วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2026, 07:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 47 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานสร้างพระ

ในเมื่อหลวงพ่อปานเรียนตำราแล้ว ต่อมาก็เริ่มทำพระ การทำพระของหลวงพ่อปานบรรดาพุทธบริษัท บรรดาลูกหลานทั้งหลายควรจะทราบว่า แบบพระของท่านไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก เพราะคนแกะพิมพ์พระน่ะหลายคนด้วยกัน เวลาบรรจุผงก็เหมือนกัน หลวงพ่อ ปานทำผงไว้มาก ทำพระไว้ถึง 885 ปีบ ท่านนำมาแจกแก่บรรดาสาธุชน 440 ปีบ แล้วก็บรรจุไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่ท่านสร้างไว้ 440 ปีบ

นี่ทราบกันไว้ด้วยนะ พระนี่มีอานุภาพแปลก คือว่าพระของท่านหรือของต่างๆ ที่ท่านเอาออกแจกก็ตาม ท่านไม่เคยบอกว่าของๆ ท่านเป็นของคงกระพันชาตรี อันนี้ต้องจำกันไว้ด้วย ใครที่จะรับของๆ หลวงพ่อปานแล้วจงทราบว่าหลวงพ่อปานไม่เคยรับรองเรื่องคงกระพันชาตรี เพราะเรื่องนี้ถ้าใครรับรองคนนั้นก็โง่ มันเป็นกฎแห่งกรรม คนที่เหนียวๆ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า แต่ก็ทะลุทุกราย ถ้ากรรมชั่วมันเข้ามาถึงแล้วกรรมที่เป็นบาปมันก็เปิดโอกาสให้ คนหนังเหนียวนี่ตายเพราะอาวุธนับไม่ถ้วน

ทีนี้พระของหลวงพ่อปานก็มีอยู่ว่าเป็นพระหมอ ท่านเขียนไว้อย่างนั้นนะ แก้โรคทุกอย่างใครจะเป็นโรคอะไรก็ตาม เอาพระใส่ลงไปในขันนี้ แล้วอาราธนาเอาทำน้ำมนต์ วิธีอาราธนาก็ไม่ยากบอกว่าขอบารมีพระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะ ถ้าพระองค์นั้นเป็นหนุมาน หรือว่าพระเม่น พระไก่ พระนกกระจาบ พระปลา พระครุฑ ก็ตามก็ออกชื่ออย่างนั้น ขอจงทำน้ำมนต์นี้รักษาโรคนั้นให้หายโดยฉับพลัน ว่ายังงี้ 3 จบ แล้วก็ใช้น้ำมนต์รดชาวบ้านได้ นี่เป็นวิธีใช้พระของท่าน ถ้าหากว่าถูกงูกัด ตะขาบ แมงป่องกัด หรือสัตว์ที่มีพิษกัด ให้เอาพระจุ่มน้ำแล้วอาราธนาบารมี พระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะให้ดูดพิษนั้นออกให้หมด แล้วเอาหลังพระแปะลงไป เอาศีรษะท่านขึ้นมาทางหัวเรา จะถูกกัดที่ข้อเท้าอะไรก็แปะได้ แต่ครั้นแปะลงไปแล้วพระจะเริ่ม ดูดพิษ ขณะที่พิษยังไม่หมดพระจะติดแน่นอยู่ จะเดินไปก็ไม่หลุด แต่ก็ต้องระวังๆ เพราะไปถูกกัดในป่าที่สัตหีบ เอาพระของหลวงพ่อปานไปด้วย ฉันเคยแจกให้ไป แกก็ไปปิดเข้า ปรากฏว่างูตัวนั้นมันเป็นงูเห่า เพราะลงไปในหนองน้ำเล็กๆ จึงถูกงูกัด คนถูกงูกัดเป็นนายทหาร บรรดาทหารก็พากัรวิดน้ำปรากฏว่ามีงูเห่าอยู่ตัวเดียวเลยทุบตาย พิษที่มันแสดงออกเป็นอาการของพิษงูเห่า แต่ว่าในที่สุดเมื่อเอาพระแปะเข้าพระก็ติดแน่นสนิท พอพิษหมดพระก็หล่น

ทีนี้พอถึงเวลาทอดกฐินเดือน 12 ปี นั้นฉันอยู่วัดบางนมโค คณะทหารเรือแกแห่กันมารับพระประมาณ 4-5 ร้อยคน ถามว่ามาทำไป บอกว่ามาขอรับพระแก้งูกัด แกรู้อยู่คนเดียว เป็นอันว่าพระ ของหลวงพ่อปานใช้ในทางค้าขายก็ได้ ทางทำนา ทางเมตตามหานิยมก็ได้ กันผีกันสางก็ได้หมดแต่ว่าเรื่องคงกระพันชาตรีท่านไม่รับรอง จำกันไว้ให้ดีนะ

ตอนนี้มาว่ากันถึงวิธีสร้างพระ วิธีสร้างไม่ยาก แต่ว่าวิธีทำผงพระซียากมาก การทำผงพระประเภทนี้ต้องมีสมาบัติ 8 แล้ว ก็จำได้หรือยังว่าพระสัตว์มี 6 ชนิด คือ รูปหนุมาน รูปไก่ รูปครุฑ รูปปลา รูปเม่น แล้วรูปนกกระจาบ ถ้าหากว่าจะทำพระนกกระจาบ ก็ต้อง เอาผ้าขาวมาเสกให้เป็นนกกระจาบๆ ก็จะกางปีกขึ้นจะมีคาถาอยู่ในปีก แล้วก็ลอกคาถาในปีกก มาทำเป็นผง จะทำพระหนุมานก็ต้องเสกผ้าขาวให้เป็นหนุมาน เป็นพระไก่ พระครุฑ พระอะไรก็เหมือนกัน แล้วสัตว์ต่างๆ ก็จะแสดงอาการนั้นๆ ให้คาถาปรากฏที่ตัวของตัวเอง แล้ว ก็นำคาถานั่นแหละมาทำผง เวลาทำผงต้องนั่งปลุกเสกอยู่ในโบสถ์ ต้องอดข้าว 7 วัน แล้วก็ 7 วัน 7 คืน ออกจากที่ไม่ได้ ต้องเข้าสมาบัติกันเต็มที่

วิธีนี้หลวงพ่อปานเคยให้ฉันเรียนเหมือนกัน ฉันเรียนได้แต่ทำไม่ได้ หลวงพ่อปานท่านแพ้ฉันอยู่อย่าง แพ้ตรงที่ท่านหยังผ้าขาวมาเสกให้เป็นหนุมาน เป็นไก่ เป็นครุฑ มันไม่เป็น มันเป็นผ้าขาว แสดงว่าการเสกของฉันมันเป็นนัจจังจริงๆ ไม่มี การเปลี่ยนแปลง นี่เป็นการวัดความสามารถระหว่างพระอภิญญากับพระเนื่องในวิชชา 3 สำหรับฉันน่ะจะเรียกว่าพระวิชชา 3 ตรงๆ ยังไม่ได้ ต้องเรียกว่าพระเนื่องในวิชชา 3 เพราะในขณะนั้นยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ยังเป็นส่วนโลกียวิสัย จึงยังเรียกว่าพระวิชชา 3 ไม่ได้

พระวิชชา 3 กับพระอภิญญา 6 มีความสามารถต่างกันมากในด้านฤทธิ์นะ ในด้านความสามารถต่างๆ ข้อปลีกย่อย นี่เล่ากันให้ฟังว่าวิธีทำพระของหลวงพ่อปานน่ะทำยาก การแจกพระสมัยนั้นหลวงพ่อปานท่านแจกน่ะแจกจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แจกเฉยๆ เวลาแจกหุงข้าว เลี้ยงคนมารับพระเสียอีกด้วย คนมากันมืดฟ้ามัวดิน แจกกันขนาดหนัก แจกกันคนละองค์ แต่คนรับก็แสนฉลาด มารับหัวแถวแล้วก็เดินไปยืนท้ายแถวว่ากันอย่างนั้น วันแรกเสียท่าวันต่อมาหลวงพ่อไม่เอาอย่างนั้น แล้ว เอาใหม่ เริ่มฉลาด พอแจกแล้วเอาปูนแดงที่เขากินกับหมากนี่ป้ายที่เสื้อ คนรับเขาก็ฉลาดอีก มันออกไปข้างนอก กลับเสื้อข้างนอกเข้าข้างในเสีย กลับมารับใหม่ นี่ไอ้เรื่องจะหนีคนโกงน่ะมันหนียาก หนียากจริงๆ

การแจกพระของท่านแจกกันอยู่ถึง 1 เดือน คนมารับเต็มไปหมด แล้วท่านก็หุงข้าวเลี้ยง ทำกับข้าวเลี้ยง เรื่องสตางค์นี่ใครเขาจะให้หรือไม่ให้ท่านไม่รู้ ตอนนี้ฉันสู้ท่านไม่ได้แน่ ฉันไม่กล้าไปวัดบารมีของท่าน ฉันทำอะไรเวลานี้ฉันแจกฟรีเหมือนกัน ใครมาขอฉัน ฉันก็แจกฟรี ใครจะให้สตางค์ฉันก็เอา ถ้าไม่ให้ฉันก็ไม่ทวงเขา แล้วก็ไม่ว่าไม่ตำหนิติเตียน ไม่คิดนึกด่าในใจด้วย เต็มใจให้ แต่ว่าอีตอนหุงข้าวเลี้ยงนี่ทำไม่ได้แน่ เพราะฉันหากินเองไม่ไหวแล้วนี่ หากินเองไม่ได้ ต้องพี่งลูกหลานกิน ถ้าไปหุงข้าวเลี้ยงคนพวกนั้นเข้าอีกลูกหลานก็จะเบื่อ เออ มันแย่นะ สู้กันไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่อยากสู้ท่านมันเทียบกันไม่ติด เอาละ เมื่อว่ากันถึงวิธีแจกพระ เสร็จไปนะ นี่เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด การทำพระอย่าลืมนะว่าหลวงพ่อปานต้องใช้สมาบัติ 8 ต้องอาศัยรูปฌาน พระของท่านจึงมีความหมายมาก

เวลานี้พระหลวงพ่อปานมีมากกว่าสมัยทีท่านอยู่ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเวลาท่านตายแล้วนี่ชื่อเสียงท่านโด่งดังมาก ก็มีคนช่วยทำมาก เวลานี้คนช่วยทำเยอะ รูปพระของหลวงพ่อปานนั้นทำไม่ยาก แล้วคนก็ทำได้ง่ายๆ เขาก็ช่วยกันทำ ช่วยกันแจก เป็นการประกาศบารมีของพระพุทธเจ้า และประกาศความดีเด่นของหลวงพ่อปาน หรือว่าเขาจะหวังเป็นอาชีพ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้ขอผ่านไปนะ

ตานี้ก็มาว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร ประเดี๋ยวจะลืมเสียแล้วซี สำหรับยันต์เกราะเพชร คือเป็นคาถา อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ เรียกกันว่า ห้องพระพุทธคุณ แต่เขียน ลงมาอย่างลงอย่างหนังสือเจ๊ก เขียนลง ไม่เขียนตามบรรทัด เขียนลงมา 7 คำแล้วก็ไปขึ้นต้นใหม่เรียงกันไป ก็ว่า อิระชาคตรสา ติหังจโตโรถินัง นี่เรียกว่า อิติโส 8 ทิศ อย่างนี้แหละ แล้วก็ชักเป็นยันต์ เรียกสูตรตามเส้นที่เขาชักไป สำหรับยันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อปานปลุกได้ดีมากเพราะว่าเวลาท่านจะเป่าให้ใครนั้น ท่านเขียนยันต์ใส่กระดานดำไว้ แล้วท่านก็ยืนอยู่ข้างหลังให้ทุกคนจุดธูปเทียนแล้วภาวนาว่า พุทโธ ถ้าคนไหนมีครรภ์ ผู้หญิงมีครรภ์ก็ให้จุดธูป 1 ดอกแทนลูกในครรภ์ แล้วท่านก็เป่า เวลาเป่ายันต์เข้าตัวจะมีความรู้สึกหนักที่ศีรษะ หรือว่าคันที่หน้า ยังงี้เรียกว่ายันต์เข้าจับตัวแล้ว ถ้ายันต์เข้าจับตัวทุกคนก็เป็นอันว่าเลิกกัน ท่านเป่าเฉพาะวันเสาร์ห้า คือว่าเป็นเดือนอะไรก็ตามเป็นขึ้น 5 ค่ำ วันเสาร์ หรือวันเสาร์ตรงกัน 5 ค่ำ อันนี้ใช้ได้ เรียกว่าท่านเป็นปกติ

แล้วก็วันเสาร์ 5 นี่แหละ เป็นวันยกครูของท่าน ท่านจะยกครูหมอ ครูอะไรก็ตาม ก็ทำกันวันเสาร์ห้า คนเยอะยิ่งกว่ามีงานวัดอีก ศาลาของท่านใหญ่จุคนเป็นพัน แต่เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรจริงๆ ต้องผลัดกัน 4-5 รุ่น เรียกว่านั่งเต็มศาลาเป่า 1 คราว ใครเป่าแล้วก็ลงมา คนที่ยังก็ขึ้นไป ยังงี้เปลี่ยนกันถึง 4-5 รุ่น คุณสมบัติของยันต์เกราะเพชรก็เป็นการกันการกระทำ การกลั่นแกล้งจากคนอื่นด้วย วิชาการนี่ดีมาก หากว่าใครขืนทำเข้าคนนั้นก็เคราะห์ร้าย เคราะห์ร้ายเพราะอะไร ของเหล่านั้นันจะกลับสะท้อนย้อนเข้าไปหาตัว

คราวหนึ่งพระผลบวชพรรษาเดียวกับฉัน แกอยู่ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี แกไปรับยันต์เกราะเพชร พอรับแล้วแกก็ออกไปหลังวัด ปรากฏว่าถูกงูเห่ากัดเห็นตัวชัดเพราะเป็นกลางคืนเดือนหงาย เห็นว่าเป็นงูเห่าแน่ เอาไฟส่องดูก็แผ่แม่เบี้ยหราเป็นงูเห่าแกก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่าแกรับยันต์เกราะเพชรหรือเปล่า พระผลก็บอกว่ารับขอรับ ท่านบอกว่าถ้ารับไม่รักษา ฉันอยากจะดูคนมันตายเพราะอำนาจงูกัด ที่ได้รับยันต์เกราะเพชรไปแล้วสักคน ถ้าหากว่าแกตายฉันจะดีใจมาก ท่านผลหน้าซีด ปรากฏว่าในขณะที่ท่านพูดพิษมันวิ่งขึ้นมาถึงเข่าแล้วก็ถอยไปปวดอยู่ปากแผล เดี๋ยวมันก็ปวดขึ้นมาถึงเข่าแล้วก็ปวดที่ปากแผล 3 ครั้ง

พอวาระที่สามปรากฏว่าอาการปวดหายไปหมดเลย พิษหมดเลยพระผลดีใจมาก บอกว่าหายปวดแล้วครับ หลวงพ่อปานก็บอกว่านั่นนะซิ ฉันแน่ใจว่ายันต์เกราะเพชรของฉันดี แต่ถ้าแกรับแล้วแกตายเพราะงูกัด ฉันก็จะเห็นว่าแกเป็นคนเลวมาก ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่ฉันอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าคุ้มครองนะไม่ใช่อื่น ถ้าแกตายแล้วก็เป็นพระด้วย แกรับยันต์เพราะเพชรไปแล้วด้วย ถ้าถูกงูกัดแล้วตายเพราะงูพิษก็น่าจะตายหรอก เพราะว่าคนที่บวชแล้วไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเป็นคนเลวก็ควรจะตาย แต่ว่าแกไม่ตาย นี่ก็แสดงว่าแกเป็นคนดีแล้ว ความมั่นคงในพระพุทธเจ้าใช้ได้ นี่ว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร

ต่อไปตอนนี้ก็ว่ากันถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดนะ อีกเรื่องหนึ่งว่าถึงเรื่องการเสียสละ คือว่าปฏิปทาในการปกครองพระของหลวงพ่อปานท่านทำอย่างนี้นะ ฉันว่าฉันเห็นพระมาเยอะแล้ว ไม่ค่อยจะเหมือนท่าน บรรดาลูกหลานทั้งหลายถ้าเวลาฟังแล้วก็พิจารณาดูพระผู้ใหญ่ที่ทำเหมือนท่านหรือดีกว่าท่านอาจจะมีมาก แต่ฉันน่ะเป็นคนสังคมแคบ อาจจะรู้จักพระไม่มากปฏิปทาของท่านอย่างนี้ คือ

1. เวลาตอนเช้า ก่อนจะกินข้าว เวลาเขาตีระฆังแป๊งลงไป ภายใน 5 นาที พระเจ้าต้องนั่งรวมพร้อมกันที่วงข้าว ฉันวงเดียวกัน แล้วหลวงพ่อปานจะมาทีหลัง เรียกว่าพอ 5 นาทีนี่ตีระฆัง 5 นาที ท่านลุกจากกุฏิทันที มาถึงก็เดินดูรอบๆ วงกับข้าว รอบวงพระ ถ้าเห็นว่ากับข้าววงไหนพร่องไป ท่านก็นั่งลงในที่ของท่านจัดแจงแบ่งกันข้าวให้สม่ำเสมอกัน แม้เด็กวัดก็เหมือนกัน เวลาจะกินข้าวท่านต้องคอยตรวจดู ต้องให้กันข้าวสม่ำเสมอกัน กินกันด้วยความยุติธรรม ขนมถ้ามีน้อยท่านตักแบ่งให้เองเท่าๆ กัน เป็นชิ้นเป็นอันเท่าๆ กัน นี่ว่ากันถึงเรื่องกินข้าวนะ แล้วเวลากินข้าวนี่พระของท่านไม่มีคุยกัน อยู่ในอาการสำรวมทั้งหมด นี่เรื่องการกิน ทีนี้มาถึงเรื่องการแจกภัตร

คำว่าแจกภัตรในที่นี้หมายถึง ลาภจะพึงเกิดแก่พระ มีการสวดผีสวดสางก็ตาม จะไปสวดมนต์เย็นตามบ้านตามช่องก็ตามที่เขานิมนต์ อันนี้ท่านแจกภัตรพระสม่ำเสมอกัน ให้เรียงลำดับกัน ถ้ารายแรกมานิมนต์ 5 องค์ ให้พระจัดไป 5 องค์ ถ้ารายที่สองมาท่านให้จัดต่อไปอีก รายที่ 3 มาให้จัดต่อไปอีก ใครจะมาเลือกพระองค์นั้นองค์นี้ไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องได้เสมอกัน ท่านไม่กีดไม่กันว่าหนึ่งต้องฉัน แบบต้องฉัน หนึ่งต้องหัวหน้านี่ เจอะเสียเยอะ แบบนี้มันแย่เหมือนกัน หัวหน้ามั่งคั่ง หลังกินเกลือ อย่างนี้ไม่ไหว นี่ของท่านจัดเป็นระเบียบจริงๆ ต้องไล่ 1-2-3-4 ไปถึงสุดท้าย แล้วกลับวนมาถึงต้นใหม่ นี่พูดกันถึงกิจนิมนต์นะ ลูกหลานฟังแล้วคิดดูซิว่าตามวัดไหนใครเขาทำแล้วบ้าง ประการต่อไปว่าถึงการเสียสละ

หลวงพ่อปานมีการเสียสละดีมาก สมกับที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าเวลาถึง วันเดือน 8 แรม 14 ค่ำ แหมนี่มันตรงกับวันตายของท่านพอดีน่ะ เดือน 8 แรม 14 ค่ำทุกปี หลวงพ่อปานมีทรัพย์สินอยู่เท่าไร ของที่เขาถวายมาเท่าไรในปีนั้นยังเหลืออยู่ ไม่ใช่สตางค์นะของใช้เป็นจีวร สบง เก้าอี้ มุ้ง เตียง อะไรก็ตาม ของใช้มากๆ นี่แหละ ของใช้เป็นอดิเรกนี้แหละพระมีกี่องค์ก็ตาม ท่านก็มาจัดไว้เป็นกองๆ เท่าจำนวนกับพระที่มีอยู่ในวัด แล้วท่านก็ให้พระจับสลากใครได้หมายเลข 1-2-3-4-5 ตามลำดับ เมื่อใครได้หมายเลขแล้ว กองที่กองไว้ท่านไม่ได้เขียนว่าเลข 1-2-3 ของที่กองน่ะไม่เขียนเลข ใครได้หมายเลข 1 ไปเลือกเอาตามชอบใจใครอยากไดอะไรเอาอย่างนั้น แล้วหมายเลข 2 หมายเลข 3 ก็ไปเลือกกันตามลำดับ ยังงี้ท่านเสียสละทุกปี เรียกว่าทุกปีของท่านทำอย่างนี้ ของท่านไม่ค้างปี นี่เป็นการเสียสละจริงๆ บางทีของดีๆ มีราคามากๆ ฉันเห็นว่าของอย่างนี้หลวงพ่อควรจะกันไว้ใช้เอง แต่ถึงเวลาวันแจกพระคืนวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ท่านกลับสั่งให้ขนมากองๆ กันให้หมด ขนกองเข้าไว้ แล้วท่านก็จัดเป็นลำดับเข้าไว้ นี่ก็แจกแก่พระ เรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกันนะ น่าคิดเหมือนกันลูกหลานที่รักลูกหลานเคยเห็นพระทำอย่างนี้บ้างไหม มีไหมที่เคยเห็นมาน่ะ ฉันน่ะไม่เห็นหรอกนะ แต่พระที่ทำอย่างนี้หรือว่าทำดีกว่านี้อาจจะมีในเมื่อท่านมีปฏิปทา หรือคล้ายคลึงกันสม่ำเสมอกันท่านอาจจะทำแต่ฉันไม่เคยเห็น นี่เป็นปฏิปทาที่คิดกันว่าท่านควรจะเป็นพระพุทธภูมิ คือ ท่านปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า มีการเสียสละ

นี่ว่ากันถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด มันมีอีกเรื่องหนึ่ง นี่เขาเล่าลือกันมาก ฉันก็มาเล่าให้ฟัง เขาพูดกันมาก เขาว่าหลวงพ่อปานน่ะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์มาก เวลาทำงานทำการคนมาก เมื่อคนมากแล้วก็เป็นยังไง การทำครัวเลี้ยงของท่านๆ ทำตลอดงาน ในเมื่อท่านเลี้ยงมากก็ปรากฏว่าถ้วยชามควรจะล้างมันก็ล้างไม่ทัน สมัยนั้นฉันยังจำได้ แต่ว่าท่านทำมากี่ปีแล้วก็ไม่ทราบ ชื่อตาเผือดๆ เป็นคนล้างชาม วิ่งไปบอกหลวงพ่อปานบอกขอให้ช่วยเกณฑ์คนมาช่วยล้างชามด้วยเถิด คนกินมาก แต่คนล้างน้อย ล้างไม่ทัน หลวงพ่อปานบอกว่าจะไปเกณฑ์ใคร ต่างคนต่างก็มีงาน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาชามไปใส่ตะกร้าเข้าเขย่าๆ มันจะได้เร็วเข้า จะไปล้างกันทีละซอง 2 ซอง หมายความว่าทีละจาน 2 จานนี้มันจะทันอย่างไร ตาเผือดแกได้ฟังอย่างนั้นแกก็เอาจานกระเบี้องใส่ตะกร้าเขย่าน้ำเอาเสียจริงๆ เป็นอันว่าทำได้ผล คนทุกคนเห็นเป็นอัศจรรย์ แต่ก็คนบ้านนั้นเองเห็นเป็นของไม่อัศจรรย์ เห็นเป็นของธรรมดา เพราะน้ำมันช่วยไม่ให้ชามแตก ก็เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้น เมื่อเกิดวิพากษ์วิจารณ์กันฉันก็เป็นนักพิสูจน์ ก็เอาจานใส่ตะกร้าเข้าบ้าง ให้คนพวกนั้นไปเขย่า ก็ปรากฏว่ากลับมาฉันจำได้ว่าฉันเอาจานกระเบื้องใส่ไป 20 ลูก เวลาเขาเขย่าเสร็จพอกลับมาส่งให้ฉัน จานกระเบื้องนั้นมันเกือบจะถึง 100 ลูก แต่ว่ามันไม่เต็มลูก มันแตก เขย่าอย่างตาเผือดนั่นใครๆ เข้าก็รู้แก่เขย่าโครมๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์น่าคิดเหมือนกัน เอาละเรื่องเบ็ดเตล็ดขอผ่านไปนะ

ต่อไปว่ากันถึงการศึกษา หลวงพ่อปานนิยมพระกรรมฐาน

หมายความว่าสิ่งที่ท่านต้องการที่สุดและปรารถนาที่สุดคือพระกรรมฐาน เรื่องพระกรรมฐานนี้เป็นชีวิตจิตใจของ หลวงพ่อปานจริงๆ ท่านเทิดทูนพระกรรมฐานมาก ทั้งๆ ที่ทรงสมาบัติอยู่แล้ว ความอิ่ม ความเบื่อ ความพอใจในพระกรรมฐานของท่านก็ไม่มี ท่านก็มีการทุรนทุราย ปรารถนาจะเรียนพระกรรมฐานให้มันดีกว่านั้น สมัยนั้นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นพิเศษในสมัยนั้นนะสายอื่นฉันไม่ทราบ ก็มีหลวงพ่อเนียมวัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี สมัยนั้น เรือยนต์มันก็ไม่มี ถ้าจะไปก็ต้องไปเรือแจวถ้าไปเรือ แต่ว่าทางเดินสะดวกกว่า เดินลัดทุ่ง ลัดนา ลัดป่าไป ป่าก็เป็นป่าพงส่วนใหญ่

ท่านก็ใช้วิธีธุดงค์ สมัยนั้นใช้วิธีธุดงค์เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เรียกว่าใกล้ค่ำที่ไหนปักกลดที่นั่น ชาวบ้านเขาก็เลี้ยงตอนเช้า ฉันอิ่มแล้วก็ไปกัน พระธุดงค์ฉันเวลาเดียว ท่านบอกว่าเวลาที่ถึงวัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เขาร่ำลือกันว่าหลวงพ่อเนียมนี่เก่งมาก ท่านก็เข้าไปหาหลวงพ่อเนียม เข้าไปหานะ ไม่รู้จักหลวงพ่อเนียมหรอกนะ ความจริงท่านก็คิดว่าหลวงพ่อเนียมท่านจะเป็นเหมือนหลวงพ่อองค์อื่นๆ ที่ท่านมีชื่อเสียงมากนุ่งสบงจีวรเป็นปริมณฑล แล้วก็มักจะนั่งเฉยๆ ดีไม่ดีหลับตาปี๋ ไม่หลับตาปี๋ก็หลับขยิบๆ เรียกว่าหลับไม่สนิมละ ไม่รู้จะพูดยังไงให้มันถูก คือแกล้งหลับตาทำเคร่ง ไอ้แบบนี้นะพระพุทธเข้าตำหนินัก พระนั่งหลับตาให้ชาวบ้านดู ทำทีว่าเป็นคนเคร่งครัด พระพุทธเจ้าตำหนิว่าคบอุปกิเลสเข้าไว้ ทรงห้ามทีเดียว ท่านว่า พระก็ดี คนก็ดี ทำอย่างนี้ยังไม่เข้า สะเก็ดความดีของพระพุทธศาสนา จำให้ดีนะ

พระที่ออกรับแขกน่ะทำนั่งหลับตาปี๋ ทำท่านเป็นเคร่งครัดมัธยัสถ์ แล้วก็ทำท่าจะเข้าฌานอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้พระพุทธเจ้าทรงตำหนิไว้ในอุทุมพริกสูตร ว่ายังเข้าไม่ถึงสะเก็ดความดีของพระพุทธศาสนา สะเก็ดแล้วก็เปลือก แล้วก็กระพี้ และก็แก่น เลยแก่นเข้าไปก็คือวิปัสสนาญาณ นี่แค่สะเก็ดก็ยังไม่ถึงเลยนะเจ้าพวกหลับตาปี๋ เวลารับแจกชอบหลับตา จำไว้ด้วยนะท่านกล่าวว่ามันเป็นมายาของคน เป็นการล่อลวงชาวบ้าน พระอรหันต์ทุกองค์เป็นพระเปิดหมดนะไม่ใช่พระปิด มีลูกตาก็ลูกตาเปิด มีปากก็ปากเปิด มีใจก็ใจเปิด มีกายก็กายเปิด แต่ว่าเวลานุ่งผ้าไม่ได้เปิดผ้านุ่งนะ ถ้าไปเปิดผ้านุ่งเข้าชักไม่เป็นเรื่อง อย่าเข้าใจย่าเปิดทั้งหมด

ไอ้ที่ปิดของท่านมี นี่ว่าให้ฟังนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าเปิดหมด จะกลายเป็นว่าเป็นพระอรหันต์แล้วแก้ผ้าเป็นพวกอเจลกศาสนาเชนไป ไม่ใช่อย่างนั้นท่านมีอัธยาศัยเปิดก็ไม่มีพิธีรีตอง นี่เรื่องของพระอรหันต์นะ ไม่มีพิธีรีตองมาก คนที่มีพิธีมากนั่นไม่ใช่พระอรหันต์ เรียกว่ายังมีมายามาก ยังมีมานะอุปกิเลสติดใจอยู่มาก ยังมีอุปาทานมากรวมความว่ากิเลสยังเลยหัวก็แล้วกัน พวกนี้กิเลสยังเลยหัว พระอรหันต์เป็นพระปล่อย ไม่เกาะกิเลส การที่จะทำอะไรให้ช่วยบ้านชมน่ะไม่ใช่ภาวะของพระอรหันต์นะ พระอรหันต์นี่ไม่ปรารมภ์คำชมของชาวบ้าน ต้องการคำชมของบุคคลเดียวคือพระพุทธเจ้า นี่เป็นจิตใจของพระอรหันต์ทุกๆ องค์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อเนียม

ทีนี้เวลาหลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียมก็ไปโดนดีเข้า เข้าไปแล้วเจอะหลวงพ่อเนียมที่ไหน ความจริงหลวงพ่อเนียมก็เดินคว้างๆ อยู่กลางวัดนั่นแหละ มีผ้าอาบ 1 ผืนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าผ้าขาวม้า แต่ว่าพระนั่นเขาเรียกผ้าอาบน้ำฝนสีเหลือง แต่ว่าผ้าที่ท่านนุ่งมันไม่เหลือง มันตุ่นๆ เข้าไปแล้ว มันจะดำ เหลืองหมดไป ขาวก็ไม่ขาว กลายเป็นผ้าดำๆ นุ่งแบบชนิดไม่รัดประคดคาดลอยชาย ผ้าอีกอผืนหนึ่งแบบเดียวกัน คล้องคอเดินไปรอบวัด มีหมาวิ่งตามเป็นฝูง ยี่ห้อนี้คล้ายๆ ฉันนะ นี่อย่าเอาบารมีฉันไปเปรียบกับหลวงพ่อเนียมนะ ที่ว่าคล้ายนี่คล้ายตอนที่หมาวิ่งตามนี่แหละ

ฉันก็เหมือนกัน เวลาฉันไปไหนหมามันชอบวิ่งตาม ฉันก็ชอบคุยกับหมา เดินไปเดินมาคุยกับหมาๆ มันไม่ขัดคอฉัน เวลามันพูดว่าอย่างไรฉันไม่รู้เรื่อง ฉันพูดไปมันรู้หรือไม่รู้ก็ไม่รู้ แล้วก็เลยพูดสบาย หลวงพ่อปานก็บอกว่าเมื่อท่านเห็นน่ะ ก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเนียม เห็นพระแก่ๆ ผอมๆ นุ่งผ้าลอยชายผืนหนึ่ง เอาผ้ามาคล้องคออีกผืนหนึ่ง เอาผ้ามาคล้องคออีกผืนหนึ่ง เดินมีหมาฝูงหนึ่งวิ่งตามไป ท่านก็คุยกับหมาตัวโน้นบ้างตัวนี้บ้าง เดี๋ยวก็ยิ้มกับหมาตัวโน้นลูบหัวหมาตัวนี้ ท่านก็นั่งดู เอ ว่าพระองค์นี้น่าจะเป็นหลวงพ่อเนียม ท่านไม่รู้จักนี่ ทำไมหลวงพ่อปานจึงคิดอย่างนั้น ก็เพราะว่าหลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่นๆ นี่เป็นพระชั้นอ๋องแล้วนะ เป็นพระลืมเกิดแล้ว ท่านสอนหลวงพ่อปานได้ดีทุกอย่าง รู้จนกระทั่งหลวงพ่อปานเคยปรารถนาพุทธภูมินา นี่พระขนาดนี้ก็อ๋องแล้ว แต่ว่าเวลาที่หลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียมน่ะหลวงพ่อสุ่นตายแล้ว เมื่อหลวงพ่อสุ่นตาย หลวงพ่อป่านท่านก็บอกว่าท่านก็ต้องหาที่เกาะต่อไป เพราะหลวงพ่อสุ่นบอกไว้ว่าหลวงพ่อเนียมท่านเก่ง ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็เลยเดาๆ เอาว่า พระองค์นี้ต้องเป็นหลวงพ่อเนียม ก็วางกลด วางย่าม ถอดรองเท้าจำไว้ด้วยนะพระผู้น้อยที่จะเข้าหาพระผู้ใหญ่น่ะเขาต้องวางอะไรต่ออะไรทั้งหมด รองเท้าก็ต้องถอด พระสมัยนี้เขาถอดกันหรือไม่ถอดก็ไม่ทราบ เขาทันสมัย

เข้าไปถึงก็กราบ หลวงพ่อปานบอกว่าแทนที่ท่านจะยกมือรับไหว้ กลับจ้องหน้าเป๋ง วาจาที่กล่าวมาเป็นวาจาแรกก็คือ มึงมาจากไหนวะ มึงมากราบกูทำไม เอาเข้านั่น หลวงพ่อปานบอกว่า เกล้ากระผมมาจากเมืองกรุงเก่าขอรับ กระผมจะมานมัสการหลวงพ่อขอเรียนพระกรรมฐาน วาจาอีกคำที่ตอบมาก็คือ กรรมฐานโคตรพ่อโคตรแม่มึงมีที่ไหน กูไม่มีกรรมฐาน คนบ้านนี้เขาหาว่ากูบ้า กูเป็นบ้านกูพูดกับหมู กูพูดกับหมา กูกินข้าวกับหมูกับหมาได้ มึงจะมาเรียนกรรมฐานกับกูยังไง กูไม่รู้กรรมฐานมันเป็นยังไง ว่าแล้วก็ขับไล่ไสส่งให้กลับวัด หลวงพ่อปานก็นั่งทนฟังอยู่ ในที่สุดเห็นท่าจะไม่ได้เรื่องก็เลี้ยวไปหาพระในวัดไปขออาศัยนอน แล้วก็ถามพระในวัดว่าพระองค์นั่นน่ะชื่ออะไร พระท่านก็บอกว่าองค์นั้นแหละชื่อหลวงพ่อเนียมละ

หลวงพ่อปานก็สมใจคิดว่า ดีละ ในเมื่อพบหลวงพ่อเนียมก็จะต้องเรียนให้ได้ เอาซิมาพบคนดีตามคำสั่งของหลวงพ่อสุ่นเข้าแล้ว ในเมื่อพบเข้าแล้วเช่นนี้จะถอนได้อย่างไร ไอ้เรื่องจะถอนไม่มีวันละ ไม่มีวันถอน วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่านอีก ตอนนี้เข้าไปตอนเช้าเวลาที่พระฉันข้าว คือว่าพระที่ท่านพักอยู่ด้วยก็ดีเหมือนกัน ในตอนเข้าต้มข้าวต้มให้ท่านฉันแล้วก็บอกว่า ถ้าหาหลวงพ่อเนียมต้องหาตอนเช้าจะค่อยยังชั่วสักหน่วย ถ้าหาตอนเย็นไม่ได้ แดดแข็งแดดจัดๆ ดีไม่ดีท่านก็ตวาดเอาง่ายๆ เวลาที่หลวงพ่อเนียมฉันข้าวก็ปรากฏว่าท่านนั่งบนโต๊ะ 2 ชั้น ข้างล่างเป็นโต๊ะตัวโต ข้างบนตัวย่อมหน่วย มีกับข้าวเต็ม ท่านฉันองค์เดียว พระองค์อื่นๆ ตั้งวงฉันไม่ไกลกันนัก บนโต๊ะของท่านพื้นโต๊ะชั้นที่ 1 มีหมดเต็มหมด ท่านกินข้าวคำ ท่านก็ป้อนตัวโน้นคำป้อนตัวนี้คำ แล้วก็ท่านฉันคำ ป้อนหมาบ้างกินเองบ้าง ป้อนแมวบ้าง คุยกะหมาคุยกะแมวไปตามชอบใจ เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปกราบๆ ท่านก็ด่านเอาอีก ท่านด่าเอา ท่านไม่ยอมสอน ท่านบอกว่าท่านไม่รู้กรรมฐาน ตอนนี้ล่อโคตรพ่อโคตรแม่เข้าเลย เอากันอย่างหนักในเมื่อหลวงพ่อปานเห็นท่าไม่ได้การ มองดูพระพี่เลี้ยงที่ไปอาศัยกุฏิอยู่ ท่านก็พยักหน้าให้เข้าไปหา ท่านก็เลยเข้าไปหา พระองค์นั้นท่านก็บอกว่าคอยก่อน พรุ่งนี้เข้าไปหาใหม่

พอวันรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาในเวลานั้นอีก ก็ถูกด่าพ่อล่อแม่อีก เอาขนาดหนัก ท่านยืนยันแบบนี้ชักนิ่งเอา ตอนนี้หลวงพ่อเนียมนิ่ง นั่งมองหน้าเป๋งสักครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่น้อยนะ ไม่พูดละมองเป๋งตาไม่กระพริบ หลวงพ่อปานก็หมอบอยู่ข้างเท้าของท่าน หมามันก็เลียหัวเลียหูเลียหลังบ้าง ท่านก็ปล่อยมัน บอกว่าช่างมัน ไอ้หัวเรากับลิ้นหมามันก็คล้ายคลิงกัน ไอ้ลิ้นหมามันก็อยู่ส่วนหัว ไอ้หัวเราก็อยู่ส่วนหัว มันปะทะกัน ไม่เป็นไรหัวต่อหัว ท่านบอกว่าดีน่ะนา มันยังไม่เอาหัวแม่เท้าของมันมาพาดหัวเราๆ ก็ยังไม่ว่ามัน เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็ยังเป็นหมาของหลวงพ่อเนียมๆ จ้องเป๋งสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็พูดมาคำ บอกว่า ไอ้….กะแม่ ไอ้พวกเมืองกรุงเก่านี่น่ะดื้อด้านเหลือทน โคตรแม่มันดื้อด้านมาก ด่าเท่าไหร่ก็ไม่เจ็ด ด่าเท่าไหร่ก็ไม่ช้ำ เอา มันอยากจะเรียนก็เรียนซีวะ ในเมื่อชาวบ้านเขาหาว่ากูบ้าแล้วมึงเรียนกับกู มึงก็เป็นคนบ้า ต่อไปมึงจะต้องบ้าอย่างกูนะถ้ามึงเรียนกับกู

หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า บ้าก็บ้าครับ ผมยอมบ้าถ้าผมไม่อยากบ้าผมก็ไม่มาหาหลวงพ่อ นี่ผมได้ยินข่าวหลวงพ่อแล้วผมอยากบ้าอย่างหลวงพ่อขอรับ ตอนนี้ท่านบอกว่าเพิ่งจะได้ยินเสียหัวเราะลั่นๆ เลย หัวเราะเสียดังบอกว่า เออ กูหาคนอยากจะบ้ามานานแล้ว หาไม่ได้ นี่กูบ้าคนเดียวมานาน ต่อไปนี้กูจะมีเพื่อบ้าละโว้ยเอาเข้านั่น หลวงพ่อปานชอบใจ

หลวงพ่อปานบอกว่าหลังจากนั้นท่านก็เลยสั่งว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ตอนนี้พูดดี กลางคืนเวลาประมาณสัก 2 ทุ่มนะ เอ็งนุ่งสบงทรงจีวรคาดสังฆาฏิให้ดีเข้าไปหาข้าในกุฎิ เวลากลางวันนี้มันจะเรียนกันยังไงวะกรรมฐาน เขาเรียนกันกลางคืน มันเงียบสงัดตอนนี้ชักดี หลวงพ่อปานก็บอกว่าใจชื้น พอตอนกลางคือนหลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ปรากฏว่ารูปร่างท่านผิดไปมาก ผิวดำผอมเกร็งแบบนั้นไม่มี ท่านนุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเหลืองอร่าม ผิวการสมบูรณ์ ร่างกายสมบูรณ์ หน้าตาอิ่มเอิบ รัศมีกายผ่องใส สวยบอกไม่ถูก หลวงพ่อปานกราบ 3 ครั้งแล้วก็นั่งมอง ท่านก็นั่งมองยิ้มๆ แล้วท่านก็ถามว่า แปลกใจรึคุณ ตอนนี้พูดดีถามว่าแปลกใจรึคุณ หลวงพ่อปานก็ยกมือนมัสการ บอกว่าแปลกใจขอรับ ว่าหลวงพ่อรูปร่างไม่เหมือนตอนกลางวัน ท่านก็บอกว่ารูปร่างนะคุณมันเป็นอนัตตานี่ คือว่าเป็นอนิจจัง มันหาความเที่ยงไม่ได้ มันจะดำเราก็ห้ามมันไม่ให้ดำไม่ได้ มันจะขาวเราก็ห้ามไม่ให้มันขาวไม่ได้มันจะผอมเราก็ห้ามไม่ได้ มันจะอ้วนเราก็ห้ามไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะห้ามได้เลยนี่คุณ พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง เห็นไหม ไปเจอเอาตัวอนิจจังเข้าแล้วซิ หลวงพ่อปานบอกว่าตอนนี้จะเริ่มสอนกรรมฐาน อธิบายไพเราะจับใจ ฟังง่ายจริงๆ

พูดได้ซึ้งใจทุกอย่าง เวลาท่านพูดคล้ายๆ ว่าจะบรรลุอรหันตผลไปพร้อมๆ ท่าน ท่านสอนได้ดีมาก พอสอนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกให้ไปพักทีกุฏิอีกหลงหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับกุฏิของท่านแล้วเลาทำกรรมฐานกลางคือนหลวงพ่อปานวางอารมณืผิด ท่านจะร้องบอกไปทันที บอกคุณปานเอ๊ยคุณปาน นั่นคุณวางอารมณ์ผิดแล้วนี่หว่า ตั้งอารมณ์เสียใหม่มันถึงจะใช้ได้ นี่หลวงพ่อปานบอกว่าท่านมีเจโตปริยญาณแจ่มใสมาก ท่านเรียนพระกรรมฐานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนแล้วจึงกลับ ก่อนหลวงพ่อปานจะกลับ หลวงพ่อเนียมก็บอกว่า ถ้าข้าตายนะ หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันเขาแทนข้าได้ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ไปถามหลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันนะ

ความจริงหลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันหรือวัดอัมพวันสมัยนี้ ก็อายุไล่เรี่ยกับหลวงพ่อปาน รุ่นราวคราวเดียวกัน หลวงพ่อปานท่านบอกเกร็ดระหว่างที่ท่านได้อยู่กับหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อเนียมเล่าให้ฟังว่า มีวันหนึ่งหลวงพ่อเนียมท่านนั่งฉันข้าว ท่านก็หัวเราะกั้กๆ ขึ้นมาแมวของท่านตายไปตัวชื่ออีไฝ เพราะว่ามีไฝที่ปาก ท่านเรียกว่าอีไฝ ท่านหัวเราะแล้วท่านก็พูดคนเดียวบอกว่า เอ๊ย อีไฝของข้ามันดีเว้ย มันไปเกิดเป็นคนที่ตลาดโควัง บ้านอยู่หัวตลาดโควังพ่อมันชื่อนั่น แม่มันชื่อนั่น พระที่กำลังฉันข้าวอยู่สงสัยก็จำไว้ พอครบเวลา 1 ปีผ่านไป พระที่สงสัยมีจำนวน 2 องค์ก็พากันไปดู ไปถามว่าคนชื่อนี้มีไหม เขาก็บอกว่ามี บอกว่าเขามีลูกผู้หญิงอายุสักไม่กี่เดือนนี่มีหรือเปล่า บอกว่ามี มีไฝที่ปากหรือเปล่า ท่านบอกด้วยนะว่าอีไฝของท่านไปเกิดมันก็มีไฝที่ปากอีก เขาก็บอกว่ามี ก็ถามหาบ้าน เมื่อถามหาบ้านแล้วก็ปรากฏว่าเขาพาไป เมื่อเขาพาไปพบ เจ้าของบ้านเขาก็ถามว่ามาทำไม พระพวกนั้นก็เริ่มโกหกบอกว่าหลวงพ่อเนียมท่านใช้มาบอกว่าแมวของท่านตายมาเกิดเป็นลูกบ้านนี้ มีไฝที่ปากเป็นผู้หญิงแล้วบอกชื่อพ่อชื่อแม่ ท่านพ่อท่านแม่ของเด็กดีใจมากว่าได้ลูกที่เป็นแมวของหลวงพ่อเนียมแล้วก็สั่งพระว่าบอกหลวงพ่อด้วยนะ ถ้าเด็กคนนี้อายุครบ 3 เดือนเมื่อไรละก็ จะพาเด็กไปถวายหลวงพ่อ จะพาไปนมัสการ ไปไหว้ พระพวกนั้นก็กลับ พอครบ 3 เดือน เขาพาไปถึงก็ไปประเคนเด็กลงที่เท้าของท่าน

หลวงพ่อเนียมตกใจ ทำท่าตกใจไปยังงั้นเอง ถามว่าเอ๊ะมันยังไงกันหว่า มาถึงก็มายกเด็กมาวางที่ขาข้า เขาก็บอกว่าก็ลูกของหลวงพ่อไงล่ะ แมวชื่อไฝของหลวงพ่อไปเกิดเป็นลูกฉัน ท่านก็ถามว่า เอ๊ะเอ็งรู้ได้ยังไงวะ เขาก็เลยบอกว่าพระไปเยี่ยม พระบอกว่าหลวงพ่อบอกว่าแมวของหลวงพ่อไปเกิดเป็นลูกสาวฉัน มีไฝที่ปาก ถามชื่อเสียงเสร็จถูกต้อง พูดอะไรถูกต้องหมด ท่านถามว่าพระองค์ไหนจำได้ไหม เขาบอกว่าถ้าเห็นหน้าจำได้ก็เรียกพระมาทั้งหมด ปรากฏว่าพระ 2 องค์นั้นไม่มา พระ 2 องค์ที่ไปสืบน่ะหนีไปหลังวัดท่านถามว่า พระทั้งหมดนี่น่ะใช่ไหม พระที่ไปที่บ้านเอ็งมีไหม เขาบอกว่าไม่มี พระ 2 องค์นั้นไม่มี ก็เลยใช้พระองค์หนึ่งไปตามบอกว่า โน่น มันหนีไปหลังวัดโน่น ไปตามมันมา พระองค์ที่ไปตามไปพบกันเข้ากับพระ 2 องค์นั้นก็บอก นี่คุณกลับไปเถอะ ไปบอกหลวงพ่อ บอกว่าตามไม่พบนะ เดี๋ยวผมจะไปนอนค้างที่วัดลานคา ๆ กับวัดน้อยไม่ไกลกันนัก พระองค์นั้นก็กลับมาบอกว่าไม่พบขอรับ

ท่านก็บอกว่ามันจะพบยังไงหว่า ก็มันสั่งมึงมานี่ให้บอกกูว่าไม่พบพระองค์นั้นจนด้วยเกล้าต้องยอมรับ จึงกล่าวได้ว่าหลวงพ่อเนียมมีเจโตปริยญาณ มีทิพยจักษุญาณดีมาก เรียกว่าสำหรับจุตูปปาตญาณก็แจ่มใสมาก ความจริงก็ไม่ต้องพูดอะไรนะ ถ้ามีทิพยจักษุญาณแจ่มใสเสียอย่างเดียว อย่างอื่นมันก็แจ่มใสหมด แต่ว่าทิพยจักษุญาณจะแจ่มใสได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับวิปัสสนาญาณ คือ 1 มี ญาณดี 2 มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส ถ้า 2 ประการนี้มีกำลังพอกันเพียงใด เรื่องทิพยจักษุญาณก็ไม่ต้องสงสัย แต่ว่าเรื่องของสาวกน่ะอย่าไปเทียบกับพระพุทธเจ้านะ เรื่องที่ไม่เผลอ ไม่ลืมไม่มี ที่ไม่เผลอไม่ลืมก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว นี่ว่ากันถึงเรื่องตอนนี้นะ

เรื่องรวมของหลวงพ่อเนียมน่ะยังไม่หมด มีอีกตอนหนึ่งที่หลวงพ่อปานเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่า ความจริงก็น่าจะมีสัก 2 ตอนนะ ตอนหนึ่งที่หลวงพ่อปานเล่าให้ฟังก็คือว่า ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเคยเทศน์ เทศน์กับอาจารย์แสงวัดพะเนียงแตก อาจารย์แสงนี่คราวที่ไปกรุงเทพฯ วันที่ 1 มกราคม ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศ พูดให้ฟังว่า ใครเขาเอาพระของอาจารย์แสงมาให้ก็ไม่ทราบ ความจริงอาจารย์แสงองค์นี้สมัยนั้นมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพระเนียงแตกนี่น่ะมีชื่อเสียงมากจริงๆ เวลาใครเขาจะไปสึกเขาไปสึกที่วัดพระเนียงแตก แล้วท่านจะถามว่าเวลาสึกนี่น่ะ ต้องการรวย หรือว่าต้องการเจ้าชู้หรือว่าต้องการเป็นนักเลง หรือต้องการเมตตาปรานี ถ้าใครต้องการรวยท่านก็รดน้ำมนต์ให้สึกไปแล้วรวยมีโชคดี ถ้าคนไหนบอกว่าอยากมีเมียมากๆ เป็นเจ้าชู้รดน้ำมนต์แล้วไม่เกิน 2 วันได้เมียเลย แล้วก็ได้เรื่อยไป ไม่มีจังหวะ ก็เลยตั้งตัวไม่ติด ถ้าต้องการนักเลง รดน้ำมนต์ให้แล้วส่งเชือกให้ แล้วบอกว่าไปลักควายเขา อาจารย์องค์นั้นจะเป็นอาจารย์แสงหรืออะไรไม่ทราบแต่วัดพะเนียงแตกมีชื่อมานาน

แต่สมัยหลวงพ่อเนียมนั้นน่ะ สำหรับวัดพะเนียงแตกนี่ก็มีอาจารย์แสงเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อเนียมเคยเล่าให้หลวงพ่อปานฟังว่า ไอ้ท่านแสงน่ะข้าเทศน์กับมันทุกคราว เรียกว่าข้าเทศน์กับมันเรื่อย มันไล่ข้าเสียเกือบตายทุกที เหนื่อย ข้ามันแก่แล้วนี่มันหนุ่มกว่าข้า มันไล่ข้า ข้าก็ไม่จน ข้าก็ตอบมันได้เรื่อย แต่ทว่ามาอีวันหนึ่งข้าไปเทศน์กับมันที่วัดลาดหอย คำว่าลาดหอยนี่ก็อยู่ใกล้ๆ กับประตูน้ำบางยี่หน วันหนึ่งอาจารย์แสงไปถึงก่อนชาวบ้านเขาก็เอาหมาก เอาพลู เอาบุหรี่ เอาชา เอาน้ำร้อนน้ำเย็นมาถวายกัน เขาก็หัวเราะกันครืนๆ ท้ายอาสนสงฆ์ ข้าไป ข้าก็ไปนอนอยู่หัวอาสนสงฆ์ ชาวบ้านไม่มีใครเขาสนใจกะข้าหรอก เขาไปคุยกับท่านแสง มันมีลีลาดี มันโกหกชาวบ้านเก่ง มันก็คุยกัน ฮาๆๆ คุยไปคุยมาเดี๋ยวมันร้องตะโกนมาบอกว่า หลวงพ่อเนียมวัดน้อยน่ะ คุยว่ารู้ใจคนอย่างนี้น่ะเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม ขาดจากความเป็นพระแล้ว ไม่ใช่พระ ถ้าหลวงพ่อเนียมเก่งจริงก็ลองบอกซิว่าเวลานี้น่ะผมมีความในใจเป็นยังไง

หลวงพ่อเนียมบอกว่าพอฟังมันพูดเท่านั้นแหละ ก็นึกในใจว่าถ้าจะนิ่งไม่ได้เสียแล้วไอ้ท่านแสงนี่อวดดีมาก เก่งบนธรรมาสน์ไม่พอ มาท้าตีกันใต้ธรรมาสน์อีก ไม่ได้จะต้องเอากะมัน ท่านก็เลยลุกจากที่นอนกวักมือเรียกท่านแสง แกอยากจะรู้ว่าข้ารู้จริงหรือไม่จริงเชิญเข้ามาหาข้านี่ อาจารย์แสงเขาก็มา ชาวบ้านเขาก็เข้ามากัน ถามว่าแกอยากจะให้ข้ารู้อะไร อาจารย์แสงก็เลยบอกว่าถ้ารู้จริงก็บอก เวลานี้ผมมีความสุขหรือความทุกข์

หลวงพ่อเนียมก็เลยบอกว่าไอ้คนอย่างแกมันจะหาความสุขที่ไหนวะ ก็เวลานี้แกสร้างโบสถ์ แกขอยืมเรือมาด 4 แจวของชาวบ้านเขามา เขาซื้อมาราคา 400 บาท ยังเป็นเรือใหม่ แล้วไอ้เรือลำนั้นขโมยมันลักไปเวลานี้แกยังเทศน์รวบรวมเงินใช้หนี้เขาไม่หมด ก็เทศน์สมัยนั้นนี่นะลูกหลานนะ ถ้าใครไปเทศน์ได้ถึง 20 บาทละก็เฮงเต็มทีแล้ว อย่างดีก็ 5 บาท 6 บาท เท่านี้ก็เรียกว่ารวยแล้ว ไม่ใช่ราคาร้อยราคาชั่งอย่างเวลานี้ ตามปกติเทศน์กันก็ได้ห้าสลึงบ้าง สองบาทบ้าง ดีไม่ดีก็ไม่ค่อยจะถึงบาท สมัยนั้นถ้าใครได้มา 20 บาท ก็จัดว่าเป็นนักเทศน์อย่างดี

ในเมื่อหลวงพ่อเนียมบอกอย่างนั้นนะ ว่าแกมันยังหาเงินใช้หนี้เขาไม่หมด เป็นความจริงไหม ตอบตรงๆ หลวงพ่อแสงก็บอกว่าจริง หลวงพ่อแสงก็ถามว่าทำยังไงล่ะผมถึงจะใช้หนี้เขาหมด ท่านก็เลยบอกว่าไอ้แกมันโง่นี่ แกกลับไปซี เวลาวันพระไปบอกกับชาวบ้านเขา บอกว่าเวลานี้เรือมาด 4 แจวขอยืมเขามาขนทรายขนอิฐ ขนดินทำอิฐจะสร้างโบสถ์ ขโมยมันลักไป ไอ้แกตั้งใจจะใช้หนี้เขาแต่ก็ยังไม่มีเงิน ไปเทศน์รวบรวมเงินมาแล้วมันยังไม่พอ เวลานี้แกมีเงินอยู่ 80 บาทเศษๆ ใช่ไหมล่ะ ท่านถาม อาจารย์แสงตอบว่าใช่ อาจารย์แสงยกมือพนมแต้ อีตานี้ไม่เบ่งละพนมแต้เชียว ตอบใช่ ก็บอกว่านี่แกประกาศกับเขาซีว่าแกเทศน์มาได้ 80 บาทเศษๆ ก็ตั้งใจจะใช้เป็นค่าเรือ มันยังไม่พอ ถ้าบรรดาญาติโยมทั้งหลายจะช่วยละก็จะช่วยกันคนละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธาก็เป็นการดี แกบอกเท่านี้ละนะ แกจะได้กำไรอีก 400 บาท หมายความว่าไอ้ที่จะใช้เขา 400 บาท มันยังจะเหลืออีก 400 บาท ได้ 800 บาทนั่นเอง

หวงพ่อแสงก็ถึงกับกราบ วันนั้นท่านบอกกับหลวงพ่อปานว่า ไอ้ท่านแสงมันไม่ไล่ข้าเลยว่ะ เทศน์กันแบบสบาย พอมันกลับไปวัดมัน ถึงวันพระมันประกาศตามกันว่า มันได้ 800 บาท จริงๆ ไอ้ท่านแสงตามมาไหว้ข้าถึงวัดแน่ะ แล้วต่อจากนั้นจะเทศน์จะธรรมมันไม่ไล่ข้าอีกหรอกก เทศน์กันสบายเชียวนี่เป็นเรื่องของความรู้ของท่านนะ หลวงพ่อปานพูดในตอนนี้บอกว่าหลวงพ่อเนียมน่ะมีญาณคล้ายๆ กับพระอรหันต์ ท่านว่ายังงั้นนา ท่านว่ามีคุณสมบัติคล้ายพระอรหันต์ ท่านไม่บอกว่าพระอรหันต์นะ ท่านบอกว่าคล้าย ใครจะไปว่าท่านล่ะ จะเหมือนหรือจะคล้ายก็ช่าง

วิชาเกร็ดก็มีอีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อเนียมบอกกับหลวงพ่อปานว่า เมื่อก่อนหน้าแกมานะแหมข้าเกือบน่ะว่ะ หลวงพ่อปานถามว่าเป็นยังไงครับ หลวงพ่อเนียมบอกว่าที่ไหนได้ ข้าถูกงูกัด ข้าเดินไปกลางลานวัด ข้าถูกงูกัดๆ แล้วก็เห็นมันเป็นงูเห่า ข้าก็เลยมากุฏิ นั่งเป่าๆๆ พักเดียวมันก็หาย หลวงพ่อปานก็เลยอยากได้คาถาแก้งูเห่าบ้าง ถามว่า หลวงพ่อครับหลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าพิษงูเห่าหาย ท่านก็บอกว่าไอ้คาถาที่เข้าเป่านี่น่ะมันมีเยอะว่ะ ในเจ็ดตำนานทั้งหัวมันใช้ได้ทั้งนั้นแหละ แกเอาตรงไหนก็ได้ หลวงพ่อปานบอกว่าหมดท่าเลย พ่อเล่นบอกว่าเจ็ดตำนานทั้งเล่มเอาตรงไหนก็ได้ นี่แสดงว่าจิตเข้าถึงแท้นะ มีพลังจิตสูง แล้วอีกตอนหนึ่งท่านบอกว่า ไอ้พวกผีนี่น่ะมันจะเอาคนแถวนี้ ข้าไม่ยอมให้มัน มันบอกมันจะเอาคนตั้ง 200 คน มันขอข้า ข้าไม่ให้มันๆ เอาไปตั้ง 200 คน ข้าก็ตายน่ะซี พระก็ตายไม่มีใครเลี้ยง คนน่ะมากกว่าแต่คนตายตั้ง 200 คน บ้านมันก็หนาวหมด เขาก็ยกบ้านหนี้หมด ข้าไม่ยอมให้มัน มันโกรธข้าแฮะ ข้าจะไปไหนก็ตาม มันถึงไม้แหลมอันหนึ่งเดินตามไป

ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ข้าก็ไม่ยอดเผลอให้มันแต่วันหนึ่งข้าไปส้วมว่ะ ข้าเผลอไป แหมพอไปส้วม เผลอไป มันย่องเข้าไปข้างหลังเอาไม่พุ่งปั๋งเข้าที่ท้อง ข้าขี้แตกพรวดเลย โอ้โฮมันขี้เสียหมดท้อง ชักไม่มีแรง เวลาออกมาจากส้วมต้องใช้ไม่เท้ายันมากุฏิ ข้าก็นอนแผ่ นึกเป่าตัวเองครึ่งวัน สักครั้งวันมีกำลังปกติ หลวงพ่อปานก็ถามว่าหลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าขอรับ ท่านบอกว่าข้าเอาตามเจ็ดตำนานที่ไหนก็ได้ บทไหนก็ได้ ชอบบทไหนแกก็เอาบทนั้นเป่าส่งไปเถอะหายเองแหละ คนถ้ายังไม่ถึงเวลาจะตายน่ะหายเอง หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนก็ลากลับ ก่อนจะกลับหลวงพ่อเนียมก็ลูบศรีษะแล้วว่า ปานเอ๊ย เอ็งมันปรารถนาพุทธภูมินะ จะหวังอรหันต์ในชาตินี้น่ะไได้ แต่ทำไปเถอะ เพื่อบารมีของเอ็งจะได้เต็ม เวลาข้าตายแล้วถ้าเอ็งสงสัยอะไรก็ถามท่านโหน่งเขานะท่านโหน่งน่ะเขาพอจะแทนข้าได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่ง

ในการต่อมา เมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพแล้ว หลวงพ่อปานก็มีความสงสัยในหลวงพ่อโหน่ง คำว่าสงสัยน่ะ ไม่ใช่สงสัยอะไรหรอก หมายความว่าอยากจะพบ อยากจะรู้ถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อโหน่ง อยากจะเรียนต่อกันนั่นเอง พระสมัยนั้นน่ะท่านไม่ใช่แข่งดีกันนะ ท่านพยายามขอดีกัน หมายความว่าถ้ารู้ว่าใครเขามีดีแล้วก็ไปขอดีจากเขา ไม่ใช่เอาดีไปแข่งหรือเอาดีไปอวด หลวงพ่อปานก็ธุดงค์ไปเพื่อจะไปหาหลวงพ่อโหน่ง ตอนไปก่อนจะถึงท่านบอกว่าแดดมันร้อนจัด ท่านก็พักอยู่โคนต้นพุทรา อยู่ไม่ไกลจากกุฏิของหลวงพ่อโหน่งนัก ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมาร้องว่า แหม พ่อคุณ มาแล้วยังดันมาสั่งเสียอีกนะ ไอ้เราน่ะคอยมาตั้งแต่เช้า คิดว่าจะมาถึงแต่เช้า มาโอ้เอ้ๆ อยู่ได้ เขามาให้ถึงนี่ซี มาพักผ่อนที่นี่ มานั่งคุยกัน เราคอยมาตั้งนานแล้ว ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่าน แล้วคุยกันถึงเรื่องพระกรรมฐาน สอบกันไปสอบกันมา สอบกันมาสอบกันไป เอาใครดีกว่าใครไม่ได้ เรียกว่าไม่มีใครกล้าดีกว่ากัน จนแต้มด้วยกัน ท่านบอกว่าไล่ไปตามลำดับ เมื่อถึงที่สุดหลวงพ่อโหน่งก็บอกว่าผมก็หมดแค่นี้แหละไปไม่รอดอีก ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่งเวลานั้นยันกัน เรียกว่ายันกันได้

ตอนนี้ก็อยากจะเล่าประวัติของหลวงพ่อโหน่งสักนิดหนึ่ง ประวัติของหลวงพ่อโหน่งเป็นอย่างนี้ ที่ท่านเป็นพระแท้ ๆ นะ พระอย่างนี้ลูกหลานหายาก คือว่าหลวงพ่อโหน่งน่ะเป็นคนใกล้ๆ วัดคลองมะดันนั่นเอง ไม่ใช่ลูกเศรษฐีคหบดีที่ไหน เวลาครบบวชท่านบวชอยู่ที่วัดคลองมะดัน 1 พรรษา พอพรรษาที่ 2 ก็อยากจะเรียนปริยัติธรรม ท่านมีน้าชายอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพน ท่านเตียน เป็นเจ้าคุณ แล้วเจ้าคุณองค์นี้ได้เปรียญ 9 ประโยค ท่านก็ไปหาน้าชายบอกว่าอยากจะขออยู่ด้วย อยากจะเรียนบาลี น้าชายก็ดีใจ เห็นหลานชายมีความสนใจในพระปริยัติธรรม ขออยู่ด้วย อยากจะเรียนบาลี น้าชายก็ดีใจ เห็นหลายชายมีความสนใจในพระปริยัติธรรมก็บอกว่าอยู่กับน้ำเถอะ เรื่องอาหารการบริโภคไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวอด น้ำจะเลี้ยงเอง มีอะไรเท่าไรจะสอนให้หมด ไม่เก็บละ ดีใจว่าหลานสนใจในการศึกษา เมื่อคุยกันไปคุยกันมา

หลวงพ่อโหน่งก็ถามว่า คุณน้าขอรับ คุณโหน่งเป็นเปรียญ 9 ประโยคแล้วก็เป็นเจ้าคุณด้วย คุณน้าละกิเลสได้หมดรียัง และน้ำชายก็แสนจะดีไม่ตอบตรงๆ หอก ท่านบอกว่าโหน่ง คุณเข้าไปดูในกุฏิฉันซิว่าฉันมีอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งก็เดินเข้าไปดูในห้องท่าน มีโต๊ะหมู่มุกบ้าง โต๊ะหมู่ทองบ้างงาช้างอย่างดีบ้าง ของมีค่าเยอะแยะอยู่ในกุฏิภายในห้องนับราคาไม่ไหว ของมีค่าสูงๆ มาก พอดูทั่วแล้วท่านก็ออกมา หลวงน้ำก็ถามว่าโหน่งคุณเห็นอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งท่านก็จาระไนหมดทุกอย่างเท่าที่เห็น ท่านก็เลยบอกหลวงพ่อโหน่งว่า คุณโหน่งนี่ถ้าฉันละกิเลสได้น่ะ ของทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มีหรอก ถ้ามันจะมีมันเป็นของสงฆ์ แต่นี่ฉันมีไว้แล้วก็เป็นของส่วนตัวก็แสดงว่าฉันนี่ละกิเลสไม่ได้เลย ฉันบวชเป็นเปรียญ 9 ประโยค และพระราชาทรงแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ เรียกกันว่าเจ้าคุณ แต่ฉันก็ละกิเลสไม่ได้สักตัว ราคะ โทสะ โมหะ นี่ฉันละไม่ได้สักตัว หลวงพ่อโหน่งได้ยินอย่างนั้นก็สลดใจเลยบอกว่า

ถ้าอย่างนั้นละก็กระผมไม่เรียนแล้วละครับหลวงน้า ถึงจะเรียนกันถึง 9 ประโยคแล้วละกิเลสไม่ได้ เป็นเจ้าคุณแล้วยังละกิเลสไม่ได้ ในเมื่อเรียนแล้วละกิเลสไม่ได้ไม่เรียนให้เหนื่อยหรอกขอรับ ขอลากลับไปวัดคลองมะดัน หลวงน้าก็ไม่ว่าอะไร บอกว่าตามใจๆ คุณ ในเมื่อคุณไม่สมัครใจฉันก็ไม่ว่า แต่ว่าถ้าต้องการเรียนเมื่อไรมาอยู่กับหลวงน้านะ หลวงน้าพร้อมที่จะอุปการะ ความจริงท่านก็ดีมาก แต่ตอนกลับมาอยู่วัดคลองมะดัน ตอนเรียนพระกรรมฐานนี่น่ากลัวจะไปเรียนกับหลวงพ่อเนียม ตอนนี้หลวงพ่อป่านไม่ได้บอก ท่านบอกว่าท่านไปนั่งกรรมฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง คือว่าตรงนั้นมันใกล้ป่าช้าพอมีที่เตียนอยู่นิดหนึ่ง จะแล้วขนาดไหนก็ตามตอนนั้นมีแผ่นดินชุ่มอยู่เสมอ ผืนแผ่นดินที่ชุ่มมีบริเวณประมาณสัก 4 ตารางวา ไม่กว้างนัก

ท่านบอก ท่านไปนั่งกรรมฐานอยู่ตรงนั้น ตอนดึกวันหนึ่งปรากฏว่ามีพระสงฆ์องค์หนึ่งรูปร่างเรียกว่าสวยมาก มีลักษณะดี บอกว่าลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า มายืนอยู่ข้างหน้าบอกว่า โหน่ง ที่ตรงนั้นมีพระบรมสารีริกธาตุ ใต้ที่เธอนั่งลงไปน่ะมีขันทองคำขนาดใหญ่มีน้ำเต็ม และในขันทองคำนั้นมีเรือสำเภาทองคำ แล้วก็มีมณฑปทองคำ มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในนั้น เธอควรจะสร้างวิหารทับตรงนี้เข้าไว้ ชาวบ้านเขาจะได้ไม่เดินผ่าน คือ ไม่เดินเหยียบเดินย่ำไปบนพระบรมสารีริกธาตุ

หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกกับพระองค์นั้นว่าท่านเพิ่งบวชได้ 2 พรรษา ยังไม่มีปัญญาจะสร้าง ไม่ทราบว่าใครเขาจะเชื่อถ้าบอกบุญเขา ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกโหน่ง ตอนเช้าวันพระนะ วันนั้น เป็นวันโกนตอนเช้าเธอลงศาลาแล้วบอกกับญาติโยมเขา บอกว่าเธออยากจะสร้างวิหาร เท่านี้ละจะมีคนช่วยสร้างจนเสร็จ หลวงพ่อโหน่งท่านรับฟัง แล้วก็ถอนจากกรรมฐาน ตอนเช้าเป็นวันพระ เวลาฉันข้าวท่านก็พูดกับทายกว่า อยากจะสร้างวิหารตรงนั้นตรงที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน ชาวบ้านพอเขารู้เข้าก็พร้อมใจกันช่วยกันสร้างวิหาร ภายในระยะ 1 ปี วิหารหลังนั้นก็โตนะ เดี๋ยวนี้วิหารหลังนั้นก็ยังอยู่ วิหารหลังนั้นไม่เล็ก ภายใน 1 ปีก็สร้างเสร็จ

เมื่อสร้างเสร็จแล้วท่านก็นั่งกรรมฐานในพระวิวหารนั้น พระองค์นั้นก็บอกว่าให้สร้างพระประธาน คือว่าสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้ในวิหารสักองค์ หลวงพ่อโหน่งก็บอกไม่ทราบจะไปเอาช่างที่ไหน องค์นั้นกับก็บอกว่าตอนเช้าให้ออกธุดงค์ๆ ไปที่เมืองกรุงเก่า ไปถึงหลังวัดประดู่ทรงธรรมละก็ให้ไปปักกลดตรงนั้น แล้วตอนเช้าจะมีคนมาใส่บาตร คนที่มาก่อนเพื่อน นุ่งชาวห่มขาวผมก็ขาวมีขันข้าวมาลูกเดียวไม่มีกับข้าว ถ้าคนนั้นมาละก็ให้พูดกับคนนั้นเขา เขาเป็นช่างเขาจะมาช่วยปั้นพระ หลวงพ่อโหน่งก็เชื่อ

พอตอนเข้าท่านก็ออกธุดงค์ไป จ.พระนครศรีอยุธยา สมัยนั้นเขาเรียกกันว่าเมืองกรุงเก่า เพราะว่าเป็นเมืองหลวงเก่า ไปถึงหลังวัดประดู่ทรงธรรม พอถึงตอนเช้าก็เป็นไปตามนั้น คนที่มาก่อนเพื่อเป็นคนที่นุ่งขาวห่มขาวผมขาวมีขันข้าวขันเดียวและไม่มีกับมาถึงก็มานั่งใกล้ท่าน คนอื่นมาทีหลัง หลวงพ่อโหน่งก็ปรารภเรื่องปั้นพระประธาน ตาคนนั้นก็บอกว่าแกเป็นช่างแกรับรองจะปั้นให้ ตกลงกันว่าแกจะไปปั้นให้ แต่ว่าหบวงพ่อโหน่งลืมบอกวัดลืมบอกว่าท่านอยู่วัดไหนนี่ท่านไม่ได้บอก เมื่อฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วแกก็บอกว่าแกจะตามไป ให้หลบวงพ่อโหน่งไปก่อน หลวงพ่อโหน่งก็ถอนกลดเดินกลับวัด

แต่พอมาถึงวัดแล้วก็มา นึกขั้นได้ว่า อ้าวตาย เราไม่ได้บอกกับนายช่างเขานี่ว่าเราอยู่วัดไหน แล้วก็นายช่างเขาจะมาถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้ แต่ว่าวันนั้นมันก็บายเสียแล้ว ก็คิดว่าถ้านายช่างไม่มาภายใน 3 วัน หลวงพ่อโหน่งก็จะต้องกลับไปอยุธยาใหม่ ไปปักกลดตรงนั้นอีกแหละ ไปบอกเขาว่าอยู่วัดไหน ในเมื่อพอวันรุ่งขึ้นก็ปรากฏว่านายช่างมาถึง ไม่ได้บอกวัดก็มาถูกเหมือนกัน มาถึงก็ลงมือปั้นพระ พระองค์นั้นรู้สึกว่าปั้นได้สวยมาก มองดูลักษณะน่าดู เมื่อปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ปรากฏว่าช่างหายไป หลวงพ่อโหน่งก็ตกใจว่า เอ๊ะ นี่เรามาใช้ให้เขาปั้นพระนี่ควรให้ค่าจ้างเขา นี่ค่าจ้างก็ยังไม่ทันให้ แล้วช่างก็มาหายไปเฉยๆ มาหนีไปเสีย ไม่ได้รับค่าจ้าง มันก็จะเป็นการใช้กันฟรีเกินไป

ท่านจะหาที่ไหนก็ไม่พบ ในที่สุดก็ไปใหม่ ออกธุดงค์ไปอีก ไปปักลดที่หลังวัดประดู่ทรงธรรม ทีนี้พวกชาวบ้านเขาก็มาใส่บาตรกัน แต่ปรากฏว่านายช่างไม่มา ก็ถามชาวบ้านว่ารู้จักตมช่างคนนั้นไหม ชาวบ้านเขาก็บอกว่าไม่รู้จัก เมื่อปีที่แล้วนี้ที่ฉันมาปักกลด มีคนนุ่งขาวห่มขาวมีผมยาวๆ ถือขันข้าวขันเดียวไม่มีกับ แล้วฉันให้เขาไปปั้นพระ เขาไปปั้นแล้วยังไม่ทันให้ค่าจ้างก็ปรากฏว่าเขาหายมา เข้าใจว่าเขามาบ้าน คนแถวนั้นก็เลยพากันบอกว่า คนนั้นไม่ใช่คนที่นี่ เป็นคนที่อื่น เขาเองเขาก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเป็นคนที่ไหนมา ก็เห็นเขาวันนั้นวันเดียว วันอื่นก็ไม่เคยเห็น เป็นอันว่าหลวงพ่อโหน่งไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ช่างคนนั้นเป็นใคร ตอนนี้ก็เห็นจะไม่พยากรณ์นะ แต่ว่าหลวงพ่อปานท่านบอกว่า ช่างคนนั้นไม่ใช่คน แล้วจะเป็นใครก็ตามใจซิ เขาไม่บอกวันก็ไปถูก ปั้นแล้วก็ไม่เอาสตางค์ หนีเจ้าของงานเปิดฉับ ไม่เหมือนช่างสมัยนี้นี่รับเงินไปมากกว่างาน หนีเจ้าของงาน ตาช่างคนนั้นไม่ได้รับเงินแต่ว่าหนีเจ้าของงานแปลกกันนะ แปลกกันหน่วย แปลกกันตรงนี้

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. เท่าไร ฉันก็จำไม่ได้ แต่ฉันบวชแล้ว ปรากฏว่าหลวงพ่อโหน่งตายพระที่วัดหลวงพ่อโหน่งก็มาบอกหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานติดธุระไปไม่ได้ วันที่จะเผาหลวงพ่อโหน่ง ท่านติดกำหนดยกช่อฟ้าวัดช่องลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะท่านไปสร้างศาลาไว้ที่นั่น ท่านสั่งพระไปบอกว่า ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งไม่เน่าละก็อย่างเพิ่งเผานะให้รอท่านก่อน ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งแห้งหรือว่าน่าก็จงเผาเถิด เพระเก็บศพไว้ 13 เดือนแล้ว ปรากฏว่าเวลาเขานำศพออกมามีสภาพเหมือนคนนอนหลับ เวลาท่านจะตายท่านนอนตะแคงขวา พนมมือเหมือนกันคนนอนหลับ สภาพการเน่าเหม็นอะไรก็ไม่มี สมัยนั้นไม่มีการฉีดยา แต่ทว่ากรรมการวัดส่วนใหญ่เขาพากันเผาเสีย ต่อมาหลวงพ่อปานรู้เข้าไปที่วัดนั้นฉันก็ไปด้วย ท่านเรียกกรรมการวัดบ้างพระบ้างมาเทศน์เสียเยอะ เรียกว่าเทศน์ให้ฟัง เพราะไม่รู้ค่าของความดีว่าหลวงพ่อโหน่งนี่เป็นพระอรหันต์ พวกแกนี่อยู่กับพระอรหันต์นะ ไม่รู้ค่าของความดีของพระอรหันต์ นี่ท่านอธิษฐานตัวทิ้งเข้าไว้นะ วันนั้นฉันมาไม่ได้ฉันก็สั่งแล้วว่าถ้าศพไม่เน่าไม่ควรจะเผา เขาก็ไม่เถียง ท่านพูดแล้วเขาไม่เถียง ท่านก็แพ้เขาน่ะซิ ทีนี้คุณสมบัติหลวงพ่อโหน่งมีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง หลวงพ่อปานบอกว่า เวลาใครเขานิมนต์ท่านละก็ ท่านต้องถามพระเสียก่อน เพราะว่าท่านไม่เคยเรียนนี่ เวลานิมนต์ไปเทศน์

ท่านบอกว่าต้องถามพระก่อนแล้วท่านก็จุดธูปถามพระขอท่าน ถ้าพระบอกว่าไม่ควรไป ท่านไม่ไปใครจะนิมนต์ก็ตามท่านไม่ไป แล้วปฏิปทาพิเศษของท่านมีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านเอาแม่ของท่านไปเลี้ยงไว้ โยมผู้หญิงนะ เรียกภาษาธรรมดาว่าแม่ มันชัดดีไม่แปลกไม่เปลิกหรอก เรียกแม่ก็ได้เวลาท่านบิณฑบาตมาแล้วท่านก็เอาข้าวไปให้แม่ของท่านกิน แล้วท่านก็ฉัน แบบนี้ไม่ผิดนะเคยฟังมาแล้ว เมื่อเวลาแม่กินเข้าวแล้วท่านก็เทศน์ให้แม่ของท่านฟังกันฑ์หนึ่งทุกวัน ท่านทำอย่างนี้เป็นปกติจนกระทั่งแม่ของท่านตาย เอาละ บรรดาลูหลานทั้งหลาย เป็นอันว่าวันนี้ก็ขอยุติกันเพียงเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกหลานที่น่ารักทุกคน สวัสดี

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2515 เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงหลวงพ่อปานที่ไปอยู่กับหลวงพ่อเนียม มันป้ำเป๋อไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ขอให้ทราบในตอนนี้นะว่าหลวงพ่อปานท่านอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือน ถ้าบังเอิญไปพูดว่า 1 เดือนละก็ผิดนักเวลาเลิกแล้วไปนอน ไปนึกขึ้นมาได้ว่า ฉันพูดว่าอยู่กี่เดือนก็ไม่ทราบ เอาเป็นรู้กันว่าหลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนก็แล้วกัน

การบวงสรวงก็เหมือนกัน เป็นการเชิญเทวดาทั้งหมด อาราธนาพระ แม้แต่บารมีของพระพุทธเจ้าลงมาทั้งหมด และพรหมทั้งหมด ในการบวงสรวงแบบนี้ ถ้าลูกหลานยังไม่สามารถจะเห็นบุคคลผู้มาได้ ฉะนั้น ก่อนที่จะฟังเสียงของฉัน จุดธูปจุดเทียนแล้วก็เปิดเครื่อง ได้ยินเสียงบวงสรวงหรือชุมชุมเทวดาแล้ว ก็จงคิดว่าพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ทั้งหมดที่ฉันเชิญมาเวลาบันทึกเสียงนี้ มีกี่องค์ก็ตาม พวกเธอทั้งหลายแสดงความนอบน้อมว่า ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพในทุกท่าน แล้วก็ขอทุกท่านจงสงเคราะห์ให้จิตใจของพวกเราทั้งหมดตกอยู่ในสัมมาทิฐิโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี มีธรรมใดที่ท่านเห็นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าเห็นธรรมนั้นด้วยเถิด แล้วขอให้คุ้มครองอะไรบ้างก็ว่ากันไปตามใจนึก แต่ว่าอย่าไปเกณฑ์ให้ท่านเล่นหวย เล่นการพนัน หรือไปลักไปปล้นกัน ท่านไม่เอาด้วย เท่านี้ก็เกิดความสุข ท่านจะช่วยได้ตามความสามารถ หรือที่เรียกว่าไม่เกินอำนาจของกรรม นี้ว่ากันถึงเรื่องบวงสรวงนะ ว่ามันดียังไง

นี่ฉันว่าจะพูดเรื่องอะไร ขึ้นต้นนี่ฉันก็ลืมเสียแล้ว เอายังงี้ก็แล้วกันนะ มาพูดกันถึงว่าหลวงพ่อปานนี่น่ะเป็นหมอ เป็นหมอสาธารณประโยชน์ แล้วก็อาศัยกำลังจิตเป็นสำคัญ ตอนนี้มาฟังกันเป็นเรื่องเกร็ดๆ นะ เป็นเรื่องเกร็ดความรู้ ก็อยากจะให้จบเร็วที่สุด เพราะว่าเรื่องของท่านถ้าจะเล่าให้จบจริงๆ นะ มันจบไม่ได้หรอก ฉันพูดไปก็มีเรื่องมาบอกกันทุกจังหวะแล้วเรื่องธัมมะธัมโม กฎข้อวัตรปฏิบัติก็เหมือนกัน สมเด็จท่านเตือนมาให้ตอนต้นๆ ก็สมควรแล้วนะ เห็นจะไม่ต้องเตือนกันบ่อยๆ จะได้เล่าเรื่องของหลวงพ่อปานให้มากเข้า

ตอนนี้มาว่ากันถึงหลวงพ่อปานถูกเขาทำบ้าง หมายความว่าหลวงพ่อปานนี่เป็นคนรักษาโรค 2 อย่าง โรคที่เกิดจากทางการโดยตรงอย่างหนึ่ง แล้วเกิดจากวิชาอีกอย่างหนึ่งนี่มาย้อนรอยถอยหลังสมัยที่ฉันเป็นนาคอยู่ที่วัด ตอนนี้ฉันเป็นนาคบ้างนา ตอนก่อนเล่าเรื่องหลวงพ่อปานเป็นนาค คำว่า “นาคะ” นี่ เขาแปลว่าผู้ประเสริฐ ประเสริฐตรงไหน ประเสริฐตรงที่ละกามคุณเข้าวัด เอาจิตตั้งไว้ในด้านเนกขัมมบารมี อันนี้นาคแท้นะ แต่เข้านาคจอมปลอมน่ะไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เวลาไปเป็นนาค คือไปอยู่วัดเตรียมการจะบวช ยังมีอารมณ์ไปติดพันผู้หญิงนี่ใช้ไม่ได้นะ ใช้ไม่ได้ เขาต้องหัดกันตั้งแร่ยังเป็นนาคคืออยู่วัด เอาละ ตอนนี้ทิ้งไว้ ถ้าขืนพูดละมันจบยาก

ตอนนั้นฉันกำลังอยู่วัด ใกล้จะบวช ก็มีเด็กสาวๆ คนหนึ่งอยู่บ้านสามกอบ้านสามกอนี่เป็นตำบลบ้านแพน ใกล้ๆ กับอำเภอเสนาคือชิดกับอำเภอ เด็กสาวคนนี้อายุราว 15-16 รูปร่างรู้สึกจะไปวัดไปวากับเขาได้ดี รูปร่างอวบๆ ขาว เนื้อเต็ม ส่วนสัดต่างๆ ก็เกือบจะประกวดได้เลย ถ้าบังเอิญนะ บังเอิญเขาประกวดนางงามกันขึ้น เด็กคนนี้ก็อาจจะประกวดได้ หรือว่ามีสิทธิ์เข้าประกวด แต่ว่าจะได้เป็นนางงามหรือไม่ได้เป็นก็เป็นเรื่องของกรรมการ ในสายตาของฉันถือว่าเป็นเด็กสวยคนหนึ่ง เป็นสายรุ่นๆ แต่ทว่าตอนบ่ายที่เขานำมาหาหลวงพ่อปาน ต้องหามขึ้นมา เดินไม่ได้ เป็นไข้ขนาดหนัก พอหามขึ้นมาวาง หลวงพ่อปานก็บอกว่าไม่ต้องลอง ไม่ต้องใช้หมากลอง นี่ถูกเขาทำมาแล้วนี่ เออ

อีหนูนี่หน้าตามันไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลยนะ ท่านว่ายังงั้น มันเป็นคนสวยก็มีคนรักมาก แล้วคนรักก็รักแบบดีก็มี รักแบบทุจริตก็มีนี่คนรักเขาอยากได้มัน แต่มันก็ไม่ตามใจเขา เขาก็เลยแกล้ง กระทำเอ็ง จะทำให้ตาย เพราะปรากฏว่าเจ้าเด็กคนนี้มันไปรักเด็กชายคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่คนนั้น ในเมื่องเขาไม่มีความหวัง เขาก็เลยคิดว่าในเมื่อเขาไม่ได้ คนอื่นก็จงอย่าได้ ให้มันตายไปเสีย จะได้ไม่มีใครได้ไว้เป็นสมบัติ เขาไปจ้างลาวทำ หลวงพ่อปานท่านบอกเสร็จว่าคนทำนี่นะเป็นลาว เขาจ้าง 200 บาท นี่ท่านรู้เอาตามชอบใจ พอเขาเอาคนไข้มาวางท่านก็พูดเลย ไม่เห็นท่านตั้งท่าหลับตาอะไรนี่ หลับตาปี๋นี่ชาวบ้านติดกันนัก เวลาไปถามพระถามเจ้าที่ท่านพอจะรู้ มีสมาธิพอสมควร พอจะรู้อะไร ได้บ้าง พอท่านบอกไปเฉยๆ โดยไม่หลับตา ก็บอกว่าไม่เห็นหลับตาเลย อีกอักอะไรก็พูดส่ง ไม่เห็นหลับตาสักนิดหนึ่ง

นี่ชาวบ้านน่ะเป็นคนติดการหลับตาแบบนี้ไปโดนหลอกเข้า พระประเภทชอบหลับตาโกหก พ่อก็เลยบอกเอา ทีนี้เห็นเขานั่งหลับตาปี๋ ทำตายิบๆๆๆ ก็รู้สึกว่าพระองค์นี้เคร่งครัดมัธยัสถ์ อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ นี่ควรเข้าใจเป็นอย่างนั้นนา แต่ความจริงน่ะเละ ประเภทหลับตาอวดชาวบ้านนี่น่ะเละ ไม่ได้ความ เพราะแม้แต่สะเก็ดแห่งความดีของพระศาสนาก็ยังเข้าไไม่ถึง จะไปเอาอะไรท่าน พระโสดา สกิทาคา อนาคา หรือพระอรหันต์ ไม่ได้เรื่องหรอก ไปดูคำสั่งของพระพุทธเจ้าให้ดี ในอุทุมพริกสูตร พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ ถ้าฉันจำไม่ผิดก็ว่าอยู่เล่ม 12 หากว่าฉันจำผิดก็แล้วไปนะ ไอ้เล่มๆ นี่ฉันก็ไม่ค่อยได้จำเหมือนกัน จะเป็นเล่มที่ 11 หรือเล่มที่ 12 ก็ไม่แน่นัก ฉันดูมันผ่านมา 30 กว่าปีแล้วนี่ ฉันไม่ได้ดูอีก เล่าเรื่องนี้ต่อไป

ในเมื่อเขาเอาคนไข้มาวาง ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ประเดี๋ยวก็หาย ท่านพูดเฉยๆ แล้วก็หัวเราะกั๊กๆๆๆ บอกว่า เอ้อ ไม่เป็นไรหรอกลูกเอ๊ย ท่านบอกกะพ่อแม่ของเด็ก ถ้ามันเป็นใหม่ๆ ยังงี้มาหาพ่อละก็ไม่เกิน 20 นาทีหรอก หายแน่ หมอขั้นสำคัญ ประเดี๋ยวก็มีพระบัญชาแล้ว เจ้าลิงดำเอ๊ย เสียก้องขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ไม่ไกลท่านนักหรอก นั่งอยู่ไกลประมาณสัก 6-7 วา ลิงดำเอ๊ย เอ็งไปรดน้ำมนต์ให้ข้าที อ้าว! นี่ฉันไม่ได้เป็นหมอกับเขาสักนิดหนึ่งเรียนอะไรก็ไม่ได้เรียนตามนั้น ท่านก็บอกให้โปรดน้ำมนต์ ก็เลยเข้าไปกราบๆ ท่าน ถามว่ารดแล้วว่าอะไรบ้างขอรับ ท่านก็บอกว่าแกมีหน้าที่รดอย่างเดียว ไม่ต้องว่าอะไรหมด น้ำในตุ่มน่ะรดลงไปขนกว่าฉันจะบอกเลิก เอาละซิ นี่มันก็ดีเหมือนกัน หมอรดนี่ ไม่ใช่หมอว่า ไม่ใช่หมอเป่า

เขาก็เอาเด็กคนนั้นไปนั่งพื้นข้างล่างต่ำลงไป ฉันยืนรดอยู่ข้างบน รดน้ำหมดไปประมาณ 2 ปีบ พอถูกน้ำรดทีแรกรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดิ้นบอกไม่ถูก โอ๊ย แกดิ้นใหญ่ ดิ้นไปดิ้นมา ดิ้นมาดิ้นไป น้ำหมดไปประมาณ 2 ปีบนี่แหละ แกฉีกเสื้อของแกออกหมด เหลือแต่ตัวล่อนจ้อน แต่ว่าเดชะบุญนะ ถ้าแกดันฉีกผ้านุ่งแกออกหมดอีก บางทีน่ะหมอขันหล่นมือไม่รู้ตัวเชียวนะ นี่ดีว่าแกฉีกแต่เสื้อ แต่ถึงกระนั้นก็ดี หมอก็ใจเต้นตึ้กๆๆๆ ตอนนั้น หมอก็ยังเป็นกระทิงเปลี่ยวอยู่นาแล้วคิดว่าถ้าไม่ได้เป็นนาคอยู่วัด เจอะแบบนี้เข้าก็น่ากลับจะรบกัน น่ากลัวจะต้องประกาศสงครามกันแน่

เวลานั้นจิตใจไม่เป็นอะไรหรอก เห็นว่าแกเป็นคนไข้ เห็นว่าแกมีทุกข์ ในจิตใจก็คิดอย่างเดียว อาราธนาในจิต ถึงบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงพระพุทธเจ้าหรือพระองค์ยิ้มของฉัน เวลาฉันไปหยิบขันฉันก็นึกถึงท่าน ท่านก็มายืนอยู่ข้างๆ ท่านก็ยิ้มแล้วสั่งว่า รดลงไปเถอะลูก ประเดี๋ยวจะปรากฏเหตุอัศจรรย์ ท่านปานน่ะเป็นคนดี เป็นพระดีนะ ท่านปานนี่น่ะเป็นพระเต็มตัว คุณรับฟังคำสั่งของท่านแล้วปฏิบัติเถอะ ไม่ผิด ท่านปานนี่มีที่ปรึกษาใหญ่ เวลาท่านปานสงสัยอะไรก็ปรึกษาพระ ปรึกษาพรหม ปรึกษาเทวดาเสมอนี่

ตอนที่รดน้ำมนต์ฉันก็นึกถึงหลวงพ่อองค์ยิ้มของฉัน เห็นท่านบอกว่ายังงั้น ฉันก็ดีใจ ฉันก็รดไปเด็กก็ดิ้นไปใหญ่ ผลที่สุดเสื้อเธอก็ขาดหมด เสื้อขาดหมดนี่ คนมันสวยอยู่แล้วนา มันก็ชักจะยังไงๆ อยู่นา แล้วเจ้าคนรดนี่ก็เป็นคนหนุ่มอยู่เสียด้วย แต่เปล่า อย่าเข้าใจผิด ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร สงสารอย่างเดียว ตั้งใจสงเคราะห์อย่างเดียว คนยืนดูกันหมายสิบคน เรียกว่าคนทั้งหมดพระทั้งหมด เห็นแกดิ้นบอกไม่ถูกแบบนั้นก็มายืนดูกัน เมื่อเสื้อแกขาดแล้วก็ฟุบลงไป ตอนเสื้อขาดนี่แกนอนดิ้น แกฉีกเสื้อขาดหมด เห็นแล้วว่ามีแต่เนื้อ เนื้อกะหนัง อย่างอื่นเขาเรียกอะไรกันบ้างฉันไม่รู้หรอก มันก็ไอ้แค่เนื้อแค่หนังนั่นแหละ จะสมมติปุ่มโน้นเป็นยังงั้น ตรงนี้เป็นยังงั้น มันก็แค่เนื้อแค่หนัง มันไม่มีความสำคัญอะไร มันผุมันพังหมด พอเห็นแกไม่มีเสื้อแล้ว แกก็พลิกคว่ำ ที่นั่นมันไม่มีอะไร

หลวงพ่อปานก็สั่งให้รดใหญ่ ไอ้ลิงดำเอ๊ย รดหนักเข้า รดหนักเข้า ท่านก็นั่งคุยอยู่ ไม่เห็นท่านว่าอะไร ไม่เห็นไปว่าคาถาหมุบหมิบๆ อะไร คุยไอ้อยู่ข้างหลังนั่นแหละ คุยกะแขก เห็นฉันรดท่านก็สั่งเอ้ารดหนักเข้าลูก รดหนักเข้า เราเป็นต่อแล้ว แล้วก็หัวไปคุยกับแขก ไม่เห็นว่าคาถาสักนิด แปลก ดูแล้วก็แปลก ฉันรดไปประมาณดูน้ำหมดอีก 1 ปีบ เด็กคนนั้นก็หยุดดิ้น พอหยุดดิ้นเธอก็ลุกขึ้นเรียกโงหัวขึ้นมา ปรากฏว่ามีมีดโต้เล่มหนึ่งมีดโต้ขนาดใหญ่ ผูกสายตราสัง 3 เปลาะอย่างกับผูกผี หล่นเป๊งลงมาจากหน้าอกของเธอ นี่เป็นเรื่องแปลกมาก ก็เวลาที่เธอดิ้นน่ะ เธอฉีกเสื้อออกหมดแล้วนี่ ก็เห็นหนังเท่านั้นแหละไม่มีอะไรเนื้อนี่ก็มองไม่เห็น ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด บอกว่าอัศจรรย์ แล้วเขาก็หยิบมีดมาให้หลวงพ่อปานตอนนี้เธอก็หมดทุกขเวทนา รู้สึกว่าอายจัด รีบคว้าผ้าขาวม้าพ่อมาปิดอก แน่ะแปลก ตอนนี้อายแฮะ เอามาปิดเนื้อที่อก เอ้อ ไอ้เนื้อที่อื่นไม่อาย ไปอายเนื่องที่อก แปลกจริงๆ คน ไม่น่าเลยแปลก

ฉันรู้สึกว่าแปลก ไปอายเอาเนื้อที่เขาต้องการ เนื้อนั่นน่าจะโชว์กันนะ แต่โชว์นานๆ ก็ไม่มีราคาเหมือนกัน เพราะตาคนเรามีสภาพเหมือนงู ถ้าของอะไรที่เขาปกปิดอยู่มันก็อยากดูเขาเปิดแล้ว เปล๊า ไม่อยากดูหรอก เดินหลีกไป นี่เป็นยังงั้น นี่ฉันก็ว่าเรื่องไป ไอ้ฉันน่ะไม่ได้เรื่องแล้ว ไม่ได้ความแล้ว ถูกตอนเสียตั้งแต่บวชพรรษาแรก หมดเรื่องกันไป สบายเรื่องนี้สบายไม่ยุ่ง พอเขาเอามีดไปให้หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็บอกว่านี่เขาทำมา เขาเสกมีดเข้าอกแล้วท่านก็เสกมงคลให้ แล้วก็เอาผ้ายันต์ทอ เสกยันต์ทอผูกในมงคลแล้วก็คล้องคอให้อีหนูคนนั้นบอกว่า

อีหนูเอ็งกลับไปบ้านละก็เอ็งอย่าถอดมงคลนะลูกนะ เขายังจะเล่นงานเอ็งต่อไป คำว่าเล่นงานนี้ แหมฟังแล้วจะตีความหมายกันมาก ฟังกันเพียงเหมาะๆ นะ ตีความหมายในคำพูดกันเพียงเหมาะๆ นี่ฉันพูดอย่างพระ อย่าตีความหมายอย่างชาวบ้าน มักจะลึกซึ้งเกินไป แล้วหลวงพ่อปานท่านก็สั่งให้กลับ ความจริงรักษากันเดี๋ยวเดียวจริงๆ นี่คนขนาดหามมานา พอเขาไปแล้วหลวงพ่อปานก็บอกว่า ลิงดำเอ๊ย เอ็งเข้าใจไหมลูก มีเล่มนี้เอาทำยังไง ตอบว่ากระผมไม่เข้าใจขอรับหลวงพ่อ ก็มีดนี่มันเป็นเหล็ก มันเอาเข้ามาในอกคนได้ยังไง

ท่านก็เลยบอกว่าประเดี๋ยวพ่อจะทำให้ดู คนเยอะ คนที่มีดูน่ะยังไม่ไป คนไข้ที่ว่าจะไปก็ไปไม่หมด หมายความว่าเด็กคนนั้นน่ะลงเรือไปแล้ว แต่ญาติของเด็กมาด้วยกันหลายลำนี่ มาเรือ ยังไปไม่หมดท่านบอกว่าพ่อจะทำให้ดู วิธีที่เขาจะเอาข้าคนเขาทำอย่างนี้ ท่านก็เอามีดวางข้างหน้า หมอบางคนเขาเอาใบตอบรอง แต่นี่ไม่เห็นท่านรองท่านเริงอะไร ท่านเอามีดวางข้างหน้า ท่านก็บอกว่าลิงดำเอ็งไปหาไม้ลำที่มีปล้องตันๆ มาให้พ่อลำหนึ่ง ไม่ต้องยาวหรอก เขาเรียกว่าขังข้อคือข้อหัวข้อท้ายมันไม่เปิด มันก็หาไม่ยาก ใกล้ๆ ที่ท่านนั่งมันมีอยู่ฉันก็ไปหยิบมา แล้วท่าน ก็ให้ไปวางไว้ พอวางไว้แล้วท่านก็บอกว่าคอยดูนะ พ่อจะเอามีดนี่นะเข้าไปใกล้ลำไม้ เราก็ดูแล้วไม่เห็นมันเป็นรูที่ไหน มันจะเข้ายังไง ไม้ลำนั้นก็รู้สึกว่ามีความกว้างของลำไม้ไม่เท่ากับมีดโต้ แต่ท่านก็ทำให้ดู

ทุกคนตั้งใจดู ท่านบอก ทุกคนตั้งใจดูนะ แล้วก็เอานิ้วจี้ลงไปข้างมีดไม่เห็นว่าไง ปากก็ไม่หมุบหมิบ สักไม่ถึง 3 นาทีเป็นอย่างช้า นี่ฉันนึกไม่ออกนะว่าเป็นกี่นาทีนะตอนนี้ถ้าเสียงหมามันเข้ามาละก็ทราบด้วยนะว่าวัดฉันน่ะหมาเยอะ ฉันนี่น่ะเผ่าเดียวกับหลวงพ่อเนียมนะ เลี้ยงหมาเยอะ แล้วก็หมาที่เลี้ยงนี่ก็ให้อาหารมันกินเอง ซื้ออาหารให้มา 2-3 ปี

ต่อมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา นนทา อนันตวงษ์ อุทัยธานี เขารับภาระซื้อข้าวสาร ซื้อกับซื้อขนมให้หมากินแทน ตอนนี้เบาใจไป การเลี้ยงหมานี่ป้องกันนรกได้ดีเหมือนกัน เพราะเป็นเมตตาบารมี เราเลี้ยง เราก็เลี้ยงเพื่อไม่หวังผลตอบแทน ไม่เคยจะใช้มันตักน้ำ ถูบ้าน ใช้อะไรไม่เคย อย่างนี้ชื่อว่าเลี้ยงโดยการสงเคราะห์ อย่างนี้เป็นการป้องกันนรกได้ดี นี่คนเลี้ยงหมาแบบนี้ละก็ จำไว้นะ คนเลี้ยงหมาแบบปล่อยแบบนี้ได้บุญขนาดไหนลุงพุณิ แน่ะลงแกมานั่งนานแล้ว พูดตอนนี้ก็ยิ้ม เลยลืมถามแก ลุง ถามจริงๆ นะ คนเลี้ยงหมานี่น่ะ อ๋อ แกรีบบอกมาเลยบอกว่าล้างบาปไม่ได้

จำไว้นะ ฉันพูดมันก็ป้ำๆ เอ๋อๆ เหมือนกัน บอกว่ากันนรกได้จะกลายเป็นล้างบาป แกบอกว่าเรื่องบาปเรื่องความชขั่วนี่ล้างไม่ได้นะ แต่ว่าอานิสงส์ของหมาด้วยการเลี้ยงปล่อย หมายความว่าเลี้ยงไม่หวังผลตอบแทน ลุงไปทางไหน แกบอกว่ามันหลายทาง ความจริงนี่มันจะไม่เหมือนกับที่ฉันเทศน์เสียแล้วละ ฉันเคยเทศน์ว่าเลี้ยงหมานี่ได้ผลขั้นกามาวจรสวรรค์สามารถจะไปเกิดเป็นเทวดาได้ ลุงพุฒิแกตอบไม่เหมือนกันเสียแล้ว ลุงว่ามาซิ อ๋อ ยังงั้นหรือบอกว่าถ้าเลี้ยงหมาด้วยการสงเคราะห์ใช่ไหมล่ะ สงเคราะห์ให้หมามีความสุข อย่างนี้เป็นผลแห่งกามาวจรสวรรค์ งั้นนะลุงนะ ดาวดึงส์เลยหรือ บอกว่าถึงดาวดึงส์เลย นี่ฟังแกพูดนา แล้วฉันเทศน์น่ะมันเห็นจะผิด ผิดไหมลุง บอกว่าไม่ผิด แต่อธิบายไม่ครบ อ้อ แหมดีจริงๆ อย่างนี้ดีจริง

แล้วขั้นที่สองเล่าลุง การเลี้ยงหมาถ้าใจจดจ่ออยู่กับการให้ทานหมา หมายความว่าการให้ทานนี่น่ะมีจิตห่วงใยมากยังงั้นรึ ใช่ อ๋อ แกบอกว่าใช่ ไปไหนก็ห่วงกลัวจะอด นอนก็คิดว่าพรุ่งนี้หมาจะกินอะไร จะมีกับข้าวอะไรให้หมากิน พยายามหามาให้สิ่งที่มันต้องการที่เรียกว่าพอจะกินได้ หรือว่าขนมพวกนี้หมาจะมีกินไหม ตั้งใจอยู่อย่างนี้เป็นปกติก่อนหลับหรือว่าปกติก็คิดเป็นห่วงอยู่ แกบอกว่าเป็นทานานุสสติกรรมฐาน คือ เป็นทานานุสสติกรรมฐานยังงั้นใช่ไหมลุง แกบอกว่าใช่ อันนี้ฉันไม่ได้เคยคิดเลยนะลูกหลาน ตอนนี้ฉันไม่เคยคิด หรือไม่เคยเทศน์มาเลยนะ แกยิ้ม แกบอกจะเทศน์ยังไงล่ะ ก็คนมันโง่บัดซบ นี่แกว่ายังงั้น แกบอกว่าโง่บัดซบแล้วจะเทศน์ยังไง ก็เทศน์ไปเพียงแค่กามาวจรสวรรค์ อ่านหนังสือมายังงั้น แกบอกว่าจิตถ้าจับอยู่อย่างนี้เป็นอารมณ์เขาเรียกว่าอารมณ์ฌาน แล้วก็อารมณ์ฌานนี่น่ะเวลาใกล้จะตายถ้าจิตห่วงใยอยู่กับแมวหมาที่เราเลี้ยงไว้ คิดหวังจะให้ทันอยู่เป็นฌานตายไปเป็นพรหม ถ้าเวลาตายไม่คิด เวลาตายไปแล้วก็ไปเกิดบนกามาวจรสวรรค์ แล้วบุญอันนั้นบันดาลให้เกิดเป็นพรหมได้ เมื่อหมดอายุในสวรค์แล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม

จำไว้ให้ดีนะลูกหลานนะ ฉันไม่เคยเทศน์แบบนี้เลยนะ ฉันไม่เคยเทศน์ ลุงแกยิ้มใหญ่แล้วแกบอกต่อไปว่าคนเลี้ยงหมานี้น่ะไปนิพพานได้ เพราะว่าเอาหมาเป็นวิปัสสาญาณ เอาอาหารเป็นวิปัสสนาญาณ ถาม ทำไงล่ะลุง วันนี้มีประโยชน์มากจำให้ดีนะ นี่คนรู้เข้าจริงๆ อย่างลุงพุฒินี่แกเป็นพรหม ลุงพุฒิเป็นพรหมแล้วเป็นอนาคามีพรหมด้วย จะบอกไว้ให้เสียก็ได้ แล้วลุงพุฒิน่ะไม่มีโอกาสจะมาเกิดเป็นมนุษย์ จะนิพพานต่อไป นี่แกใกล้นิพพานเต็มทีแล้วใช่ไหมลุง แกบอกว่ใช่ พอสิ้นศาสนานี้แล้วประมาณ 50 ปี 50 ปีนรกหรือว่า 50 ปีมนุษย์ ลุง 50 ปีมนุษย์หรือไปนิพพาน เวลานี้อยู่โต๋งเต๋งเล่นโก้ๆ ยังงั้นนะ เอาละ จำไว้นะว่าลุงพุฒิแกจะไปนิพพาน

เอ้าลุงว่าต่อไปซิ วิธีที่เอาขนมเป็นวิปัสสนาญาณทำยังไง คืออาหารหรือขนมที่ให้สัตว์ แกว่ายังงั้น เป็นวิปัสสนาญาณ เราซื้อมามันก็กินหมดไปน่ะซิ กินหมดไปนี่มันเป็นอนัตตานี่ ซื้อมามากมันค่อยๆ ยุบไปทีละน้อยๆ มันเป็นอนิจจัง กินหมดไปเป็นอนัตตา นี่อีกอย่างหนึ่งนะ แล้วก็หมาที่มันกินของๆเรานี่น่ะ มันก็มีชีวิตอยู่ไม่ตลอด ในที่สุดมันก็ตาย นี่แสดงว่าถึงแม้เราจะเลี้ยงมันยังไงก็ตามสภาพความเที่ยงมันไม่มี แล้วเวลาที่มันอยู่มันหิวมันกระหายมันร้อนมันเย็นมันหนาวมันก็มีความทุกข์ก็เป็นทุกขัง แล้วเวลามันตายก็เป็นอนัตตา เราไม่อยากให้มันตายมันก็ตาย ท่านเคยเอายารักษาหมาใช่ไหม บอกว่าใช่ แล้วเวลามันจะตายรักษารอดไหม พุทโธ่ ลุง ก็ฉันจะตายเองฉันยังรักษาไม่รอด หมาฉันจะตายฉันจะรักษารอดยังไง แกก็เลยบอกว่านั่นแหละมันเป็นอนัตตา

คำว่าอนัตตาหรือกฎธรรมดานี่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 3 ประการนี่ ไม่มีใครบังคับได้ มันเป็นกฎตายตัวนี่ ถ้าอารมณ์จิตคิดอย่างนี้ว่าหมาเราเลี้ยงแล้วมันก็ตาย เราจะต้องตายอย่างนี้ เวลาหมามีชีวิตอยู่ มันก็จะต้องมีความทุกข์ ต้องการอาหาร ต้องการความสบาย เราได้เกิดอีกเราก็มีทุกข์อย่างนี้ ในที่สุดก็ต้องตายอย่างนี้ เราก็เบื่อความตายมันเสียเบื่อความเกิดมันเสีย เราไม่ต้องการมัน ขึ้นชื่อว่าความเกิด ไม่ว่ามันจะเป็นคนก็ตามสัตว์ก็ตามเราไม่ต้องการ เราไม่เอาทั้งหมด คิดแค่นี้เราก็ไปนิพพาน เท่านี้น่ะหรือลุง แกบอกว่าเท่านี้แหละไม่ต้องมาก ถ้ายังงั้นก็ต้องตั้งสรณะใหม่กระมังลุง เราว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ขอให้ถึงซึ่งพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ทีนี้ก็ต้องมาตั้งกันใหม่ว่า ติรฉานัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงหมาเป็นที่พึ่ง เป็นยังไง แกก็หัวเราะ แกบอกว่าไม่ถูก อย่งนี้มันเป็นธัมมัง สรณัง คัจฉามิ เออ นี่นักเทศน์ฟังไว้นะ ที่ฟังนี่คุณสุรินทร์ เจ้าอาวาสวัดสุขุมาราม มีส่วนจะได้ฟังอยู่ด้วย ยังหนุ่มอยู่นะ ถ้าใครเขามาถามละก็จำไว้ให้ดี นี่เป็นปัญญาของลุงพุฒิ บอกว่าการตายของหมานี่ไม่ใช่เอาหมาเป็นที่พึ่ง เอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง

หมายความว่าเราให้ทานตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และแกก็บอกว่าการที่เราจะรู้พระธรรมได้ก็เพราะพระพุทธเจ้านำมา ก็เป็นพุทธัง สรณัง คัจฉามิ คือถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ตานี้เราไม่สามารถพบพระพุทธเจ้าได้ด้วยตนเอง เรารับฟังเรารู้มาจากพระสงฆ์ ก็เป็นสังฆัง สรณัง คัจฉามิ ถึงซึ่งพระสงฆ์เป็นที่พี่ง เอ๊ะ ก็แปลว่าไตรสรณาคมณ์ซิลุง แกก็ตอบว่าใช่ จะทำอะไรก็ตามมันก็แค่ไตรสรณาคมณ์เท่านั้นแหละ ว่าถึงพระไตรสรณาคมณ์ คือถึงที่พึ่งทั้ง 3 คำว่าไตรสรณาคมณ์แปลว่าที่พึ่ง 3 อย่าง มีแค่นี้นะลุงนะ แกบอกไม่เลยนี้หรอก พูดกันไปเถอะร้อยแปดพันเก้าก็ไม่พ้น 3 อย่างนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 16:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานไหว้ศพ

ตานี้เอาตอนต่อไป ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนหลวงพ่อปานไหว้ศพ นี่ลูกหลานทั้งหลายน่ะ ก็เคยฟังมาแล้วนา เล่าให้ฟัง แต่ว่ามันเล่าแล้วก็หายไปนี่ คราวนี้มาเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อปานไหว้ศพ ประเพณีของหลวงพ่อปาน แต่ความจริงท่านไม่ได้ทำเป็นประเพณี ท่านทำด้วยจิตเลื่อมใส คำว่าประเพณีกับคำว่าเลื่อมใสมันไม่เหมือนกันนะ ลูกหลานฟังให้ดีนะ ตานี้ว่ากันถึงการไหว้ศพ ไม่ว่าศพอะไรทั้งหมด จะเป็นศพเด็กศพผู้ใหญ่ ศพผู้หญิงศพผู้ชายก็ตาม เวลาเขานำมาที่วัดหลวงพ่อปานท่านก็คว้าธูปคว้าเทียน ถ้าเขามาตั้งเรียบร้อยแล้ว หยิบธูปหยิบเทียน ห่มจีวรคลุมผ้าสังฆาฏิว่ากันเต็มยศแล้วท่านก็ไปไหว้ศพ พวกพระทั้งหมดสมัยนั้นนะ พระสมัยนั้นกับพระสมัยนี้ไม่ค่อยเหมือนกัน ฉันดูพระสมัยนี้มันตื้อๆ เหมือนเรือเกลือยังไงไม่รู้ พระผู้หลักผู้ใหญ่พระหัวหน้าจะทำอะไรไม่ค่อยดู บางทีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่พระวัดไหนเขาดีบ้างฉันก็ไม่ทราบ เดี๋ยวนี้มันเห็นครูบาอาจารย์เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ เห็นคนแก่คนเฒ่า พระเก่าพระแก่ทำก็เฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ว่าระบบของที่นั่นเขาคอยดูกัน มีพระคอยจ้องหน้าคอยจ้องดู ก็มีพวกฉันแหละ ไอ้ลิง 3 ตัวนี่ ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงเล็ก เพราะเป็นลิงหน้าพลับพลาประจำคอยสังเกตหลวงพ่อปาน ว่าหลวงพ่อปานจะขยับเขยื้อนอะไรก็ให้จังหวะแก่เพื่อน

บรรดาเพื่อนพระทั้งหลายก็พร้อมพรึ่บพรั่บทันที นี่เขาเตรียมกันไว้ยังงี้นา เขาไม่ได้คอยให้ครูบาอาจารย์มาตะโกนโวยๆ พระสมัยนิวเคลียร์นี่ไม่เป็นเรื่อง เป็นเหยื่อลุงพุฒิหมด ไม่หมดก็เหลือน้อยเต็มที หรือว่าไงลุง ฮึ แกบอกว่าบวชน้อยๆ น่ะ บวชทันสมัยน่ะทุกรายแหละ บวชแบบทันสมัยนี่ทุกราย ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควาย บวชกินเลี้ยงทุกราย ถ้าไม่ทำความดีรีบหนีละก็เสร็จ ลงอเวจีเป็นแถว ฟังให้ดี เวลาพระพุทธเจ้าท่านบวช ท่านไม่ได้มีแห่นะ เวลาที่ใครไปบวชกับท่านก็ไม่มีพิธีรีตองมาก ท่านเรียกเอหิภิกขุอุปสัมปทา ว่าเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้แหละ เอหิภิกขุนะ เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ ต่อมาให้ถึงติสรณาคม ก็ให้ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง ก็เป็นอันบวช

ต่อมาให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้มีพระคู่สวด พระอันดับ ก็ไม่มีแห่อะไร ไม่ต้องทำพิธีมาก ที่ทำกันมากน่ะนอกเรื่องนอกราว ไม่เกี่ยวกับพระศาสนา ทำเลี้ยงต้องเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ บาปมันมากกว่าบุญจะไปสวรรค์กันได้ยังไง พวกแบบนี้เขาเรียกว่าลงทุนซื้อนรก เวลาบวชเข้าไปแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติหรอกนะ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขาไม่เอา ไปคุยกันถึงเรื่องสาวบ้านนี้ จะทำงานบ้านโน้น จะหาลาภอย่างนี้ จะร่ำรวยอย่างนั้น อยากจะได้ยศแบบนี้ ยศขั้นนั้นหมดไป นรกหมดไม่มีเหลือ บวชแล้วไม่ได้เป็นพระหรอก เป็นพระแต่หัวกับผ้าเหลือง ใจไม่ได้เป็นพระ พระที่เขาบวชต้องถือ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา หรือว่าคำขอบรรพชาแบบธรรมยุตขึ้นต้นก็ขอพระนิพพานเลย เป็นอันว่า จิตเราจะบวชเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว บวชเข้าไปแล้วก็เริ่มปลดอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นฆราวาสทั้งหมดเริ่มปลดลงไป ปลดมันขาดไม่ได้ก็ยับยั้งไว้ชั่วขณะก็ยังดี อย่างนี้เรียกว่าบวชเล็ก ถ้าปลดได้เลยเป็นบวชใหญ่ ถ้าบวชสะสมทรัพย์ บวชปรารถนายศฐาบรรดาศักดิ์ เสร็จแล้วก็เมายศด้วย

ลุงพุฒิว่าไง แกบอกว่าตอบแล้วนี่ เมื่อวาน เสร็จทุกราย ที่ใครได้ยศแล้วไม่เมายศ มีลาภแล้วไม่เมาลาภยังดี ได้ยศแล้วเอายศวางเสีย เวลาใช้ค่อยใช้กัน ไม่ถึงเวลาใช้ก็วางเก็บไว้ก่อน มีลาภสักการก็ทำเป็นสาธารณประโยชน์ แล้วก็เลี้ยงตัวพอสมควร เหลือก็เอาไปทำในส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในเมื่อมีศพทุกศพ หลวงพ่อปานท่านถือดอกไม้ธูปเทียน พาดสังฆาฏิ ทำกันเต็มยศ ท่านไม่ชวนใคร ไม่ตีระฆัง ท่านก็ลงไปศาลาไหว้ศพ พระทั้งหมดพอศพมาก็ต้องเตรียมผ้าสังฆาฏิเหมือนกัน ไม่ต้องบอกกัน เห็นหลวงพ่อปานลุกจากหน้ากุฏิ กุฏิท่านอยู่ลึกเข้าไป ศาลาอยู่อีกด้านหนึ่ง มายืนจุกกันอยู่ทางปากทางหมด พอหลวงพ่อปานเดินออกหน้า ต่างคนต่างเดินเรียงกันตามลำดับอาวุโส ไม่ใช่ตามลำดับยศ ไอ้ยศน่ะพระศาสนาเขาไม่ใช้หรอก ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า

ในศาสนานี้ถืออาวุโสเป็นสำคัญ ยศไม่เกี่ยว เป็นเรื่องข้างนอก ยศเป็นโลกธรรม ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงยกย่อง ไม่ใช้ ผิด เมื่อเดินกันตามลำดับอาวุโสไปถึงหน้าศพ หลวงพ่อปานก็จุดธูปเทียน พวกพระก็จุดบ้าง หลวงพ่อปานกราบ พระก็กราบบ้าง กราบแล้วท่านนั่งเฉย ประเดี๋ยวพระก็นั่งบ้าง เวลาท่านลุกกลับก็กลับบ้าง คนอื่นเขานึกยังไงฉันไม่รู้ สำหรับตัวฉันไม่รู้หรอก เห็นท่านกราบก็กราบ เห็นท่านนั่งก็นั่ง เห็นท่านกลับก็กลับ อย่างนี้เรียกว่าขี้ตามช้าง กราบแบบนี้ประมาณ 10 ศพ คราวหนึ่งยายฟูแกตาย ยายฟูนี่นะเป็นคนที่มาทำงานวัดทุกวัน มาดายหญ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง อะไรบ้าง ตอนเย็นแกก็กลับ รู้สึกว่าตอนแก่นี้แกไม่เอางานบ้านเลย แกสนใจอยู่กับวัด เป็นคนรับใช้หลวงพ่อปาน ทำอาหารการบริโภค ทำครัว ถูกุฏิ กวาดวัด มีเรื่องตักน้ำตักท่าจิปาถะ ยายฟูนี่เอาทุกอย่าง แต่ว่าฉันเห็นว่าแกแก่แล้ว ฉันก็ไปช่วยแก ถ้าเวลาแกตักน้ำฉันก็คว้าหาบไปช่วยแก บอกแกว่าน้าฟูไม่ต้องทำ น้าฟูแก่แล้ว ทำตรงนี้ ทำตรงเบาๆ ตรงหนักๆ นี่ฉันทำแทน สงสารแก

ตอนนั้นเห็นแกมีน้ำใจดี แล้วหลวงพ่อปานก็เรียกยายฟู ว่า อีฟู จะธุระอะไรก็อีฟูเอ๊ย ฟูเอ๊ย มาหาหลวงน้าหน่อยวะ นี่ท่านเรียกอีฟู แต่ฉันเรียกน้าฟู พอยายฟูตาย เขานำศพยายฟูจากบ้านมาขึ้นศาลา หลวงพ่อปานก็พาดสังฆาฏิอีกแล้ว ไม่ต้องห่วงละ กี่ร้อยศพก็ทำแบบนี้ แบบนั้นตอนที่ฉันเป็นหัวหน้าพระ ฉันก็ทำตามท่านเสมอ แต่ตอนนี้ขึ้นมาสายเหนือนี่ ทำไม่ได้หรอก ไม่เห็นเขาเอาท่าเอาทางกันนี่ เขาไม่เอาไหนกันเลยนะ เขาเอาอย่างเดียว บังสุกุลมาติกาหาสตางค์กินเท่านั้น ส่วนสาธารณประโยชน์เขาก็ไม่ค่อยทำกัน พระสายเหนือนี้เขามีอุเบกขาบารมีดีมาก ไม่เอาไหนหรอก เรื่องธัมมะธัมโมนี่รู้สึกว่าเขาไม่ค่อยสนใจกัน ไม่ค่อยตรงกับพระไตรปิฎก ไปๆ มาๆ เขาบอกว่าทำเป็นประเพณีไป ก็ดีเหมือนกันนะลุงนะ เสร็จ

ลุงพุฒิบอกแบบนี้เสร็จ จดแหง ไม่ได้จดหรอก มันขึ้นเอง ลุงพุฒินั่งยิ้ม วันนี้มานั่งพูดตรงนี้นะ หลวงพ่อท่านยิ้มใหญ่ บอก เออ พูดไป พูดไป ท่านว่ายังงั้น ตรงนี้ดีว่ะ ท่านว่ายังงั้น ตอนฉันอยู่น่ะท่านก็พูดยังงี้เหมือนกัน ไอ้ลิงดำเอ๊ยอย่างนี้ดีว่ะ อย่างนี้ไม่ค่อยดีนะ ไอ้ลิงดำเอ็งอย่าทำยังงี้นา อย่างนั้นเอ็งอย่าทำนะ ฮื่อ แล้วท่านว่าไง แกขโมยอะไรข้าบ้าง แกก็บอกเขาด้วยนะ แน่ะมาซ้อมไว้ นี่มาสั่งไว้เดี๋ยวนี้เอง แกขโมยอะไรข้าบ้าง แกบอกให้ชาวบ้านเขาฟังไว้นะ แกอย่าไปปกปิดเขานา แล้วก็ยิ้มหัวเราะชอบใจ หลวงพ่อท่านใจดี ปกติท่านใจดีเสมอ ท่านสงเคราะห์ฉันอยู่เสมอ แต่ฉันก็เป็นลูกศิษย์หัวรั้นไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แบบฉันนี่อย่าตามมันนักนา ถ้าจะตามก็ตามแบบดี แบบเลวอย่าตามนะ มันไม่เกิดประโยชน์ ต่อไปพอศพยายฟูมาก็ไปกันตามเดิม ไม่ต้องพูดถึงเข้าแถวหรอกรำคาญหู หลวงพ่อปานท่านก็กราบ

กราบแล้วท่านก็นั่งเฉยๆ นั่งตามแบบฉบับซี ตอนนั่งท่านนั่งปลง แต่ฉันไม่ได้ปลงหรอก ฉันไม่รู้นี่ ท่านนั่งฉันก็นั่งมั่งซิ ท่านหลับตา ฉันก็ทำตายิบๆๆๆ กลัวท่านจะลุกมาแล้วฉันไม่รู้ หลับเป็นตากระต่าย พอท่านนั่งเสร็จแล้ว ท่านลืมตาขึ้นมา ฉันหรี่ตาไว้นี่ ทำไมฉันจะไม่รู้ท่านลืมตา ฉันเลยถามว่า หลวงพ่อขอรับ ก็ยายฟูน่ะเวลามีชีวิตอยู่หลวงพ่อเรียกอีฟู แล้วเวลายายฟูตาย หลวงพ่อมากราบทำไมขอรับ ท่านหันมามองแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองพระทุกองค์คล้ายๆ กับท่านจะถามในใจของท่านว่า พระทุกองค์น่ะคิดเหมือนไอ้ลิงดำหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า ไอ้ลิงดำ ที่มาไหว้ศพน่ะเขามาไหว้สัจธรรมของพระพุทธเจ้านะ

คำว่าสัจธรรมน่ะเป็นแบบนี้ คือว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าร่างกายของคนน่ะ อย่าพูดเลยว่าขันธ์ 5 มันยุ่งเปล่าๆ ขันธ์ห้าขันธ์เห้ออะไรนี่ยุ่ง มันฟังยาก ขันธ์น่ะแปลว่ากอง ไม่ใช่ภาษาไทยเสียอีก เอาร่างกายก็แล้วกัน ร่างกายของคนและสัตว์นี่น่ะมันเป็นอนิจจัง มีสภาพไม่เที่ยง เวลาอยู่ก็เป็นทุกข์ ทุกขัง แต่ในที่สุดก็เป็นอนัตตาคือตาย ใครบังคับบัญชาไม่ได้ เวลาที่เรามาไหว้กันนี่เขาไหว้พระสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า เวลากราบลงไปเขากราบพระพุทธเจ้ากันนะทีแรก กราบพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าเทศน์นี่นะถูก ทรงเทศน์ไว้ตรง ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับนับถือ ขอเอาธรรมข้อนี้หรือคำสอนตอนนี้ไปคิดเป็นประจำใจ จะได้เป็นคนไม่ประมาท ตกอยู่ในคุณธรรมชั้นสูง เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน แล้วก็กราบลงไปครั้งที่ 2 ก็นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่พระองค์ทรงหลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ เหมือนดอกมะลิแก้ว เพราะแพรวพราวไปด้วยความจริง แพรวพราวไปด้วยคำประเสริฐ นี่พระธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เป็นของจริงเป็นของประเสริฐ ทำบุคคลทั้งหลายไม่ให้เมามัน ให้เข้าถึงความสุข กราบครั้งที่ 3 ก็กราบพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านอุตส่าห์ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ไม่ปล่อยให้อันตรธานสูญไป รวบรวมเข้าไว้ นี่กราบความดีของพระ 3 พระนา เขาไม่ได้กราบผีกราบศพ

แกจะเห็นว่าคนที่ตายแล้วฉันมากราบ แม้แต่เด็กฉันก็กราบ นี่ความจริงฉันไม่ได้กราบเด็ก ไม่ได้กราบคนตาย ฉันกราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ และเอาคนตายนี่เป็นครูฉัน ว่าเขาเกิดมาแล้วตาย จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วท่านก็หันมาถามว่า เออ เจ้าลิงดำ แล้วเอ็งกราบอะไร ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ที่ผมกราบไม่ใช่กราบอะไรหรอกครับหลวงพ่อ ผมก็กราบผี ท่านก็เลยถามว่านี่ล่อมากี่ผีแล้วพ่อคุณ บอกว่าสิบกว่าผีแล้วขอรับ ท่านว่าแล้วกันไอ้ลิงดำ กราบผีเข้าให้แล้ว ดีเหมือนกัน ไอ้คนอย่างแกมันก็โง่น้อย ไม่ใช่โง่มาก หมายความว่าโง่แล้วพอพูดแล้วมันก็เกิดความฉลาด โง่แล้วยังดีกว่าไอ้คนโง่แล้วไม่พูดไม่ถาม พูดแล้วก็ยิ้มๆ มองกวาดไปทางพระองค์อื่น บอกว่า ไอ้ที่โง่แล้วไม่ถามมันอาจจะมีเยอะนา

ในกลุ่มที่นั่งนี่น่ะ บวชก่อนพวกแกตั้ง 10 พรรษา 20 พรรษาก็มี เข้าใจกันหรือเปล่า ฉันทำให้ดูไม่เข้าใจก็ถามซิ ถ้าไม่ถามขี้ตามช้างมันก็ดีเหมือนกัน แต่ประโยชน์น้อย เอาเถอะก็ดี ทีนี้ท่านก็เลยบอกว่าการกราบศพเขากราบคุณพระรัตนตรัย กราบสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาเผาศพก็เหมือนกันนะ อย่าตั้งหน้าตั้งตาเผาเขา เวลาเราไปเผาศพก็เผากิเลสในใจของเราเสียด้วย กิเลสส่วนใดที่มันสิงอยู่ที่เรา คิดว่าเราจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายน่ะ เผามันเสียให้หมดไป เราคิดว่าวันนี้เราเผาเขา ไม่ช้าเขาก็เผาเรา คนเกิดมาแล้วมาตายอย่างนี้เราจะเกิดมันทำไม ต่อไปข้างหน้าเราไม่เกิดดีกว่า เราไปพระนิพานนั่นละดีที่สุด เรื่องอัตภาพร่างกายสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นความหมาย ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ตายแล้วหาสาระหาแก่นสารไม่ได้ หาประโยชน์ไม่ได้

นี่ท่านสอนอย่างนี้ก็จำไว้นะลูกหลาน เผาผีก็มุ่งไปนิพพาน ไปกราบศพไปเคารพศพก็ไปนิพพาน อย่าทำกันเป็นประเพณีนะ ประเพณีที่เขาจัดทำทำไปเถอะ แต่ใจอย่าเป็นประเพณี ไหนๆ ก็ลงทุนเสียเวลาไปในงานศพแล้ว เอากำไรกลับมานะ เอากำไรกลับมา คิดว่าเราต้องตายอย่างเขา เมื่อเขาอยู่ก็มีทุกข์อย่างเรา เราเกิดอย่างเขาเราก็แก่อย่างเขา เราป่วยไข้ไม่สบายอย่างเขา เราจะต้องตายอย่างเขา ถ้าหากว่าเราจะต้องตายอย่างนี้ จะต้องป่วยอย่างนี้ ต้องลำบากอย่างนี้ ต้องมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ เราจะเกิดมันทำเกลืออะไรอีก เกิดเป็นเกลือยังดีมันรักษาความเค็มของมันได้ ไอ้เกิดมีร่างกายนี่รักษาไว้ไม่ได้ระยำกว่าเกลือตั้งเยอะ เอ้า เรื่องยายฟูนี่ผ่านไปนะ ฉันมานึกดูเสียก่อน นั่งนึกว่าจะเอาเรื่องอะไรต่อ เอายังงี้ก็แล้วกัน เอาคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 16:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

ตอนนี้มาว่ากันถึงคาถาพระปัเจกพุทธเจ้า เรื่องนี้มันไม่เรียงตามลำดับนะ ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ฉันก็ว่าดะ คาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้านี่หลวงพ่อปานท่านมาเรียนตอนปลายชีวิตของท่าน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่หลวงพ่อปานไปเรียนกับครูผึ้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นครูผึ้งเป็นฆราวาส อายุ 99 ปี สมัยนั้นค่าของเงินมันสูง เงิน 100 บาทนี่สูงมาก หรือเงิน 1 บาทนี่สูงมาก ข้าราชการถ้าได้เงินเดือน 20 บาทก็รู้สึกว่าโก้ โก้มากแล้ว นายสิบตรีดูเหมือนจะได้เงินเดือน 16 บาทหรือไงนี่น่ะ นายสิบเกณฑ์ได้เงินเดือน 8 บาท พลทหารได้เงินเดือน 4 บาท ร้อยตรีได้เงินเดือนละ 80 บาท แล้วก็ร้อยเอกเต็มขั้นก็ 160 บาท นี่ฉันจำได้ จำผิดจำถูกไม่รู้ ค่าของที่ซื้อกัน ก๋วยเตี๋ยว 20 ชาม 1 บาท หรือบางทีก็ 2 ชาม 5 สตางค์ แต่ว่าปลาหมึกชิ้นละ 1 สตางค์ นี่ตอนเป็นนักเรียนฉันไม่ค่อยได้ซื้อหรอก ฉันขโมยเจ๊ก เวลาโรงเรียนปล่อยลงมาก็ซื้อปลาหมึกกันคนละชิ้นสองชิ้นลุ่มลั่มๆ ฉันเข้าไป พอเจ๊กเผลอก็คว้าหมับมากำมือหนึ่ง มาแจกเพื่อนกิน นี่ฉันน่ะระยำไม่ใช่น้อยนะเด็กๆ ก็ตัวดีเหมือนกัน

แต่ของใหญ่ไม่เคยลัก ปลาหมึกนี่ชอบลักเพราะชอบกินก็เลยชอบขโมยเขา บาปไม่บาปลุงพุฒิยิ้มแหงเลย ไม่ใช่แหง พอบอกว่ายิ้มแหง ต่อว่าบอกว่าอย่ายิ้มแหงซี ยิ้มก็ยิ้มซี บอกว่าเรื่องไม่บาปไม่มี เอ้า ว่าถึงคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าที่หลวงพ่อปานจะเรียนน่ะ ตอนนั้นไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ไปได้ข่าวว่าอาจารย์ผึ้งนี่น่ะเป็นคนพิเศษ เวลาขอทานมาขอให้คนละ 1 บาท 1 บาทสมัยนั้นขอทานยิ้มไปหลายวัน แล้วถ้าใครเขาบอกบุญโกนจุกบวชนาคอะไรก็ตาม แกทำบุญรายละ 100 บาท นี่หนักเหลือเกินนะสมัยนั้นเงิน 100 บาท เงิน 200 บาทนี่ สร้างบ้าน 2 หลัง มีครัวได้ 1 หลัง สร้างด้วยไม้ยางนะ เสาไม้แก่น แกช่วยงานรายละ 100 บาท นี่ไม่ใช่เงินเล็กน้อย เป็นเงินใหญ่ แล้วก็ต่อมาเป็นยังไง ในเมื่อหลวงพ่อปานทราบข่าวก็ไปขอเรียนกับแก เล่ากันลัดๆ นะ แกก็ให้เรียน เมื่อเรียนมาแล้วก็ปรากฏว่ากลับมาที่กรุงเทพฯ มาพักอยู่ที่วัดสระเกศ วัดสระเกศนี่เป็นวัดที่ท่านเคยไปเรียนหนังสืออยู่ มีพวกพ้องมาก กุฏิที่พักก็เป็นกุฏิของหมวดเจิ่น ดูเหมือนว่าจะเป็นคณะ 9 หรือคณะ 11 จำไม่ได้ จำไม่ได้ชัดนะ คณะ 8 คณะ 9 หรือคณะ 11 อะไรนี่จำไม่ได้ชัด ชอบกันมาก ไปพักอยู่ที่นั่น

แล้วก็ปรากฏว่าเวลาฉันข้าวมีชาวบ้านในกรุงเทพฯ เขานับถือท่าน พอรู้ว่าท่านมาก็เอาข้าวปลาอาหารไปถวายกันเยอะแยะ ทานบารมีของท่านมีมาก ไม่เหมือนฉัน ระหว่างฉันข้าวท่านก็พูดเรื่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า คาถาบทนี้น่ะดีเหลือเกิน ทำให้คนมีลาภสักการ แล้วก็อธิบายถึงครูผึ้งว่า แกเป็นคนแก่แล้วไม่ได้ทำอะไร แต่คนไปบอกงานบอกการแกช่วยรายละ 100 บาท ขอทานไปขอแกให้รายละ 1 บาท ตอนนั้นท่านกล่าวว่านายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ท่าเตียน เขาเป็นลูกศิษย์ที่เคารพท่านมากเหมือนกัน นั่งอยู่ข้างหลัง ท่านว่าตัวคาถา แกก็จดอยู่ข้างหลัง จดแล้วพอคนอื่นไปหมดท่านพูดให้ฟังถึงคุณสมบัติว่ามีประโยชน์มาก ใครเอาไปเจริญภาวนา คือสวดมนต์คืนละ 3 จบ หรือ 5 จบ หรือ 7 จบ หรือ 9 จบ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลาภสักการจะมีไม่ขาดสาย

ถ้าว่าทำเป็นสมาธิได้ละก็ จะเกิดลาภหนัก ท่านว่ายังงั้น นายประยงค์จด แต่ว่าคนอื่นทั้งหมดไม่มีใครสนใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน คนอื่นทั้งหมดที่ฟังแล้วไม่สนใจ มีนายประยงค์คนเดียวสนใจ เวลาคนอื่นไปหมดแล้ว นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ก็เข้าไปหาหลวงพ่อปาน ไปขออนุญาตเรียนคาถาบทนี้ แล้วก็อ่านให้ท่านฟังที่จดว่ามันถูกหรือผิด ท่านก็บอกว่าถูกต้อง แล้วก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจบอกว่า เออ พ่อดีใจประยงค์ เอ็งเป็นลูกหัวปี สำหรับคาถาบทนี้เอาไปทำ ถ้าเอ็งทำไม่เกิดผลเพียงใดละก็พ่อจะไม่พิมพ์แจกคนอื่น เอาไปพิสูจน์กัน นี่ท่านใช้บทพิสูจน์ ตอนนี้เมื่อปี 2480 นายห้างประยงค์รู้สึกว่าร่ำรวยมาก มีลาภสักการสูง ค้าขายดีมีทุนรอนมาก ท่านไปที่วัดบางนมโคท่านกล้าพูดบอกว่า ถ้าหลวงพ่อจะทำอะไรก็บอก ผมไม่กลัว เท่าไหร่เท่ากัน เรื่องทำบุญยิ่งทำเงินยิ่งมา

ก็เลยถามท่านนายห้างว่า ท่านนายห้างทำยังไงลาภสักการจึงเกิดมาก ท่านก็บอกว่าผมบูชาพระ กลางคืนผมก็บูชา 9 จบเหมือนกัน แต่ว่าเวลากลับไปจากขายของตอนเย็นรับประทานอาหารแล้ว อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็เข้าห้องพระทำคาถาบทนี้เป็นพระกรรมฐาน พอตั้งจิตเข้าถึงอุปจารฌานก็เห็นพระสวยสดงดงามมีแสงสว่างเกิดขึ้น ท่านบอกว่าตอนนี้นะขอรับ ทำอะไรมันเป็นเงินเป็นทองไปหมด ที่เขาขายกันขาดทุน ผมก็ขายเข้าก็ได้กำไร คิดว่าจะได้น้อยมันก็ได้มาก บางทีห่อยา แกขายยานี่ ยาทำไว้แล้วพันห่อ เจ้าหน้าที่ขายครบ 1,000 ห่อ เงินก็ได้ครบแล้ว แต่ยายังเหลือ ของก็ขายดีขึ้นเป็นพิเศษ แกบอกว่าสมัยก่อน เดือนไหนถ้าผมมีกำไรสุทธิได้ถึงเดือนละ 200 บาท สองผัวเมียนี่นอนไม่หลับขอรับ ดีใจ เวลานี้ถ้าได้ 200 บาทนี่ไม่รู้สึกอะไรเลย แสดงว่าแกได้มาก

นี่นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาท่าเตียน จ.พระนคร หรือนครหลวงอะไร กรุงเทพธนบุรี แกเป็นคนได้ก่อน แล้วบรรดาลูกหลานที่รัก ถ้าอยากจะรวยก็ทำอย่างนายประยงค์ก็แล้วกันนะ คาถาตามแบบฉบับของท่านมียังไง ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์ก็ไม่ใช้ถ้อยคำของฉันผสม ลอกเฉพาะถ้อยคำของหลวงพ่อปานอย่างเดียว พิมพ์แจกบรรดาท่านพุทธบริษัท ฉันก็แจกฟรีเหมือนกัน แต่น่ากลัวจะไม่เลี้ยงอะไรหรอก จะเลี้ยงก็เลี้ยงข้าวต้ม เงินที่แจกก็ไม่ใช่เงินของใครนะ เงินของลูกหลานที่ให้ฉันมากินนั่นแหละ ให้ฉันมากินมาใช้ ฉันก็มาพิมพ์คาถาแจกเสียอีกแล้ว โมทนาเสียนะ เราทำให้คนอื่นเขารวย เราก็จะได้รวยตาม เรื่องคาถาหมดไป ทีนี้เรื่องเบ็ดเตล็ด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานทอดกฐิน

มาพูดกันถึงการปฏิบัติประจำอีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อปานนี่มีอุปนิสัยอย่างหนึ่งชอบทอดกฐินทุกปี เรื่องกฐินมี่ท่านทอดของท่านทุกปี ปีละหลายๆ วัด ปีหนึ่งที่จังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกว่าข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านต้องกินขุยไผ่ ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชโน่น เลยจังหวัดสุพรรณขึ้นไปมาก ตอนนั้นไม่ได้ข้าวไม่ได้ปลา ต้องไปขุดขุยไผ่กิน หลวงพ่อปานก็ไปทอดกฐิน 7-8 วัด แต่การทอดกฐินคราวนั้น ท่านประกาศกับบรรดาพุทธบริษัทของท่านว่า จะต้องการเอาอาหารไปช่วยเขา เขาอดข้าวอดอาหาร นี่ ท่านเป็นนักสังคมสงเคราะห์ แต่ไม่มีใครเขาช่วยท่านหรอก รัฐบาลไม่ได้ร่วมมือ แต่ว่าชาวบ้านช่วยท่านไปคราวนั้น ปรากฏว่านำข้าวเปลือกบ้าง ข้าวสารบ้างไป 7 ลำเรือ เรือลำหนึ่งจุประมาณ 10 เกวียนบ้าง จุประมาณ 20 เกวียนบ้าง เอาไป 7 ลำ ที่ท่านได้มายังงั้นเพราะอะไร

เพราะใครมาหาท่านก็บอกท่านจะไปทอดกฐิน แล้วว่าการทอดกฐินคราวนี้ต้องเอาข้าวเอาอาหารไปสงเคราะห์คนที่อดข้าว คนนั้นก็ให้ คนนี้ก็ให้ บางคนก็ให้เงิน บางคนก็ให้ข้าว บางคนก็ให้กับ พวกกรุงเทพฯ ก็ให้ทั้งเงินให้ทั้งของทะเล ผ้าผ่อนท่อนสไบ พวกจังหวัดสมุทรสาคร โยมพ่วง อยู่ที่นั่นก็เอาของทะเลมาเป็นลำๆ เรือ น้ำปลาอย่างดี ของทะเลต่างๆ แล้วก็เงินทองด้วย ผลที่สุดนำไป 7 ลำเรือ แจกกันขนาดหนัก บรรดาประชาชนสาธุไปทั่วกัน ว่ากันถึงเรื่องการทอดกฐิน จะพูดถึงอานิสงส์กฐินให้ฟัง หลวงพ่อปานทอดกฐินคราวไรละก็ท่านก็เทศน์แบบนี้ เทศน์แบบนี้ฉันจะนำใจความมาเล่าให้ฟังว่า

การทอดกฐิน อานิสงส์ของกฐินนี่น่ะให้ผลทั้งชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ ชาติปัจจุบันและสัมปรายภพหมายความว่าชาตินี้และชาติหน้า ชาติต่อๆ ไป คนทอดกฐินสังเกตตัวดู ถ้าทอดแล้วถึง 2-3 ครั้ง ความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยก็ตาม แต่ความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้น รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากขึ้น หาลาภสักการคล่องตัวขึ้น ท่านบอกว่านี่ยังเป็นเศษของความดี อานิสงส์ของการทอดกฐินสามารถจะบันดาลให้คนปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็สำเร็จผล ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบัน สมัยนั้นเป็นมหาทุกขตะ สมัยที่พระปทุมมุตตะทรงอุบัติขึ้นในโลก แกไม่มีอะไร เป็นคนจน ไปชวนนายเขาทอดกฐิน ตัวเองก็เอาผ้าไปขายแลกกับด้ายหลอดเขามาด้วย ด้าย 2 หลอด เข็ม 1 เล่ม เอามาผสมกับกฐินเขา แล้วก็ปรารถนาพระโพธิญาณ พระปทุมมุตตะก็ทรงพยากรณ์ว่า

บุคคลๆ นี้ต่อไปจะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าพระสมณโคดม นี่เป็นสมุฏฐานของการปรารถนาพระโพธิญาณของท่าน มีกฐินเป็นปัจจัย แล้วหลวงพ่อก็เทศน์ต่อไปว่า บุคคลใดก็ตามทอดกฐินแล้วถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา ต่อไปถ้าหากว่าไปได้บรรลุพระอรหัตผล ก็จะมีผ้าสำเร็จไปด้วยฤทธิ์มาสวมตัว พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเอหิภิกขุ แปลว่าเจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด เพียงเท่านี้ผ้าไตรจีวรก็จะลอยมาจากอากาศ สวมตัวเองด้วยอำนาจของอานิสงส์กฐิน สำหรับผู้หญิง ถ้าเป็นเจ้าภาพหรือจัดการในงานกฐิน ก็จะได้เครื่องมหาลดาปราสาท เครื่องประดับกายอย่างนางวิสาขา มีราคาตั้ง 16 โกฏิ สวยงามมาก นี่อย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งคนที่ทอดกฐินแล้ว ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นเทวดา 500 ชาติ หมายความว่า เกิดแล้ว 1 ชาติของเทวดาก็คือพันปีทิพย์ หมดกำลังของพันปีทิพย์ก็จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ ต่อไปอย่างนี้ 500 วาระ

ความจริงก็ได้เปรียบมาก ถ้าอย่างลูกหลานได้เป็นอย่างนั้นนะไปนิพพานกันหมด เพราะพวกเรามีศรัทธาอยู่แล้ว เป็นเทวดาก็เป็นเทวดาที่ไม่ประมาท ยังงี้ไปนิพพานกันหมด ดี ได้กำไร 500 ชาติ เมื่อพ้นจากความเป็นเทวดาแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเป็นผู้ชายนะ ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ พระเจ้าจักรพรรดินี่ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิอย่างเบาได๋นะ จักรพรรดิส่งเดชอย่างนั้นไม่ใช่ คำว่าจักรพรรดินี่มีอำนาจปกครองไปทั้งโลก มีเกือกแก้ว แล้วก็มีพระขรรค์แก้ว แล้วก็มีแก้วมณีโชติ มีกำลังมาก เหาะได้ ไม่มีใครมีอำนาจเท่า แล้วก็มีธนูศิลป์ศร จะใช้ยังไงก็ได้เหมือนศรพระราม มีอำนาจปกครองโลก ปกครองโลกได้จริงๆ ไม่มีใครสู้ ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็มีขุนพลแก้วรบเก่ง ขุนคลังแก้วหาเงินเข้าคลังเก่ง ช้างแก้ว ม้าแก้ว นี่ใช้สงรามได้ดี นางแก้วคือเมียดี เวลาฤดูหนาวร่างกายของเมียก็อบอุ่นมากขึ้น

แล้วเวลาฤดูร้อนร่างกายของเมียก็เย็น ทำความสุขให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิ นี่ เป็นยังงี้ นี่ท่านว่ายังงั้น ถ้าพ้นจากสวรรค์ก็มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ แล้วพ้นจากนั้นก็เป็นกษัตริย์ธรรมดาไป 500 ชาติ จากนั้นก็มาเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ แล้วก็เป็นคหบดี 500 ชาติ นี่ท่านบอกว่าอานิสงส์ของกฐินคราวเดียวก็สามารถให้ผลถึงเพียงนี้ ทุกคนควรจะทอดกฐินกัน แล้วเวลาทอดกฐินก็นึกว่าตนจะสงเคราะห์พระพุทธศาสนา หรือสงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั่นเอง แต่ว่าเนื้อนาบุญนี่สำคัญนะ เวลาจะหว่านข้าวลงไปดูเนื้อนาเสียด้วย นี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง เนื้อนาบุญนี่สำคัญ ถ้านาดอนหว่านข้าวไม่ขึ้น ม้านหมด ถ้านาลุ่มข้าวก็น้ำท่วม นี่สำคัญมาก (แล้วว่ากันไปก็แล้วกัน) ใครจะทำที่ไหนจะทอดที่ไหนก็ไม่ว่า นี่แนะนำให้ฟัง หลวงพ่อปานท่านเทศน์อย่างนี้

ฉันจะเล่าเรื่องย่อๆ เบ็ดเตล็ดอีกสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องธรณีสูบคน เขาร่ำลือกันว่าวัดของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคน่ะ มีคนถูกธรณีสูบ 4-5 คน เพราะสมัยนั้นการสัญจรการจราจรก็ไม่มาก มีเรือเขียว 1 ลำ เรือแดง 1 ลำ ล่องตอนเช้า แล้วก็ตอนเย็นๆ มีเรือเขียว 1 ลำ เรือแดง 1 ลำจากกรุงเทพฯ ผ่านหน้าวัด มีเท่านั้นนะ การจราจรมีไม่มาก คนที่เขาลงเรือเมล์มาเขาเห็นคนที่วัดบางนมโคจมดินลงไป จมดินลงไปถึงแค่คอหลายคน 4-5 คน แล้วพวกที่นั่งเรือนั่งแพ เรือแจวเรือพายก็ตาม ใครไปก็เห็นใครมาก็เห็น ข่าวเล่าลือกันไปว่าที่วัดของหลวงพ่อปานคนถูกธรณีสูบ 4-5 คนข่าวนี้มันก็ไปไว ปากคนเสียงคนนี่มีความสำคัญมาก ไม่ช้าคนเต็มวัดเต็มวา เรือแพหน้าวัดคนเต็มไปหมด ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะทุกคนเขาก็สนใจกัน สนใจเรื่องธรณีสูบ

เมื่อขึ้นไปแล้วเขาก็ไปถามหลวงพ่อๆ ขอรับ คน 4-5 คนน่ะบาปอะไรธรณีถึงได้สูบ หลวงพ่อท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่าใครเขาบอกพวกเอ็งล่ะ ใครเขาบอกพวกเอ็งว่าธรณีสูบ คนพวกนี้น่ะมันเป็นโรคเหน็บชา คือขามันชา ข้าให้เอาใบขี้เหล็กกับอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แล้วเผาเหล็กให้แดงเอาไปวางไว้ข้างล่างขุดหลุมแล้วเอาใบขี้เหล็กทับลงไป แล้วให้มันหย่อนขาลงไปเหยียบ เอาตูดนั่งบนแผ่นดิน แล้วก็เอาขาแหย่ลงไปถึงก้นหลุม แต่ไอ้เจ้าของไข้ของมัน อยากให้คนไข้น่ะมันหายเร็วเข้า มันก็ดันขุดหลุมเสียแค่คอเลย พอขุดหลุมเสร็จมันก็ทำพิธีกรรมตามข้าว่านั่น ทำตามนั้น แล้วเอาคนของมันลงไปยืนในหลุม นี่ข้าสั่งมันพักแล้วนะ มันก็บังคับคนไข้ของข้ายืนกันคนละครึ่งวันค่อนวัน นี่มันไม่ใช่ธรณีสูบนะ

ข้าสั่งให้เขารับการรักษาโรคเหน็บชา นี่เรื่องธรณีสูบน่ะไม่มีอะไรมากหรอก มีเท่านั้น แต่ว่าคนที่จะต้องรับผลอันนี้มากคือใคร ก็คือหลวงพ่อปาน ในเมื่อชาวบ้านชาวเมืองมากันเต็มวัดเต็มวา งานประจำปีก็ยังสู้ไม่ได้ มากันหลายวัน หลวงพ่อปานก็เกณฑ์สิ หาคนไม่ทันก็พระนั่นแหละ ตั้งกระทะเป็นแถว เอากระทะหุงข้าวตั้งเป็นแถวเลี้ยงชาวบ้าน แต่อาหารประจำของท่านต้องมี พอท่านสั่งเลี้ยง ฉันก็ต้องรีบไปหาหัวตาลมากับผักบุ้ง ต้มปลาร้าหัวตาลกับแกงคั่วส้มผักบุ้ง ต้องมีทุกรายการที่หลวงพ่อปานมีงาน ฉันรู้ใจท่าน ฉันไปหามากัน แล้วก็ขนม 2 อย่าง คือ ข้าวตอกน้ำกะทิ แมงลักละลายน้ำ 2 อย่างนี้เป็นขนมประจำ เป็นอันว่ารายจ่ายของหลวงพ่อปานไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แต่น่าอัศจรรย์นะ คนถูกธรณีสูบเพราะอาศัยการรักษาโรค เป็นปัจจัยที่ทำให้หลวงพ่อปานได้สตางค์คราวนั้นหมื่นบาทกว่า หมื่นบาทกว่าเชียวนะ พอได้ทุนหมื่นบาทกว่า ทั้งๆที่ท่านไม่ได้ประกาศเรี่ยไรอะไรทั้งหมด ท่านก็เลยตั้งท่าตั้งทุนเอาสร้างโบสถ์สร้างศาลา เรื่องการเก็บไม่ต้องพูดกัน การเก็บสะสมไม่ต้องพูดกัน เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เรื่องข่าวลือไม่มีสาระ แต่ว่าคนที่อาศัยข่าวลือให้เป็นประโยชน์ คือทำที่ไม่เป็นสาระให้เป็นสาระก็สามารถทำได้ นั่นก็ได้แก่ข่าวลือ คนเขามาแล้วหลวงพ่อปานท่านก็เลี้ยงด้วยอำนาจเมตตาบารมีนี่คนเมื่อมีความใจดี หลวงพ่อปานเลี้ยงจนอิ่มก็บังเกิดจิตเป็นกุศล เอาสตางค์มาทำบุญกับท่าน ในที่สุดท่านได้สตางค์หมื่นกว่าบาท ก็เอาเงินนั้นไปสร้างโบสถ์สร้างศาลาที่วัดอื่น ไม่ใช่วัดบางนมโค ก็ปรากฏว่าคนธรณีสูบมีอานิสงส์ คือสามารถสร้างโบสถ์สร้างวิหารได้ ขอหยุดเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ลูกหลาน สวัสดี


หลวงพ่อปานปราบอหิวาตกโรค

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2515 เหมือนกัน แต่ที่ว่าเป็นเวลากลางคืน มองดูนาฬิกาแล้วตรงกับเวลา 2 ทุ่ม 10 นาที เป็นเวลาเจริญพระกรรมฐาน แต่ทว่าวันนี้ฉันขอโอกาสมาเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานฟัง ปล่อยให้บรรดานักปฏิบัติเขาปฏิบัติกันไปตามลำพัง ทั้งนี้เพราะว่าระหว่างนี้ฉันมีงานมาก จะต้องควบคุมการก่อสร้าง ก็เลยใช้เวลาทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืนเร่งรัดการบันทึกเพื่อจะให้จบไป เพราะว่าเรื่องราวของหลวงพ่อปานยังมีอีกมาก ถ้าจะพูดกันเท่าไรก็ไม่จบ ก็เอาพอที่เป็นสาระบ้าง เรียกว่าสาระมากบ้าง สาระน้อยบ้าง เป็นเรื่องที่คนอื่นไม่เคยคิดว่าจะเป็นบ้าง เอามาเล่าสู่กันฟัง

สำหรับในคืนนี้ก็จะนำเอาเรื่องของการบรรเทาโรคระบาดมาเล่าให้บรรดาลูกหลานฟัง เรื่องราวของโรคระบาดก็คืออหิวาตกโรคนี่จัดว่าเป็นโรคสำคัญ ชาวบ้านเขาเรียกว่าโรคห่าลง เพราะว่าตายกันเป็นตับจนพระเบื่อการบังสุกุล เพราะว่าตามธรรมดาพระเองแกก็กลัวตายเหมือนกัน เวลาที่ไปบังสุกุลกลับมาปรากฏว่าพระกลัวผีกันหลายราย หวาดหวั่นต่อความตาย ถ้าหากว่าโรคระบาดมันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ตอนก่อนที่โรคระบาดจะเกิด หลวงพ่อปานก็มักจะสั่งพระว่า เวลาพระไปบิณฑบาตให้บอกชาวบ้านทุกบ้านทำขนมจีน แล้วก็มัดข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มที่เขาใส่ในข้าวด้วยกล้วยทำเป็นลูกเล็กๆ ห่อด้วยใบลำเจียก มัดเป็นพวงๆ ทั้ง 2 อย่างนี้ให้ไปไว้ที่หลังบ้าน แล้วนอกจากนั้นค่อยปั้นรูปคน รูปวัว ควาย ถ้ามีวัวมีควายก็ปั้นวัวควายไว้ด้วยตามจำนวนของบ้านนั้น ให้ไปวางไว้หลังบ้าน

คนทุกคนให้เอาผ้าเล็กๆ สีแดงทำเป็นผ้านุ่ง ปั้นเป็นตุ๊กตาเล็กๆ ใส่กระจาด พร้อมด้วยข้าวต้มลูกโยนและขนมจีนไปไว้ด้วยกัน แล้วท่านก็สั่งให้บูชาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ให้เว้นจากการลงโทษ นี่ทำกันมาเป็นประเพณี ปรากฏว่าก่อนโรคระบาดจะเกิดประมาณสัก 7 วัน ทุกครั้งหลวงพ่อปานจะต้องสั่งแบบนั้น แล้วคำสั่งของท่านรู้สึกว่าได้ผล ชาวบ้านทุกบ้านทำตามทุกคน ในเมื่อทำแล้วไม่ช้าก็ปรากฏว่าโรคระบาดคืออหิวาตกโรค เกิดขึ้นในตำบลใกล้เคียง แล้วก็ตายกันอย่างขนาดหนัก

แต่ว่าตำบลที่หลวงพ่อปานสั่งให้ทำแบบนั้นไม่มีใครตาย และไม่เกิดโรคระบาดแบบนั้นเลย นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ฉันเองก็ไม่เคยถามท่าน ไม่เคยถามว่าวิธีแบบนั้นทำกันอย่างไร หลวงพ่อปานท่านทำอย่างนั้นเพื่อความประสงค์อะไร แต่ว่าเรื่องความประสงค์เห็นจะมีอยู่อย่างเดียวคือ ไม่ให้ชาวบ้านแถวนั้นเป็นโรคระบาด แต่ทว่าท่านจะตกลงกับใคร ใครสั่งให้ท่านทำแบบนั้น อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่ไม่รู้นะ แล้วก็พระส่วนใหญ่ คือว่าพระเราธรรมดาๆ นี่น่ะ ไม่เคยมีใครทำกัน นอกจากหลวงพ่อเนียม ที่เคยได้ยินข่าวเป็นแต่เพียงบอกว่า ไอ้พวกโรคห่ามันจะมากินชาวบ้าน ท่านไม่ยอมให้มันกิน นี่มีเท่านั้น แต่ทว่าองค์อื่นท่านจะทำบ้างหรือเปล่า อันนี้ฉันไม่รู้ องค์อื่นท่านมีความรู้ความสามารถอาจจะมี

คราวนี้ในปีต่อมาคือว่าปี พ.ศ. 2481 นั้น ปรากฏว่าโรคระบาดเกิดมากในตำบลใกล้เคียง คือ ที่ ต.ขนมจีน ใกล้ๆ กับ ต.บางนมโค ขนาดที่เรียกว่าพระนอนรวมกุฏิกัน คนมานำเอาลูกหีบคือว่าหีบศพจากวัดไปใส่ศพทุกวัน มีศพมาฝังที่วัดทุกวัน โรคเกิดแบบนั้นประมาณ 1 เดือน ปรากฏว่าคนในเขตนั้นตายเป็นจำนวนร้อย พระหนาว สุนัขเห่าหอนตลอดวันตลอดคืน แต่ว่าใน ต.บางนมโค ที่หลวงพ่อปานอยู่ไม่มีใครเป็นโรคระบาดแบบนั้น ต่อมาเมื่อโรคระบาดหายไปประมาณสัก 2 เดือน ก็เกิดมีคนแห่กันมาที่วัดบางนมโค มาหลายจังหวัด ทางจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียงพากันมามาก มาขนาดที่เรียกว่าเกินกว่าการจัดงานวัดใหญ่ๆ จะมีคนขนาดนั้นได้ เมื่อต่างคนต่างมา ก็ถามว่าโบสถ์อยู่ที่ไหน ก็ชี้ให้เขาดูโบสถ์ ถามเขาว่ามาทำไมกัน

เพราะว่าคนไหนเขามาหาหลวงพ่อละก็ ฉันออกปะทะหน้าก่อน เขาก็ถามว่าหลวงพ่อปานน่ะ ท่านจับเอาตัวผีห่าไปขังไว้ในโบสถ์จริงไหม ฉันก็ตกใจ ฉันไม่เคยได้ยินเลยนี่ว่าหลวงพ่อปานทำอย่างนั้น ฉันอยู่กับหลวงพ่อก็ไม่เห็นหลวงพ่อท่านบอก ก็เลยบอกกับเขาว่า เอ ฉันไม่รู้นา เรื่องผีห่าผีอะไรนี่ฉันไม่รู้ เขาถามว่าโบสถ์อยู่ที่ไหน ก็ชี้ให้เขาดูโบสถ์ ความจริงก็โบสถ์มันอยู่ใกล้ๆ วัดบ้านนอก บริเวณแคบๆ มองเห็นโบสถ์ไม่ยาก เขาก็พากันไปดูในโบสถ์ แล้วไม่พบผีห่า ต่างคนต่างก็มาหาหลวงพ่อปาน โดยปกติหลังจากเที่ยงแล้ว ท่านฉันข้าวแล้วท่านรับแขก

ตอนในเพลนั้นท่านพักผ่อน เวลาในเพลนอกจากธุระสำคัญจริงๆ หรือบุคคลที่ท่านสั่งให้พบเท่านั้น ที่ท่านจะยอมให้พบหรือรับแขก นอกจากนั้นท่านก็รับประมาณบ่ายโมง เวลาประมาณบ่ายโมงหลวงพ่อลงมารับแขก ปรากฏว่าคนเต็มวัด ไม่ใช่เต็มหน้ากุฏินะ เต็มวัด ท่านก็ถามฉันว่าคนเขามาทำไมกัน ก็เลยบอกว่า ไม่ทราบเหมือนกันครับ เขาถามกระผมว่าหลวงพ่อจับผีห่าไว้ในโบสถ์หรือไง ลือกันว่าอย่างนั้น ท่านเลยถามชาวบ้านว่ามายังไงกันนี่ เขาก็ตอบว่ามีคนเขาลือกันว่าหลวงพ่อจับผีห่าไว้ในโบสถ์ คนในตำบลบางนมโคจึงไม่เป็นโรคระบาด

หลวงพ่อหัวเราะชอบใจใหญ่บอกว่า ฉันน่ะไม่มีความสามารถไปจับผีห่าหรอกนะ ท่านว่ายังงั้น ผีห่าเท่านั้นละที่มีอำนาจจะมาจับฉันกิน นี่ใครเขาไปพูดที่ไหนล่ะ ฉันไม่มีความสามารถอย่างนั้น แต่เอาเถอะไหนๆ ก็มาแล้วนี่ หลวงพ่อจะแจกด้ายผูกข้อมือไปให้ ทีหลังถ้าใครเขาเป็นโรคผีห่าหรือปรากฏว่าโรคผีห่าเกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้ทำขนมจีน แล้วก็ข้าวต้มลูกโยนเอาไปวางไว้หลังบ้าน คนในบ้านมีกี่คนก็ให้ปั้นตุ๊กตาเป็นคนจำนวนเท่านั้น แล้วก็นุ่งผ้าแดง ควายมีเท่าไหร่ วัวมีเท่าไหร่ก็ปั้นตามจำนวน สุนัขมีกี่ตัว ปั้นรูปสุนัขตามจำนวน เอาไปไว้หลังบ้าน แล้วก็บูชาเจ้ากรรมนายเวร เท่านี้ผีห่าจะอภัยโทษให้ นี่ฉันก็ฟังไว้เท่านั้น ไม่ทราบว่าจะมีผลเป็นประการใด

แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ก็คือ อหิวาตกโรคในสมัยที่หลวงพ่อปานมีชีวิตอยู่ คนในตำบลบางนมโคไม่เคยเป็นโรคนี้เลย แล้วเมื่อคนมาก็ไม่มาวันเดียวซี มากันหลายวัน หลายจังหวัด หรือแม้ในจังหวัดเดียว ต่างคนต่างมา ใครทราบข่าวคนนั้นก็อยากจะดูว่ารูปร่างผีห่ามันเป็นยังไง เมื่อคนมามาก ภาระหนักมันก็ตกอยู่กับฉัน เพราะอะไร เพราะว่าฉันก็ต้องเป็นพ่อครัว เป็นคนสั่งอาหารมาเลี้ยงชาวบ้าน แต่อย่าลืมนะ เขามากันเท่าไรก็ตามหลวงพ่อเลี้ยงยันหมด ข้าวสุกหุงด้วยกระทะกันทีละ 8 กระทะเชียวนะ ตั้งพร้อมๆ กัน 8 กระทะ ไปหาพ่อครัวมา คนหุงข้าวประจำมี ในเมื่อหาชาวบ้านไม่ได้ก็ใช้พระ

พระทุกองค์ที่วัดบางนมโคสมัยนั้นต้องคล่องในการหุงข้าวกระทะ แล้วก็ทำกับข้าว เรื่องกับข้าวอย่างอื่นไม่สำคัญ กับข้าวที่สำคัญที่สุดก็คือหัวตาลต้มปลาร้า แล้วก็แกงคั่วส้มผักบุ้ง 2 อย่างนี่ต้องมี ถ้าไม่มีฉันก็ต้องรีบไปหา ถ้าบังเอิญในฤดูนั้นมันไม่มีหัวตาลก็ไม่เป็นไร ไปตำบลรางจรเข้ ไปเอาผักบุ้งมา ที่นั่นเขาปลูกต้นผักบุ้งเลี้ยงกันไว้สำหรับขาย ฉันก็ไปขนผักบุ้งมาจากที่นั่น แล้วก็มาแกงคั่วส้มผักบุ้ง ในเมื่อแกงคั่วส้มผักบุ้งมี หัวตาลไม่มีจะต้มปลาร้าก็ไม่เป็นไร นอกนั้นก็ทำกับข้าวอย่างอื่นเท่าที่จะพึงทำได้เลี้ยงกัน เลี้ยงกันตามยถากรรม คนมากนี่ แกงหม้อใหญ่ ก็จะกินดีกันยังไง

สำหรับขนม ขั้นแรกก็ต้องไปซื้อเม็ดแมงลักมาให้มาก แล้วก็ซื้อน้ำตาลสีรำมาสำหรับละลาย ต่อมาต้องหาข้าวตอกเข้ามาไว้แล้วก็ทำน้ำกะทิ นี่เป็นขนมของท่านเวลาออกมาตรวจอาหารท่านจะถามว่า หัวตาลต้มปลาร้ามีไหม แกงคั่วส้มผักบุ้งมีไหม ข้าวตอกน้ำกะทิมีหรือเปล่า เม็ดแมงลักละลายน้ำแล้วก็ใส่น้ำตาลมีหรือเปล่า นี่เป็นอาหารที่ท่านโปรดในการเลี้ยง ฉันรู้ใจท่านฉันก็จัดหามาให้ แต่ว่าฤดูนั้นที่เขามาปรากฏว่าไม่มีหัวตาลจะขาย ไม่ใช่ฤดูนั้น ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ถามว่าแกทำอะไรแทน บอกว่ากระผมก็ใช้ต้มจืดขอรับหลวงพ่อ ไปหาฟักหาแฟงมาจากตลาดบ้านแพน ได้เท่าไรเอามาเท่านั้น ขนกันหมดตลาด เอาหมูมา มันทำง่าย มันทันกับคนกินขอรับ คนมาก

ท่านก็บอกว่าใช้ได้ เป็นอันว่าเรื่องนี้ผ่านไป แต่ทว่าก็ยังไม่ผ่านทีเดียวนะ กว่าการลือเรื่องผีห่ามันจะสิ้นไปมันก็เกือบจะเดือน พระทั้งวัดต้องวุ่นวายในการทำอาหาร ชาวบ้านที่มีเวลาว่างก็มาช่วยกันทำกับข้าว เวลาเสร็จเรียบร้อยแล้วปรากฏว่าหลวงพ่อปานได้ผลประโยชน์หลายหมื่นบาท ชาวบ้านที่เขามาน่ะ เขาพอใจท่านในการเลี้ยงดู แล้วก็ชอบใจที่หลวงพ่อให้ด้ายผูกข้อมือ เพราะด้ายประเภทนี้มันกันโรคผีห่าได้ แล้วเขาก็ทำบุญกับท่าน เวลาเขาให้ ท่านไม่ได้ตั้งราคานะ แจกเลย ที่บ้านมีกี่คน คนที่มาน่ะเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน แล้วคนที่บ้านทั้งหมดมีกี่คน แจกด้ายผูกข้อมือทุกคน ผู้หญิงให้ผูกข้างซ้ายผู้ชายให้ผูกข้างขวา แล้วสิ่งที่สั่งก็คือ 1 ขนมจีน แล้วก็ข้าวต้มลูกโยน ปั้นคนตามจำนวนที่บ้าน ปั้นรูปสัตว์ที่บ้านที่มีอยู่ เอาไว้หลังบ้าน บูชาเจ้ากรรมนายเวร รูปคนให้นุ่งผ้าแดง แล้วชาวบ้านที่เขารับฟัง เขารับไปปฏิบัติ จะมีผลเป็นประการใดนี่ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ได้ไปสืบผล เรื่องนี้ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก โรคระบาดเขาเกิดขึ้น ท่านทำแบบนี้ ก็ปรากฏว่าในเขตของท่านไม่เกิดโรคระบาด จะว่าไม่มีผลก็รู้สึกว่ากระไรอยู่ เรื่องนี้ขอผ่านไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับขรัวอีโต้

ตอนนี้เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด ขอเล่าถึงเรื่องของหลวงพ่อปานกับอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นฆราวาส ชาวบ้านเรียกกันว่าขรัวอีโต้ ที่เรียกว่าขรัวอีโต้ก็เรียกตามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านเรียกตาคนนี้ว่าขรัวอีโต้ คือเป็นคนแก่ คนอายุไล่เลี่ยกับหลวงพ่อปาน มีอีโต้เป็นอาวุธประจำตัว จะไปไหนก็ตามแกจะต้องมีอีโต้ของแกติดตัวไว้เสมอ วันหนึ่งเวลาบ่ายประมาณ 5 โมงเย็น อันนี้ฉันใช้ศัพท์วัด 17 นาฬิกาอะไรนี่ ตามปกติเวลานี้ฉันไม่ค่อยได้เรียกกัน ก็ยังเรียกโมงๆ กันอยู่อย่างนั้นแหละ โมงก็โมงกัน ทุ่มก็ทุ่มกัน เอาแบบภาษาชาวบ้านมันเข้าใจดี ฉันน่ะเข้าใจละ แต่เด็กๆ เข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกหลานสมัยใหม่บางทีจะไม่เข้าใจ เพราะอาจจะไม่ค่อยได้ยิน เขาจะนับ 10 นาฬิกา 11 นาฬิกา 20 นาฬิกา 30 เอ๊ะไม่มี มีถึง 24 นาฬิกา ก็ตามใจ ถ้าไม่เคยได้ยินก็ได้ยินไว้บ้าง เพราะฉันเป็นคนแก่แล้ว จะได้รู้ภาษาคนแก่ไว้บ้างว่าคนแก่น่ะเขาพูดกันยังไง เขาเรียกทุ่มยามกันนี่นะ ว่าเป็นกี่โมงหรือกี่นาฬิกา สมัยนั้นไม่นับนาฬิกา นับโมงนับทุ่ม เรื่องโมงนี้ก็ได้ทราบกันมาว่าสมัยก่อนเวลากลางวันเขาใช้ตีฆ้องแทนบอกเวลา นาฬิกาเคลื่อนไปว่ากี่โมงมันเสียงโหม่งๆ กลางวันจึงได้เรียกว่าโมง เวลากลางคืนเขาตีกลองแทน มันดังตุ้มๆ จึงได้เรียกว่าทุ่มๆ นี่เป็นยังงั้นนะ โมงหรือทุ่มน่ะเขาบอกว่ามันมายังงี้

นี้ก็มาเล่ากันถึงเรื่องขรัว ขรัวอีโต้นี้ที่อยู่จริงจังฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน มีพวกมอญจังหวัดปทุม เคยไปรักษาตัวที่วัดบางนมโค บอกว่าเคยพบขรัวอีโต้อยู่ที่ภูเขาสาริกา ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ เขาว่าอย่างนั้น เขาว่าเคยพบอยู่ที่นั่นเวลาเขาไม่สบาย เขามาขายของแถวจังหวัดนครสวรรค์ เขาก็ไปหาขรัวอีโต้ที่เขาสาริกา เขาว่ายังงั้นนะ แต่ฉันเองน่ะไม่รู้แน่นอนว่าแกอยู่ไหน ขรัวอีโต้นี่ปฏิปทาแปลก ประเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง คือว่าตอน 5 โมงเย็นวันหนึ่ง หลวงพ่อปานท่านเคยขึ้นที่ของท่านประมาณ 5 โมงเย็น ท่านก็เรียกฉัน ถ้าฉันไม่อยู่ท่านก็เรียกพระให้มารับท่าน ขนของขึ้นไปบนกุฏิ แล้วท่านก็เลยไปนอนที่ป่าช้า เวลาประมาณเกือบๆ จะ 2 ทุ่ม ท่านก็กลับ

ตอนกลับนี้ ท่านก็เอานมบ้าง น้ำร้อนบ้าง น้ำตาลบ้าง มาเลี้ยงพระ ตอนเลี้ยงพระก็ถือโอกาสสั่งสอนพระไปในตัวเสร็จ แล้วก็คุยเรื่องการเจริญพระกรรมฐาน เข้าฌานสมาบัติของท่านว่าท่านไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ไปพบอะไรบ้าง ใครทำความดี ใครทำความชั่วอะไรที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระที่นั่งอยู่นั่นแหละ ท่านก็ชี้เอาในขั้นปัจจุบัน ว่าในวันนี้ทำดียังไง ทำชั่วยังไง มันมีผลเป็นประการใด สำนักพญายมเขาจดว่ายังไง สำนักของทางสวรรค์เขาจดว่าไง ใครทำความดีมีวิมานที่ไหน มีวิมานสวยสดงดงามเป็นประการใด วิมานบอกลักษณะของจิตใจว่ามีอารมณ์เป็นบุญ หรือมีอารมณ์เป็นบาปเป็นประการใด นี่ท่านนำคุยตอนนั้น ทำให้พวกพระมีจิตฟูสำหรับพวกที่มีความดี แต่คนที่มีความชั่วก็มีอารมณ์หดหู่ลงไปมาก ก็แสดงว่าเป็นการป้องกันพระของท่านลงนรกได้ดี เพราะการที่ท่านพูดอย่างนี้แหละ พวกฉันถึงมีอารมณ์ฟู ก็คิดกันอย่างเดียวว่าจะทำกรรมฐานกันให้เต็มอัตราศึก

แต่ว่าวันนั้น วันที่ขรัวอีโต้มาท่านไม่ยักขึ้น 5 โมงเย็นเศษแล้วท่านก็นั่งเฉย พวกฉันก็คอยดูว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะเรียก ก็นั่งกันอยู่ไม่ไกล คอยท่าน นี่มันได้เวลานานแล้ว จะให้ท่านเรียกตะโกนโวยๆ ก็รู้สึกว่าท่าไม่ค่อยดี เมื่อถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นเศษๆ ก็เห็นเรือลำหนึ่งเป็นเรือสำปั้นพายมีประทุนครอบ ผ่านมาทางหน้าวัด พอจะเลยเขตวัดก็ปรากฏว่าเรือลำนั้นประทุนไฟไหม้ลุกขึ้น ไฟลุก เจ้าของพายมาคนเดียวโดดน้ำ ว่ายน้ำขึ้นมาบนวัด เรือแพของแกไม่สนใจ แกปล่อยลอยไปตามยถากรรม ในที่สุดชาวบ้านแถวนั้นก็เก็บเอามาไว้ที่หน้าวัด ช่วยกันดับไฟในเรือ แล้วก็เอาเรือมาจอด แต่ว่าสำหรับเจ้าของน่ะไม่สนใจกับเรือ ฉันเห็นเรือไฟลุก ไฟไหม้ ฉันก็วิ่งลงไปดู แปลกใจว่าใครหนอ เรืออะไรอยู่ดีๆ ก็ไฟไหม้หลังคา ก็พอดีพบขรัวอีโต้ว่ายน้ำขึ้นมาพอดี

พอขึ้นมาบนตลิ่ง แทนที่แกจะทำท่านอบน้อมหรือว่ามีอาการนอบน้อมเหมือนชาวบ้านชาวเมืองธรรมดา แกก็เดินท่าทางองอาจเหมือนนักเลงโตมาถามว่า นี่ท่านปานอยู่หรือเปล่า คนที่ยืนอยู่กับฉันตั้ง 40 คนเศษ ทั้งพระบ้าง ไม่ใช่พระบ้าง ทุกคนพอได้ยินเสียงแบบนี้รู้สึกไม่พอใจ ทุกคนหน้าเครียดเหมือนกันหมด เพราะว่าไม่มีใครเลยที่จะมาเรียกหลวงพ่อปานว่าท่านปาน มีแต่เขาเรียกกันว่าท่านใหญ่ ปกติคนแถวนั้นเรียกกันว่าท่านใหญ่ สำหรับหลวงพ่อเล็กเป็นพระรองลงมาเขาเรียกว่าหลวงพ่อเล็ก แต่หลวงพ่อปานนี่เขาเรียกว่าท่านใหญ่ เป็นยังงั้น ถ้าใช้คำว่าท่านหรือท่านใหญ่ก็เป็นอันว่ารู้กัน ตีความหมายว่าเขาพูดถึงหลวงพ่อปาน แต่ว่าขรัวอีโต้แกมาใช้วาจาว่าท่านปานอยู่ไหม พวกเราถึงแม้ว่าจะไม่พอใจก็ตาม ก็พูดกับแกดีๆ บอกว่าหลวงพ่อกำลังนั่งอยู่ที่รับแขก โยมต้องการอะไร

แกก็บอกว่าเดี๋ยวต้องไปถามเขาสักหน่อย ว่าทำไมไอ้เรือของข้าน่ะมาหน้าวัดเขาทำไมไฟจึงไหม้ เอ๊ะ นี่มันก็แปลกเหมือนกัน พวกเราก็พากันยิ้ม นึกว่าอีตาคนนี้ไม่บ้ามากก็คงเลยบ้านิดๆ เรียกว่าถ้าไม่พอดีบ้า ก็เลยบ้านิดๆ เรือของแกแกพายของแกมาเอง แล้วก็ไฟไหม้หลังคาเรือของแก แกจะไปถามคนบนบกว่าทำไมไฟจึงไหม้เรือแก ก็นึกในใจว่าอีตานี่แกชอบกล แล้วแกก็เดินผ่านมา มุ่งหน้ามาหาหลวงพ่อปาน ฉันกับคนทุกคนก็ตามแกมาชักไม่ไว้ใจ แกถืออีโต้มาด้วย ไอ้เจ้าลิงเล็กนี่ตามปกติเวลาเป็นฆราวาสนี่มันคล่องเหลือเกินเรื่องการตีกันละมันออกหน้า ถ้ามันออกหน้าฉันอยู่หลังรับรองว่าเรื่องอาวุธไม่โดนแน่ ถ้าเขาใช้หอกก็ตาม ใช้มีดใช้ไม้ก็ตาม มันมีปืนพกของมัน ตีมีดตีไม้ตีหอกกระเด็นหมด ไอ้เจ้านี่ไวมาก เก่งมาก ไอ้เจ้านี่มันสะกดรอยสะกดหลังขรัวอีโต้มาเลย เขาบอกว่าวันนี้ถ้าไม่ดีกูล็อคคอแน่ ไอ้แก่ๆ แบบนี้ไม่ถึงครึ่งนาทีหรอก ตาตั้ง เขาว่าอย่างนั้น

เมื่อมาถึงหลวงพ่อปานแล้ว อีตานั่นก็พูดเอะอะโวยวายมาตลอดทาง แกไม่เดินมาเฉยๆ พอมาถึงแล้วก็เอาอีโต้ชี้หน้าพูดว่า หนอยแน่ นักเลงโต แกล้งกันได้นี่หว่า หลวงพ่อปานก็ยกมือป้องหน้าถามว่าใคร แกก็บอกว่าข้าเองแหละวะ พวกเราก็ไม่พอใจมากเหมือนกัน หลวงพ่อปานป้องหน้าพอเห็นเข้าร้องว่า อ้อ นึกว่าใคร ขรัวอีโต้หรอกรึ นี่พวกคุณปล่อยเขาเถอะ คนนี้ไม่ใช่บ้าหรอก แกล้งบ้า ไอ้คนบ้าจริงๆ น่ะมันบ้าไม่มาก ไอ้คนบ้าไม่จริงนี่อาการบ้ามันมากกว่าคนบ้าปกติ แกหัวเราะกั้กๆ อีตาขรัวอีโต้น่ะ พอหลวงพ่อปานว่าเท่านั้นหัวเราะกั้กๆ แกเลยบอกว่า นี่พวกพระของท่านนี่สำคัญนะ ผมรู้นะว่าตามมาจะมาล็อคคอผม นี่เขายังไม่รู้ฤทธิ์ขรัวอีโต้นะ ประเดี๋ยวจะแสดงฤทธิ์ให้ดู แล้วแกก็วางมีดลง นั่งลงกราบหลวงพ่อปาน ในฐานะที่หลวงพ่อปานเป็นพระ พอแกกราบลงไปแล้ว หลวงพ่อปานก็ประกาศว่า

ขรัวอีโต้ไม่ใช่ใครหรอก เพื่อนฉันเอง เขาเก่งนะคนนี้ เก่งกสิณมาก ได้อภิญญาเหมือนกัน แต่ทว่าเป็นฆราวาส ถึงแม้ว่าเขาเป็นฆราวาสก็ตามเถอะ แต่จิตของเขาดี ใช้ได้ เรื่องความดีนี่ไม่ใช่จะเอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อกันเฉยๆ คนที่เอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อตัว โกนหัว โกนคิ้ว แต่ไม่ทำความดีก็เลวกว่าฆราวาสที่เขามีดีเสียอีก นี่ท่านว่าให้ฟังแบบนี้ แล้วตาขรัวอีโต้ก็คุยโอ่อยู่พักหนึ่ง อวดเดชอวดศักดาด้วยประการทั้งปวง เมื่อคุยกันอยู่พักแล้วก็บอกว่า

นี่ท่าน พระพวกนี้ท่านไม่รู้จักผม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวผมจะแสดงฤทธิ์ให้ดูสักอย่าง จะให้อีโต้ว่ายน้ำ แกว่าอย่างนั้น จะให้อีโต้ว่ายน้ำให้ดู แกก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินไปที่ท่าน้ำ พวกเราก็ตามกันไปหมด แกก็เหวี่ยงอีโต้ไปกลางแม่น้ำ ปุ๋ม มีดอีโต้มันก็จมหายไป อีโต้น่ะมันก็มีดเหล็กธรรมดา แถมด้ามก็เป็นด้ามเหล็กอีกด้วย ไอ้เหล็กม้วนๆ ที่เขาเรียกว่าบ้อง พอมีดจมลงไปแล้วสักครู่หนึ่งแกก็ตบมือเรียกว่าอีโต้จงขึ้นมาหาข้าๆ ขี้เกียจไปงมหาเอ็ง เท่านั้นแหละมีดโต้มันก็โผล่ผลุงมาตรงที่มันจมลงไป โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำแล้วก็วิ่งจู๊ดคล้ายกับเรือเร็ว แกเอามือรอไว้ใกล้น้ำเจ้าด้ามก็เข้ามาถึงมือพอดี แกบอกว่านี่มันเป็นฤทธิ์หนึ่งนะ ฤทธิ์ใหญ่ๆ มียิ่งกว่านี้แต่ฉันไม่แสดง บอกว่าจะเป็นการแสดงอวดเจ้าของถิ่น แกพูดแล้วก็หันหน้ามาดูไอ้ 2 ลิง คือว่าไอ้ลิงขาวกับลิงเล็ก เพราะเจ้านั่นเขาได้อภิญญา เจ้าสองคนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม แล้วแกก็บอกว่าคุณๆ ทั้ง 2 องค์นี่ได้อภิญญาก็จริงนะ แต่ว่ายังเป็นอภิญญาใหม่ ต้องเล่นให้คล่อง

เจ้า 2 คนนั่นตกใจ ว่าแกมาประเดี๋ยวเดียว แกรู้ได้อย่างไร ก็เลยสะกิดกันบอกว่าอย่าไปพูดเลย อย่าไปสงสัยนะ แกเป็นเพื่อนของหลวงพ่อนะ เข้าใจว่าอย่างดีที่สุดแกก็มีดีคล้ายคลึงหลวงพ่อ สำหรับหลวงพ่อนี่เราไม่มีอะไรจะหลบท่านเลยนะ เรื่องการปกปิดความชั่วหรือความดีนี่เราไม่มีทางจะปกปิดท่านได้เลย ก็ขรัวอีโต้นี่เป็นเพื่อนของหลวงพ่อ ขนาดหลวงพ่อให้อภัยแล้วก็ต้องดี ถ้าไม่ดีแล้วหลวงพ่อไม่ให้อภัย ต่อมาแกก็กลับคุยกับหลวงพ่อ ตอนกลางคืนแกไปนอนห้องเดียวกับหลวงพ่อ ฉันก็นอนอยู่ใกล้ๆ แก ตอนก่อนค่ำเรียกว่าตอนค่ำใหม่ๆ แกมีลอบเล็กๆ ของแกอยู่ลูกหนึ่ง แกเอาขึ้นไปไว้บนยอดไม้หลังกุฏิหลวงพ่อปาน ถามแกว่าเอาขึ้นไปไว้ทำไม แกบอกว่าดักเงิน ดักแบ๊งค์ ตอนเช้าตรู่แกก็ขึ้นไปเอา ปรากฏว่าได้ธนบัตรใบละ 10 บาท ใหม่เอี่ยมอยู่ใบหนึ่ง แกทำอย่างนี้อยู่ 2 วัน พอถึงวันที่ 3 ฉันก็สงสัยๆ ว่าธนบัตรใบละ 10 บาท

นี่มันจะมาจริงๆ หรือแกย่องเอาไปใส่ไว้ ฉัน 3 องค์ด้วยกันผลัดกันอยู่ยาม คราวนี้จะสอบให้ได้ว่าแกเรียกเงินได้จริงๆ หรือว่าแกโกหก ถ้าเรียกเงินได้จริงๆ ก็เป็นของอัศจรรย์ ก็ผลัดกันอยู่ยามเฝ้ายามว่าเวลาที่แกเอาลอบไปไว้นี่แกเอาธนบัตรใส่ไปรึเปล่า สังเกตว่าเวลาที่แกเอาลอบไปไว้แกไม่ได้ใส่ธนบัตร เป็นลอบเปล่าๆ เวลาเช้ามืดเป็นยามของฉันๆ อยู่ยามตอนเช้ามืด ก่อนที่แกจะมากู้ลอบของแก ฉันก็ย่องขึ้นไปก่อนไปจับเอาลอบลงมาดูมีธนบัตรใบละ 10 บาทใหม่เอี่ยมมีอยู่จริงๆ แล้วฉันก็นำมาเก็บไว้ สักครู่หนึ่งแกก็มาดูลอบของแก เอาลอบลงปรากฏว่าไม่พบธนบัตร เสียงแกด่าพ่อล่อแม่ขรมไปหมด หลวงพ่อปานเปิดหน้าต่างออกมาถามว่าอะไร

แกบอกว่าพระของท่านขโมยสตางค์ผม หลวงพ่อปานก็ถามว่าใครขโมยไป รับปากท่านว่ากระผมเองขอรับ หลวงพ่อถามว่าขโมยของเขาทำไม ก็เลยบอกว่าไม่ได้ขโมย บอกว่าอยากพิสูจน์ดูว่าขรัวอีโต้น่ะดักเงินได้จริงๆ หรือเปล่า แล้วหลวงพ่อปานก็ถามว่าผลพิสูจน์เป็นประการใด ก็กราบเรียนกับท่านว่า เวลาที่ขรัวอีโต้เอาลอบไปไว้กระผมก็ขึ้นไปดูไม่มีเงิน แล้วเมื่อคืนนี้ผลัดกันอยู่ยาม 3 องค์ก็ไม่เห็นว่าขรัวอีโต้เอาสตางค์ไปไว้เวลาไหน นี้ตอนเช้าตรู่ขึ้นไปดูก็ปรากฏว่าพบธนบัตรใบละ 10 บาท ที่เอาลงมานี้ไม่ได้ตั้งใจขโมย อยากจะลองพิสูจน์ดูว่าถ้าแกแน่ใจว่าลอบของแกดักเงินได้จริงๆ แกก็จะต้องเอะอะโวยวาย แต่ถ้าหากว่าแกไม่แน่ใจแกก็จะเฉยเสีย นี่ขรัวอีโต้เอะอะโวยวายด่าแบบนี้ แสดงว่าการดักเงินเป็นผลจริง หลวงพ่อปานก็หัวเราะ

หันมาบอกขรัวอีโต้ว่านี่เขาลองพิสูจน์ความดีของเราน่ะ เราจะเอะอะโวยวายไปยังไง แล้วแกก็เลยบอกว่าในเมื่อเขาคิดอย่างนั้นก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเขาจะหาว่าไม่ดีจริง นี่เป็นเรื่องราวของขรัวอีโต้นะตอนดักเงิน วันรุ่งขึ้นตอนค่ำ หลวงพ่อปานเรียกฉันเข้าไปบอก เออ คุณ นี่ขรัวอีโต้เขามาอยู่กับเรา เขาหาเงินของเขาได้วันละ 10 บาท แล้วเขาก็เอาเงินของเขานี่ไปซื้อกับข้าว ซื้อหมู ซื้อเนื้อ เอามาเลี้ยงพวกเราบ้าง เขากินเองบ้าง รู้สึกว่าจะอายเขานะ ความจริงเขาเป็นแขกเราน่าจะเลี้ยงเขา นี่เขามาเลี้ยงเรานี่น่าอายเขา เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเรามันเป็นคนจนไม่สามารถจะดักเงินดักทองได้ คืนวันนี้เธอไปเอาเบ็ดราวนะ ไม่ทราบว่าหลวงพ่อปานเอามาจากไหน เบ็ดราวที่เขาเอาเชือกผูกแล้วเอาเบ็ดผูกเป็นระยะๆ ที่เขาดักปลาน่ะ ท่านบอกว่าในห้องมีเบ็ดราวอยู่ราวหนึ่ง เธอเอาไปขึงจากยอดต้นจามจุรีต้นนี้นะ แล้วเอาไปผูกไว้ที่ยอดต้นหางนกยูงต้นโน้น เราจะดักปลาในอากาศเอามาเลี้ยงขรัวอีโต้บ้าง

ถามขรัวอีโต้บอกอยากกินปลาอะไร ขรัวอีโต้ก็บอกไอ้เรื่องปลานี่มันอยากทุกปลา แต่ว่าสิ่งที่ชอบที่สุดมันมีอยู่ 2 อย่างคือว่าหัวกับพุง อยากจะได้ไอ้ปลาช่อนหรือปลาชะโดนะไอ้ที่มันพุงใหญ่ๆ มีไข่เต็มอก ไข่เม็ดใหญ่ๆ ไข่ฝักใหญ่ๆ ชอบกินพุงกับไข่ต้มยำ หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่าได้ พวกเรานี่ต้องหาปลาเลี้ยงเขานะ ก็ชักสงสัยถามว่าหลวงพ่อขอรับพระลงเบ็ดหาปลาได้รึขอรับ ท่านบอกว่า ถ้าปลาอยู่ในน้ำ ปลาอยู่ในหนอง ปลาอยู่ในคลอง ปลาอยู่ในบึง อย่างนี้ถ้าเรานำมาเป็นโทษในทางปาณาติบาต แต่ว่านี่เราลงเบ็ดบนอากาศนี่ ถ้าปลาบินขึ้นมากินเบ็ดของเราเอง อย่างนี้เราถือว่าปลาตัวนั้นถึงที่ตาย เราไม่บาป หรือมิฉะนั้นก็เทวดาบันดาลให้ปลาตัวที่ถึงที่ตายมาติดเบ็ดของเรา ท่านว่าอย่างนั้น ตอนพูดตอนนี้ไม่ใช่พูดกับฉันคนเดียวนะ พระทั้งวัดกำลังมารวมกันอยู่หน้ากุฏิ

หลวงพ่อปานพูดแบบนี้แล้วก็สั่งให้ฉันไปหยิบเบ็ดราว ฉันก็ไปหยิบเบ็ดราวมาแล้วไปขึงตามท่านว่า พอถึงเวลาเช้า เวลาเช้าตรู่พอแสงทองขึ้น ท่านก็เรียกฉันว่า ลิงดำเอ๊ย ไปปลดปลาซีลูก ประเดี๋ยวจะได้ต้มยำเลี้ยงขรัวอีโต้เขา พระทุกองค์ที่ได้ฟังต่างคนต่างวิ่งไปดูที่เบ็ด ปรากฏว่ามีปลาชะโดบ้าง ปลาช่อนบ้าง ตัวขนาดใหญ่ ถ้าทำเป็นริ้วก็เห็นจะถึง 7-8 ริ้ว สัก 10 ตัว ติดห้อยแขวนต่องแต่งอยู่ รู้สึกว่าปลาขณะไปเห็นยังจะมีชีวิตอยู่ แต่ว่าพอปล่อยเบ็ดลงมาแล้ว พอปล่อยหางเชือกลงมา พอลงมาถึงดินก็ปรากฏว่าปลาทั้งหมดตาย เป็นปลาตายสด แล้วก็เอามาต้มกินกันเอร็ดอร่อยเหมือนปลาธรรมดา หัวกะพุง ไข่ยังงี้ เป็นที่ชอบใจของขรัวอีโต้ ในขณะที่ขรัวอีโต้อยู่นั้นหลวงพ่อปานท่านสั่งให้ลงเบ็ดทุกวัน หลวงพ่อปานเป็นคนหาปลา ขรัวอีโต้ก็เป็นคนเอาสตางค์จ่ายของอย่างอื่นเอามาผสมกับปลา จะแกงอะไรจะต้มอะไร จะผัดแบบไหนก็หาผสมด้วยเงินของแก แต่เนื้อปลา พุงปลา หัวปลา ไข่ปลาเป็นของหลวงพ่อปาน พวกพระทุกองค์ก็พลอยกินปลาสดไปตามๆ กัน

นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ เมื่อขณะที่ขรัวอีโต้อยู่ท่านทำแบบนั้น พอขรัวอีโต้กลับไปแล้วฉันขอให้ท่านทำ ท่านไม่ทำ ไม่ทำเพราะว่าไม่มีคู่แข่งขันนี่ เรื่องนี้มันไม่ใช่ปลาจริง ท่านบอกว่าใบไม้ทั้งนั้นแหละคุณ ปลาที่มาห้อยที่เบ็ดน่ะใบไม้ ฉันเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเวลาคนมาทำโบสถ์ท่านเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้คนทำโบสถ์กิน แต่นี่ของเราเอาเบ็ดราวขึ้นไปลงบนยอดไม้ จะลงหรือไม่ลง ต้องการเมื่อไรมันก็ได้เมื่อนั้น ถ้าเราคิดอยากจะกินปลาขึ้นมาจริงๆ ก็เอาใบไม้มาอธิษฐานให้มันเป็นปลา จะเป็นปลาอะไรก็ได้ จะกินให้มีรสอร่อยยังไงก็ได้ แต่ว่าอย่าทำเลยนะ อย่าตามใจลิ้นที่มีกิเลส แต่ว่าถึงแม้ว่าท่านไม่ห้ามฉันก็ไม่ทำ เพราะฉันทำไม่ได้ ส่วนเจ้า 2 ลิงมันทำได้ เจ้า 2 ลิงที่มันเข้าป่ามันทำได้ พอหลวงพ่อปานพูดเท่านั้นมันก็ชวนฉันเข้าป่าช้า เข้าที่อยู่ แล้วมันก็ทำปลาแต่ละแบบๆ วางเป็นแถว ท่านบอกว่าเป็นของไม่ยากหรอกเป็นของง่ายๆ มาเห็นมันเข้าก็รู้สึกอิจฉาเหมือนกัน คนบวชคราวเดียวกันมีความสามารถไม่เท่ากันนี่ แหมมันน่าอาย

ตอนนี้มาพูดกันถึงคุณสมบัติของขรัวอีโต้อีกประการหนึ่ง เวลาคนไข้มา ถ้าคนไข้เป็นโรคปวด โรคเมื่อย เป็นแผล ฟกช้ำดำเขียวที่ไหน แกก็บอกว่าแกจะทำน้ำมนต์ให้ แล้วแกก็ให้คนไข้เอามะพร้าวมา 1 ลูก เอาดินเหนียวมา 1 ก้อน แกขูดมะพร้าวเสร็จแกก็เอามาขยำกับดินเหนียว ขยำไปขยำมาไอ้น้ำมันมะพร้าวมันไหลออกมามีสีเหมือนน้ำมันเคี่ยว แล้วก็มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันที่เคี่ยวแล้ว แล้วก็ให้คนเอาไปทารักษาโรคหาย นี่เป็นคุณสมบัติในด้านการรักษาโรค เอาละ เป็นอันว่าเรื่องของขรัวอีโต้เพื่อนหลวงพ่อปานนี่ฉันสอบถามแล้วนะ ว่าเป็นนักกรรมฐานคนสำคัญ แล้วก็ได้กสิณ 10 ได้อภิญญา แต่ทว่าก็อย่าลืมนะว่าเป็นอภิญญาโลกีย์วิสัย เรียกว่าฌานโลกีย์ มีผัวมีเมียได้ ไม่ใช่ว่านักเจริญกรรมฐานต้องเลิกจากผัวต้องเลิกจากเมีย ไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าเรื่องของศีลเขาไม่ขาดละก็เขาทำของเขาได้ แต่พระโสดา สกิทาคา เขายังครองเรือนได้ ยังมีลูกมีเต้าได้ แต่สำหรับพระอนาคามีเท่านั้นแหละ ถึงแม้ว่าจะอยู่บ้าน ก็อยู่อย่างไม่มีความหมาย เพราะว่าความรู้สึกทางเพศไม่มี นี่ส่วนที่เป็นฆราวาส อย่าว่าแต่ฌานโลกีย์เลย แม้แต่พวกที่ได้โลกุตตระ คือ เป็นพระอริยเจ้ายังอยู่ได้ ถึงพระอนาคามี นี่บรรดาลูกหลานทั้งหลายที่ฟังอาจจะสงสัยว่าคนที่ได้ฌานโลกีย์ ได้กสิณ ได้อภิญญาแล้วทำไมจะมามีลูกมีเมียเป็นฆราวาสอยู่ ทำไมไม่บวช เรื่องของการบวช เรื่องสมณวิสัยนี่มันคนละเรื่อง ฉันว่ามีความจำเป็นน้อย คนที่เป็นชาวบ้านจะทำความดีนี่ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ชาวบ้านทำความดีได้ ชาวบ้านเป็นพระอริยเจ้าก็ได้ อย่าว่าแต่ฌานโลกีย์เลย ถมเถไป สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ไปเจริญพระกรรมฐานในป่าก็มีความอดอยาก บางวันท่านคิดว่าพรุ่งนี้ถ้าเราได้กินข้าวต้มสักนิดก็จะดี ก็ปรากฏว่ามีโยมผู้หญิงคนหนึ่งนำข้าวต้มมา

บางวันท่านคิดว่าพรุ่งนี้มีอะไรสักหน่อยหนึ่งที่ท่านชอบใจได้กินก็จะดี โยมคนนั้นก็นำมา พระก็สงสัย ถามแกๆ ก็ไม่ตอบ ต่อมาเมื่อกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่าคนๆ นั้นเขาได้อนาคามีผล และก็เป็นขั้นปฏิสัมภิทาญาณเสียด้วย นี่จะว่าพระจะดีกว่าฆราวาสเสมอไปน่ะ ไม่แน่นักนะ นั่นพระยังเป็นโลกียชน แล้วคนๆ นั้นเขาเป็นพระอริยเจ้าขั้นอนาคามีบุคคล พระทันเขาที่ไหน สำหรับขรัวอีโต้นี่ก็เหมือนกัน ลูกหลานฟังแล้วก็จะว่า แหม ได้ฌานขั้นนี้แล้วน่าจะบวช เรื่องบวชนี่มันไม่จำเป็นหรอกนะ ไม่มีความจำเป็นนัก หมายความว่าจะบวชกันหรือไม่บวชไม่สำคัญ คนที่บวชตัวแล้วไม่บวชใจนี่ซิ ระยำมาก ระยำกว่าคนที่เขาไม่บวชตัวแล้วใจเขาก็ไม่บวช เพราะเขาเป็นฆราวาสทั้ง 2 อย่าง แต่ว่าถ้าบุคคลใดตัวเขาไม่บวชแต่ว่าใจเขาเป็นนักบวช นี่เขาประเสริฐมาก

ต่อแต่นี้ก็จะนำเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ มาเล่าให้ฟัง คือว่าถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อปานที่สามารถจะล่วงรู้อะไรได้ หรือที่เรียกว่าท่านมีทิพยจักขุญาณแจ่มใสมาก แจ่มใสพอจะใช้ได้ คือว่าคราวหนึ่งเมื่อฉันมานอนคิดอยู่ในใจ ตอนที่ฉันอยู่ในป่าช้าคิดว่าเพื่อนของฉันเขาได้อภิญญา ขรัวอีโต้ก็ได้อภิญญา แล้วก็แถมเจ้าลาวมันก็ได้อภิญญาเหมือนกัน เจ้าลาวนี้ได้อภิญญาก็ไม่ใช่ของแปลก เพราะว่าเขาเป็นคนมาใหม่ สำหรับเจ้าเพื่อนของฉันที่ได้อภิญญาซิเป็นของแปลก เพราะว่าเรามาด้วยกัน แต่ว่าเขาได้อภิญญา ส่วนฉันไม่ได้ เวลาฉันเจริญกสิณ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าจะเจริญกสิณหมดทุกอย่างไม่ได้ คุณจะทรงอภิญญาไม่ได้ ตัวคุณเองนี่จำเป็นจะต้องอยู่กับคน หมายความว่าจะหนีคนไม่ได้ ท่านบอกว่าห้ามหนีคน เพราะว่ายังเป็นหนี้คนเขาอยู่มาก จะต้องอยู่กับคนจนตลอดชีวิต แต่ว่าสำหรับเพื่อน 2 คนน่ะเขามีสิทธิ์ที่จะเข้าป่า เพราะว่าเขาไม่มีพันธะกับใครๆ ฉันก็จนใจในเมื่อท่านห้าม เมื่อฉันทำกสิณได้ 7 กอง ฉันก็ต้องยับยั้ง มาอีกทีหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราได้อภิญญาไม่หมดแม้แต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของอภิญญาก็ดี จะต้องเอาให้ได้ถึงแม้ว่าหลวงพ่อท่านห้ามก็จะพยายามทำ

นี่ลูกหลานฟังแล้วก็คิดนะ อารมณ์อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ดี มันเป็นอารมณ์ชั่ว มันเป็นอารมณ์ของอำนาจกิเลสตัณหาเข้าบีบบังคับ ความจริงเราจะได้อภิญญาหรือไม่ได้อภิญญาไม่สำคัญ ถ้าหากว่าเรามีสมาธิ เราสามารถจะทรงสมาธิได้ แล้วก็ใช้อารมณ์อันนั้นยับยั้งนิวรณ์ 5 เสียได้ ทำใจให้ปลอดโปร่ง แล้วเอากำลังของสมาธิมาเจริญวิปัสสนาญาณ อย่างนี้มันมีผลเยอะแยะ เรียกว่ามีผลดีไม่น้อย แต่ทว่าฉันไม่ใช่อย่างนั้นซิ ฉันไปคิดว่าเพื่อนเขาได้แล้วฉันไม่ได้มันก็น่าจะอายเพื่อน อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ของพระ เราเรียกว่าอารมณ์ของเด็ก แต่บรรดาลูกหลานทุกคนก็อาจจะคิดว่าในเมื่อเขาได้ เราก็ควรจะได้บ้าง มันก็เป็นของดี นี่คิดกันอย่างอารมณ์ของชาวโลก ไม่ผิด แต่ว่าอารมณ์ของชาวธรรมะผิดมาก ผิดเยอะ สิ่งใดที่ไม่ใช่วิสัยสิ่งนั้นไม่ควรทำ แล้วก็การดิ้นรนเกินไปในการได้อภิญญา ก็เป็นอภิญญาโลกีย์ หรือว่าอภิญญาระดับไหนก็ตามที ไม่ใช่ว่าจะช่วยให้เราเป็นพระอรหันต์เร็วขึ้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นวิสัยก็ไม่เป็นไร แต่ทีนี้อยากได้มาเพราะอาศัยการดิ้นรนเป็นปัจจัย มันเป็นการผิดข้อมูลต่างๆ เรียกว่าผิดกันเอามากเลยทีเดียว อย่างนี้เรียกว่าใช้ไม่ได้ อะไรจะใช้ได้หรือไม่ได้ ฉันก็คิดเข้าแล้วในตอนนั้น

ในคืนหนึ่งฉันคิดว่า ถ้าฉันทำอะไรไม่ได้ ฉันจะลองฝึกเดินน้ำดู ว่ามันจะเป็นยังไงการเดินน้ำเดินท่า จะลองเดินน้ำดู แล้วก็ลองเดินกลางคืนดึกๆ ฉันก็เริ่มใช้ปถวีกสิณ กสิณดินเอาเข้ามาเพ่ง เพ่งจนกระทั่งปรากฏว่าน้ำในแก้วแข็ง จะเอานิ้วจิ้มลงไปตรงไหน น้ำมีสภาพเหมือนน้ำแข็งทุกอย่าง มันแข็งเป๋งเหมือนกับหิน ซ้อมอยู่อย่างนี้ 3 คืน เมื่อ 3 คืนแน่ใจแล้ว คืนหนึ่งตอนตี 2 แล้วก็เดือน 12 เสียด้วยนะ กำลังหนาวจัด ที่วัดบางนมโคนั่นมันด่านลม ลมหนาวพัดมาน้ำเป็นคลื่น ความหนาวเย็นสะท้าน ฉันก็เตรียมจะเดินน้ำ คิดว่าตอนนี้มันหนาวนี่ แล้วดึกๆ อย่างนี้หลวงพ่อท่านคงจะไม่ออกไปนอกกุฏิ พระแก่คงจะไม่สู้กับความหนาว ฉันนุ่งผ้าผืนเดียว เตรียมพร้อมที่จะลงน้ำ ไปนั่งอยู่ที่โป๊ะหน้าวัดแล้วก็เข้าปถวีกสิณ ประเดี๋ยวเดียวอธิษฐานจิต เอานิ้วจิ้มลงไปในน้ำ ปรากฏว่าน้ำแข็ง ฉันแน่ใจว่าน้ำแข็งมันจะเดินได้แล้วฉันก็ก้าวลงจากโป๊ะ ตอนก้าวลงนี่แหละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย การคุมอารมณ์มันไม่ทรงสภาพ สมาธิมันเคลื่อน

ตอนนี้เอง พอก้าวลงจากโป๊ะ ตัวมีน้ำหนักตัวทางต่ำมาก ลงตูมลงไปเลย ปรากฏว่าหัวมิดน้ำจมน้ำลงไป แล้วโผล่ขึ้นมารู้สึกว่ามันหนาวจัด แต่ว่าความอยากน่ะมันยังไม่ยับยั้ง มันยังไม่ยอมหนาว ตัวอยากด้วยอำนาจตัณหาน่ะ มันยังไม่ยอม มันยังอยากจะทำต่อไป พอขึ้นมาจากน้ำ นั่งอยู่บนโป๊ะ ปรากฏว่าหลวงพ่อปานยืนอยู่บนเขื่อนหน้าวัด ท่านร้องเรียกไปว่า ไอ้ลิงดำ นี่เอ็งจะแสดงฤทธิ์หรือยังไงนี่ จะมาเดินน้ำเรอะ ท่านถามอย่างนั้น ก็หนีกันไม่ได้แล้วนี่ ในเมื่อหนีไม่ได้มันก็ต้องยอมรับ ก็ยกมือประณมไหว้ท่านแล้วก็บอกว่า ผมจะเดินน้ำขอรับ ท่านก็บอกว่าฉันห้ามแล้วไม่ใช่เรอะ ห้ามแกแล้วนาว่าอภิญญาน่ะแกทำไม่ได้ แต่ความจริงถ้าแกจะทำมันก็เป็นของไม่ยาก ทำได้ แต่ที่ฉันไม่ให้แกฝึก ให้แกฝึกในขั้นของวิชชา 3 นี่ก็เพราะว่าแกมีพันธะอยู่กับคน พระที่ได้อภิญญานี่น่ะ ได้อภิญญาแล้วจะอยู่กับคนไม่ได้ จะต้องเข้าป่า แต่แกนี่มีบริษัทมีบริวารมาก แกจะทรงอภิญญาไม่ได้

ในเมื่อทรงอภิญญาแล้ว เรื่องของอภิญญานี่น่ะ คนที่ยังเป็นโลกีย์วิสัย ยังมีอารมณ์ข้องอยู่ในกิเลส มันอดที่จะอวดดีไม่ได้ แต่ความจริงสิ่งที่จะอวดไม่ใช่อวดดี มันเป็นอวดเลว แต่ไอ้ความเลวนี่เราเข้าใจว่ามันเป็นความดี มันเป็นความผิด เพราะผิดพุทธพจน์ แต่ว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเธอมีความปรารถนาฉันก็จะให้ทำ แต่ว่าทำได้คราวนี้คราวเดียวนะ ต่อไปห้ามทำ เพื่อเป็นการพิสูจน์อารมณ์สมาธิของเธอ เอาอย่างนี้ ตั้งอารมณ์ใหม่ เมื่อกี้นี้เธอทำผิด เพราะว่าเธอตั้งใจอธิษฐานให้แม่น้ำทั้งแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง อย่างนี้มันผิดจากจริยามาก ถ้าน้ำเป็นน้ำแข็งทั้งแม่น้ำแล้วเรือแพสัญจรไปมาไม่ได้ การจราจรมันก็ติดขัด อย่างนี้มีโทษนะ เป็นการกลั่นแกล้งชาวบ้านเขา ถ้ากระไรก็ดีละก็ เธอเอาใหม่ เธอทำอย่างนี้

เธอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอน้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบไปนี่นะ เท้าของข้าพเจ้าเหยียบไปตรงไหนขอให้น้ำตรงนั้นแข็ง แล้วก็ควบคุมอารมณ์ให้ทรงอยู่ในอุปจารสมาธิ ในขั้นแรกเข้าปถวีกสิณก่อน ให้ถึงฌาน ๔ ท่านเรียกตามภาษาพระว่าจตุตถฌาน แปลว่าฌาน 4 มีอารมณ์เป็นอุเบกขาดีแล้ว คลายจิตลงมาสู่อุปจารสมาธิแล้วอธิษฐานว่า น้ำที่ข้าพเจ้าเอาเท้าเหยียบไป จะเป็นตรงไหนก็ตาม ขอน้ำตรงนั้นจงแข็งเหมือนหินหรือไม่ก็เหมือนดินให้ข้าพเจ้าเดินไปได้โดยสะดวก แล้วก็เข้าฌาน 4 ใหม่ แล้วคลายฌาน 4 ออก เมื่อตั้งอารมณ์อยู่ในอุปจารสมาธิแล้วก็เดินไป แค่นี้ทำได้ไม่ยาก เรื่องของอภิญญาเป็นเรื่องไม่ยาก ความจริงเธอมีความสามารถพอจะทำได้ แต่ว่ามันไม่ใช่วิสัยของเธอควรทำ ฉันจึงห้าม เธอไม่ต้องวิตกกังวล ผลใดก็ตามที่เธอมีความปรารถนา ผลนั้นจะมีความสำเร็จกับเธอ เมื่อเธอผ่านการบวชไปแล้ว 26 พรรษา

เรื่องการเอาดีเอาพระอภิญญาไปอวดชาวบ้านอย่านึกว่ามันเป็นของดี ถ้าชาวบ้านเขารู้ว่าเธอทำได้เขาจะขอให้เธอทำ แล้วในที่สุดเธอก็จะเหน็ดเหนื่อย ถ้าเธอไม่ทำให้กับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนั้นก็จะพากันว่าพากันนินทา พากันพูดเสียดสี หนักเข้าๆ อารมณ์จิตของเธอก็จะไม่ดีตกอยู่ในอำนาจของโทสะ ฌานต่างๆ มันก็จะเสื่อม หรือว่าถ้าหากว่าฌานไม่เสื่อม คนก็จะติดในฤทธิ์ ในเมื่อคนติดในฤทธิ์เสียแล้ว พระอื่นแสดงฤทธิ์ไม่ได้ คนเขาก็ไม่เลื่อมใส แล้วคนที่ติดในฤทธิ์ทั้งหมดก็ไม่ต้องการบุญต้องการกุศล ต้องการอย่างเดียวคือให้พระแสดงฤทธิ์ให้ดู อย่างนี้ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเสื่อม อาการอย่างนี้ปิณโฑลภารทวาชะทำมาแล้วในสมัยพระพุทธเจ้า ที่เหาะไปเอาบาตรแก่นจันทร์

พระพุทธเจ้าทรงทราบก็เพราะว่า ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นการเหาะมาดูการเหาะกันทุกคน ต่างก็พากันอยากจะเห็นพระเหาะ เพราะไม่เคยเห็นเลย เมื่อคนนี้ได้ดูแล้ว คนอื่นยังไม่ได้ดูก็ขอดูใหม่ เมื่อท่านปิณโฑลภารทวาชะไม่เหาะให้ดู ก็ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อว่าต่อขาน จนกระทั่งท่านรำคาญท่านก็ต้องเหาะให้ดู เป็นอันว่าการเหาะของท่านปิณโฑลภารทวาชะต้องเหาะกันทุกวัน วันละหลายครั้ง เพราะชาวบ้านรู้ถึงไหนก็มาถึงนั่น การเห็นคนเหาะมันเห็นยาก ไม่มีใครเขาทำให้เห็น เมื่อปรากฏว่าคนทำได้เข้าก็อยากดูกันใหญ่ ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็เรียกท่านปิณโฑลภารทวาชะมาติเตียนต่างๆ แล้วก็มีพระพุทธบัญญัติตรัสห้ามว่า ต่อแต่นี้ไป พระองค์ใดก็ตามจะแสดงปาฏิหาริย์จะต้องได้รับอนุญาตจากพระองค์เสียก่อน ถ้าใครไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์แล้วแสดงปาฏิหาริย์

พระองค์ทรงปรับเป็นโทษ เรียกว่ามีความผิดตามพระวินัย นี่เรื่องมันใหญ่ เธอจำไว้นะ เธอเรียนมาแล้ว เธอพบแล้วน่าจะจำ แต่เอาเถอะ ในเมื่อกิเลสตัณหามันยังบังคับใจเธออยู่ เธออยากจะทำก็จงทำ เอ้า ทำได้แล้ว ท่านบอกให้ฉันทำ ฉันก็ทำ ในเมื่ออธิษฐานตามท่านมันไม่ยาก ท่านบอกให้เข้าฌาน 4 ฉันก็เข้าปุ๊บ เข้าปุ๊บ แป๊บเดียวมันไม่ถึงครึ่งวินาที มันก็ได้ฌาน 4 เป็นของง่ายไม่ใช่ของยาก จะว่าเป็นของกล้วยๆ ก็ได้ กล้วยก็กล้วยสุกไม่ใช่กล้วยดิบ เมื่อเข้าฌาน 4 สบายใจถอยจิตออกมาถึงอุปจารสมาธิแล้วอธิษฐานตามที่ท่านบอกว่าน้ำตรงไหนที่ข้าพเจ้าเหยียบลงไป ขอน้ำตรงนั้นจงแข็งเหมือนดิน แล้วเข้าฌาน 4 ใหม่ เข้าปุ๊บเดียวก็ถึง เมื่อออกจากฌาน 4 แล้วก็ตั้งจิตอยู่ในอุปจารสมาธิ อธิษฐานใหม่ว่าน้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบจงแข็ง เหยียบลงตรงไหนตรงนั้นจงแข็ง แล้วหลวงพ่อปานก็มีบัญชาบอก เอ้า เดินได้ เพียงเท่านั้นฉันก็เดินน้ำเล่นได้ตามสบาย หลวงพ่อปานบอกว่า ทรงกำลังใจไว้ให้ดีนะ ฉันจะกลับไปนอน แกเดินตามสบายเถอะ จะเดินสักกี่ชั่วโมงก็ได้

เท่านี้แหละอภิญญาเป็นของไม่ยาก ฉันก็เดินเล่นทั้งๆ ที่อากาศหนาว ตัวก็เปียก แต่จิตมันอยากนี่ ความครึ้มใจมันมี มันก็เลยไม่หนาว เดินอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆ มันก็ถึงตี 4 กว่าๆ เพราะเขาตีระฆัง ก็เกรงว่าพระจะมาเห็นเข้า ก็เลยเลิกกลับมาที่นอน ผลัดผ้าผลัดผ่อน นุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิ เข้าเจริญพระกรรมฐานตามเวลาปกติ คืนนั้นเลยไม่ต้องได้นอนกัน เป็นอันว่าเรื่องการเจริญอภิญญาของฉันคือเดินน้ำก็หมดไป นี่ลูกหลานฟังไว้นะ เมื่อฟังแล้วก็จงจำ ว่าเรื่องของความอยากนี่มันไม่ใช่ของดี มันไม่มีอะไรจะดีหรอก ความอยากนอกรีตนอกรอยนี่นะไม่ดี เข้าใจว่าการเจริญอภิญญาดี ถ้ามันเป็นวิสัยของเรา เราได้ง่ายๆ มันก็ดี ถ้ารู้สึกว่าจะได้ยากเราก็คิดว่าอภิญญานี่น่ะไม่ใช่อรหัตผล แล้วอภิญญาไม่ใช่พระโสดา สกิทาคา อนาคา อภิญญาก็คือโลกีย์ญาณ

ถึงแม้ว่าจะได้สักเท่าไรก็ตามที จิตก็ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม ถ้าหากว่าเราทำได้ยาก เราก็หาโอกาสแบบนี้ดีกว่า หาโอกาสทำอย่างอื่น คือ เจริญวิปัสสนาญาณให้สามารถตัดสังโยชน์ 3 ประการ ได้เป็นพระโสดาบันแทน หรือว่าเป็นพระสกิทาคามีแทน หรือเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เอายังงั้นเลยดีกว่า นี่ทำยากนา ถ้าทำได้ง่ายๆ คือเป็นวิสัยของเราละก็ทำเถอะ ไม่เป็นไร เพราะการได้อภิญญานี่เป็นการช่วยให้การบรรลุมรรคผลสำเร็จได้โดยง่าย ถ้าเราไม่เมาอภิญญา แต่ว่าเราได้อภิญญาแล้วเมาอภิญญาอย่างท่านพระเทวทัตไม่ดีเหมือนกัน ชวนลงนรก เรื่องนี้ขอผ่านไปไม่มีอะไรหนัก นี่เล่าให้ฟังเท่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานใช้หนี้สงฆ์

ต่อไปจะมาเล่าเรื่องใช้หนี้สงฆ์ให้ฟัง เรื่องใช้หนี้สงฆ์น่ะสมัยนี้หาฟังกันยากเหลือเกิน พระขนาดไหนก็ตามไม่ค่อยจะมีใครพูดกัน เทศน์ก็ไม่เคยฟัง ใครพูดให้ฟังก็ไม่เคยฟัง ได้ฟังอยู่สำนักเดียวคือหลวงพ่อปานเท่านั้น หลวงพ่อปานนี่พูดทุกปีทำทุกปี พอถึง 1 ปี คือขึ้นต้นปีใหม่ เข้าพรรษาใหม่ๆ ท่านประกาศขอซื้อของสงฆ์ คำว่าซื้อของสงฆ์นี่ท่านซื้อไม่ไผ่ ซื้อผลไม้ ซื้อดอกไม้ที่มีในวัด ในสมัยนั้นค่าของเงินสูง ท่านขอซื้อปีละ 100 บาท ก็ซื้อไม้ทั้งหมด ซื้อผลไม้ทั้งหมด ซื้อดอกไม้ทั้งหมดปีละ 100 บาท ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์ เป็นสิทธิของสงฆ์ที่จะพึงใช้ จะใช้ได้ต้องเอาเงินจำนวนนั้นไปใช้ในงานก่อสร้างหรือบำรุงสงฆ์ แล้วต่อแต่นั้นไปท่านชวนพระชำระหนี้สงฆ์

ตัวท่านเองก็ชำระหนี้เหมือนกัน มาว่ากันถึงการซื้อของสงฆ์ก่อน บรรดาลูกหลานทั้งหลาย หาที่ฟังยาก คือว่ามีโอกาสได้ฟังยาก ไอ้เรื่องการซื้อของสงฆ์หรือว่าการชำระหนี้สงฆ์ เวลานี้ฉันกำลังสร้างกุฏิชำระหนี้สงฆ์อยู่ เพราะรื้อกุฏิของสงฆ์ไป 2 หลัง ฉันสร้างให้หลังเดียว แต่ว่าคุณค่า มีความคงทนดีกว่า การอยู่อาศัยได้สบายกว่า 2 หลังที่รื้อไปพระอยู่ได้ 5 องค์ยังลำบากเพราะห้องแคบ ฉันสร้างให้หลังเดียวเป็นกุฏิตึก อยู่ได้ 6 องค์แบบสบาย ห้องกว้างกว่า แล้วก็มีศาลาดินเป็นเฉลียงข้างหน้า นั่งพักเล่นสบาย แถมส้วมให้อีก 4 ห้อง บริเวณทั้งหมดเทพื้นคอนกรีตให้พระเดินสบาย ตั้งน้ำประปาเข้าไว้ให้พระใช้สบาย แสดงว่าฉันทำมามากกว่าของเก่า ดีกว่าของเก่าเป็นการชำระหนี้ ลูกหลานอาจจะสงสัยว่ากุฏิพระ พระรื้อ

ทำไมต้องชำระหนี้ ก็ขอบอกว่า ทรัพย์สินที่เขาสร้างไว้ในวัด เขาไม่ได้สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง เขาสร้างถวายพระพุทธเจ้า คำว่าของสงฆ์นี่น่ะต้องหมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครหรอกที่จะมาถือสิทธิว่าเป็นของฉัน จะเป็นสมภารองค์ไหน สมเด็จองค์ไหน เจ้าคณะองค์ไหน พระสังฆราชองค์ไหนก็ตาม จะมาชี้ว่าสมบัติของสงฆ์ที่เป็นของฉัน เป็นของส่วนตัว นี่ลงนรกหมด ลุงพุฒิไม่ยอมแน่ ใช่ไหมลุงพุฒิ ลุงพุฒิหันมายิ้ม บอกว่า ว่าเสียหลายรายการแล้ว รายการที่มีตำแหน่งใหญ่ๆ ที่ไม่เคารพสิทธิในสงฆ์นั่นแหละ ว่าเสียหลายรายการแล้ว เอาเสียเยอะ เยอะเพราะเผลอคิดว่าโตแล้วทางนรกจะเว้น เรื่องนรกนี่เขาไม่เว้นใครหรอก ลุงพุฒิน่ะแกชอบกับฉันมาก สมัยเป็นมนุษย์เรียกว่าเป็นเพื่อนกันเลยก็ได้ แล้วเป็นเกี่ยววันพันดองกัน เคยล้อเคยเล่นกัน แกยังบอกว่าการเว้นในเรื่องกฎของกรรมนี้ไม่มี ถ้าว่าฉันไม่ดี แกก็เข็นเอาลงนรกเหมือนกัน ยังงั้นใช่ไหมลุง แกบอกว่า ใช่ นั่นถูกแล้ว เรื่องกฎของกรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนตัวก็ส่วนตัว กฎของกรรมก็กฎของกรรม

หลวงพ่อปานซื้อของสงฆ์ เพราะของเหล่านี้มันอยู่ในวัด ท่านเป็นประมุขของวัด ความจริงเราจะคิดกันอย่างเรา ๆ ก็คิดว่าท่านควรมีสิทธิ์ ท่านจะให้ใครก็ได้ ท่านจะกินจะใช้ยังไงก็ได้ แต่ทว่าตามพระวินัยแล้วไม่มีสิทธิ์ ของในวัด ถ้าพระองค์ไหนปลูกไว้ ถึงเขาสึกแล้วก็ตาม เขาตายแล้วก็ตาม ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ ถ้าหากว่าเจ้าของยังบวชอยู่ มีอำนาจให้ใครได้ กินเองได้ ถ้าว่าเขาตาย เขาสึกไปแล้ว พระองค์ใดองค์หนึ่งจะถือเป็นทายาท กินใช้เองน่ะไม่ได้ เพราะเป็นของสงฆ์เสียแล้ว เหมือนของหลวง เวลาจะกินจะใช้ต้องประชุมสงฆ์กัน สงฆ์ทั้งหมดต้องประชุมอนุมัติ ว่าเราจะกินจะใช้ของประเภทนี้ด้วยวิธีการอย่างไร

ถ้าหากว่าพระองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม เด็กก็ตาม ฆราวาสก็ตาม กรรมการวัดก็เถอะ ไปถือสิทธิ์ว่าฉันเป็นเจ้าหน้าที่ในวัดจะกินลูกไม้ลูกไหนก็ได้ จะเด็ดดอกไม้ดอกไหนก็ได้ จะโค่นต้นไม้ต้นไหนก็ได้ ไม้ลำไหนก็ได้ หน่อไม้หน่อไหนก็ได้ เอามาใช้เอามากินเป็นส่วนตัวโดยสงฆ์ไม่ลงมติอนุมัติ อย่างนี้มีโทษขั้นไหนลุงพุฒิ อเวจีมหานรก แกร้องบอกมาว่า อเวจีมหานรก ฟังไว้ให้ดีนะลูกหลานที่รักนะ หลวงพ่อปานซื้อ ซื้อแบบไหน ท่านบอกว่า ต้นไม้ก็ดี ต้นเล็กๆ ไม่ใช่โค่นต้นใหญ่ เช่น ไม้ลำหรือว่าหน่อไม้บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด เป็นส่วนเล็กส่วนน้อย หรือว่าลูกไม้ก็ตาม ดอกไม้ก็ตาม ถ้ามีใครจะเด็ดเอาไปดม เอาไปบูชาพระ จะเอาไปกินเอาหน่อไม้ไปกิน เป็นบางส่วนหรือลำไม้บ้าง มีคนมาลักไม้บ่อยๆ ที่หลังวัด เขาเคยมาตัดลำไม้บ่อยๆ

สมัยนั้นมีกอไผ่มาก ท่านบอกว่าส่วนเล็กน้อยประเภทนี้ฉันของซื้อ ขอซื้อสงฆ์ด้วยจำนวน 100 บาท เพื่อเป็นการป้องกันโทษของบุคคลผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระสงฆ์ก็สาธุ เป็นอันว่า เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี ที่ได้กินมะม่วงบ้าง ฝรั่งบ้าง ผลไม้ที่มีอยู่เยอะ ใครอยากกินอะไรก็เอามากินได้ตามชอบใจ เพราะหลวงพ่อปานท่านซื้อแล้ว พอท่านซื้อท่านก็ให้สิทธิ์ ท่านอนุญาตว่าพวกเธอน่ะ อยากจะฉันมะม่วง อยากจะฉันฝรั่ง อยากจะฉันอะไรก็ตาม นิมนต์ตามสบาย ฉันซื้อแล้ว ฉันซื้อสงฆ์แล้ว นี่ท่านซื้อเพื่อกันพวกฉันนะ กันพวกเด็กๆ หรือว่ากันคนอื่นเลว

เรื่องชำระหนี้สงฆ์ ถึงวันเข้าพรรษาคนทำบุญมาก ท่านก็ประกาศแก่คนทุกคนว่าใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ของสงฆ์ตกอยู่ที่ไหน เรียกว่าตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ อย่างวัดร้างที่ปรากฏว่าเป็นดินเปล่า ไม่มีฐานะแสดงว่าเป็นวัดก็มี หรือบางแห่งแสดงฐานะว่าเป็นวัดแต่อยู่ในป่าในดงก็ตาม หรือวัดที่มีพระก็ตาม เราจะไปนำสิ่งของอะไรมาก็ตามในเขตนั้น จะเป็นต้นหญ้าสักต้น ไม้หักสักอันก็ตาม เขาถือว่าของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวละก็ซวยขนาดหนัก แบบนี้มีผู้เรืองอำนาจรุกรานสงฆ์เคยตกนรกขั้นขุมที่ 7 มาแล้ว ขุมนี้หนักมาก รองจากอเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะบุกรุกที่ดินของวัด แต่ว่าวัดก็เป็นวัดร้าง ไม่รู้ว่าเป็นวัดร้างแค่นี้นา แค่นี้ตกนรกขุมที่ 7 ไม่มีเจตนาโกง ซื้อต่อจากคนอื่นเขา แต่เขาก็ไม่ให้อภัย

เรื่องนี้เป็นของยากนะ จะถือว่ามันไม่ผิดกฎหมายผิดอะไรฉันไม่รู้หรอก สำนักพญายมเขาไม่เกี่ยวนะ กฎหมายกฎระเบียบอะไรที่ชาวโลกมีกิเลสสร้างขึ้นน่ะ เขาไม่เกี่ยว ท่านก็บอกว่าคนเราทั้งหมดนี่นะจะรู้ได้ยังไง ไม้ลอยมาหน้าบ้าน เราเห็นว่าไม่มีเจ้าของเอาเข้ามาทำฟืน แต่ถ้าไม้นั้นมันมาจากวัดก็เป็นไม้ของสงฆ์ ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นหญ้าต้นฟางที่มันอยู่กลางทุ่ง สถานที่นั้นอาจจะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้ เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์ แต่ว่าสภาพของวัดมันสูญไป ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมดแม้แต่แผ่นดินก็ยังเป็นของสงฆ์ เราไปเอาต้นหญ้ามาต้นเดียวก็บาป แล้วโทษเอาของสงฆ์หนักมาก เรียกว่าขั้นอเวจีขั้นเดียว มีระดับเดียว ระดับอื่นไม่มี

แล้วท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์ ว่าใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ด้วยจำนวนเท่าไร เท่าไรก็ตามเอามารวมกันแล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์ ขอชำระหนี้สงฆ์ คือ วัดร้างที่ปรากฏมีเป็นวัดก็ตามหรือไม่ปรากฏเป็นวัดก็ตาม วัดที่มีพระก็ตามวัดไหนก็ได้ ทำไปโดยเจตนาว่ารู้ว่าเป็นของสงฆ์ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่ทราบค่าราคาของ คือว่าเป็นของเล็กน้อย ข้าพเจ้าทั้งหลายชำระหนี้สงฆ์ด้วยจำนวนเงินเท่านี้ ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควรก็ขอให้สาธุขึ้นให้พร้อมกัน ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายไม่เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่ ถ้าพระทั้งหมดสาธุพร้อมกันเป็นอันว่าใช้ได้ ชำระกันแบบนี้ทุกปี ท่านบอกว่าค่อยๆ ทำไป เรื่องนี้มันเป็นเรื่องหนัก เพราะว่าเรื่องสงฆ์นี่นะลำบากมาก

มีเรื่องเล่ามาในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกัสสป น่ากลัวจะไม่ใช่ซี เป็นสมัยพระวิปัสสีทศพลโน่น สมัยพระวิปัสสีนั่นมีพระอยู่ 4 องค์ เวลานั้นข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวที่บ้านเขาอาจจะมีมาก แต่ว่าข้าวที่วัดมีน้อย พระพวกนั้นมีเพื่อนมาหา ข้าวที่จะกินเข้าไม่พอ ข้าวส่วนตัวไม่มี ก็มีข้าวสารของสงฆ์ ไปนำข้าวสารของสงฆ์มา เมื่อได้ข้าวสารของสงฆ์มาคนละทะนานแล้วก็มาหุงเลี้ยงเพื่อน คิดในใจว่าถ้าเราได้ข้าวสารมาใหม่เราก็จะชำระหนี้สงฆ์ คือว่าเราจะใช้หนี้ให้ แต่ในเมื่อยังไม่ทันจะใช้หนี้ พระ 4 องค์นั่นตาย ตายทั้งๆ ที่ยังมีเจตนาว่าจะชำระหนี้แต่ก็ยังไม่ได้ชำระ ตายแล้วไปไหน ปรากฏว่าไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก สิ้นพันปีนรก เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วตกนรกบริวาร ผ่านมา 4 ขุม แล้วยมโลกีย์นรกอีก 10 ขุม มาเป็นเปรต เปรตนี้จัดเป็น 12 ระดับ ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 11 ไม่มีโอกาสที่จะได้โมทนาบุญของชาวบ้านที่ให้ ระดับที่ 12 ที่เรียกว่าปรทัตตูปชีวีเปรต ตอนนั้นมีโอกาส ในระหว่างที่เป็นเปรตระดับที่ 1 ถึง 11 ก็พบพระพุทธเจ้าหลายองค์

ถามท่านว่าเมื่อไรข้าพระพุทธเจ้าจะได้กินน้ำเสียที เห็นน้ำเข้าวิ่งไป น้ำก็หายกลายเป็นทะเลเพลิง เห็นข้าวอยากจะกินวิ่งเข้าไปก็ปรากฏว่าเป็นทรายแล้วก็เป็นไฟลุก กินไม่ได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อไรพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมอุบัติขึ้นในโลก ในตอนนี้แหละญาติของเจ้าชื่อว่าพระเจ้าพิมพิสารจะบำเพ็ญกุศล แล้วเธอหมดทุกคนได้รับโมทนา ก็จะพ้นทุกขเวทนาเสียที เปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยกันมานาน จนกระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ พระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวันมหาวิหาร แล้วถวายทานแก่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด เมื่อถวายทานแล้วก็ไม่ได้กรวดน้ำ ไม่ได้กรวดซีเพราะไม่รู้ ตอนนั้นมันเป็นการทำบุญครั้งแรก ยังไม่รู้ว่าทำบุญกรวดน้ำกันได้ผล เปรตทุกคนที่คอยอยู่ก็นั่งตั้งท่าจะโมทนา เห็นพระเจ้าพิมพิสารไม่กรวดน้ำให้ก็เดือดร้อน กลางคืนเข้ามาในพระราชนิเวศน์ พระเจ้าพิมพิสารก็ไม่เห็นตัว เป็นพระโสดาบัน แต่ท่านไม่เห็นตัว ก็เลยร้อง เมื่อร้องขึ้นมาพระเจ้าพิมพิสารก็ตกใจ แปลกใจว่าเสียงอะไรไม่ทราบมาร้องกึกก้อง

ในเมื่อพระเจ้าพิมพิสารตกใจ ในตอนเช้าก็ไปหาพระพุทธเจ้า ไปถามว่าเมื่อคืนนี้ไม่รู้เสียงอะไร มันร้องกรี้ดกร้าดๆ ตามในพระราชฐาน ไม่เคยได้ยินพระพุทธเจ้าข้า ก็เล่าความนั้นให้ทราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เปรตเป็นญาติของพระองค์ต้องการโมทนาบุญ เมื่อวานนี้พระองค์ทรงทำบุญแล้วไม่ได้กรวดน้ำอุทิศให้ คำว่าอุทิศแปลว่าเจาะจงนะ อุทิศนี่นะเขาแปลว่าเจาะจงให้เฉพาะ พระเจ้าพิมพิสารจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมดไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์ ตอนนี้เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จก่อน จะโมทนาพระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำ ใช้คำว่า อิทัง โน ญาตินัง โหตุ แปลเป็นความว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า เท่านี้ละนะ

กรวดน้ำครั้งแรก เปรตทั้งหลายเหล่านั้นตั้งท่าคอยอยู่แล้ว ได้รับโมทนา เมื่อโมทนาแล้วร่างกายทิพย์หมด มีความอิ่มเอิบ มีความสวยสดงดงาม ร่างกายเทวดา แต่ว่าเป็นเทวดาชีเปลือยไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีผ้านุ่ง เพราะอะไร เพราะว่าในสมัยก่อนที่จะตายไม่ได้เคยทำบุญถวายผ้าผ่อนท่อนสไบไว้ในพุทธศาสนา เมื่อร่างกายสวยแต่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีกางเกงนี่มันก็แย่เหมือนกัน ก็เดือดร้อน ตอนกลางคืนจึงเข้ามาหาพระเจ้าพิมพิสาร แสดงตัวให้ปรากฏ แต่ว่าตอนยืนน่ะสงสัยว่าจะยืนหันหลังให้ คงไม่ยืนหันหน้าให้หรอก คงจะอายเหมือนกัน

พระเจ้าพิมพิสารแปลกใจว่า คนอะไรสวยก็สวย แต่แก้ผ้าไม่มีเสื้อไม่มีผ้า ตอนเช้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า พวกเปรตพวกนั้นแหละเป็นเทวดา แต่ไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์ให้อาหารเป็นทาน เขาก็มีแต่ร่างกายสวย ผ้าไม่มี พระเจ้าพิมพิสารถามว่า ทำไมเขาจึงจะได้ผ้า ท่านก็บอกว่าต้องถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้ เขาจะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ พระเจ้าพิมพิสารก็ทำอย่างนั้น แต่พอได้เครื่องประดับแล้วเทวดาก็มาแสดงตัวให้ปรากฏ แล้วนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เลยไม่รบกวนอีก นี่เล่าถึงเรื่องของสงฆ์ให้ฟังนะ ว่ามีเจตนาขอยืมยังมีโทษขนาดนี้ แต่ถ้าหากว่าเราไปเอามาโดยไม่ขอยืมจะมีโทษขนาดไหน

เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย สำหรับวันนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่ลูกหลานทุกคน สวัสดี

บรรดาลูกหลานทั้งหลาย วันนี้วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2514 อแต่นี้ไปก็นำเรื่องของหลวงพ่อมาเล่าแบบสรุป เพราะพูดมาก็มากแล้วรู้สึกว่าเวลาจะยืดเยื้อมาก ถ้าจะพิมพ์เป็นหนังสือคงจะพิมพ์กันยากเต็มที เพราะว่าหนังสือจะหนามาก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อแต่นี้ไปฉันจะพูดแบบย่อๆ ให้บรรดาลูกหลานฟัง

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องของการนำเอาอำนาจเจโตปริยญาณ หรือว่าไม่ใช่เจโตปริยญาณ ต้องเรียกกันว่าทิพยจักษุญาณที่หลวงพ่อปานมีอยู่ มาเล่าให้บรรดาลูกหลานฟัง ทั้งนี้เพราะว่าจะเล่าเรื่องราวที่ท่านรู้ขึ้นเองโดยไม่มีใครบอก เพราะว่าเป็นการรู้อำนาจของจิต และเป็นความรู้ตามพลังของจิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อเล็ก

เรื่องต้นที่จะนำมาเล่าให้ฟังคือว่า ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน ตอนนั้นท่านฝึกให้หลวงพ่อเล็ก หลวงพ่อเล็กนี่น่ะเป็นพระที่มีกรรมฐานสำคัญมาก แล้วเป็นพระที่หลวงพ่อปานไว้วางใจและเกรงใจมาก เพราะว่ามีอำนาจรองจากหลวงพ่อปาน ถ้าจะว่ากันไปตามความจริงแล้วละก็ พระในวัดน่ะเกรงใจหรือว่ากลัวหลวงพ่อเล็กมากกว่าหลวงพ่อปาน เพราะว่าหลวงพ่อปานท่านไม่ค่อยได้อยู่วัด อำนาจการปกครองต่างๆ ตกอยู่กับหลวงพ่อเล็กองค์เดียว การจัดสรรระเบียบต่างๆ หลวงพ่อเล็กเป็นผู้บังคับ หลวงพ่อเล็กเป็นพระไม่ค่อยอยากพูด ตามปกติท่านนั่งเฉยๆ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่มีใครไปพูดเรื่องธัมมะธัมโมกับท่าน วันนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องพูดอะไรกัน แต่ว่าถ้าใครไปพูดเรื่องธัมมะธัมโมกับท่าน รู้สึกว่าท่านพอใจมาก คุยกับเขาได้ตลอดวัน พระองค์นี้มีเวลาทำงานตรงตามเวลาเสมอ เวลาของท่านแต่ละอย่างที่ท่านกำหนดไว้ ท่านไม่ยอมให้คลาดเคลื่อน นี่เป็นระเบียบของท่านเองนะ

เรื่องมีอยู่ว่า ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานทำรูปของท่าน แล้วมีรูปยันต์เกราะเพชร เมื่อทำแล้วหลายพันผืนสำหรับแจกบรรดาพุทธบริษัทที่มีความต้องการ ท่านทำแจกของท่านจริงๆ นะ ไม่ได้ขาย คำว่าแจกนี่ไม่มีคำว่าขายติดอยู่ด้วย หมายความว่าถ้าใครมาขอท่านให้เลย เรื่องที่เขาจะเงินเอาทองมาให้ท่านหรือไม่น่ะ ท่านก็ไม่ถาม ไม่เคยถามฉัน ฉันนี่แหละเป็นคนแจก ใครมาขอฉันเป็นคนแจก ท่านไม่เคยถามเลยว่าค่าผ้ายันต์ค่าพระของท่านได้เท่าไหร่ ไม่เคยได้ยินเสียงถามตลอดชีวิต คราวหนึ่งหลวงพ่อปานไม่ได้สั่งพิมพ์เอง เป็นนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ คนนี้เรียนคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้ากับหลวงพ่อปาน ทำจนมีผล ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าจนเป็นฌาน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่

ลูกหลานทั้งหลาย ถ้าใครจำได้นะ ถ้าใครจำคาถาได้ ทำให้เป็นสมาธิ ทำให้เป็นฌาน มีผล 2 อย่าง คือว่าถ้าเป็นฌานแล้วลาภสักการจะเกิดไม่ขาดสาย ขึ้นชื่อว่าความขัดข้องใดๆ ไม่ค่อยจะมี หากว่ามีขึ้นมาก็มีการชดใช้ หมายความว่าหาทัน นี่เป็นประการ 1 ประการที่ 2 คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน มีผลยันให้ถึงพรหม หมายความว่าบันดาลให้เกิดเป็นพรหมได้ แต่ถ้าหากใช้ฌานอันนั้นไปเจริญวิปัสสนาญาณก็ไปพระนิพพานได้ ฉะนั้น คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปาน จึงไม่ใช่เป็นคาถาที่ปรัมปราหรือไร้ผล มีผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็มีผลในชาติสัมปรายภพ

หากว่าบรรดาลูกหลานทั้งหลาย ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานจนเป็นฌานได้ ทุกคนก็จะไม่มีความยากจน เวลาตายก็มีความสุข อยากจะไปนิพพานก็ไปได้ มีผลเสมอกัน เป็นคาถาของชาวบ้านโดยตรง คราวนี้มาว่ากันถึงเรื่องผ้ายันต์ ในเมื่อนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายตราใบโพธิ์มาถวายหลวงพ่อปานจำนวนหลายพันผืน เมื่อเขาพิมพ์มาแล้วหลวงพ่อปานก็สั่งหลวงพ่อเล็กให้เอาผ้ายันต์ไปเสก หลวงพ่อเล็กนำมาเสก 3 เดือน ถือว่าครบไตรมาสพรรษาหนึ่งพอดี หลวงพ่อเล็กนี่เราทราบกันอยู่ว่าท่านได้สมาบัติ 8 แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้นสำหรับวิปัสสนาญาณนี่จะได้อะไรฉันไม่ทราบ ฉันไม่หลอกสิ่งที่จะรู้กันได้ ถ้าเราได้ถึงไหนเราก็รู้กันว่าคนอื่นเขาได้ถึงเพียงนั้น ที่รู้เลยไปเราไม่รู้

ตอนนั้นฉันก็ยังทรงสมาบัติ 8 เหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ฝึกอภิญญาครบถ้วน เลยกลายเป็นพระไม่ใช่อภิญญา นี่ฟังให้ดีนะ สมาบัติ 8 ก็อาศัยกสิณกองใดกองหนึ่งเป็นพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้กสิณทั้งหมก 10 อย่าง ใช้กสิณกองใดกองหนึ่งเป็นพื้นฐานยกเอารูปขึ้นมาตั้งแล้วก็เพิกกสิณนั้นเสีย แล้วใช้อรูปฌานขึ้นมาแทน ถ้าทำได้ทั้ง 4 อย่างก็เรียกว่าทรงอรูปฌาน 4 อย่าง ได้เป็นฌาน 8 ไป นี่ฟังกันไว้เท่านี้นะ หลวงพ่อเล็กได้ฌาน 8 สมาบัติ 8 เลยกว่านั้นฉันไม่รู้ เมื่อได้รับผ้ายันต์มาแล้วก็มานั่งเสก เสกด้วยอำนาจของสมาธิ เข้าฌานสมาบัติ 3 เดือน เวลากลางคืนนา เสกกี่ชั่วโมงไม่ทราบ แต่ว่าไม่ใช่ว่าตลอดวันตลอดคืน อย่านึกว่าตลอดวันตลอดคืน 3 เดือน ไม่ลูก ไม่กินข้าวไม่กินปลา นี่มันก็เกินคนไป ว่ากันตามแบบปกติ

ฟังเรื่องของพระนะ พอครบ 3 เดือนวันออกพรรษาหลวงพ่อเล็กเรียกฉันเข้าไป บอกให้แบกผ้ายันต์ ฉันคนเดียวมันแบกไม่ไหว ก็เอาไอ้เพื่อนอีก 3 คนมาช่วยกันแบกผ้ายันต์มาถวายหลวงพ่อปาน ยังไม่ทันจะถึงเลย ห่างอีกประมาณสัก 10 วาได้กระมัง หลวงพ่อปานเห็นเข้า ท่านโบกมือโบกไม้บอกว่า ไม่เอาๆ ยังไม่เสร็จ ยังไม่เสร็จ ยังใช้ไม่ได้ นี่ท่านร้องไป ก็เป็นอันว่าไม่เอาเข้าไปให้ท่าน เอากลับ ตอนนี้หลวงพ่อเล็กกลับมาก็นึกในใจว่า นี่เราทำขนาดนี้ยังใช้ไม่ได้ ใครที่ไหนจะยิ่งไปกว่าเรานะ เราเข้าถึงสมาบัติ 8 นี่ท่านบ่นนะ เราเข้าถึงสมาบัติ 8 แล้วก็คลายสมาธิลงมาพิจารณาวิปัสสนาญาณ จนกระทั่งอารมณ์จิตเป็นแก้วทั้งหมด เป็นแก้วประกายพฤกษ์ทั้งหมดแล้วเราจึงเข้าสมาธิใหม่ จัดเป็นโลกุตตรญาณ แล้วเราก็อธิษฐานจิต นี่ยังใช้ไม่ได้ ก็ใครจะเสกยิ่งไปกว่านี้ ท่านบ่นให้ฟัง ท่านก็บอกว่า เอา ในเมื่อท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ ฉันก็จะทำให้ใหม่

ตอนนี้ท่านไปทำใหม่ 7 วัน ท่านทำยังไงบ้างฉันไม่ทราบ เวลาท่านทำไม่ได้เข้าไปยุ่งกับจิตใจของท่าน พอครบ 7 วัน ท่านมาเรียกพวกฉันไปให้ไปแบกมาให้หลวงพ่อปาน ตอนนี้เองพอแบกมาหลวงพ่อปานเห็นแต่ไกลก็กวักมือกวักไม้บอก เออๆ เอามาๆๆ อย่างนี้ซิมันถึงจะใช้ได้ ไอ้คนเก่งคนเดียวน่ะมันใช้ไม่ได้ มันต้องให้คนอื่นเขาเก่งกว่า เก่งคนเดียวใช้ไม่ได้ ทำอย่างนี้ใช้ได้ เมื่อเข้าไปถึงหลวงพ่อเล็กก็กราบหลวงพ่อปาน ฉันก็กราบ เพื่อนฉันก็กราบ ไอ้ฉันน่ะมันคนชอบสงสัย ไอ้เพื่อนๆมันเรียกไอ้ปากหมา สมัยนั้นเขาไม่เรียกปากลิงหรอก เขาเรียกปากหมา เมื่อสงสัยอะไรขึ้นมาชอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ สงสัยใครขึ้นมาชอบสอบถาม ไปถามเพื่อนมันบ่อยๆ มันเลยเรียกไอ้พระปากหมา ช่างมันเถอะ ความจริงถ้าปากฉันเป็นหมาได้ฉันจะดีใจ ปากหมาน่ะมันกินไม่เลือก กระดกกระดูกมันกินได้ ของแข็งยังไงมันกินได้ วาจาของเพื่อฉันมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ปากฉันกินของแข็งก็ไม่ได้ มันไม่เท่าหมาเสียแล้ว ไปเห็นหมามันเคี้ยวกระดูก หมามันเคี้ยวอะไรต่ออะไรได้อย่างไม่รังเกียจ รักษาชีวิตของมันด้วยอาหารต่างๆ ฉันอยากจะทำอย่างนั้นบ้างทำไม่ได้ ถ้าปากฉันเป็นหมาจริงๆ ละก็น่ากลัวจะทำได้ แล้วฉันจะสบายกว่านี้มาก นี่ปากฉันดันเป็นปากคน แล้วก็ไม่เท่าปากคนธรรมดา เลยรักษาตัวยากหน่อย เสียท่า ไอ้เพื่อนมันพูดไม่ตรง

ต่อไป ฉันถามหลวงพ่อเล็กว่า หลวงพ่อขอรับ ตอนก่อนหลวงพ่อเสกยังไงหลวงพ่อปานจึงว่าใช้ไม่ได้ หลวงพ่อเล็กบอกว่า ตอนก่อนฉันเข้าสมาบัติ 8 แล้วใช้วิปัสสนาญาณเต็มที่ คลายจิตออกมาถึงอุปจารสมาธิ อธิษฐานแล้วก็เข้าสมาบัติ 8 ใหม่ เท่านี้ 3 เดือน ไม่ได้ขาดเลยทุกคืน คืนละ 3 ชั่วโมง ท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ หลวงพ่อปานท่านก็ออกมาบอก ยังงี้ใช้ไม่ได้ดอกคุณเล็ก คุณเล็กอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ คือว่าถ้าเราทำอะไรถ้าเก่งคนเดียวมันใช้ไม่ได้ ไอ้เราเองน่ะมันไม่ดีพอ ต้องให้คนอื่นเขาดีบ้าง จึงได้ถามหลวงพ่อเล็กใหม่ว่า หลวงพ่อขอรับ ตอน 7 วันนี่ หลวงพ่อทำยังไงขอรับ ท่านบอกว่าในเมื่อฉันใช้สมาบัติ 8 ท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ ฉันก็กลับ คราวนี้ฉันไม่เอาละ ฉันก็ตั้งท่าบวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราธนาบารมีพระทั้งหมดตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหมด ฉันยกยอดเลย ยกยอด ในเมื่ออาราธนาเห็นท่านมากันครบถ้วน แล้วท่านมาทำกันคืนหนึ่งประเดี๋ยวเดียว สัก 10 นาทีท่านก็กลับ แล้วท่านก็บอกให้เลิก

ฉันก็นอน ฉันทำมาแบบนี้ถึง 6 วัน ถึงวันที่ 7 ทุกท่านมา แต่ไม่มีใครทำ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว คุณจะให้ฉันทำอะไร ฉันก็เลยเลิก ถึงได้ให้พวกเธอแบกมาให้ท่านใหญ่ นี่ท่านเรียกหลวงพ่อปานว่าท่านใหญ่ หลวงพ่อปานฟังแล้วก็หัวเราะก๊าก บอกจริงที่คุณเล็กพูดน่ะ จริงนะอาจารย์เล็ก อาจารย์เล็กท่านเรียกอาจารย์เล็กบ้าง คุณบ้าง ที่อาจารย์เล็กพูดนั่นน่ะจริง พวกเธอจงจำไว้นะ การที่เราจะเสกพระเสกผ้ายันต์อะไรต่ออะไรนี่น่ะ ถ้าเสกด้วยอำนาจกำลังของเราละไม่ช้ามันก็เสื่อม เราน่ะมันดีแค่ไหน การเสกว่าคาถาต่างๆ นี่ก็เป็นการอาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดา หรือพรหมมาช่วย แต่ว่าคาถาบางอย่างก็จะว่าแต่เฉพาะบางจุด การเสกพระเสกเจ้า หรือเสกผ้ายันต์ เสกอะไรต่ออะไรพวกนี้ ถ้าเราเอาตัวของเราออกเสีย เราไม่เข้าไปยุ่ง แต่อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมหรือเทวดาทั้งหมดท่านมาช่วย ท่านทำประเดี๋ยวเดียว 2-3 นาทีมันก็เสร็จ ดีกว่าเราทำ 1,000 ปี แล้วเราจะเอาอะไรบ้างก็อาราธนาบอกท่าน บอกว่าขอให้ใช้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่าลืมนะ ถ้าใช้ในทางทุจริตหรือกฎของกรรมบังคับ ไม่มีอะไรจะคุ้มครองใครได้ ถ้าหากว่าใครเลวอยู่แล้วก็คอยพยุงๆ ให้เลวน้อยลงไปนิดหนึ่งได้ ถ้าใครดีขึ้นมาหน่อยก็พยุงให้ดีมากได้

นี่เป็นกฎของอำนาจพุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี และพรหม และเทวดาทั้งหลาย ท่านพูดแล้วท่านก็ชอบใจ บอกว่าคุณเล็กทำถูก ตอนก่อนฉันรู้ ไปตั้งท่าเข้าสมาบัติอยู่คืนละ 2-3 ชั่วโมง ฉันนั่งอยู่ที่กุฏินี่ฉันก็รู้ แต่ที่ฉันไม่บอกไว้ก่อนเพราะจะให้คุณเล็กนี่นะรู้เอง การทำตัวเป็นคนเก่งเองน่ะมันใช้ไม่ได้ มันต้องให้พระท่านเก่งซี พระพุทธท่านเก่ง พระธรรมท่านเก่ง พระสงฆ์ท่านเก่ง พรหมท่านเก่ง เทวดาท่านเก่ง ของที่เราทำ เราจะไปตามคุ้มครองชาวบ้านชาวเมืองได้ยังไงทุกคน ถ้าหากพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ท่านช่วยคุ้มครอง ท่านก็มองเห็นได้ถนัด สงเคราะห์เขาได้โดยสะดวก

นี่ตอนนี้ นี่นำมาเล่าให้แก่บรรดาลูกหลานฟัง จะได้ทราบถึงวิธีการปลุกพระ ปลุกผ้ายันต์ ถ้าพระเข้าขั้นที่เรียกว่าได้ทิพยจักษุญาณโดยมากเขาไม่ทำเองนะ เขาเที่ยววานชาวบ้านมาทำ พูดว่าชาวบ้านมันก็ต่ำไป วานพระมาทำ พระพุทธเจ้าบ้าง พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง พระอริยสงฆ์บ้าง เทวดาบ้าง พรหมบ้าง อันนี้ก็สบายดี แต่หากว่าทำเองไม่ช้ามันก็เจ๊ง ตัวเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ค่อยได้ คนทำมันก็ตายนี่ แล้วมันจะไปคุ้มครองความตายของใครเขาได้ นี่ว่ากันตามธรรมดานะ ตอนนี้ที่นำมาเล่าให้ฟังก็เพื่อจะชี้ว่าหลวงพ่อปานนี่น่ะท่านมีเจโตปริยญาณ หรือว่าทิพยจักษุญาณดีมาก แจ่มใสมาก ขนาดลูกศิษย์ทำอะไรอยู่ที่ไหนท่านรู้ อย่างฉันนี่นะไปทำผีเข้าผีออกที่ไหนท่านรู้ โกหกท่านไม่ได้สักที หลายวาระแล้วตั้งใจจะโกหกท่าน ปิดไม่ได้ พอเห็นหน้าเข้าชี้หน้าเลย ไม่ทันจะถามเสียด้วยซี แล้วไม่ทันจะบอก ไม่ได้สอบสวน ชี้หน้าแล้วก็พูดเรื่องที่ฉันไปสร้างความระยำเลย นี่ฉันเองน่ะโดนมากกว่าคนอื่น พระอื่นๆ เขาไม่โดนมากเท่าฉันหรอก ฉันน่ะมันใกล้ชิดท่านมาก โดนมาก แล้วก็เกเรมาก ขโมยก็เก่ง ขโมยไม่ใช่อะไร ขโมยคาถา อยากจะทดลองสมาธิ ทำได้แล้วก็ทิ้งน้ำไป

เอา มาว่ากันไป ข้อที่ 2 นะ ทีนี้ว่าถึงเรื่องรู้ของหลวงพ่อปาน ที่วัดบางนมโคนี่มีกุฏิอยู่หลังหนึ่ง ผีดุมาก กุฏิหน้าศาลา คือ ข้างล่างเป็นศาลาหน้ามุข แล้วข้างบนเป็นกุฏิคู่ ท่านทำเป็นสถานที่เรียนนักธรรม กุฏิคู่นี้มีพระขึ้นไปอยู่ 2 รุ่น รุ่นละ 2 องค์ อยู่กันถึงวันที่ 4 ก็เสด็จลงมาหมด รุ่นแรกขึ้นไปกลับมาไม่บอกใคร ถามว่าทำไมไม่อยู่มันเงียบดี บอกไม่ชอบอยู่ เฉยๆ เขาพูดเฉยๆ รุ่นที่ 2 ขึ้นไป 3 วันลง แล้วต่อจากนั้นไปก็ไม่มีใครขึ้น ฉันก็อยากจะไปอยู่บ้างซิ มันเงียบดี ก็ลองๆ ดู ก็มีผู้ใหญ่เขาบอกให้ฟังนะว่าที่ตรงนี้ผีมันดุมาก หลวงพ่อปานเคยปลูกโรงเรียนบาลีตรงนี้ ผีมันดุ แต่เวลานี้ท่านรื้อไปแล้ว เอาสร้างเป็นศาลาหน้ามุข ฉันก็ไปขออนุญาตหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานบอกว่าอย่าไปเลยคุณที่ตรงนั้นมันไม่ค่อยดี ผีมันดุ

ฉันเลยบอกว่า ตรงที่ผีดุๆนี่ผมชอบ เพราะอยากจะดูซิว่าผีมันมีฤทธิ์แค่ไหน ฮึ่ ดูซีลูกหลาน ฉันมันเหมือนกับชาวบ้านชาวเมืองเขาที่ไหน หลวงพ่อปานท่านมองหน้า แล้วท่านก็ยิ้มๆบอก เอ้า อยากจะรู้ฤทธิ์รู้เดชผีก็ขึ้นไปได้ อนุญาต แต่อย่าลืมนา ถ้ามีเรื่องร้ายอะไรขึ้นมาละ ตอนกลางคืนห้ามมาพบฉัน แกจะพบฉันได้ต่อเมื่อมันสว่างแล้ว เอาละซี ก็เป็นอันว่าตกลง ทีนี้เวลาจะไปก็เตรียมหวายตีผีไปด้วย เอาไว้สู้กันให้เต็มที่ มีตะเกียงโคมลูกหนึ่ง ห่มสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิครบถ้วน ขึ้นไปบนนั้นประมาณ 1 ทุ่ม แล้วไปนอนอ่านหนังสืออยู่ มันเป็นกุฏิ 2 หลังอยู่คู่กัน ห่างกันประมาณ 2 วา เมื่อขณะอ่านหนังสืออยู่ปรากฏว่ามีเสียงคุยกัน เป็นเสียงผู้ชายเสียงใหญ่ๆ คุยกันที่กุฏิอีกหลังหนึ่งที่ฉันไม่ได้อยู่ เสียงเพรียกไปหมด กะเสียงคนประมาณห้าหกสิบคน

ฉันก็คิดว่าพวกทำเขื่อนหน้าวัดบางนมโคหรือพวกเจ๊กมาคุยกัน ฉันฟังไม่รู้เรื่อง จะว่าเป็นภาษาเจ๊กก็ไม่ใช่ ภาษาไทยก็ไม่รู้เรื่อง สงสัยว่าไอ้พวกนี้นี่มันยังไง เรานอนอยู่ตรงนี้นี่นา มันน่าจะเกรงใจเราบ้าง แต่ที่ไหนได้ พอคว้าไฟฉายไปส่องดูไม่มี ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าคนไม่มี ผีก็ไม่เห็น เงียบ กุฏิเขาก็ใส่กุญแจไว้นี่ หน้าต่างทุกบานเปิดไม่ออกเพราะติดกลอน ต้องไปไขกุญแจ ไขกุญแจดูก็ไม่มีอะไรเลย นึกว่านี่น่ากลัวจะเป็นผี ก็เลยคิดว่าช่างมัน อยากจะดูนักว่าผีมันเป็นยังไง ทีนี้พอถึงตอนดึกฉันก็นอน หลังตี 1 ครึ่งฉันตื่นเป็นปกติ ตี 1 ครึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว ล้างหน้าล้างตา ทำวัตรสวดมนตร์ พอตี 2 พอดีฉันก็เข้าเจริญพระกรรมฐาน ไปเลิกเอาตอนตี 4 ออกเดินจงกรม หรือไม่ยังงั้นก็ทบทวนความรู้จากพระปริยัติ

คือจากหนังสือว่ากันตามเรื่อง ตามแบบฉบับของพระ แล้วตั้งแต่ตอนตี 2 ถึงตี 4 น่ะ ต้องเข้าฌานเต็มระดับ เอากันเต็มที่ จะมีฌานเท่าไหร่มีวิปัสสนาญาณเท่าไร ว่ากันเต็มอัตราศึก แล้วเวลาถึงตี 4 คลายออกมาแล้วก็ทรงไว้แต่อุปจารสมาธิบ้าง ทรงไว้แค่ปฐมฌานบ้าง เพื่อสำหรับเวลาเช้าจะได้ไปบิณฑบาต จะเข้าในเกณฑ์ที่เรียกว่าพระโปรดสัตว์ ไม่ใช่พระไปให้สัตว์โปรด เป็นยังงี้หนา คืนนี้พอถึงตี 1 ครึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาไม่ใช่ยังงั้นเสียแล้ว เสียงข้างนอกโดดกันโครงครามๆ กุฏิหลังนั้นมันมีชานข้างนอกรอบตัว แล้วก็เป็นเวลาเดือนหงาย ฉันเปิดออกไปดู เห็นคนบอกไม่ถูกเลย เยอะแยะไปหมด โดดกัน พื้นน่ะมันเป็นคอนกรีต มันโดดสะท้านเลย ตึงๆๆ มองไปแล้วทุกคนไม่มีหัว เดือนหงายจัด ฉันมองเห็นชัด ดูทุกคนแหละ ไม่มีหัวสักคน

ฉันก็ยืนมองดูคิดในใจว่า เอ๊ะ ไอ้พวกนี้ไม่มีหัว มันโดดได้ยังไง นี่แปลกใจตัวเองนะว่า ธรรมดาคนเราน่ะถ้าไม่มีหัวละก็ ลุกไม่ขึ้น ไอ้นี่ตั้งแต่คอถึงหัวขึ้นไปนี่มันไม่มี แต่เห็นมันกระโดดกันโหยงเหยงๆ ฉันเลยปล่อยมัน ดูมันอยู่ประเดี๋ยว กลัวจะเสียเวลาพระกรรมฐาน ฉันก็ล้างหน้า ล้างหน้าเสร็จแล้วมาทำวัตรสวดมนตร์ มันก็กระโดดของมันยังงั้น พอถึงเวลาตีสองฉันก็เข้าเจริญพระกรรมฐาน ตอนนี้วิ่งเข้ามาโดดในกุฎิ แต่ว่าเข้าไปไม่ถึงตัวฉันนะ มันห่างอยู่สักวา 1 ตามที่หลวงพ่อปานสั่งว่า ผีน่ะเข้าใกล้ตัวคนที่เจริญพระกรรมฐานเกินกว่า 1 วาไม่ได้ ต้องอยู่ห่างไปประมาณ 1 วา ฉันก็รู้ว่าห่าง 1 วาน่ะมันเอื้อมมือไม่ถึง มันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ฉันก็นั่งทำพระกรรมฐานตามปกติ ต่อมาเมื่อถึงเวลาตี 4 ฉันก็เลิก เลิกลืมตาขึ้นมามันก็หนีออกไปโดอยู่ข้างนอก ฉันก็ปล่อยมัน แล้วทรงสมาธิอยู่แค่อุปจารสมาธิ ตอนนี้หยิบตำราขึ้นมาดู ตำราพระปริยัติ เรื่องของพระไตรปิฎกหยิบขึ้นมาอ่าน รู้ส