเกี่ยวแล้ว เพราะ
ความสงสารหมู่คณะและการอบรมสั่งสอนก็
ได้ทำเต็มความสามารถแล้วไม่มีทางสงสัย ผล
เป็นประการใดก็เห็นประจักษ์มาบ้างแล้ว บัดนี้
ถึงเวลาแล้วที่จะสงสารตัวเอง อบรมสั่งสอนตัวเอง
ยกตัวเองให้พ้นจากสิ่งมืดมิดปิดบังที่มีอยู่ภายใน
ให้พ้นไป
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่มีภาวะเกี่ยวข้อง
ด้วยหมู่คณะ เป็นชีวิตที่เกลื่อนกล่นทนทุกข์จนเหลือทน
แทบไม่มีเวลาปลีกตัวออกได้ แม้จะมีสติปัญญาพอ
เป็นเครื่องพาหลบซ่อนผ่อนคลายความทุกข์ได้บ้าง
ไม่เผาลนจนเกินไปก็ตาม แต่ก็จำต้องยอมรับว่า
เป็นชีวิตที่กระเสือกกระสนอดทนต่อความทุกข์ร้อน
อยู่นั่นเอง การบำเพ็ญก็น้อย ผลที่จะพึง
ได้รับก็นิดเดียว ไม่สมกับ
ความเหนื่อยยากลำบากมานาน
บัดนี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่
ได้หลีกออกมาบำเพ็ญอยู่คนเดียว
ในสถานที่เปล่าเปลี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด
นี่คือชีวิตของบุคคลผู้เดียวไม่เกี่ยวเกาะ นี่คือสถานที่
อยู่ที่บำเพ็ญที่เป็นและที่ตายของบุคคลผู้มุ่งตัด
ความเยื่อใยทั้งภายในภายนอกออกจากใจ มิ
ให้มีสิ่งกังวลเศษเหลืออยู่พอเป็นเชื้อแห่งภพชาติ อัน
เป็นที่ไหลมาแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ซึ่ง
จะตามมาบีบบังคับให้จำต้องทรมานต่อไป
ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้ นี่คือสถานที่ของผู้มี
ความเพียรตามติดเพื่อประชิดต่อสิ่งที่เคยก่อภพก่อชาติ
อันเป็นจอมฉลาดทางปลิ้นปล้อนหลอกลวง
ให้พลอยหลงตามอยู่ภายใน ให้ขาดกระเด็นไป
จากใจในไม่ช้า
อย่ามัวพะว้าพะวังกับสิ่งโน้นสิ่งนี้
คนโน้นคนนี้ อันเป็นเรื่องของเรือพ่วงที่เพียบ
ด้วยภาระหนัก จะไปไม่ถึงไหนและใกล้ต่อ
ความอับปาง ทั้งห่างเหินต่อฝั่งแห่งพระนิพพาน เมื่อ
ถึงที่หมายตามใจหวังแล้ว ความเมตตาสงสาร
จะดับไปตามกิเลสความเห็นแก่ตัว ไม่เหลียวแลผู้
ใดที่กำลังตกทุกข์ ก็ขอให้รู้กันในวงแห่ง
ความบริสุทธิ์ที่กำลังมุ่งมั่นหวั่นเกรงกลัวจะไม่ถึง
อยู่เวลานี้ ขณะนี้จงห่วงใยตัวเอง เมตตาตัวเอง ให้พอ
กับความหวังด้วยความเพียรของผู้
เป็นศิษย์พระตถาคตผู้ปรากฏเด่นทางความเพียร
ไม่ลดละและถอยกำลัง
เราทราบหรือยังว่าเวลานี้เรามาทำ
ความเพียรพยายามเพื่อข้ามโลกข้ามสงสาร
มีพระนิพพานเป็นหลักชัย ไกลกังวลและพ้นทุกข์
โดยประการทั้งปวง
ถ้าทราบแล้วประโยคพยายามของผู้
จะข้ามโลกสมมุติท่านดำเนินกันอย่างไรบ้าง
พระศาสดาผู้ทรงพาดำเนินและประกาศสอนธรรม
ไว้ ท่านพาดำเนินและสอนไว้อย่างไร ท่านสอน
ไว้ว่าพอรู้เห็นอรรถธรรมบ้างแล้วให้เริ่มห่วง
นั้นห่วงนี้จนลืมตัวหรืออย่างไร?
แรกเริ่มที่พระองค์ทรงประกาศพระศาสนาแก่หมู่ชน
โดยมีพระองค์และพระสาวกไม่กี่องค์ที่ควร
ช่วยพุทธภาระให้เบาลง และเพื่อพระศาสนา
ได้แพร่ไปในหมู่ชนกว้างขวางโดยรวดเร็ว ข้อ
นั้นควรอย่างยิ่ง สำหรับเราไม่เข้าในลักษณะนั้น
จึงควรเห็นตนเป็นสำคัญในขณะนี้ เมื่อตนชอบยิ่งแล้ว
ประโยชน์เพื่อผู้อื่นจะค่อยตามมาอย่างแยกไม่ออก
นี่จัดว่าเป็นผู้รอบคอบและไม่เนิ่นช้า
ควรนำมาขบคิดเพื่อเป็นคติแก่ตัวเรา
เวลานี้เรากำลังเข้าอยู่ในสนามรบ
เพื่อชิงชัยระหว่างกิเลสกับมรรค คือข้อปฏิบัติ
เพื่อช่วงชิงจิตให้พ้นจากความเป็นสมบัติสองเจ้าของ
มาครองเป็นเอกสิทธิ์แต่ผู้เดียว ถ้า
ความเพียรย่อหย่อน ความฉลาดไม่พอ จิตจำ
ต้องหลุดมือตกไปอยู่ในอำนาจของฝ่ายต่ำ คือกิเลส
และพาให้เป็นวัฏจักรหมุนเพื่อ
ความทุกข์ร้อนไปตลอดอนันตกาล
ถ้าเราสามารถด้วยความเพียรและ
ความฉลาดแหลมคม จิตจำต้องตกมาอยู่ในเงื้อมมือ
และเป็นสมบัติอันล้นค่าของเราแต่ผู้เดียว คราวนี้
เป็นเวลาที่เรารบรันฟันแทง
กับกิเลสอย่างสะบั้นหั่นแหลก
ไม่รีรอย่อหย่อนอ่อนกำลัง โดยเอาชีวิตเข้าประกัน
ถ้าไม่ชนะก็ยอมตายกับความเพียรโดยถ่ายเดียว
ไม่ยอมถอยหลังพังทลายให้กิเลสหัวเราะเยาะเย้ยซึ่ง
เป็นสิ่งที่น่าอับอายไปนาน
ถ้าชนะเราก็ครองอิสระอย่างสมบูรณ์ไปตลอดกาล
ทางเดินของเรามีทางเดียวเท่านี้ คือต้องสู้จน
ถึงตายกับความเพียรเพื่อชัยชนะอย่างเดียวเท่านั้น
ไม่มีทางอื่นเป็นทางออกตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เหล่านี้เป็นโอวาทที่ท่านพร่ำสอนตัวเอง
ให้เกิดความกล้าหาญ เพื่อชัยชนะอันเป็น
ความสมหวังดังใจหมายต่อไป ก็เป็นประโยคแห่ง
ความเพียรที่ดำเนินตามกฎข้อบังคับแบบตายตัว
ทั้งกลางวันกลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน
เว้นแต่ขณะหลับเท่านั้น นอกนั้นเป็น
ความเพียรไปตลอดสาย สติกับปัญญาหมุนรอบ
ความสัมผัสภายนอกและความคิดภายใน มีสติ
กับปัญญาเป็นผู้วินิจฉัยไต่สวนเรื่องที่เกิดกับใจไม่ยอม
ให้ผ่านไปได้ เพราะสติปัญญาขั้นนี้
เป็นธรรมจักรหมุนรอบตัวอยู่ตลอดเวลา
ไม่นิยมอิริยาบถ
ท่านเล่าความเพียรตอนนี้ ผู้ฟัง
ทั้งหลายต่างนั่งตัวแข็งเหมือนไม่มีลมหายใจไปตาม
ๆ กัน เพราะเกิดความอัศจรรย์
ในธรรมท่านอย่างสุดขีด
เหมือนท่านเปิดประตูพระนิพพานออกให้ดู ทั้งที่
ไม่เคยรู้ว่าพระนิพพานเป็นเช่นไรเลย
แม้องค์ท่านเองก็ปรากฏว่ากำลังเร่งฝีเท้าคือ
ความเพียรเพื่อบรรลุพระนิพพานอย่างรีบด่วนอยู่เช่น
กันในขณะนั้น
หากแต่ธรรมที่ท่านเล่าเพียงขั้นกำลังดำเนินนั้น
เป็นธรรมที่ผู้ไม่เคยได้ยินมาก่อนจะทรงตัวอยู่ไม่ได้
จำต้องไหวตามด้วยความอัศจรรย์อยู่ดี
ท่านเล่าว่า
จิตท่านทรงอริยธรรมขั้น ๓
อย่างเต็มภูมิมานานแล้ว แต่ไม่มีเวลาเร่ง
ความเพียรตามใจชอบ เพราะภารกิจเกี่ยว
กับหมู่คณะมีมากตลอดมา พอ
ได้โอกาสคราวไปพักที่เชียงใหม่ จึงได้เร่ง
ความเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วย และก็
ได้อย่างใจหมายไปทุกระยะ
สถานที่บรรยากาศก็อำนวย พื้นเพของจิตที่
เป็นมาดั้งเดิมก็อยู่ในขั้นเตรียมพร้อม
สุขภาพทางร่างกายก็สมบูรณ์ควรแก่ความเพียรทุก
ๆ อิริยาบถ ความหวังในธรรมขั้นสุดยอด ถ้า
เป็นตะวันก็กำลังทอแสงอยู่แล้วทุกขณะจิต
ว่าแดนพ้นทุกข์กับเราคงเจอกันในไม่ช้านี้
ท่านเทียบจิตกับธรรม
และกิเลสขั้นนี้เหมือนสุนัขไล่เนื้อ ตัวอ่อนกำลังเต็มที่
แล้วเข้าสู่ที่จนมุม รอคอยแต่วาระสุดท้ายของเนื้อ
จะตกเข้าสู่ปากและบดเคี้ยวให้แหลกละเอียดอยู่เท่า
นั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นจิตที่สัมปยุต
ด้วยมหาสติมหาปัญญา ไม่มีเวลาพลั้งเผลอตัว แม้
ไม่ตั้งใจระวังรักษา เนื่องจาก
เป็นสติปัญญาอัตโนมัติหมุนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องไปโดยลำพังตนเอง เมื่อทราบเหตุผล
แล้วปล่อยวางไว้ตามเป็นจริง ไม่
ต้องมีการบังคับบัญชาเหมือนขั้นเริ่มแรกปฏิบัติ ว่า
ต้องพิจารณาสิ่งนั้น ต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้
อย่าเผลอตัวดังนี้ แต่เป็นสติปัญญาที่มีเหตุมีผลอยู่
กับตัวอย่างพร้อมมูลแล้ว ไม่จำต้องหาเหตุหาผล
หรืออุบายต่าง ๆ มาพร่ำสอนสติปัญญาขั้นนี้
ให้ออกทำงาน
เพราะในอิริยาบถทั้งสี่เว้นแต่หลับเท่านั้น
เป็นเวลาทำงานของสติปัญญาขั้นนี้ตลอดไป
ไม่ขาดวรรคขาดตอน เหมือนน้ำซับน้ำซึมที่ไหลริน
อยู่ตลอดหน้าแล้งหน้าฝน
โดยถือเอาอารมณ์ที่คิดปรุงจากจิต
เป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณา เพื่อหามูล
ความจริงจากความคิดปรุงนั้น ๆ ขันธ์สี่คือนามขันธ์
ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
นี่แลคือสนามรบของสติปัญญาขั้นนี้
ส่วนรูปขันธ์เริ่มหมดปัญหามาแต่ปัญญาขั้นกลางที่ทำหน้าที่เพื่ออริยธรรมขั้น
๓ คือ อนาคามีธรรมนั้นแล้ว
อริยธรรมขั้น ๓ นี้ ต้องถือรูปขันธ์
เป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณาอย่างเต็มที่
และละเอียดถี่ถ้วนจนหมดทางสงสัย
แล้วผ่านไปอย่างหายห่วง เมื่อถึงขั้นสุดท้าย
นามขันธ์เป็นธรรมจำเป็น ที่ต้องพิจารณา
ให้รู้แจ้งเห็นจริง ทั้งที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่และดับไป
โดยมีอนัตตาธรรมเป็นที่รวมลง คือ พิจารณาลงใน
ความว่างเปล่าจากสัตว์ บุคคล หญิง ชาย เรา
เขา ไม่มีคำว่าสัตว์ บุคคล เป็นต้น เข้าไปแทรกสิง
อยู่ในนามธรรมเหล่านั้นเลย
การเห็นนามธรรมเหล่านี้ต้องเห็น
ด้วยปัญญาหยั่งทราบตามหลักความจริงจริง ๆ
ไม่เพียงเห็นด้วยความคาดหมาย
หรือคาดคะเนเดาเอาตามนิสัยของมนุษย์ที่ชอบด้นเดามาประจำสันดาน
ความเห็นตามสัญญากับความเห็นด้วยปัญญาต่าง
กันอยู่มากราวฟ้ากับดิน ความเห็นด้วยสัญญาพา
ให้ผู้เห็นมีอารมณ์มาก มักเสกสรรตัวว่ามี
ความรู้มากทั้งที่กำลังหลงมาก จึงมีทิฐิมานะมาก
ไม่ยอมลงใครง่าย ๆ
เราพอทราบได้เวลาสนทนาธรรมกัน
ในวงนักศึกษาที่ต่างรู้ด้วยความจดจำด้วยกัน
สภาธรรมมักจะกลายเป็นสภามวยฝีปากกันอยู่เสมอ
โดยไม่จำกัดชาติชั้นวรรณะและเพศวัยเลย เพราะ
ความสำคัญตนพาให้เป็นไป จนลืมมรรยาท
ความเคารพอันดีงามต่อกันตามประเพณีของมนุษย์
ผู้มีธรรม ส่วนความเห็นด้วยปัญญาเป็นความเห็น
ซึ่งพร้อมที่จะถอดถอนความสำคัญมั่นหมายต่าง ๆ
อันเป็นตัวกิเลสทิฐิมานะน้อยใหญ่ออกไป
โดยลำดับที่ปัญญาหยั่งถึง ถ้าปัญญาหยั่งลงโดยทั่ว
ถึงจริง ๆ กิเลสทั้งมวลก็พังทลายไปหมด
ไม่มีกิเลสชนิดใดจะทนต่อสติปัญญาขั้นยอดเยี่ยมไป
ได้ ฉะนั้น สติปัญญาจึง
เป็นอาวุธชั้นนำของธรรมที่กิเลสทั้งมวลไม่หาญสู้
ได้แต่ไหนแต่ไรมา
พระศาสดาได้เป็นพระพุทธเจ้าก็
เพราะสติปัญญา พระสาวกได้บรรลุถึงพระอรหัตก็
เพราะสติปัญญาความรู้จริงเห็นจริง มิ
ได้ถอดถอนกิเลสด้วยสัญญาความคาดหมาย
หรือเดาเอาเฉย ๆ เลย นอกจากนำมาใช้พอ
เป็นแนวทางในขั้นเริ่มแรกเท่านั้น แม้เช่นนั้นก็จำ
ต้องระวังสัญญาจะแอบแฝงตัวขึ้นมาเป็นความจริง
ให้หลงตามอยู่ทุกระยะมิได้นิ่งนอนใจ
การประกาศพระศาสนาเพื่อ
ความจริงแก่โลก ทั้งพระพุทธเจ้า
และพระสาวกทรงประกาศด้วยปัญญา
ความรู้จริงเห็นจริงทั้งนั้น ดังนั้น
ผู้ปฏิบัติทางจิตตภาวนาจึงควรระวังเจ้าสัญญา
จะแอบเข้าทำหน้าที่แทนปัญญา
โดยรู้เอาหมายเองเฉย ๆ แต่กิเลสแม้ตัวเดียวก็
ไม่ถอดออกจากใจบ้างเลย และอาจกลาย
เป็นทำนองว่า “ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไปไม่รอด”
ก็ได้
ธรรมขั้นรู้เห็น
ด้วยปัญญานี่แลที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่กาลามชนว่า
ไม่ให้เชื่อแบบสุ่มเดา แบบคาดคะเน ไม่ให้เชื่อตาม ๆ
กันมา ไม่ให้เชื่อตามครูอาจารย์ที่ควรเชื่อได้
เป็นต้น แต่ให้เชื่อด้วยปัญญาที่หยั่งลงสู่หลักความจริง
ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นความรู้ที่แน่ใจอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าและสาวกอรหันต์ท่านมิได้มีคนประ
กันรับรองว่า ท่านได้บรรลุธรรมจริงอย่างนั้น
ไม่จริงอย่างนี้ แต่ สนฺทิฏฺฐิโกมีอยู่กับทุกคน
ถ้าปฏิบัติตามธรรมที่แสดงไว้โดยสมควรแก่ธรรม
ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า
ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ มี
ความเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา ลืมวันลืมคืน
ลืมพักผ่อนหลับนอน ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
จิตตั้งท่าแต่จะสู้กิเลสทุกประเภทด้วยความเพียร
เพื่อถอดถอนมันพร้อมทั้งราก โดยไม่มี
ความสะทกสะท้านหวั่นเกรงอะไรเลย นับแต่ออก
จากวัดเจดีย์หลวงไปบำเพ็ญโดยลำพังองค์เดียว
ด้วยเวลาเป็นของตนทุก ๆ ระยะ ไม่ปล่อย
ให้วันคืนผ่านไปเปล่า
ไม่นานนักเลย ก็ไปถึงบึงใหญ่ชื่อ
“หนองอ้อ” และ “อ้อนี่เอง” คือนับแต่ขณะปลีกออกไป
จิตท่านเริ่มแสดงตัวอย่างผาดโผนเหมือนม้าอาชาไนยตัวองอาจ
ทั้งจะเหาะเหินเดินฟ้า ทั้งจะดำดิน
และบินขึ้นบนอากาศ ทั้งจะออกรู้สิ่งต่าง ๆ
ไม่มีประมาณบรรดามีอยู่ในโลกธาตุ ทั้งจะขุด
ค้นรื้อถอนกิเลสภายในใจให้หมดสิ้นไป ประหนึ่ง
ในอึดใจเดียว เพราะความ
สามารถอาจหาญของสติปัญญาที่ถูกกักขังบังคับ
ไว้ด้วยภาระเกี่ยวกับหมู่คณะเป็นเวลานาน มิ
ได้ออกแล่นในห้วงมหาสมมุติมหานิยม เพื่อชม
และเลือกเฟ้นกลั่นกรอง
ให้สุดสติปัญญาที่แสนอยากรู้มานาน คราวนั้น
จึงสบโอกาสวาสนาอำนวย สติปัญญา
จึงแผลงฤทธิ์ทะยานออกล่องหนค้นดูไตรโลกธาตุ
ทั้งภายในภายนอก วิ่งออกวิ่งเข้า
แหวกว่ายผุดขึ้นดำลง ทั้งปลดทั้งปลง ทั้งปล่อย
ทั้งวาง ทั้งตัดทั้งฟัน ทั้งขยี้ทำลายสิ่งจอมปลอม
ทั้งหลายอย่างสุดกำลัง เหมือนปลา
ใหญ่สนุกแหวกว่ายหัวหางกลางตัวในทะเลหลวงฉะ
นั้น
จิตมองคืนไปข้างหลังที่ผ่านมาแล้ว เห็นแต่
ความตีบตันมืดมิดและเต็มไปด้วยภัยนานาชนิดสุดที่
จะรั้งรออยู่ได้ ใจสั่นริก ๆ เพื่อหาทางรอดพ้น
มองไปข้างหน้าเห็นมีแต่
ความสง่าผ่าเผยเวิ้งว้างสว่างไสว สุดความรู้
ความเห็นที่จะพรรณนาให้จบสิ้นลงได้ และยากที่
จะนำมาเขียนลงเพื่อท่านได้อ่านอย่างสมใจ
จึงขออภัยไว้ด้วยในตอนที่ไม่สามารถจะนำมาลง
ซึ่งมีอยู่มากมายตามที่ท่านเล่าให้ฟัง
ในเวลา
ไม่นานนักนับแต่ท่านออกรีบเร่งตักตวงความเพียร
ด้วยมหาสติมหาปัญญา ซึ่ง
เป็นสติปัญญาธรรมจักรหมุนรอบตัว
และรอบสิ่งเกี่ยวข้องไม่มีประมาณตลอดเวลา
ในคืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัด
ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภู
เขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง
อากาศก็ปลอดโปร่งดี ท่านว่าท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้
ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี
ซึ่งในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศัยนั่งภาวนาที่
นั้นบ้างในบางวัน แต่ผู้เขียนจำชื่อต้นไม้และที่อยู่ไม่
ได้ว่า เป็นตำบล อำเภอและชายเขาอะไร
เพราะขณะฟังท่านเล่าก็มีแต่ความเพลิดเพลิน
ในธรรมท่านจนลืมคิดเรื่องอื่น ๆ ไปเสียหมด หลัง
จากฟังท่านผ่านไปแล้วก็นำธรรมที่ท่านเล่า
ให้ฟังไปบริกรรมครุ่นคิดแต่ความอัศจรรย์แห่งธรรม
นั้นถ่ายเดียวว่า ตัวเรานี้จะเกิดมาเสียชาติและ
จะนำวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์นี้ไปทิ้งลงในตม
ในโคลนที่ไหนหนอ
จะมีวาสนาบารมีพอมีวันโผล่หน้าขึ้นมาเห็นธรรมดวงเลิศดังท่านบ้าง
หรือเปล่าก็ทราบไม่ได้ ดังนี้ จึงลืมไปเสียสิ้น มิ
ได้สนใจว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องราวกับท่าน
ในวาระต่อไป ดังได้นำประวัติท่านมาลงอยู่ขณะนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บรรลุพระอรหัตตผล
นับแต่ตอนเย็นไปตลอดจน
ถึงยามดึกสงัดของคืนวันนั้น ท่านว่าใจมี
ความสัมผัสรับรู้อยู่กับปัจจยาการ คือ
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น เพียงอย่างเดียว
ทั้งเวลาเดินจงกรมตอนหัวค่ำ ทั้งเวลานั่ง
เข้าที่ภาวนา จึงทำให้ท่านสนใจพิจารณาในจุด
นั้นโดยมิได้สนใจกับหมวดธรรมอื่นใด
ตั้งหน้าพิจารณาอวิชชาอย่างเดียวแต่แรกเริ่มนั่งสมาธิภาวนา
โดยอนุโลมปฏิโลมกลับไปกลับมาอยู่ภายในอัน
เป็นที่รวมแห่งภพชาติ กิเลสตัณหามีอวิชชา
เป็นตัวการ เริ่มแต่ ๒๐ น. คือ ๒ ทุ่ม ที่ออก
จากทางจงกรมแล้วเป็นต้นไป
ตอนนี้เป็นตอนสำคัญมาก
ในการรบของท่านระหว่างมหาสติมหาปัญญาอัน
เป็นอาวุธคมกล้าทันสมัย กับอวิชชาซึ่ง
เป็นข้าศึกที่เคยทรงความฉลาด
ในเชิงหลบหลีกอาวุธอย่างว่องไว แล้วกลับยิงโต้ตอบ
ให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับพ่ายแพ้ยับเยินไม่เป็นท่า
และครองตำแหน่งกษัตริย์วัฏจักรบนหัวใจสัตว์โลกต่อไปตลอดอนันตกาล
ไม่มีใครกล้าต่อสู้กับฝีมือได้
แต่ขณะที่ต่อยุทธสงครามกัน
กับท่านพระอาจารย์มั่นในคืนวันนั้น
ประมาณเวลาราวตี ๓ ผลปรากฏว่า
ฝ่ายกษัตริย์วัฏจักรถูกสังหารทำลายบัลลังก์ลงอย่างพินาศขาดสูญ
ปราศจากการต่อสู้และหลบหลีกใด ๆ ทั้งสิ้น กลาย
เป็นผู้สิ้นฤทธิ์ สิ้นอำนาจ สิ้นความฉลาดทั้งมวลที่
จะครองอำนาจอยู่ต่อไป
ขณะกษัตริย์อวิชชาดับชาติขาดภพลงไปแล้ว
เพราะอาวุธสายฟ้าอันสง่าแหลมคมของท่านสังหาร
ท่านว่าขณะนั้นเหมือนโลกธาตุหวั่นไหว
เสียงเทวบุตรเทวธิดา
ทั่วโลกธาตุประกาศก้องสาธุการเสียงสะเทือนสะท้านไป
ทั่วพิภพ ว่าศิษย์พระตถาคตปรากฏขึ้น
ในโลกอีกหนึ่งองค์แล้ว พวกเราทั้งหลายมีความยินดี
และเป็นสุขใจกับท่านมาก แต่ชาวมนุษย์คง
ไม่มีโอกาสทราบ อาจมัวแต่เพลิดเพลินหา
ความสุขทางโลกเกินขอบเขต
ไม่มีใครสนใจทราบว่าธรรมประเสริฐในดวงใจเกิดขึ้น
ในแดนมนุษย์เมื่อสักครู่นี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท้อใจที่จะเผยแพร่ธรรมที่บรรลุ
เพราะเห็นว่าละเอียดเกินวิสัยมนุษย์จะรู้เห็นตามได้
พอขณะอัศจรรย์กระเทือนโลกธาตุผ่านไป
เหลือแต่วิสุทธิธรรมภายในใจอันเป็นธรรมชาติแท้
ซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ร่างกายและจิตใจ
แผ่กระจายไปทั่วโลกธาตุในเวลานั้น ทำ
ให้ท่านเกิดความแปลกประหลาด
และอัศจรรย์ตัวเองมากมาย จนไม่สามารถจะบอก
กับใครได้
ที่เคยมีเมตตาต่อโลกและสนใจ
จะอบรมสั่งสอนหมู่คณะและประชาชนมาดั้งเดิม
เลยกลับกลายหายสูญไปหมด เพราะ
ความเห็นธรรมภายในใจว่าเป็นธรรมละเอียด
และอัศจรรย์ จนสุดวิสัยของมนุษย์จะรู้เห็นตามได้
และเกิดความท้อใจจนกลายเป็นผู้มี
ความขวนขวายน้อย ไม่คิดจะสั่งสอนใครต่อไป
ในขณะนั้น คิดจะเสวยธรรมอัศจรรย์
ในท่ามกลางโลกสมมุติแต่ผู้เดียว
ใจหนักไปทางรำพึงรำพัน
ถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครู
ทรงรู้จริงเห็นจริง
และสั่งสอนเวไนยเพื่อวิมุตติหลุดพ้นจริง ๆ
ไม่มีคำโกหกหลอกลวงแฝงอยู่
ในพระโอวาทแม้บทเดียวบาทเดียวเลย
แล้วกราบไหว้บูชาพระคุณท่าน
ไม่มีเวลาอิ่มพอตลอดคืน
จากนั้นก็คิดเมตตาสงสารหมู่ชนเป็นกำลัง
ที่เห็นว่าสุดวิสัยจะสั่งสอนได้ โดยถือเอา
ความบริสุทธิ์และอัศจรรย์ภายในใจมาเป็นอุปสรรค
ว่าธรรมนี้มิใช่ธรรมของคนมีกิเลสจะครองได้
ถ้าสั่งสอนใครก็เกรงจะถูกหาว่าเป็นบ้า
ว่าไปหาเรื่องอะไรมาสั่งสอนกัน คนดี ๆ มีสติสตัง
อยู่บ้างเขาจะไม่นำเรื่องทำนองนี้มาสอนกันดังนี้กัน
ทั่วโลก จะไม่มีใครอาจรู้เห็นตามได้พอเป็นพยาน
ให้เกิดกำลังใจในการสั่งสอน นอกจาก
อยู่ไปคนเดียวอย่างนี้พอถึงวันตายเท่านั้น ก็พอแล้ว
กับความหวังที่อุตส่าห์เสาะแสวงมาเป็นเวลานาน
อย่าหาเรื่องร้ายใส่ตัวเองเลย จะกลาย
เป็นว่าทำคุณกลับได้โทษ โปรดสัตว์กลับ
ได้บาปไปเปล่า ๆ
นี้เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับท่านขณะที่
ค้นพบธรรมอัศจรรย์ใหม่ ๆ ยังมิได้คิดอะไร
ให้กว้างขวางออกไป พอมีทางเชื่อมโยง
ถึงการอบรมสั่งสอนตามแนวศาสนธรรม
ที่พระศาสดาพาดำเนินมา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทบทวนว่าเมื่อตนเองบรรลุได้ มนุษย์ผู้
อื่นก็อาจมีวาสนาบรรลุได้เช่นกัน
ในวาระต่อมา
ค่อยมีโอกาสทบทวนธรรมที่รู้เห็น
และปฏิปทาเครื่องดำเนิน ตลอดตัวเองที่รู้เห็นธรรม
อยู่ขณะนั้นว่า ก็
เป็นมนุษย์เดินดินกินผักกินหญ้าเหมือนโลกทั่ว ๆ ไป
ไม่มีอะไรพิเศษแตกต่างกันพอจะเป็นบุคคลพิเศษ
สามารถอาจรู้เฉพาะผู้เดียว ส่วนผู้อื่นไม่สามารถ
ทั้งที่มีอำนาจวาสนาสามารถรู้ได้อาจมี
อยู่จำนวนมาก จึงเป็น
ความคิดเห็นที่เหยียบย่ำทำลายอำนาจวาสนาของเพื่อนมนุษย์
ด้วยกัน เพราะความไม่รอบคอบกว้างขวาง ซึ่งไม่
เป็นธรรมเลย
เพราะปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อมรรคผลนิพพาน
พระศาสดามิได้ประทานไว้เฉพาะบุคคลเดียว
แต่ประทานไว้เพื่อโลกทั้งมวล ทั้งก่อน
และหลังการเสด็จปรินิพพาน
ผู้ตรัสรู้มรรคผลนิพพานตามพระองค์
ด้วยปฏิปทาที่ประทานไว้ มีจำนวนมหาศาล
เหลือที่จะนับจะประมาณ มิได้มีเฉพาะเราคนเดียว
ที่กำลังมองข้ามโลกว่าไร้สมรรถภาพอยู่เวลานี้
พอพิจารณาทบทวนทั้งเหตุและผล ทั้งต้น
และปลาย แห่งพระโอวาท
ที่ประกาศปฏิปทาทางดำเนินเพื่อมรรคเพื่อผล ว่า
เป็นธรรมสมบูรณ์สุดส่วน ควรแก่สัตว์โลกทั่วไป
ไม่ลำเอียงต่อผู้หนึ่งผู้ใดที่ปฏิบัติชอบอยู่ จึงทำให้เกิด
ความหวังที่จะสงเคราะห์ผู้อื่นขึ้นมา มีความพอใจที่
จะอบรมสั่งสอนแก่ผู้มาเกี่ยวข้องอาศัยเท่าที่จะ
สามารถทั้งสองฝ่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 20:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิปทาในการแสดงธรรม
แต่การแสดงธรรม ผู้แสดงต้องมี
ความเคารพต่อธรรม ไม่แสดงแก่บุคคลไม่มี
ความเคารพและไม่สนใจที่จะฟัง ขณะฟังมี
ผู้ส่งเสียงอื้ออึงไม่สนใจว่าธรรมมีคุณค่าเพียงไร
ขณะนี้เป็นเวลาเช่นไร และกำลังอยู่ในสถานที่เช่นไร
ควรจะใช้กิริยามรรยาทอย่างใดถึงจะเหมาะสม
กับกรณี เห็นเป็นธรรมดา ๆ
แบบโลกที่ชินชาต่อธรรมมาจนจำเจ ชินชาต่อวัด
ชินชาต่อพระ ชินชาต่อธรรม เหมือนสิ่งธรรมดา
ทั่วไป อย่างนี้ก็แสดงไม่ลง เราก็เป็นโทษ ผู้ฟังก็ไม่
ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้
กว่าจะ
ได้ธรรมมาแสดงก็แทบกระอักเลือดตาย
อยู่กลางป่ากลางเขาอยู่แล้ว เพราะ
ความพยายามตะเกียกตะกายสุดกำลัง แถม
ยังนำธรรมมาละลายกับน้ำในทะเลเสียอีก
ซึ่งมีที่ไหนท่านพากันทำสืบมาพอจะ
ไม่คิดคำนึงบ้าง สำหรับสมณะซึ่ง
เป็นเพศที่ใคร่ครวญ แม้แต่กะปิเขา
ยังรู้จักที่ที่ควรละลาย ธรรมมิใช่กะปิจึงควรพิจารณา
ด้วยดีก่อนจะนำออกทำประโยชน์ มิฉะนั้นจะกลาย
เป็นโทษโดยไม่รู้สึกและไม่มีอะไรสำคัญในโลกเลย
การแสดงธรรมก็เพื่ออนุเคราะห์โลก
เหมือนหมอวางยาแก่คนไข้เพื่อหายโรค
และทุกขเวทนา หวังความอยู่สบายเป็นผล ถ้าเขา
ไม่สนใจอยากฟัง ก็
จะไปกระวนกระวายแสดงธรรมหาประโยชน์อะไร
ถ้าเรามีธรรมในใจจริง
อยู่คนเดียวก็สบายพอแล้ว ไม่จำ
ต้องไปแสวงหาเพื่อนหรือใคร ๆ มาคุย
ด้วยเพื่อแก้รำคาญหรือบรรเทาทุกข์ เพราะ
ความอยากเทศน์อยากคุยซึ่ง
เป็นการเสริมทุกข์แก่ตัวเปล่า ๆ ผู้ทรงธรรม
ในลักษณะเช่นนั้นก็เป็นเพียงชื่อเท่านั้น ไม่เป็น
ความจริงใจในธรรมอย่างแท้จริง
ที่ว่ารู้ธรรมเห็นธรรมดังพระพุทธเจ้า
และพระสาวกทรงรู้เห็น
สำหรับผมเองอยู่คนเดียวเป็น
ความสนิทใจว่าได้ปรับตัวทั้งทางกายและทางใจ
ได้ดีพอ เพราะผู้มีธรรมก็คือผู้
ไม่กระเพื่อมคะนองทางใจนั่นเอง ธรรมคือความสงบ
ใจที่มีธรรมบรรจุอยู่ก็คือใจดวงสงบระงับจากเรื่อง
ทั้งปวงนั่นแล
ด้วยความรู้สึกประจำใจอย่างนี้แล จึงชอบ
อยู่แต่ป่าแต่เขาประจำนิสัย เพราะเป็นที่ให้
ความสุขทางวิหารธรรมได้ดีกว่าที่ทั้งหลาย
การสงเคราะห์โลกเป็นกรณีพิเศษที่มีเป็นบางกาล
ไม่ถือเป็นความจำเป็นเสมอไป ดังสุขวิหารธรรมที่
จะควรทำให้มีอยู่เสมอในเวลาขันธ์ยังครองตัวอยู่
ไม่เช่นนั้นย่อมไม่สะดวกในการครองตัว
ธรรมเมื่อมีอยู่กับเรา เรารู้อยู่ เห็นอยู่ ทรง
อยู่ จะกระวนกระวายไปไหน ซึ่งล้วน
เป็นการแส่หาทุกข์ทั้งนั้น ธรรมอยู่ที่ไหน
ความสงบสุขก็อยู่ที่นั่น ตามหลักธรรมชาติแล้วธรรม
อยู่ที่ใจของผู้ปฏิบัติธรรม ความสงบสุขจึงมักเกิดขึ้นที่
นั้น ที่อื่นไม่มีทางเกิดความสงบสุขได้
การแสดงธรรมผมระวังเอานักเอาหนา
ไม่แสดงแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะธรรมมิ
ใช่ธรรมสุ่มสี่สุ่มห้า การปฏิบัติธรรมก็มิ
ได้ปฏิบัติแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ปฏิบัติอย่างมีกฎเกณฑ์
มีข้อบังคับ
มีระเบียบแบบแผนตำรับตำราพาดำเนิน เวลารู้ก็มิ
ได้รู้สุ่มสี่สุ่มห้า แต่รู้ตามหลักความจริง ตามความ
สามารถมากน้อยเพียงไร พระนักปฏิบัติจึงควรระวัง
และสำนึกตัวเสมอว่า เรามิใช่พระสุ่มสี่สุ่มห้า แต่
เป็นพระที่มีระเบียบ ธรรมวินัยคือองค์แทนของศาสดา
เป็นเครื่องปฏิบัติดำเนิน
ความสงบเสงี่ยมเจียมตัวระวังกายวาจาใจไม่
ให้เคลื่อนไปในทางผิด นั่นแลคือพระที่ทรงมรรค
ทรงผล ทรงธรรม ทรงวินัย จะสามารถทรงตนได้ดี
ทั้งปัจจุบันและอนาคตไม่เสื่อมเสีย
ท่านว่า ท่านพูดถึงการแสดงธรรม
แล้วก็ย้อนมาหาธรรมภายในอีกว่า
ขณะที่ธรรมแสดงขึ้นกับใจอย่างเต็มที่ โดยมิ
ได้คิดอ่านไตร่ตรองไว้ก่อนเลยนั้น
เป็นขณะที่ผิดคาดผิดหมายและสุดวิสัยที่
จะคาดคะเนหรือด้นเดาให้ถูกกับ
ความจริงของธรรมจริง ๆ ได้ รู้สึกเหมือนเราตาย
แล้วเกิดชาติใหม่ขึ้นมาในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตาย
และการเกิดที่อัศจรรย์ไม่มีอะไรจะเทียบได้ ความรู้
ซึ่งเปลี่ยนตัวขึ้นมาที่ว่าเกิดใหม่นี้ เป็นความรู้ที่
ไม่เคยพบเคยเห็นทั้ง ๆ ที่มีอยู่กับตัวมาดั้งเดิม
แต่เพิ่งมาปรากฏอย่างตื่นเต้น
และอัศจรรย์เหลือประมาณเอาขณะนั้นนั่นเอง จึงทำ
ให้เกิดความคิดเห็นไปต่าง ๆ ซึ่งออก
จะนอกลู่นอกทางไปบ้าง ตอนคิดว่าไม่มีทาง
จะสั่งสอนคนอื่นให้รู้ตามได้
เพราะธรรมนี้สุดวิสัยที่ใคร ๆ จะรู้ได้ ดังนี้
ท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านมีนิสัยผาดโผนมาดั้งเดิมนับแต่เริ่มออกปฏิบัติ
ใหม่ ๆ ดังที่เรียนแล้ว แม้ขณะจิตจะเข้าถึงจุดอัน
เป็นวาระสุดท้ายก็ยังแสดงลวดลาย
ให้องค์ท่านเองระลึกอยู่ไม่ลืม ถึงกับได้นำมาเล่า
ให้บรรดาลูกศิษย์ฟังพอเป็นขวัญใจ คือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 21:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พอจิตพลิกคว่ำวัฏจักรออกจากใจ
โดยสิ้นเชิงแล้ว ยังแสดงขณะ
เป็นลักษณะฉวัดเฉวียนเวียนรอบตัววิวัฏจิตถึงสามรอบ
รอบที่หนึ่งสิ้นสุดลง แสดงบทบาลีขึ้นมาว่า
“โลโป ” บอกความหมายขึ้นมาพร้อมว่า ขณะ
ใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้น คือการลบสมมุติ
ทั้งสิ้นออกจากใจ
รอบที่สองสิ้นสุดลง
แสดงคำบาลีขึ้นมาว่า “วิมุตติ ” บอก
ความหมายว่า ขณะ
ใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้น คือ
ความหลุดพ้นอย่างตายตัว
รอบที่สามสิ้นสุดลง
แสดงคำบาลีขึ้นมาว่า “อนาลโย ” บอก
ความหมายขึ้นมาว่า ขณะ
ใหญ่ของจิตที่ทำหน้าที่สิ้นสุดลงนั้น
คือการตัดอาลัยอาวรณ์โดยสิ้นเชิง เป็นเอกจิต
เอกธรรม จิตแท้ ธรรมแท้มีอันเดียว
ไม่มีสองเหมือนสมมุติทั้งหลาย นี่คือวิมุตติธรรมล้วน ๆ
ไม่มีสมมุติเข้าแอบแฝง จึงมีได้เพียงอันเดียว รู้
ได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีสองมีสามมาสืบต่อสนับสนุนกัน
พระพุทธเจ้า
และพระสาวกล้วนแต่รู้เพียงครั้งเดียวก็
เป็นเอกจิตเอกธรรมอันสมบูรณ์ ไม่แสวงเพื่ออะไรอีก
สมมุติภายในคือขันธ์ก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไม่เป็นพิษ
เป็นภัยและทรงตัวอยู่ตามปกติเดิม ไม่มีการเพิ่มขึ้น
และลดลงตามความตรัสรู้ คือขันธ์ที่เคยนึกคิด
เป็นต้น ก็ทำหน้าที่ของตนไปตามคำสั่งของจิต
ผู้บงการ จิตที่เป็นวิมุตติก็หลุดพ้นจาก
ความคละเคล้าพัวพันในขันธ์ ต่างอันต่างอยู่
ต่างอันต่างจริง ต่างไม่หาเรื่องหลอกลวงต้มตุ๋น
กันดังที่เคยเป็นมา ต่างฝ่ายต่างสงบ
อยู่ตามธรรมชาติของตน
ต่างฝ่ายต่างทำธุระหน้าที่ประจำตนจนกว่าจะ
ถึงกาลแยกย้ายจากส่วนผสม
เมื่อกาลนั้นมาถึง จิตที่บริสุทธิ์ก็แสดง
ยถาทีโป จ นิพฺพุโต เหมือนประทีปดวงไฟที่หมดเชื้อ
แล้วดับไปฉะนั้น ไปตามความจริง
เรื่องของสมมุติที่เกี่ยวข้องกันก็มีเพียงเท่านี้ นอกนั้น
ไม่มีสมมุติจะติดต่อกันให้เกิดเรื่องราวต่อไป
นี่คือธรรมแสดง
ในจิตท่านขณะแสดงลวดลาย
เป็นขณะสามรอบจบลง อัน
เป็นวาระสุดท้ายแห่งสมมุติกับวิมุตติทำหน้าที่ต่อกัน
และแยกทางกันเดินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ตลอดคืนวันนั้นท่านว่าท่านปลง
ความสลดสังเวชในความโง่เขลาเต่าตุ่น
ซึ่งเปรียบเหมือนหุ่นตัวท่องเที่ยวในภพน้อยภพใหญ่
ไม่มีประมาณ จนน้ำตาไหลตลอดคืน
ในขณะที่เดินทางมาพบบึงใหญ่
มีน้ำใสสะอาดรสชาติมหัศจรรย์ที่ไม่เคยพบมาก่อน
ชื่อว่า “หนองอ้อ” และ “อ้อนี้เองหรือ” ที่พระพุทธเจ้า
และสาวกท่านค้นพบว่าหนองอ้อ
และประกาศธรรมสอนโลกมาได้ตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปี
แล้ว เพิ่งมาพบวันนี้
และกราบพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระสงฆ์อย่างถึงใจ โดยกราบแล้วกราบเล่า
อยู่ทำนองนั้นไม่อิ่มพอ
ถ้ามีคนไปพบเห็นเข้า
ซึ่งกำลังนั่งปลงธรรมสังเวชด้วยทั้งน้ำตา
และก้มกราบแล้วกราบเล่าอยู่เช่นนั้น คงจะมี
ความรู้สึกผิดปกติขึ้นมาทันทีว่า สมณะรูปนี้เห็นท่า
จะมีทุกข์มากถึงกับน้ำตาร่วงไหลออกมา
และคงกราบกรานสารกล่าวเพื่อวิงวอนเทวดาอารักษ์ที่สิงสถิต
อยู่ในทิศทั้งหลายให้ช่วยระบายคลายทุกข์
ให้อย่างแน่นอน หรือมิฉะนั้นคงจวนเข้าขั้น……แล้ว
เป็นแน่ ดังนี้แน่นอน เพราะ
เป็นกิริยาที่ผิดปกติเอามากในเวลานั้น
ความจริงก็คือท่านถึงพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ประจักษ์ใจ
ในคำว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต และ
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ทางมรรยาทของบุคคลผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรม
ในใจจะพึงทำ ฝืนทนอยู่มิได้
ในคืนวันนั้นชาวเทพทั้งหลาย
ทั้งเบื้องบนชั้นต่าง ๆ ทั้งเบื้องล่างทุกทิศทุกทาง หลัง
จากพร้อมกัน
ให้สาธุการประสานเสียงสำเนียงไพเราะเสนาะโสตจนสะเทือนโลกธาตุ
เพื่อประกาศอนุโมทนากับท่านแล้ว ยังพร้อม
กันมาเยี่ยมฟังธรรมท่านอีกวาระหนึ่ง แต่ท่าน
ไม่มีเวลารับแขก เพราะภารกิจเกี่ยว
กับธรรมขั้นสูงสุดยังไม่ยุติลงเป็นปกติ ท่านเป็นเพียง
ให้อาณัติสัญญาณบอกชาวเทพทั้งหลาย
ให้ทราบว่าท่านไม่ว่าง โอกาสหน้าค่อยมาใหม่
ชาวเทพทุกภูมิพากันกลับไปด้วยความโสมนัสยินดี
โดยทั่วกัน ที่ได้มาพบเห็นวิสุทธิเทพ
ในคืนแรกที่ท่านเห็นธรรม
พอสว่างออกจากที่ภาวนาแล้ว ท่าน
ยังหวนระลึกถึงธรรมที่แสดงความอัศจรรย์
ในตอนกลางคืนอยู่มิได้ลืม ทั้งขณะที่แสดง
ความหลุดพ้น
ทั้งขณะที่แสดงสามรอบตอนสุดท้ายที่แสดง
ความหมายต่าง ๆ ให้ท่านเห็นอย่างละเอียดลออ
ทั้งหวนระลึกคุณของต้นไม้ที่ท่านอาศัยนั่งภาวนา
และสถานที่อยู่อาศัย ตลอดชาวบ้านที่
ให้ทานอาหารปัจจัยความเป็น
อยู่ทุกอย่างตลอดมา จนถึงเวลาบิณฑบาต
ซึ่งทีแรกท่านนึกจะไม่ไปบิณฑบาตมาฉัน โดยคิดว่า
เท่าที่เสวยวิมุตติสุขตอนกลางคืนมาถึงบัดนี้ก็พอกับ
ความต้องการอยู่แล้ว
แต่อดคิดเมตตาสงสารชาวบ้านป่าบ้าน
เขาที่เคยมีบุญคุณต่อท่านมิได้ เลยจำต้องไปทั้งที่
ไม่ประสงค์จะไป
ขณะออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวเขา
สายตาปรากฏว่า
ตั้งหน้าตั้งตาจับจ้องมองดูชาวบ้านทั้งที่มา
ใส่บาตร ทั้งที่อยู่ตามบ้านตามเรือน ตลอดเด็กเล็ก
ๆ ที่เล่นคลุกฝุ่นอยู่ตามหน้าบ้านหลังเรือนด้วย
ความสนใจและเมตตาสงสารเป็นพิเศษ ทั้งที่แต่ก่อน
ไม่ค่อยมองดูใคร แม้ประชาชน
ทั้งบ้านก็รู้สึกหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ
มองเห็นท่านแล้วต่างยิ้มย่องผ่องใสไปตาม ๆ กัน
กลับมาถึงที่พักแล้วใจก็อิ่มธรรม ธาตุขันธ์ก็อิ่มพอ
ในอาหารทั้งที่ยังมิได้ลงมือฉัน จิตใจและธาตุขันธ์
ไม่รู้สึกหิวโหยอะไรเลย
แต่ก็ฝืนฉันไปตามจารีตของขันธ์ที่มีความสืบต่อกัน
ด้วยอาหารปัจจัยเป็นเครื่องประสาน
ขณะฉันอาหารก็ไม่มีรสชาติ
มีแต่รสแห่งธรรมท่วมท้นไปหมดทั่วร่างกายจิตใจ เข้า
ในบทธรรมว่า รสแห่งธรรมชำนะซึ่งรสทั้งปวง
ในคืนต่อมาชาวเทพทั้งหลายที่มี
ความหิวกระหายในธรรม ได้พากันมาเยี่ยมท่าน
เป็น พวก ๆ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างแทบทุกทิศทุกทาง
ต่างพวกก็มาเล่าความอัศจรรย์แห่งรัศมี
และอานุภาพแห่งธรรมของคืนวันนั้นให้ท่านฟังว่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 21:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อัศจรรย์แห่งคืนที่บรรลุธรรม
เหมือนสวรรค์วิมานพิภพ ครุฑ นาค
เทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ ทุกชั้นทุกภูมิ
ในแดนโลกธาตุ สะเทือนสะท้านหวั่นไหวไปตาม ๆ
กัน พร้อมกับความอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
ส่งแสงสว่างไปทั่วพิภพเบื้องบนเบื้องล่าง
ไม่มีประมาณ ผู้มีญาณหยั่งทราบต้อง
สามารถมองเห็นกันได้ทั่วแดนโลกธาตุ
ไม่มีอะไรปิดบัง เพราะ
ความสว่างไสวแห่งธรรมที่พุ่งออกจากกาย
จากใจของพระคุณเจ้า ยิ่งกว่า
ความสว่างของดวงอาทิตย์ร้อยดวงพันดวงเป็นไหน ๆ
ใครไม่เห็นและเกิด
ความอัศจรรย์ก็นับว่าเหลือทน ที่เกิดเป็นคน
เป็นสัตว์นอนค้างโลกอยู่เปล่า ๆ นอก
จากสัตว์ตัวมืดมิดปิดทวารเอาเสียจริง ๆ จน
ไม่มีช่องว่างเอาเลย ถึงจะไม่รู้ไม่เห็น
ความอัศจรรย์ของคืนวันนั้น ใคร
อยู่ที่ไหนต่างก็ตะลึงพรึงเพริดเกิดพิศวงงงงัน
และอัศจรรย์ไปตาม ๆ กัน พวกเทวดาในภพภูมิต่าง ๆ
จึงได้พากันเปล่งเสียงสาธุการ
เพื่ออนุโมทนาโพธิสมภารที่เกิดจากบุญบันดาล
เพราะบารมีของพระคุณเจ้าเป็นเสียงเดียวกัน ถ้า
ไม่อัศจรรย์ถึงขนาดนั้น ใครจะได้รู้ทั่วถึงกันเลย
นับว่าพระคุณเจ้ามีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
มีวาสนาบารมีแก่กล้า สามารถทำ
ให้มวลสัตว์มากมายหลายภพหลายภูมิ
ได้อาศัยพึ่งร่มเงาแห่งความร่มเย็นจากบารมีท่าน
ได้เป็นสุขทั่วหน้ากัน นาน ๆ ทีถึงจะมีสักครั้ง
ผู้ไม่มีบุญวาสนาไม่ว่ามนุษย์มนา เทวดา
อินทร์ พรหม ใต้น้ำบนบกในเวหาอากาศ
ทั่วไตรโลกธาตุ เกิดมาตายเปล่าไม่ได้พบ
ได้เห็นอย่างง่ายดาย ทั้งนี้นับว่าพวกข้าพเจ้า
ทั้งหลายมีบุญชักนำมา วาสนาตามส่งถึงได้พบ
ได้เห็น ได้กราบไหว้บูชาท่านอย่างสมใจ และ
ได้ฟังโอวาทคำสั่งสอนที่ท่านเมตตาชี้แจงพอ
เป็นแสงสว่างแก่จิตใจ
และทางดำเนินเพื่อภพเพื่อภูมิอันสูงส่งขึ้นไปด้วย
ความสดชื่นตื่นตัว
พอพวกเทวดาที่มาจากชั้นและที่ต่าง ๆ
กลับไปตามวาระของตน ซึ่งมาในเวลาต่าง ๆ กัน
แล้ว ท่านก็เริ่มรำพึงธรรมที่ได้รู้เห็นมาด้วย
ความทุกข์ยากลำบาก ปรากฏได้
ความสำหรับท่าน
ผู้ค่อนข้างปฏิบัติยากผิดธรรมดาว่า
“ธรรมรอดตาย” ถ้าไม่รอดตายก็คงไม่
ได้พบเห็นแน่นอน เมื่อพยายามแหวกว่ายจน
ถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยไร้ทุกข์แล้ว จาก
นั้นพอเริ่มทำภาวนาทีไร ทำให้ท่านหวนระลึก
ถึงสิ่งที่ไม่ควรระลึกแทบทุกครั้งไป ทั้งที่แต่ก่อนท่าน
ไม่เคยสนใจเลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 21:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แสดงธรรมโปรดคู่บารมีในภพก่อน
ตอนนี้ต้องขออภัยจากท่านผู้อ่านมาก ๆ
ด้วยที่จำต้องนำเรื่องนี้มาลง โดยเห็นว่า
เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าไม่นำมาลงก็รู้สึก
จะขาดเรื่องน่าคิดไป ซึ่งเรื่องทำนองนี้อาจ
เป็นเงาเทียมตัวอยู่กับทุกท่านก็ได้ นอกจาก
ไม่รู้เรื่องของตัวเท่านั้น หากเป็นการ
ไม่งามก็กรุณาตำหนิผู้นำมาลงซึ่งไม่มี
ความรอบคอบพอ เพราะเรื่องนี้ท่าน
ผู้อ่านก็คงทราบดีว่า ต้องเป็นเรื่องภาย
ในที่ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์พูดต่อกันโดยเฉพาะ
เท่านั้น แต่ผู้นำมาลงก็พยายามปราบ
ความอยากเขียนอยากนำลงตัวนี้อย่างเต็มกำลังเหมือน
กัน จึงขอความเห็นใจว่าเราพยายามปราบเท่าไร
ความอยากตัวนี้ก็รู้สึกยิ่งอยากมากขึ้น เลยจำ
ต้องปล่อยให้ลองดู พอได้เขียนเรื่องนี้แล้ว
ความอยากค่อยหายไป ดังนี้
จึงสารภาพตัวว่าเหลวจริง ๆ และหวังว่าคง
ได้รับอภัยจากท่านโดยทั่วกัน และอาจ
เป็นข้อคิดสำหรับชาวเราที่อยู่ในกฎแห่ง
ความหมุนเวียนด้วยกัน
สิ่งนั้นเกี่ยวกับคู่บารมีท่านมาดั้งเดิม
ท่านเล่าว่าแต่ก่อนที่ยังไม่ถึงธรรมขั้นนี้
คู่บารมีที่เคยปรารถนาพุทธภูมิมาด้วย
กันแต่สมัยก่อนโน้น
ก็เคยมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาเสมอ
ท่านแสดงธรรมให้ฟังเล็กน้อยแล้วสั่งให้กลับไป นาน
ๆ มาครั้งหนึ่ง แต่มาในรูปแห่งวิญญาณ มองร่าง
ไม่ปรากฏเหมือนภพอื่น ๆ เวลาท่านถามก็ตอบว่า
เป็นห่วงท่านมาก ยังมิได้ตั้งใจไปเกิดในภพภูมิที่
เป็นหลักเป็นฐานใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งกลัวท่านจะหลงลืม
ความสัมพันธ์ และ
ความปรารถนาที่เคยพาปรารถนา
เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต จึง
ต้องมาคอยฟังเรื่องราวอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วง
และเสียดาย ท่านก็ได้บอกว่าได้ของด
ความปรารถนานั้นไปแล้ว และได้ตั้งใจปฏิบัติตน
ให้พ้นจากทุกข์ในชาตินี้ ไม่ขอเกิดอีก ซึ่งเท่า
กับขอเอาทุกข์ภัยที่เคยพบเคยเห็นมากับชาตินั้น ๆ
มาแบกหามต่อไปอีก แม้มิได้ตอบ
ให้ท่านทราบว่าหายห่วงหรือยังห่วงอยู่ในเรื่องนั้น
แต่ก็ยังเป็นห่วงคิดถึงท่านตลอดมามิ
ได้หลงลืมจืดจาง แต่นาน ๆ
มาเยี่ยมท่านหนหนึ่งดังนี้
พอมาถึงระยะนี้องค์ท่านเองนึกเป็นห่วง
และสงสาร ที่เคยรับความทุกข์ยากลำบาก
ในภพชาตินั้น ๆ มาด้วย
กันตามที่ท่านพิจารณารู้เห็น
จึงนึกวิตกอยากพบเพื่อจะได้ปรับปรุงความเข้าใจ
และเล่าอะไรที่จำเป็นให้ฟัง จะ
ได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพันในความหลัง
เพียงนึกวิตกเท่านั้น
พอตกกลางคืนยามดึกสงัด คู่บารมีท่านก็มาจริง ๆ
และมาในรูปแห่งวิญญาณตามเดิม
ท่านเริ่มถามถึงภพชาติที่กำลังเป็นอยู่ว่า
ทำไมมีแต่ดวงวิญญาณไม่มีร่างเหมือนภูมิอันเป็นทิพย์
ทั่ว ๆ ไป เวลานี้เกิดเป็นอะไรจึงได้มา
ในลักษณะวิญญาณเช่นนี้
ดวงวิญญาณตอบท่านว่า
นี่เป็นภพย่อยอันละเอียดอีกภพหนึ่ง
ในบรรดาภพทั้งหลาย ที่มารออยู่ในภพนี้ก็เพราะ
ความเป็นห่วงดังที่เคยเรียนแล้วนั่นเอง
ที่มานี้ก็ทราบว่าท่านอยากให้มาถึงได้มา
ไม่กล้ามาบ่อยนักเพราะเป็นความกระดากอาย
อยู่ภายใน ทั้ง ๆ ที่อยากมาบ่อยที่สุด แม้มาแล้วจะ
ไม่มีความเสียหายอะไรทั้งสองฝ่าย เพราะมิใช่วิสัย
จะทำให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม แต่
ความรู้สึกอันดั้งเดิมที่เคยมีต่อกัน หากทำให้เกิด
ความตะขิดตะขวงใจไม่กล้ามาไปเอง
ทั้งท่านก็เคยบอกว่าไม่ให้มาบ่อยนัก แม้
ไม่เสียหายก็อาจเป็นอารมณ์เครื่องทำ
ให้เนิ่นช้าแก่การปฏิบัติได้ เพราะใจ
เป็นสิ่งละเอียดอาจรับเอาอารมณ์อันละเอียดมา
เป็นอุปสรรคแก่การดำเนินของตนได้ ก็เชื่อว่าอาจ
เป็นได้ดังที่บอก จึงมิได้มาบ่อยนัก
คืนวันท่านตัดขาดจากภพ จากชาติ
จากญาติมิตรสหาย จากสายบารมีผู้หวังพึ่ง
เป็นพึ่งตายอย่างไม่อาลัยเสียดายเลยนั้นก็ทราบ
เพราะเรื่องกระเทือนไปทั่วโลกธาตุ ต้องทราบ
กันทุกแห่งหน แต่แทนที่จะเกิดความชื่นบานหรรษา
อนุโมทนาด้วย ดังที่เคยมีเคยเป็นมาแต่ก่อนนั้น
เลยกลับเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ด้วย
ความวิปริตคิดไปต่าง ๆ ว่า ท่านไปแบบ
ไม่เหลียวแล
แม้คู่บารมีที่เคยทุกข์เคยตะเกียกตะกายถวาย
ความจงรักภักดีในภพน้อยภพใหญ่มาด้วยกันก็
ไม่เหลือบมอง ชาติวาสนาของตัวนี้แสนอาภัพก็
อยู่ไปตามกรรม มีแต่ลูบคลำทุกข์
ไม่มีวันปล่อยวางอย่างนี้แล ผู้พ้นไปก็ไกลทุกข์ แต่
ผู้ที่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ก็อดทนไป
คิดไปมากเท่าไรก็เหมือนคน
ไม่มีปัญญาแต่อยากขึ้นไปชมเดือนดาวบนฟ้า
สุดท้ายก็กลับมานั่งนอนกอด
กับทุกข์ไปตามแบบของคนมีกรรมหนาหาทางออก
ไม่ได้
ผู้อาภัพชาติวาสนาที่กำลังดิ้นรนทนทุกข์บ่นหา
ความสุขอยู่เวลานี้ ก็คือผู้กำลังเสียใจ
ร้องไห้อยากขึ้นไปชมเดือนชมดาวบนฟ้า
ซึ่งแสนน่าทุเรศเอาหนักหนา
น่าเวทนาเหลือประมาณ ผู้นี้เองจะเป็นผู้อื่นใดที่ไหน
กัน ท่านผู้เป็นเสมือนเดือนดาวบนฟ้าส่งสว่างจ้า
ทั่วสารทิศ จะสถิตอยู่ที่ใดก็ไม่อับเฉาเขลาในธรรม
มีแต่ความสว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง
โดยรอบขอบเขตจักรวาล สนุกอยู่ด้วย
ความสำราญบานใจ
หากบุญวาสนาของดวงวิญญาณข้าบาทบริจาริกา
ยังพอมีอยู่บ้าง ไม่ขาดสูญพูนทุกข์ ก็ขอท่าน
ได้โปรดเมตตาแผ่กระแสธรรมไปบันดาล พร้อม
ทั้งดวงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ผ่องใสไปโปรดประทานพอ
ได้พ้นจากโทษในสงสาร บรรลุพระนิพพานตามไป
ในไม่ช้านี้เถิด จะ
ไม่อดรนทนทุกข์ทรมานจิตใจไปช้านาน
ขอคำวิงวอนสัตยาธิษฐานนี้ จงมีกำลังบันดาลให้
เป็นไปดังใจหมายของข้าอย่าเนิ่นนาน
ได้โพธิสมภารอย่างใกล้ชิดเร็วพลันเถิด
นี่
เป็นคำของดวงวิญญาณวิงวอนอธิษฐานหวังโพธิสมภาร
หมายปองด้วยความละล่ำละลัก ซึ่ง
เป็นคำที่น่าสมเพชเวทนาเอานักหนา
ท่านตอบว่า
เท่าที่นึกวิตกอยากให้มา ก็มิได้มุ่งเจตนา
ให้เกิดความเสียใจดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ซึ่ง
เป็นทางที่ผิด สัตว์โลกที่มีอยู่ทั่วโลกธาตุซึ่งมี
ความหวังดีต่อกัน เขามิได้นำเรื่องทำนองนี้มาคิด
กัน คำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ในพรหมวิหารก็เคยบำเพ็ญมามิใช่หรือ
ดวงวิญญาณตอบว่า
เคยบำเพ็ญมาช้านาน จึงอดคิดถึง
ความผูกพันที่เคยบำเพ็ญธรรมทั้งสี่นี้มาด้วยกันไม่ได้
เมื่อผู้หนึ่งเอาตัวรอดไปเสียเพียงคนเดียวเช่นนี้
ธรรมดาสัตว์ที่มีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกลั้น
ความเสียใจไม่ได้ แล้วก็ได้รับความทุกข์ เพราะ
ความสลัดปัดทิ้งไม่เหลียวแลนั้น จนเวลานี้ก็ยังมอง
ไม่เห็นความสว่างสร่างซาแห่งความทุกข์
นั้นลงบ้างเลย
ท่านพูดตอบว่า
การสร้างความดีมาทั้งมวล ทั้งที่สร้าง
โดยลำพังตนเอง ทั้งที่ผู้อื่นพาสร้างก็เพื่อแก้
ความกังวล ขนทุกข์ออกจากตัว มิได้สร้างเพื่อ
ความร้อนรนขนทุกข์เข้าใส่ตัว จนถึงต้องได้รับ
ความเดือดร้อนวุ่นวายมิใช่หรือ
ดวงวิญญาณตอบว่า
ใช่ แต่วิสัยของผู้มีกิเลสเมื่อไม่
สามารถเลือกทางเดินที่ราบรื่นปลอดภัยได้ ก็จำ
ต้องลูบคลำไปตามประสา โดยไม่ทราบว่าที่ทำไป
นั้นถูกหรือผิดจะพาให้ตนเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ส่วนที่
เป็นทุกข์ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทราบจะหาทางออก
ด้วยวิธีใด ก็จำต้องดิ้นรนบ่นทุกข์ไปทำนองดังที่เห็น
อยู่เวลานี้
ท่านเล่าว่าวิญญาณทำ
ความเหนียวแน่นแม่นมั่น ปรับทุกข์ปรับร้อน
กับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง
หาว่าท่านหลบหลีกปลีกตัวไปเสียคนเดียว ปราศ
จากความเมตตาสงสารกับ
ผู้ที่เคยตะเกียกตะกายเสือกคลานผ่านทุกข์มาด้วย
กัน ไม่เหลือบมองเพื่ออนุเคราะห์ส่งเสริมพอ
ให้มีทางผ่านพ้นไปด้วยได้
ตอนนี้ท่านพูดเป็นประโยคแทรกในระหว่าง
จากนั้นก็อนุสนธิสืบต่อกับดวงวิญญาณต่อไป
ท่านพูดปลอบโยนกับดวงวิญญาณว่า
การรับประทานแม้จะรับอยู่ร่วมวง
ในภาชนะหรือในโต๊ะเดียวกัน ก็ยังมีผู้อิ่มก่อน
ผู้อิ่มทีหลัง จะให้อิ่มในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้
การบำเพ็ญความดีทั้งหลายแม้จะบำเพ็ญมาด้วย
กัน ดังพระพุทธเจ้า
กับพระนางพิมพายโสธราคู่พระบารมีก็
ยังปรากฏว่า พระองค์ทรงบรรลุถึงแดนพ้นทุกข์ก่อน
แล้วเสด็จกลับมาประทานพระโอวาทแก่พระนาง
แล้วค่อยสำเร็จในวาระต่อไป
เรื่องเช่นนี้ก็ควรนำไปคิดอ่านไตร่ตรองยึด
เป็นคติ ย่อมจะเกิดประโยชน์มหาศาลแก่เราเอง
ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งกำลังพยายามคิดหาทางช่วยเหลือ
อยู่อย่างเต็มใจ และเสาะแสวงหาทางเพื่อช่วย
ให้หลุดพ้นอย่างเต็มกำลัง มิหนำ
ยังถูกหาว่ามีใจจืดจางวางปล่อยไม่เหลียวแล
ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ทั้งสองฝ่ายเข้าไปอีก ซึ่งเป็น
ความคิดที่ไม่เหมาะสมเลย ควรเปลี่ยนความคิดเสีย
ใหม่ตามแบบพระชายาของพระพุทธเจ้า ซึ่ง
เป็นทางให้เกิดความสุขและเป็นแบบฉบับที่ถูก
ต้องดีงามแก่ผู้อื่นด้วย
การวิตกอยากให้มาก็เพื่อจะอนุเคราะห์ มิ
ได้เพื่อจะขับไล่ไสส่ง
การสั่งสอนตลอดมาก็เพื่ออนุเคราะห์ส่งเสริมตามแบบ
ฉบับแห่งธรรมแก่ผู้ควรอนุเคราะห์
คำว่าปล่อยปละละเลยไม่เหลียวแลนี้ ยังมอง
ไม่เห็นว่าได้ทอดธุระปล่อยวางห่างเหินอย่างไร
ความคิด
และอุบายที่แสดงออกทุกขณะจิตที่คิดเพื่ออนุเคราะห์
เป็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยเมตตากรุณาจริง ๆ เพื่อผลที่
ผู้รับไปปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด ก็รอคอย
จะแสดงมุทิตาจิตไปด้วยอยู่เสมอ หากได้ผล
เป็นที่พึงพอใจไม่มีข้องแวะที่ไหนแล้ว ผู้ให้
ความอนุเคราะห์ก็เบาใจหายห่วง จิต
กับอุเบกขาธรรมก็เข้ากันได้สนิท
การที่พาปรารถนาพุทธภูมิก็มุ่ง
จะพาข้ามโลกสงสาร การของดจากพุทธภูมิ
มาตั้งความปรารถนาเป็นสาวกภูมิ อันเป็นภูมิของ
ผู้สิ้นกิเลสอาสวะ ก็เป็นความมุ่งหมายเพื่อ
จะพาสิ้นกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวล ก้าว
เข้าสู่บรมสุขคือพระนิพพานอันเป็นจุดอันเดียวกัน
การพาบำเพ็ญกุศลในชาติต่าง ๆ
ตลอดมาจนชาติปัจจุบันได้มาบวชบำเพ็ญ
ในศาสนา มีสติปัญญาเพียงใด พอติดต่อข่าวสาร
ถึงได้ก็พยายามเสมอมา จนได้มาพบเห็นกันในภพนี้
และได้ให้โอวาทสั่งสอนเต็มสติปัญญาตลอดมา
ถึงปัจจุบันบัดนี้ ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วย
ความเมตตาสงสารสุดที่จะประมาณอยู่แล้ว
ไม่มีขณะจิตใดที่จะทอดอาลัยหมายหลีกปลีกตัว
ให้พ้นไปแต่ผู้เดียว แต่เป็นขณะจิตที่เต็มไปด้วยความ
เป็นห่วงสงสาร หวังจะฉุดจะลากจะพรากออก
จากกองทุกข์ภพชาติในสงสาร ให้
ถึงพระนิพพานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ความคิดวิปริตไปในทางน้อยเนื้อต่ำใจ
ที่สำคัญว่าทอดทิ้งปล่อยวางไม่เหลียวแลนี้ เป็น
ความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย
จึงควรระงับดับมันเสีย อย่า
ให้เกิดมีขึ้นมาเหยียบย่ำทำลายจิตใจอีกต่อไป
ผลคือความทุกข์จะตามมาอีกไม่มีเวลาจบสิ้นลง
ได้ตลอดกาล และผิดกับความมุ่งหมายของ
ผู้หวังอนุเคราะห์ด้วยใจเมตตาสงสารตลอดมา
คำว่าหลุดพ้นไปไม่อาลัยอาวรณ์นั้น
หลุดพ้นไปไหน? และไม่อาลัยผู้ใด?
เพราะขณะนี้กำลังช่วยฉุดลากช่วยถากช่วยถาง
ช่วยอนุเคราะห์กันอยู่อย่างเต็มกำลัง
แม้การอบรมสั่งสอนทั้งมวลก็ล้วนออกจาก
ความอาลัยสงสารโดยถ่ายเดียวมิใช่หรือ? จะหา
ความอาลัยสงสารจากที่ไหนให้ยิ่งกว่าที่กำลังให้
และกำลังได้รับอยู่เวลานี้
การอบรมบ่มนิสัยเพื่อการเชิดชูส่งเสริมตลอดมา
ก็ได้ถอดออกมาจากดวงใจที่เปี่ยมด้วย
ความสงสารยิ่งกว่าน้ำในทะเลมหาสมุทร และ
ได้ทุ่มเทลงอย่างไม่อัดไม่อั้นไม่คิดเป็นคิดตาย
และคิดจะหมดหรือยังเหลืออยู่ในบรรดาธรรมที่มี
อยู่ภายในใจ ขอได้
เข้าใจตามเจตนาที่หวังอนุเคราะห์อยู่เสมอมา
และรับไป
เป็นสิริมงคลแก่ตนตามธรรมที่อบรมสั่งสอนมานี้
ผลคือความสุขใจจะเป็นที่ยอมรับอยู่กับตัวผู้เชื่อถือ
และปฏิบัติตาม
นับแต่ออกบวชและปฏิบัติธรรมแทบ
เป็นแทบตาย แม้แต่ขณะจิตหนึ่งที่คิดขึ้นเพื่อ
เป็นคนใจดำน้ำขุ่นยังไม่เคยปรากฏว่ามีเลย
การวิตกคิดถึงอยากให้มาหาก็มิได้หวังเพื่อ
จะต้มตุ๋นหลอกลวงให้ล่มจมเสียหาย แต่หวัง
จะอนุเคราะห์อย่างสมใจที่เมตตาสงสารอย่างเดียว
เท่านั้น ถ้ายังเป็นที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยากที่
จะไปแสวงหาความเชื่อถือที่ไว้วางใจได้จากผู้ใด
ที่เห็นว่าดีเยี่ยมและซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่านี้
ที่ว่าทราบเรื่องสะเทือนโลกธาตุในคืนวัน
นั้น นั้นเป็นการทราบ
ความสะเทือนแห่งธรรมประเภทหลอกลวงต้มตุ๋น
ให้โลกล่มจมปรากฏขึ้นหรืออย่างไร? จึงไม่แน่ใจ
และปลงใจที่
จะยอมเชื่อถือตามคำอบรมสั่งสอนที่ตั้งใจอนุเคราะห์
ด้วยความเมตตา ถ้าเข้าใจว่าธรรมเป็นธรรมแล้ว
ความสะเทือนโลกธาตุ
นั้นก็ควรนำมาคิดเพื่อปลงจิตปลงใจเชื่อถือ
และเย็นใจว่าเรายังมีวาสนาบารมีอยู่มาก
แม้มาอุบัติในภพชาติที่ลึกลับควรจะสุดวิสัยแล้ว แต่ยัง
ได้รับฟังสิ่งดีชั่วของตัวจากธรรมที่มีผู้เมตตาแสดง
ให้ฟังได้ไม่เสียกาลไปเปล่า นับว่า
เป็นโชควาสนาของเราที่เคยสั่งสมอบรมมา
และควรจะภาคภูมิใจในวาสนาของตัวที่มี
ผู้มาฉุดมาลาก มาช่วยพรากจาก
ความมืดมนอนธการ พอได้รู้
ความผิดพลาดของตัวบ้าง
ไม่มืดบอดจอดจมไปถ่ายเดียว
หากคิดอย่างนี้ก็น่าอนุโมทนาสาธุการ
และพลอยเบาใจหายห่วงไปด้วย ไม่เป็นความคิดที่
ให้ทุกข์ผูกมัดรัดตัวจนพากันหาทางออกมิได้
เพราะธรรมกลายเป็นโลก
ความห่วงใยสงสารกลายเป็นศัตรูคู่ก่อเวร
ขณะที่ฟังท่านสั่งสอนด้วย
ความเมตตาสงสาร เหมือนสายน้ำทิพย์
ในลำธารประพรมโสรจสรงด้วยทั้งเหตุ
และผลระคนคละเคล้ากันไปไม่หยุดหย่อน
บาทบริจาริกาคู่บารมีกลับได้สติ กลายเป็น
ผู้มีใจอ่อนน้อมยอมรับธรรมด้วย
ความซาบซึ้งเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา
พอจบเทศนาวินิจฉัยปัญหา ก็ยอมตนเป็น
ผู้ผิด ว่ามาทำให้ท่านได้รับความลำบากลำบน
เพราะความมืดมนด้วยความรักความอาลัย โดย
เข้าใจว่าท่านปล่อย ท่านวางไปกับดินกับหญ้า
ไม่เมตตาเอื้อเฟื้ออาลัย จึงเกิดความเสียอกเสียใจจน
ไม่มีที่ปลงที่วาง
นึกว่าตนไร้ญาติขาดมิตรปลิดชีวิตชีวา
ไม่มีที่พึ่งพาอาศัย มาบัดนี้ได้รับความสว่าง
จากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ่ำเป็นสุข
ทุกข์ที่เคยแบกหามมาก็ปลงวางลงได้
เพราะธรรมเหมือนน้ำอมฤตรดโสรจสรงชะล้าง
ให้เกิดความสว่างไสวขึ้นมา
โทษใดที่ได้ล่วงเกินพระคุณท่านด้วยความรู้
เท่าไม่ถึงการณ์ ขอได้โปรดประทานโทษนั้น
ให้แก่ข้าบาทดวงวิญญาณ เพื่อจะ
ได้ตั้งหน้าสำรวมระวังต่อไปตลอดอวสาน
ไม่หลงลืมผิดพลาดขลาดเขลาอีกต่อไป
จากนั้น ท่านก็อธิบายแนะนำเกี่ยว
กับภพกำเนิดว่า ขอให้ไปเกิดในภพที่
เป็นหลักฐานอันสมควรแก่ภาวะของตน
ไม่ควรมากังวลวกเวียนเกี่ยวข้องกับความ
เป็นห่วงใยดังที่เคยเป็นมาอีกต่อไป
ดวงวิญญาณยินดีรับคำท่านด้วย
ความเคารพนบน้อม ก่อนจะจากไป
ได้กราบขอพรว่า เมื่อได้ไปเกิดในภพที่เหมาะสมแล้ว
ขอให้ได้มารับฟังโอวาทตาม
ความปรารถนาดังที่เคยทำมา ขอ
ได้โปรดประทานพรตามใจหวังเถิด
เมื่อท่านอนุญาตแล้วก็หายไปในขณะนั้น
พอดวงวิญญาณจากไปแล้ว
จิตถอนขึ้นมาราวตี ๕ จวนสว่าง คืนนั้นท่านมิ
ได้พักผ่อนร่างกายเลย
เพราะเริ่มนั่งสมาธิภาวนาแต่ขณะออก
จากทางจงกรมราว ๒๐ น.
ตอนดึกก็รับแขกวิญญาณเสียหลายชั่วโมง
ท่านเล่าว่า
ต่อมาไม่นานนัก
ดวงวิญญาณก็มาเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอีก คราวนี้มา
ในร่างแห่งเทวดาผู้มีรูปสวยงามมาก แต่มิได้ตกแต่ง
ด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ
ตามปกติของพวกเทวดาที่ทำกัน
เพราะมาหาพระองค์สำคัญซึ่งเทวดาถือเป็น
ความเคารพมากโดยทั่วไป
พอเทวดามาถึงก็เล่าถวายท่านว่า
พอได้รับคำชี้แจงจากท่าน
ให้หายสงสัยไร้ทุกข์ที่เคยทรมานใจมาแล้ว ก็ไปอุบัติ
เป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพ ซึ่งมี
ความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบำรุงบำเรอต่าง ๆ
ที่ล้วนแต่สำเร็จไปจากการบำเพ็ญเมื่ออยู่กับท่าน
ในเมืองมนุษย์ทั้งนั้น แม้จะมี
ความสุขสบายตามวิบากกรรมอำนวยก็ตาม
แต่ก็อดระลึกมิได้ว่า วิบากสมบัติที่ปรากฏให้
ได้รับเสวยเหล่านั้น ล้วนเป็นสาเหตุไป
จากพระคุณท่านเป็นผู้พาริเริ่มบำเพ็ญแต่ต้นมา
เพียงลำพังตัวผู้เดียว ไม่มีปัญญา
สามารถคิดอ่านบำเพ็ญให้สำเร็จ
เป็นสมบัติที่พึงพอใจอย่างมหาศาลเช่นนั้นได้
เวลามีวาสนาได้ไปเกิดในกองมหาสมบัติอัน
เป็นทิพย์และมีความสุขสบาย หายโกรธแค้นน้อยใจ
แล้ว จึงได้ระลึก
ถึงพระคุณของท่านที่มีแก่ตนอย่างมากมายเหลือที่
จะประมาณได้
ฉะนั้นการเลือกเฟ้นในทุกสิ่ง
ไม่ว่าการงาน อาหารและสิ่งของนานาชนิด
ตลอดมิตรสหายเพื่อนหญิงเพื่อนชายที่ควรก่อน
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการครองตัวด้วย
ความราบรื่นจะพึงถือเป็นกิจจำเป็น
เฉพาะอย่างยิ่งการเลือกคู่ครองเพื่อหวังพึ่ง
เป็นพึ่งตายจริง ๆ ควรถือเป็นกรณีพิเศษกว่าสิ่งอื่นใด
เพราะคู่ครองนั้นเป็นเหมือนกับใช้ลมหายใจและ
ความเป็นอยู่ทุกด้านร่วมอันเดียวกัน ความสุข ทุกข์
น้อยมากย่อมเป็นสิ่งกระเทือนถึงกันทุกระยะ
ผู้ได้คู่ครองที่ดี แม้ตัวจะต่ำบ้างทางฐานะ
ความรู้ความฉลาด การประพฤติ จริตนิสัย แต่ก็
ยังดีที่มีผู้คอยฉุดคอยลากคอยให้คติเตือนใจเสมอ
และพาประพฤติดำเนินในกิจการต่าง ๆ
ทั้งทางโลกอันเป็นเครื่องส่งเสริมครอบครัวให้มั่นคง
และสงบสุข และทางธรรมซึ่งเป็นความดีงามแก่จิตใจ
ตลอดการงานอย่างอื่นที่พลอยมีส่วนดีงามไปด้วย
ไม่มืดมิดปิดตากำดำกำขาวไปถ่ายเดียว โดยหา
ความแน่นอนและรับรองผลไม่ได้
ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกัน ก็เท่ากับต่าง
ช่วยกันสร้างวิมานหลังใหญ่ในครอบครัว ให้อยู่เย็น
เป็นสุขร่วมกันไปตลอดอวสาน
ไม่มีการทะเลาะวิวาทถกเถียงกัน ครัวเรือนย่อม
เป็นสุข ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจมารบกวน
เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างสรรค์
ต่างฝ่ายต่างสำรวมระวัง ต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่
ในเหตุผลหลักธรรม ไม่ทำตามใจชอบที่ผิด
จากหลักศีลธรรม อันเป็นหลักรับรอง
ความร่มเย็นผาสุกต่อกัน คู่ครองแต่ละฝ่ายจึงเป็นผู้
ช่วยกันสร้างกรรมดี ชั่ว สุข ทุกข์ บุญ บาป นรก
สวรรค์เกี่ยวเนื่องกันแต่เริ่มต้นชีวิตร่วมกัน
เป็นต้นไปเหมือนลูกโซ่
ทั้งปัจจุบันชาตินี้ตลอดอนาคตของภพชาติต่อไป
ดังข้าบาทได้เห็นประจักษ์กับตัวเอง (คำว่า
ข้าบาทเป็นคำแทนชื่อที่ถนัดใจของเทวดา
เรียกตัวเองกับท่านพระอาจารย์มั่น) ที่
ได้มีบุญติดสอยห้อยตามบาทไปในภพชาติต่าง ๆ
ด้วยการนำของพระคุณท่าน พาสร้างแต่
ความดีมาประจำนิสัย
ไม่พาสร้างบาปกรรมทำชั่วมัวหมองเลย จึงพลอยได้
เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพา
ให้แคล้วคลาดจากภัยเวรทั้งหลายตลอดมา
นึกถึงพระคุณแล้วทำให้ซึ้งในจิตใจสุดที่
จะเรียนได้ถูก คราวนี้ ข้าบาท
ได้เห็นโทษของตัวที่เคยผิดพลาดล่วงเกินพระคุณท่านมา
ในอดีต ทั้งชาติแห่งวิญญาณ
และอดีตกาลที่ผ่านมานาน ขอท่าน
ได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมนำเสียซึ่งโทษ อย่า
ได้มีกรรมมีเวรสืบต่อเกี่ยวข้องอีกต่อไป
ท่านได้อโหสิกรรมแก่เทวดาตาม
ความปรารถนา และ
ได้แสดงธรรมอบรมส่งเสริมบารมีให้
เป็นที่รื่นเริงจนควรแก่กาลแล้ว
เทวดานมัสการลากระทำประทักษิณสามรอบ
หลีกออกห่างจากท่านพอประมาณ
แล้วเหาะลอยขึ้นสู่อากาศด้วยความโสมนัสศรัทธา
เป็นล้นพ้น
ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วย
ความน้อยอกน้อยใจกับท่าน รู้สึกว่าพิสดารเหลือ
จะพรรณนา ผู้เขียนไม่สามารถนำมาลง
ได้ทุกประโยคไป จึงขออภัยท่านไว้ด้วย เท่าที่จำได้
และนำมาลงนี้ก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ถ้า
จะผ่านไปก็รู้สึกจะขาดเนื้อเรื่องที่น่าคิดไป ดังที่เรียน
ไว้แล้วตอนก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 21:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้า
และพระสาวกอรหันต์เสด็จมาอนุโมทนา
หลังจากท่านเดินทางถึงแดนแห่งวิมุตติ
แล้ว คืนต่อ ๆ
มามีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากเสด็จมาอนุโมทนาวิมุตติธรรม
กับท่านเสมอมิได้ขาด
คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กับพระสาวกบริวารเป็นจำนวนหมื่นเสด็จมาเยี่ยม
คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กับสาวกบริวารจำนวนแสนเสด็จมาเยี่ยม
คืนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีสาวกเท่า
นั้นเสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนา
จำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์
นั้นมีจำนวนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ท่านว่าขึ้นอยู่
กับวาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือน
กัน ที่พระสาวกตามเสด็จมาด้วยแต่ละพระองค์นั้น มิ
ได้ตามเสด็จมาทั้งหมด
ในบรรดาพระสาวกของแต่ละพระองค์ที่มีอยู่
แต่ที่ตามเสด็จมามากน้อยต่างกันนั้น พอแสดง
ให้เห็นภูมิพระวาสนาบารมีของแต่ละพระองค์
นั้นต่างกันเท่านั้น
บรรดาพระสาวกจำนวนมากของแต่ละพระองค์ที่ตามเสด็จมา
นั้น มีสามเณรติดตามมาด้วยครั้งละไม่น้อยเลย
ท่านสงสัยจึงพิจารณาก็ทราบว่า
คำว่าพระอรหันต์ในนามธรรมนั้นมิ
ได้หมายเฉพาะพระ
แต่สามเณรที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดก็นับเข้า
ในจำนวนสาวกอรหันต์ด้วย ฉะ
นั้นที่สามเณรติดตามมาด้วยจึงไม่ขัดกัน
ในพระโอวาทของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายที่ประทานอนุโมทนาแก่พระอาจารย์มั่น
นั้น ส่วนใหญ่มีว่า
เราตถาคตทราบว่าเธอพ้นโทษ
จากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจำของวัฏทุกข์ จึง
ได้มาเยี่ยมอนุโมทนา ที่คุมขังแหล่งนี้ใหญ่โตมโหฬาร
และแน่นหนามั่นคงมาก และมีเครื่องยั่วยวนชวน
ให้เผลอตัวและติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่
จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้
เพราะสัตว์โลกจำนวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจกับทุกข์ที่
เป็นอยู่กับตัวตลอดมา ว่าเป็นสิ่งที่ทรมาน
และเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอ
จะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่าง ๆ เหมือนคน
เป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึง
ไม่มีประโยชน์สำหรับคนประเภทนั้น
ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา
สัตว์โลกอาภัพเพราะโรคกิเลสตัณหาภาย
ในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทำให้เป็นทุกข์แบบ
ไม่มีจุดหมายว่าจะหายได้เมื่อไร
สิ่งตายตัวก็คือโรคพรรค์นี้ ถ้า
ไม่รับยาคือธรรมจะไม่มีวันหายได้
ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับ
ความทุกข์กายทุกข์ใจ และเกี่ยวโยง
กันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล ธรรมแม้จะมีเต็มไป
ทั้งโลกธาตุ ก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้
ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัวเท่าที่ควรจะได้รับ
จากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรม สัตว์โลกก็หมุนตัว
เป็นกงจักรไปกับทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก
โดยไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลง
ได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่สนใจช่วยตัวเอง
โดยยึดธรรมมาเป็นหลักใจและพยายามปฏิบัติตาม
พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เพิ่มจำนวนองค์
และสั่งสอนมากมายเพียงไร ผลที่ได้รับก็
เท่าที่โรคประเภทคอยรับยามีอยู่เท่านั้น
ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระองค์ใด มีแบบตายตัว
อยู่อย่างเดียวกัน คือสอนให้ละชั่วทำดีทั้งนั้น
ไม่มีธรรมพิเศษและแบบสอนพิเศษไปกว่านี้ เพราะ
ไม่มีกิเลสตัณหาพิเศษในใจสัตว์โลกที่พิเศษเหนือธรรม
ซึ่งประกาศสอนไว้ เท่าที่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายประทานไว้แล้ว
เป็นธรรมที่ควรแก่การรื้อถอนกิเลสทุกประเภทของมวลสัตว์
อยู่แล้ว นอกจากผู้รับฟังและปฏิบัติตาม
จะยอมแพ้ต่อเรื่องกิเลสตัณหาของตัวเสียเอง
แล้วเห็นธรรมเป็นของไร้สาระไปเสียเท่านั้น
ตามธรรมดาแล้วกิเลสทุกประเภท
ต้องฝืนธรรมดาดั้งเดิม คนที่คล้อยตามมันจึงเป็น
ผู้ลืมธรรมไม่อยากเชื่อฟังและทำตาม
โดยเห็นว่าลำบากและเสียเวลาทำในสิ่งที่ตนชอบ
ทั้งที่สิ่งนั้นให้โทษ ประเพณีของนักปราชญ์
ผู้ฉลาดมองเห็นการณ์ไกล ย่อมไม่หดตัวมั่วสุม
อยู่เปล่า ๆ เหมือนเต่าถูกน้ำร้อนไม่มีทางออก
ต้องยอมตายในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน
โลกเดือดพล่านอยู่ด้วยกิเลสตัณหาความแผดเผา
ไม่มีกาลสถานที่ที่พอจะปลงวางลงได้ จำ
ต้องยอมทนทุกข์ทรมานไปตาม ๆ กัน โดย
ไม่นิยมสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์อยู่บนอากาศและใต้ดิน
เพราะสิ่งแผดเผาเร่าร้อนอยู่กับใจ ความทุกข์จึง
อยู่ที่นั่น
ที่นี่เธอเห็นพระตถาคตอย่างแท้จริงแล้วมิใช่
หรือ?
พระตถาคตแท้คืออะไร คือ
ความบริสุทธิ์แห่งใจที่เธอเห็นแล้วนั้นแล
ที่พระตถาคตมาในร่างนี้ มา
ในร่างแห่งสมมุติต่างหาก เพราะพระตถาคต
และพระอรหันต์อันแท้จริงมิใช่ร่างแบบที่มากันนี้ นี่
เป็นเพียงเรือนร่างของตถาคต
โดยทางสมมุติต่างหาก
ท่านพระอาจารย์กราบทูลว่า
ข้าพระองค์ทราบพระตถาคต
และพระสาวกอรหันต์อันแท้จริงไม่สงสัย ที่สงสัยก็คือ
พระองค์ทั้งหลายกับพระสาวกท่านที่เสด็จไป
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานไม่มีส่วนสมมุติยังเหลืออยู่เลย
แล้วเสด็จมาในร่างนี้ได้อย่างไร?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งแม้มีความบริสุทธิ์ทางใจ
ด้วยดีแล้ว แต่ยังครองร่างอันเป็นส่วนสมมุติอยู่
ฝ่ายอนุปาทิเสสนิพพานก็ต้องแสดงสมมุติตอบรับกัน
คือต้องมาในร่างสมมุติซึ่งเป็นเครื่องใช้ชั่วคราวได้
ถ้าต่างฝ่ายต่างเป็นอนุปาทิเสสนิพพานด้วยกัน
แล้วไม่มีส่วนสมมุติยังเหลืออยู่ ตถาคตก็ไม่มีสมมุติอัน
ใดมาแสดงเพื่ออะไรอีก ฉะนั้นการมาในร่างสมมุตินี้
จึงเพื่อสมมุติเท่านั้น ถ้า
ไม่มีสมมุติเสียอย่างเดียวก็หมดปัญหา
พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตก็ทรงถือเอานิมิต
คือสมมุติอันดั้งเดิมของเรื่องนั้น ๆ เป็นเครื่องหมาย
ให้ทราบ เช่น ทรงทราบอดีตของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายว่าทรงเป็นมาอย่างไรเป็นต้น ก็
ต้องถือเอานิมิตของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
และพระอาการนั้น ๆ เป็นเครื่องหมายพิจารณา
ให้รู้ ถ้าไม่มีสมมุติของสิ่งนั้น ๆ เป็นเครื่องหมาย ก็
ไม่มีทางทราบได้ในทางสมมุติ เพราะวิมุตติล้วน ๆ
ไม่มีทางแสดงได้ ฉะนั้นการพิจารณาและทราบได้
ต้องอาศัยสมมุติเป็นหลักพิจารณา
ดังที่เราตถาคตนำสาวกมาเยี่ยมเวลานี้
ก็จำต้องมาในรูปลักษณะอันเป็นสมมุติดั้งเดิม เพื่อผู้
อื่นจะพอมีทางทราบได้ว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ๆ และพระอรหันต์องค์นั้น ๆ มีรูปลักษณะอย่างนั้น ๆ
ถ้าไม่มาในรูปลักษณะนี้แล้ว ผู้อื่นก็ไม่มีทางทราบ
ได้
เมื่อยังต้องเกี่ยวกับสมมุติในเวลาต้องการ
อยู่ วิมุตติก็จำต้องแยกแสดงออกโดยทางสมมุติเพื่อ
ความเหมาะสมกัน
ถ้าเป็นวิมุตติล้วน ๆ
เช่นจิตที่บริสุทธิ์รู้เห็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วยกัน ก็เพียงแต่รู้
อยู่เห็นอยู่เท่านั้น ไม่มีทางแสดงให้รู้ยิ่งกว่านั้นไปได้
เมื่อต้องการทราบลักษณะอาการของ
ความบริสุทธิ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จำ
ต้องนำสมมุติเข้ามาช่วยเสริมให้วิมุตติเด่นขึ้น
พอมีทางทราบกันได้ว่าวิมุตติมีลักษณะว่างเปล่า
จากนิมิตทั้งปวง มีความสว่างไสวประจำตัว มี
ความสงบสุขเหนือสิ่งใด ๆ เป็นต้น พอ
เป็นเครื่องหมายให้ทราบได้โดยทางสมมุติทั่ว ๆ ไป
ผู้ทราบวิมุตติอย่างประจักษ์ใจแล้ว จึงไม่มีทางสงสัย
ทั้งเรื่องวิมุตติแสดงตัวออกต่อสมมุติ
ในบางคราวที่ควรแก่กรณี และทรงตัว
อยู่ตามสภาพเดิมของวิมุตติ ไม่แสดงอาการ
ที่เธอถามเราตถาคตนั้น ถามด้วย
ความสงสัย หรือถามพอเป็นกิริยาแห่งการสนทนา
กัน
ท่านกราบทูลว่า
ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยทั้งสมมุติ
และวิมุตติของพระองค์ทั้งหลาย แต่ที่กราบทูล
นั้นก็เพื่อถวายความเคารพไปตามกิริยาแห่งสมมุติ
เท่านั้น แม้พระองค์กับพระสาวกจะเสด็จมาหรือ
ไม่ก็มิได้สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระสงฆ์อันแท้จริงมีอยู่ ณ ที่แห่งใด แต่เป็น
ความเชื่อประจักษ์ใจอยู่เสมอว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้
นั้นเห็นเราตถาคต อันแสดงว่าพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ มีใช่ธรรมชาติอื่นใด
จากที่บริสุทธิ์หมดจดจากสมมุติในลักษณะเดียวกัน
กับพระรัตนตรัย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การที่เราตถาคตถามเธอ ก็มิได้ถามด้วย
ความเข้าใจว่าเธอมีความสงสัย แต่ถามเพื่อ
เป็นสัมโมทนียธรรมต่อกันเท่านั้น
บรรดาพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาแต่ละพระองค์
และแต่ละครั้งนั้น มิได้กล่าวปราศรัยอะไร
กับท่านพระอาจารย์มั่นเลย
มีพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทพระองค์เดียว
ส่วนพระสาวกทั้งหลายเป็นเพียงนั่งฟัง
อยู่อย่างสงบเสงี่ยม น่าเคารพเลื่อมใสมากเท่านั้น
แม้สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่น่ารักมากกว่า
จะน่าเคารพเลื่อมใส ก็นั่งฟังอยู่อย่างสงบเสงี่ยม
เช่นเดียวกับพระสาวกทั้งหลาย อัน
เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสมากและน่ารักมากด้วย ซึ่ง
ยังอยู่ในวัยเล็กมากก็มี อายุราว ๙ ขวบ ๑๐ ขวบ
๑๑–๑๒ ขวบ ซึ่งน่ารักมาก
ท่านเล่าว่า
พอเห็นสามเณรอรหันต์แล้ว ท่านเกิด
ความรู้สึกรักมากและสงสารมาก
ถ้าตามภาษาของผู้ใหญ่พูดกับเด็กธรรมดา
ทั่วไปก็ว่า เณรตัวเล็ก ๆ ตาใสแจ๋ว ใครเห็นแล้วก็อดที่
จะรักไม่ได้ ดีไม่ดีถ้าไม่ทราบไว้ก่อนว่าท่าน
เป็นสามเณรอรหันต์แล้ว น่ากลัวจะดื้อ
มือไปคว้าเอาศีรษะท่านขยี้เขย่าเล่นโดยมิได้สำนึก
ในบาปแน่
ท่านพูดมาตอนนี้เลยนึกคันมือขึ้นมาว่า
ถึงผู้เขียนก็เถอะอาจเป็นผู้หนึ่งก่อนใครที่จะอดคว้าไม่
ได้ เป็นอะไรเป็นกัน แล้วค่อยขอขมาโทษท่านทีหลัง
เพราะอดรักอดเล่นไม่ได้ ท่านว่าแม้ท่านจะ
เป็นสามเณรองค์เล็ก ๆ ก็ตาม แต่มรรยาทท่านเป็น
ผู้ใหญ่สงบเสงี่ยมสวยงามมากเหมือนพระสาวก
ทั้งหลาย
สรุปแล้ว บรรดาพระสาวกอรหันต์
และสามเณรที่ตามเสด็จมา
กับพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง
ล้วนมีมรรยาทอันสวยงามน่าเคารพเลื่อมใสมาก
เหมือนผ้าที่ถูกพับและเก็บไว้เป็นระเบียบงามตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 22:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อท่านเกิดความสงสัยในข้อวัตรปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกมาแสดงให้ดู
ฉะนั้นเวลาท่านเกิดความสงสัยเกี่ยว
กับระเบียบขนบประเพณีดั้งเดิม เช่น การเดินจงกรม
นั่งสมาธิ ความเคารพต่อกันระหว่างผู้อาวุโส
กับภันเต และการครองผ้าเวลานั่งสมาธิ
หรือเดินจงกรมจำเป็นทุกครั้งไปหรือไม่อย่างไร
ขณะนั่งภาวนาท่านนึกวิตก อยากทราบ
ความจริงที่พระพุทธเจ้า
และพระสาวกพาดำเนินมาก่อนท่านทำ
กันอย่างไรดังนี้
ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงวิธี
ให้ดูเอง ก็เป็นพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งมาแสดง
ให้ดูตัวอย่างจนได้ เช่น การเดินจงกรม
จะควรปฏิบัติตัวอย่างไรในขณะเดินถึงจะถูกต้อง และ
เป็นความเคารพธรรมตามหน้าที่ของ
ผู้สนใจเคารพธรรมในเวลาเช่นนั้น
ท่านก็เสด็จมาแสดงวิธีวางมือ วิธีก้าวเดิน
วิธีสำรวมตนในเวลาเดินให้ดูอย่างละเอียด
บางครั้งก็ประทานพระโอวาทประกอบกับวิธีแสดง
ด้วย บางครั้งก็แสดงเพียงวิธีต่าง ๆ ให้ดู
แม้พระสาวกอรหันต์มาแสดงให้ดูก็ทำ
ในลักษณะเดียวกัน การนั่งทำสมาธิทำอย่างไร
ควรหันหน้าไปทางทิศใดเป็นการเหมาะกว่าทิศอื่น
ๆ ท่านั่งจะตั้งตัวอย่างไรเป็นการเหมาะสมในขณะ
นั้น ท่านแสดงให้ดูทุกวิธี
ความเคารพต่อกันระหว่างอาวุโสกับภันเต
ตอนนี้ท่านเล่าแปลกอยู่บ้าง
คือขณะที่ท่านนึกวิตกอยากทราบว่า
ครั้งพุทธกาลท่านปฏิบัติต่อกันอย่างไรที่
เป็นสามีจิกรรมต่อกันโดยชอบธรรม พอวิตกไม่นาน
ก็ปรากฏมีพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหนุ่มทั้งแก่
และแก่จนหง่อมศีรษะหงอกขาวไปหมด
ตลอดสามเณรเล็ก ๆ และโตพอประมาณ ซึ่งล้วนอยู่
ในวัยที่น่ารักตามเสด็จมามากมาย
แต่การเสด็จมาของพระพุทธเจ้า
กับการมาของพระสาวกทั้งหลายมิได้มาพร้อมกัน
ต่างองค์ต่างมา องค์ใดมาถึงก่อนองค์
นั้นก็นั่งอาสนะข้างหน้า
องค์มาที่สองที่สามก็นั่งรอง
กันลงมาตามลำดับที่มาถึง ไม่นิยมวัย
และอาวุโสภันเต แม้สามเณรมา
ถึงก่อนก็นั่งข้างหน้าพระ จนถึงองค์สุดท้าย องค์แก่
ๆ รุ่นปู่รุ่นทวดสามเณร มาถึงทีหลังก็
ต้องนั่งอาสนะสุดท้าย โดยมิได้มีองค์
ใดแสดงกิริยาขวยเขินกระดากอายต่อกันเลย
แม้องค์พระพุทธเจ้าเองเสด็จมาถึงลำดับ
ใดก็ประทับอาสนะนั้นที่ควรแก่ผู้มาถึงทีหลัง
ท่านเห็นอาการอย่างนั้นจึงเกิด
ความสงสัยว่า พระครั้งพุทธกาลไม่มีการเคารพ
กันบ้างหรืออย่างไรถึงได้ทำอย่างนี้ ดู
ไม่มีระเบียบงามตาบ้างเลย แล้วพระพุทธเจ้า
และพระสาวกทรงประกาศพระศาสนา
ให้ประชาชนเคารพนับถือได้อย่างไร
เมื่อพระศาสนาและผู้นำของพระศาสนาตลอด
ผู้ปฏิบัติศาสนาอย่างใกล้ชิด ประพฤติต่อกันอย่าง
ไม่มีระเบียบเช่นนั้น
สักประเดี๋ยวธรรมก็ผุดขึ้นมาในใจท่านเอง
โดยพระพุทธเจ้าและสาวกยังมิ
ได้ประทานโอวาทแต่อย่างใด ว่านี่คือวิสุทธิธรรม
ล้วน ๆ ไม่มีสมมุติเข้าเจือปนเลย จึงไม่มีกฎข้อบังคับ
หรือระเบียบใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่แสดงอย่างนี้แสดงเรื่องวิสุทธิธรรมที่เป็น
ความเสมอภาคทั่วกัน ไม่นิยมว่าอ่อน ว่าแก่ ว่าสูง
ว่าต่ำ อันเป็นเรื่องของสมมุติ
นับแต่พระพุทธเจ้าลงมา
ถึงสาวกอรหันต์องค์สุดท้าย จะเป็นพระหรือเณร
ไม่จำกัด แต่มีความเสมอภาคกันด้วยความบริสุทธิ์
ท่านแสดงบุคคลาธิษฐานในลักษณะนี้
เป็นเครื่องบอกถึงความบริสุทธิ์ของกันและกันว่า
ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากันบรรดาพระและเณรที่
เป็นอรหันต์ด้วยกัน
พอธรรมที่แสดงขึ้นสงบลง
ท่านนึกวิตกอีกว่า
ท่านเคารพกันตามสมมุตินั้นเคารพ
กันอย่างไรบ้างหนอ
พอความคิดวิตกระงับลง
ภาพของพระพุทธเจ้าและพระสาวก
ทั้งหลายที่ประทับนั่ง และนั่งกันอย่างไม่มีระเบียบ
อยู่ขณะนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
และเปลี่ยนท่าประทับและท่านั่งใหม่ทันที
คราวนี้ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าประทับนั่งเป็นประมุข
อยู่ข้างหน้าสงฆ์ สามเณรองค์เล็ก ๆ ที่มาถึงก่อน
และเคยนั่งอยู่ข้างหน้า ก็ได้เปลี่ยนเป็นนั่ง
อยู่สุดท้ายอย่างมีระเบียบงามตาน่าเคารพเลื่อมใสมาก
ขณะนั้นธรรมผุดขึ้นในใจท่านว่า
นี่คือระเบียบ
และขนบประเพณีของพระครั้งพุทธกาลเคารพกัน
ท่านเคารพกันอย่างนี้ แม้เป็นพระอรหันต์แล้วแต่
ยังอ่อนพรรษาอยู่ ก็จำ
ต้องเคารพพระอาวุโสที่ปฏิบัติดีทั้งที่ยังมีกิเลสภาย
ในใจอยู่
ต่อลำดับ
นั้นพระองค์ประทานพระโอวาทว่า
พระของเราตถาคตต้องมีความเคารพ
และสนิทสนมกันประหนึ่งอวัยวะอันเดียวกัน แต่มิได้สนิท
กันแบบโลก หากแต่สนิทกันตามแบบของธรรม ซึ่ง
เป็นความเสมอภาคไม่ลำเอียง พระของเราตถาคต
อยู่ด้วยกัน แม้จำนวนมากก็ไม่ทะเลาะกัน
ไม่มีการเผยอเย่อหยิ่งต่อกัน พระที่ไม่เคารพ
กันตามหลักธรรมวินัยที่
เป็นองค์ศาสดาแทนเราตถาคต มิ
ใช่พระของตถาคต แม้
จะเลียนแบบของลูกศิษย์ตถาคตก็คือพระที่เลียน ๆ
อยู่นั่นแล ไม่จริงดังคำประกาศอวดอ้าง ถ้าพระยังมี
ความเคารพกันตามหลักธรรมวินัย คือตถาคต และ
เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อธรรมวินัยไม่ฝ่าฝืน พระนั้น
จะอยู่ที่ใด บวชเมื่อไร เป็นชาติชั้นวรรณะและออกมา
จากสกุลใด ก็คือพระลูกศิษย์เราตถาคตอยู่นั่นแล
ชื่อว่าผู้เดินตามเราตถาคต ต้องปรากฏ
ความสิ้นสุดทุกข์ในวันหนึ่งแน่นอน
พอประทานพระโอวาทย่อจบลง
นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาต่างองค์ต่างหายไป
ในขณะนั้น ท่านอาจารย์เองก็สิ้นสงสัยลง
ในขณะที่นิมิตมาแสดงบอกอย่างชัดเจนนั้นเช่นกัน
แม้การครองผ้าในเวลานั่งสมาธิ
หรือเดินจงกรม พระสาวกก็ได้มาแสดง
ให้ดูตามลำดับที่เกิดความสงสัยไม่แน่ใจ ว่าไม่จำ
เป็นต้องครองผ้าทุกครั้งไป
โดยท่านมาแสดงการนั่งสมาธิและเดินจงกรม
ในท่าครองผ้าและไม่ครองผ้าให้ดูจนสิ้น
ความสงสัยทุกกรณีไป ตลอดสีผ้าสบง จีวร
สังฆาฏิอันเป็นเครื่องนุ่งห่มของพระ ท่านก็แสดงให้ดู
โดยแสดงผ้าสีกรัก คือสีแก่นขนุนออกเป็นสามสี คือ
สีกรักอ่อน สีกรักขนาดกลาง และสีกรักแก่ให้
โดยละเอียด
เท่าที่พิจารณาตามท่านเล่าให้ฟัง
แล้วก็พอทราบได้ว่า ท่านทำอะไรลงไปมักมีแบบ
ฉบับมาเป็นเครื่องยืนยันรับรองความแน่ใจ
ในการทำเสมอ มิ
ได้ทำแบบสุ่มเดาที่เรียกว่าเอาตน
เข้าไปเสี่ยงต่อกิจการที่ไม่แน่ใจ ฉะนั้นปฏิปทาท่าน
จึงราบรื่นสม่ำเสมอตลอดมา ไม่มีข้อที่น่าตำหนิ
และกระทบกระเทือนใด ๆ มาแต่ต้นจนอวสาน ซึ่ง
จะหาผู้เสมอได้ยากในสมัยปัจจุบัน
บรรดาสานุศิษย์ที่ยึดเอาปฏิปทาท่านไปปฏิบัติ
ย่อมเป็น
ความงามเสมอต้นเสมอปลายแบบลูกศิษย์มีครู นอก
จากที่ชอบแหวกแนวแบบผีไม่มีป่าช้า ลูกไม่มีพ่อแม่
ศิษย์ไม่มีอาจารย์ซึ่งอาจมีได้เท่านั้น
ปฏิปทาที่ท่านพาดำเนินมา
จึงอาจถูกดัดแปลงไปตามความคิดเห็น นอก
นั้นปฏิปทาท่านนับว่าราบเรียบมาก
ทั้งนี้ท่านรู้สึกมีอะไร ๆ ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกอยู่ภาย
ในอย่างลึกลับ เป็นเข็มทิศพาดำเนิน ซึ่งผู้ปฏิบัติ
ทั้งหลายไม่อาจมีได้อย่างท่าน
การจำพรรษาของท่านในจังหวัดเชียง
ใหม่ทราบว่า
ท่านจำที่หมู่บ้านจอมแตง อำเภอแม่ริม ๑
พรรษา
ที่บ้านโป่ง อำเภอแม่แตง ๑ พรรษา
ที่บ้านกลอย อำเภอพร้าว ๑ พรรษา
ในเขาอำเภอแม่สวย ๑ พรรษา
ที่บ้านปู่พระยาอำเภอแม่สวย ๑ พรรษา
ที่วัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษา
ที่บ้านแม่ทองทิพย์ อำเภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย ๑ พรรษา
ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ๑ พรรษา
ส่วนที่ท่านเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง
ๆ ตามบ้านป่าบ้านเขานั้นจำไม่ได้ทุกสถานที่ไป
และไม่สามารถนำมาเรียงลำดับพรรษาก่อน
และหลังกันได้ เพราะท่านเที่ยวอยู่แถบจังหวัดเชียง
ใหม่และเชียงรายนานถึง ๑๑ ปี
ต่อไปจะขอระบุเฉพาะหมู่บ้านที่ท่านพัก
ซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์เป็นแห่ง ๆ ไป ที่ไม่จำเป็นจะ
ไม่ขอกล่าวถึง ท่านพักอยู่ในที่นั้น ๆ
ไม่ว่าจำพรรษาหรือเที่ยววิเวกธรรมดา
เว้นวัดเจดีย์หลวง นอกนั้นทราบว่าเป็นป่าเป็นเขาซึ่ง
เป็นที่เปลี่ยว ๆ แทบทั้งนั้น และ
เป็นการเสี่ยงต่อภยันตรายหลายอย่างมาตลอดระยะที่ท่านเที่ยวบำเพ็ญ
ฉะนั้นประวัติท่านจึงเป็นประวัติที่สำคัญมาก
ทั้งการเที่ยวธุดงคกรรมฐาน
และการรู้เห็นธรรมประเภทต่าง ๆ เป็นเรื่องแปลก
และพิสดารผิดกับประวัติของอาจารย์ทั้งหลายที่
เป็นนักท่องเที่ยวบำเพ็ญเหมือนกันอยู่มาก
เริ่มแรกที่ท่านออกปฏิบัติในเขตจังหวัดเชียง
ใหม่ ท่านไปเที่ยวและพักอยู่เพียงองค์เดียว ถ้า
เป็นแบบโลกก็นับว่าเปล่าเปลี่ยวที่สุด
ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงคงแทบไม่หายใจ เพราะ
ความกลัวบังคับอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกิน
อยู่หลับนอนได้ แต่สำหรับท่านแล้วในอิริยาบถทั้งสี่
ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้เดียว ท่านถือว่ามี
ความสุขทางจิตใจและสะดวกทางความเพียรมาก
เพราะการถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอนได้
ด้วยอำนาจความเพียรของบุคคล
ผู้เดียวดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
ต่อมาค่อยมีพระทยอยไปหาท่าน
มีท่านเจ้าคุณเทสก์ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
ท่านอาจารย์สาร ท่านอาจารย์ขาว
วัดถ้ำกลองเพล เป็นต้น แต่อยู่กับท่านชั่วระยะกาล
เท่านั้น ท่านก็สั่งให้ออกหาที่วิเวกตามที่ต่าง ๆ
แถบหมู่บ้านชาวเขาที่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ที่ชาย
เขาบ้าง บนหลังเขาบ้าง หมู่บ้านละ ๔-๕
หลังคาเรือนบ้าง ๙–๑๐ หลังคาเรือนบ้าง พอ
ได้อาศัยเขาไปเป็นวัน ๆ ท่านเองก็ชอบ
อยู่ลำพังองค์เดียวตามนิสัย
พระกรรมฐานสมัยท่านเป็น
ผู้นำพาดำเนินครั้ง
นั้นปรากฏว่าเด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก
เที่ยวแสวงหาธรรมกันแบบเอาชีวิตเข้าประกันจริง ๆ
ไม่อาลัยชีวิตยิ่งกว่าธรรม ที่ใดมีสัตว์เสือชุม
ท่านชอบสั่งให้พระไปอยู่ที่นั้น เพราะเป็นที่
ช่วยกระตุ้นเตือนสติปัญญามิให้นิ่งนอนใจ
ความเพียรก็จำต้องติดต่อกันไปเอง และ
เป็นเครื่องหนุนจิตใจให้มีกำลังขึ้นอย่างรวด
เร็วกว่าปกติที่ควรจะเป็น
ท่านเองก็พักบำเพ็ญเป็นสุขวิหารธรรม
อยู่สบาย ในป่าในเขาที่สงัดปราศจากผู้คน
ทั้งกลางวันกลางคืน การติดต่อกับพวกกายทิพย์
เช่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค
ภูตผีที่มาจากที่ต่าง ๆ ท่านถือเป็นธรรมดา
เช่นเดียวกับมนุษย์ติดต่อกับพวกมนุษย์ชาติต่าง ๆ
ที่รู้ภาษากัน เพราะท่านชำนิชำนาญ
ในทางนี้มาช้านานแล้ว
ท่านพักอยู่ที่ป่าที่เขา
โดยมากก็ทำประโยชน์แก่พวกกายทิพย์นี้
และพวกชาวเขาซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต
ไม่ค่อยมีแง่งอนต่าง ๆ เวลาเขารู้นิสัยและซาบซึ้ง
ในธรรมท่านแล้ว
เขาเคารพเลื่อมใสท่านมากแบบเอาชีวิตเข้าประ
กันได้เลย
คำว่าชาวป่าชาวเขา เช่น พวกอีก้อ ขมุ
มูเซอ แม้ว ยางเหล่านี้ ตาม
ความคาดหมายของคนทั่วไป เข้าใจว่าเขา
เป็นคนป่าคนเขา รูปร่างทั้งหญิงทั้งชาย
ต้องขี้ริ้วขี้เลอะตัวดำกำโคลนราวกับตอตะโกแน่ ๆ
แต่ท่านว่าคนพวกนี้รูปร่างหน้าตาสวยงาม
และขาวสะอาดสะอ้าน กิริยาเรียบร้อย
มีระเบียบขนบธรรมเนียมดี เคารพนับถือผู้ใหญ่และผู้
เป็นหัวหน้าในหมู่บ้านดีมาก สามัคคีกันดี
ไม่ค่อยมีประเภทแหวกแนวแฝงอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้น
ในสมัยนั้น มีความเชื่อถือผู้ใหญ่
และหัวหน้าบ้านมาก หัวหน้าพูดอะไรชอบเชื่อฟัง
และทำตาม ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน สั่งสอนก็ง่าย
ไม่ค่อยมีทิฐิมานะ คำว่าป่าแทนที่จะ
เป็นป่าเถื่อนแบบสัตว์ แต่กลับ
เป็นป่าแห่งคนดีมีสัตย์มีศีล ไม่มีการฉกลักขโมยปล้นจี้
กันเหมือนป่ามนุษย์ล้วน ๆ
ป่าไม้ป่าสัตว์เป็นป่าที่ไม่ค่อย
ได้ระเวียงระวังมากเหมือนป่ามนุษย์ล้วน ๆ ที่เต็มไป
ด้วยภัยนานาชนิด กิเลส ความโลโภ โทโส โมโห
เป็นป่าลึกลับชนิดที่โดนเอา ๆ ไม่เว้นแต่ละเวลา
เมื่อโดนเข้าแล้วต้องเป็นแผลลึกอยู่ภายใน
และคอยทำลายสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ
ให้เกิดทุกข์เสียหายไปนาน ๆ ไม่ค่อยมีวันหาย
ได้เหมือนแผลชนิดอื่น ๆ และ
ไม่ค่อยสนใจหายามาระงับหรือกำจัดกัน
ด้วยแผลลึกที่กิเลสเหล่านี้ตำ จึงมักจะเป็นแผลเรื้อรัง
ผู้ถูกตำก็มักปล่อยทิ้งไว้ให้หายไปเอง ป่าประเภทนี้มี
อยู่ในใจของมนุษย์หญิงชายพระเณรทุกคน
ไม่เลือกหน้า ถ้าเผลอก็เสียท่าให้มันจนได้
ท่านว่าเท่าที่ท่านพยายามอยู่
ในป่าก็เพื่อ จะกำจัดตัดป่าเสือร้ายภาย
ในตัวคึกคะนองและโหดร้ายทารุณ
ไม่มีวันสงบซบเซาลงบ้างเลยนี้ ให้สงบหรือตายไป
จากใจ พอได้อยู่สบายหายวุ่นบ้าง สมกับมนุษย์
เป็นสัตว์ฉลาดแสวงหาความสุขใส่ตนในเวลาที่
ได้เกิดมาเป็นคนทั้งชาติ
ไม่ขาดทุนสูญอำนาจวาสนาแห่งความ
เป็นมนุษย์ไปเปล่า ๆ
ท่านอยู่ป่าอยู่เขาเช่นนั้น
เวลามีหมู่คณะไปอาศัยท่าน
การอบรมสั่งสอนก็เด็ดเดี่ยวไปตามสถานที่และ
ผู้ไปเกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่ไปหาท่านโดยมากมักมีแต่
ผู้กล้าตายแบบเสียสละทุกอย่างแล้วทั้งนั้น
การสั่งสอนจึงทำให้สมภูมิทั้งสองฝ่าย จะตายก็ยอม
ให้ตายไปด้วยความเพียร เมื่อชีวิตยังเป็นไปอยู่ก็ขอ
ให้รู้ให้เห็นธรรมและหลุดพ้นจากทุกข์ภายในใจ ไม่
ต้องกลับมาเกิดตายและทนทุกข์ซ้ำซากอยู่ในโลก
ไม่มีขอบเขตแห่งความสิ้นสุดนี้
การอบรมสั่งสอนพระในคราวอยู่เชียง
ใหม่ผิดกับแต่ก่อนอยู่ ไม่มีการอนุโลมผ่อนผันใด ๆ เลย
แม้พระที่ไปอบรมกับท่านโดยมากก็
เป็นพระประเภทปฏิโลม ฟังกันแบบปฏิโลม
คือคอยจ้องมองดูกิเลสของตัว
จะแสดงขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพื่อปราบปราม
ให้หายพยศลดกำลังโดยถ่ายเดียว มิ
ได้ไปสนใจคิดว่าท่านเทศน์หนักไป เผ็ดร้อนไป
ยิ่งท่านเทศน์เผ็ดร้อนเท่าไร ธรรมก็ยิ่งสูงขึ้น
เป็นลำดับ ใจก็ยิ่งสงบแนบแน่นดีสำหรับผู้ที่อยู่
ในขั้นสงบ ผู้อยู่ในขั้นปัญญาจิตก็พยายามคิด
ค้นตามคำเทศน์ท่านไปเรื่อยไม่ลดละ
ท่านอยู่เชียงใหม่เทศน์ธรรมสูงมาก เพราะ
ความรู้ท่านก็เต็มภูมิ ผู้ไปศึกษาอบรมก็มีภูมิจิตสูง
และเป็นไปด้วยความหมายมั่นปั้นมือที่จะให้รู้
ให้เห็นขั้นสูงขึ้นไปเป็น ลำดับจนสุดภูมิ นอก
จากเทศน์ธรรมดาแล้ว ยิ่งมีธรรมแปลก ๆ คอยดักใจ
ผู้คิดออกนอกลู่นอกทางอีกด้วย
ประเภทหลังนี้มีอำนาจมากในการดักจับ
และปราบโจรภาย
ในของพระที่ชอบขโมยสิ่งของเก่งแบบ
ไม่เลือกกาลสถานที่
คือขโมยคิดเรื่องร้อยแปดตามนิสัยของคนมีกิเลส มิ
ใช่แบบเขาขโมยกันทั่ว ๆ ไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 22:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรรมที่หนีไม่พ้นของพระที่เป็นศิษย์รูปหนึ่ง
มาถึงตอนนี้มีเรื่องแปลก ๆ ที่ไม่น่าจะมี
ได้ แต่ก็ได้มีแทรกขึ้นในวงกรรมฐานมา
แล้วสมัยท่านพักอยู่ในเขาที่เชียงใหม่ จึงขออภัยเขียน
ไว้บ้างตามที่ได้ยินมา เพื่อเป็นข้อคิดและ
เป็นคติเตือนใจแก่ชาวเราต่างก็กำลังตกอยู่
ในภาวะทำนองเดียวกัน เรื่องนี้คิดว่าเป็นเรื่องกรรม
กันโดยมาก บรรดาที่ได้ทราบกันในวง
ใกล้ชิดมีท่านพระอาจารย์มั่น เป็นต้น ผู้
ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้พอได้เป็นข้อคิดตลอดมา
พระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งเคยอยู่
กับท่านอาจารย์มั่นเล่าให้ฟังว่า
บ่าย ๆ วันหนึ่งท่าน
กับพระอีกรูปหนึ่งไปอาบน้ำที่แอ่งหิน ใกล้
กับหนทางไปไร่ไปสวนของชาวบ้านแถบนั้น แต่
อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก
ขณะลงอาบน้ำเผอิญมีพวกสีกามาจากไร่
เดินผ่านมาที่ตรงนั้น ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย
พอพระรูปนั้นเจอเข้าจิตก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาทันทีทัน
ใด โดยไม่ทันได้มีสติยับยั้งเอาเลย จึงเกิด
เป็นไฟราคะตัณหาเผาลนตัวเองขึ้นในขณะนั้น
และร้อนสุมอยู่ตลอดไป พยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่ตก
ทั้งกลัวท่านอาจารย์จะทราบก็กลัว ทั้งกลัวเจ้าตัว
จะเสียไปเพราะเรื่องนี้ก็กลัว เลยทำให้พระรูปนั้นตั้งตัว
ไม่ติด
นับแต่ขณะนั้นไปถึงกลางคืน
จนตลอดคืนที่พิจารณากันอยู่อย่างไม่หยุดยั้งลดละ
เพราะความไม่เคยเป็นมาก่อนเลย
เพิ่งมาเจอเอาขณะนั้น ท่านจึงรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ในคืน
นั้นท่านอาจารย์ก็พิจารณาทราบเช่นกันว่า
พระรูปนี้ไปเจอเอาของดีเข้าแล้ว กำลังเกิด
ความกระวนกระวายด้วยความรักและความกลัว
ตลอดคืนมิได้หลับนอนด้วย
ความพยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง ตื่น
เช้าขึ้นมาท่านก็มิได้ว่าอะไร
เพราะทราบว่าเจ้าตัวกำลังกลัวท่านมากแล้ว
ถ้าไปว่าเข้าเดี๋ยวเกิดเป็นอะไรไปก็ยิ่งจะแย่
เข้าไปอีก ท่านแสดงอาการยิ้มต่อพระองค์
นั้นขณะที่มาพบกันตอนเช้า ดูอาการของเธอ
ทั้งอายทั้งกลัวท่านมากแทบตัวสั่น
ท่านก็ทำอาการเป็นไม่รู้ไม่ชี้เฉย ๆ ไปเสีย
พอถึงเวลาบิณฑบาต
ท่านเลยหาอุบายพูดเพื่ออะไรก็ยากจะเดา
ได้ถูกว่า
ท่าน…..
กำลังเร่งภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง จะเร่งต่อไป
ไม่ต้องไปบิณฑบาตก็ได้ ไปแต่พวกเราก็ยังได้
พระเพียงองค์เดียวจะเลี้ยงไม่ได้อย่างไร
ท่านอยากภาวนาต่อก็ไปภาวนาเสีย
ภาวนาเผื่อหมู่คณะด้วยนะ
แต่ท่านมิได้มองดูพระรูปนั้นเลย
เพราะท่านทราบดียิ่งกว่าพระรูปนั้น
จะทราบเรื่องของตัวอยู่แล้ว ว่า
แล้วท่านก็นำหมู่คณะออกบิณฑบาต ส่วนพระรูป
นั้นก็จำใจเข้าทางจงกรมทำความเพียร
ทั้งนี้ท่านทำเพื่ออนุเคราะห์พระที่เป็นขึ้นด้วย
ความบังเอิญ ไม่มีเจตนา แต่สุดวิสัยจะห้ามได้
ท่านก็ทราบว่าพระรูปนั้นพยายาม
อยู่อย่างเต็มใจที่จะแก้เรื่องของตัว จึงต้องหาอุบาย
ช่วยด้วยวิธีต่าง ๆ โดยมิ
ให้กระทบกระเทือนจิตใจเธอแต่อย่างใด
เวลากลับจากบิณฑบาตมาถึงที่พัก
แล้ว ก็พร้อมกันจัดอาหารใส่บาตรเธอ และสั่ง
ให้พระไปนิมนต์เธอมาฉัน หรือจะฉัน ณ ที่อยู่ของตนก็
ได้ตามแต่สะดวก พอทราบ
เธอก็รีบมาฉันร่วมหมู่คณะ ขณะเธอเดินมาท่านก็ทำ
เป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่มอง แต่พูดอย่างนิ่มนวลอ่อนหวาน
เพื่อประสานใจที่เป็นรอยร้าวตลอดมานั้น
ไม่ปรารภเรื่องที่จะทำให้เสียใจใด ๆ เลย แม้เธอ
จะมาฉันร่วมหมู่คณะ แต่ก็ฉันได้นิดเดียว พอเป็นพิธีไม่
ให้เสียมรรยาทเท่านั้น
วันนั้นพระที่อยู่ด้วย
กันสองรูปคือรูปที่เล่านี้ด้วย เพราะแต่ก่อนท่านยัง
ไม่ทราบเรื่อง พากันเกิดความสงสัยโดยคิดว่า
แต่ก่อนท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนี้กับใครเลย
แต่มาคราวนี้ท่านทำไมถึงทำอย่างนี้กับท่าน……
นี้ ชะรอยท่านคงภาวนาดีแน่ ๆ ท่านถึงได้
ช่วยสนับสนุน
พอได้โอกาสก็แอบไปหาท่าน…..นั้น
ถามถึงการภาวนาว่า
ท่านอาจารย์ว่า ท่านกำลังเร่ง
ความเพียรจึงไม่ให้ไปบิณฑบาต แต่ท่านมิ
ได้บอกว่าท่านภาวนาดี ที่นี่การภาวนาท่าน
เป็นอย่างไรบ้าง นิมนต์เล่าให้ผมฟังบ้าง
พระรูปนั้นก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบว่า
ผมจะภาวนาดียังไง
ท่านอาจารย์เห็นคนจะตาย ท่านก็ทำท่า
ช่วยเสริมไปตามอุบายแห่ง
ความฉลาดของท่านอย่างนั้นเอง
ผู้ถามเซ้าซี้ให้เล่าให้ฟังตาม
ความจริง ต่างก็ไล่กันไปเลียงกันมาอยู่พักหนึ่ง
และถามว่า
ที่ว่าท่านอาจารย์เห็นคน
จะตายท่านก็ช่วยเสริมไว้นั้นจะตายอย่างไร และ
ช่วยเสริมอย่างไร?
เมื่อทนไม่ไหวเธอก็กำชับว่า ไม่
ให้เล่าถวายท่านอาจารย์ทราบ
เพราะท่านทราบเรื่องของผมละเอียดแล้ว
ยิ่งกว่าผมทราบเรื่องของตัวเป็นไหน ๆ ฉะนั้นผม
จึงกลัวและอายท่านมาก แล้วพูดต่อไปว่า
วานนี้เราไปอาบน้ำด้วยกันที่แอ่งหิน
ท่านได้เห็นอะไรบ้างขณะกำลังจะอาบน้ำ
รูปที่ถามตอบว่า
ก็ไม่เห็นเห็นอะไร นอกจากผู้หญิงที่พา
กันมาจากไร่ ผ่านไปบ้าน ตอนพวกเรากำลัง
จะอาบน้ำนั้นเท่านั้น
พระที่ถูกถามตอบว่า
นั่นแลท่าน ที่ผมจะตายอยู่ขณะนี้ จนถึง
กับท่านอาจารย์ไม่ยอมให้ผมไปบิณฑบาต
ท่านกลัวจะไปสลบหรือตายอยู่ในบ้าน ขณะที่
จะไปเจอเข้าอีกอย่างไรเล่า ผม
จะภาวนาดีอย่างไร ท่านทราบหรือยังว่าคน
จะตายนั้นหรือคือคนภาวนาดี
องค์ที่ถามตกตะลึง
โอ้โฮ ตายจริง ท่านไปเป็นอะไรกับ
เขาพวกนั้นเข้าล่ะ
รูปนั้นตอบว่า
ผมจะไปเป็นอะไรกับเขา นอก
จากไปขโมยรักเขาเข้าโดยไม่รู้สึกตัว
จนกรรมฐานแตกกระเจิงไปหมด ปรากฏแต่
ความสวยงามกับความบ้ารักของผมเท่านั้น
เหยียบย่ำทำลายหัวใจผมแทบตายทั้งคืนเมื่อคืนนี้
แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ลดละเรื่องบ้านั่นเลย ไม่ทราบว่า
จะทำอย่างไรกับมัน ท่านช่วยผมหน่อยได้ไหม
นับว่าเมตตาเอาบุญ
องค์ถาม เวลานี้ก็ยังไม่ลดลงบ้างหรือ?
เปล่า เธอตอบ
ซึ่งเป็นคำที่น่าสงสารเอามากมาย
องค์ถาม ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วย
ให้อุบายท่าน คือถ้าท่านไม่สามารรถระงับมันได้
ท่านฝืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรนอก
จากมันจะกำเริบขึ้นเท่านั้น ผมว่าท่านควรหลีก
จากที่นี่ไปหาภาวนาเสียที่อื่นจะดีกว่า ถ้าท่านไม่
สามารถกราบเรียนท่านอาจารย์ได้ ผมจะ
ช่วยกราบเรียนท่านให้ ว่าท่านประสงค์
จะไปแสวงหาที่วิเวกใหม่ เพราะอยู่ที่นี่ไม่สบาย
เข้าใจว่าท่านคงจะอนุญาตทันที
เพราะท่านก็ทราบเรื่องท่านดีอยู่แล้วโดยปริยาย
เป็นแต่ท่านยังไม่พูดเท่านั้น เกรงท่านจะอายท่าน
เธอก็เห็นดีด้วยและตกลงกันในขณะนั้น
พอตกเย็น ท่านที่จะช่วยอนุเคราะห์ก็
เข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์
ท่านก็อนุญาตทันที แต่มีปัญหาเหน็บแนมมา
ด้วยอย่างลึกลับว่า
โรคกรรมนี้มันหายยาก โรคที่มีเชื้อเดิม
อยู่แล้วติดต่อลุกลามได้เร็ว
เท่านี้ท่านก็หยุดไม่พูดอะไรต่อไปอีก แม้
ผู้ไปกราบเรียนก็ไม่เข้าใจปัญหาท่าน
เรื่องนี้ต่างคนต่างปิดกัน คือผู้
เป็นก็ปิดท่านอาจารย์ ผู้อนุเคราะห์
ช่วยเหลือก็ปิดท่านอีก แม้ท่านอาจารย์เองก็ปิด
ทั้งที่ทราบอย่างเต็มใจแล้วก็ทำเป็นเหมือนไม่ทราบ
ต่างคนต่างไม่ยอมบอกความจริงต่อกัน
แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้เรื่องได้ดีด้วยกัน
วันหลังเธอก็
เข้าไปกราบนมัสการลาท่าน ท่านก็อนุญาต
ให้ไปด้วยดี โดยมิได้พูดเรื่องเธอแต่อย่างใด
เธอไปพักอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไกล
จากหมู่บ้านนั้นมาก ถ้ามิ
ใช่กรรมดังท่านอาจารย์ว่าจริง ๆ ก็คงหวังพ้นภัย
ได้แน่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก แต่ก็เจ้ากรรม อนิจจา
เป็นดังท่านว่าไม่ผิดแม้กระเบียดเดียว
พอเธอหายหน้าไปจากบ้านนั้นไม่นานนัก ลูกศรที่
อยู่ทางนี้ก็คงเจ้ากรรมอย่างเดียวกันอีก
อุตส่าห์ด้นดั้นเปะปะไปหาจนเจอเข้าจนได้
ซึ่งธรรมดาผู้หญิงป่าไม่เคยเป็นไปอย่างนั้น แต่ก็ได้
เป็นไปแล้ว จึงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่ง
หลังจากท่านอาจารย์และหมู่คณะ
จากหมู่บ้านนั้นไปไม่นานนัก ก็ทราบว่าพระองค์
นั้นสึกเพราะดมยาสลบซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนทนไม่ไหว
สุดท้ายกรรมก็พาหมุนกลับมาได้เสียเป็นคู่ผัวตัวเมีย
กัน กับสาวงามชาวเขาเผ่ามูเซอคน
นั้นที่บ้านนั่นเอง นับว่ากรรมเอาเสียจริง ๆ ถ้า
ไม่กรรมแล้วจะเป็นไปได้อย่างไร
เพราะเท่าที่พระองค์นั้นเล่า
ให้ฟังขณะที่ใจเริ่มกำเริบทีแรก ก็เพิ่งเริ่มพบ
กันขณะเดียวเท่านั้น มิได้เคยพบเห็นและพูดจาพาที
กันที่ไหนมาก่อนเลย ข้อนี้บรรดาพระที่อยู่ร่วมกันมา
ก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะอยู่ด้วยกัน
ในวัดตลอดเวลา มิได้ไปไหนมาไหนพอจะหลวมตัว
ทั้งก็อยู่กับท่านพระอาจารย์เสียเอง อันเป็นสถานที่
ให้ความปลอดภัยตลอดมาไม่มีข้อที่น่าสงสัย นอก
จากเจ้ากรรมหรือคู่บาปคู่บุญมาถึงเข้าเท่านั้น
เธอเล่าให้พระเคยอนุเคราะห์ฟังว่า
เพียงประสาททางตากระทบกันเท่านั้น
มันเหมือนดมยาสลบเข้าไป ไม่ได้สติสตังเอาเลย
ปรากฏแต่ความรักความผูกพันมัดจิตใจจนแทบ
จะหายใจไม่ออก ทำให้จิตใจเซ่อซ่าไปตามอารมณ์
นั้นจนตัวไม่เป็นตัวของตัว และ
ไม่มีเวลาลดหย่อนผ่อนคลายลงบ้างเลย เมื่อเห็นท่า
ไม่ได้การก็พยายามปลีกตัวหนีไป
เจ้าของยาก็ตามไปเยี่ยมคนไข้อีก เรื่องก็เสร็จกัน
เท่านั้นเองจะไปที่ไหนรอด ใครไม่เคยถูกก็ดูยิ้มได้
ถ้าถูกเข้าก็รู้เอง เพราะมิใช่พระสุนทรสมุทรพอ
จะเหาะออกจากทางทวารบนแห่งบ้านได้
ตามปกติพวกนี้ไม่คุ้น
กับพระแต่หากกรรมพาเป็นไปเอง เรื่องกรรมนี้จึง
ไม่สิ้นสุดอยู่กับผู้ใด เพราะกรรมมีอำนาจเหนือใคร
ในโลกที่สร้างกรรม
พระอาจารย์ท่านทราบอย่างเต็มใจจึง
ต้องมีอุบายปฏิบัติต่อเธออย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่
ไม่เคยทำต่อผู้ใดมาก่อนเลย แต่ก็คงสุดวิสัย ท่าน
จึงมิได้แนะอุบายอะไรเพื่อเธอ
ให้ยิ่งไปกว่าที่อนุเคราะห์มาแล้วนั้น เรื่องก็ลงเอย
กันตรงที่เมื่อไปไม่รอดก็จำต้องจอดเรือ ซึ่ง
เป็นคติธรรมของโลกที่อยู่ใต้อำนาจของกรรม ดังนั้น
จึงได้นำเรื่องนี้มาลงไว้เพื่อ
เป็นคติเตือนใจพวกเราที่อาจเป็นได้ หากเป็นการ
ไม่สมควรประการใดก็หวังได้รับอภัยจากท่าน
ผู้อ่านตามเคย
ก่อนจะมาถึงเรื่องนี้ ได้กล่าว
ถึง ความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นที่เคยดักจับขโมยพระ
ได้ผลดี และ
เป็นเครื่องมือดักใจทายใจที่คิดออกนอกลู่นอกทาง
ให้รู้สึกและระมัดระวังตัวได้ดี เวลาท่านพักอยู่ที่เชียง
ใหม่ เมื่อมีพระปฏิบัติที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญทาง
ความเพียรไปหา ท่านมักจะใช้วิชาแขนงนี้ช่วย
ในการสั่งสอนเสมอ ไม่ค่อยระวังว่า
จะเกิดผลเสียหายตามมาดังที่ใช้กับผู้ไม่ตั้งใจจริงจัง
โดยมากพระที่ไปอบรมเป็น
ผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ พอรู้ตัวว่าผิด
และท่านตักเตือน จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม
ก็พร้อมที่จะแก้ไขความผิดของตนอย่างเต็มสติกำลัง
ไม่ละอายและกลัวท่านในสิ่งที่ตนพลั้งเผลอ เมื่อ
ได้รับคำตักเตือนจากท่านโดยอุบายต่าง ๆ
การอบรมสั่งสอนท่านเมตตาแสดงอย่างถึงใจ
ผู้ฟังจริง ๆ ไม่ปิดบังลี้ลับทั้งความรู้ภายใน
และการชี้แจงก็ชี้แจงไปตามความบกพร่องของ
ผู้มาศึกษา ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากล่าวสั่งสอน
กันไปตามเรื่อง เจตนาหวังสงเคราะห์จริง ๆ
ผู้มาศึกษาก็ไม่แสดงอาการกระด้างวางตัว
ในลักษณะผู้ไม่ยอมรับความจริง หรือหยิ่งในภูมิว่าตน
ได้รับการศึกษามามาก ซึ่งตามธรรมดามักมีแทรก
อยู่เสมอ
การอธิบายธรรมของท่านกำหนดแน่นอน
ไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับผู้ไปศึกษาเป็นราย ๆ ไป
ผู้ไปศึกษามีภูมิธรรมขั้นใดก็อธิบาย
ให้ฟังตามจุดที่สำคัญ ๆ ทั้งจุดที่เห็นว่าถูกต้องแล้ว
เพื่อส่งเสริมให้ยิ่งขึ้นไป ทั้งจุดที่เห็นว่าไม่ถูก
และล่อแหลมต่ออันตราย เพื่อผู้นั้น
จะมีทางลดละปล่อยวางไม่ดำเนินต่อไป
การแสดงธรรมแก้จิตใจของนักปฏิบัติธรรมที่ไปศึกษาไต่ถาม
นับว่าท่านอธิบายอย่างมั่นเหมาะตามจุดแห่ง
ความสงสัยไม่ผิดพลาด ผู้ไปศึกษาไม่ผิดหวัง
เท่าที่ทราบมา ซึ่งควรจะพูดได้ว่า ร้อยทั้งร้อย
ต้องมีหวัง ถ้าเป็นทางจิตตภาวนา
เพราะท่านชำนิชำนาญทางจิตตภาวนามาก
นับแต่ขั้นต่ำถึงขั้นสูงสุดไม่มีอะไรบกพร่อง
การแสดงออกแห่งธรรมแต่ละประโยคจึงจับใจไพเราะ
หาทางเสมอได้ยากในสมัยปัจจุบัน
แสดงเรื่องศีลก็น่าฟัง แสดงสมาธิทุกขั้น
และปัญญาทุกภูมิก็ถึงใจอย่างยิ่ง ฟังแล้วทำ
ให้อิ่มเอิบเพลิดเพลินไปหลายวัน กว่าความรู้สึกนั้น
จะจางลง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 22:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การปฏิบัติในเวลาบำเพ็ญเพื่อธรรมเบื้องสูง
ปกติที่ท่านอยู่ในป่าในเขาโดดเดี่ยวแต่
ผู้เดียว ในเวลาบำเพ็ญเพื่อธรรมเบื้องสูง
ท่านว่าท่านอยู่กับ
ความเพียรทางใจแทบตลอดเวลา
จะมีเวลาว่างเฉพาะเวลาหลับนอนเท่านั้น นอกนั้น
เป็นความเพียรล้วน ๆ โดยมิได้กำหนดอิริยาบถใด ๆ
เลย การพิจารณาธรรมภาย
ในเพื่อถอดถอนกิเลสมีสติปัญญาเป็นเพื่อนสอง คือ
ท่านพูดคุยโต้ตอบกับกิเลสด้วยสติปัญญา มี
ความมุ่งมั่นเพื่อแดนพ้นทุกข์เป็นสื่อชวนให้คุย
กับสิ่งเหล่านั้น แต่มิได้พูดคุยด้วยปากเหมือนเราคุย
กันหลายคน หากแต่พูดคุยด้วยการคิด
การไตร่ตรองการโต้ตอบกับกิเลสภายใน
ด้วยสติปัญญา กิเลสผู้คอยหาช่องหาทางออกตัว
จะออกทางใดช่องใด หรือตบต่อยผูกมัดท่าน
ด้วยกลอุบายใด ท่านก็
ใช้สติปัญญาตามต้อนตบตีขยี้ขยำกิเลส
โดยอุบายต่าง ๆ จนเอาชนะไปได้เป็นพัก ๆ
จุดใดที่ท่านทราบว่ากิเลสยังเหนือกว่า
อยู่ ก็พยายามส่งเสริมอาวุธ คือ สติ ปัญญา
ศรัทธา ความเพียร ให้มีกำลังกล้าขึ้นโดยลำดับ
จนกว่าจะเหนือกว่ากำลังของกิเลสที่เป็นฝ่ายข้าศึก
จนเอาชนะไปได้โดยตลอด
ถึงขั้นโลกธาตุหวั่นไหวภายในใจ ขณะเจ้า
ผู้ครองวัฏจิตถูกทำลายลงด้วยมรรคญาณ
ดังที่เขียนผ่านมาแล้ว
นี่เป็นวิธีดำเนินความเพียรท่าน
ในขั้นสุดท้าย คือ การเดินจงกรม
การนั่งสมาธิภาวนา ท่านมิได้กำหนดเวลา
แต่ถือเอาความเพียรเพื่อชัยชนะ
เป็นที่ตั้งไปตลอดสาย มีสติปัญญาเป็นเครื่องดำเนิน
พอพ้นจากดงหนาป่าทึบไปได้แล้ว
ท่านว่าเครื่องมือ
เข้าสู่สงครามคือสติปัญญาประเภทนั้น
ย่อมหมดปัญหาไปเอง เหลือแต่สติปัญญาที่ใช้
อยู่ประจำขันธ์เท่านั้น เวลาต้องการ
ใช้เพื่อคิดอรรถคิดธรรมลึกตื้นหยาบละเอียด
หรือธุระอย่างอื่นก็นำมาใช้เป็นคราว ๆ ไป
พอสิ้นเรื่องแล้วก็ระงับไปในที่นั้นเอง
ไม่มีการเตรียมรุกเตรียมรบกับอะไรดังที่เคยเป็นมา
ถ้าไม่มีข้ออรรถข้อธรรมมาสัมผัสจิตพอ
จะให้คิดอ่านไตร่ตรองไปตาม ก็อยู่ไปเหมือนคน
ไม่มีสติปัญญา หรือเหมือนคนโง่แบบ
ไม่เอาเรื่องเอาถ่านกับอะไรที่เคยเกี่ยวข้อง
กันมาอย่างชุลมุนวุ่นวายนั่นเลย
ปรากฏมีแต่ความสงบสุขเด่นอยู่
ในใจประเภท อกาลิโก เท่านั้น ไม่มีอะไรมายุ่งเกี่ยว
ถ้าอยู่ลำพังใจที่สงบราบคาบจากสิ่งทั้งหลาย
ไม่คิดไปถึงเรื่องเคยมี เคยเป็น ที่
อยู่ตามธรรมชาติของเขาทั่วไตรโลกธาตุ ก็
เป็นเหมือนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ประหนึ่งดับไปพร้อม
กับกิเลสโดยสิ้นเชิง
เวลามีหมู่คณะเข้าไปอาศัยอบรมด้วย
ก็มีการประชุมให้โอวาทสั่งสอน
คอยตักเตือนว่ากล่าวในเวลาที่เห็นว่ารายใด
ไม่สู้งามตางามใจ หรือทราบเรื่องของใคร
ในทางจิตตภาวนา โดยการแสดงภาพนิมิตของผู้
นั้นให้ปรากฏเป็นความไม่ดีไม่งามก็ดี
โดยการรู้ขณะจิตที่คิดไปนอกลู่นอกทางก็ดี ก็
ต้องแสดงอุบายเป็นเชิงเปรียบเปรยให้เจ้าตัวรู้
เพื่อทำความสำรวมระวังต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ค. 2014, 22:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตัวอย่างนิมิตที่เคยปรากฏในจิตตภาวนา
การแสดงภาพนิมิต
ให้ปรากฏแก่จิตตภาวนานั้น จะขอยกตัวอย่างมา
ให้ท่านผู้อ่านทราบพอเป็นเครื่องเทียบเคียงกับนิมิต
ทั้งหลาย
ที่เคยปรากฏแก่จิตตภาวนาของท่านพระอาจารย์มั่นเสมอมา
ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ กันตามรูปการณ์ของผู้
เป็นต้นเหตุแห่งนิมิตนั้น ๆ คือ
มีพระรูปหนึ่งเมื่อเป็นฆราวาสเธอเคย
เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในวงการมวย เวลาบวช
แล้วเกิด
ความเลื่อมใสอยากออกปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน
ได้ทราบกิตติศัพท์กิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่นว่า
เป็นพระปฏิบัติดี
และเชี่ยวชาญทางจิตตภาวนาน่าเคารพเลื่อมใสมาก
จึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปสำนักท่านพระอาจารย์มั่น
แต่ขณะที่จะออกเดินทางไปหาท่าน มิ
ได้นึกเฉลียวใจเรื่องของตัว คือเธอ
ได้ถ่ายภาพนักมวยชกกันท่าต่าง ๆ ไว้
ในกระเป๋าราว ๑๐ กว่าแผ่นติดย่ามไปด้วย
แต่ตอนเธอถ่ายภาพนั้นจะถ่ายแต่เมื่อไรท่านมิ
ได้เล่าให้ฟัง
เวลาเธอออกเดินทาง
จากพระนครไปเชียงใหม่ หาท่านพระอาจารย์มั่นที่
อยู่ในภูเขาลึก จึงนำติดตัวไปด้วย พอไป
ถึงก็กราบรายงานตัวและความประสงค์ถวายท่าน
ให้ทราบ ขณะนั้นท่านก็มิได้พูดเป็นเชิงตำหนิ
หรือชมเชยแต่อย่างใด เป็นอันว่าท่านรับให้อยู่
ในสำนักด้วย
ตกกลางคืนท่านคงพิจารณาเรื่องพระรูป
นั้นอย่างละเอียดแน่นอน พอตอน
เช้าเวลาพระมารวมกันที่บริเวณที่ฉัน
ท่านก็ออกมาพอดี และเริ่มพูดเรื่องพระรูป
นั้นออกมาทันทีว่า
ท่าน…..นี้ตามเจตนาเดิมก็มุ่งมาเพื่อศึกษาอรรถธรรม
มองดูอากัปกิริยาที่แสดงออกก็ไม่แสลงหูแสลงตา
เป็นกิริยาที่น่าสงสาร
แต่คืนนี้ทำไมท่านนี้แสดงกิริยาน่ากลัวพิลึก
คือผมกำลังนั่งภาวนาอยู่
ปรากฏว่าท่าน…..เดินมาอยู่ตรงหน้าผม ห่าง
กันประมาณหนึ่งวาเศษ แล้วตั้งหมัดตั้งมวยออกท่า
นั้นท่านี้ให้ผมดูอยู่พักใหญ่ แล้วค่อยถอยห่างออกไป
จากนั้นก็เดินชกลมชกแล้งเตะเมฆเตะหมอก
เตะซ้ายถีบขวาไปจนลับสายตา ท่านนี้เคย
เป็นนักมวยมาหรืออย่างไรก่อนจะมาบวช ถึง
ได้แสดงลวดลายนักมวยให้ดูเป็นการใหญ่
ขณะนั้นพระที่อยู่กับท่านและพระที่
เป็นนักมวย ต่างนั่งนิ่งเงียบด้วยความฉงนสนเท่ห์
เฉพาะรูปนั้นมองดูหน้าซีดเซียวไปหมด
ว่าอย่างไรท่าน…… ท่านเป็นอย่างไร
ในความรู้สึกถึงได้มาทำอย่างนั้นให้ผมดู แต่ดี
อยู่หน่อยที่ไม่มาต่อยเอาผมเข้า
เช้าวันนั้นท่านพูดเพียงเท่านั้นก็ยุติ
เพราะได้เวลาออกบิณฑบาต หลังจากนั้นก็มิ
ได้พูดอะไรต่อไปอีก ตกกลางคืนท่านอบรมพระเสร็จ
แล้วต่างก็แยกย้ายกันไป เรื่องก็ไม่มีอะไร
พอตกกลางคืนท่านคงพิจารณาพระรูปนั้นอีก จึง
ได้เรื่องพระรูปนั้นมาพูดอีกในเช้าวันต่อมาว่า
ท่าน….นี้ท่านมาหาผมเพื่ออะไรแน่
คืนนี้ท่านก็มาตั้งหมัดตั้งมวยโดดโน้นเตะนี้
ให้ผมดูเกือบตลอดคืน เรื่องท่านแสดง
ความผิดปกติของพระผู้มาด้วยเจตนาหวังดีมา
ได้สองคืนแล้ว ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ทั้งก่อน
จะมาหาผมและขณะที่มาอยู่กับผมขณะนี้
นิมนต์ท่านเล่าความจริงให้ผมฟังด้วย ไม่เช่น
นั้นผมเห็นจะรับท่านไว้ในสำนักไม่ได้ เพราะเป็นมา
ได้สองคืนแล้ว ที่ผม
ไม่เคยปรากฏลักษณะนี้มาก่อนเลย
พระรูปนั้นนั่งตัวสั่นเทา ๆ
มองดูหน้าซีดไปหมดเหมือนคนจะเป็นลมและจะล้มลง
ในขณะนั้น พอดีมีพระรูปหนึ่งท่านเห็นท่าไม่ดี
เลยรีบกราบเรียนขอโอกาสท่านอาจารย์มั่นพูด
กับเธอ ซึ่งกำลังจะสลบอยู่ในขณะนั้นว่า
นิมนต์ท่าน กราบเรียนท่านอาจารย์
โดยตรง ตามเรื่องที่ท่านมีความรู้สึกอย่างไร
เพราะเท่าที่ท่านอาจารย์ถามก็เพื่อทราบ
ความจริงเท่านั้น มิได้มุ่ง
ความเสียหายแก่ท่านแม้น้อยแต่อย่างไร
เท่าที่พวกผมอยู่กับท่านมาก็ใช่อยู่กันด้วย
ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสโดยไม่มีความผิดที่
จะมิให้ท่านดุด่าว่ากล่าวอะไรได้ แต่อยู่ด้วยกัน
ในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ซึ่งเหมือนพ่อแม่กับลูกอยู่
ด้วยกัน ย่อมมีการดุด่าว่ากล่าวกันตลอดมา ในเมื่อ
ผู้ใดทำผิดหูผิดตาท่านในฐานะที่ท่าน
เป็นครูอาจารย์ผู้สอดส่องมองดูเพื่อ
ความดีงามของบรรดาศิษย์ ก็จำ
ต้องมีการสอบถาม
และว่ากล่าวสั่งสอนไปตามเหตุการณ์
พวกผมเคยถูกดุด่าว่ากล่าว
จากท่านมาเป็นประจำยิ่งกว่าที่ท่านว่า
ให้ท่านเสียอีก ขนาดไล่หนีจากวัดในเดี๋ยวนั้นก็ยังมี
แต่ก็ยังอยู่กับท่านมาได้จนทุกวันนี้ เมื่อรู้สึกโทษ
และยอมตนว่าผิดแล้ว ท่านเองก็
ไม่เห็นขับไล่ไสส่งไปไหนอีก คงอยู่ด้วย
กันมาดังที่ท่านเห็นอยู่ขณะนี้แล
คำที่ท่านกำลังเตือนท่าน
อยู่ขณะนี้ขอนิมนต์พิจารณาด้วยดี
ตามที่พวกผมฟังดูแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรพอ
จะกลัวท่านจนเลยขอบเขตแห่งความพอดี
ถ้าท่านมีอะไรก็นิมนต์กราบเรียนท่านตาม
ความจริง เมื่อไม่มีอะไรผิดหรือสุดวิสัยที่จะคิด
ค้นมาเล่าถวายได้ ก็กราบเรียนท่าน
โดยตรงว่าสุดวิสัยที่จะตามรู้ในเรื่องอดีตที่ล่วงมาแล้ว
ท่านจะฆ่าก็ยอมตาย ท่านจะขายก็ยอมเป็นสินค้า
ท่านจะขับไล่ไสส่งไปไหนก็สุดแต่กรรมของตัวจะพา
ให้เป็นไป ดังนี้แล้วเรื่องก็จะยุติลงได้
พอท่านองค์นั้นพูดจบลง
ท่านอาจารย์ก็ถามเธอซ้ำอีกว่า
ว่าอย่างไรเล่าท่าน? ผมเองก็มิได้คิด
จะหาเรื่องหาราวอะไรใส่ท่านโดยไม่มีสาเหตุ
แต่พอหลับตาลงไปก็เห็นแต่เรื่องท่านมาขวางหน้า
อยู่แทบทั้งคืน จนเกิดความสลดสังเวชใจว่า พระ
ทั้งองค์ทำไมมาเป็นได้อย่างนี้ และเป็น
ได้ทุกคืนที่ท่านมาอยู่กับผมที่นี่แล้ว ก็ต้องถามท่าน
ผู้เป็นต้นเหตุว่า ท่านจะมีอะไรที่ไม่ดีไม่งามอยู่บ้าง
จึงมาแสดงเหตุอย่างนั้นไม่ยอมลดละ หรือว่า
ความรู้ผมซึ่งเคยเชื่อแน่ในใจตลอดมา
นั้นมันหลอกลวงผมและทำให้ท่านเสื่อมเสียไปด้วย
จึงขอให้ท่านพูดตามความสัตย์จริงให้ผมฟัง
ถ้าท่านยังบริสุทธิ์ดีอยู่ เป็นแต่ความรู้ผมมันพาให้
เป็นบ้าไปเอง ก็เท่ากับผมก็เป็นพระบ้าองค์หนึ่ง ซึ่ง
ไม่ควรอยู่กับหมู่คณะต่อไป จะทำให้หมู่พวกล่มจมไป
ด้วย ต้องหนีไปเที่ยวซุกซ่อนตัวอยู่ตามแบบบ้าของตน
และต้องระงับการอบรมสั่งสอนใคร ๆ ทันที
ขืนสั่งสอนต่อไปโลกจะฉิบหายล่มจมไปเสียหมด
เพราะความรู้บ้า ๆ ของผมเพียงคนเดียวเป็นสาเหตุ
ท่านที่เคยเตือน ๆ เธอซ้ำอีก เธอ
จึงเริ่มกราบเรียนเรื่องราวต่อท่านอาจารย์
ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นเสียงผู้เสียงคนว่า
“ผมเป็นนักมวย”
เท่านี้ก็หยุดเอาอย่างห้วน ๆ
ท่านถามย้ำอีกว่า
ท่านเป็นนักมวยใช่ไหม
เธอตอบว่า ใช่ เพียงคำเดียวเท่านั้น
ท่านถามว่า
ก็ท่านกำลังเป็นพระอยู่แล้วไป
เป็นนักมวยได้อย่างไรกัน
หรือเวลาท่านมาที่นี่ก็ชกมวยหาเงินมาตามทาง
ด้วยอย่างนั้นหรือ?
ท่านถามอะไร เธอเป็นเหมือน
ไม่มีสติรับทราบเรื่องผิดถูกดีชั่วอะไรเลย มีแต่ ครับ
เอาเสียเรื่อย ท่านที่เคยพูดกับเธอ จึงถาม
เป็นเชิงชักจูงให้เธอได้สติรับทราบบ้างว่า
มิใช่ท่านเคยเป็นนักมวยแต่คราว
เป็นฆราวาสโน้น เวลามาบวชเป็นพระแล้วมิได้เป็น
อย่างนั้นอีกมิใช่หรือ?
เธอตอบว่า
ใช่ เป็นนักมวยมาแต่คราว
เป็นฆราวาส แต่เวลามาบวชเป็นพระแล้วมิได้
เป็นอีก
ท่านอาจารย์มั่นเห็นอาการไม่ดี
จึงหาอุบายว่าได้เวลาบิณฑบาต หลังจาก
นั้นท่านก็สั่งพระให้ไปสอบถามเธอโดยเฉพาะ
เพราะเธอพูดกับท่านอาจารย์ไม่ได้เรื่อง เนื่อง
จากเธอกลัวท่านมาก
หลังจากฉันเสร็จแล้ว พระที่เคยพูด
กับเธอ จึงถือโอกาสไปสอบถามเธอโดยเฉพาะ ก็ได้
ความว่า เธอเคยเป็นนักมวยสวนกุหลาบ
ผู้มีชื่อเสียงมาหลายปี เกิด
ความเบื่อหน่ายทางฆราวาสจึงออกบวชเป็นพระ
มุ่งหน้ามาหาท่านอาจารย์ พอได้ทราบ
ความชัดเจนจากเธอแล้ว
ก็มากราบเรียนท่านอาจารย์ให้ทราบตามเรื่องที่
เป็นมา ท่านก็มิได้ว่าอะไรต่อไป เรื่องของเธอก็
เป็นอันผ่านไป
นึกว่า
จะเสร็จสิ้นเรื่องของเธอไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะตอนกลางคืนท่านให้โอวาทเธอองค์นั้นบ้าง
แล้วก็คงจะไม่ปรารภอะไรอีก แต่ที่ไหนได้
ตอนกลางคืนท่านพิจารณาเรื่องของเธออีก ตอน
เช้าก็ได้เรื่องเธอมาพูด
ในท่ามกลางหมู่คณะอีกตามเคยว่า
เรื่องท่าน…..นี้ยังไม่มีแต่ความเคย
เป็นนักมวยเท่านั้น แต่ยังมีอะไรแฝงอยู่อีก ขอ
ให้ท่านไปพิจารณาให้ดีอีกที เพียงเคย
เป็นนักมวยมาแต่ฆราวาสเท่านั้น เรื่องก็ควรยุติไป
แล้วไม่ควรมาปรากฏซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกทำนองนี้
พูดเพียงเท่านั้นก็หยุด พอ
ได้โอกาสพระองค์ที่คุ้นเคยกับเธอก็ไปหาเธอ
และถามเรื่องราวนั้นอีก
ก็ทราบว่าเธอมีรูปภาพคนชกมวยท่าต่าง ๆ ติดมา
ด้วย จึงให้เธอเอาออกมาดู ก็
ได้เห็นภาพมวยท่าต่าง ๆ ราว ๑๐ กว่าแผ่น
พระที่ไปดูก็ปักใจลงว่า ต้องเป็นภาพนี้แน่นอนที่ทำ
ให้ท่านเดือดร้อนอยู่ไม่หยุด จงเอาไปทิ้ง
หรือเผาไฟเสีย เธอก็ปฏิบัติตามและพากันเอาภาพ
นั้นไปเผาไฟทิ้งจนหมด
จากนั้นก็มิ
ได้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป ต่างอยู่ด้วย
ความสงบสุข เธอเองก็
เป็นพระปฏิบัติดีมีมรรยาทที่น่าเลื่อมใส
ท่านอาจารย์เองก็เมตตาเธอมากตลอดมา โดยมิ
ได้พูดถึงเรื่องอดีตของเธออีกต่อไป จากนั้นเธอก็อยู่
ด้วยความผาสุก
เวลามีโอกาส พระก็ถามเป็นเชิงล้อเล่น
กับเธอเกี่ยวกับเรื่องอดีต เธอพูดให้พระฟัง
ถึงเรื่องท่านอาจารย์ดุเธอว่า
เธอตายไปครึ่งหนึ่งแทบไม่มี
ความรู้สึกรับรู้เรื่องดีชั่วอะไรเลย จึง
ได้ตอบท่านไปแบบคนตายครึ่งมิใช่คนเต็มเต็ง
ถ้าท่านไม่ช่วยเมตตาอนุเคราะห์แล้วคงจะ
เป็นบ้าไปเลย (คำว่าท่านหมายถึงพระองค์ที่
ช่วยพูดแทน) ไม่มีวันกลับเป็นคนดีได้แน่ ๆ
แต่ท่านอาจารย์เองท่านก็ฉลาดมาก พอเห็นเรา
จะเป็นบ้าและตายต่อหน้าท่าน
ท่านก็รีบระงับเรื่องลงทันที แล้วพูดเรื่อง
อื่นมากลบเสีย ทำเป็นเหมือนไม่มีเรื่องนี้อยู่
ในใจท่านเลย
นี้คือภาพที่ปรากฏทางนิมิตภาวนาที่ท่านเคย
ใช้เป็นคู่เคียงกันตลอดมามิได้ลดละ เพราะ
เป็นธรรมจำเป็นไม่ด้อยกว่าปรจิตตวิชชา
การกำหนดรู้วาระจิตของผู้อื่น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 78 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร