วันเวลาปัจจุบัน 19 ต.ค. 2019, 07:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 47 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:23 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานออกธุดงค์

ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องหลวงพ่อปานกันเสียที จะลืมบอกเสียแล้วว่า วันนี้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2514 อากาศยังหนาวเย็นสบายใจของอากาศ เรื่องดินฟ้าอากาศอย่าไปทะเลาะกับแกเลย แกไม่มองหน้าใคร แกเคร่งครัดกับหน้าที่ของแก เมื่อแกจะหนาวจะร้อน ใครจะไปทัดทานห้ามปรามหรือให้สินจ้างรางวัล บวก 20, 50 หรือ 80% อะไรกับแกๆ ไม่เอาด้วย แกมีระเบียบวินัยแน่นอน น่าจะยึดถือเป็นแบบฉบับไว้ปฏิบัติบ้าง พวกเธอและฉันที่กำลังคุยกันอยู่นี้ก็มีระเบียบปฏิบัติที่ดี แต่พวกเราคอยพยายามไม่สนใจมีอยู่ คือ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องคิดว่าจะตาย มันน่าแปลกไหม

เรื่องธรรมชาติปล่อยไป เขาดีเราจงพยายามมองความดีของ ธรรมชาติ ธรรมชาติมีระเบียบวินัย จงพยามยามมองความมีระเบียบวินัยของธรรมชาติ กฎธรรมดามีสภาพไม่เที่ยงไม่ผันแปร จงยอมรับนับถือกฎนั้น แล้วเธอทั้งหลายจะมีความสุขใจ พวกอรหันต์ทุกองค์เข้าพระนิพพานได้ ท่านไม่ได้เอาอะไรมาเป็นกำลัง นอกจากอารมณ์ตั้งมั่นและยอมรับนับถือกฎธรรมดา เท่านี้ท่านก็เข้านิพพานได้ เรื่องของหลวงพ่อปานธุดงค์มีหลายตอน รอก่อนนะ เพราะเมื่อคืนวันที่ 27 ฉันฝันสองรอบ จะเล่าเรื่องฝันให้ฟังก่อน คนแก่ขี้ฝัน แต่พวกลูกหลานต่อไปก็จะแก่เหมือนฉัน อาจจะขี้ฝันหรือ ขี้บ่นเหมือนฉัน ความฝันของฉันถ้าเห็นว่าดีก็จงจำไว้ใคร่ครวญ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นเรื่องก็กองทิ้งไว้ตรงนี้ อย่านำไปใคร่ครวญให้เปลืองเวลาที่เป็นประโยชน์เลย

คืนวันที่ 27 ฉันนอน 2 รอบ คือ รอบหัวค่ำและรอบเช้ามืด รอบหัวค่ำเริ่มนอนตั้งแต่ 20 น. ตื่น 21 น. แล้วไปหลับเอา 23 น.เศษ ตื่น 2.30 น. ตามแบบฉบับของคนแก่


ฝันรอบแรก

เมื่อฉันนอนรักษาอานาปานานุสสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจเข้าออกตามแบบฉบับของฤาษีลิงดำ เมื่ออารมณ์สบายฉันก็เริ่มฝันๆ ว่า ฉันออกจากที่อยู่ของฉันลอยขึ้นไปบนอากาศมองเห็นพระจุฬามณี ยกมือไหว้แต่ไม่ได้แวะ ลอยเลยขึ้นไปๆ พบสถานที่ๆ หนึ่งสวยงามมาก มีแสงสว่าง แพรวพราวราวกับแสงพระอาทิตย์สักพันดวง มีพระใหญ่นั่งอยู่ 1 องค์ มีแสงสว่างมาก มีพระบริวารนั่งแวดล้อมอยู่หลายองค์ ฉันเข้าไปหา พระใหญ่ท่านยิ้มแล้วพูดว่า คุณ ชีวิตเราเรียกร้องทวงคืนไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาและแก่เพียงนี้แล้ว เมื่อเห็นเด็กหรือพวกหนุ่มสาวที่เขามีกำลังกายดี เขาสนุกสนานกัน เราอยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่ทำไม่ได้เพราะความแก่ขัดขวาง อยากจะหันหลังกลับไปเป็นเด็กอีก หรือเป็นหนุ่มสาวอีก เราก็กลับหลังหันไม่ได้ ไม่เหมือนสถานที่ที่เราอาศัย ไปสถานที่อื่นแล้วกลับมาที่เดิมได้

สำหรับชีวิตเดินทางไปหาความตายเป็นปกติ ในที่สุดก็ตาย ทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็เหมือนกัน ส่วนที่เราหามาได้แล้วและเราใช้ไป มันก็หมดไปแล้ว ส่วนที่ยังปรากฎอยู่มันเป็นทรัพย์ที่เรายังไม่ได้ใช้ หรือทรัพย์สินที่หามาได้ใหม่ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราใช้ไปแล้วกลับคืนมา สำหรับทรัพย์สินแตกต่างกับชีวิตอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เมื่อชีวิตสลาย ทรัพย์สินมันคงอยู่กับโลก เราหามาด้วยความเหนื่อยยากมันไม่มีประโยชน์กับเราเลย เมื่อเราตายไปแล้วมันไม่ตามเราไป และกลับเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เธอจะมาเอาชีวิตเพื่ออะไร จงคิดว่าเธอจะต้องตายคนใหม่มาอยู่ เขาจะไม่ทำอย่างเธอๆ อย่าห่วงมัน ต่อไปหาทางอบรมลูกศิษย์ลูกหาทางใจให้มาก สอนอารมณ์ให้มาก จะสุขใจเมื่อมีชีวิตอยู่ และตายแล้วจะมีความสุข ฉันฝันแล้วฉันก็รู้สึกตัว คิดว่านี้เป็นอารมณ์ของสมถะผสมวิปัสสนาญาณ การกำหนดรู้ว่าจะตายและจะสบายเมื่อตาย แล้วเป็นมรณานุสสติในสมถกรรมฐาน การรู้สภาพของทรัพย์สินและร่างกายสลายตัวเป็นอนัตตาตามอารมณ์วิปัสสนา ฉันฝันแล้วฉันชอบใจ เธอชอบหรือไม่ชอบก็ตามใจพวกเธอ


ฝันรอบ 2

เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์ คำว่า ภควังค์ นักศึกษาทางใจยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก ที่เข้าใจถูกก็มาก ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนก็คือ คิดว่าอารมณ์เคลิ้มคล้ายหลับเป็นภวังค์เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูก ภวังค์เป็นศัพท์ที่หมายถึง รู้ตัวตามอารมณ์เดิม คือตื่นนั้นเอง ตื่นจากหลับ ตื่นจากคิด ตื่นจากหลงผิด มันก็ตื่นเหมือนกัน นักสมาธิต้องเรียกสมาธิตกไป อารมณ์คืนสู่สภาพปกติ อาการเคลิ้มเป็นอาการหลับในสมาธิ ไม่ใช่เป็นภวังค์ เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์แล้ว ฉันก็คิดถึงความฝัน ใคร่ครวญหาความจริง เห็นว่าฝันมีประโยชน์ก็เลยถือเป็นอารมณ์ พอเวลา 2 น.เศษ ก็หลับตามประสาคนแก่เจ้าอารมณ์

ถึงเวลา 2.30 น. ฉันตื่นตามปกติ ฉันใคร่ครวญชีวิตฉันตามปกติของลิงเจ้าอารมณ์ เมื่อใคร่ครวญอารมณ์ปลดพอใจแล้ว เห็นใจไม่มีสี (จิตตานุปัสสนากรรมฐาน) เขาดูจิตในจิตด้วยอำนาจสมาธิ ใครทำได้เห็นเอง ทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคน ลิงป่าไม่เกี่ยว ฉันก็เริ่มจับอานาปานานุสสติร่วมกับอุปสมานุสสติ อนุสสติแบบนี้พวกสามลิงสามสัตว์ดิรัจฉานคล่อง เพราะหลวงพ่อปานสอนเสียจนมีอารมณ์เป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นของหนักเลย

เมื่อฉันใคร่ครวญพระนิพพานตามกำลังของอานาปานานุสตติช่วยประคับประคอง อาการเคลิ้มก็ปรากฏ เมื่อมีอาการเคลิ้มปรากฏ ฉันก็ฝันรอบที่ 2 คราวนี้ฝันว่าลอยไปบนอากาศ ไปพบพระที่นิพพาน ท่านเป็น พระพุทธเจ้า เมื่อไปไหว้กราบท่าน ท่านบอกว่าคุณจงตามฉันมา แล้วท่านก็เดินนำหน้า ฉันเดินตามหลัง ไปถึงวิมานหลังหนึ่ง มีอาคาร 3 หลัง มีหอระฆังตั้งอยู่ข้างหน้า มีพื้นเป็นแก้วสวย วิมานก็สวยมาก พระท่านนั่งที่หอระฆัง ฉันนั่งข้างล่างตรงหน้าท่าน ฉันนั่งพนมมือ พระท่านสวยเหลือเกิน สว่างไสวมาก

ท่านบอกว่าวิมานหลังนี้เป็นวิมานของคุณ เพราะผลที่สร้างวัด สร้างที่สาธารณประโยชน์ คุณชักชวนชาวบ้านทำ เขาก็พลอยมีวิมานไปตามๆ กัน แต่ที่นี่เป็นวิมานของคุณ มันสวยงามมาก แพรวพราวทั้งหลัง แม้แต่พื้นที่เดินก็ดีกว่าห้องนอนฉันในชาติปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้ ท่านเตือนว่า คุณ ตัวคุณใสเหมือนเพชร ฉันก้มมองตัวมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่แก่เหลาเหย่เหมือนที่กำลังคุยอยู่นี่ ฉันนึกชอบใจตัวฉันมาก มีรัศมีสุกสว่างมาก ท่านบอกว่าที่นี่คุณเคยมาแล้วจำได้ไหม มองมามองไปก็จำได้ว่าเมื่อตายวาระที่ 3 เคยมาจริง ท่านชี้ให้ดูท่อนไม้เสี่ยงทายก็จำได้ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันละเอียดเมื่อถึงตอนตายวาระที่ 3 แล้วท่านบอกว่า คุณจะเอาแก้วมณีหรือเพชรสีน้ำมันก๊าดไปคลุกเปือกตมเพื่ออะไร คุณมองดูคนที่หลงอยู่ในกามคุณ

ท่านพูดแล้วท่านก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์เห็นสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ท่านว่ามันมีสภาพเป็นทุกข์ ทุกคนมีแต่ความเร่าร้อน มีความทุกข์ประจำ ร่างกายก็โสโครก จิตใจก็ไม่สะอาด ความปรารถนากามารมณ์ หมายถึง การหลงในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ไม่ใช่อารมณ์ใคร่เพื่อร่วมรักอย่างเดียว คำว่ากาม แปลว่า ความใคร่ รมณ์มีคำเต็มว่าอารมณ์ แปลว่าความคิด คนที่คิดว่ารูปสวยทนทานไม่เปลี่ยนแปลง เสียงเพราะ เพราะฟังแต่เสียงประจบเอาใจ ลืมฟังเสียงด่า กลิ่นหอมคือดมแต่ที่หอม ตรงที่เหม็นแกไม่ยอมดม รสอร่อยดูกันตรงที่อร่อย ของร้อนยังไม่บูดไม่เน่า ตอนที่บูดเน่าจริงๆ แกไม่ดื่มไม่กิน สัมผัสถูกต้องก็เลือกตอนที่นุ่มนวลแข็งแรง ตอนเหลาเหย่ไม่มีใครสนใจ

ท่านว่าพวกที่หลงใหลในกามารมณ์มีสภาพเหมือนคนที่ถูกขังในเรือนจำ ต้องถูกลงโทษทรมานด้วยประการทั้งปวง มีกิเลสตัณหาเป็นผู้บัญชาการ ลงโทษตามกฎของกรรมชั่วที่หลงเพ้อละเมอฝันว่ามันเป็นของดี ทำไปแล้วเขาก็ลงโทษ จงอย่าเมาชีวิตเลยคุณ อารมณ์ใดที่เคยมาที่นี่ได้เมื่อ 15 ปีมาแล้ว เธอจงรักษาอารมณ์นั้นให้ปกติ เธอจะไม่มีทางได้รับทุกข์อย่างชาติปัจจุบันอีก ฝันเท่านี้แล้วฉันก็รู้สึกตัว พอใจไหมลูกหลาน ถ้าพอใจก็จำไว้คิด ไม่พอใจก็ตามใจ ต่อไปนี้ฟังเรื่องหลวงพ่อปานกันต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบโขลงช้างที่สระบุรี

การธุดงค์ของหลวงพ่อปานมีมากวาระด้วยกัน จะคัดมาแต่ตอนที่เห็นว่าควรคุยกันเล่นเท่านั้น ที่นำมาคุยกันสู่กันฟังนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะร่วมทางกับท่านทุกครั้ง ที่ไม่ได้ร่วมทางก็มี ทราบจากท่านพูดให้ฟังใน ที่ประชุม ท่านออกธุดงค์ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ตามที่ท่านมหากัสสปนำไปปฏิบัติเป็นปกติ ท่านไม่เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือน ตามข้างตลาด กลางใจเมืองหลวง ธุดงค์แบบนี้ควรเรียกว่าธุดงค์ทำลายพระพุทธศาสนา หรือเรียกตามภาษาฉันว่า ธุดงค์จัญไร รับเงินรับทองรับของมีราคาก็ได้ สร้างความ เสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา ช่างไม่มีใครดูแลว่ากล่าวกันเสียบ้างเลย ปล่อยให้รกตาลิงอยู่ได้ ท่านสมาทานกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทาน คำว่าสมาทานคือ ขอเรียนวิธีปฏิบัติตนเมื่อขณะไปธุดงค์

เมื่อสมาทานแล้วท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท สมัยนั้นหารถยนต์เรือยนต์ที่ไหน ต้องใช้รถเท้าหรือถ่อกันทั้งนั้น เมื่อเข้าเขตสระบุรี ท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งว่าทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้านไกลจากทุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก 4 องค์ รวมเป็น 5 องค์ทั้งท่าน สมัยนั้นพระออกธุดงค์อย่างมากไม่เกินชุดละ 5 องค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลำบากชาวบ้านที่จะสงเคราะห์ เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตามจะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม คือ เลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียว ตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้ง แล้วท่านปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ 4 หลังคาเรือน

เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา นำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้ว เขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ 1 โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอนกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่าเมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญาเมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย เมื่อเวลาใกล้ค่ำเขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก เมื่อชาวบ้านกลับ พระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน เวลาผ่านไปประมาณ 22 น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริงๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน ท่านสั่งให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 ให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลแล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก

เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น เมื่อฝูงช้างปรากฎ มีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทางเฉยๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด ชาวบ้านเรียกมันว่าไอ้เก เพราะงามันบิดเกไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง พ่อเก พระเอกของโขลงออกมาแล้วแกเดินแบบคนเก ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้น เดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก คำว่าเชือกแทนคำว่าตัว นายเกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่แกจะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่น แกก็เริ่มวางท่าทางเกของแกออกมา เมื่อแกเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ แกมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อทันที

ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึงพระโพธิญาณเป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไรฉันก็จะสบาย คือไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่าท่านไปของท่านเป็นปกติจนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่ และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่าท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่าฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อน ไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดท่าน พอได้ระยะงวง เจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดท่านอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า 3 ปัป แต่ละทีเจ้าเกหัวซุนเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า 3 ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด

ท่านว่าที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิดนั่นเอง เมื่อถูกบิดงา เจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรง เมื่อนายมันปล่อยปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันเดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครมารบกวน แล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไป ท่านบอกว่าสงสัยว่าช้างตัวนี้จะเป็นช้างพระโพธิสัตว์ ท่านสงสัยหรือท่านรู้ก็ไม่ทราบ เพราะถ้าพระองค์ไหนดีท่านมักจะใช้คำว่าสงสัยเสมอ

เมื่อช้างไปแล้วพระธุดงค์ยังไม่ปลอดภัย ไม่ใช่เสือหรือหมูมารบกวน คราวนี้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ พระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดีๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉยๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา พระมีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอนไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไปฝนมา คราวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ฝนกระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระ ลูกน้องปักกลดบนพื้นดินปกติ น้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อเองท่านว่าแอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ 1 ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ 2 ชม. โดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็เอาบาตรมารองนั่งตามๆ กัน

รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้าเห็นพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใสมาก เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง เมื่อจำเป็นนุ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ชาวบ้าน 5 หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้อยู่โปรด 3 วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นว่าดังนี้ “พุทโธ” ก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธไมตรีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา ปีต่อไปท่านผ่านไปต้องปักกลดที่นั่นทุกปีด้วยเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย ในกาลก่อนเคยทำลายฟ่อนข้าวและทรัพย์สิน เห็นคนก็ไล่แทง เมื่อได้คาถาแล้วมันมามันก็ไม่อยากมอง เดิน ก้มหน้าก้มตาไปเฉยๆ ผลนี้มาจากไหน ใครทราบบ้าง ถ้าไม่ทราบจะบอกให้มาจากเมตตาบารมีพระพุทธานุสติกรรมฐานอย่างไรเล่า วันนี้พักเท่านี้นะ วันต่อไปฟังใหม่ เรื่องธุดงค์ยังไม่จบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานไหว้พระพุทธบาท

วันนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2514 วันนี้ฉันไม่ได้นอนฝัน คงไม่เสียเวลาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานตามที่ลูกหลานอยากรู้เรื่อง มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า อย่ามัวเล่นสำนวนกันเลย ฉันเป็นคนแก่ใจร้อน ด้วยทราบว่าเวลาตายใกล้เข้ามาเต็มที มีอะไรพอระบายได้ก็จะรีบระบาย ที่เกินวิสัยจะพูด เพราะถ้าพูดไปลูกหลานจะลงนรก ก็จะงดไม่พูด เพื่อความสุขของลูกหลาน เมื่อหลวงพ่อปานและคณะของท่านมีใครบ้าง ไม่บอกให้ทราบ เพราะเรื่องข้างหน้าหนัก คนที่ร่วมทางยังไม่ตายก็มี จะสร้างความหนักใจให้ท่าน เมื่ออำลาคณะท่านสาธุชนผู้ทรงความดีมีเมตตาแด่พระสงฆ์จริงๆ ไม่ใช่พระสงฆ์ที่ธุดงค์ปลอม แล้วท่านก็มุ่งเข้าเขตพระ พุทธบาท ทางของพระธุดงค์ที่ผ่านเข้าพระพุทธบาทสมัยนั้นไม่มีทางรถ ใช้ทางเกวียนหรือทางเดินเท้าของชาวบ้าน เรื่องทางของดเพราะไม่มีความสำคัญ

เมื่อเข้าพระพุทธบาทแล้ว ต่างก็นมัสการตามปกติของนักบุญ เวลาที่เข้านมัสการไม่ตรงกับเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ทั้งนี้หลวงพ่อท่านให้ความเห็นว่า การมานมัสการในงานเทศกาลคนแย่งกันไหว้ อารมณ์ตั้งมั่นน้อย มาไหว้แบบนี้เงียบสงัด อารมณ์เยือกเย็น มีปีติโสมนัสดีกว่าไหว้ในงานเทศกาลมาก เมื่อเวลายังไม่ใกล้ค่ำเหลือเวลามาก ท่านก็คุยเรื่องพระพุทธบาทให้คณะที่ร่วมทางไปด้วยฟัง ท่านว่าประวัติที่เขาเขียนจะเขียนว่าอย่างไรอย่าคำนึงถึง ทุกองค์จงใช้หลักวิชชา 3 ใช้ให้เป็นประโยชน์ คำว่าวิชา 3 หมายถึงอภิญญาเล็ก คือมีทิพยจักษุญาณและปุเพนิวาสานุสสติญาณ สำหรับทิพยจักษุญาณมีผลงานขยายออก มีชื่อต่างๆ ดังนี้

ทิพยจักษุญาณ เป็นญาณแม่บท

ญาณที่มีผลจากทิพยจักษุญาณ คือ ทำทิพยจักษุญาณได้อย่างเดียว ญาณต่าง ๆ เหล่านี้ติดตามมาคือ
ก. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาในปัจจุบันมาจากนรก สวรรค์ หรือมาจากพรหม

ข. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์คนและสัตว์ตามความรู้สึกของอารมณ์

ค. อตีตังสญาณ รู้เรื่องที่ล่วงมาแล้วกี่ชาติก็ได้

ง. ปัจจุบันนังสญาณ รู้เรื่องในปัจจุบันว่า คน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย กำลังทำอะไรอยู่ สบายหรือมีทุกข์

จ. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องที่จะมีต่อไปกี่ชาติก็ได้

ฉ. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลของความสุข ความทุกข์ของคน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ที่มีสุขมีทุกข์อยู่ในปัจจุบัน เพราะความดีความชั่วอะไรให้ผลความดีหรือความชั่วในอดีตหรือปัจจุบันให้ผล

ช. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้

ตามที่พูดมานี้เพียง 2 ในวิชชา 3 เท่านั้น ส่วนอีกข้อหนึ่งคือ อาสวักขยญาณ การทำกิเลสให้สิ้นไป ยังไม่ใช้ในเวลานี้ หมายถึงเวลาที่ท่านไปธุดงค์กัน เข้าใจว่าขณะไปธุดงค์ยังคงไม่มีใครบรรลุอรหันต์ แต่คณะที่ร่วมทางคงทรงญาณตามที่กล่าวมาแล้วคล่องตัวทุกองค์ เมื่อท่านบอกว่าทุกองค์จงอย่าอาศัยประวัติ เพราะคนเขียนประวัติเอาแน่นักไม่ได้ เพราะเขียนตามความคิดว่าอาจจะเป็นตามนั้นก็ได้ ให้ใช้ญาณที่มีตามลำดับ อารมณ์จะได้ไม่เกาะอุปาทาน ท่านให้เวลาคนละ 3 นาที แล้วต่างคนต่างให้เขียนตอบท่านว่ามีอะไรสำคัญ

ท่านทำแบบนี้เป็นการซักซ้อมคณะของท่านให้คล่องในการใช้ญาณ ทุกองค์เมื่อรับบัญชาไม่มีใครกล้าหลับตาด้วยเขาคล่องทั้งลืมตาและหลับตา ลืมตาดูเหมือนจะคล่องกว่าหลับตาเสียอีก ต่างก็หยิบกระดานที่ติดตัวไปออกมาเขียนตรงกัน ที่นี่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาจริง นอกจากมีรอยพระพุทธบาทที่ ไม่ปลอมซ่อนอยู่ใต้รอยพระพุทธบาทเทียมที่ท่านสร้างคลุมของเก่าไว้แล้ว ยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่พระอรหันต์ท่านนำมาบรรจุไว้อีก 3 องค์ เมื่อทุกองค์ส่งหนังสือถวายท่านๆ อ่านแล้วก็ยิ้ม กล่าวว่า พวกเธอพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีแท้ เอาเท่านี้พอคุ้มตัวได้ คืนนี้มาพิสูจน์ความจริงกัน ที่พวกเธอว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุมีที่ไหนต้องมีปาฏิหาริย์ที่นั่น เอาล่ะซี ท่านเกิดจะซ้อมความสามารถของญาณด้วยการพิสูจน์ปาฏิหาริย์

ทุกคนใจระทึกอยากเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ หลวงพ่อท่านกำชับว่าอย่ามีอารมณ์อยากจนเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งเกินพอดี จิตไม่เป็นสมาธิ พระท่านจะไม่โปรด จงรักษาอารมณ์ให้สงบเป็นปกติ ดำรงฌานเป็นปกติ มีอารมณ์วิปัสสนาเป็นอารมณ์ หวังพระนิพพานเป็นที่ไป ชีวิตเธอและฉันอาจจะตายก่อนแสงจันทร์ที่มองเห็นในค่ำวันนี้ก็ได้ เรามีอันตรายรอบตัว อันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากคนพาล และอันตรายจากลมปราณที่มันอาจจะเกิดหยุดหมุนเวียนเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหยุดเราก็ตาย ตายแล้วจะไปไหน ถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านอาจไปอบายภูมิได้ ควรรักษาสมาธิ มีเมตตา และอารมณ์วิปัสสนาที่ไม่มีอารมณ์เกาะ ปล่อยชีวิต ปล่อยทรัพย์สิน ปล่อยญาติ พวกพ้อง บิดามารดา คิดว่าเราไม่มีอะไร แม้แต่ร่างกายมันก็กำลังจะพัง โลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลก พรหมโลกก็ไม่สิ้นทุกข์ พระนิพพาน เท่านั้นจะทำให้สิ้นทุกข์ ปลดเสียให้หมด อยู่อย่างคนมีความสุข เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่นต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง ท่านว่าแล้วท่านก็ขับคณะของท่านให้หาที่พักตามสบาย ต่างคนต่างอยู่ ห้ามรวมกันตั้งแต่ 2 องค์ขึ้นไป

ตอนนี้หลานแปลกใจไหม ทำไมหลวงพ่อท่านเตือนพระของท่านอย่างนั้น ที่เตือนไม่ให้คำนึงถึงพระบรมธาตุ เพราะอารมณ์อยากเป็นนิวรณ์ที่กั้นความดีคือตัวทำลายสมาธิ อยากดีอยากชั่วก็ช่างเถอะ ต้องหยุดอยาก ถ้าขืนอยากอารมณ์ก็ฟุ้งหาอารมณ์สงัดไม่ได้ แล้วท่านสอนให้มีอารมณ์เมตตา มีวิปัสสนา ลูกและหลานคงจะเห็นว่า มีอารมณ์คราวเดียวหลายอย่างพร้อมกันเหมือนพ่อครัวหุงข้าว เราต้องการผลคือข้าวที่สุกแล้ว แต่ขณะหุงต้องมีเตา มีเชื้อเพลิง มีเพลิง มีหม้อ มีน้ำ มีอุปกรณ์สำหรับเช็ดน้ำ มันต้องมีพร้อมกันจึงจะมีข้าวสุกได้ จะมีอะไรลำบากสำหรับพ่อครัวถ้าได้รับคำสั่งให้หุงข้าว ด้วยอุปกรณ์มีครบแล้ว และคล่องในการหุงดีแล้ว เรื่องพระคณะของหลวงพ่อก็เหมือนกัน ท่านทำจนไม่มีความรู้สึกหนัก จะมีอะไรลำบาก ลูกและหลานที่นั่งรับฟัง ถ้าอยากดีตามนี้ก็ลองดูบ้างก็ดี ไม่เสียผลประโยชน์ แต่อย่าหวังผลเร็วนักนะจะเสียเรื่อง เอาผลอะไรไม่ได้ ทำไปด้วยความเต็มใจ เชื่อผล ทำตามที่ท่านแนะนำ ความดีที่เป็นความดีไม่ใช่ดีปลอม จะเข้าถึงอย่างไรไม่มีอะไรหนัก และคงจะแปลกใจที่ท่านไม่สอนวิชาทำพระ ทำตะกรุดแจกเวลาไปธุดงค์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกิเลส พระธุดงค์ท่านตัดแล้ว ท่านไปเอาดีกัน ท่านไม่เอาเลวกัน แต่สมัยนี้ท่านคงพากันคิดว่า ถ้าได้ทรัพย์ได้ของมีค่า มีคนรับปวารณาเวลาธุดงค์เป็นของดีกระมัง จึงเห็นธุดงค์แบบมอญแปลงมากเหลือเกิน พระอุปัชฌาย์ควรเตือนสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเสียบ้าง อย่าทำตนเป็นเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่เหลียวแลพระของตนบ้างเลย จะกลายเป็นต้นตอทำลายความดีของพระพุทธศาสนาไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 17:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ปาฏิหาริย์พระบรมธาตุ

เมื่อเวลาใกล้ค่ำ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข ต่างก็หาที่ปักกลดตามที่ตนเห็นสมควร เมื่อปักกลดเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์ตามระเบียบของพระที่เดินไปหาที่ตายเพราะอยู่วัดสบายกว่า ท่านเดินไปกันอย่างชนิดไม่ทราบว่าอาหารมื้อหน้าหรือมื้อนี้จะมีที่ไหน ไม่มีใครสนใจเรื่องอาหาร เพราะคิดว่าตายเดี๋ยวนี้ไปนิพพานเดี๋ยวนี้ ไปนิพพานดีกว่าอยู่เป็นพระกินข้าว เมื่ออารมณ์ทุกท่านเป็นอย่างนี้ นอกจากหลวงพ่อปานท่านปรารถนาพระโพธิญานอย่างเดียว แต่ท่านก็มีชั้นดุสิตเป็นที่ไปเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว สมัยก่อนท่านสอนไปนิพพานช้า ไม่ใช่โตแล้วเรียนลัด แต่ท่านหวังผลแน่นอน ถ้ามีอารมณ์ถึงสวรรค์ชั้นกามาวจร ท่านก็สอนให้ไปชั้นที่ตัวมีวาสนาถึงเป็นประจำเพื่ออารมณ์จะได้ผูกพัน เมื่อตายอารมณ์จะแจ่มใส มีที่ไปแน่นอน หรือท่านองค์ใดไปพรหมตามกำลังฌานได้ ท่านก็ไปของท่านเป็นประจำ

พวกที่เบื่อสวรรค์กามาวจรหรือพรหม มีอารมณ์ถึงพระนิพพาน ถ้าได้มโนมยิทธิต่างก็ไปนอนนิพพานเป็นปกติ ตอนนี้พวกนักธรรมอาจจะสงสัยว่านิพพานนี่สูญนี่เจ้าประคุณ ไปนอนกันได้อย่างไร เอาอย่างนี้นะขอตอบแบบนักเทศน์ก่อน เพราะนักธรรมเป็นพวกนักเทศน์ เมื่อนิพพานสูญเรามีอารมณ์ถึงนิพพานได้และได้มโนยิทธิ เราก็ไปนอนมันที่สูญตามที่เราเข้าใจ มันจะสูญแบบหมดไปเหมือนกระดาษเผาไฟ หรือสูญจากอำนาจกิเลสตัณหาก็ตามใจเถิด นอนมันตรงนั้นแหละ

ทีนี้ถ้าตอบอย่างนักปฏิบัติตามลำดับคำสอน ก็ไม่มีอะไรยาก เราไปสวรรค์ได้ไปพรหมได้ ทำไมจะไปนิพพานไม่ได้ ถ้าอารมณ์เราละเอียดพอที่จะเข้านิพพานได้ ถ้าสงสัยเชิญทำให้ถึงจะหมดสงสัยเอง นักปฏิบัติต้องค้นคว้าด้วยการทำจริง ไม่ควรยึดอุปาทานที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นหลัก ถ้าคิดอย่างนั้นไม่มีทางถึงอะไรเลย

คุยฟุ้งไปเสียนาน ลูกหลานคงอยากฟังเรื่องพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์กันแย่แล้ว ฉันมันคนแก่ ลงได้บ่นอะไรแล้วก็มักจะบ่นเลอะเทอะเสมอ พวกลูกหลานจงจำไว้เมื่อเวลาที่เธอแก่ลงมากแล้ว อย่างไหนที่ฉันทำไว้หรือคนแก่คนอื่นทำไว้เห็นว่าไม่ดีจงอย่าลอกแบบไปทำ จงเป็นคนแก่ที่ทรงอารมณ์ปกติ ดีกว่าเป็นคนแก่ขี้บ่นอย่างฉัน ฉันคงรักพระพุทธศาสนามากไปกระมัง เรื่องของฉันเองไม่ใคร่บ่น แต่เห็นใครทำให้พระศาสนาผันแปรฉันอดบ่นไม่ได้ ถ้ารำคาญจงคิดว่าเราฟังเสียงลิงของหลวงพ่อบ่นให้ฟังก็แล้วกัน และจงภูมิใจที่ฟังเสียงสัตว์ดิรัจฉานรู้เรื่อง คงจะโก้กว่าคิดว่าฟังเสียงตาแก่บ่น

เมื่อยามค่ำมาถึงเวลาประมาณ 20 น. อากาศกำลังสบาย ท่านเรียกพระเข้าประชุม ให้ทุกองค์ทรงพุทธานุสสติกรรมฐานจนอารมณ์ทรงฌานตามความพอใจของท่าน ท่านตรวจของท่านรู้ ไม่ต้องมานั่งถามให้ลูกศิษย์โกหกอาจารย์ เมื่อท่านพอใจแล้วท่านสั่งให้ทุกคนถอนออกจากฌาน ตั้งอารมณ์อยู่อุปจารสมาธิ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของพระชุดนั้น เมื่อทุกองค์ทรงอุปจารสมาธิพร้อมแล้ว ท่านเปล่งวาจาดังๆ ว่า ด้วยข้าฯ เคยบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ถ้าการบำเพ็ญบารมีนี้จะเป็นปัจจัยให้ข้าฯ ได้บรรลุพระโพธิญาณในอนาคตแล้ว ขอสมเด็จองค์พระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้เป็นมหัศจรรย์ จะเป็นปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามแต่พระพุทธองค์จะทรงเมตตา เพื่อปลูกฝังศรัทธาของพระที่ร่วมเดินทางมา ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า

แล้วท่านก็เข้าสมาธิ บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายก็เข้าสมาธิบ้าง เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่าพยายามขี้ตามช้าง เมื่อเห็นช้างขี้ลิงก็ขี้บ้าง แต่ทว่าจะขี้ก้อนเท่าช้างหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ขี้อย่างช้างได้ก็แล้วกัน เมื่อต่างคนต่างขี้ตามช้าง เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 นาที ก็ปรากฏเป็นดวงดาวดวงใหญ่ ประมาณว่าผ่าศูนย์กลางสัก 200 เซนต์กว่า ใหญ่เหลือเกิน ขึ้นมาจากยอดเขาที่พระพุทธบาท มี 3 ดวงด้วยกัน มีแสงสว่างมาก หลวงพ่อปานมีคำสั่งให้บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายลืมตาชมพระพุทธบารมี ดวงดาวดวงนั้นตั้งอยู่ที่ยอดเขานานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลอยวนรอบเขา 3 รอบ แล้วมาตั้งอยู่ที่พระพุทธบาทนานประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่เดิมอย่างช้าๆ หลวงพ่อปานท่านกราบ พวกลิงหน้าพลับพลาก็กราบ กราบด้วยอารมณ์ปีติชุ่มชื่น เมื่อดวงดาวหายเข้าที่เดิม หลวงพ่อสั่งเจริญพุทธานุสสติตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

ลูกหลานทั้งหลาย พระที่ไปคราวนั้นแต่ละท่านบอกว่าเกิดธรรมปีติบอกไม่ถูก ตลอดคืนไม่มีใครหลับ อารมณ์โพลงตลอดคืน อารมณ์สมถะและภาวนาแจ่มใสกว่าที่เคยทำมาแล้วหลายเท่า เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีอะไรสงสัย เชื่อมั่นในหลวงพ่อปานว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้าจริง ความเชื่อ 2 ประการนี้เป็นผลใหญ่ ทำให้ไม่มีใครหลับ เมื่อไม่หลับก็ต้องออกเที่ยวเป็นการสร้างความเพลิดเพลินให้แก่อารมณ์ การเที่ยวไม่ได้เที่ยวป่า ด้วยเกรงว่าเสือจะอ้วนเร็วเกินไป สถานที่เที่ยวก็คือกามาวจรทุกชั้น พรหมโลกทุกชั้น และไปหยุดเอาที่นิพพานที่พวกนักธรรมว่าสูญ ไปไหนมีเจ้าถิ่นต้อนรับด้วยดีอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์แจ่มใส ร่างที่ออกไปใสกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องคบอาจารย์ชั้นจานแก้วนี่ดีนัก ดีกว่าคบจานถ้วยเพราะแตกง่าย จานกะละมังก็มีกระเทาะ จาน 2 อย่าง ความสวยสดสะอาดน้อยกว่าจานแก้ว จานแก้วสะอาดกว่ามาก ศักดิ์ศรีก็ดีกว่าเยอะ

อาจารย์ผู้สอนธรรมก็เหมือนกัน ถ้าไปพบจานกะละมังหรือจานถ้วยก็แย่หน่อย พบจานแก้วก็บุญตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎของกรรม ช่วยอะไรใครไม่ได้ พระชุดนั้นท่านมีบุญ ท่านพบจานแก้ว ท่านเลยเป็นแก้วไปด้วย แต่ละท่านต่างเอาตัวรอดได้ไปตามๆ กัน เรื่องนี้หมดเท่านี้ วันนี้พักเท่านี้นะเพราะฉันมีงานมาก ต้องมีภาระเป็นพ่อบ้านเอง ขอพักไปทำงานอื่นก่อน วันพรุ่งนี้ถ้ามีเวลาจะเล่าให้ฟังใหม่ แต่ไม่แน่นัก ด้วยพวกศาลไม่ใช่ศาลเจ้าเป็นศาลตัดสิน เขาว่าเขาจะมาหา ถ้าเขามาก็คงไม่มีเวลาคุย ถ้าเขาไม่มาจะเล่าเรื่องพระพุทธฉายให้ฟัง มีปาฏิหาริย์เหมือนกัน ที่แปลกออกไปก็คือ พระเขียนที่ร่วมเดินทางไปด้วยเกือบเสียทียักษ์ เอาไว้รู้กันวันหน้า วันนี้เหลืออีก 15 นาที จะ 11 น. จะพักฉันเพล และทำงานอื่น ขอลูกหลานทุกคนที่รับฟังจงทรงตัวอยู่ในความดีโดยธรรมทั่วกันเถิด


นมัสการพระพุทธฉาย

เมื่อคณะธุดงค์ทั้งห้า มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข นมัสการพระพุทธบาท และอยู่ในบริเวณนั้นรวม 3 วัน เมื่อมีความอิ่มในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแก่ความประสงค์แล้ว ปูชนียสถานที่คณะธุดงค์ทั้งห้าต้องการนมัสการอีกก็คือ พระพุทธฉาย เขตสระบุรีเหมือนกัน แต่ต้องเดินทางไปทางตะวันออก และล่องใต้นิดหน่อย เรื่องทางที่จะไปเป็นภาระของหลวงพ่อปาน เมื่อก่อนออกเดินทางต่างก็เจริญพุทธานุสสติเพื่อเป็นการถวายความเคารพในพระพุทธเจ้า จนเข้าอยู่ในระดับฌานสูงสุดเท่าที่แต่ละท่านจะทำได้ แล้วถอนสมาธิออกจากฌานมาตั้งอยู่ในอารมณ์สมาธิขั้นอุปจารสมาธิ พิจารณาวิปัสสนาญาณเต็มระดับ คือปล่อยหมด เห็นว่าโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ไม่มีอะไรน่ารัก น่าพอใจ มีอารมณ์ยึดพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง

เมื่ออารมณ์ละเอียดปลดได้ตามความพอใจแล้วก็เข้าฌาน 4 ในสมถะใหม่ ทำให้ฌานกลายเป็นผลสมาบัติไป เมื่อความอิ่มในพระพุทธบารมีเต็มตามความพอใจแล้ว ทุกท่านก็ถวายนมัสการอีกวาระหนึ่ง ทำวัตรขอขมาโทษหากจะพึงมีการพลั้งพลาดเพราะประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถ้าหากจะพึงมี เป็นการป้องกันความผิดไว้ก่อน แล้วแต่ละท่านก็ออกเดินทางไปพระพุทธฉาย การเดินทางรอนแรมจากพระพุทธบาทไปพระพุทธฉายระยะทางไม่ไกลนัก แต่คณะธุดงค์ชุดนี้ก็เดินทางอย่างพระธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงคือค่อยไป เดินประมาณวันละ 5 กิโลเมตร ไปตามสบาย พักตามสบาย เพราะสมัยนั้นไม่มีอะไรไม่สบาย ไม่ผ่านตัวเมืองสระบุรีเพราะไม่ต้องการพบบ้าน ไม่อยาก รบกวนอาหารจากชาวบ้าน ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้เป็นอาหารหลัก แต่ก็ไม่ใช่สมาทานเป็นลิงขึ้นยอดไม้เพื่อเก็บผลไม้รับประทาน

ด้วยคณะธุดงค์เชื่อว่าเทวดาประจำต้นไม่มี ไม่เป็นเรื่องของพราหมณ์พูดเล่นพล่อยๆ เมื่อเชื่อว่าต้นไม้มีเทวดาก็เลยถือโอกาสขอข้าวจากเทวดากิน เพราะเทวดาไม่ต้องหุงข้าว แกคงไม่ลำบากนักเมื่อขอจริง เทวดาก็มีอาหารให้จริง เมื่อได้เท่าไรก็ตาม กินแล้วอิ่มตลอดทั้งวัน และอิ่มจนกว่าจะถึงรอบใหม่ ไม่หิว ไม่เพลีย แม้น้ำก็ไม่กระหาย ใครว่าเทวดาตามต้นไม้เป็นเทวดาพราหมณ์ก็ช่างปะไร จะเป็นเทวดาพรามหณ์หรือเทวดาพุทธ เราก็เอาข้าวกินได้ จะเสียหายอะไร เมื่อเดินทางโดยลัดตัดป่าเป็นสรณะ แปลว่าที่พึ่ง คือพึ่งป่า เพราะร่มรื่นไม่ร้อนจากแสงอาทิตย์มากนัก เป็นสถานสงัด

ภาษาพระท่านเรียกว่ากายวิเวกคือสงัดกาย หมายถึงไม่หนวกหู ชาวบ้านคุยกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ยั่วเย้าเคล้ากามารมณ์กันบ้าง อาการอย่างนี้พระธุดงค์รำคาญ ด้วยมีความประสงค์สงัดกายเป็นอันดับแรก และต้องการความสงัดที่ 2 ก็คือจิตวิเวก แปลว่าสงัดจิต ที่เอาศัพท์วัด ภาษาวัดมาเขียนและพูดไว้ก็เพื่อให้ลูกหลานที่ไม่ใคร่ได้เข้าวัดจะได้รู้ภาษาวัดไว้บ้าง ด้วยพวกนักคุยอวดวัดชอบใช้ภาษา แต่เขาไม่ใคร่ชอบใช้ปฏิปทา คือ พูดได้ แต่การปฏิบัติไม่ค่อยเอาไหน แม้พระนักเทศน์ที่เทศน์สอนชาวบ้านก็เถอะ ลองไปถามแกเข้าเถอะ ดีไม่ดีแกบอกว่าแกไม่ว่างทำเอง เพราะงานสอนชาวบ้านมากเกินไป แกเลยไม่มีเวลาทำเอง พระอย่างนี้น่าเห็นใจท่านที่ชาวบ้านรบกวนเวลาท่านมาก ควรจะเลิกรบกวนท่าน เพื่อท่านจะได้สงเคราะห์ตัวเองสะดวก วิธีสงเคราะห์ก็คือไม่นิมนต์ท่านเทศน์หรือนิมนต์เทศน์ไม่ถวายเงิน เท่านี้ก็หมดเรื่อง ท่านจะได้ว่างทำเองเสียบ้าง หนวดเคราของท่านจะได้เกลี้ยงเกลาคล้ายหัวฉัน เธอดูหัวฉันๆ จะโกนหรือไม่โกนมันก็ล้านมากเข้าทุกวัน ฉันดีใจที่หัวฉันล้าน เพราะเป็นที่ยอมรับถือ กรรมฐานอันดับแรกที่ฉันบวช ท่านอุปัชฌาย์ท่านสอนว่าเกศา ผม มันไม่เที่ยง มันเกิดแล้วก็เสื่อม ตอนต้นๆ ไม่เชื่อเห็นมันดกดำดี หนาทึบ มาตอนนี้ชักเห็นจริงที่มันพยายามล้านมากขึ้นทุกปี ฉันดีใจที่กรรมฐานหัวฉันเป็นจริงตามที่ท่านอุปัชฌาย์ท่านว่า

แอบมาคุยอวดหัวล้านเพลินไปเสียแล้ว ว่ากันด้านสงัดที่ 2 คือจิตวิเวก สงัดจิต ได้แก่อารมณ์ฌาน เมื่อจิตจะเป็นฌานได้ต้องปราบนิวรณ์ 5 สงบ เมื่อนิวรณ์ 5 สงบ จิตก็สงัดจากนิวรณ์ ท่านเรียกว่าฌาน เมื่อกายวิเวกเพราะไม่มีเสียงชาวบ้านรบกวน อารมณ์ก็เป็นสมาธิง่าย เรียกว่าเข้าฌานสบาย เมื่อวิเวกทั้งสองได้แล้วก็ต้องการวิเวกที่ 3 ต่อไป คือ อุปธิวิเวก แปลว่าสงัดกิเลส อันนี้ไม่ยาก เมื่อสมาธิดีแล้ว ทรงฌานเต็มกำลังได้แล้ว ก็เอาฌานเป็นบาท คือที่ตั้งอารมณ์ แสวงหาความจริงมาใคร่ครวญ ทรงอารมณ์ให้เห็นจริงตามความเป็นจริง มันเป็นเรื่องกล้วยๆ ของท่านที่ทรงฌาน และไม่คิดว่าฌานเป็นของเลิศ พยายามแสวงหาความบริสุทธิ์ของจิตต่อไป

พระที่เดินทางร่วมกับหลวงพ่อปานคราวนั้น เป็นพระทรงสมาบัติ 8 ทั้งหมด เมื่อทรงสมาบัติ 8 แล้วยังรักษากำลังวิปัสสนาไม่สมบูรณ์ หลวงพ่อท่านจึงนำออกป่าเพื่อซ้อมรบใหญ่ นอกจากทรงสมาบัติ 8 แล้ว เป็นพระทรงฌาน 2 ในวิชชา 3 ทั้งหมด ส่วนอภิญญานั้นใครจะทรงได้บ้างคณะของท่านไม่ได้บอก เมื่อเจ้าของไม่บอก ฉันจะแอบไปรู้เกินท่านบอกมันอาจจะเกินพอดีไป เขาจะว่าหัวล้านนอกครูหรือหัวล้านทะเล้น ไม่รู้ดีกว่า จะได้ทรงความหัวล้านไว้เป็นปกติ คือมันล้านแล้วมันจะได้ไม่มีผมยาวขึ้นมาอีก ฉันมันเลอะเทอะใหญ่แล้ว ลูกหลานรำคาญที่จะฟังหรือยัง วันนี้ฉันเผลอไป ลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2514 ยังเช้ามาก พวกศาลในเมืองเขายังไม่มา ก็เลยหาโอกาสคุยกับลูกหลานแก้รำคาญไปพลางๆ แต่ทว่าทำให้ลูกหลานรำคาญหรือเปล่าไม่รู้ ใครรำคาญก็เฉยไว้ ไม่รำคาญก็ตั้งใจฟังต่อไป เรื่องพระพุทธฉายนี้ต่อไปข้างหน้ารบกันใหญ่ จะพบพระทะเลาะกับยักษ์ คำว่ายักษ์นี้ไม่ใช่ยักษ์ทศกัณฐ์ หรือยักยอก เป็นยักษ์ผี ฟังกันต่อไป

เมื่อรอนแรมมาในระยะทางใกล้ๆ แต่เดินไม่ใคร่ถึง เพราะเดินกันแบบธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงจะให้รีบไปพ้นป่า คณะนี้เป็นคณะอาศัยป่า สมาทานเป็นอรัญวาสีแท้ คือ ไม่อยากเห็นบ้าน ไม่อยากกินข้าวชาวบ้าน เพราะรำคาญเสียง ลำบากในการกินที่รสอาหารชาวบ้านมีกลิ่นคาว อาหรจากต้นไม้ไม่มีกลิ่นคาว กินแล้วอิ่มสบาย ไม่กระหายน้ำ ดีกว่าอาหารชาวบ้านเยอะ อ้ายสองลิงมันถึงไม่ยอมเข้าบ้านเข้าเมือง ชวนเท่าไรมันไม่เอา มันบอกว่ามันไม่ได้เป็นขี้ข้าชาวบ้าน มันอยู่ป่าของมันสบายกว่า ด้วยอาหารป่า การอยู่ป่าสบายบอกไม่ถูก เมื่อถึงพระพุทธฉาย

เรื่องก็เป็นไปตามเดิม ท่านให้ทุกองค์เข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ฟังแล้วอย่าคิดว่ายากนะ เขาใช้เวลากันไม่ถึงครึ่งวินาทีก็เต็มแล้ว ด้วยปกติมันคอยจะเต็มอยู่แล้ว ยิ่งเดินผ่านอารมณ์ยิ่งเต็ม ก่อนออกเดินต้องเข้าฌาน 4 เต็มอัตราก่อน แล้วถอยมาตั้งอยู่ระดับปฐมฌานหรืออุปจารฌาน พร้อมที่จะเข้าฌาน 4 ได้อย่างฉับพลัน เมื่อได้รับบัญชาทุกองค์จึงเข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ต่างก็ทราบว่าหลวงพ่อจะได้พิสูจน์ความจริงเรื่องพระพุทธฉายอีกแล้ว ต่างก็เข้าฌาน 4 ในอาโลกกสิณทันที ปัปเดียวถึงเลย หายใจเข้ายังไม่ทันหายใจออก ลมหายใจมันก็หายไปเลย เป็นอันว่าฌาน 4 มาถึงแล้ว ไม่เห็นยากเลย เมื่อท่านตรวจเห็นว่าทรงฌานดี อารมณ์สะอาด ท่านบอกให้ทดสอบเรื่องพระพุทธฉายว่าพระพุทธเจ้ามาฉายไว้จริงหรือเปล่า มีใครเป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้ามาฉาย

คณะสี่ลิงหน้าพลับพลาต่างก็ตรวจตามความสามารถ ผลงานที่เขียนไว้ตรงกัน คือเห็นแถวบริเวณพระพุทธฉายเป็นเขตใกล้ทะเล มีคน 2 คน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สูง ผิวขาว หน้ามนๆ อีกคนหนึ่งผิวดำ สันทัดคน ร่างเล็กกว่าคนก่อน เป็นหัวหน้าสร้างที่พักด้วยไม้เหลือง เสร็จแล้วมีพระนิมนต์พระพุทธเจ้ามาพร้อมด้วยพระสาวกไม่กี่รูป เมื่อพระองค์ทรงเทศน์จบแล้วจะกลับ เขา 2 คนขอให้พระองค์ทรงทำของที่ระลึก ท่านเลยเนรมิตรูปท่านกับพระอัครสาวกทั้งสองไว้เพื่อให้เขาบูชา

พอผลงานปรากฏต่างก็ถวายอักษรสาร แต่ไม่ใช่ตราตั้ง เป็นสารผลงาน หลวงพ่อตรวจแล้วท่านชมว่าดี แต่ยังมีผลน้อยไป ควรรู้มากกว่านี้ แล้วท่านก็ว่าดีแล้ว พวกแกเอาตัวรอดได้ เดินห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว ระวังให้ดีนะ ถ้าเผลออาจลงนรกได้ไม่ยาก ทำเกือบตายท่านว่าห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว แล้วก็พวกที่เขาว่าเป็นฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี แกบวชของแกยังไง อุปัชฌาย์ไหนบวชให้ ไม่สั่งสอนกันเสียบ้างเลย ได้เงินค่าจ้าง บวชแล้วก็หายไปหมด แบบเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่โผล่หน้าโผล่ตามาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาเสียบ้างเลย ปล่อยให้พระในพุทธศาสนาขายหน้าไปตามๆ กัน พูดกับเขาได้ว่าตนเป็นฝ่ายคามวาสี พวกอยู่ในบ้านในเมืองเจริญสมถภาวนาไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ พวกที่เจริญสมถภาวนาต้องเป็นอรัญวาสี พวกอยู่ป่า

ถามจริงๆ เถอะ สมัยพระพุทธเจ้า พระคามวาสีมีจำนวนเท่าไรที่บรรลุอรหัตผล ฝ่ายอรัญวาสีมีจำนวนเท่าไร ท่านโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร ท่านก็ฝ่ายคามวาสีทำไมท่านเป็นพระอรหันต์ได้ พระแบบนี้บวชอุปัชฌาย์ไหนนะ อยากรู้จริงๆ ให้ท่านดูพระไตรปิกฎเสียบ้าง พระอย่างนี้มีมากเท่าใดก็ทำให้พระศาสนาเศร้าหมองมากเท่านั้น เลี้ยงขโมยเราก็เป็นขโมยด้วย เลี้ยงผู้มีอารมณ์สงเคราะห์ เราก็เป็นนักสงเคราะห์ด้วย เลี้ยงพวกทำลายศาสนาเราจะเป็นอะไร พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา พวกทรงสมาบัติ 8 ได้วิชชา 2 ใน 3 อภิญญาไม่ทราบท่านได้หรือไม่ ด้วยท่านไม่ได้บอก หลวงพ่อท่านว่าเดินห่างปากนรกนิ้วเดียว ตามขวางของนิ้วท่าน ท่านทำท่าให้ดู ไม่ใช่นิ้วฟุต แล้วพวกคามวาสีไม่เอาไหนเลย อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา

กฎที่พระจำต้องทำไม่ใช่ว่าควรทำ คำว่าจำต้องทำมันเป็นกฎตายตัวหรือข้อบังคับ ตัวไม่ทำ ชาวบ้านทำได้ พระทำไม่ได้ มันไม่เลวเกินไปหรือหลวงพ่อ พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา ลืมถามหลวงพ่อท่านไป ดีไม่ดีพญายมเบื่อความเลวที่ไม่เอาไหนอาจจะปล่อยเป็นสัมภเวสีไปตามอารมณ์ก็ได้ เมื่อท่านสั่งให้พิสูจน์เพื่อฝึกซ้อมศิษย์ในด้านการใช้ญาณเพื่อผลในการช่วยตัวเองแล้ว ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านจะมาฉายไว้ จริงหรือไม่ค่ำวันนี้ก็รู้กัน ฉันจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธบาท เมื่อยามค่ำปรากฏการพิสูจน์ก็มีขึ้น พิธีอย่างเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏ ไม่ใช่ดวงดาว ปรากฏเป็นรูปพระพุทธเจ้าอย่างพระสงฆ์ ไม่ใช่แบบเชียงแสนหรือสุโขทัย อู่ทอง เป็น พระสงฆ์เราเอง สวยบอกไม่ถูก พระทุกองค์จำได้ เพราะเห็นเป็นปกติ มีรัศมีช่วงโชติพุ่งออกจากพระ วรกาย สวยงามมากดูเหมือนคล้ายเอานีออนไปประดับ แต่สวยกว่าแสงไฟฟ้ามาก

มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรนั่งองค์ละข้าง ลืมตาดูสบาย ดูแล้วก็เกิดธรรมปีติ ไม่ต้องบรรยายดีกว่า พูดไปก็ซ้ำกัน รำคาญเปล่าๆ เมื่อถึงเวลาดึกประมาณ 24 น. เรื่องเวลานี้ต้องถือว่าไม่ตรงเสมอไป ด้วยใช้คำว่าประมาณเพราะกะเอา ไม่มีนาฬิกา ใช้แต่นาฬิกากะ คือกะเอาอย่างนั้นเอง เพราะฉันข้าวเวลาเดียว เรื่องอะไรจะต้องดูนาฬิกา เรื่องถึงไหน เมื่อไรไม่ใช่ธุระ ไปกันตามสบาย ไปตามอารมณ์ อยากไปก็ไป ไม่อยากก็พัก ไม่มีกำหนดแน่ว่าจะเดินเมื่อไร พักเท่าไร เมื่อเวลา 24 น. ผ่านไป ต่างก็เข้ามุ้งนอนตามปกติ แต่ไม่มีใครหลับ เพราะธรรมปีติเบิกลูกตา

พอเวลาผ่านไปประมาณ 2 น. ดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าเริ่มจะหาย เพราะท่าน ไม่อยากอยู่ตลอดคืน มีแสงดาวค่อยสว่างเต็มที่ ต่างก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานพูดในกลดของท่านว่า นั่นใครมายืนอยู่ข้างกลดพระเขียน ทุกองค์มองไปก็ไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ต้นไม้สูงมาก สูงขนาดยอดยางเห็นจะได้ ต้นยางขนาดสูงนะ ไม่ใช่ต้นยางขนาดฟุตเดียว ต่างก็แปลกใจที่ตรงนั้นขณะปักกลดไม่มีต้นไม้แล้ว ต้นไม้นี้มามีขึ้นได้อย่งไร มองไปด้านบนเห็นกิ่งไม้สองกิ่งแกว่งไปแกว่งมา ดูท่อนล่างเห็นเป็นต้นไม้แฝด มีลำต้นสองต้นเบื้องล่าง แต่พอสูงขึ้นไปต้นไม้กลับรวมเป็นต้นเดียว มีกิ่งสองกิ่งแต่ก็ห้อยลงมา ขาดพับตามต้นแกว่งไปแกว่งมา ปลายกิ่งมีก้านสั้นๆ กิ่งละ 5 ก้าน มองสูงขึ้นไปบนยอดเห็นมีไฟแดง 2 ดวง

ทุกองค์มองดูอยู่ในกลด เมื่อเห็นทั่วตัวต่างก็ทราบว่าไม่ใช่ต้นไม้ เป็นยักษ์ ไม่มีใครสะดุ้ง เสียงหลวงพ่อปานถามต่อไปว่ามายืนอยู่ทำไม เจ้าหมอนั่นนิ่งสักครู่หนึ่งแล้วมันพูดว่าผมขอพระองค์นี้ได้ไหมครับ พระองค์นั้นคือพระเขียนที่ร่วมทางไปด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกัน เสียงหลวงพ่อตอบว่าไม่ได้ ญาติโยมเขาฝากมา จะเอาไปไม่ได้ เจ้าตาแดงสูงเหมือนต้นตาลมันยืนนิ่งสักครู่หนึ่ง มันก้มลงมองที่กลด พระเขียน เสียงมันพูดว่าไม่ให้ก็ไม่เอา ลาล่ะ มันพูดแล้วมันก็เดินหายไปทางทิศตะวันตก

เมื่อเจ้าต้นไม้ประหลาดหายไปแล้ว ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานร้องถามว่า ใครไม่หลับบ้าง นิมนต์มาหาฉัน ทุกองค์ปรากฏว่าไม่มีใครหลับเลยและต่างก็ได้ยินหลวงพ่อปานพูดกับเจ้ายักษ์ดำ เห็นเหตุการณ์ตลอดเหมือนกันทุกองค์ เมื่อพระมาประชุมพร้อมกัน ท่านก็บอกให้พระทุกองค์ทราบว่า พระเขียนเข้าสู่เขตกาลมรณะ จะต้องตายตามวาระของอายุขัย แต่ทว่าอาศัยความดีที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ทรงสมาธิและวิปัสสนาญาณ ประกอบกับมาธุดงค์ เป็นการที่ท่านพอจะขอร้องเขาไว้ได้ชั่วขณะเดียว เมื่อกลับถึงวัดแล้วท่านบอกว่า อาจจะประวิงเวลาไม่ได้อีกนานนัก

ขอให้พระเขียนและทุกองค์เตรียมตัวพร้อมที่จะตายได้ อะไรที่ไม่เกินวิสัยที่จะทำ นั้นคือวิปัสสนาญาณ ให้ขยันหมั่นเพียรให้มาก ชำระจิตใจให้สะอาดเป็นปกติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จงวางภาระว่าเราของเราเสียให้สิ้น ด้วยไม่มีอะไรเลยเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายก็มีเจ้าของคือมรณภัยมันมาทวงคืน ทุกองค์รับคำสอนด้วยดี มีท่านหนึ่งในจำนวน 4 ท่านถามท่านว่า หลวงพ่อทราบหรือไม่ว่าพระเขียนจะต้องเข้าระยะมรณะในวันนี้ ท่านบอกว่าท่านทราบมาก่อน ท่านทราบมาจากนายบัญชี ท่านรู้จักกับเขาดี ที่ชวนมาธุดงค์ด้วยและคุณเขียนก็เต็มใจมา ไม่ใช่ชวนมาประวิงเพื่อให้ตายช้า ชวนมาเพื่อให้ทำความดีให้สมควรแก่วาสนาบารมี ถ้าอยู่ที่วัดจะทำความดีไม่เท่ามาธุดงค์ แล้วท่านก็สอนอารมณ์วิปัสสนาย่อๆ เพียงให้คิดว่า เราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราไม่ต้องการมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เรามีพระนิพพานเป็นที่ไป ท่านให้พระเขียนเจริญอุปสมานุสสติ คือการคิดถึงพระนิพพานเป็นปกติที่เขาให้ภาวนาว่านิพพานังนั่นแหละ

เมื่อสนทนากันไม่นาน มันอาจจะนาน แต่คณะธุดงค์อาจจะชุ่มชื่นในพระพุทธานุภาพและประสบกับสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบมาก่อน มองไปดูท้องฟ้า เห็นใกล้สว่าง มีท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่าที่มาทวงชีวิตพระเขียนเป็นใคร ท่านบอกว่ายักษ์ ถามเขามาทวงเพราะเป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือ ท่านบอกว่าไม่ใช่ เขามาตามหน้าที่ เมื่อเขามีหน้าที่มารับเขาก็ต้องมา ถามท่านว่าถ้าพระเขียนตายเวลานี้จะไปทางไหน นรกหรือสวรรค์ หรือพรหมโลกหรือนิพพาน

ท่านบอกว่าสุดแล้วแต่พระเขียนจะชอบใจ ชอบใจอย่างไหนก็ไปได้ตามชอบใจ เมื่อตายแล้วจะไปทางไหนก็ไปได้ตามใจชอบ ท่านโคธิกะท่านเชือดคอตายเพราะเบื่อสังขาร มันป่วยเสมอท่านไปนิพพาน พระเขียนจะชอบใจอะไรก็เป็นเรื่องของเธอ ท่านเล่นใบ้หวยแบบนี้ ไม่มีใครแทงถูก เมื่อถามพระเขียนเอง ท่านบอกว่าท่านเบื่อขันธ์ 5 เบื่อชีวิต เบื่อหมดทุกอย่าง เมื่อท่านเบื่ออย่างนี้แล้วท่านจะลงนรกก็ตามใจท่าน

พอรุ่งสางท้องฟ้ามีสีทองปรากฏ คณะธุดงค์ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ได้ไปไกลเพราะเห็นมีต้นไม้ใหญ่มีสาขางามสะพรั่งไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง ต่างก็มั่นหมายไว้แล้วว่าต้นนี้แหละเป็นโรงผลิตอาหารในวันพรุ่งนี้ อยู่ห่างจากที่ปักกลดไม่ถึง 20 วา ต่างก็เอาบาตรไปแขวนตามเคย เมื่อได้อาหารมาแล้วก็ฉันกันหมดบาตร ความจริงได้มาประมาณ 3 ทัพพีเท่านั้นเอง เมื่อฉันเสร็จทุกองค์ก็เข้าที่พักเพราะตลอดคืนไม่ได้หลับเลย

เมื่อทุกองค์พักพอเหยียดกายเรียบร้อยก็เห็นพระเขียนเดินเข้าป่า เมื่อกลับมาไม่ถึง 5 นาทีก็เดินไปอีก ต่างสงสัยถามว่าไปไหนมา ท่านบอกว่าไปถ่ายอุจจาระ ตอนนี้หลวงพ่อลุกขึ้นจากที่พัก เรียกพระเขียนเข้าไปใกล้ พระเขียนดูท่าทางเพลียมาก ท่านถามว่าท้องถ่ายกี่ครั้งแล้ว พระเขียนบอกว่า 2 ครั้งแล้วครับ ท่านบอกว่าอีกครั้งเดียวก็หยุด ยังไม่ตาย มาเอายาหมู่ไปฉันเสีย เห็นท่านฝนกิ่งไม้กับฝาละมีหม้อดินที่ท่านเตรียมติดตัวไปด้วย เมื่อพระเขียนฉันแล้วก็ไปถ่ายอุจจาระอีกครั้งหนึ่งแล้วก็หยุดถ่าย ท่านบอกว่ายังไม่ตายเตรียมตัวไว้ กลับไปวัดแกก็สบายก่อนฉัน ฉันต้องใช้หนี้กรรมอีกหลายปี แกดีกว่าฉัน สบายกว่าฉัน แล้วท่านก็สั่งให้พักผ่อนต่อไป เรื่องพระฉายก็เห็นจะจบกันเท่านี้ วันต่อไปฟังเรื่องพระได้อภิญญาถูกวัวเขาอ่อนขวิด เล่นเอาสบงจีวรหลุด เรื่องจะเป็นอย่างไรฟังวันหน้า วันนี้ฉันชักเหนื่อย ขอยุติเพียงเท่านี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 17:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ไปเขาวงพระจันทร์

ลูกหลานที่น่ารักทุกคนที่กำลังฟังฉันเล่าเรื่องธุดงค์ของหลวงพ่อปานมาหลายวันแล้ว วันนี้วันที่ 1 ธันวาคม 2514 เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปเป็นเรื่องเข้าสู่เขาวงพระจันทร์ เขต จ.ลพบุรี เรื่องนี้มีเรื่องประกอบหลายประการ อาจจะเล่าให้ฟังวันเดียวไม่จบ เอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน เหนื่อยเมื่อไรก็พักเล่าให้ฟัง วันต่อไปพูดกันใหม่ ตกลงตามนี้นะ เข้าเรื่องกันเลยนะ เมื่อออกจากเขตพระพุทธฉายต่างก็มุ่งเข้าเขตลพบุรี สมัยเดินนี่นะจะเอาอย่างสมัยรถอย่างปัจจุบันไม่ได้ เดินกันตามอารมณ์ เดินมาพักแรมกันมา เมื่อถึงเขตแต่ละเขตที่พัก หลวงพ่อปานท่านไม่ยอมให้พวกเรามีเวลานั่งนอนได้ตามสบาย คือคอยควบคุมอารมณ์ไว้เสมอ วิธีคุมอารมณ์ของท่านก็มีบัญชาให้คณะธุดงค์ใช้วิชชา 2 ในวิชชา 3

1. ให้ตรวจตราสถานที่ที่พักและผ่านมาว่า มีสถานที่ใดเคยตั้งบ้านตั้งเมืองบ้างไหม มีอะไรสำคัญ เมื่อตรวจตราแล้วก็ทำรายงานถวายด้วยสมุดปกแข็งที่ชาวบ้านซื้อมาถวาย ความจริงสมุดที่เขาถวายนี้มาคิดเดี๋ยวนี้เองว่าราคาแพงมาก เพราะเป็นบันทึกของคณะธุดงค์ ธรรมดาของพระโบราณ ที่พวกนักเทศน์นักธรรมสมัยใหม่ว่าครึเต็มทน แม้คนสมัยใหม่เขาก็หาว่าไร้เหตุไร้ผล แต่ทุกท่านต่างคนต่างเขียน มันเกิดมีข้อความที่สำคัญตรงกัน เช่นที่ตรงไหนเคยตั้งบ้านตั้งเมือง บ้านเมืองเขาสร้างด้วยอะไร ใครเป็นคนสำคัญของบ้านเมืองนั้น เขามีจริยาเป็นประการใด ขณะนี้เขาอยู่ในนรก สวรรค์ หรือพรหมโลก หรือเขาหายสาบสูญไปจากอำนาจกิเลสตัณหาแล้ว งานที่ทำต่างก็บันทึกต่อหน้า ท่านห้ามปรึกษาหารือกัน ในบางขณะท่านจะชี้จุดที่ดินที่ใดที่หนึ่ง แล้วถามว่าตรงนี้เคยมีความสำคัญอะไรบ้าง เมื่อท่านถามแล้วท่านให้คณะธุดงค์เขียน ทันที นั่งห่างกัน ต่างคนต่างเขียน เมื่อเขียนแล้วเอามาถวายท่าน มันเป็นการบังคับการควบคุมฌานและญาณกันตรง ๆ อย่างนี้ท่านเรียกว่ากีฬาสมาธิ มันเพลิดเพลินมีอารมณ์สบาย ต้องอยู่ในฌานตลอดวัน ด้วยเกรงว่าจะมีบัญชาให้ตรวจอะไร เมื่อไรก็ไม่รู้ ถ้าสั่งแล้วทำยืดยาดก็จะได้ฟังเทศน์มหาชาตินอกแบบ (ถูกหาว่าประมาทเกินไป) เมื่ออารมณ์ทรงฌาน นิวรณ์คือเหยื่อความชั่วของจิตก็เข้าใกล้จิตไม่ได้ แต่ถ้าเอาแต่ฌานอย่างเดียว การรู้เห็นอะไรก็ไม่แจ่มใส มันมืดชอบกล ต้องอาศัยอารมณ์วิปัสสนาคอยเป่าฝุ่นคือละอองกิเลสที่คอยเข้ามาทำจิตให้มัวหมอง จะได้รู้เห็นเหตุที่จะพึงรู้ได้แจ่มใสชัดเจน จัดว่าท่านฉลาดฝึกศิษย์ของท่าน คณะธุดงค์คณะนี้เป็นคณะพิเศษของท่านกระมัง ท่านจึงสั่งตามที่ท่านต้องการได้เสมอ การปฏิบัติตนอย่างนี้มีผลเพียงใดลูกหลานคิดเอา ฉันคิดว่าผลที่พึงได้ในญาณต้นนี้คือ ทิพยจักษุญาณ ที่แยกตัวออกได้เท่าใด ก็ได้บอกไว้แล้วในวันก่อน หวังว่าลูกหลานที่น่ารักทุกคนคงจำได้ เอาผลตามญาณนี้คือ

ก. รักษาอารมณ์สมาธิเป็นอธิจิตสิกขา ด้วยอาศัยที่มีศีลสิกขาบริสุทธิ์อยู่แล้ว สามารถกีดกันนิวรณ์อารมณ์ชั่วไม่ให้เข้ามาพัวพันกับจิตใจได้ จนเห็นเนกขัมมบารมีที่แท้ที่บวชกันแล้วปล่อยนิวรณ์ครอบงำจิตได้นั้น ท่านไม่ถือว่าเป็นเนกขัมมะคือการถือบวช ท่านถือว่าหลอกลวงชาวบ้าน เอาเปรียบชาวบ้าน และเป็นมารสังคมต่างหาก ทำตัวเป็นผู้ดี แต่เนื้อแท้เป็นผู้รายที่ปล้นชาวบ้านได้อย่างกฎหมายไม่กล้าลงโทษ

ข. มีผลในการคล่องในการใช้ญาณ มีความเพลิดเพลินบันเทิงใจ มีความรู้เรื่องที่คิดว่าจะไม่รู้ เป็นกำไรชีวิตมหาศาล

ค. ได้เห็นตามความเป็นจริง ตามอารมณ์วิปัสสนาญาณตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่าอะไรมันไม่เที่ยง มันมีความเปลี่ยนแปลง มีทุกข์ และมีการสลายตัวในที่สุด บ้านเมือง คน สัตว์ที่พบ มันไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ซากก็ไม่มี มันไม่เป็นอนัตตา มันจะเป็นอะไร เป็นอันว่าเขาถึงวิปัสสนาด้วยอารมณ์รื่นเริง ไม่ต้องมานั่งจับเจ่าในห้องในกุฏิให้โรคประสาทรบกวน ดีไม่ดีก็เกิดพองไม่ยุบ หรือยุบไม่พองอย่างคุณแม่เขียน อนันตวงษ์ ท่านบอกให้ฟังว่า ฉันเข้ากุฏิ 3 เดือน เกิดพองไม่ยุบ คือไม่ได้เดินไปไหนเกิดบวมขึ้นมาเลยพอง ไม่ยุบ วิชชานั้นไม่ใช่เป็นวิชชาที่ใช้ไม่ได้ ดีเหมือนกันถ้าใช้ถูกแบบ แต่คนใช้เกิดใช้เลยแบบหรือไม่ถึงแบบก็เลยมีผลอย่างนั้น

2. ญาณที่ 2 ที่ท่านสั่งก็คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ใช้ญาณนี้ระลึกชาติของตนเอง ถอยหลังเข้าไปตามกำลังของตน ให้ทราบว่าสถานที่นี้ตนเองเคยมีความเกี่ยวพันอะไรมาด้วยบ้าง วิชชานี้มีผลไม่น้อย เมื่อพบภาพของตนและทราบว่ามีความสุขความทุกข์อะไรเนื่องด้วยสถานที่นั้น แล้วก็ตายด้วยอาการอย่างไร มีเมีย มีลูก มีทรัพย์สิน พวกนั้นหายไปไหน ตัวตนขณะนั้นบางรายทำท่าเบ่งเป็นพ่อบ้านพ่อเมือง แล้วเจ้าคนนั้นมันหายไปไหน ตามภาพไป มันตายแล้ว ไปนรกบ้างไปสวรรค์บ้าง จากคนรวยไปเกิดเป็นคนจนบ้าง ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง ในที่สุดก็มาปรากฎเป็นคณะลิงหน้าพลับพลา มองดูแล้วก็สบายใจที่ทราบ แต่ก็สลดใจที่เมาเกิด เมาสมบัติ เมาเมีย เมาลูก เมาอำนาจ เมาทรงอยู่ ในสุดก็เอาอะไรไว้ไม่ได้เลย เลยพากันเบื่อเกิดต่อไป นอกจากเพลิดเพลินแล้วก็ยังมีผลในด้านวิปัสสนาญาณ จัดว่าท่านฉลาดไม่น้อยเลย แต่ถ้าท่านโง่กว่านั้นก็คงปราบพวกลิงหน้าพลับพลาไม่อยู่ ด้วยแต่ละตัวเป็นลิงเปรียวทั้งนั้น ไม่เปรียวอย่างเดียว เป็นลิงจอมดื้อ จอมพิสูจน์ทั้งหมด ถ้าสงสัยอะไรสักนิด คณะลิงหน้าพลับพลาจะต้องค้นคว้าหาความจริงให้ได้ ถ้าไม่สามารถจะหาได้จะยอมตายดีกว่าที่จะยอมแพ้ ท่านรู้นิสัยคณะลิงหน้าพลับพลาดี เมื่ออยู่วัดก็ไม่เห็นแสดงอะไร พอออกป่าเท่านั้นเอง ท่านแสดงความสามารถออกมาอย่างคนละองค์เลย ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ เพราะลิงทั้งหลายประสบมาเอง เสียดายที่ลูกหลานไม่มีโอกาสพบท่านนะ ถ้าได้พบท่านจะลืมพัดยอดแหลมไปตามๆ กัน

นี่ฉันพูดอะไรไปบ้าง เวลาเลยมานานแล้วคงไปไม่ถึงไหน เพราะคนแก่ แถมหัวล้านเสียด้วย พูดไปพูดมาชักเหงื่อหัวล้านจะเริ่มซึมออกมาแล้ว เวลาจะเอวังมันก็ใกล้เข้ามาๆ เดินต่อไปกันดีกว่า เมื่อออกจากพระพุทธฉายก็มุ่งมาเขาวงพระจันทร์ ระหว่างทางยังไม่คุยนะ เพราะเกริ่นไว้วานนี้ว่าจะเล่าเรื่องพระได้อภิญญาถูกวัวเขาอ่อนขวิด หลานๆ คงคงไม่รู้จักวัวเขาอ่อนกระมัง ประเดี๋ยวก็รู้จัก ฟังต่อไปจะเล่าให้ฟังแบบลัด เพราะมันเริ่มเหนื่อย ขืนอ้อมไปมากเหงื่อหัวล้านจะไหลมาก เป็นอันว่าระหว่างทางจากพระพุทธฉายมาพระพุทธบาทไม่มีอะไรมากนัก เมื่อเลยพระพุทธบาทมาเข้าเขตลพบุรี หลวงพ่อท่านบอกคณะลิงทั้งหลายไม่มีใครรู้จักทางและไม่ทราบเขตแดน หลวงพ่อท่านชำนาญ

ท่านพาเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง อยู่ในถ้ำองค์เดียว ไม่ทราบว่าเขาเรียกว่าถ้ำอะไร ด้วยไม่ได้ถามท่าน สถานที่นี้ไม่มีบ้านเลย แม้เสียงสุนัขชาวบ้านก็ไม่เคยได้ยิน มันไกลบ้านจริงๆ เมื่อแวะเข้าไปปรากฏว่าพระองค์นั้นท่านต้อนรับหลวงพ่อด้วยดี รู้จักกันมานาน ท่านแนะนำพวกคณะลิงหน้าพลับพลาว่า ท่านองค์นี้ทรงอภิญญาโลกีย์สมาบัติ ชำนาญในการเนรมิต พวกลิงไหว้ท่านก็รับไหว้ด้วยดี ท่านคุยกัน 2 องค์สนุกสนาน คุยเรื่องที่ลิงไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ในที่สุด หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ที่พาคณะศิษย์ชุดนี้มาก็เพราะอยากให้เขาเห็นของจริง ของจริงของพระพุทธศาสนานำออกในบ้านในเมืองไม่ได้ เพราะพวกเดียวกันคอยลิดรอน เมื่อพระด้วยกันว่าไม่มี ทำไม่ได้เสียแล้ว ชาวบ้านเขาก็เชื่อ เมื่อเขาเชื่อพระใหญ่หรือพระหมู่มาก พวกเราเป็นพระเล็กที่ไม่มีเครื่องหมายยศให้ ชาวบ้านนับถือ ไปทำอะไรเข้าเขาก็พากันประณาม

คณะศิษย์ผมเขาอยากเห็นของจริงชอบค้นคว้า ชอบฝึกทุกอย่างที่มีในหลักสูตร เมื่ออยู่ในวัดก็ได้แต่บอกหรืออย่างมากก็ใช้เจโตปริยญาณเป็นคราวๆ เพื่อให้สนใจเป็นอัศจรรย์บ้าง แต่พอออกป่าก็ออกท่าได้เต็มที่ เขาจะได้ทราบว่าความรู้ทุกอย่างในพระพุทธศาสนาแม้แต่อรหัตผลก็ยังไม่คลายตัว นักปราชญ์ท่านเขียนไว้อย่างนั้นเองว่าพระอรหันต์ไม่มีแล้ว ท่านกลัวคนจะตกใจว่าเมื่อพระอรหันต์ยังมี คนที่มีเมียแล้วถ้าจะบวชเกรงว่าเมียจะคิดว่าถ้าผัวเป็นพระอรหันต์แล้วตัวจะเป็นม่าย จะไม่อนุญาตให้ผัวบวช ท่านเลยเขียนเสือหลอกวัวไว้ให้ ท่านพูดแล้วท่านก็ชวนกันหัวเราะ

ฟังท่านคุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง ต่อมาท่านเจ้าของถิ่นหันมาคุยว่า ผมเองไม่ได้เป็นพระอรหันต์เพียงแต่ได้ฌานโลกีย์ ที่ออกจากหมู่คนก็เพราะยังไม่แน่ใจตนเองและประสงค์อรหัตผล ฟังแล้วสบายใจดีแต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เมื่อยามค่ำก็นอนในห้องของท่าน ถ้ำนั้นกว้างขวางมาก สมัยนี้ที่เขาเรียกว่าถ้าคูหาสวรรค์จะใช่หรือไม่ใช่ไม่เคยไปดูอีกเลย

พอรุ่งเช้าท่านทั้งสองนั่งคุยกันอีก วันนี้หลวงพ่อไม่สั่งให้บิณฑบาต เมื่อท่านไม่สั่งคณะธุดงค์ก็ ไม่เตรียมตัว เมื่อท่านคุยกันสักครู่ ท่านเจ้าของถิ่นถามหลวงพ่อว่า ที่นี่กับข้าวก็หายากแต่บอนใกล้ถ้ำในบึงเล็กๆ มีมาก ท่านถามว่าฉันแกงบอนไหม หลวงพ่อบอกว่าฉัน เมื่อถามกันแล้วท่านเจ้าของถิ่นก็ไปตัดบอนมา 1 ต้น มาถึงก็ไม่ปอกเปลือก หั่นตามแบบแกง แล้วก็เอาหม้อดินใหม่เอี่ยมมา 1 ลูก หั่นออกใส่ แล้วก็เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาหม้อปิด แล้วเอาข้าวสารหยิบมือหนึ่งใส่ในหม้อดินอีกลูกหนึ่ง เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาปิด เอาหม้อทั้งสองลูกวางไว้ข้างหน้า

ไม่เห็นตั้งเตา วางไว้กับพื้นเฉยๆ นั่งคุยกันไปสักครู่หนึ่ง เวลาประมาณ 8 น. ท่านเจ้าของถิ่นถามว่าหิวหรือยัง หลวงพ่อท่านตอบว่าหิวแล้ว ท่านเจ้าของถิ่นท่านตอบว่าหิวก็ฉันได้แล้วนี่ ข้าวแกงสุกนานแล้ว ว่าแล้วท่านก็เปิดฝาหม้อข้าวหม้อแกง ปรากฏว่าข้าวสุกเต็มหม้อถึงฝาละมี มีควันคลุ้งเหมือนเอาลงจากเตาใหม่ๆ แกงก็เต็มหม้อ มีควันขึ้น กลิ่นหอมเหมือนแกงบอนปกติ แถมมีเนื้อปลาในแกง หม้อทั้งสองลูกดูแล้วเห็นว่าจุข้าวไม่ถึงจาน เพราะมันลูกเล็กนิดเดียว

ท่านให้ล้อมวงกันฉัน แต่ตัวท่านเองไม่ฉัน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฉันมาหลายปีแล้ว พวกคณะลิงหน้าพลับพลาสงสัย ถามท่านว่าท่านไม่หิวหรือ ท่านบอกว่าอยู่ด้วยธรรมปีติ ไม่หิวและมีกำลังเป็นปกติ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุขต่างก็ล้อมวงกันฉัน แต่ละองค์ฉันจนเต็มอัตราศึก ข้าวสุกกับแกงที่คิดว่าแม้องค์เดียวก็ไม่ได้ตึงท้อง มันแปลกเมื่อยังไม่มีใครอิ่ม ตักออกมาเท่าไรก็ไม่หมด รสก็อร่อยดีกว่าพ่อครัวแม่ครัวชั้นเลิศแกงกว่าไหนๆ

แต่พอทั้งหมดอิ่มพร้อมกันแล้ว หาข้าวสุกสักเม็ด น้ำแกงสักหยดก็ไม่มี หลวงพ่อท่านรู้ใจศิษย์ท่าน ท่านรีบบอกว่าข้าวแกงอย่างนี้เรียกว่าอาหารอภิญญา คือเกิดได้จากการเนรมิต คำว่าเนรมิตหรือนิรมิตแปลเหมือนกัน นิรมิตเป็นศัพท์เดิมที่ยังไม่แปลง ท่านแปลงสระอิเป็นสระเอตามแบบของภาษาบาลี มีความหมายอย่างเดียวกัน เมื่อฉันเสร็จแล้วก็พักกับท่าน 3 วัน ท่านก็สอนวิชาอภิญญากับคณะธุดงค์ เมื่อครบ 3 วันแล้วก็ลาท่านเดินทางต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านเจ้าของอาหารพบวัวเขาอ่อน

ขอเล่าเรื่องท่านให้จบไปเลย เวลากาลผ่านไปกลาง พ.ศ. 2481 ตอนเย็นวันหนึ่ง เวลาประมาณ 15 น. หลวงพ่อปานกำลังรับแขกอยู่ มีชายคนหนึ่งไปหาหลวงพ่อ ขึ้นจากเรือเดินประจำทาง กรุงเทพฯ-ผักไห่ เมื่อขึ้นไปหาท่าน ก็ถามว่าจำผมได้ไหมครับ หลวงพ่อปานก็เอามือป้องหน้าตามแบบฉบับของคนแก่ที่ตาไม่ใคร่ดีอย่างฉันอย่างนี้แหละ แต่ทว่าท่านไม่ดีแต่ตา ฉันไม่ดีมากกว่าท่านหน่อยที่ตาก็ไม่ดีแถมหัวล้านเสียด้วย หัวที่ล้านมันเป็นอนัตตามีประโยชน์ เอาอีกแล้วเกิดมาอวดคุณภาพหัวล้านเสียอีก ขอผ่านไป ฉันมันจัญไรเสียจริงๆ ทีคนอื่นเขาหัวล้านเขาถนอมศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ใครมาเลียบเคียง มันอดโชว์หัวล้านไม่ได้ รู้สึกว่ามันโก้ๆ ชอบกล

เล่าเรื่องของท่านต่อไป เมื่อหลวงพ่อปานจ้อง ท่านก็บอกว่าผมคือพระที่ถ้ำที่ท่านไปพักแล้วแกงบอนให้ฉันอย่างไรเล่า เมื่อท่านกล่าวประวัติ หลวงพ่อก็นึกออก ถามว่านี่ทำไมนุ่งกางเกงเสียเล่าพ่อคุณ ท่านบอกว่าถูกวัวเขาอ่อนมันขวิดเอา หลวงพ่อปานหัวเราะชอบใจ ถามว่าไปทำอย่างไรจึงเสียทีมันเล่า

ท่านบอกว่าเมื่อท่านจากไปแล้วมีคนเดินป่าไปพบท่านเข้า เขาคงคิดว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐขนาดไต้อ๋องหรือไท้แป๊ะกิมแชกระมัง ที่ว่ามานี้ไม่รู้เรื่องเลยว่าไต้อ๋องหรือไท้แป๊ะกิมแชเขามีความหมายว่าอะไร เมื่อมีคนไปพบและเข้าใจว่าท่านวิเศษ ความจริงก็น่าจะเห็นว่าท่านวิเศษ เอาอะไรท่านก็ใช้อภิญญาช่วย ผัวหาย เมียหาย เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยได้ ที่จะต้องตายก็บอกก่อนว่าจะต้องตาย ค้าขายไม่ดีก็ช่วยได้

หนักเข้าพวกชาวพระนครก็เข้าไป คราวนี้แต่ละวันมีคนไม่ขาด ข้างถ้ำกลายเป็นที่พักคนด้วย สมัยนั้นต้องใช้เดินหรือเกวียน เมื่อมีคนมามากเข้าก็มีงานสังสรรค์มาก ในที่สุดอารมณ์ฌานก็ทรุดคือใกล้จะพัง และก็พอดีพบสาวคู่ปรับอายุ 18 ผิวขาวอวบอัด เชื้อเจ๊กผสมจีนมีไทยปน ไปมาหาสู่จากกรุงเทพฯ ไม่หยุด เมื่อไปก็ค้างหลายๆ คืน ในที่สุดก็คงจะไปวอบๆ แวม ๆ เข้ากระมัง ท่านก็เลยแสดงปาฏิหาริย์ขอแต่งงานด้วย คุณหนูไม่ยอมปฏิเสธหรืออิดเอื้อนเลย ท่านบอกว่าไม่มีผ้านุ่งห่ม คุณหนูบอกว่าเตรียมมาให้พร้อมแล้ว เมื่ออุปกรณ์ครบ มีงานทำ ไม่ใช่งานรับจ้างหรืองานราชการ มีงาน มีเมีย

เมื่อครบก็ลาสิกขาตามระเบียบ ไม่ใช่แต่งงานก่อนสึก เมื่อสึกแล้วเธอก็พาไปอยู่กรุงเทพฯ เมื่ออยู่กับเมียรักที่มีวัยต่างกันประมาณ 20 ปี ด้วยเจ้าสาวอายุ 18 ปี ตัวท่านเองประมาณ 40 ปี อาจมีเศษนิดหน่อยโดยประมาณ เมื่อครบ 6 เดือน ท่านบอกว่ารู้สึกเบื่อรสสัมผัส พยามยามจัดหาเงินด้วยอำนาจฌานที่พอจะรวบรวมได้ คือทำให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์ เขาก็ให้ค่าน้ำมนต์ ค่าพยากรณ์ เมื่อรวบรวมเงินได้ประมาณหมื่นบาทเศษ ก็มอบให้เจ้าสาวหมื่นบาท เหลือนอกนั้นขอเอามาทำทุนบวช เจ้าสาวก็อนุญาต

ท่านเล่าให้ฟังแล้วก็ขอให้ หลวงพ่อปานเป็นเจ้าภาพบวชให้ หลวงพ่อปานท่านก็ไม่ขัดข้อง จัดการบวชวันรุ่งขึ้นเลย มีท่านพระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านบวชแล้วได้ 7 วัน ก็ไม่ฉันข้าวตามเดิม หลวงพ่อปานบอกว่าเขารวบรวมกำลังฌานของเขาเข้าระดับเดิมได้ตามปกติ เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็อำลา ท่านบอกว่าคราวนี้ที่ไหนมีคน ที่นั่นไม่ยอมอยู่ จะเอาดีให้ได้ อ้ายเนื้อสดที่เขาสนใจกันว่าดี ไม่เห็นมันดีตามเขาว่าเลย เรื่องของท่านก็จบเท่านี้

ลูกหลานคงสงสัยว่า ทำไมท่านที่ทรงอภิญญาขนาดนั้นยังมีอารมณ์แพ้แก่กามคุณ ขอตอบง่ายๆ ว่า ก็อภิญญาโลกีย์ยังไม่พ้นวิสัยกามคุณจะบังคับบัญชา เผลอเมื่อไรเป็นจอดอย่างท่านองค์ที่กล่าวมา ฉะนั้น เมื่อได้ฌานแล้วท่านที่ไม่ประมาทจึงพยามยามเร่งรัดตนเองให้ตัดสังโยชน์ให้ถึง 5 ให้ได้ ถ้าตัดสังโยชน์ได้ยังไม่ถึง 5 ข้อ จะทรงอภิญญาขนาดไหน แก่ขนาดไหน ก็ยังมีอารมณ์หอมหวาน ถ้าตัดสังโยชน์ได้ 5 ข้อแล้วไว้ใจได้ ไปวางไว้ในฝูงกินรียังไม่มีความรู้สึกอะไรเลย การถูกต้องสัมผัสไม่มีอะไรมีผลทำให้มีความรู้สึกทางเพศ จับคนก็มีความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับจับซากศพ สังโยชน์ 5 ข้อมีดังนี้ จะบอกไว้จะได้ไม่สงสัย

1. สักกายทิฎฐิ เห็นว่าขันธ์ 5 (ร่างกาย) เป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย

2. วิจิกิจฉา สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าจะมีจริงหรือ

3. สีลัพพัตตปรามาส ไม่รักษาศีลจริงจัง สักแต่ว่าสมาทานส่งเดชตามเขาไปอย่างนั้นเอง เป็นพระเป็นเณรก็สักแต่ว่าเป็น ไม่มีศีลดีตามที่ควร เรียกว่าลูบคลำศีล

สามข้อนี้ถ้าใครแก้ความรู้สึกให้มีลักษณะตรงข้าม คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีใน ร่างกาย ไม่เมากาย ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นจริงด้วยปัญญาที่มองเห็น รักษาศีลบริสุทธิ์ ไม่บกพร่อง ท่านเรียกว่าพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามี เป็นพระอริยเจ้า 3 ข้อนี้พระที่บวชจริง ไม่บวชและหลอกชาวบ้านทำได้ไม่ยาก อีก 2 ข้อมีดังนี้

4. กามราคะ เมาในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสซาบซ่าน

5. มีอารมณ์โกรธและผูกโกรธไว้ คือ จองล้างจองผลาญเรื่อยไป

ถ้าแก้ให้เห็นด้วยปัญญาว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่น่ารักเพราะมีอสุภสัญญา มีเมตตาแทนความโกรธ เท่านี้อารมณ์เลวก็หายไป หมดรัก หมดกำหนัด มีแต่เมตตาและอุเบกขา เรื่องจะสึกก็หมดไป ไม่มีอะไรยากถ้าบวชกันจริงๆ วันนี้เหนื่อยมากแล้วขอพักตรงนี้นะ วันหน้าฟังใหม่ สวัสดี

วันนี้ตรงกับวันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นวันธรรมสวนะ คือ วันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ฉันมีเวลาว่างนิดหน่อย แต่เมื่อว่างจากคุยกับพวกรักษาอุโบสถแล้ว เห็นว่าเวลายังไม่ค่ำ พอมีเวลาบ้างก็หาโอกาสคุยกับลูกหลาน จะมีเวลาคุยสัก 2-3 นาทีก็ตาม ดีกว่าปล่อยให้ชีวิตฉันเปล่าประโยชน์ ไหนๆ ก็จะตายแล้ว มีอะไรบ้างที่พอจะขยายให้ฟังได้ก็จะขยายให้ฟังเสียให้หมด ที่เกินวิสัยที่จะรับฟังก็ต้องขอสงวนไว้บ้าง แต่ว่าคงไม่มากนักที่จะสงวน ก็เกรงว่าผู้รับฟังจะตกนรก มันเป็นภัยใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้ เอากันแต่ที่เห็นว่าพอรับฟังได้ก็แล้วกัน แต่ทว่าก็ดูเหมือนว่ามันหนักสมองคนและพระสมัยใหม่ไม่น้อยเลย จะอย่างไรก็ตาม จะพยายามเล่าให้ฟังตามสัญญา และตามที่เห็นว่าไม่หนักเกินไป

เมื่อวานนี้เล่าเรื่องวัวเขาอ่อน ลูกหลานพอเข้าใจหรือยังว่าวัวเขาอ่อนคือใคร ถ้าไม่เข้าใจก็จะบอกให้เสียเลยว่า เจ้าวัวเขาอ่อนคือแม่ลูกสาวเจ๊กหลานจีนคนนั้นเอง มีเขาที่อกและเขาก็ไม่แข็งเหมือนวัวที่ใช้งาน เจ้าเขาอ่อนๆ อย่างนี้แหละมันขวิดพรานตายมาไม่รู้เท่าไรแล้ว นักบวชที่มีความทะนงคิดว่าฉันมีความรู้มาก มีราชทินนามว่า มหา พระครู เจ้าคุณ ฯลฯ ต้องพ่ายแพ้แม่กระทิงเปลี่ยวมามากต่อมาก บางรายรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ไม่กี่วันก็ต้องลอกคราบทิ้ง บางท่านเป็นอาจารย์สมถวิปัสสนาก็ต้องถลกหนังทิ้ง เป็นอันว่าวัวเขาอ่อนมีอานุภาพมากกว่าวัวเขาแข็ง

ฉันเองสมัยที่เนื้อหนังยังดี หัวไม่ล้านเหมือนขณะที่กำลังพูดอยู่นี่ เคยพบวัวเขาอ่อนตั้งท่าจะขวิดหลายที แต่ฉันเคยปราบวัวประเภทนี้มามากสมัยที่กำลังเมามัน ยังขวิดฉันไม่อยู่เลย เมื่อมาสวมเขี้ยวแก้วเข้าแล้วจะขวิดกันอย่างไร เมื่อตั้งท่ามาฉันสำรากเสียไม่กี่คำพากันวิ่งอู้เข้าคอกไป แต่ไม่เคยประมาท ต้องลับศรจ่อหลังวัวไว้เสมอ ศรศิลป์ที่พอจะรบกับวัวพวกนี้ได้ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่พระที่บวชทุกองค์ก็คือ อสุภกรรมฐาน กายคตาสติกรรมฐาน มรณานุสสติกรรมฐาน และเพิ่มวิปัสสนาอีกนิดก็ได้ แก้สักกายทิฎฐิภาวนา มีไว้เท่านี้ และไม่ลืมลับไม่ลืมเล็งศรให้ตรงเป้าหมาย ไปนอนในคอกวัว วัวก็ไม่กล้าแสดงเดชเลย แม้แต่เบิ่งก็ไม่มี รู้จักคำว่าเบิ่งไหม เป็นภาษาชาวบ้านใช้กับวัวควาย เห็นจะติดมากับภาษาต้นตระกูล ฉะนั้น เบิ่ง คำนี้จึงแปลว่า ดู คือ ดูอย่างจะทำลายหรือลอกหนัง

ท่านองค์นั้นท่านเล่นอภิญญาคือกสิณเพลินไป เรื่องของกสิณมีอานุภาพมากจริง แต่ไม่ได้มองหาความจริงจากร่างกาย มุ่งเล่นฤทธิ์เดชเดชาศักดานุภาพเกินไป เข้าทำนองนักมวยที่เก่งบนเวที คอยแต่จะหาทางปราบศัตรูในด้านชก แต่ลืมพิจารณาเสียงที่ประโลมใจ เมื่อไม่ระวังศัตรูมาแนวใหม่ แทนที่จะชวนชกกลับเอาสตรีรูปงาม เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสสัมผัสนิ่มนวล โดนเข้าแบบนี้ตายทุกราย ท่านมหาเถระผู้ใดก็ตาม เมื่อบวชแล้วไม่ได้ใช้ศรศิลป์ของพระพุทธเจ้ากี่รายก็ตาม โดนแม่วัวขวิดเมื่อไรก็หงายท้องเมื่อนั้น ถ้าเธอไม่มีอานุภาพจริง คงไม่มีข่าวพระทรงสมณศักดิ์สึก

แต่สมัยนี้ข่าวพระทรงสมณศักดิ์มีข่าวสึกทุกปี เห็นจะเป็นเรื่องวัวเขาอ่อนนี่กระมัง ช่วยกันสืบสวนทวนความให้ดีด้วย ถ้าสึกแล้วท่านไปอยู่คนเดียวไม่แต่งงานก็แสดงว่าท่านสึกเพราะหิวข้าวตอนเวลาเย็น ถ้าสึกแล้วแต่งงานก็แสดงว่าท่านหิวคนคือวัวเขาอ่อน เรื่องพระสึกจะโทษวัวเขาอ่อนเกินไปก็ไม่ได้ บางรายวัวไม่ไปอาละวาด ท่านเองก็วิ่งไปให้วัวขวิดเสียไม่น้อย เป็นว่าพอกัน วัวก็ร้าย ควายก็เลว ไม่รู้จักฐานะของตัว นักบวชแบบนี้เมื่อยัง ไม่สึกท่าทางดี มีอาการสำรวมน่ารัก เพราะต้องปกปิดกลิ่นชั่ว สีหมอง ไม่เหมือนพระอริยเจ้า ไม่เห็นท่านปิดชั่ว ตรงกันข้าม มักจะทำให้ชาวบ้านเห็นว่าชั่วคือไม่ค่อยจะสำรวม

ถามท่านแล้ว ท่านบอกว่าเราสบายแล้ว ไม่อยากทำตนให้ลำบาก เมื่อเขาไม่ชอบเราที่ไม่สำรวม เขาก็ไม่มากวนเราๆ ก็สบาย เราไม่บรรลุเพราะสำรวมหลอกลวง เราได้ผลเพราะอาการเปิด เมื่อเปิดดีกว่าปิด ผลปรากฏเพราะเปิด เมื่อมีผลแล้วเราจะปิดทำไม มีเลวเท่าไรงัดออกอวดให้หมด ชาวบ้านจะได้เห็นจริง เขาจะเอาเลวจากเราคือปฏิปทา หรือเอาดีจากธรรมก็ตามใจชาวบ้าน เราหมดหนี้แล้ว จะต้องหาหนี้มาชำระอีกหรือ ท่านหมายว่าท่านสบายแล้วจะต้องไปเอาใจชาวบ้านด้วยทำท่าสำรวมให้เขาเห็นว่าเคร่ง เขาจะได้ไปมาหาสู่ อาการอย่างนั้นเป็นอาการของทาสกิเลสตัณหา

ท่านพวกนี้ไม่ยอมก้มหัวให้แน่ ในชีวิตฉันเคยพบพระอริยะหลายแบบ บางแบบก็ทำตนเหมือนคนบ้า เที่ยวได้เดินกลางทุ่งกลางนา นอนกลางดินกินกลางทุ่ง บางรายก็ทำท่าสงบเสงี่ยมเสียจน น่าเกลียด เกินพอดี เมื่อทักท้วงเข้าก็ออกฤทธิ์ทางปากว่ามันเรื่องของข้า ชาวบ้านไม่ต้องเสือก ปล่อยลายเสือออกมาให้ปรากฏ ใครว่าก็ทำหูทวนลมหรือหูกะทะเสีย หูกะทะฟังอะไรไม่ได้ยิน เพราะไม่ได้มีไว้ฟัง มีไว้ถือหรือแขวน มีหลายรายที่เมื่อไปถึงท่านจัดแจงสถานที่พักไว้ให้เรียบร้อย แต่พอถามธรรมเข้าทำท่าเหมือนตาวัวตาควาย พูดแบบคนไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มี บางรายก็ออกแบบเหมือนคนปากคลองสานเฉพาะในเขตหลังคาแดง นุ่งผ้าผืนเดียวลอยชายพูดกับหมูกับหมาเพลิน

พอพวกเราเข้าไปหาก็ทำท่าเอะอะโวยวาย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ดีไม่ดีด่าพ่อล่อแม่เสียเต็มอัตราศึก เมื่อพวกเรานิ่งและเห็นว่าท่าเหนื่อย พวกเราก็พูดกันเองว่า อ้ายคนไม่บ้ามันทำบ้าอย่างนี้ควรให้กิเลสตัณหาถลกหนังหัวเสียใหม่ พอเห็นว่ารู้ทันบางรายลงนั่งขอขมา บางรายหัวเราะลั่นฟ้าชอบใจ แล้วตอบว่าเมื่อรู้แล้วมากวนกันทำไมเพื่อน ท่านที่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นพระทรงวิชชา 3 หรืออภิญญาและปฏิสัมภิทาญาณ สำหรับพระทรงวิชชา 3 ถ้าไม่เก่งจริงๆ ไม่ค่อยออกฤทธิ์นัก แต่ก็เอาพระวินัยเป็นใหญ่ ระเบียบใหม่ๆ ที่พวกกิเลสหนาออกกฎไม่สู้สนใจนัก และมีการระมัดระวังตัวคือ ไม่ใคร่อยากพูดกับคนที่ไม่ควรเปิด ท่านถือว่าท่านสบายแล้ว จะอย่างไรก็ช่าง เมื่อรับฉันให้ แต่ถ้าอวดดี เมื่อเห็นว่ามีดีแล้วก็เลยไม่ให้อะไรเลย แม้แต่ว่าเขาจะมีดีผิดๆ ก็ตาม ถ้ารู้ตัวว่าดี ท่านพวกนี้ปล่อยให้ดีไปตามอารมณ์ ไม่ใช่ท่านจะไม่เมตตา ที่ทำอย่างนั้นเพราะท่านเมตตา

ด้วยคนที่มีกิเลสหนาเมื่อเห็นตัวว่าดีก็มักไม่ฟังเหตุผลของใคร ต้องปล่อยให้หมดดีจึงจะฟังเสียงคนตักเตือน สำหรับท่านสุกขวิปัสสโก ท่านพวกนี้ไม่มีฤทธิ์ เพราะท่านไม่มีอะไรพิเศษ ท่านคงรักษาอารมณ์และอาการตามปกติ ส่วนท่าน 2 พวกคือฉฬภิญโญ กับปฏิสัมภิทัปปัตโต ฤทธิ์แสดงออกนอกรีตนอกรอยมากเหลือเกิน พบท่านยาก ต้องยี่ห้อคล้ายคลึงกันก็พบไม่ยากเหมือนกัน เพราะเมาเท่าๆ กัน เมื่อพบแล้วหมดฤทธิ์แล้วก็จะพบฤทธิ์พระธรรมที่หวานสดชื่นบอกไม่ถูกเลย ท่านพูดให้ฟัง ดูเหมือนเราจะบรรลุไปด้วย

ลูกหลานที่รัก ฉันฟุ้งเลยธงไปอีกแล้วตามแบบฉบับของฤาษีหัวล้าน และมีเผ่าพันธุ์ลิงเป็นสรณะ จะคุยต่อไปเรื่องของธุดงค์ เมื่อออกจากสำนักท่านวัวเขาอ่อนแล้วก็มุ่งเข้าสู่เขาวงพระจันทร์ ที่เขาวงพระจันทร์นี้มีเรื่องประกอบหลายรายการ จะเล่าแต่ย่อๆ เรื่องแรกก็คือ นางสาวพระจันทร์เป็นลูกสาวท้าวกกขนากที่พระรามแผลงศรทำด้วยอะไรไม่ทราบปักอกนอนอยู่ในถ้ำ นางสาวพระจันทร์หรือชีจันทร์ก็ไม่ทราบ เธอเป็นลูกสาว ทอผ้าคอยถวายพระศรีอาริย์ อายุแกมากแล้ว ตั้งแต่สมัยพระรามรบยักษ์ มันเมื่อไรฉันก็ไม่รู้ ถ้าเป็นสาวก็คงสาวแก่เต็มทน ความเป็นสาวมิยานโทกเทกไปหมดเสียแล้วก็ไม่รู้ เมื่อเขาว่าอย่างนั้นก็ว่าไป พอถึงที่ตั้งวัดเขาสะพานนาค เดิมไม่มีวัด หลวงพ่อปานท่านมาสร้างไว้ เพราะคนจะเข้าเขตเขาวงพระจันทร์ต้องเข้าทางนี้ ท่านจึงบัญชาการให้นายห้างขายยาตราใบโพธิ์ ท่าเตียน พระนคร คือนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ออกทุนสองหมื่นบาทสร้างกุฎี หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญเสร็จแถมเริ่มอุโบสถเข้าไปเกือบเสร็จ

ตอนนั้นฉันก็ไปเป็นช่างแบกช่างยกกับเขาเหมือนกัน แบกไม้ขึ้นหลังคา ช่างที่ทำส่วนใหญ่เป็นพระวัดบางนมโค บางท่านเกือบจะมาเป็นเจ้าของตลาดหนองเต่าเสียก็มี เพราะถ้าต้องการอาหารต้องเดินมาซื้อที่ตลาดหนองเต่า หรือจะเดินทางมาเดินทางกลับต้องเดินไปขึ้นรถที่สถานีหนองเต่า เมื่อไปมาหลายวาระเข้าก็เจอวัวเขาอ่อนเข้า วัวก็ร้ายควายก็แรงมันก็ต้องขวิดกัน ใครจะสู้ใครได้ เขาไม่ตั้งให้เป็นกรรมการ เลยไม่ทราบว่าใครแพ้ใครชนะ วัวที่มีกำลังส่วนใหญ่เป็นวัวพันธุ์เมืองจีน

ขั้นแรกหลวงพ่อท่านตั้งใจจะสร้างเป็นศาลาที่พักคนเดินทาง ด้วยคนมาเขาวงพระจันทร์เมื่อถึงตรงนี้ (วัดเขาสะพานนาค) ต่างก็หยุดพัก ท่านจึงสร้างศาลาหลังเดียวก่อน และต่อมาสร้างเป็นวัด เพียง 2 ปีก็มีสถานที่สมบูรณ์ ด้วยช่างหาง่าย ช่างท่านใดถูกวัวขวิดก็ไปเก็บซากมาทำงานตามเดิม ที่ทนทานวัวขวิดไม่ไหว มีหลายรายที่ต้มวัวเสียสุก คือบอกว่าถ้าวัดเสร็จก็จะตกลงขึ้นเวทีขวิดกันเป็นทางการ แม่วัวตัวสวยตกหลุมพราง ส่งข้าวส่งน้ำ พองานเสร็จงวดคือไม่เสร็จหมด หลวงพ่อท่านก็เปลี่ยนช่าง เจ้าควายเลยไป ไม่กลับ พวกรุ่นใหม่มาก็รับฟ้องจากแม่วัว ว่าแล้วก็โอ๋กันต่อไป เมื่อไม่ได้รุ่นแรกฉันก็ต้องจัดการกับรุ่นนี้ให้ได้ ข่าวนี้เข้าหูบ่อยๆ บางรายก็ได้จริงๆ แต่บางรายก็เสียเหยื่อเป็นวาระที่ 2 ที่ 3 เพราะเจ้าควายไม่ยอมสู้ ยิ่งพวกควายที่สงบเสงี่ยม เขาคิดว่าเขามาทำบุญไม่สุงสิงสนใจ แม่วัวตัวร้ายยิ่งสนใจเป็นพิเศษ เรื่องของกิเลสเป็นเรื่องธรรมดา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบลาวเก่งวิชา

นักบุญหรือพระที่มาทำการก่อสร้างก็มาจากฐานะไม่เสมอกัน บางท่านก็หยาบบาง ท่านก็สงบเสงี่ยม มีพระองค์หนึ่งอย่าออกชื่อเลยนะ ท่านยังมีชีวิตอยู่ เวลานี้ก็เป็นคนดีน่าบูชา อายุก็มากแล้ว เห็นจะ 60 ปีกว่าหลายปี ด้วยท่านบวชก่อนฉันหลายปี มีแรงมาก ทำงานเก่ง องค์นี้ดี ไม่ต้องเกรงว่าวัวเขาอ่อนจะลอกหนัง ด้วยปากแกหยาบเสียจนหาคนรักยาก แต่ทว่างานดีมาก วันหนึ่งเมื่อพระขึ้นไปติดเครื่องบนศาลาการเปรียญ แดดร้อน

หลวงพ่อท่านอนุญาตให้ใช้คลุมศรีษะได้ ท่านบอกว่าอานิสงส์สร้างวัดมากกว่าโทษที่เสียจริยาเล็กน้อยมาก เราลงทุนน้อยได้กำไรมาก ควรทำ ต่างองค์ก็เอาผ้าบ้าง หมวกบ้าง คลุมศรีษะ ท่านองค์ปากสว่างล่อหมวกปีกใหญ่ที่พวกจีนทำไร่ชอบใช้ ความจริงก็ดี ร่มมากดีมาก ฉันยังเคยอาศัยร่มแกในการบางคราว เจ้าลาวคนนั้นมาเห็นเข้ามันก็ร้องว่า พระไม่สำรวม ใส่หมวกอย่างฆราวาส ทุกองค์เขา ไม่อยากตอบ มีองค์ปากสว่างองค์เดียวทนไม่ได้ แกร้องด่าลงมาจากข้างบนว่า อ้ายลาวปากหมา มึงเสือกไม่เข้าเรื่อง ประเดี๋ยวพ่อทุ่มด้วยไม้ขื่อ เจ้าลาวโกรธมาก มันร้องประกาศว่า พระทุกองค์จะต้องตายก่อนเพลวันนี้ เวลาที่พูดกันประมาณ 8 น.เศษ มันพูดแล้วมันก็เดินไปทางหลังเขา

เมื่อมันไปแล้วก็ไม่มีพระอะไรสนใจเรื่องที่มันบอกว่าจะให้ตาย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาทีเศษ เจ้าลิงขาวเขาไปทำงานด้วยและเจ้าลิงเล็กด้วย สามเตื้อ เมื่ออยู่ไหนก็อยู่ร่วมกัน ที่เขาสะพานนาคหรือเขาวงพระจันทร์เป็นที่สงัด กลางวันทำงาน กลางคืนทำใจให้สบายบอกไม่ถูกเลย คณะของเราวัวเขาอ่อนสนใจมาก เพราะเป็นพวกสงบเสงี่ยมแต่เราก็ไม่หลอกใคร ให้ก็กิน เรื่องรับปากว่าจะเป็นผัวใครไม่มีในใครคณะสามเกลอหรือสามลิงของเรา เขาให้กินเรารับ เขาให้ใช้เรารับ เขาให้กกเราไม่ตกลงแน่ เพราะกกมาพอแรงแล้วไม่เห็นอะไรเป็นเรื่องเลย เมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อยหลังจากที่เจ้าลาวปากร้ายผ่านไป เจ้าลิงขาวมันบอกว่าเจ้าลาวคัดของ พวกเราระวัง ของที่อื่นต้านมันไม่ไหว มีพระหลวงพ่อกับยันต์เกราะเพชรเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้

ฉันเลยร้องสำทับไปว่า ทุกองค์ปลุกยันต์เกราะเพชรเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา ทุกองค์หยุดงาน ต่างก็ปลุกยันต์เกราะเพชร ประเดี๋ยวเดียวตะกรุดหรือพระที่ได้มาจากวัดอื่นหักหมด เหลือแต่พระหลวงพ่อให้ไปเท่านั้นที่ไม่ยอมหัก พวกเราทราบทันทีว่าเจ้าลาวระยำนั่นมันคงใช้วิชาทำเราไม่มีผล มันคิดว่ามีของกัน จึงคัดของ เมื่อปรากฏว่าพระวัดอื่นแตก พระบางองค์ตกใจหน้าเสีย จึงบอกท่านว่ายันต์เกราะเพชรคุ้มได้และวิชาที่ทำเราจะย้อนเข้าตัวคนทำเอง

ทุกองค์จงว่า อิติปิโส ทุกองค์วางงาน พนมมือตามๆ กัน เขาว่าในใจ เขาอะไรบ้างไม่ทราบ เวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที เจ้าลิงขาวก็บอกว่าขอให้ทุกองค์ทำงานตามปกติ เจ้าลาวหมอบแล้ว ช่างมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำงานกันไป ของมันสังหารมันเอง ฉันเพลแล้วจึงค่อยไปดูมัน เจ้าลิงขาวมันทรงอภิญญา ฉันสู้มันไม่ได้สักอย่าง และเจ้าลิงเล็กด้วย มันทรงอภิญญาเหมือนกัน พวกเขาเป็นทหารคุ้มครอง

เรื่องอันตรายนอกจากกฎของกรรมใหญ่แล้วเขาคุ้มได้จริงๆ เมื่อทุกองค์ฟังแล้วก็ทำงานตามปกติ เมื่อถึงเวลา 11 น.เศษ ต่างก็พักจากงานมาอาบน้ำฉันข้าวเพล เมื่อฉันเสร็จก็พักเหนื่อยถึง 13 น. จึงจะขึ้นทำงาน คราวนี้เราพักกันจวนค่ำคือตะวันยอแสงจริงๆ ด้วยอยากให้งานเสร็จเร็วๆ ไม่ใช่กลัววัวเขาอ่อน ไม่อยากให้งานยืดเยื้อ เผื่อว่าแม่วัวแก่หิวจัดจะได้ดื่มอาหารเร็วๆ พูดเรื่อยไปอย่างนั้นเอง เมื่อขณะพักงานนอนลงไปชั่วครู่ก็มีคนมาบอกว่า

มีลาวคนหนึ่งนอนบวมทั้งตัว นอนร้องครวญครางอยู่ที่หลังเขา ทุกองค์ไปดูก็พบเจ้าลาวปากเสียคนนั้น มันบวมเกือบปริ ร้องครวญครางน่าสงสาร เมื่อสอบถามก็ยอมรับว่าหวังจะทำให้พระทั้งหมดตาย มันเอาก้อนหินมาวางเป็นแถวจะเอาก้อนหินเข้าท้องพระ มันเก่งมาก แต่พอเริ่มทำก็ปรากฏว่ามีบาทาใครไม่ทราบมากระทบมันทั้งตัว เล่นเอานอนคว่ำนอนหงาย ในที่สุดหมดแรงลุกไม่ขึ้น บวมทันทีทันใด

เรื่องต่อไปก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคู่ปรับเขานำส่งหลวงพ่อที่วัดบางนมโค สมัยนั้นการคมนาคมดีมาก แต่ว่ามีน้อยเหลือเกิน กว่าคนป่วยจะผ่านด่านมาถึงวัดบางนมโคก็เป็นวันที่ 3 ของวันป่วย มันร้องครวญครางไพเราะมาก เมื่อถึงหลวงพ่อ ท่านจัดการให้ขมาพระรัตนตรัยและรับว่าจะบวช เมื่อเขารับคำแล้วท่านก็ถอนหายภายในไม่ถึง 30 นาที เพราะไม่ใช่ไข้ เป็นโรคบาทาท่านขุนด่านกระทบ (ท่านขุนด่าน ท่านเป็นคณะเดียวกับพระกาฬลพบุรี) ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร วันหน้าค่อยฟังใหม่ วันนี้ถึงเวลาอาบน้ำเย็นเสียแล้ว ต้องต้มน้ำอุ่นอาบ ตามใจคนอุปถัมภ์เขา เขาหวังดีไม่มีผลร้ายก็ต้องตามใจเขา ตามลำพังคนเดียวดีไม่ดีกินข้าวส่งเดช นอนคอยเท่งทึงเสียสบายใจ เอาล่ะ คนต้มน้ำเขามาบอกว่าน้ำร้อนนานแล้ว เขาทำแล้ว ฉลองความดีเขา ใจเขาจะได้สดใส ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ ขอลูกหลานทุกคนจงสบายดีนะ สวัสดี


เจ้าพ่อขุนด่าน

วันนี้วันที่ 3 ธันวาคม 2514 เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงเรื่องเจ้าพ่อขุนด่าน ท่านใช้บาทากระทบ เจ้าลาวอันธพาลคนนั้นเข้า จนเจ้าลาวเจ็บและบวมไปทั้งตัว ในที่สุดพระองค์ปากเสียก็ต้องเป็นเจ้าภาพนำส่งหลวงพ่อปาน คนที่จัดรายการนี้ก็คือเจ้าลิงขาวเขาเป็นผู้สั่ง เพราะเขามีฐานะเป็นผู้รักษาความปลอดภัย ที่เขาสั่งอย่างนั้นก็ประสงค์ให้ทั้งสองฝ่ายเลิกอาฆาตมาดร้ายกันเสีย เมื่อเจ้าลาวอันธพาลไปพบหลวงพ่อปาน ท่านขอให้ขมาพระรัตนตรัย ด้วยทำกับพระที่ช่วยเสริมสร้างพระศาสนา เป็นการทำลายความเจริญรุ่งเรืองของพระศาสนา ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ความเห็นของท่านเป็นอย่างนี้ เมื่อหายแล้วจะบวชมันก็ยอมรับ เพราะถ้าไม่ยอมรับท่านไม่รักษาให้ เมื่อมันยอมรับแล้วท่านทำน้ำมนต์ให้กิน เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมันก็หายเป็นปกติ

ลูกหลานอาจจะสงสัยว่าน้ำมนต์วิเศษอย่างไรจึงแก้โรคได้ชะงัดนักและหายรวดเร็ว เรื่องนี้จงทราบว่าไม่ใช่โรคธรรมดาที่เกิดกับร่างกาย มันเป็นโรคบาทากระทบและเกิดจากบาทาของผี นี่ว่ากันตามภาษาชาวบ้าน ถ้าพูดตามภาษาพระที่พอจะเอาแบบเอาแผนตามพระพุทธเจ้าสักหน่อย ไม่มาก ก็เพียงใช้ฌานโลกีย์ ก็ต้องพูดว่าโรคเกิดจากบาทาเทวดาหรือบาทายักษ์ คำว่ายักษ์ จงทราบไว้ด้วยว่าไม่ใช่ยักษ์ในแบบเรื่องรามเกียรติ์ เพราะยักษ์พวกนั้นพระที่ทรงฌานไม่รู้จัก ยักษ์ที่กล่าวนี้เป็นชื่อของเทวดาพวกหนึ่งที่มีอานุภาพมาก ตายจากมนุษย์ที่ทรงฌาน แต่ทว่าเวลาตายๆ นอกฌาน ไม่ได้เข้าฌานตาย ไปเป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านเรียกว่ายักษ์ แปลว่าผู้ที่คนควรบูชา ไม่ใช่ยักษ์อันธพาลอย่างพวกยักษ์ทศกัณฐ์

ความจริงยักษ์พวกทศกัณฐ์จะหาว่าเป็นอันธพาลก็อาจจะบาปเกินไปสำหรับคนพูด ด้วยยักษ์พวกนี้มีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรับรอง หาเหตุหาผลกันยากเต็มที ถ้ามี ฉันก็คิดว่าคงจะไม่น่ากลัวเท่ายักษ์อีกพวกหนึ่ง ยักษ์พวกนี้มีตื่นในสมัยปัจจุบัน มีทั้งที่ตัวเราเอง ที่ลูก ที่เมีย ที่บริวาร แม้ในวงราชการก็ได้ยินข่าวว่ายักษ์พวกนี้เข้าสิงอยู่หมด เห็นวิทยุออกข่าวว่าอย่างนั้น ทางหนังสือพิมพ์เขาก็ลงข่าวว่ายักษ์พวกนี้ แม้ชาวบ้านชาวเมืองชาวราชการเขาก็พูดกันว่ายักษ์พวกนี้มีมาก มันมีอำนาจมากด้วย ไม่เกรงกลัวใคร แม้พวกทหาร ตำรวจที่ถืออาวุธ เจ้ายักษ์พวกนี้ก็ไม่กลัว ยักษ์พวกนี้เวลาเขียนหนังสือไม่ต้องใช้ตัว ข หรือตัว ษ การันต์ ด้วยมันเป็นยักษ์พิเศษ ลูกหลานที่รักรู้จักยักษ์พวกนี้ไหม ลองนั่งนึกสักครู่ นึกออกไหม ถ้านึกไม่ออกจะบอกให้ เจ้ายักษ์พวกนี้เราเรียกชื่อเต็มเขาว่ายักยอก

เมื่อรู้จักชื่อแล้วลองช่วยกันใคร่ครวญกันดูทีหรือว่ามันร้ายแรงมากไหม มันยักไม่เลือกที่ ไม่เลือกบุคคล ยักดะไปหมด ยักผัว ยักเมีย ยักลูก ยักหลาน ยักญาติ ยักราชการ มันยักได้ทุกสถานที่ แม้ตัวเราเองที่คบมันไว้ มันก็ยัก จะสมมติให้เห็นอาการที่มันยักตัวเราเองก็คือ สมมติว่าลูกหลานทำงานรับจ้าง นายจ้างจะเป็นรัฐหรือบุคคลก็ตาม ตามระเบียบงานเขาว่าเขาจะให้เงินเดือนเพื่อเลี้ยงตัว เวลาที่เราจะทำงานเราก็ว่าจะเอาเงินมาเลี้ยงตัว จะจ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พอได้เงินเข้าจริงๆ เจ้ายักพวกนี้มันก็สอนให้เราเป็นยักษ์ คือ ยักเงินค่าอาหารประจำวัน ค่าเล่าเรียนของลูก ค่ากระโปรงเมีย ค่ากางเกงตนเอง เอาไปซื้อเหล้าเมายาเสีย บางรายก็ยักเมีย ได้รับเงินมามากบอกเมียว่าได้น้อย แอบไปหาความสำราญนอกบ้าน ฯลฯ เอากันเท่านี้พอ เห็นหรือยังว่าเจ้ายักพวกนี้มีความร้ายแรงกว่ายักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์มาก เรื่องยักษ์พักกันดีกว่า มาว่ากันถึงเรื่องท่านเจ้าพ่อขุนด่านต่อไป ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกฉัน หมายถึงพระทุกองค์อย่างไร และรู้ได้อย่างไรว่าบาทาที่กระทบเจ้าลาวอันธพาลนั้นเป็นบาทาท่านเจ้าพ่อขุนด่าน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


อานุภาพท่านเจ้าพ่อขุนด่าน

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องรู้จักท่านเจ้าพ่อขุนด่าน มาพูดถึงเรื่องอานุภาพท่านสักหน่อย ลูกหลานจะได้ไม่สงสัย หรือใครจะสงสัยก็ตามใจ ไม่ว่าอะไร ถ้าสงสัยก็จงหัดขยันทำสมาธิตัดความชั่วทางใจที่อยากสนใจเรื่องของชาวบ้าน ใครเขาจะดีจะชั่วช่างเขา ถ้าเป็นคนที่เนื่องกับเราก็ตักเตือนโดยธรรม เมื่อเขาไม่รับฟังก็ตัดหางปล่อย ไม่สนใจกับเขาต่อไป ไม่ข่มขู่ใคร ไม่อวดว่าเราดีกว่าใคร สนใจแต่รักษาอารมณ์ของเราเป็นสำคัญ อารมณ์ที่ควรรักษาก็คือ ไม่มีอารมณ์โหดร้ายฆ่าใคร ทำร้ายใคร ไม่ลักเล็กขโมยน้อยใคร ไม่โกหกมดเท็จใคร ไม่ย้อมใจด้วยน้ำเมาแม้แต่หยดเดียวก็ไม่เอา ต่อไปก็ตัดอารมณ์อยากเสียชั่วคราว คือ อยากเป็นผัวเป็นเมียใคร แม้ชั่วขณะก็ไม่อยาก ไม่อยากฆ่าใคร กลั่นแกล้งใคร มีอารมณ์จับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออกจริงๆ วันละ 10 นาที ไม่ต้องมาก ไม่ปล่อยอารมณ์ให้ง่วงเคลิบเคลิ้มเมื่อนั่งจับ คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่สงสัยผลที่รู้ลมหายใจเข้าออกว่าจะไม่เป็นผล ให้รู้จักฝึก ต่อไปก็รักษาอารมณ์ใจให้สดชื่นด้วยความเมตตาปรานี อยากสงเคราะห์คนและสัตว์ที่มีทุกข์ มีอารมณ์สดชื่น ไม่คิดว่าใครเป็นศัตรูกับเรา ไม่ริษยาใคร เมื่อเขาได้รับรางวัลจากใครก็ช่าง หรือจากผลงานของเขาเองก็ช่าง วางอารมณ์เฉยไม่ซ้ำเติมเมื่อคนอื่นถึงความวิบัติ หัดไว้เท่านี้ทุกวัน ใช้เวลารักษาอารมณ์อย่างนี้เพียงวันละ 10 นาที

ถ้าทำได้เรื่องผีเรื่องเทวดาเรื่องเล็กเหลือเกิน รู้ได้กระทั่งว่าเราตายแล้วจะไปไหน เมื่อก่อนเกิดมาจากไหน ไม่มีอะไรยากเลย ทำได้ไหมจ๊ะ ถ้าทำได้ก็รู้เองได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ฟังฤาษีหัวล้านเล่าเรื่องนี้เป็นนิทานต่อไป ฟังแล้วอย่าเชื่อ ใครเชื่อก็เป็นคนโง่ เมื่อฟังแล้วปฏิเสธว่าไม่มี ไม่จริง โดยที่ตนเองไม่พยายามทำตาม ฉันก็ว่ายิ่งโง่มากกกว่าพวกที่เชื่อเฉยๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าบรมโง่ ทั้งนี้เพราะนิทานที่เล่าให้ฟังเป็นนิทานมีแบบปฏิบัติ

ว่ากันต่อไป เมื่อรักษาอารมณ์ดีแล้วก็หัดฝึกอารมณ์รักษานิมิต ปล่อยนิมิต ตามแบบฝึกวิชชา 3 ตามที่ท่านผู้รู้เขียนไว้ในหนังสือฝึกสมาธิ หรือคู่มือนักปฏิบัติกรรมฐาน หรือในวิสุทธิมรรคเผด็จ 6 เล่ม ที่ท่านเอาเป็นหลักสูตรประโยค 8 ของพระก็ดี ฝึกตามนั้นง่ายนิดเดียว เดี๋ยวก็เห็นหมด หมดสงสัย คนที่ไม่ยอมโง่เขาทำกันอย่างนี้ ไม่ใช่มานั่งอวดเป็นนักปราชญ์ออกอากาศสอนชาวบ้าน แล้วก็คัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หาว่าเรื่องภาณยักษ์ ภาณพระเป็นเรื่องของพราหมณ์ ในพระพุทธศาสนาไม่มี ท้าวมหาราชทั้งสี่ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวร หรือที่เรียกว่าท้าวเวสสุวัณ ไม่มีในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่พราหมณ์แต่งขึ้น พูดอย่างนี้รู้มากไป อายท่านผู้พูด อายุเท่าไร ทำไมแอบไปรู้เรื่องก่อนพระพุทธศาสนาเกิด และท่านอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ แสดงว่าท่านติดตามพระพุทธเจ้ามาทุกระยะ เป็นอันว่าท่านเกิดก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก เกิดก่อนต้นตระกูลศาสนาพราหมณ์ถึงได้ทราบว่าพราหมณ์บัญญัติขึ้น และท่านติดตามพระพุทธเจ้าตลอดมา พระพุทธเจ้าได้ไปเทศน์ที่ไหน พูดกับใคร ท่านคอยฟังตลอดเวลา ความจำท่านเองก็ดีมาก จำได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยพูดกับใครเรื่องนี้ ท่านเองก็มีอายุยืนมาก ท่านมีชีวิตได้ถึงวันนี้ วันที่ 3 ธันวาคม 2517 แสดงว่าท่านมีอายุหลายพันปี ท่านเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามาก ท่านคงจะเป็นญาติกับท่านเทวทัต

มันแน่นักหรือนายที่ออกข่าวมาอย่างนั้น การพูดที่คิดเอาเองไม่ใคร่ครวญให้ดี ไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ เที่ยวรื้อโบสถ์รื้อศาลา รื้อประเพณีที่ดีงาม ถึงแม้ว่าจะพลาดเป้าไปบ้าง ถ้าไม่มีภัยควรแล้วหรือที่จะไปรื้อของเขา ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านสร้างอารมณ์ทรงไว้ได้หมดแล้วหรือ หรือว่าเพียงแต่อ่านผ่านไป ท่านทรงปฏิสัมภิทาแล้วหรือยัง แม้แต่พระที่ทรงปฏิบัติสัมภิทายังมีโง่ตั้งเยอะ โดนพระพุทธเจ้าถามสิ่งที่ไม่ใช่วิสัยยังเป็นไก่ตาแตก คลำหาคำตอบไม่ได้ เพื่อนเอ๊ยไหนๆ ก็อาศัยพระพุทธบารมีสร้างวาสนาบารมีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง อย่าสมัครไปอยู่กับเทวทัตเลย ลูกหลานเอ๋ย นี่ฉันพล่ามมากไปกระมัง

ที่พูดนี้บังเอิญฟังวิทยุได้ยินนักปราชญ์ท่านปฏิเสธเรื่องภาณยักษ์ ภาณพระ เรื่องท้าวมหาราชไม่มีตัวตน แม้ฉันอยู่ในป่าที่ไกลเมืองหลายร้อยกิโลเมตร ฉันก็มีวิทยุฟัง เพราะลูกอัศนียา อนันตวงษ์ เธอให้ไว้ 1 เครื่อง ใช้ถ่านไฟฉาย 2 ลำโพง มีเครื่องเล่นจานเสียงด้วย แต่ฉันก็ใช้ฟังน้อยเหลือเกิน ด้วยฤาษีมีเวลาว่างยาก เกรงว่าเจ้าเสือร้ายในป่ากิเลส มันจะทำอันตราย เลยต้องระวังตัวเสมอ เพื่อนรัก ขอพูดกับนักปราชญ์อีกนิด ตั้งตัวเสียใหม่เถิดเพื่อน ฟังเพื่อนพูดแล้วแสดงว่าเพื่อนไม่มีเลยแม้แต่ฌานโลกีย์ เพื่อนกลับตัวเสียใหม่นะ อายุเพื่อนคงไม่มากนัก เพื่อนคงมีอายุไม่ถึงหมื่นปี ฉันคิดว่าเพื่อนเป็นเด็กไม่เกิน 70 ฝนเป็นอย่างมาก เพื่อนอย่าคะนองปากนักซิ ฝึกฝนอารมณ์ตนตามพุทธวัจนะเสียบ้าง จะได้เลิกพูดแบบนี้

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้สาระน้อยไปหน่อยนะ เพราะมัวไปทะเลาะกับท่านนักปราชญ์เพลินไป มาพูดกันถึงอานุภาพท่านขุนด่านอีกหน่อย เพราะชักเหนื่อยแล้ว ท่านขุนด่านเป็นเทวดาของท่านท้าวเวสสุวัณ มีเครื่องทรงประจำสีแดง คือ นุ่งห่มสีแดง และโพกผ้าก็สีแดงเหมือนกัน ท่านที่ทรงเครื่องแดงนี้จัดเป็นเทวดามีอานุภาพมาก สมัยที่เขาวงพระจันทร์ยังมีสถานที่ยังไม่สมบูรณ์อย่างปัจจุบัน หลวงพ่อปานท่านกำลังสร้างมณฑปและบันไดขึ้นเขา มีพระองค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์นอกสำนักของหลวงพ่อปาน ชื่อท่านสำราญ ชาวบ้านเรียกว่าอาจารย์สำราญ

ขณะนี้สำราญอยู่เมืองผีนานแล้ว เพราะท่านแก่กว่าฉันมาก สมัยฉันอายุ 20 ปีเศษ ท่านมีอายุเกือบ 40 ปีแล้ว ท่านอยู่ประจำที่เขาวงพระจันทร์ เป็นเขตอารักขาของท่านขุนด่าน หลวงพ่อปานท่านสั่งไว้เสมอว่า อย่าประกาศตัวเป็นศัตรูกับผี ควรทำตนเป็นมิตรกับผีจะได้อยู่เป็นสุขเพราะผีไม่ใช่คน ถ้าเป็นศัตรูกัน เวลาที่เขามาทำอันตรายไม่มีนิมิตปรากฏ ท่านก็ไม่เชื่อ ปกติท่านสวดบทวิปัสสิทธิ์เสมอเพื่อไล่ผี คาถาบทนี้เป็นคาถาในบทภาณยักษ์และภาณพระ คำว่า ภาณยักษ์ แปลว่า ยักษ์พูด คำว่า ภาณ แปลว่า พูด เป็นคาถาที่ท่านท้าวมหาราชทั้งสี่ท่านประชุมกันร้อยกรองขึ้น

เมื่อร้อยกรองเสร็จท่านก็ประชุมผีทั้งหมด ท่านสั่งว่าใครเขาสวดคาถาบทนี้อยู่ห้ามทำอันตราย ถ้าใครไม่เชื่อจะลงโทษฐานกบฏ มาตรนี้มีโทษรุนแรงมาก เมื่อประกาศแล้วท่านจึงเรียกว่าภาณยักษ์ ตอนที่ท้าวเวสสุวัณพูด แปลว่ายักษ์พูด เมื่อท้าวเวสสุวัณกราบทูลถวายกับพระพุทธเจ้า ได้กราบทูลมีใจความว่า พวกยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค และบริวารส่วนอื่นของข้าพระพุทธเจ้าที่ไม่เลื่อมใสในพระองค์มีมาก เมื่อบรรดาพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา ไปทำสมณธรรมคือชำระอารมณ์ให้หมดจากกิเลส พวกนี้มักจะกลั่นแกล้งให้ตกใจกลัว เป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์มาก คำว่าพรหมจรรย์ ไม่ใช่คนบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านใครมาเลย นั่นยังไม่เรียกว่าพรหมจรรย์ ควรเรียกว่าคนยังไม่เคย ส่วนพรหมจรรย์แปลว่าประพฤติประเสริฐ คือไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ได้แก่คนมีพรหมวิหาร 4 นั่นเอง พวกที่ไม่เคยผ่านการร่วมรัก อาจจะเคยลักขโมย ฆ่าสัตว์ โกหกมดเท็จ กินเหล้าเมาสุราบ้างก็ได้ เรียกว่าพรหมจรรย์จึงไม่ตรงเป้าหมาย ส่วนพรหมจรรย์แท้ท่านหมายเอามีความประพฤติอย่างประเสริฐ คือ มีอารมณ์เหมือนพรหม มีศีลบริสุทธิ์ มีเมตตาปรานี มีฌานเป็นอารมณ์ อย่างนี้เป็นพรหมจรรย์อันดับปฐม พรหมจรรย์อย่างมัธยม ก็ต้องตัดกิเลสสิ้นไปเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เรียกพรหมจรรย์ระดับมัธยม หรือเรียกดุษฎีบัณฑิต เป็นอันว่ารู้กันนะว่าพรหมจรรย์หมายความว่าอย่างไร

เมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัทของพระองค์ไปเจริญสมธรรมในป่าในรกที่สงัด ถ้าเกรงว่าบรรดาผีอันธพาลทั้งหลายจะรบกวน ให้เขาสวดคาถาบทนี้ผีจะไม่ทำอันตราย เมื่อท่านอธิบายแล้วก็ถวายคาถา จึงเรียกว่าภาณยักษ์ เพราะเป็นตอนยักษ์พูด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านรับไว้แล้ว ท่านมหาราชกลับแล้ว ท่านเรียกประชุมพุทธบริษัท ท่านก็ให้บริษัทเรียนและอธิบายตามนั้น ตอนนี้ในตำนานท่านกล่าวว่า พระพูด เรียกว่าภาณพระ ท่านสำราญท่านถือคาถานี้เป็นสำคัญ ท่านไม่ได้ทำดีคือสมณธรรม ท่านถือว่าท่านเก่ง พ่อสวดมนต์บทนี้ไล่ผีทุกวัน ผิดระเบียบพระที่ดี ไม่ทำดีแต่เอาอาวุธของคนดีมาใช้ก็เลยไม่มีผล พอเผลอท่านขุนด่านเลยจัดการเสียตามระเบียบ คือเวลาประมาณ 17 น. โดยประมาณ อาจจะไม่ตรงเผง

ฉันและเพื่อนได้ยินเสียงท่านสำราญร้องโอยๆ เสียงดังมาก ก็พากันวิ่งไปดู คิดว่าใครทำอันตรายท่าน ไม่ได้คิดว่าผีทำ คิดว่าคน คือพวกของเจ้าลาวอันธพาล เมื่อวิ่งไปถึงปรากฏแก่ตาของพระทุกองค์ เห็นคนนุ่งแดง ใส่เสื้อแดง ผ้าโพกหัวแดง ถือหวายขนาดใหญ่ กำลังหวดซ้ายป่ายขวาท่านสำราญๆ ลงไปนอนบิดไปบิดมาอย่างสำราญอยู่กับพื้น เจ้าสองลิงคือเจ้าลิงขาวกับเจ้าลิงเล็กวิ่งเข้าไปร้องขอว่าท่านขุนด่าน ขอทีเถอะ หยุดลงโทษเสียทีเท่านี้พอแล้ว แกหันมามอง ตาแดงก่ำ แดงเป็นสีตายักษ์ แกยิ้ม แต่ทว่ายิ้มของแกไม่น่ารักเลย มันน่ากลัวมากกว่า พระที่วิ่งไปด้วยเห็นยิ้มของแกเข้าหลบก้มหน้าลงดินเป็นแถว

ที่ยืนปกติมีฉันกับเจ้า 2 ลิง เมื่อแกเลิกยิ้มแกบอกว่า เจ้านี่อวดดีนัก เอาคาถาท่านมหาราชมาขับเทวดาขับผี เขาให้ไว้สำหรับคนดี ไม่ใช่ธุระของคนอันธพาลจะนำมาใช้ เลยจัดการเสียนิดหน่อย คราวต่อไปทำอย่างนี้อีกจะลงโทษให้หนักกว่านี้ แล้วแกก็ก้าวขึ้นขื่อหายไป พระทุกองค์ที่ไปเห็นและได้ยินเหมือนกัน นับแต่นั้นมา ท่านสำราญท่านเห็นว่าที่เขาวงพระจันทร์สำราญเกินไป ท่านทนความสำราญไม่ไหวเลยลาไปสำราญที่อื่น พวกฉันเห็นได้ท่าก็เลยหันมาสำทับพวกเดียวกัน บอกว่าที่นี่เจ้าที่ดุ ต่อไปจงระมัดระวังความประพฤติ ถ้าใครทำชั่วไม่มีใครช่วยใครได้ อาจจะต้องมีโทษมากกว่านี้

เรื่องวัวเขาอ่อนเป็นเหตุ ถ้ายุ่งมากอาจจะถึงตาย และความประพฤติส่วนอื่นก็เหมือนกัน จงระงับเสีย อย่าเอาชั่วมาใช้ เรามาทำบุญกัน อย่าเอาบาปกลับวัด เป็นเรื่องน่าประหลาด เมื่อฉันและเพื่อนเตือนพระเย็นวันนั้น พอเช้าก็มีพระทุกองค์มารายงานว่าเมื่อคืนนี้ทุกองค์เห็นท่านขุนด่าน ท่านมาคาดโทษว่า ถ้าท่านใดทำเลวปล่อยใจอย่างฆราวาส ท่านจะจัดการยิ่งกว่าท่านสำราญ

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระที่อยู่ร่วมกันสำรวมเรียบร้อยดีทุกองค์ ไม่มีใครสนใจกับแม่วัวเขาอ่อน จะรักจะชอบก็ไม่กล้าแสดงออก ลูกหลานที่รัก นึกว่าปลอดแล้วหรือที่พลพรรคของฉันจะไม่ถูกรุกรานจากวัวเขาอ่อน เปล่าเลย ยิ่งเฉยยิ่งเรียบร้อย ก็เกิดมีวัวตัวแปลกๆ ปรากฏมากขึ้น ดูเหมือนจะเป็นวัวพันธ์ดีกว่าที่เคยเห็นมา เมื่องานเสร็จงวดจากหน้าที่ของท่านเหล่านั้น แทนที่ท่านจะกลับภูมิลำเนาเดิม ต่างก็เดินเข้าคอกวัวกันเป็นแถว แม่วัวเขาอ่อนนี้ช่างมีอานุภาพมากจริง ไม่รู่ว่าย่องไปตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อเธอมาไม่เห็นพูดอะไรกัน ต่างก็วางท่าวางทางสงบเสงี่ยม แต่หลังจากพ่อวัวเหลืองสลัดหนังเดิมออกกลายเป็นควายเปลี่ยวไปแล้ว และเดินเข้าคอกวัวเขาอ่อนไป

พวกเราก็พบจดหมายรักที่ที่นอนของพ่อวัวเหลืองเป็นปึกๆ เป็นจดหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงอวสาน คือตกลงแต่งงานตามคำขอร้อง และช่วยเป็นภาระธุระด้วยประการทั้งปวง เป็นอันว่าเรื่องอานุภาพของท่านขุนด่านตอนนี้ก็หยุดเพียงเท่านี้นะ เพราะถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่ ขอลูกหลานทุกคนจงมีอารมณ์สบาย ทรงฌาน ทรงญาณ และเข้าถึงวิปัสสนาญาณโดยทั่วกันทุกคนนะ สวัสดี


บวงสรวง

เรื่องของการบวงสรวง ถ้ามองกันในแง่ที่เข้าใจในปัจจุบัน หรือในทัศนะของนักปราชญ์กระดาษ ก็ดูจะเป็นเรื่องงมงายเกินไป แต่ถ้าจะพูดกันตามมุมของท่านที่ฝึกทางจิตใจจนจิตมีความสว่างพอใช้งานได้ แม้แต่เพียงฌานโลกีย์และฝึกด้านวิชชา 3 ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีผลไม่น้อย การที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะเรื่องที่จะรู้จักท่านขุนด่านก็มาจากเรื่องบวงสรวงเป็นปัจจัย คำว่าปัจจัยแปลว่าเครื่องอาศัย จะอาศัยทางวัตถุหรือทางจิตก็ตาม ต้องอาศัยแล้วเรียกปัจจัยทั้งสิ้น

จะลืมบอกไปเสียแล้วว่าวันนี้ตรงกับ วันที่ 4 ธันวาคม 2514 มาพูดกันเรื่องบวงสรวงต่อไป ฉันพบเรื่องบวงสรวงครั้งแรกตอนปลายเดือนกรกฏาคม 2480 วันหนึ่ง หลวงพ่อปานท่านมีธุระจะอัญเชิญพระพุทธรูปไปไว้ที่วัดเขาสะพานนาค มีคุณหลวงวิริยะฯ และคุณหลวงกิจฯ ทั้งสองท่านนี้มีบรรดาศักดิ์คือราชทินนามเต็มว่าอย่างไรฉันไม่ทราบ เพราะเห็นหลวงพ่อท่านเรียกว่าคุณหลวงวิริยะ คุณหลวงกิจ เท่านั้น ก็เลยทราบชื่อท่านเพียงเท่านี้ ท่านทั้งสองมารับพระพุทธรูป หลวงพ่อท่านมีบัญชาให้ฉันไปนิมนต์พระมาในพิธีบวงสรวง ท่านเลือกเฉพาะพระที่ทรงฌานทั้งหมดรวม 4 องค์

ฉันกับสองลิงคงนั่งดูพิธีบวงสรวง ฉันสงสัยเรื่องของการบวงสรวงว่าที่ท่านทำนั้นมีผลเพียงใด จึงเรียนถามหลวงพ่อก่อนพิธีบวงสรวงว่า การบวงสรวงเชิญใครกันครับ ท่านบอกว่าเชิญท้าวมหาราชทั้งสี่ มีท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปปักษ์ และบริวารทั้งหมด ถามท่านว่าเชิญมาทำไม ท่านบอกว่าท่านทั้งสี่บอกท่านไว้ว่าเมื่อมีงานสำคัญเกิดขึ้นขอให้บอกท่าน โดยท่านแนะนำพิธีการไว้ เมื่อบอกแล้วทุกท่านจะมาช่วย ฉันยิ่งแปลกใจใหญ่ เรียนถามท่านว่าเมื่อเชิญแล้วท่านทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารมาหรือเปล่าครับ ท่านหันมาถามว่าแกไม่เคยเห็นหรือ ฉันเคยเชิญมาหลายครั้งแล้ว แกไม่เคยเห็นท่านหรือ

ความจริงเคยเห็นท่านเชิญเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจและไม่ได้อยู่ในวงการ เมื่อเห็นท่านเชิญก็เดินเลยไปเสีย คิดว่าเป็นเรื่องมายืนว่าคาถาสวดมนต์ธรรมดา ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมดาของพระ เมื่อเอะอะก็สวดมนต์ดะ สวดเพื่อสงเคราะห์คนฟังบ้าง สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองบ้าง ที่สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีปริมาณมากกว่าสวดเพื่อสงเคราะห์คนฟัง ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเคยอยู่ร่วมใน วงการของพระ จะสังเกตไม่ยากพวกสวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีลีลาการสวดหลายแบบ พิธีนี้ใช้บทนั้น พิธีนี้ใช้บทนี้

พอสวดกลับมาก็ตรวจตราซองที่ใส่เงิน บ้านนี้ได้เท่านี้หว่า บ้านนี้ให้เท่าไร บ้านไหนให้น้อยคิดด่าส่ง ที่ออกปากด่าเสียก็ไม่น้อย บางรายไปบังสุกุล เจ้าภาพให้น้อย เท่าที่เคยเห็น เจ้าภาพถวายเงิน 1 สลึง น้ำตาล 1 ห่อ สบง 1 ตัว พอออกจากวัดไปบังสุกุลพวกเอาน้ำตาลที่เขาถวายมาวางไว้ที่ตรอกวัดเป็นแถว พวกจัญไรพวกนี้เป็นพวกทำลายพระศาสนาแท้ๆ ไม่มีใครเหลียวแลเสียบ้างเลย น่าจะตรวจใบสุทธิ ทราบว่าใครเป็นอุปัชฌาย์แล้วจับอุปัชฌาย์สึกเสีย จะได้ไม่บวชส่งเดชเพื่อหวังเฉพาะค่าจ้างแรงงาน จะได้ปกครองสัทธิวิหาริกตามพระวินัย เลวจริงๆ ที่ไม่มีใครสนใจพระธรรมวินัยกันเลย สำหรับท่านที่สวดเพื่อสงเคราะห์ ท่านสวดตามแบบที่ท่านประชุมตกลงกันและไม่หวังผลตอบแทน ได้หรือไม่ได้ ให้หรือไม่ให้ก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวคือสวดให้ฟังเล่นเพลินๆ พอมีผลทางใจบ้าง ไม่ใช่ไม่มีผลเลย เพราะคนฟังธรรมเพลิน แม้ไม่รู้เรื่องก็สามารถไปสวรรค์ชั้นกามาวจรได้

มาพูดถึงเรื่องบวงสรวงกันต่อไป เมื่อฉันถามท่านว่าเขามากันหรือเปล่า ท่านก็ย้อนถามฉันว่าไม่เคยเห็นหรือ ความจริงตอนนั้นฉันบวชยังไม่ถึง 15 วัน มัวตั้งท่าตั้งอารมณ์คุมสมาธิท่าเดียว ยังไม่ได้ฝึกพิเศษ ก็ตอบท่านว่าไม่เคยเห็นและไม่เคยสนใจ ท่านร้องว่า ทุด! นี่เป็นศัพท์ที่ท่านผู้ใหญ่ชอบใช้เมื่อเห็นพลพรรคไม่เป็นเรื่อง แล้วท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้สิ เมื่อพวกฉันเชิญ แกคอยนั่งดูนะว่ามีใครมาบ้าง หรือไม่แน่ใจว่าจะเห็นได้ เมื่อฉันเชิญจบสวด 5 ครั้งแล้ว แกบอกในใจว่า ขอเชิญท่านท้าวมหาราชทั้ง 4 หรือองค์ใดองค์หนึ่ง ขอให้ท่านกรุณาไปพบในขณะที่ท่านทำสมาธิ จะเป็นเวลาเท่าไหร่ก็ได้ แต่แกต้องตั้งอารมณ์ให้เป็นสมาธิจริงๆ นะจะเห็นท่านได้ ต้องการสี่องค์หรือองค์ไหนก็ตามจงทำตามนี้นะ ฉันรับปากท่านว่าจะทำตามนั้น เรื่องสงสัยยังไม่หมด คือ พระองค์ นิดเดียวที่ท่านจะมอบไปวัดเขาสะพานนาค ถามท่านว่า เขาบอกว่าจะช่วยงานใหญ่และสำคัญ ก็เวลานี้หลวงพ่อจะมอบพระองค์เล็กนิดเดียวให้วัดเขาสะพานาค เขาจะมาหรือครับ

ท่านถามว่าแกเห็นว่าเรื่องอาราธนาพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็กนักหรือ พอท่านถามก็ตกใจ และคิดว่าเราเลวมากเสียแล้วที่เห็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็ก ท่านสั่งให้ขอขมาพระพุทธเจ้าทันที ลูกหลานจำให้ดีนะ พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เราเอารูปพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นปุถุชนเหมือนกันแต่ท่านมีบารมีมากกว่า ทำบุญมาดีกว่า ท่านจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เอามาวางไว้ในที่ๆ ไม่สมควร ฉันคิดว่ากฎหมายอาจจะลงโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ เขาร่างกันไว้ตามนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ฉันคิดเอาเอง และก็คิดว่าน่าจะมีกฎหมายบังคับ เพราะถ้าท่านบุญไม่ถึงจริงๆ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ เว้นแต่บุญของท่านจะไปยับยั้งลงเมื่อไรเท่านั้นเอง ก็พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เมื่อเราปรามาสจะไม่มีโทษหรือ ที่เขาซื้อขายกันนั้นเขาไม่ได้ซื้อขายพระพุทธเจ้า เขาขายวัตถุ ตามที่เขาเข้าใจเพราะฉันเคยเห็นเจ้าของร้านค้าพระพุทธรูปที่เป็นจีนเคยขากถุยลงในที่ๆ มีพระพุทธรูปวางอยู่นั่นเป็นเรื่องของคนขาย แต่เราพุทธศาสนิกชนเราทำอย่างนั้นไม่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พิสูจน์ด้วยการเชิญพบ

ตามปกติฉันนอน 22 น. และตื่น 1.30 น. เป็นปกติ ทำวัตรสวดมนต์แบบย่อๆ พอเวลาใกล้ 2 น. ฉันก็เริ่มทำสมาธิ พอถึง 4 น. ฉันก็ดูตำรา 5 น. ฉันก็กลับทำสมาธิใหม่เพื่อรักษาอารมณ์ เวลาออกบิณฑบาตรตามแบบฉบับของพระโบราณ ปฏิปทาของพระสมัยใหม่ท่านทำกันอย่างไรฉันไม่รู้ ด้วยฉันแก่แล้ว และมานั่งเป็นฤาษีหัวล้านอยู่ในป่าห่างเมืองหลวงตั้ง 300 กิโลเมตรเศษ จะรู้เรื่องของพระในเมืองหลวงได้อย่างไร วิธีที่เข้าฌานก่อนแล้วคลายอารมณ์มาสู่อุปจารฌานหรือปฐมฌานแล้วออกบิณฑบาตร แบบนี้ท่านเรียกว่าพระโปรดสัตว์ เพราะท่านที่ใส่บาตรมีผลมาก ได้บุญแรง มีลาภง่าย ยิ่งได้พระอริยเจ้าท่านเข้า ผลสมาบัติ คือ พิจารณาวิปัสสนาญาณก่อน เมื่อจิตสะอาดดีแล้วเข้าฌานเต็มกำลังแล้วคลายออก ทรงอยู่เพียงอุปจารฌานฌานหรือปฐมฌานอย่างนี้อานิสงส์ยิ่งมาก บุญมาก ลาภสูง

ที่ท่านพอตื่นก็ร้องเพลงหรือนึกถึงคนรัก นึกถึงสถานหรือวิธีหากิน ซักซ้อมความคล่องเพื่อลาภสักการะ อย่างนี้ท่านไม่เรียกพระโปรดสัตว์ ท่านเรียกว่าไปให้สัตว์โปรดด้วยท่านไม่มีอะไรดีที่จะให้บรรดาท่านที่สงเคราะห์เลย นี่ว่ากันตามแบบพระโบราณไม่ทันสมัยนะ สำหรับท่านที่ทันสมัย มีลาภ มียศ มีคนสรรเสริญ มีกามสุขสมบูรณ์ ท่านอาจจะมีความเห็นไปอีกอย่างหนึ่งและทำให้พระทันสมัยขึ้น อาจจะมีผลดีกว่าที่ฉันว่าอย่างนี้ ได้ฟังแล้วอย่าถือเอาไปเป็นแบบแผนนะ ประเดี๋ยวจะหาพระครึๆ อย่างฉันพูดไม่ได้ เลยไม่มีโอกาสทำบุญ พูดเลยเรื่องไปเสียแล้วอีกกระมัง มาเข้าประเด็น คำว่าประเด็นหมายความว่าอย่างไรฉันไม่รู้เรื่อง เคยเข้าในเมืองหลวงเห็นเขาพูดกันฉันก็เลยพูดบ้าง มันเข้าท่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาแบบเก่าดีกว่านะ พูดว่าเรามาเข้าเรื่องที่ค้างไว้ดีกว่า อย่างนี้ฟังง่ายดีนะ

ขณะที่หลวงพ่อท่านเชิญ พอท่านหยุดนิ่ง ฉันไม่ประสงค์องค์อื่น อยากรู้จักท้าวเวสสุวัณองค์เดียว เห็นช่างภาพเขาเขียนรูปท่านเป็นยักษ์ ไม่ใช่ยักยอก เป็นยักษ์มีเขี้ยวยาว มีกระบองยาวคล้ายพลองลูกเสือ ท่าทางน่ากลัว ก็เลยอยากเห็นยักษ์ ตามข่าวที่เล่าลือกัน เขาว่าท่านมีอานุภาพมาก ฉันเลยขอท่านท้าวเวสสุวัณองค์เดียว กรุณามาให้เห็นเวลา 2 น. ฉันก็เข้าสมาธิ เรื่องของสมาธิ เข้าเพียงหายใจเข้าไม่ทันหายใจออกก็จมเบ้า (เต็มอัตรา) คำว่าจมเบ้าเป็นภาษาเด็กเลี้ยงควาย เกรงว่าจะหายสาบสูญไปเสีย ก็เลยเอามาพูดไว้เพื่อรักษาศัพท์วัฒนธรรมเลี้ยงควาย เมื่อถึงเวลา 2 น.ตรง ฉันก็คลายออกมาสู่อุปจารสมาธิเป็นอารมณ์ที่พอจะเห็นนิมิตได้ เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลา 2 นาฬิกาเพียงเป๋งแรก ทั้งๆ ที่หลับตาก็มองเห็นชายคนหนึ่งนุ่งผ้าขาวห่มผ้าสไบเฉียงขาว ถือไม้พลองยาวแค่หัว เดินลิ่วๆ มาทางทิศเหนือ แกเดินเร็วเหลือเกิน ไม่ถึงนาทีมาถึงที่ฉันอยู่แล้ว ใจฉันบอกเลยว่าท่านผู้นี้คือท่านท้าวเวสสุวัณ

ดูท่านแล้ว ท่านมายืนห่างจากฉันสัก 2 วา ท่านไม่มีเขี้ยว หน้าตาท่านสวย ผิวสวย ทรงงามมาก ไม่สวยตื้อต้าอย่างฉัน หัวท่านไม่ล้าน ความจริงตอนที่ฉันเห็นท่านวาระแรกหัวฉันไม่ล้าน แต่มีผมสั้นมากเพราะถูกโกน ดูท่านสักครู่ ท่านยืนเฉยไม่พูดอะไรเลย ชักนึกกลัวตะบองท่าน จึงออกปากเชิญ ท่านกลับบอกว่าขอบใจท่านอาจารย์ อาตมาขอชมบารมีเท่านี้ เชิญท่านกลับได้ ท่านยิ้มแล้วพูดว่า เมื่อท่านอยากเห็นผม ผมมาให้ท่านเห็นแล้ว ท่านกลัวผมทำไม ท่านแอบรู้ใจเสียนี่ พวกเทวดานี่แย่มาก รู้แม้การนึก เมื่อเห็นท่านพูดเพราะ ความจริงเสียงท่านเพราะมาก พูดจานิ่มนวลดีมาก ไม่เหมือนเสียงฉัน เสียงฉันไม่ต่างอะไรกับเสียงกะทะแตก เวลาพูดก็ไม่มีสำเนียงเพราะ ก็เรื่องของคนไกลเมืองหลวง มายาไม่ทันสมัย มันก็อย่างนั้นเอง จะดัดแปลงให้ทันสมัยหรือก็แก่จะเข้าเตาเผาเสียแล้ว ขนเอาวาจาโฮกฮากทิ้งไว้ เก็บเอาวาจาเพราะพริ้งมาใช้แทน ดีไม่ดีใครเดินมาพบวาจาโฮกฮากที่วางไว้เอาไปใช้แทน ถ้าอายุยังน้อยอยู่ อีกนานกว่าจะตายก็จะต้องใช้ไปอีกหลายปี เมื่อไม่มีคนชอบฟังก็จะลำบากอย่างฉัน ต้องเอาป่าเอาดงเป็นเรือนอาศัย และจะต้องตายในป่า ไม่มีเครื่องตั้ง ไม่มีเมรุประดับศพ อย่าทิ้งมันเลยพาตายไปด้วยดีกว่า

เมื่อเห็นท่านพูดด้วยก็ชักมีกำลังใจ เลยชวนท่านคุย ท่านก็คุยด้วย เรื่องที่คุยก็ถามท่านว่า เมื่อช่วยหลวงพ่อได้ ช่วยฉันมั่งได้ไหม บอกท่านว่า ฉันมีสมาธิไม่ดี เวลาท่านมาขอให้เห็นง่ายๆ ท่านบอกว่าได้ ท่านว่าลืมตาหรือหลับตาก็ได้ จะได้เห็นสบายๆ เลยถามต่อไปว่าขอเห็นองค์อื่นและบริวารทั้งหมดด้วย องค์อื่นๆ ท่านจะยอมไหม ท่านบอกว่ายอมทุกองค์ เลยบอกว่าอยากเห็นเดี๋ยวนี้ ท่านบอกว่าเขามากันครบแล้ว พอท่านพูดขาดคำก็เห็นครบทั้ง 4 องค์ ไม่เห็นมีเขี้ยวสักองค์ ท่านสวยๆ ทุกองค์ เมื่อท่านใจดีผีเลยเข้า ถามท่านว่า เทวดาเขามีชฎา ท่านมากันนี้ไม่เห็นมีชฏาสักองค์

ท่านบอกว่ามาหาพระจะเอาหมวกสวมมาทำไม ท่านไม่ยักเรียกชฏา เรียกหมวก ถามท่านว่าขอเห็นภาพเต็มยศได้ไหม ท่านพูดว่าเขาไม่เรียกเต็มยศ เขาเรียกว่าเครื่องประดับเต็มอัตรา โดนท่านสอนภาษาไทยเข้าให้ ระยำจริงๆ ท่านบอกอยากเห็นก็ได้ พอท่านพูดจบต่างก็มีเครื่องประดับแพรวพราวไม่เห็นไปแต่งตัวเปลี่ยนเครื่องเดิมที่ไหนเลย ถามท่านว่าทำไมแต่งตัวเร็วนัก ท่านบอกว่าพอนึกก็เสร็จ ดูของท่านมันง่ายทุกอย่างทั้ง 4 ท่าน ท่านถามว่าจำได้ไหม บอกว่าจำไม่ได้

ท่านพูดว่ามนุษย์ลืมง่าย ท่านกับพวกผม 4 องค์นี้เคยอยู่ร่วมกันมา วันหน้าจะเล่าให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้น เวลานี้สว่างมากแล้ว พระกำลังจะออกบิณฑบาตร ท่านเตรียมตัวไว้ออกบิณฑบาตร อยากฉันอะไร ตอบท่านว่าอยากฉันผักบุ้งต้มน้ำปลาที่เขาหั่นพริกใส่รวมกัน ท่านบอกว่าพอกลับถึงวัดจะมีคนเอามาให้ ถามว่าเมื่อบิณฑบาตรไม่ได้หรอกหรือ ท่านบอกว่าถือมา ลำบาก เมื่อกลับถึงวัดจะมีคนนำมาให้เอง ท่านลากลับ ฉันก็ไปบิณฑบาต พอกลับมาวัด หลวงปานท่านเรียกเข้าไปหา ท่านถามว่าเมื่อคืนนี้ คุยกับท่านท้าวมหาราชสนุกไหม เรียนท่านว่าสนุก ท่านบอกว่าท่านท้าวมหาราชมาฟ้องว่ากลัวท่าน นึกในใจว่าเทวดานี่ปากบอนจริง แล้วก็รับกับท่านว่ากลัว ท่านบอกว่าขอผักบุ้งต้มน้ำปลาใส่พริกเขาไว้หรือ เรียนท่านว่าขอรับ

ท่านหัวเราะแล้วหยิบถ้วยใส่ผักบุ้งต้มที่ถอนทั้งต้น ผักบุ้งอะไรแปลกจริง มันใหญ่ขนาดแขนเกือบจะลงไปได้ ยาวหลายวา ถ้วยที่ใส่เป็นถ้วยดินโบราณ โตเกือบเท่าชามกะละมัง มีน้ำปลาผสมพริก ไม่รู้ว่าพริกอะไรมันเผ็ดน่าดู แตะเข้าไปนิดเดียวน้ำหูน้ำตาไหล ท่านบอกว่าเก็บเอาไว้ ผักกินไม่หมดตากแดดไว้ เอาไว้ดูเป็นอนุสรณ์ ถ้วยใบนั้นหายเสียเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทราบว่าใครเอาไป ฉันไปอยู่เสียที่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนภาษาบาลี ถ้าอยู่สมัยนี้ลูกหลานคงจะได้ชมของโบราณ

เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงที่ท่านทั้งหลายสมัยใหม่มั่ง เก่ามั่งหาว่าครึหรือไร้ผลนั้น มันไม่แน่นักหรอกนายเอ๋ย ทำกันจริงๆ ค้นกันจริงๆ คงเห็นว่าไม่ไร้ผล แต่เอาผลตามที่ควรเอา อย่าหวังผลเลิศจนเกินพอดี เชิญมาขอหวย เชิญมาขอให้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ นี่ว่าตามภาษาคนเก่า สมัยนี้บรรดาศักดิ์ไม่มีแล้ว ของเก่ายังเหลือแต่ทว่าของใหม่ไม่มี หรือใครจะนึกมีเอาเองก็ไม่ทราบ เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงที่พูดมาแล้วขอผ่านไป มาพูดถึงท่านขุนด่าน ที่พวกฉันรู้จักก็เพราะเมื่อหลวงพ่อปานท่านจะสร้างวัดที่ไหน ท่านต้องบวงสรวงก่อนเสมอเพื่อขอให้ช่วย เมื่อท่านบวงสรวง พวกฉันสามลิงรวมอยู่ด้วย จึงรู้จักท่านขุนด่าน เพราะท่านขุนด่านท่านรับเชิญมาในพิธีบวงสรวงด้วย ท่านขุนด่านเป็นเทวดาชั้นอำมาตย์ของท่านท้าวเวสสุวัณ

เรื่องท่านขุนด่านขอผ่านไป คราวนี้มาวินิจฉัยกันถึงเรื่องเทวดา 4 ทิศ ทิศตะวันออกมีท่านท้าวธตรฐเป็นใหญ่ในบรรดาคนธรรพ์ทั้งหมด พวกคนธรรพ์นี้ได้แก่พวกเทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ในเรื่องกากี เป็นเทวดาผู้มีบุญเคยบำเพ็ญฌานมาในสมัยเป็นมนุษย์ ทิศใต้มีท่านวิรุฬหกเป็นใหญ่กว่ากุมภัณฑ์ทั้งหมด ทิศตะวันตกมีท่านวิรูปักษ์เป็นใหญ่กว่าบรรดานาคทั้งหมด คำว่านาคในที่นี้ไม่ใช่นาคตระกูลงู เป็นชื่อเทวดาหรือชื่อกองพลเทวดา ตัวจริงท่านเป็นเทวดาสวยงามมาก ทิศเหนือมีท่านท้าวเวสสุวัณเป็นใหญ่กว่ายักษ์ทั้งหมด ยักษ์ตระกูลนี้ก็ไม่มีเขี้ยวเหมือนยักษ์โขนหรือหนังตะลุง มีรูปสวยเหมือนกัน ท่านทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาก ตามที่ท่านบอก ท่านว่ามีหน้าที่รับทราบความประพฤติของมนุษย์ และมีหน้าที่อารักขาชั้นดาวดึงส์ จัดเป็นกองทัพเทวดาที่รักษาเมืองสวรรค์ ถ้าจะเรียกเป็นกองทัพก็จัดเป็น 4 ทัพ คือกองทัพภาคบูรพา ภาคทักษิณ ภาคปัจจิม ภาคอุดร รวม 4 ทัพด้วยกัน

ท่านจะรบกับใครไม่ทราบท่าน แต่ละท่านไม่เห็นมีปืนผาหน้าไม้ เห็นมีแต่กระบองและอาวุธสั้น เมืองท่านคงยังไม่คิดสร้างปืนเพื่อรบกัน แต่ละกองท่านคัดเอาคนที่ได้ฌานเมื่อสมัยเป็นมนุษย์แต่ตอนตายไม่เข้าฌานตาย ปล่อยตายตามยถากรรม เลยให้เป็นเทวดาชั้นนี้ เมื่อเป็นเทวดาอยู่พยายามบำเพ็ญบารมีคือบำเพ็ญฌาน เมื่อกลับทรงฌานได้ใหม่ท่านก็ไปอยู่ชั้นพรหม เป็นพรหมเลย เห็นท่านว่าอย่างนั้น และเคยทราบมาจากท่านที่เคยบอก และเคยไปนั่งดูเวลาเขาไป คิดว่าจะทิ้งวิมานไว้จะได้เอาไว้เป็นที่พัก พอแกไปมันก็หายไปพร้อมกัน คือทั้งเจ้าของและวิมาน ไม่ยอมทิ้งทรัพย์สินไว้ให้คนอื่นใช้เลย เทวดานี่ขี้เหนียวจัง ไม่เหมือนคน คนเมื่อตายแล้วไม่เอาอะไรไปเลย แม้แต่ตัวยังไม่เอาไป ยกให้คนที่ยังไม่ตายทั้งหมด ตลอดจนความแก่ โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์เร่าร้อน ไม่มีใครเอาไปด้วย ยกให้เป็นทรัพย์สินเพื่อลูกหลานปกครองตลอดไป ใจดีจัง เทวดาขี้เหนียวกว่ามนุษย์เยอะ

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ดูเหมือนสาระจะน้อยไปนะ ที่มีก็เครียดเกินไป แต่ทว่ามันเป็นเรื่องควรรู้ไว้บ้าง ก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงหรือเชิญเทวดา ถ้าคนเชิญเห็นก็มีผลตรง เป้าหมาย ถ้าเชิญดะแบบชุมนุมเทวดา ก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์ คนเชิญก็ไม่รู้ พระก็ไม่เห็น เรื่องของเรื่องมันก็ว่ากันตามธรรมเนียม บางรายแต่งทำนองดัดเสียหยดย้อยไปเลย ว่าแล้วเฉย มาหรือไม่มาฉันไม่เกี่ยว ความจริงก็ดีเหมือนกัน ถ้าพูดกันตามที่ถูกแล้ว ถ้าไม่คิดว่าทำกันตามประเพณี ตั้งใจเชิญด้วยความเคารพ มีผลไม่น้อยเลย ลองทำให้ใจสว่างจากนิวรณ์เถิดจะรู้จะเห็นเอง วันนี้เหนื่อยเสียแล้ว ขอพักเท่านี้นะ ขอลูกหลานทุกคนจงมีตาทิพย์หูทิพย์โดยทั่วกันเถิด สวัสดี

วันนี้ วันที่ 5 ธันวาคม 2514 ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาพอดี ฉันดีใจที่บ้านเมืองเรายังมีพระมหากษัตริย์ ด้วยการมีพระมหากษัตริย์นั้นฉันเห็นว่าเรายังมีคนมีบุญเห็นอยู่ ในด้านการปกครอง แม้พระมหากษัตริย์จะไม่ได้ทรงบริหารประเทศด้วยพระองค์เองโดยตรงก็ตาม ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของปวงชน ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้ด้วยบุญบารมีของพระองค์ เพราะคนที่จะเป็นกษัตริย์ได้นั้นต้องมีบุญพิเศษที่ทำมาดีแล้ว และเป็นบุญยิ่งกว่าปวงชนในขอบขัณฑสีมาของพระองค์ ถ้ามิฉะนั้นแล้วพระองค์จะทรงดำรงพระยศเป็นกษัตริย์ไม่ได้ เป็นอันว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคนมีบุญ ทุกคนจงโมทนาในความดีของพระองค์

และก็ตั้งใจทำความดีตามที่พระองค์ทรงทำมา เมื่อไม่ทราบว่าชาติก่อนพระองค์ทรงทำมาอย่างไร ก็เลือกเอาความดีที่พระองค์ทรงทำในชาตินี้ ทำอย่างพระองค์ แต่ไม่ต้องลงทุนเท่าพระองค์ พระองค์ทรงพระเมตตาปรานี เราก็เป็นคนมีเมตตาบ้าง พระองค์ทรงบริจาคทรัพย์เพื่อความสุขของปวงชน เราก็บริจาคบ้าง พระองค์ทรงศีล เราก็รักษาศีลบ้าง พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน เราก็เยี่ยมบ้าง อย่างนี้เป็นต้น เราทำเหมือน แต่ไม่ใช่ทำเท่า คือพระองค์ทรงเมตตาสงเคราะห์คนและสัตว์ด้วยทรัพย์มาก เราก็ทำเหมือนพระองค์ที่ทรงมีเมตตาสงเคราะห์ ทรัพย์ก็ทำมากสละมาก แต่มากเท่าที่ทุนของเราจะอำนวย ต้องแบ่งทรัพย์ก่อน ส่วนไหนที่มีความจำเป็นอย่างไร แบ่งปันไว้เสียให้พอเหมาะพอดีกับความจำเป็น ส่วนที่จะสงเคราะห์ต้องเป็นส่วนที่ไม่มีอะไรผูกพัน มีสักบาทหรือสลึงก็ตาม สงเคราะห์ไปตามที่มีอย่างนี้ เรียกว่ามาก คือมากตามความจำเป็น เอากันอย่างนี้ ไม่ใช่ขี้ตามช้าง มันจะเกิดยุ่ง

พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสรรเสริญคนที่ทำเกินตัว ที่แนะให้ทำไม่ใช่เพื่อหวังเป็นกษัตริย์ เพื่อหวังความสุขตามกษัตริย์ ด้วยพระองค์ทรงสร้างความดีมาอย่างนี้ จึงมาเป็นพระมหากษัตริย์ได้อย่างนี้ เมื่อปัจจัยความดีเดิมมีมา และพระองค์ก็ไม่ทรงทอดทิ้งความดีมาให้ขาดสาย กลับมาบำเพ็ญใหญ่อย่างไม่เห็นแก่ความสุขส่วนพระองค์ เมื่อตัวอย่างความดี เรารู้เองเห็นเอง ก็ถือเอาความดีของพระองค์เป็นครูทำบ้าง สร้างความดีบ้าง ก็จะพบดีและมีความสุข พระองค์มีความสุขอย่างพระมหากษัตริย์ เราก็มีความสุขอย่างราษฎรดี ต่างก็มีความสุขเหมือนกัน ต่างคนต่างสบาย พระมหากษัตริย์ก็ไม่ต้องทรงหนักใจเพราะพวกเราไม่ดี พวกเราก็ ไม่ต้องระวังภัยที่จะเกิดจากราชภัย คือ ความผิดตามกฎหมาย ต่างก็สบาย บ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องมีตำรวจก็ยังได้เลย เป็นเมืองที่มีความสุขอย่างจริงจัง ความสุขแบบที่ฉันว่านี้ เห็นเขาลือกันว่าศาสนาพระศรีอาริย์ท่านมีความสุขอย่างนี้ เขาลือกันนะ คนที่เอาข่าวมาบอกฉันเขาเก่ง เขารู้เรื่องก่อนพระศรีอาริย์เกิด แต่เป็นข่าวดีที่ควรรับฟัง เพราะเขาลือกัน ทำเป็นข่าวให้คนสร้างความดี ฉันว่าน่าจะมีข่าวอย่างนี้มากๆ ฉันชอบจริงๆ

เมื่อข่าวนี้มีมาก คนอยากดี อยากรวย อยากสวย อยากสบายมาก ก็ต้องทำความดีมาก เว้นความชั่วมาก ต่างก็มีความสุขมาก ฉันเห็นชอบด้วยกับข่าวนี้ และอยากให้ลือกันมากๆ ทั่วๆ ไป อยากให้คนที่ฟังข่าวลืออยากไปเห็นศาสนาพระศรีอาริย์ จะได้เห็นความสุขของโลกเสียที ฉันมันคนแก่หูมืดตามัว มองไม่ใคร่เห็นความสุขของโลก หูก็ฟังข่าวความสุขของโลกไม่ใคร่ได้ยิน ลืมตาเห็นแสงอาทิตย์ เขาเอาหนังสือพิมพ์มาให้อ่านก็เห็นแต่เรื่องทะเลาะกัน เรื่องฆ่ากัน เปิดวิทยุที่ลูกอัศนียาให้ไว้ฟัง ก็มีแต่เรื่องปล้นฆ่า มีเรื่องเดือดร้อน หูตาฉันเสียไปที่เห็นและได้ยินอย่างนั้นอย่างนั้น เพราะคนแก่ประสาทหู ตาไม่ดี หรือว่าเขาเขียนข่าว อ่านข่าวตามที่ฉันว่า ลูกหลานตาดี หูดีช่วยฉันฟัง ช่วยอ่านให้ฉันฟังด้วย ถ้าหากฉันอ่านไม่ผิด เพราะคนแก่ประสาทแก่แล้ว

ฉันว่าโลกนี้ไม่น่ารักเลย มันเดือดร้อนจริงๆ รีบทำความดีเสีย ไปศาสนาพระศรีอาริย์ดีกว่า ที่นั่นสบายมาก คนสวยน่ารักทุกคน รวยทุกคน มีความสุขทุกคน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกคน ไม่แก่กระย่องกระแย่งอย่างฉันทุกคน ทำดีอะไรหรือที่จะไปเกิดในศาสนาพระศรีอาริย์ได้ ไม่ยาก ค่อยๆ รักษาศีล 5 ไม่ต้องรักษาแรง ศีลจะช้ำและตกใจกลัว จงค่อยๆ รักษา อย่ารักษาแรง ค่อยๆ ดึงเอามาเก็บไว้ในใจและทำตามทีละตัวสองตัว อย่าเอามากจะหนักเกินไป รักษาตัวนี้ดีแล้วก็พยายามระมัดระวังอย่าให้มีอันตราย เมื่อแน่ใจว่ารักษาได้ไม่บกพร่องแล้ว ก็ค่อยๆ เอามาใหม่อีกตัว ทำอย่างนี้จนกว่าจะมีครบ 5 ตัว

เรื่องเมตตาให้ทานเป็นการสงเคราะห์ก็เหมือนกัน ค่อยทำจากวงแคบ ลงทุนน้อย ไปหาวงกว้างและลงทุนใหญ่ตามความสามารถของตนจะทำได้ ค่อยๆ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสมาธิ อย่าทำแรง อย่าทำมาก วันหนึ่งใช้เวลา 10 นาที เอาพระพุทธรูปมาตั้งตรงหน้า ยกมือไหว้แล้วก็นั่งดูท่าน นึกถึงเฉพาะรูปพระพุทธ ไม่นึกเรื่องอื่น จะดูท่านสวย หรือดูว่าท่านเป็นพระสมัยไหนก็ตาม เมื่อครบ 10 นาทีก็พัก เอาพระพุทธเจ้าเก็บ วิปัสสนาก็ทำด้วย ไม่ต้องทำมาก ตั้งอารมณ์สักวันละ 5 นาที คิดว่าอะไรบ้างนะที่มันมีขึ้นแล้วจะไม่เก่า จะไม่พัง คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่เแก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทุกข์ คิดดู หาดู ค้นคว้าตำราเก่าๆ จะเป็นตำราอะไรก็ช่าง หยิบมาดู

ไม่ต้องดูหรืออ่านมาก ดูที่ปกหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง คนเขียนแต่งเดี๋ยวนี้อยู่หรือตาย ทำเท่านี้แหละ ใช้เวลาวันละไม่ต้องมาก เท่านี้ก็ขี้เกียจจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริย์ ฉันรับรองว่าทันแน่ ได้เกิดแน่ สวยแน่ มีความสุขแน่ ใครไม่เชื่อก็เชิญทำ เมื่อทำแล้วถ้าเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ จะปรับฉันอย่างไร ฉันยอมทุกอย่าง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ขัดคอใคร แนะให้คนทำดีไม่ตกนรก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เขาวงพระจันทร์

ฉันเป็นคนแก่ทะเล้นไม่ใคร่จะเดินตรงทาง จะเล่าเรื่องเขาวงพระจันทร์ก็แอบเอาอะไรต่อ มิอะไรมาแทรกเสียหลายวัน ลูกหลานรำคาญไหมจ๊ะ ถ้ารำคาญก็ไม่ต้องแก้อารมณ์ ปล่อยให้มันรำคาญไป และก็คิดเสียด้วยว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง เพียงแต่ตาฤาษีหัวล้านเล่านิทานยังเอาเที่ยงไม่ได้ แกว่าแกจะพูดตรงนี้แกก็ไพล่เอาอะไรมาว่าแทนเสียเป็นคุ้งเป็นแคว เสียเวลาอย่าบูชาความไม่เที่ยงเลย คิดไว้อย่างนี้จะคิดได้นาน จำได้นาน หรือคิดแล้วลืมเลยก็ช่าง คิดไว้เสมอๆ เถอะ ทันศาสนาพระศรีอาริย์แน่ ทีนี้มาว่ากันเรื่องเขาวงพระจันทร์ เมื่อผ่านแดนวัดเขาสะพานนาคเข้าไปแล้วก็ขึ้นยอดเขา ทางมันไม่ใกล้เลย ฉัน ไต่เดาะๆ แดะๆ ตามภาษาลิง ก็บอกว่า ตรงนี้เมื่อฉันมาธุดงค์มาครั้งแรก ขอเห็นสิ่งอัศจรรย์ ฉันพบพระบรมสารีริกธาตุตรงนี้ ท่านชี้สถานที่ให้ดู และในกาลต่อมาท่านสร้างมณฑปครอบไว้และสร้างบันไดขึ้นเขาไว้ ปรากฏมีอยู่ในปัจจุบัน ถึงเวลากลางคืนก็พิสูจน์ตามเดิม ฉันไม่ได้พูดอะไรมาก พวกฤาษีทั้งหลายที่คิดตามท่านต่างก็พบเหมือนกัน คือ ปรากฏเห็นพระพุทธปาฏิหาริย์ในเวลาค่ำ มีแสงดาวปรากฏ 3 ดวงขนาดใหญ่ เห็นทั้งหลับตาและลืมตา

พอรุ่งเช้าท่านก็แนะนำว่า การนับถือพระพุทธศาสนา พวกเธออย่าติดในเนื้อหนังและวัตถุ การที่ฉันพาพวกเธอมาธุดงค์ ไม่ใช่ให้มาติดตามสถานที่ คือเวลาจะเอาบุญก็ต้องไป พระบาท ไปพระฉาย มาเขาวงฯ ไปพระแท่นดงรัง ศิลาอาสน์ เป็นต้น บุญจริงอยู่ที่ตัวปฏิบัติ อยู่วัดเราก็ทำได้ดี จงรักพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติตาม ทาน ศีล ภาวนา 3 อย่างให้ครบ อารมณ์ซื่อถือความจริง คือไม่คด ไม่โกง ความจริงยอมรับว่าสิ่งที่เกิดมี มันเก่าแก่คร่ำคร่าจริง มันเปลี่ยนแปลงจริง มันมีอันที่จะสลายตัวในที่สุดจริง เท่านี้พอแล้ว พอดีที่เกิดมาในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องตะเกียกตะกายมาก ต่อมาท่านก็พาเดินชมบริเวณ ท่านพาไปด้านตะวันตกของเขา ท่านชี้สถานที่ๆ หนึ่งให้ดู

ท่านบอกว่าตรงนี้ฉันเคยพบฤาษีคนนุ่งขาวห่มขาว นั่งภาวนาอยู่คนเดียวตรงนี้ แกปลูกศาลาเล็กๆ อยู่คนเดียว ถามท่านว่านานหรือยัง ท่านบอกว่าก่อนพวกเธอบวช 20 ปี ถามท่านว่าท่านคุยกับฤาษีองค์นั้นหรือเปล่า ท่านบอกว่าคุย ได้ความว่าเป็นฤาษีผี มานั่งดักทางท่านอยู่ และบอกว่าที่ตรงนี้คือยอดเขา มีพระบรมสารีริกธาตุ ท่านจึงอธิษฐานถาม ก็ปรากฏเป็นพระพุทธปาฏิหาริย์ตามที่พวกเธอเห็นแล้วเมื่อคืนนี้ ฉันจึงสร้างมณฑปทับที่ๆ เห็นพระบรมธาตุปรากฏขึ้นมา ท่านพาเดินต่อไปไม่ไกลนัก ท่านบอกว่า ตรงนี้ฉันพบชีในการมาคราวเดียวกัน แม่ชีอยู่คนเดียว มีศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งเป็นที่อาศัย ท่านฤาษีธุดงค์องค์หนึ่งถามท่านว่าแม่ชีผีหรือคนขอรับ ท่านยิ้มแล้วตอบว่า ชีผี แต่แกทำเป็นคนเราๆ นี้เองแบบฤาษี อีกท่านหนึ่งถามว่านางสาววงพระจันทร์ ใช่ไหมครับ ท่านตอบว่า ถ้าใช่ก็คงไม่ใช่ลูกสาวท้าวกกขนาก คงเป็นเทวดาผู้หญิงที่มีอานุภาพมาก เมื่อท่านพบเป็นแม่ชี ประมาณตามรูป เทียบอายุคนปัจจุบัน ประมาณอายุ 30 ปี แกนั่งอยู่คนเดียว ฉันเดินผ่านฤาษีผีมาแล้วก็มาพบแม่ชีผีเข้า แม่ชีมีลีลาไม่เหมือนท่านฤาษี ท่านฤาษีมีแต่แนะนำว่ามีพระบรมธาตุ และแนะนำวิธีปฏิบัติธรรม และทราบว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิ แล้วบอกด้วยว่า ท่าน หมายถึงหลวงพ่อปาน อายุ 40 ปี กรรมฐานได้เท่าไรจะไม่ได้ดีเกินกว่านั้นอีก ถามท่านว่าขณะนั้นหลวงพ่ออายุเท่าไร ท่านบอกว่า ฉันเกือบ 40 ปีแล้ว ขาดอยู่ปีหรือสองปีเท่านั้น

ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อพบแม่ชีแล้ว แม่ชีก็นิมนต์ท่านนั่งบนศาลา ท่านบอกว่าอยากจะเดินชมสถานที่ แม่ชีรับอาสาเป็นมัคคุเทศก์คนนำทาง เดินไปประมาณ 10 วาก็พบบ่อน้ำบ่อหนึ่ง มีน้ำใสสะอาดมาก แม่ชีบอกว่าน้ำบ่อนี้เป็นน้ำทิพย์ ใครได้กินแม้แต่อึกเดียวก็จะไม่ตายตลอดกาล ร่างกายจะทรงความหนุ่มสาวขึ้นมาทันที คนที่ตายแล้วไม่นานเกินไป คือ ถ้ายังไม่เน่า เอาน้ำนี้ไปรดจะฟื้นคืนชีพทันที ว่าแล้วแม่ชีก็จับแมวมา 1 ตัว แกเอาหัวแมวฟาดหิน เจ้าแมวตัวนั้นตายสนิท เมื่อพิสูจน์ด้วยกันทั้งสองท่านว่าตายแน่แล้ว ก็เอาแมวโยนลงไปในบ่อ เจ้าแมวตัวนั้นพอตัวกระทบน้ำก็กลับฟื้น วิ่งอ้าว แม่ชีถามท่านว่าดีไหม ท่านตอบว่าดี แล้วแม่ชีก็พาไปพบน้ำอีกบ่อหนึ่ง ใสสะอาดมากเหมือนกัน ห่างกันไม่ไกล ไม่เกิน 10 วา ท่านชี้ให้ดูว่าอยู่ตรงนี้ แม่ชีอธิบายว่า น้ำบ่อนี้เป็นบ่อน้ำตาทิพย์ เมื่อทาตาแล้วเห็นอะไรได้ทุกอย่างตามต้องการ แล้วแม่ชีก็เอาน้ำมานิดหนึ่งให้ท่านทาตา ถามท่านว่าต้องการเห็นอะไร ท่านบอกว่าต้องการเห็นปลาไหลใต้ดิน แม่ชีบอกว่านึกเอา แล้วเอาน้ำแตะตาแบบล้างหน้า ไม่ใช่ต้องหยอดเข้าไปที่ใส่ลูกตา ท่านมองเห็นปลาไหลใต้ดินจริงๆ และต้องการเห็นอะไรก็ได้ ดูมาทางวัดก็เห็นหมด ใครทำอะไรเวลานั้น เห็นและจำได้ เมื่อกลับมาวัดฉันถาม เขารับตามความจริงทุกอย่าง นอกจากตาดีแล้ว เอาทาหู หูก็ดีเสียอีกด้วย

ถามท่านว่า หลวงพ่อเก็บไว้บ้างหรือเปล่าครับ ท่านยิ้มแล้วบอกว่าเรื่องของฉัน พวกเธออย่าสนใจ ตั้งใจทำความดีต่อไปดีกว่า ท่านไม่ตอบตรงๆ เข้าใจว่าคงได้ไว้ ถึงโกหกอะไร ไม่ได้เลย ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อแม่ชีจะให้น้ำทิพย์ ท่านไม่ยอมรับน้ำทิพย์บ่อแรก แม่ชีถามว่า ทำไมไม่เอา มันไม่แก่ ไม่ตายดีนะ ท่านบอกว่าไม่ต้องการตามนั้น และไม่อยากได้น้ำทิพย์แบบไม่แก่ไม่ตาย ตลอดจนตายแล้วทำให้ฟื้นก็ไม่ต้องการ แม่ชีพูดว่า พระบ้าอะไรอย่างนี้ พบของดีแล้วไม่เอา ท่านก็เลยตอบว่า ชีนั่นแหละบ้า จะพยายามฝืนกฎธรรมดา เป็นการถ่วงคนและสัตว์ให้ทุกข์ตลอดกาล ด้วยไม่รู้จักตาย แม่ชีเมื่อถูกศอกกลับแทนที่แกจะโกรธ แกกลับยิ้มยกมือไหว้ บอกว่าเห็นพระมานานแล้วเพิ่งพบพระแท้วันนี้เอง ผีก็มีลูกยอ ใครว่าลูกยอมีแต่เมืองคนรึ เมืองผียังมีเลย ท่านพูดเรื่องน้ำทิพย์บ่อเดียว อีกบ่อท่านไม่พูด พวกที่ไป คนที่สนใจมากที่สุดก็คือพระเขียน แกใกล้จะตาย แต่ไม่ใช่เอาไปแก้ไม่ให้ตาย แกอยากได้เอาไปให้ญาติโยมแก คงจะอยากเล่นโปก็ไม่ทราบ ด้วยเมื่อมองอะไรที่ไหนก็เห็น โปก็ต้องมองเห็นลิ้นที่จะแทงให้ได้เงิน ท่านอาจจะติดอย่างนั้น หลวงพ่อท่านพูดลอยๆ ว่า เขียนเอ๋ย เรื่องเล่นโปเป็นกรรมชั่วนะลูกนะ เราควรช่วยพ่อแม่ด้วยให้ทำความดี ไม่ใช่จะมาขอน้ำทิพย์เทวดาไปให้พ่อแม่เล่นโป จะลงนรกนะลูก เพราะเป็นการปล้นทรัพย์สินชาวบ้านโดยเจตนา เป็นอทินนาทานตรงเผงทีเดียว พระเขียนอายเกือบตาย เรื่องกิเลสมันไม่ย่อย ตัวจะตายอยู่แล้วไม่ห่วงตัว มันแกล้งสอนให้ห่วงพ่อห่วงแม่ มันแน่จริงๆ


อยากเห็นฤาษีและแม่ชี

บรรดาฤาษีทั้งหลาย ฤาษีปลอมที่เคยใช้นามว่า ลิงหน้าพลับพลา ตอนนี้มาเรียกฤาษีปลอม พวกลูกหลานจะแปลกใจ คิดว่าคนละพวก คือ คณะธุดงค์ เรียกอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปเรียกโยคีอย่างสำนักปฏิบัติเลย มันขัดหูอย่างไรชอบกล เมื่อทุกคนทราบเรื่องต่างก็อยากพบฤาษีและแม่ชี หลวงพ่อบอกว่า เดี๋ยวก่อน ถามเขาก่อน ท่านยืนก้มหน้า แต่ไม่หลับตาสัก 2 นาที ท่านบอกว่า เขาให้พบได้ แต่พวกแกอย่าโลภนะ ถ้าโลภจะมีอันตราย คณะธุดงค์ต่างก็รับคำ และกำหนดอารมณ์ไม่อยากได้ไว้ หลวงพ่อท่านสวดอะไรไม่ทราบ ฟังไม่ชัด ท่านว่าเบาๆ หรือบ่นก็ไม่รู้ พอท่านบ่นเสร็จก็ปรากฏศาลาแม่ชี ห่างไปอีกหน่อยหนึ่งมีศาลาฤาษี แม่ชีและฤาษีเห็นบรรดาลิงหน้าพลับพลาเข้าต่างก็ยิ้มให้ ท่านฤาษีมาพบ บรรดาฤาษีลิงทั้งหลายเข้าวิ่งเข้ากอดทันที ท่านถามว่าจำกันได้ไหมเพื่อน เล่นเอาบรรดาลิงหน้าพลับพลาทำหน้า ล่อกแล่กเป็นลิงจริงๆ ไปตามๆ กัน ต่างก็สงสัย เสียงหลวงพ่อปานร้องมาว่าใช้อตีตังสญาณซิลูก ทุกท่านต่างองค์ต่างก็ใช้ญาณทันที ไม่มีเวลาที่จะต้องเสีย เพราะเขาคล่องกันแล้ว พอนึกก็ใช้ได้ ไม่อธิบายเรื่องฌานและญาณนะ เพราะหนังสือคู่มือมีแล้ว ใครไม่มีก็หาเอาเอง มัวอธิบายช้า ความรู้จริงก็ปรากฏ ท่านฤาษีองค์นั้นก็คือเพื่อนเก่าของบรรดาลิงหน้าพลับพลาในชาติอดีตนั่นเอง ขณะนี้เป็นพรหมอยู่ชั้นที่ 8 เพิ่งรู้เรื่องคราวนี้เอง ลิงกับพรหมหรือลิงอดีตพรหมกับพรหมปัจจุบัน ต่างก็คุยกันจ้อเลย ไม่ได้คิดว่าเพื่อนเป็นผี

เมื่อมองมาดูแม่ชี ต่างก็ทราบว่าแม่ชีคืออดีตญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ หรือผู้ใหญ่ที่เคยอุปถัมภ์มาก่อนนั่นเอง เมื่อคุยกันพอควรก็ถามถึงภาวะพรหม ไม่ใช่คุยเรื่องรัก โรงแรม โรงสุรา คุยกันตามภาษาพระที่ประสงค์สุข เมื่อคุยเสร็จ หมดเรื่องหรือไม่หมดก็ตาม หลวงพ่อท่านเตือนว่าจะค่ำแล้ว เลิกคุยกันเสียที เมื่ออยากคุยก็เข้าฌานไปคุยกัน ท่านเพื่อนก่อนจะลาลิงอดีตพรหมก็ตักเตือนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติหลายอย่าง แล้วก็ชี้มาที่หลวงพ่อปานว่า องค์นี้มีบุญมาก จะหมดเขตปฏิบัติอยู่แล้ว ต่อไปจะได้พักรอการบรรจุเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แกพูดแล้วแกก็ยกมือไหว้หลวงพ่ออย่างนอบน้อม พวกเราก็พลอยกราบหลวงพ่อกันอีก เรียกว่ากราบตามช้าง แต่มันเป็นความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่ตามแกเพราะเห็นแกกราบ

เมื่อทราบความจริงที่ไม่เคยทราบมาว่า หลวงพ่อจะหมดกิจ มันหาที่ฟังยากจริงๆ ความดีใจก็คล้ายคนถูกหวย ไม่คิดว่าจะรวย พอมารวบปุปปัปเข้าอย่างไม่รู้ตัว มันก็ต้องดีใจมากเป็นธรรมดา ดีไม่ดีเกิดคิดว่าตัวเป็นเทวดาเอาอย่างไม่ยาก เรื่องความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในตัวหลวงพ่อก็เหมือนกัน เมื่ออยู่วัดคิดว่าท่านเท่านี้ พอออกป่ากับท่านก็พบท่านเข้าอีกจังหวะหนึ่ง ชักเอะใจมาคราวหนึ่งแล้ว เมื่อมาพบท่านพรหมบอกเข้าอย่างนั้นก็เกิดดีใจจนบอกไม่ถูก ต่างก็กราบกันด้วยความเลื่อมใสแท้ไม่ใช่ขี้ตามช้าง คือ กราบตามพรหม ฝ่ายแม่ชีก็บอกว่าเสียใจนะคุณที่ถวายน้ำทิพย์ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา ถามว่าเมื่อไรจะถึง อีกกี่ปี แกตอบว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตทุกองค์ไม่ต้องหวัง เพราะเป็นของเฉพาะพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมี สมบูรณ์ในการฝึกฝน คนอื่นเอาไปจะลำบาก ชาวบ้านชาวเมือง แต่ทว่าแกเมตตา ทาตาให้ทุกองค์ บอกว่าระยะเดินทางธุดงค์จนถึงกลับวัด จะได้ผลตลอดเวลา เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะหมดอำนาจความเป็นทิพย์ แต่จะแบ่งโอกาสใช้ได้คือ เวลาไหนจะใช้ญาณ เวลาไหนจะใช้น้ำทิพย์ จงอย่าใช้น้ำทิพย์เสมอไป ญาณจะเสื่อม ถ้าสงสัยญาณจงนึกถึงน้ำทิพย์ น้ำทิพย์จะช่วยบอกให้หายสงสัย

เป็นอันว่าคณะลิงหน้าพลับพลามีโชคมาก ในระยะธุดงค์มีกำลังการเห็นได้ดี ใช้คู่ไปเสมอ พยายามใช้ญาณให้มาก แล้วสอบด้วยการระลึกถึงน้ำทิพย์ ถ้าเมื่อใช้น้ำทิพย์เห็นว่าญาณพลาด เป้าหมาย ก็ใช้สมาธิในอาโลกกสิณให้หนัก ใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณช่วยให้หนัก เป็นอันว่ามีเครื่องมือทดสอบดีมาก อะไรก็ได้ ใกล้หรือไกล ตายแล้วหรือยังไม่เกิด เรื่องของตนเองหรือคนอื่น คน สัตว์หรือสถานที่ นรก สวรรค์ พรหม หรืออะไรดีเอ่ยที่อารมณ์วิปัสสนาช่วยไปไม่ได้ ก็ดูได้หมด ดีจริงๆ เล่นเอาคณะลิงหน้าพลับพลามีกำลังฌานและญาณแก่กล้าขึ้นไม่น้อยเลย เมื่อสั่งเสียกันเสร็จ สองผีก็หายไป คณะธุดงค์ต่างก็กลับเข้ากลด เรื่องเขาวงพระจันทร์ตอนนี้ก็พักเสียที ด้วยเหนื่อยแล้ว วันต่อไปถ้าลูกหลานยัง ไม่เบื่อ ฟังกันใหม่ ขอลูกหลานทุกคนจงเป็นผู้มีโชคดี มีวาสนาบารมี มีความสุข ทันศาสนาพระศรีอาริย์ด้วยกันทุกคนเถิด สวัสดี

วันนี้ตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม 2514 วันนี้ฉันมาสายไป ด้วยร่างกายฉันมันไม่ดี ความจริงมันก็เป็นไปตามสภาพของมันเอง มันขึ้นแล้วก็ลง และพยายามลงเรื่อยๆ ไปจนไม่มีที่ลง คือตาย ฉันมันยุ่งไปเอง คิดว่าจะงดคุยกับลูกหลานสักวัน ก็เป็นห่วงเรื่องที่พูดไว้เมื่อวันที่ 5 มันมีเรื่องคลุมเครืออยู่ คือเรื่องน้ำยาทำให้ตาทิพย์ ฉันคิดว่าลูกหลานที่รับฟังคงจะสงสัยว่าเขาทำด้วยอะไร ฉันเองฉันก็สงสัยเหมือนกัน ฉันก็ถามหลวงพ่อปานท่านว่าเรื่องน้ำยาทำให้ตาทิพย์นั้นเขาเอาอะไรมาผสมครับ เวลานี้มีเหลือบ้างไหม กระผมอยากได้ไว้ใช้บ้าง หลวงพ่อท่านหัวเราะชอบใจ ท่านพูดว่า เจ้าลิงดำ เอ็งเป็นลิงตลอดกาล เมื่อมาเกิดเป็นคนแล้วทิ้งความเป็นลิงมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยลิง เอ็งสงสัยข้าจะบอกให้ ส่วนผสมน้ำยาทำให้ตาทิพย์ก็คือ ตอนนี้ลูกหลานตั้งใจฟังให้ดี จะได้น้ำยาตาทิพย์กันแล้วจำไว้ ใครไม่แน่ใจว่าจะจำได้จงจดไว้กลับไปที่พักรีบหาสมุนไพรมาผสมรีบทำ จะได้มีตาเป็นทิพย์ ยาขนานนี้มีส่วนผสม 2 อย่างคือ อย่างธรรมดา และอย่างพิเศษ อย่างธรรมดาเห็นไม่ใคร่ถนัด อย่างพิเศษใช้งานได้ดีมาก แต่ราคาแพงหน่อย คอยฟังนะจะบอกให้จดและจำไว้ จดแล้วจำรีบปรุงจะได้ใช้ทันที


ส่วนผสมน้ำยาที่ทำให้ตาทิพย์ขนาดปกติ

1. ระงับอารมณ์ที่กังวลเสียให้หมด
2. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา
3. ระงับอารมณ์ให้ว่างจากนิวรณ์ 5 คือ ไม่สนใจกับรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่ติดใจ นี้เป็นประการที่ 1 ประการที่ 2 ไม่จองล้างจองผลาญใคร คือไม่ขังอารมณ์ไม่พอใจไว้ ให้อภัยเสมอ ประการที่ 3 ไม่ปล่อยอารมณ์ให้ง่วงเหงาเคลิบเคลิ้มเมื่อทำสมาธิ ประการที่ 4 รักษาอารมณ์ที่คิดว่าจะรักษาไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ปล่อยให้อารมณ์อื่นมารบกวน ประการที่ 5 ไม่สงสัยผลในการปฏิบัติอย่างนี้ว่าจะมีผลหรือไม่มี ทำตามท่านว่า ก็เชื่อว่ามีผล
4. ต่อไปทำใจให้คุ้นเคยกับพรหมวิหาร 4 รักษาอารมณ์ให้อยู่ในพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ
5. นำกสิณ 3 อย่าง เอาอย่างเดียวใน 3 อย่าง คือเตโชกสิณ เพ่งไฟ โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง เอามาเพ่งตามแบบ จนนับนิมิตได้ในระดับดี ดูคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานหรือวิสุทธิมรรคประกอบ เมื่อได้นิมิตแล้วก็คลายนิมิตกำหนดใจเพื่อเห็น (เห็นทางใจ) คือมีความรู้สึกเหมือนเห็น จะเห็นอะไรก็ได้ขอเห็นแทนนิมิต

ห้าอย่างนี้เป็นเครื่องสมุนไพรที่เอามาผสมเป็นยาทาตาให้มีตาทิพย์เรียกว่ายาธรรมดา ใครๆ ก็หาใช้ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ยาตาทิพย์ขนานพิเศษ

ยาขนานนี้หายาก เพราะเป็นยาเทวานุภาพที่ท่านคณะธุดงค์ได้เป็นพิเศษ เมื่อท่านได้เจ้าของยาให้ใช้ได้เพียงระยะอยู่ในภาวะธุดงค์ พอกลับวัดก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้ ได้พบคณะท่านถามท่านว่าหลังจากได้ยาแล้วเป็นอย่างไร ท่านบอกว่ามันคล่องและแจ่มใสมาก ญาณต่างๆ สดใสบอกไม่ถูก ทวนเกิดทวนตายได้อย่างสบาย ภพต่างๆ ที่ผ่านมา เคยเกิดกี่วาระ ตายเท่าไร เกิดเท่าไร มันตายเท่านั้น ไม่มีใครเกิดมากกว่าตาย หรือตายมากกว่าเกิด ไม่อยากขัดคอท่าน ท่านบอกว่าตกนรกกี่ชาติ เป็นสัตว์กี่ชาติ กี่ประเภท เป็นเปรต อสุรกาย เป็นผีสัมภเวสี เป็นคนรวย คนจน คนมีวาสนามาก วาสนาน้อย เป็นเทวดา พรหม กี่ครั้ง กี่วาระ มันเห็นได้สดใส จริงๆ แบบนี้สิที่พยายามถามหลวงพ่อท่าน เพราะอยากได้บ้าง ขี้เกียจตั้งท่านิมิตกสิณ ท่านบอกว่าขนานนี้หาได้ 2 วิธี คือ

1. ถ้าอยากจะทำให้ได้ ให้มีเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยปรุง ให้สะดวกสบายในการใช้ และการใช้ยาก็ไม่กำหนดเวลา จะใช้เมื่อไรก็ได้ไม่มีใครบังคับ ทำไม่ยาก คือเมื่อขณะมีชีวิตอยู่ สร้างทิพยจักษุญาณให้มีให้เกิดขึ้นเอง เมื่อมีแล้วเกิดแล้วก็ตายไปเป็นธรรมดา หรือพรหม จะมีตาเป็นทิพย์แจ่มใส เห็นอะไรก็ได้ ไม่มีใครบังคับ

2. เมื่อไม่ต้องการแบบนั้น ต้องการแบบที่คณะธุดงค์เขาได้กัน ต้องเร่งรัดสร้างความบริสุทธิ์ของจิตให้มากจนเทวดาเขาเห็นสมควร เขาจะสงเคราะห์ให้เห็นเองตามที่เขาจะสงเคราะห์ แบบนี้ไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่ใช่สมบัติของเรา

ฟังแล้วไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย เรื่องฝึกกสิณเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนที่ท่านว่าสร้างเองให้ดีต้องตาย ตอนนี้ไม่มีเรื่อง เป็นอันว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่อง เลยถามท่านใหม่ว่า น้ำทิพย์ที่เทวดาผู้หญิงให้หลวงพ่อและพระธุดงค์ใช้ มันเกิดมีได้อย่างไร ท่านบอกว่าไม่มีน้ำทิพย์ น้ำเทิบอะไรหรอก เป็นเรื่องของเทวานุภาพ เขาทำให้เราเห็นอย่างนั้นเอง ถ้าคนเมากิเลสเขาไม่ทำให้ดู เขาทดลองใจว่าคณะธุดงค์จะเป็นพระ หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือเป็นเปรต ตอนนี้สงสัย ถามท่านว่าเป็นพระอย่างไรครับ ท่านตอบว่าเราไปธุดงค์เพื่อทำตนให้เป็นพระ คือมุ่งละกิเลส พระธุดงค์ทุกองค์ต้องคิดและปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าไปอยากได้ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือหลงกามารมณ์ มันก็ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่พระแล้ว อย่างเบาก็เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หนักนิดก็เป็นเปรต หรือมิฉะนั้นก็เป็นสัตว์นรกไปเลย เมื่อเขาเห็นเราไม่อยากได้ เขาก็เห็นว่าเราดีควรที่เขาจะสงเคราะห์เพื่อให้สะดวกแก่การฝึกอารมณ์ เขาก็หาให้ อ้ายที่ทานั้นไม่มีน้ำมีท่าอะไรหรอก เขาทำให้เป็นน้ำหลอกเด็กเท่านั้นเอง ที่แท้แล้วเวลาที่เราต้องการรู้ เมื่อนึกถึงน้ำทิพย์ เขาใช้กำลังเขาช่วยให้เห็น พวกแกฟังเรื่องไม่เข้าใจเรื่อง คิดว่าเทวดาเอาน้ำทิพย์มาให้อย่างนั้นหรือ มันไม่ตรงกับความจริงของเรื่องเลย

ตอนนี้เป็นอันว่าพอเข้าใจหน่อยแล้วว่า ที่เทวดาทำให้คณะธุดงค์เห็นเป็นบ่อน้ำ แกทำบ่อหลอกเด็ก ความจริงพระก็เหมือนเด็ก และเป็นเด็กประเภทเด็กเล็กเสียด้วย เล็กขนาดยังโกนหัวอยู่เลย เวลาขึ้นรถเมล์ รถไฟ เขาเก็บเท่าเด็ก แต่กินอาหารมีเวลาน้อยกว่าเด็ก คือ กินได้แค่เช้ายันเพลหรือเที่ยง ถ้ากินได้ตลอดวันเหมือนเด็กจะดีมาก เรื่องตาทิพย์เพราะน้ำทิพย์ขอผ่านไปนะ วันนี้ดูเรี่ยวแรงฉันมันน้อยๆ ต่อไปคุยอยู่กับหลานได้วันละไม่กี่นาที เพราะดูท่าทางไม่ใคร่สบายกาย แรงมันเพลียลงไป คุยตามแรงแล้วกันนะ เรื่องที่เล่าให้ฟังก็ดูท่าจะยากเกินไป จะขอสรุปให้สั้นลงและจบให้เร็วเข้า ถ้าเล่าให้ฟังละเอียดเข้าใจว่าคุยกันวันละชั่วโมง 2 ปี คงยังไม่จบ คนฟังจะแย่ เอากันแบบย่อๆ ดีกว่า ที่เห็นว่าควรเว้นก็เว้นเสีย ด้วยฉันเป็นคนแก่มีเรื่องพูดมาก ปกติคนแก่ก็ขี้บ่นอยู่แล้ว คนที่บ่นเป็นคือคนที่มีเรื่องพูดมากนั่นเอง


คณะธุดงค์ออกเดินดง

ตอนนี้จะขอตัดเรื่องยืดยาด เล่าแต่เรื่องลัดๆ เมื่อออกจากเขาวงพระจันทร์แล้วก็มุ่งไป พระแท่นศิลาอาสน์ พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าป่าชัฏมุ่งไปเชียงตุง มันตุงหรือไม่ตุง ฉันไม่รู้ ท่านเข้าป่าตลอดกาล ออกจากเขาวงพระจันทร์ไม่เคยเห็นหลังคาบ้านเลย แม้พรานป่าก็ไม่พบ เสียงหมาชาวบ้านเห่าก็ไม่ได้ยิน มันป่าชัฏจริงๆ ขณะเดินทาง หรือพักท่านให้สมาทานตายตลอดเวลา คิดตายเดี๋ยวนี้เสมอก็สบายใจดี เมื่อเข้าป่า คิดว่าชมสวนสัตว์ชั้นดีกันก็แล้วกัน เสือ ช้าง และสัตว์ป่า ทุกประเภทเท่าที่จะพบ แกไม่เคยสนใจนักธุดงค์ เดินหลีกกันไปแล้วก็หลีกกันมา คณะท่านธุดงค์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

วันหนึ่งพบช้างโขลงประมาณ 50 เชือก กำลังดึงใบไม้กิน เห็นเจ้าสีดอยืนมองอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้แกก็คุกเข่าชูงวงขึ้นเหนือหัว ลูกน้องเห็นลูกพี่ทำอย่างนั้นก็ทำตามเหมือนกันหมด หลวงพ่อท่านถามว่า พ่อปู่ ที่นี่มีที่ไหนร่มรื่นพอที่พระจะพักสบายบ้าง พอหลวงพ่อพูดจบ แกก็ลุกขึ้นและเดินนำทาง เดินไปได้ประมาณ 300 เมตร ก็พบต้นไม้ใหญ่สาขามาก ร่มรื่น มีบ่อน้ำใสสะอาดมาก แกเอางวงชี้แล้วแกก็คุกเข่าชูงวงไว้เหนือหัว เสร็จแล้วแกก็กลับ คณะพระธุดงค์สงสัยว่าแกทำไมรู้มากนัก และเคารพตลอดเวลา หลวงพ่อท่านบอกว่าช้างเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อสงสัยท่านเลยให้สอบสวนด้วยอำนาจอตีตังสญาณทันที เป็นอันว่าถึงที่ใดที่มีความสำคัญ ท่านให้คณะของท่านตรวจสอบด้วยอำนาจญาณ ดูสถานที่ว่ามีบ้านเมืองไหนสำคัญอย่างไร คนและสัตว์สมัยนั้นไปไหนกันหมด เป็นการฝึกการใช้ญาณและวิปัสสนาญาณกันตรงๆ


คณะสหายเก่าติดตามตลอดเวลา

คำว่าสหายเก่าก็คือลิง มีลิงป่าฝูงหนึ่ง ประมาณ 30 ตัว ติดตามตั้งแต่พระพุทธบาทเป็นต้นไป ตลอดจนคณะธุดงค์กลับวัด เมื่อเข้าเขตสระบุรีแกจึงแยกกลับที่เดิมของแก ลิงฝูงนี้มีลิงค่อนข้างเผือกคือ ไม่ขาวจัดอยู่ตัวหนึ่ง ใหญ่กว่าลิงตัวอื่น เป็นนายฝูง ติดตามตลอดเวลา และลิงฝูงนี้แปลก มีความเป็นห่วงมาก ถ้าพวกแกไปหาผลไม้มาได้มักจะเอามาแบ่ง เพียงมะม่วงผลเดียวแกเอามาแบ่งออกไปเป็น 6 ชิ้น แบ่งให้พระองค์ละชิ้น แกเอา 1 ชิ้น สิ่งที่เจ้าลิงเล็กชอบใจมากก็คือหัวพระ พวกพระหัวโล้น เมื่อพระนอนตอนกลางวันและลิงใหญ่เผลอ เจ้าตัวเล็กๆ มันจะแอบมาด้านหัว เอามือจับหัวพระแล้วแกก็จะจับหัวแก ลูบๆ หัวพระ แล้วลูบหัวตัวเอง แกคงจะสงสัยว่าเจ้าลิงพวกนี้ทำไมหัวล้านหมด เห็นจะเป็นเพราะลิงมันลูบหัวเล่นคราวนั้นกระมัง

คณะธุดงค์ที่ไปคราวนั้น ต่อมาเมื่ออายุเลย 50 ปี กลายเป็นคนหัวล้านไปตามๆ กัน หัวล้านนี่ความจริงเขามีทำเนียบของเขา คือ มีขึ้นทำเนียบไว้ 7 อย่าง คือ (1) ล้านทุ่งหมาหลง (2) ล้านดงช้างข้าม (3) ล้านง่ามเทโพ (4) ล้านชะโดตีแปลง (5) ล้านแร้งกระพือปีก (6) ล้านจะหลีกขวานฟาด (7) ล้านราชครึนเครา (มีเครามาก) ทีนี้ล้านคณะธุดงค์ที่อาศัยลิงลูบคลำเล่นน่าจะจัดเข้าทำเนียบ แต่ไม่ผสมกับใคร ตั้งเป็นคณะอีกคณะหนึ่ง คือ ล้านลิงลูบ เพราะอาศัยลิงลูบคลำเล่นจึงล้าน เรื่องหัวล้านขอผ่านไป มาคุยกันเรื่องอื่นต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบพระอภิญญาในป่าลึก

เมื่อรอนแรมกันไปตามอารมณ์ กลางป่ามีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือเสียงดนตรี ไม่ทราบว่ามีมาจากไหน มันเป็นเสียงเพลงไทยธรรมดานี่เอง มีให้ฟังทุกวัน ฟังชัดมากเหมือนกับเรานั่งอยู่ติด วงดนตรี นี่เป็นคำบอกเล่าของคณะธุดงค์ทุกท่าน บางวันแอบมีกลองยาว เสียงโห่ เสียงยั่ว แก้กลุ้ม บางขณะก็เป็นเครื่องสายมโหรีปี่พาทย์ใหญ่วงใหญ่ เป็นอันว่ามีทุกวัน เสียงร้องส่งเป็นเสียงผู้หญิง ฟังหวานแจ๋วคล้ายน้ำตาลเมืองเพชร มันหวานจริงหรือเปล่าไม่รู้ น้ำตาลเมืองเพชรนี่ ว่ามันเรื่อยไปตามเขาว่าอย่างนั้นเอง บางขณะที่เดินไปก็มีคนเอาทรัพย์ใต้ดินออกมาอวด ท่านที่รับฟังอาจจะสงสัยว่า เมื่อสงสัยเสียงดนตรีหรือน้ำทิพย์ปลอมทำไม ไม่ตรวจด้วยญาณ ท่านตอบกับฉันตามที่คิดว่า ทุกคนจะสงสัยเหมือนกัน เพราะฉันก็สงสัย ท่านบอกว่าท่านตรวจ เมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นเครื่องดนตรีคณะเดิมของท่านเองที่ท่านสร้างสมบารมีไว้เดิม คณะดนตรียังเป็นนางฟ้าเทวดากันอยู่ เขาเห็นเจ้านายเก่าเข้าอยู่ในป่าเกรงว่าจะเหงาเลยเอามาบรรเลงให้ฟัง

เรื่องเสียงดนตรีนี้ หลวงพ่อท่านเตือนว่า ฟังแล้วอย่าติดเสียงจงจำเสียงที่เกิดขึ้นและขาดไปให้ทราบว่ามันเป็นอนิจจัง เขาตีมันดัง พอหยุดตีมันไม่ดัง เมื่อหยุดตีแล้วไปคลำหาเสียงคิดว่ามันหล่นอยู่ตรงไหนก็หาไม่พบ ท่านว่าตรงนี้มันเป็นอนัตตา เอาซิ ลองเล่นกับพระแก่ซิ พ่อจับอะไรได้เป็นสมถวิปัสสนาไปหมด อย่างนี้บารมีจะไม่เข้มข้นจะทนไหวหรือ พวกเราเอาตรงไหนเป็นสมถะและวิปัสสนา เอาตรงหนังสือ หรือเอาตรงที่ครูบาอาจารย์ว่า หรือเอาที่เนื้อหนังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จับไม่ตรงจุดดี ขี้ติดมือเหม็นนะจะบอกให้ เลือกจับเอาตรงที่ดีจึงจะได้ดี จับอย่างหลวงพ่อท่านจับนั่นแหละดี ของท่านมีประโยชน์จริงๆ เรื่องวิพากย์วิจารณ์ผ่านไป ไปพบพระกันเลยดีกว่า เรื่องก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากท่านแสดงปาฏิหาริย์โชว์ให้ดูเท่านั้นเอง ก็วันนี้มันหมดเวลาแล้ว เขามาตามฉันข้าว ไปฉันข้าวก่อนนะ ตอนกลางวันถ้าว่างงานจะมาคุยใหม่ ถ้าไม่ว่างก็รอฟังวันต่อไป

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ 27 มกราคม 2515 คิดว่าลูกหลานคงจะคอยฉันมาหลายวัน เพราะหลังจากวันที่ 6 ธันวาคมมาแล้ว ฉันก็พูดอะไรไม่ได้อีก ทั้งนี้เพราะว่าในตอนต้นๆ พูดมาหลายวันแล้ว ไอ้การพูดมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดแล้วก็บันทึกเป็นตัวหนังสืออันนี้ฉันทนไม่ไหว เอาแต่เพียงที่ฉันจำได้ ไอ้ที่ฉันจำไม่ได้น่ะฉันจะไม่เล่าให้ฟัง เรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ฉันรู้เรื่องท่านมาก แต่ว่ามากเท่าที่ฉันจะรู้เรื่องได้ แต่ไอ้เกินวิสัยหรือไอ้ที่ไม่รู้ก็ไม่เล่าให้ฟัง เห็นว่าปฏิปทาบางอย่างหรือหลายอย่างของท่านไม่เหมือนกับพระในปัจจุบัน แต่ว่าพระในสมัยท่านเองก็เหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ค่อยจะเหมือนกัน เพราะว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์มีความมุ่งหมายต่างกัน

สำหรับหลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี่ ปกติท่านมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เวลาบำเพ็ญกุศลแต่ละครั้งท่านประกาศท่ามกลางประชาชนว่า ขอผลบุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำแล้วจงสำเร็จแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเถิด นี่ฉันพูดไปบ้าง ก้ำเกินไปบ้างก็อย่ารำคาญนะ เพราะว่าฉันฟื้นจากตายถือว่าครูบาอาจารย์ของเราดีกว่าคนอื่นไปทั้งหมด นั่นใช้ไม่ได้เหมือนกันนะ ต้องคิดว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์ ของแต่ละบุคคล ก็ย่อมมุ่งดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าใครเขาจะมุ่งเอาดีกันตรงไหน เพราะดีมันมีหลายสิบดี ดีฝ่ายสมถะมีถึง 40 ดี แล้วก็ดีฝ่ายวิปัสสนาก็มี 4 ดี คำว่าดีฝ่ายสมถะมี 40 ดี ก็เพราะว่าวิธีฝึกสมถกรรมฐาน การกระทำใจของตนให้เป็นสมาธิมี 40 แบบ

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ 90 แบบ 40 อย่าง ให้แต่ละบุคคลต่างเลือกกันเอา เลือกกันปฏิบัติว่าอย่างไหนมันจะดี อย่างไหนเราจะชอบใจ ในที่สุดผลที่จะได้ก็เหมือนกัน สิ่งที่จะได้คือ จิตเป็นสมาธิ มีอารมณ์ตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์เป็นกุศล มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ อันนี้เรียกว่าถึงดีเหมือนกัน รวมความว่าท่านจะทำแบบไหนของท่านก็ตาม หรือบุคคลใดจะทำแบบไหนของตนก็ตาม ชื่อว่าทำดีทั้งนั้น ถ้าเขาทำดี ถูกดี ตรงดี พอเหมาะกับความดีเป็นใช้ได้ สำหรับด้านวิปัสสนาญาณ มีอยู่ 4 ดี ก็เพราะวิปัสสนาญาณมีผลอยู่ 4 ประการ คือ

(1) สุกขวิปัสสโก
(2) เตวิชโช
(3) ฉฬภิญโญ
(4) ปฏิสัมภิทัปปัตโต

แต่ว่าแต่ละอย่างล้วนแล้วมุ่งความเป็นอรหันต์เหมือนกันหมด แต่ว่าความรู้พิเศษไม่เท่ากัน ความมุ่งหมายของแต่ละท่านคือหมดกิเลส อย่างนี้เรียกว่าทำดีเหมือนกัน เรียกว่าพระแต่ละองค์ คนแต่ละคน ล้วนมุ่งหมายแต่ความดี แม้ฆราวาสก็เหมือนกัน ใครจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นข้าราชบริพารขนาดหนักขึ้น ระดับสูงขนาดไหนก็ตาม หรือว่าจะเป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ทุกคนมีความประสงค์กันเพียงดี ถ้าจะเป็นอะไรก็ตาม จะรวยเท่าใดก็ตาม ถ้ามีใครเขาว่าไม่ดี เราไม่ชอบ แต่ว่าจะเอาดีกันตรงไหน

นี่เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจะพอใจ เอาละเรื่องนี้ขอผ่านไป ลูกหลานเอ๋ย หลวงตาหลวงปู่น่ะเป็นคนแก่นะ มันแก่มากแล้ว แล้วก็ใกล้ตายเต็มที ความจริงไม่ใช่ใกล้ตายหรอก เป็นคนเดนตาย ตายมาแล้วจริงๆ ถึง 4 วาระ หลังจากพูดในคราวก่อน มาหยุดลงแค่วันที่ 6 ธันวาคม 2514 แล้วนี่พอจะมาเริ่มวันที่ 27 มกราคม 2515 วันนี้มันหนาวเหลือเกิน ลูกหลานเอ๋ย ป่าเมืองอุทัยนี่หนาวมาก วันนี้หลวงตา หรือว่าหลวงพ่อ หลวงปู่ของหลาน หรือว่าของลูกทั้งหลายที่กำลังพูดอยู่นี่ ที่ทุกคนสถาปนาให้จะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม แต่ว่าฉันเองนึกว่าฉันเป็นตำแหน่งหลวงตาที่กำลังจะตาย แล้วก็ตายอยู่ทุกวัน หลังจากวันที่ 6 ธันวาคม 2514 มาแล้ว ฉันพูดถึงวันนั้น ฉันเลยพับฐาน อาการที่มันเป็นขึ้นมาคล้ายอาการตายครั้งที่ 3 ไม่ผิด มันเหมือนกันทุกแบบ อาการเป็นเหมือนกัน เวลาเป็นเท่ากัน ฉันเลยคิดว่าเอ นี่ฉันทำไม่ไหวเสียแล้วนะ ฉันคิดในใจว่าเรื่องราวที่ฉันจะเอาเรื่องหลวงพ่อปานมาเล่าให้ลูกหลานฟังมันจะจบกันลงแค่นี้เสียกระมัง คือ หมายความว่าไม่ใช่เรื่องจบ แต่คนพูดจบ หมายความว่าคนพูดมันกำลังจะตาย เวลาใกล้จะ 2 ทุ่ม ไอ้ 2 ทุ่มนี่ก็ 20 นาฬิกานะ ไอ้ฉันน่ะมันเป็นคนวัด ลูกหลานจำไว้ด้วยนะฉันเป็นคนวัด วัดนี่เขาเรียกทุ่มเรียกโมงกันตามภาษาโบราณ

วันนี้จะเล่าอาการที่มันเป็นหลังจากวันที่ 6 ธันวาคม 2514 ให้ฟัง อาการทางร่างกายเหมือนการตายครั้งที่ 3 ทุกอย่าง เวลาใกล้จะถึง 2 ทุ่มคือ 20 นาฬิกา อาการเสียดอาการจุกปรากฏชัด บางครั้งฉันนำนักปฏิบัติเขาเจริญพระกรรมฐานแล้ว ทุกครั้งในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน ฉันรักและเคารพท่านมาก ฉันก็ต้องบวงสรวง การบวงสรวงหรือการชุมนุมเทวดานี่น่ะ นักปราชญ์คนไหนที่เขาว่าไม่เป็นเรื่องเป็นราว ฉันก็ตามใจเขา ฉันไม่ว่าอะไรเขาหรอก เพราะว่าเขาว่าอย่างนั้นมันเป็นความเห็นของเขา แต่ทว่าสำหรับฉันนี่ซิ ฉันต้องทำ เพราะว่าฉันบวงสรวงทุกครั้ง จะเชิญใครก็ตาม ฉันเห็นท่านมาทุกที เวลาชุมนุมเทวดา ฉันตั้งใจจับเอาตั้งแต่พระนิพพานลงมา ไปจนกระทั่งถึงภูมิเทวดา ฉันก็เห็นท่านมาครบนี่ นี่เป็นเรื่องของฉันนะ

มันเป็นเรื่องของปัจจัตตัง คือว่าคนทำจะเห็นเอง ที่พระพุทธเจ้าตรัส ในเมื่อฉันเห็นของฉันนี่นะ มันจะเห็นตรงหรือเห็นไม่ตรงก็ตาม จะเห็นถูกหรือเห็นผิดก็ตาม แต่ฉันเห็นของฉัน ฉันก็ทำของฉัน ฉันเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องปรัมปราหรือเรื่องที่ไร้ประโยชน์ แล้วท่านที่มาบางครั้งฉันพูดของฉัน คุยกันได้เหตุได้ผลทุกอย่าง แม้แต่เหตุที่จะพึงปรากฏแก่บุคคลใด หรือว่าลูกหลานทั้งหลายที่อยู่ใกล้บ้างไกลบ้าง อยู่ถึงกรุงเทพฯ บ้าง พิจิตรบ้าง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี นี่บางทีฉันถามท่านว่า คนนั้นเป็นอย่างไร คนนี้เป็นอย่างไร ท่านก็ตอบให้ฟังคราวนี้

หลังจากวันที่ 6 ธันวาคมแล้ว ฉันมีอาการอย่างนั้นทุกอย่าง เวลาที่ฉันนำนักปฏิบัติเจริญกรรมฐาน ฉันบวงสรวง หรือว่าฉันชุมนุมเทวดา ฉันเหนื่อยจริงๆ เคยว่าระยะยาวว่าได้เพียงครึ่งหนึ่ง เหนื่อยแทบขาดใจ ฉันรู้ว่าความตายมาถึงฉัน แต่ทว่าคนที่เจริญพระกรรมฐานร่วมฉันนี่เขาไม่รู้หรอกนะ เพราะว่าฉันเป็นคนมีเปลือกดี คือว่าเปลือกของฉันน่ะใครจะมองให้เห็นไม่ได้ เวลาฉันป่วยไข้ไม่สบายนะ เวลาเครื่องจักรในร่างกายมันยังหมุนไหวหรือว่าเสียงยังดังพอ ฉันก็ทำท่าเบ๊ะบ๊ะๆ ของฉันไปตามเรื่อง แล้วลูกหลานที่รัก ถ้าวันไหนฉันบอกว่าฉันไม่สบายนะ หรือว่าเห็นฉันนอนซมๆ อยู่ก็ตาม

บางทีเสียงฉันก็ดัง เดินกระฉับกระเฉงทุกอย่าง แล้ววันเดียวกันนั่นแหละก็ลงนอนทำตาซึมๆ เวลาคนมา ฉันบอกว่าไม่สบาย จำไว้เลยนะว่าวันนั้นฉันแย่แล้ว เครื่องจักรกลมันหมุนไม่ไหว แต่กำลังใจของฉันดี นี้หมายความว่าคล้ายๆ กับคนมีรถ เครื่องมันดีแต่ตัวถังมันพัง ตัวถังรถมันจะพัง ล้อมันไม่หมุน ยางมันแฟบ ถังมันผุ เครื่องมันจะดียังไง รถมันก็ไปไม่ได้ นี่จำไว้ด้วยนะ อาการของฉันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าฉันจะปกปิดอาการ ฉันถือว่าฉันเข็นตัวของฉันไหว ฉันก็เข็นของฉันเรื่อง

ทีนี้อาการป่วยไข้คราวนั้น พอถึงเวลามันจุกเสียดขึ้นมาพอดี เหมือนกับกับอาการตายครั้งที่ 3 มันเตือนฉันมา 2 วัน คือวันที่ 6 ธันวาคม แล้วคืนวันที่ 7 ธันวาคม หลังจากนั้นฉันก็รู้ตัวว่าฉันจะไปบ้านเก่าแล้ว เมื่อฉันรู้อาการอย่างนี้ฉันก็รีบปลงจิตปลดหมดทุกอย่าง คำว่าปลดของฉัน นี่ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคน ใจดำนะลูกหลานนะ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนใจดำ ฉันรักและสงสารเมตตาปรานีลูกหลานทุกคน ที่ฉันทำตนเป็นคนเลวอยู่เวลานี้ นี่ฉันเลวมากอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าเงินที่เขาให้กินให้ใช้น่ะ ฉันเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกเสียหมด

หมายความว่าเขาให้กันอย่างครูนนทา อนันตวงษ์ จ.อุทัยธานี อาจารย์สบสุข ประกอบไวทยะกิจ จ.อุทัยธานี หรือบ้านพลอากาศตรีเสริม สุขสวัสดิ์ ในคณะของท่านมีหลายคน แล้วก็ฉลวย ปิณินทรีย์ จ.พระนคร พร้อมด้วยคณะ แล้วยังมีคุณนิดอะไร คุณอรอนงค์ คุณะเกษม แล้วก็คุณติ๋ว วัฒนี นวพันธุ์ น่ะหลายคนด้วยกัน บ้านท่านเจ้ากรมเสริมน่ะ ที่จริงเขาให้ปีละมากๆ แต่ว่าฉันก็พยายามเป็นคนเลว ใช้เงินผิดประเภท เขาให้กินให้ใช้ แต่ว่าฉันพยายามสร้างนี่ สร้างโน่น สร้างนั่น แล้วเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้เสียหมด จนกระทั่งบางครั้งปรากฏว่าเวลาป่วยไข้ไม่สบาย ฉันไม่มีเงินซื้อยา

จนกระทั่งอีตอนต้นเดือนมกราคมนี้ฉันไปกรุงเทพฯ คุณวัฒนี คุณติ๋ว นวพันธุ์ แกทราบว่าฉันไม่มีสตางค์ซื้อยา แกเลยให้มาเป็นรายเดือนตลอดปี ใส่ซอง เขียนหน้าซอง เขียนประจำหน้าซองเลย ว่าเดือนนั้นเดือนนี้ แกก็ทำของแกดีเหมือนกัน ทีนี้เวลาฉันได้มาแล้วเกรงแกจะดุเอาซิ เดี๋ยวจะเอาของแกไปจิ้มอื่นเสียอีก เดี๋ยวนี้ฉันเลยเอาสตางค์ของแกไปฝากธนาคารออมสิน พอถึงเดือนฉันเบิกมาใช้ตามที่แกสั่ง แต่ทุกคนเขาก็ยังให้มานะ เขาให้กันเยอะ แต่ว่าฉันก็หาเรื่องเอาไปใช้อะไรตามเรื่องตามราว แต่ว่าที่เอาไปใช้นี่เป็นงานก่อสร้างบ้าง งานสาธารณประโยชน์บ้าง แต่ฉันก็ทนต่อการถูกดุถูกว่า

ถ้าใครเขาจะดุเขาจะว่าเรื่องนี้ฉันก็ยอมรับผิด นี่หากว่าฉันเป็นข้าราชการคงจะติดตาราง หรือว่าทำงานบริษัทก็คงจะติดตะรางเพราะใช้เงินผิดประเภท แต่ว่าฉันก็ทนทำ เพราะอะไร เพราะฉันรักลูกรักหลานของฉัน ฉันกินเข้าไปคนเดียวใช้เข้าไปคนเดียวนี่เหลือกินเหลือใช้ ที่เขาให้กินน่ะเหลือกินเหลือใช้ แต่ฉันอยากให้ลูกหลานของฉันนี่น่ะเป็นคนมีทรัพย์มาก แล้วมีทรัพย์อย่างประเสริฐ ทรัพย์อันนี้มีแล้วขโมยลักไม่ได้ ไฟไหม้ไม่ได้ น้ำท่วมทำลายไม่ได้ ทรัพย์อันนี้คืออริยทรัพย์

ฉะนั้น ฉันจึงหาทางทำมันกระจุกกระจิกอย่างที่พระหลายๆ องค์เขาไม่ทำ นี่ในสถานที่ของฉัน ฉันหาเครื่องบำรุงความสุข หาเครื่องบำรุงความสะดวก คำว่าบำรุงความสุขนี่ไม่ใช่หมายความว่าเอาเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาตั้งอะไรมากมายหรอก อะไรที่มันจะให้ความสะดวกทุกอย่าง เงินที่เขาให้มากินข้าวซื้อยานี่น่ะฉันเอาไปทำ บางทีฉันยังไม่ได้มา ฉันก็ต้องไปเชื่อของเขามาก่อน พ่อค้าเขาก็ใจดีเอามาตั้งท่าเข้าไว้

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะฉันกลัวฉันรวย ฉันกันความรวย และลูกหลานก็คงจะคิดว่า เอ๊ะ หลวงตานี่หากินเองไม่ได้นะ เขาให้มาก็ยังจะเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉก น่าจะเก็บสะสมไว้ให้มาก และเวลาที่เขาไม่ให้จะได้มีกินมีใช้ ไอ้อย่างนี้ก็คิดเหมือนกันนะลูกหลานนะ คิดเหมือนกัน แต่ก็คิดว่ามองดูร่างกายของฉันมันมีอยู่อีกไม่กี่วัน นี่ฉันต้องการให้ลูกหลานไปเห็นบ้านฉัน บ้านของฉันที่จะไปอยู่ใหม่มันสวยจริงๆ

ฉันจะพูดให้ฟังนะ มันสวยจริงๆ มีกำแพงรอบๆ 4 ด้าน เป็นแก้วผสมกับทองแพรวพรายประกอบ มีพื้นสีทองประดับแก้วทั้งหมด แล้วมีซุ้มประตู พื้นที่เดินเข้าไปก็เป็นทองผสมแก้ว อาคาร 3 หลังเป็นแก้วแพรวพรายสวยบอกไม่ถูก ข้างในมีแท่น ข้างหน้ามีหอระฆัง พูดถึงความสวยแล้วลูกหลานเอ๋ยบอกไม่ถูก ด้านทิศตะวันออกมีสระโบกขรณี มีแท่นแก้ว มีต้นไม้แก้ว น้ำก็แลดูแพรวพรายคล้ายกับน้ำเพชร มันสวยจริงๆ ในสถานที่นั้นมีความสุขบอกไม่ถูก พอขึ้นไปแล้วมีแต่ความเยือกเย็น มีแต่ความโปร่ง

นี่บ้านของฉันนะ ที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างๆ เกิดขึ้นตามความปรารถนาของใจ และบางครั้งความปรารถนาของใจยัง ไม่ปรากฏ แต่สิ่งนั้นจำจะต้องมี ก็มีขึ้นมาก่อนทันที ไม่เหมือนเมืองเทวดา เมืองเทวดาหรือเมืองพรหมนี่ เวลาจะต้องการเขาต้องคิดเสียก่อน ที่เรียกว่าเนรมิต คิดว่าสิ่งนั้นจงมี สิ่งนี้จงมี แต่ก็เป็นไปตามวาสนาบารมี นี่หมายความว่าวาสนาบารมีมีแค่ไหนคิดเอาได้แค่นั้น แค่ทุนนั่นเอง ถ้าทุนมากก็หาได้มาก ทุนน้อยก็หาได้น้อย

ทีนี้บ้านฉันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ไม่ต้องคิดหรอก บางครั้งพอฉันเดินไป พอคิดว่าจะนั่งตรงนี้ แท่นมันก็มารองตูดทันที ไม่ทันจะคิดหาแท่น บางทีเดินๆ ไปกลางบริเวณคิดว่าตรงนั้นมันเย็นดี ฉันคิดว่าฉันอยากนอนตรงนี้ ก็พอดีที่นอนมันมารองรับทันที ที่นั้นมันมีความสุขความสบายทุกอย่างลูกหลาน (เออ นี่ฉันพูดแล้วมันก็เรอไปด้วย ร่างกายของฉันมันไม่ดี)

นี่แหละ ฉันมีสมบัติอย่างนี้อยู่ข้างหน้า แต่ถ้าหากฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก หมายความว่าเขาให้ค่ายารักษาโรค ทุกคนเสียสละเงินมาให้ฉัน การให้เงินให้ทองนี่นะ มันก็เหมือนการเชือดเฉือนปั้นเนื้อในร่างกายมาให้ไม่ได้ผิดกันเลย เพราะเงินทองของใช้ทุกอย่างที่ลูกหลานให้ฉันมานี่ ถ้าว่าลูกหลานจะเอาไว้มันก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีประโยชน์แก่จิตใจ มีเงินอยู่ ความสบายใจเกิดจากเงินก็มี ทีนี้เวลาร่างกายต้องการอะไร เอาเงินไปซื้อของกินของใช้มันมีความสุข

ฉันคิดว่าเงินที่ลูกหลานให้ฉันมานี่เป็นเลือดเนื้อในร่างกายเชือดให้ฉันมา ฉันมานั่งคิดว่ามาปล่อยให้เงินทองของลูกหลานมาบูดเน่าอย่างเดียว ประโยชน์มันจะน้อยเกินไป ส่วนใดที่มันควรจะเน่า คือ มาหล่อเลี้ยงร่างกายฉันๆ ก็กันเอาไว้เล็กน้อยพอสมควร ถ้ามันเหลือ บางทีไม่ทันเหลือนะ ก่อนจะมากันก็ย่องไปซื้อนั่นซื้อนี่ซื้อโน่น สิ่งที่มันเป็นความสะดวกกับสาธารณชนให้มันเป็นประโยชน์กับสาธารณชนเข้าไว้ ที่ฉันทำอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไร ก็ฉันอยากให้ลูกหลานมีบ้านอย่างฉันน่ะสิ เวลานี้นะ เวลานี้ฉันต้องการให้คนทุกคน ให้ลูกหลานของฉันนี่นะ ไปมีบ้านสวยๆ อย่างนั้น และก็ผลของการอุลุ่ยฉุยแฉกของฉันนี่ก็ปรากฏ

ฉันไปดูบ้านอันดับ 3 ที่เรียกว่าไม่ต้องทำมาหากินมีที่อยู่กัน มีที่อยู่ที่ใช้สบายๆ เพียงแค่นึกอะไรก็ได้ นี่มีบ้านตั้งอยู่ประมาณหมื่นหลังเศษแล้ว ไปถามเขาว่าบ้านใคร เขาบอกว่าบ้านลูกบ้านหลานฉัน ถามว่าบ้านลูกบ้านหลานฉันน่ะเขาทำอะไรไว้ เขาจึงมาตั้งบ้านอยู่แถวนี้ได้ เขาว่าเพราะความอีลุ่ยฉุยแฉกของท่านนั้นแหละ เพราะท่านไม่เอาเงินทองของเขาเก็บไว้ในธนาคาร เอาไว้ซื้อไร่ซื้อนาซื้อทองสำหรับหมั้นสาวๆ ที่ไหน แล้วก็ไม่ตั้งตัวเป็นเศรษฐี

มหาเศรษฐีท่านเอาเงินทองของเขาไปอีลุ่ยฉุยแฉก คือ เขาให้กินให้ใช้เป็นส่วนตัว แต่ท่านก็กลับนำเอาไปเป็นส่วนสาธารณประโยชน์ แล้วเวลาบอกเขาเข้า เจ้าของเขาพลอยโมทนาพลอยยินดีด้วย บ้านทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏ ลูกหลานที่รัก พอฉันเห็นฉันรู้เข้าเท่านั้นแหละ ฉันดีใจเกือบตาย ฉันคิดว่าผลท่านทำอย่างลับๆ ที่ไม่เปิดเผยแก่ลูกหลาน แต่ว่าลูกหลานทั้งหลายก็มีความเป็นห่วงฉัน

นี่หมายความว่าเวลาเขาให้ฉันน่ะฉันก็ใช้เงินเกินตัว มันหมดก่อนระดับเงินที่เขาให้ และฉันก็ใช้ไปแล้ว พอเขารู้ว่าหมดไป เขาก็เอามาให้ใหม่ ยังจะมีนนทา อนันตวงษ์ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต นี่สมัยก่อนเธออยู่ใกล้ นนทาก็ยังอยู่ใกล้ บางทีเธอก็ให้มาแล้วมันเกินกว่าที่ฉันจะใช้หมด แต่ถ้าแผล๊บเดียว ฉันก็เอาไปจิ้มค่าทราย ค่าหิน ค่าไม้เขาเสียหมด ทีนี้เขาอยู่ใกล้ เขาเห็นไม่มี เขาต้องลำบากกัน ฉันก็สงสารเขาเหมือนกันนะ เขาเหนื่อยกัน เขาลำบากกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แต่ฉันคิดว่า

ฉันไม่ได้กวนเขาหรอก เขาเมตตาเขาก็ให้ คนอื่นก็เหมือนกัน อย่างฉลวย พิมพา วาสนา นี่แกเคยเตือนว่า หลวงพ่ออย่าอีลุ่ยฉุยแฉกนักซิ ให้กินให้ใช้ก็เอาไว้กินไว้ใช้ นี่เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ยังพงศ์ คุณากร แกก็เคยบ่น ฉันก็เลยทนเขาบ่น ก็เขาบ่นถูกนี่นะ จะไปว่าอะไรเขา แต่ว่าเขาไม่รู้จิตใจว่าฉันกินฉันใช้ไปคนเดียว อานิสงส์เขามีเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นอานิสงส์ฝ่ายปาติปุคคลิกทาน ผลมันน้อยมาก ฉันอยากให้เขาได้กำไร ฉันก็เลยไปลงทุนให้เขา คือ ซื้อบุญหนักให้เขาเป็นส่วนสาธารณประโยชน์

เวลานี้ถ้าทุกคนที่ได้รับฟังโปรดทราบไว้ด้วยว่า ไอ้เงินท่านเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ฉันเอาไปสร้างบ้านให้แล้วนะ ยิ้มไว้ ตั้งใจไว้ บ้านที่หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ ที่แกไปแอบๆ สร้างเอาไว้น่ะ คิดว่าเราตายจากชาตินี้เราจะไปอยู่ที่นั่น จำไว้นะ ทีนี้มาพูดถึงบ้านชั้นสาม เวลานี้ก็ปรากฏกลุ่มหนึ่งมี 8 หลัง อีกกลุ่มหนึ่งปรากฏว่ามี เดี๋ยวๆ ฉันมองดูก่อน อ๋อ หลวงพ่อท่านร้องบอกว่ามี 14 หลัง แล้วอีกกลุ่มหนึ่งมันมีอยู่ 3 หลัง 3 หลังครึ่งกระมัง งั้นใช่ไหมครับ อ้อใช่แล้ว ถามทำไมถึงเป็นครึ่ง

ท่านบอกว่า อีกคนหนึ่งน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ ไอ้เจ้าคนดำๆ อ้วนๆ หัวโกร๋นๆ เหมือนแกน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ มีอยู่ครึ่งหลังแล้ว หมายความว่าบ้านสีดำไปครึ่ง นี่บ้านพิเศษ แล้วต่อไปล่ะครับเขาจะทำอย่างไร เขาจะไปได้ไหม เขาจะชำระได้ไหม อ้อ งั้นหรือครับ นี่พูดกับหลวงพ่อนะ ท่านร้องลงมา เออ อย่าถือฉันเลยนะ ฉันเป็นคนแก่ บางทีมันเผลอไผลพูดคนเดียวก็นึกว่าพูดกับคนอื่น เอาล่ะ เห็นว่าหลวงพ่อท่านว่าเจ้าคนดำๆ อ้วนๆ หัวโกร๋นๆ เหมือนฉัน อายุ 62 ย่าง และต่อไปก็ประมาณ 70 เศษๆ มีหวังแน่นอน ถ้าเขาตั้งใจทำจริงๆ มีหวังไปอยู่บ้านพิเศษ

เอาล่ะ นี่ฉันพูดเรื่องอะไรนะ นี่ฉันจะพูดเรื่องป่วยให้ฟัง แต่ฉันก็มาอีเหละเปะปะอย่างนี้ เอ๊อ อย่าถือคนแก่เลยนะลูกหลานนะ นี่เล่าให้ฟังว่าเอาเงินของลูกหลานไปทางไหนบ้าง ไปอีลุ่ยฉุยแฉกอะไร ความจริงเอาไปกินเข้าใช้เข้าไปก็ไม่ค่อยได้กินได้ใช้เข้าไปเท่าไรนักหรอก จะนึกว่าบางคนจะคิดว่าไม่มีสตางค์ซื้อยา ลูกหลานใจจืดเปล่า เขาไม่ได้ใจจืดใจดำ เขาให้เกินกว่า แต่ฉันเอาไปสร้างส่วนอื่นเสีย ทุกคนฟังแล้วก็โมทนาเสียนะ ทำให้ใจชื่นบานว่าบ้านพิเศษของเรามีแล้วทุกคน ฉันพยายามสร้างให้ นี่ฉันบอกตรงๆ นะ บางคนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่ให้ ฉันเลยไม่บอก เวลานี้ฉันตั้งได้แล้ว ฉันเห็นว่าเป็นของดี ฉันบอกได้แล้ว เอาหวังไว้แล้วกัน เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ เราตั้งใจไว้ เราก็ไปสถานที่นั้นได้

เอาล่ะ ทีนี้มาเล่ากันต่อไปว่า หลังวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ฉันป่วยเพราะพูดมาก พูดไม่ได้หยุด พูดแล้วจารึกลงเป็นตัวหนังสือ มันสะเทือนอก เส้นศูนย์ท้องมันก็ตึง อาการมันเครียดขึ้นมาทุกที ในที่สุดก็ทำไม่ไหว ก็เลยต้องพัก นี่ดำดินมาตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม มาโผล่ขึ้นวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2515 มันจะถึงเดือนรึยัง เอ้า วันนี้วันที่ 17 เมื่อกี๊ฉันพูด 27 หรือ 17 ก็ไม่ทราบ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2515 มันหนาวจริงๆ ความเย็นมันเยือกเย็นเหลือเกิน มาดูเครื่องวัดอากาศ เห็นเข็มบอกว่า 20 เซนติเกรด นี่ขนาด 20 เซนติเกรด นะ ที่ลดลงขนาด 5-6 เซนติเกรด มันจะหนาวขนาดไหน มาว่ากันต่อไป

หลังจากนั้นฉันป่วย อาการไม่ได้ผิดฉันจะตายหนที่ 3 ที่ลูกหลานจะรับทราบในวันหน้า เมื่อฉันเห็นอาการมันเหมือนกัน ฉันก็ตั้งมุมเหมือนกัน การตายครั้งที่ 3 ของฉันไปนิพพานได้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปนิพพงนิพพานอะไรหรอก ฉันอีตอนนั้นฉันคิดว่านิพพานสูญอยู่แล้ว ฉันเที่ยวเทศน์สอนชาวบ้านเขา สอนลูกศิษย์ลูกหานิพพานสูญ ฉันเลยนึกว่ามันสูญ ทีนี้ตอนฉันป่วย ตอนนั้นความทรมานมันเข้ามาบีบคั้น

ฉันคิดอย่างเดียวว่า เวลานี้ฉันจะตาย ฉันไม่คำนึงถึงญาติถึงพี่ถึงน้อง ถึงทรัพย์สินกิจการใดๆ ทั้งหมด ใครจะมาเยี่ยมไข้ฉัน จะต้องถามได้อย่างเดียวว่า อาการโรคเป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าหากว่าใครมาพูดเรื่องอย่างอื่นบอกให้หยุดทันทีว่าฉันไม่เกี่ยว เวลานี้ฉันกำลังจะตาย เรื่องทั้งหลายแหล่อย่ามาพูดกับฉันนะ ฉันไม่ยอมรับฟังเรื่องของใครทั้งนั้น

เรื่องที่จะเป็นเรื่องของฉันก็ตาม เรื่องของชาวบ้านชาวเมืองก็ตาม มาพูดกับฉันไม่ได้ ฉันไม่ต้องการ ให้พูดได้อย่างเดียว คือ ถามว่าฉันป่วยนี่มันดีขึ้นหรือเลวลง ถามได้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตอนนั้นฉันคิดว่าฉันตาย คนตายไม่มีใครแบกอะไรไปได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่มีใครแยกเอาไปได้ ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้แล้ว ฉันจะมัวเอาจิตไปแบกมันทำไม ฉันปล่อยอารมณ์เฉยๆ พอวันที่ 3

ฉันก็รู้สึกว่าฉันไปถึงพระนิพพาน แล้วก็ไปโต้กับพระท่าน ทั้งที่ไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นพระนิพพาน ตอนนี้ฉันจะเก็บไว้นะ ฉันจะเก็บไว้ตอนท้าย ตอนตายครั้งที่ 3 คราวนี้ก็เหมือนกัน อาการเหมือนคราวโน้น ฉันก็คิดว่าควรจะคิดเหมือนกัน ฉันก็ปลงทุกอย่าง วิธีปลงของฉันไม่ยากหรอก ฉันไม่ได้ทำเหมือนชาวบ้านเขานี่ ฉันก็คิดอย่างเดียวว่าฉันไม่มีอะไร ทรัพย์สินของฉันก็ไม่มี เพื่อนฝูงก็ไม่มี ร่างกายของฉันมันก็ไม่มี นี่มันของกิเลสตัณหา จะพังก็เชิญ ฉันไม่เอาอะไรหมด ฉันทำใจสบาย บอกเชิญ เชิญ พ่อคุณ อยากจะพัง อยากจะสลายก็เชิญสิพ่อคุณ เอาเถอะ พังไปเถอะ ฉันจะได้ไปอยู่บ้านฉัน ใจฉันก็เลยสบาย โปร่งแจ่มใส

พอถึงเวลาเจริญพระกรรมฐานของลูกศิษย์ลูกหา เวลา 2 ทุ่มตรง ฉันลงไปบวงสรวง แหม ตอนบวงสรวงนี่ลูกหลานเอ๋ย มันจะขาดใจตาย ว่ายังไม่ทันครึ่งมันเหนื่อยจริงๆ กำลังมันไม่มี แต่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันเขาไม่รู้หรอก ฉันทำท่าเป็นคนเก่งไปอย่างนั้น แต่ว่าฉันก็ทน พอนำบวงสรวงเสร็จ สมาทานเสร็จ ฉันก็นั่งของฉันบ้าง ฉันไม่ห่วงใครตอนนั้น ฉันเป็นห่วงตัวของฉัน ฉันชำระจิตใจของฉันพอเป็นแก้วประกายพฤกษ์ แล้วก็มาชำระกายทำใจเป็นแก้วใสสะอาดบ้างพอสมควรแล้วก็เคลื่อนตัวออก เมื่อเคลื่อนตัวออกแล้วก็ไปพบพระท่านมายืนอยู่เป็นแถว ไปกราบท่านๆ ก็เลยบอกว่าคุณออกไปจากที่นี่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานเมื่อเด็ก

มาฟังกันตอนที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นพระทรงอภิญญา สามารถจะรู้อะไรก็รู้ดี จะทำอะไรทำได้ นี่เรามาฟังกันตอนปลายเหตุนะ ฉันก็เป็นอย่างนั้น เวลาฉันอ่านหนังสือก็เหมือนกันอ่านตอนจบก่อนว่ามันจบตอนไหนแล้วถึงมาอ่านตอนต้น เวลาฉันเล่าเรื่องหลวงพ่อปาน ฉันก็มาเล่าเรื่องตอนปลายเสียก่อน ตอนที่ท่านธุดงค์นั้นมันตอนปลายเหตุใกล้จะตาย แต่ตอนปลายยังไม่ได้เล่าให้ฟัง ก็บุญตัวด้วย ตายยังไม่เล่านะ ไปเล่าเอาตอนหลัง ทีนี้มาเล่ากันตอนต้นใหม่เถอะ วันหนึ่งฉันจำได้ว่าเป็นวันโกนของอะไรนะ มันเป็นวันแรม 15 ค่ำ วันสารท เอ๊ะ 14 ค่ำ เดือน 10 วันโกนนี่ หลวงพ่อปานถือว่าเป็น วันประชุม

คือว่าท่านมีหมายกำหนดของท่านไว้ ประกาศพระในคราวเดียวว่า ให้ถือวันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุมใหญ่ พระอะไรจะขาดไม่ได้ ถ้าป่วยก็ต้องแจ้งมา ไม่ว่าพระเล็กพระใหญ่พระกี่พรรษาก็ตาม ถ้าป่วยต้องมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมา ผมขอลาการประชุม แล้วก็สั่งกันคราวเดียว วันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุม แต่พวกเราไม่ขาดเพราะขาดไม่ได้ ถ้าหากว่าขาดก็ไม่ได้ฟังของดีของถูกใจ เวลาท่านประชุมก็เริ่มกัน 2 ทุ่ม ไปเลิกกัน 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม บางทีมีเรื่องคุยกันมากก็ 6 ทุ่ม แต่ว่าถ้าหากว่าท่านพูดเรื่องสำคัญหมดท่านก็อนุญาตว่า ต่อแต่นี้ไปใครจะคุยกับฉันก็คุย ใครไม่อยากคุยอยากจะนอนมีธุระที่ไหนก็ไป ถ้าอยากจะคุยกับฉันก็อยู่คุยกับฉัน

นี่เป็นกรณีพิเศษ พอท่านสั่งงาน เสร็จประชุมแล้ว ท่านก็แนะนำสั่งสอน พร่ำสอนเสร็จ แต่คำสอนของท่านก็ไม่ผิดละ เรื่องศีลธรรมและวินัยไม่ผิด รู้สึกว่ามีอาการเครียดอยู่มาก การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และในสำนักของท่าน พระที่ไม่เอาถ่านก็เยอะ อย่าเข้าใจว่าดีทุกองค์นะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ แม้แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน วินัยปรากฏว่ามีตั้งหลายร้อยข้อก็เพราะความชั่วที่พระทำขึ้น ถ้ายังไม่มีใครทำความชั่วเพียงใด พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ประกาศพระวินัย ไม่ประกาศเป็นกฎบังคับ แต่กฎบังคับแต่ละข้อๆ ที่มันปรากฎตั้ง 200 กว่าข้อ

นี่แสดงว่าหลวงพี่สมัยนั้นแกก็ทำความเลวตั้ง 200 กว่าข้อเหมือนกัน นี่แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้ายังเป็นอย่างนั้น แล้วสมัยของหลวงพ่อปานอย่าไปคิดนะว่าพระจะดีทุกองค์ พระประเภทที่ต่ำกว่าดีก็มาก แต่ว่าท่านแบ่งประเภทของพระไว้ ท่านแบ่งไว้ว่าพระองค์ไหนขี้เกียจเจริญพระกรรมฐาน พระพวกนี้อยู่กองโยธาธิการทำงานก่อสร้าง องค์ไหนขยันเรียนหนังสือ ขยันเจริญกรรมฐาน พระประเภทนี้ไม่เรียกทำงาน ใครจะสมัครไปทำก็ได้ ถ้ามีงานเกี่ยวกับหนังสือท่านก็เรียกใช้ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน

ถ้าพระอะไรก็ตาม เป็นพระประเภทไม่เอาถ่าน อยู่ไม่ได้นาน ขี้เกียจ นอนกินอืด แล้วก็เป็นนักเบ่งแต่งตัวสวยๆ อย่างนี้ไม่มีหวัง อยู่สำนักนั้นไม่ได้นาน ถูกขับ ไม่ใช่ว่าท่านจะมายิ้มกับคนดีคนชั่วทุกอย่างนั้น เป็นอันว่าทราบกันแล้วนะ ว่าพระของท่านไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ที่เลวก็มี ที่ท่านด่าพระของท่าน ทีนี้พระของหลวงพ่อปานเป็นพระประเภทนั้น ท่านด่าของท่านด่าดี เวลาท่านจะรู้พระดีพระชั่ว ท่านย่องไปฟังตามหลังกุฏิ ใต้ถุนกุฏิ

บางทีท่านก็นั่งที่หลังกุฏิของท่านก็มีเทวดาบ้าง มีพระบ้างบอกท่าน คำว่าพระ ไม่ใช่พระคน พระผี ใครทำอะไรไม่ดีตรงไหนถูกฟ้อง มีนางตะเคียนอยู่ 2 ต้น คอยฟ้องท่านเสมอ อันนี้ฉันก็เคยถูกนางตะเคียนฟ้องเหมือนกัน ถ้าทำไม่ดีไม่ได้ คนนี้แกเคร่งมาก ถ้าใครไม่ดีไม่ช้าถูกขับ วิธีด่าพระ ท่านใช้ความเป็นคนแก่ของท่านเป็นเครื่องมือด่าพระ หมายความว่าท่านไปที่วัดนู้น วัดทางเหนือก็ตาม วัดทางใต้ก็ตาม ท่านไปเห็นพระร้องเพลง พระทำไม่ดี แต่ว่าตาของท่านไม่ดี ท่านอ่านไม่ออกว่าวัดอะไร นี่เรียกว่าท่านเอาความแก่ของท่านมาสู้ เอาความแก่เข้ามาชนเอา แล้วท่านก็ใช้วิธีด่า จะเล่าให้ฟังวิธีด่าพระ ปราบพระเลว

วันหนึ่ง ท่านไปพบพระของท่านไปนอนร้องเพลงกันที่ศาลาปรก ศาลาปรกน่ะรู้จักไหม รู้จักศัพท์ภาษาเก่าภาษาวัดไหม คือศาลาที่เขาเอาไว้ผีน่ะ เขาปลูกไว้ในป่าช้า สมัยก่อนยังไม่มีกุดัง ใครมีใครตายก็เอามาไว้ป่าช้าที่ศาลา วางๆ ไว้กับศาลา ใครเดินมาก็เห็นหีบศพเป็นแถว เขาเรียกศาลาปรก มันแปลว่าอะไรไม่รู้ แล้วก็ที่ศาลานี้ไม่มีศพเอาไว้ พระ 2 องค์ไปนอนร้องเพลงกันอยู่ที่นั่น บังเอิญท่านเดินเข้าไปในป่าช้าไปเห็นเข้าได้ยินเข้า เมื่อท่านได้ยินเข้าแล้วท่านก็จำหน้าพระไว้

พอเวลาวันโกน ท่านเข้าประชุม เวลาท่านประชุมท่านก็ชม คำว่า สัมโมทนียกถา นี่หมายความว่า ท่านพูดจาไพเราะสรรเสริญความดีของบรรดาพระที่สร้างความดี พระองค์ไหนทำความดีท่านสรรเสริญๆ เสียจนเรียกว่าพอใจ แล้วก็กล่าวถึงอานิสงส์ความดีต่างๆ อย่างนี้ งานก่อสร้างก็ดี สมถวิปัสสนาก็ตาม หรือว่าสร้างความดีอะไรก็ตาม มีอานิสงส์อย่างไรท่านพูดให้ฟังหมด พูดให้ฟังแล้วท่านบอกว่าเวลาพวกเธอสร้างความดี ฉันติดตามความดีของเธอ เวลาฉันนั่งพระกรรมฐานฉันก็ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปบนพรหมโลกบ้าง หรือว่าไปนิพพานบ้าง และไปดูว่าคุณความดีของใครจะปรากฎ แล้วท่านก็ชี้แจงว่าผลความดีของคนนี้ปรากฎอยู่ที่นั่น ผลความดีของคนนั้นปรากฎอยู่ที่โน่น เรียกว่าท่านไปพบดีมาแล้ว ท่านมาเล่าให้ฟัง ทำให้พระที่ทำความดีปลื้มใจอยากสร้างความดีต่อไป เรียกว่าไม่ยับยั้งในการสร้างความดี คือพยายามดิ้นรนหาความดีอยู่เสมอ

ทีนี้สำหรับพระที่สร้างความชั่ว ท่านก็บอกว่าวัดของท่านไม่มีพระชั่ว ไม่มีหรอก ฉันดีใจเหลือเกินที่ลูกของฉันเป็นลูกดีทุกคน ลูกของฉันไม่มีเลว ฉันไม่มีพระเลวในสำนักของฉัน แต่ถ้าบังเอิญในสำนักของฉันมีคนเลว มีพระเลว มีลูกเลว ฉันจะเสียใจมาก พระเลวๆ มี ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านก็พูดให้ฟัง ยกตัวอย่างพระเลวว่า

เมื่อ 2-3 วันนี่นะ ฉันนั่งเรือไป ท่านมีเรือนั่งสำหรับคนแจว ท่านไม่ชอบนั่งเรือรถยนต์ บอกว่ามันกระเทือนแล้วก็เสียงดัง ท่านบอกว่าให้คนแจวไปทางใต้ ไปได้ยินเสียงคนร้องเพลง คนร้องเพลงนี่เขาร้องเพลงไทยเป็น 2 เสียง หมายความว่าคน 2 คน ก็ถามคนแจวเรือเขาว่านั่นใครร้องเพลง คนแจวเรือก็บอกว่าพระขอรับ ถามว่าร้องที่ไหน คนแจวเรือก็บอกว่าร้องที่ศาลาปรก ก็เลยถามวัด ท่านว่าอย่างนั้น คำว่าศาลาปรกมันก็บอกยี่ห้อว่าเป็นวัด แต่ฉันก็มองดูป้ายวัด ตาฉันมันไม่ดี อ่านป้ายวัดไม่ออกไม่ทราบว่าเป็นวัดอะไร นี่วิธีด่าพระของท่าน แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า ลูกของฉันไม่มีใครเลวอย่างนั้น ฉันได้ยินเสียงร้องเพลงเขาบอกว่าเป็นเสียงพระ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ยินเสียงหมาหอนจะชอบใจมากกว่าเสียงพระร้องเพลง เสียงพระร้องเพลงนี่มันไพเราะสู้เสียงหมาหอนไม่ได้ เพราะว่าพระองค์นั้นมีความเลวๆ ยิ่งกว่าหมา

หมาไม่มีสภาพหลอกลวงใคร คือว่าหมามันเป็นหมา มันก็ประกาศความเป็นหมาของมันตลอดกาลตลอดสมัย มันไม่ให้ใครมายกมือไหว้มัน แต่พระที่ไปร้องเพลงนี่มีสภาพเลวกว่าหมามาก เพราะว่าพระไปร้องเพลง การร้องเพลงนี่เป็นภาวะของฆราวาสเขา พระถ้าทำตนอย่างฆราวาสเรียกว่าเลวกว่าฆราวาสเขา เพราะพระเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่เขาจะต้องไหว้เขาจะต้องบูชา เวลาเขาให้ของขอทานๆ ไหว้เขา แต่นี่เวลาเขาให้ของพระ คนให้ไหว้พระ พระเป็นบุคคลที่ชาวบ้านควรบูชา ทำตนแบบนั้นเป็นคนเลวมาก ฉันได้ยินพระร้องเพลงฉันสลดใจมาก รู้สึกดีใจว่าพระของฉันไม่มีอย่างนั้น ถ้าหากว่าพระของฉันมีอย่างนั้น ฉันคิดว่าชาวบ้านเขาให้ข้าวมานี่ฉันไม่ให้กิน ฉันให้หมากินดีกว่า เพราะพระแบบนี้เลวกว่าหมามาก นี่อย่างนี้เวลาตายตกอบายภูมิเป็นสัตว์นรก พระหลอกลวงชาวบ้าน ตัวมีความเลวยิ่งกว่าหมาแล้วทำตนเป็นพระให้ชาวบ้านเขาไหว้ นี่มันเลวยิ่งกว่าหมามาก นี่ดีนะที่ไม่ได้อยู่ในสำนักของฉัน ในบ้านของฉันไม่มี ในวัดของฉันไม่มี ถ้าในวัดของฉันมีฉันจะเสียใจไม่น้อย ฉันจะสลดใจมาก

นี่ท่านว่าต่อไปว่า พระประเภทนี้เวลาตายมันตกอเวจีนรกทั้งหลายหมดไม่เหลือหรอก เพราะมันหลอกลวงชาวบ้านเขา เวลาจะกินข้าวก็ให้เขาประเคนและเขาไหว้ เวลาเป็นพระเข้าร่วมสังฆกรรมๆ นั้นเสียหมด เวลาเขาจะบวช พระจะบวชเจ้าจะลงอุโบสถทำปาติโมกข์สังฆกรรมนั้น ไม่มีเหลือเลยเสียหมด เมื่อสังฆกรรมเสียแล้วตัวจะไปอยู่ไหนก็ไปอบายภูมิ คนประเภทนี้บวชแล้วลงนรก นี่ฉันดีใจนะที่ฉันไม่มีพระเลวอย่างนั้น มีลูกเลวอย่างนั้นฉันเสียใจมาก

เอาล่ะ พวกเธอทั้งหลาย มีความดีจงรักษาความดีของเธอเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ความดีของเธอแม้แต่นิดหน่อย การสงเคราะห์สัตว์ วัดไหนหมาผอมอย่าไปอยู่นะ วัดไหนตีฆ้องกลองระฆังถ้าสุนัขไม่หอนอย่าไปอยู่ แสดงว่าขาดความเมตตา หมาก็ดีแมวก็ดีมันมาอยู่ในวัดให้ทานมันนะ เพราะเอามันเป็นเกราะป้องกันภัย หมายความว่าเป็นด่านป้องกันนรกเป็นด่านแรก เอาล่ะ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เอาไว้วันหน้าฟังกันใหม่ สำหรับวันนี้ก็ยุติกันเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลแก่ลูกหลานทุกคน

ลูกหลานทุกคน วันนี้ฉันมีโอกาสมาพบกับลูกหลานทุกคนตามเคย วันนี้ตรงกับวันที่ 18 มกราคม 2515 หากคนทั้งหลายที่เคยฟังฉันเทศน์ในสมัยก่อน สมัยหนุ่มๆ ฟังลีลาการเทศน์ก็ดี ฟังลีลาการพูดก็ดี ถ้าเห็นว่ามันแปลกไปล่ะก็ โปรดทราบด้วยว่า เวลานี้สุ้มเสียงมันไม่ดีเหมือนก่อน และลีลาการพูดก็เหมือนกัน เพราะว่าลีลาสมัยนั้นดี การพูดคนชอบฟัง ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าสมัยนั้นกิเลสมันท่วมหัวฉัน ฉันชอบประจบชาวบ้านชาวเมือง อะไรก็ตามเอาแต่เรื่องโลก เขาว่าดีๆ เอามาใช้ ใช้ตามแบบฉบับของโลก ก็เพื่อจะให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาชมว่าฉันเป็นคนดี เวลานี้ฉันเห็นแล้วว่าความดีประเภทนี้เป็นเชื้อสายของนรก การประจบประแจงชาวบ้าน ยกย่องสรรเสริญชาวบ้านเป็นเหตุให้ผิดธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำอย่างนี้เป็นเหยื่อของนรก เพราะอะไร เพราะลุงพุฒิแกนั่งยิ้มฟันขาว มองหน้าแกแล้วแกนั่งยิ้มฟันขาว ถามแกบอกว่าแกจดไว้บ้างหรือเปล่า แกตอบว่าตอนนั้นจด อยากทำไม่ดีก็ต้องจด ตอนนี้จดไม่เลือกหน้าเหมือนกัน เรียกว่าไม่กินสินบาทคาดสินบนใครไม่ไหว ตาพุฒินี่ไม่ยอมเป็นพวกกันจริงๆ เอ้า แกหันมาต่อว่า แกบอกว่างานก็งานสิ พวกก็พวกสิ ไอ้เรื่องความดีความชั่วมันต้องอยู่ในกฎของกรรม มันเรื่องของงาน แต่เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว แกว่าอย่างนั้น

เอ วันนี้ฉันเพ้อไปกระมังนี่ น่ากลัวฉันจะเพ้อไปเสียกระมัง นี่ฉันมาเล่าเรื่องอะไรให้ลูกหลานฟัง กลับไปคุยให้ลุงพุฒิลุงเพิดที่ไหนนี่ มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะลูกหลานนะ ถ้าอยากรู้ว่าลุงพุฒิแกมีหรือไม่มี ลูกหลานที่รักทำอย่างนี้ซินะ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ พยายามบำเพ็ญทานบารมีให้ครบถ้วน แล้วก็รักษาสมาธิจิต ระงับนิวรณ์ 5 เสีย ทรงพรหมวิหาร 4 และพิจารณาตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง เห็นว่าร่างกายมันไม่เป็นแก่นสารไม่เป็นสาระ กระทั่งตัดอุปาทานได้เป็นบางส่วน เท่านี้แหละ

ลูกหลานทั้งหลายจะเห็นว่าลุงพุฒิแกมีจริงหรือไม่จริง ถ้าได้ทิพยจักษุญาณละจะได้เห็นตัวแกแล้วจะได้คุยกับแก เรื่องที่ฉันพูดให้ฟังนี้จะจริงหรือไม่จริงไปสอบสวนกันตอนนั้นนะ ที่บอกให้ทำอย่างนี้ไม่ใช่เกินวิสัยของคนที่จะทำได้ คนในโลกเกิดมามีสิทธิจะทำได้เหมือนกันทุกคน เออ เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงคนให้สตางค์ฉัน แต่ความจริงคนให้สตางค์ฉันมีด้วยกันหลายคนนะ มีมากแต่ฉันจำชื่อไม่ค่อยจะได้หรอก บางทีคนนั้นก็ฝากคนนั้นไว้ คนนี้ก็ฝากคนนี้ไว้ วานนี้ไม่ได้พูดชื่อคนประจำที่ให้ประจำที่บ้านท่านเจ้ากรมเสริมอีก 3 คน คนนี้เป็นหญิง ถ้ารวมผู้ชายด้วยเป็น 6 คน คือว่า คุณนิดกับคุณปวิณนะ คุณกะละมัง คุณนิดกับคุณปวิณ กะละมังนี้ก็ให้เป็นประจำเหมือนกัน และคุณอัญชัญกับคุณอันเชิญ กับสามีคุณบัณเย็นและนาวาอากาศโทอะไรนี่ หมอน่ะ จำชื่อไม่ได้แล้ว นึกไม่ออกแล้ว นึกกันเองนะ นี่เขาให้สตางค์กินกัน

เมื่อวานนี้ฉันพูดเรื่องนี้แล้ว ตอนกลางคืนฉันก็นอนสบายใจ ฉันสบายใจอะไรรู้ไหม เรื่องที่ฉันทำอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ใช้เงินของเขาผิดประเภท ฉันมีความหวังอย่างคนแก่ธรรมดา เพราะว่าตามธรรมดาคนแก่เป็นนักสะสม ไอ้โน่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู แม้แต่เศษกระดาษก็เก็บ เพราะว่าคนแก่เห็นความหมาย เห็นความหวังว่ามันเป็นประโยชน์ อย่างน้อยที่สุดเศษกระดาษเราใช้เช็ดปากเช็ดมือหรือเป็นอะไรก็ได้ นี่เป็นเรื่องของคนแก่ คนแก่น่ะยุ่งอย่างนี้ แต่แก่อย่างฉันไม่ใช่ยุ่งอย่างนั้น เก็บเหมือนกันสตางค์ที่ลูกหลานให้มาเพื่อกินเพื่อใช้ซื้อข้าวซื้ออาหารซื้อยารักษาโรค

ฉันคิดว่าฉันใกล้จะตาย กินมากนักจะเสียเปล่า แต่กินพอมีพอควร บางทีเหลือ แต่ไม่ใช่เหลือไว้กิน ทั้งนี้เพราะเป็นตามธรรมดาของคนแก่ที่ห่วงลูกห่วงหลาน คนแก่ทุกคนมีความหวังมาก นี่ห่วงว่าลูกหลานของฉันจะเป็นคนจน ไอ้ชาตินี้เขาจะจนหรือรวยไม่สำคัญ เพราะชีวิตนี้เราได้รับผลกันแล้ว วันข้างหน้าซิ คนแก่ที่สะสมทรัพย์สมบัติก็สะสมไว้ให้ลูกหลานในวันหน้า เวลาตายไปแล้วทรัพย์สินส่วนนี้ที่ดินแปลงนี้ หรือว่าบ้านหลังนี้ หรือว่าเงินจำนวนนี้ จะมีไว้กับหลานคนนั้น คนนี้ นี่เป็นภาวะของคนแก่ แต่ว่าคนแก่อย่างฉันไม่เป็นอย่างนั้น อยากจะให้ลูกหลานของฉันร่ำรวยในอริยทรัพย์

ชาตินี้มีแค่นี้แล้วชาติหน้าอยากให้รวยกว่านี้ อยากให้มีความสุขกว่านี้ ให้มีทรัพย์สินมากๆ ให้มีบ้านสวยๆ มีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุข มีหูมีตาดี มีจมูกดี ทีนี้ฉันก็ทำหมด เอาเงินของลูกหลานไปสะสมสร้างของพวกนี้เข้าไว้ให้ลูกให้หลานของฉัน ส่วนใดที่เป็นทานบารมี อาหารส่วนการบริโภคฉันก็จัดสงเคราะห์แก่คนและสัตว์ตามสมควร

นอกจากนั้นก็เอาไปสร้างบ้านสร้างเรือนเข้าไว้ สร้างเครื่องหูทิพย์ สร้างเครื่องตาทิพย์เข้าไว้ บางทีลูกหลานทั้งหลายเห็นฉันเข้าจะว่าหลวงตาแก่นี่ไม่เจียมตัว หากินเองก็ไม่ได้ต้องอาศัยลูกหลานกิน ยังสร้างโน่นสร้างนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่ ไม่รู้จักเจียมตัวสักที แต่ลูกหลานเอ๋ย ฉันน่ะเป็นคนรวยแล้วนะ เวลานี้ฉันรวยบริบูรณ์สมบูรณ์ครบทุกอย่างแล้วเฉพาะตัวฉัน แต่ว่าลูกหลานเท่านั้นแหละยังไม่ครบ ไอ้ที่ฉันสะสมไว้นี่เพื่อให้ลูกหลานเป็นคนรวยบ้าง ความรวยของคนเรามีอยู่ 3 ขั้น ที่ฉันต้องการคือ

1. ตายไปแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ มีทุกอย่างเป็นทิพย์ ที่อยู่ก็เป็นทิพย์ร่างกายก็เป็นทิพย์ หูตาเป็นทิพย์ อวัยวะทุกส่วนเป็นทิพย์ ถ้าหมดจากสวรรค์ลงมาเกิดในมนุษย์โลกก็จะมีทรัพย์สินสมบูรณ์ หูตาดี นี่ความต้องการของฉัน การสร้างวิหารทานจะได้มีที่อยู่ดี การให้ทานแก่สัตว์และบุคคล ลูกหลานก็ได้เป็นคนมีทรัพย์สินบริบูรณ์ ทีนี้การสร้างเครื่องให้ได้รับความสะดวกจากเสียงจากแสง ไฟฟ้าหรือว่าเครื่องติดต่อไฟฟ้าเป็นเรื่องของหูตาดี และเครื่องติดต่อเข้าใจง่ายเป็นเรื่องของหูดี นี่ฉันทำไว้หมดเพื่อลูกเพื่อหลาน ถ้าเห็นเข้าก็โมทนากัน รู้เข้าก็โมทนากัน จะได้บุญเพราะอำนาจปัตตานุโมทนามัย คือแสดงความยินดีร่วม การแสดงความยินดีร่วมเป็นบุญเป็นกุศล เป็นกำไรที่ได้อย่างชนิดไม่ต้องลงทุน แต่ความจริงลูกหลานก็ลงทุนมาแล้ว ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้ให้หลวงตาเฒ่าไปซื้อยารักษาโรค หรือว่าซื้ออาหารเป็นเครื่องบริโภค แต่หลวงตาเฒ่าเจ้าเรื่องแกก็ไปสร้างอะไรต่ออะไรเสีย ก็เอาไว้บ้าง ไม่ใช่เอาไปหมดหรอก เรื่องยานี่มันต้องกิน มันเชื่อเขาได้นี่ บางทีหมดแล้วก็ไปเอาเขามาก่อน ก็รู้อยู่นี่ว่าลูกหลานใจดี พบหน้ากันเมื่อไรก็ให้กันเมื่อนั้น ก็เลยมาตั้งท่าเป็นหนี้เอาไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความจำเป็นน้อย ข้าวปลาอาหารฉันเป็นคนกินไม่ยาก ถ้าโรคกระเพาะฉันไม่รบกวน ไม่ว่าอะไรฉันกินได้ทุกอย่าง กินได้อย่างคนธรรมดา โรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน ฉันถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ มันไม่แปลกสำหรับฉัน จึงมีความวิตกน้อย เรื่องวิตกมีอยู่อย่างเดียว คือ กลัวลูกหลานจะเป็นคนจน

2. ทีนี้ความรวยอันดับ 2 ขั้นพรหมโลก นี่เขามีความรวยมีความเป็นสุขมาก ฉันก็หาทางไว้แล้ว

3. รวยอันดับที่ 3 รวยเต็มที่ ที่อย่างฉันคุยว่าฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่แล้ว เวลานี้ฉันเป็นมหาเศรษฐี รวยอันดับนี้ก็คือรวยพระนิพพาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ หมายความว่าไม่ต้องคิด ไม่ต้องเนรมิต ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนั้นควรมี ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนี้ควรมี ถ้าถึงความจำเป็นแล้วมันมีของมันเอง นี่เป็นมหาสมบัติใหญ่ เป็นภาวะแห่งมหาเศรษฐี นี่ฉันเอาเงินของลูกหลานทุกคนไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ฉันมีความประสงค์อย่างนี้นะ ฉะนั้น เวลาฉันตายฉันจะเหลือหนี้ไว้ ไม่ใช่เหลือเงิน เวลานี้ฉันเป็นคนรวยแล้ว ฉันมีเงินอยู่เท่าไร มีอยู่ 86 บาท ฉันฝากธนาคารไว้ 3 ปี นี่ใครว่าฉันจน มีเงินตั้งชั่งกว่า ฉันฝากธนาคาร ออมสิน ฝากประเภทประจำเสียด้วย ความจริงเงินจำนวนนี้ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต และก็นนทา อนันตวงษ์ พร้อมด้วยฉลวย วาสนา พิมพา และคณะของเขา เขาจัดทำบุญวันเกิดของฉันปีแรกได้ไว้ 8,000 บาท แล้ว

ฉันก็ไปดึงเอาของเขามาสร้างเสียหมด เขาหาไว้ให้เพื่อจะได้ใช้ค่าอาหารและยารักษาโรค แต่พอเขาเผลอฉันก็ไปเบิกมา เบิกมามันก็ไม่หมด เอาไว้ 86 บาท เมื่อวานซืนนี้เจ้าหน้าที่เขาบอกว่ามีดอกเบี้ยแล้ว มีดอกเบี้ยงอกขึ้นมาหน่อย นี่ฉันไม่ใช่คนจนนะ คนขนาดมีเงินฝากธนาคารตั้งชั่งกว่านี้และก็มีดอกเบี้ยด้วย มีดอกมีผลได้ จนที่ไหน ไม่จน และก็พอดีคุณอะไร คุณติ๋ว คุณวัฒนีน่ะ

ความจริงเมื่อคราวที่แล้วกลับไปกรุงเทพฯ ได้สตางค์มาเยอะ คิดไม่ถึง เวลาไปไม่ได้คิดจะไปทวงใครไปขอใครหรอกนะ คิดว่าถ้าเขาเมตตาเขาก็ให้ เขาไม่เมตตาก็แล้วไป ไม่รบกวนใคร ให้มาแล้วมานับสตางค์ดูแล้วได้มาตั้ง 8,000 กว่า ของคุณวัฒนี นวพันธุ์ คุณติ๋ว แกให้มาเป็นประจำเดือนๆ ละ 500 บาท และแกใส่ซองเขียนมาด้วยว่า เดือนนั้นเดือนนี้เดือนนี้เดือนนั้น 12 เดือน ก็เป็น 6,000 บาท แล้วของคณะบ้านเจ้ากรมหมายความเอาเป็น คณะนี้ใครบ้างต่อใครบ้างก็ไม่ทราบ คณะของฉลวยนั่นอีกคณะหนึ่งรวมมาอีกเป็น 2,000 กว่าๆ นิดหนึ่ง รวมเงินทั้งหมดแล้วก็ได้ 8,000 กว่าๆ ฉันมาเปิดซองดูแล้ว แหม ฉันนี้รวยมหาศาล รวยมาก รวยอย่างคาดไม่ถึง ในชีวิตของฉันไม่เคยมีเงินขนาดนี้ ฉันเทศน์ได้เงินเป็นปี๊บ แต่ว่าฉันก็เป็นหนี้เขาเลยปี๊บ หนี้

ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ พอฉันเห็นรวยเงิน คุณติ๋วแกเขียนไว้อย่างนั้น ฉันกลัวแกจะดุเอา ฉันก็เลยเอาของแกไปฝากคลังออมสินไว้ คิดว่าถึงเดือนฉันจะเบิกมาใช้ 500 บาท นี่เป็นทุนเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้แน่กันละ มีใช้แน่กันล่ะ มันจะพอไม่พอไม่สำคัญ ค่ายานี่สำคัญ แต่ว่าส่วนหนึ่งนอกจากนั้นฉันเอาไปทำไม เวลานี้ฉันกำลังจะสร้างกุฏิตึกนี่ สร้างส้วม สร้างศาลาดิน ฉันก็ไม่มีสตางค์ค่าแรงงาน ฉันก็มาตุนไม้เป็นค่าแรง แล้วเอาเงินของคุณติ๋ว 500 บาท ชักเอาไว้สำหรับเดือนมกราคม ว่าถ้ากินไม่หมดใช้ไม่หมดก็จะไปผสมค่าแรงงาน นี่หลวงตาแก่เลอะเทอะแกทำอย่างนี้นะ นี่เป็นความดีของลูกหลาน เป็นอันว่าเวลานี้ ฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ฉันมีเงินฝากธนาคารไว้เท่าไร 5,500 กับ 86 บาท นี่เป็นเงินต้น ไอ้ดอกเบี้ยของ 86 บาท เท่าไรไม่รู้

นี่ฉันรวยนะ ไม่ใช่ฉันจน คนรวยอย่างฉันหาไม่ได้หรอก ไปถามคนอื่นเถอะ ไม่มีใครเขารวยหรอก มีแต่เขาจนกันทั้งนั้น เขามีเงินตั้งแสนสองแสน ตั้งล้านสองล้าน เขาจนนะ เขาไม่มีหรอก ฉันมีเงินคงคลังอยู่ 86 บาท นี่เบ่งมา 3 ปีแล้ว ใครเขามาคุยกับฉันๆ ก็เต๊ะท่าบอกว่า เอ๊ะ ใครมาว่าฉันจน ฉันมี 86 บาทในธนาคาร แต่เงินจำนวนนี้ที่มันคงสภาพอยู่ได้เพราะอะไร ไม่กล้าไปเบิก อายเจ้าหน้าที่ธนาคารเขา ขายขี้หน้าเขา เขาจะว่าแหมแค่เงินชั่งกว่าๆ นี่ยังจะมาเบิกอีก ที่มันทรงอยู่ได้ก็เพราะอายเขาหรอกนะ ถ้าไม่อายเขาก็หมดไปแล้ว อ้าว นี่มาเลอะเทอะไปแล้วสิ มาว่ากันต่อไปว่า

เมื่อคืนฉันสบายใจเพราะอะไร พอฉันพูดแล้วตอนเช้าพูดแล้ว ฉันสบายใจว่าที่ฉันได้ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ลูกหลานฟัง แล้วฉันก็ย่องๆ ขึ้นไปดูว่าบ้านที่ฉันสร้างให้ลูกให้หลานนี้ด้วยเงินค่ายาค่าอาหารก็ดี เงินที่ลูกหลานบำเพ็ญกุศลมาเป็นกรณีพิเศษก็ดี มันอยู่ที่ไหนบ้าง มีเวลาว่างฉันก็ย่องขึ้นไปดู เห็นมันมีอยู่แพรวพราวไปหมดเยอะแยะ ถามเจ้าหน้าที่ประจำถิ่นเขาอย่างสวรรค์ชั้นกามาวจร ฉันก็ถามพระอินทร์ อย่างชั้นพรหมฉันถามท่านท้าวมหาพรหม เลยขึ้นไปนิดก็ถามท่านใหญ่ นี่ฉันไม่บอกชื่อล่ะ รู้เอาเองนะ ท่านก็ชี้แจงให้ทราบอันนี้เป็นของคนนี้ อันนั้นเป็นของคนนั้น คนนี้มีบารมีขนาดนี้ คนนั้นมีบารมีขนาดนั้น แล้วก็ถามถึงกาลข้างหน้าว่า

พวกนี้จะได้ขึ้นมาครองไหม ท่านก็บอกว่ามีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาจะมีอารมณ์อีลุ่ยฉุยแฉกอยู่บ้าง (ศัพท์นี้มันเป็นศัพท์ภาษาคนแก่นะ ภาษาหนังสือภาษาตำราเขาว่าอย่างไรไม่ทราบ อีลุ่ยฉุยแฉกหมายความมันไม่ค่อยจะตรงทาง) บอกว่าถึงแม้เขาจะมีอารมณ์อย่างนั้นอยู่บ้างก็ตามที แต่ทว่าเวลามรณภาพลงไป สิ่งที่เป็นความดีจะปรากฏ ถ้าเขานึกถึงสิ่งที่เป็นความดีปรากฎนิดหนึ่งเท่านั้น ทรัพย์สมบัติที่เป็นความดีทั้งหลายที่ท่านสะสมไว้ให้ ทุกคนเขาจะมีสิทธิ์เข้ามาครองได้ทั้งหมด พอฉันไปพบท่านเล่าให้ฉันฟัง ฉันกลับลงมา ฉันนอนสบายใจ สบายที่ว่าฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อย่างลับๆ ทำงานประเภทที่เรียกว่าปกปิดมานาน

เวลานี้ถึงกาลที่จะเปิดเผยกันแล้ว เพราะฉันใกล้จะตาย ฉันใกล้จะตาย ฉันจะได้บอกลูกหลานของฉันมีอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ฉันมั่นใจว่าลูกหลานของฉันทุกคนเวลาตาย อย่างต่ำก็ต้องไปสวรรค์ชั้นกามาวจร อย่างกลางต้องไปพรหมโลก อย่างดีที่สุดมีอยู่แล้วก็คือพระนิพพาน แต่ใครจะหมุนกลับลงมามนุษยโลก ฉันแน่ใจว่าลูกหลานของฉันไม่จน คนที่รวยอยู่แล้วจะรวยมากกว่านี้ คนที่ไม่เคยร่ำรวยจะพบกับความร่ำรวยอย่างคาดไม่ถึง นี่สิ่งเหล่านี้ฉันมีความมุ่งหวังมานาน ตั้งแต่บวชปีแรกฉันจะทำอย่างนี้ และฉันก็ทำตลอดมา ทำในสมัยที่ฉันมีกำลังร่างกายดี

แต่เวลานี้ฉันไม่มีแรงแล้ว หาเงินไม่ไหว เทศน์ก็ไม่ไหว สวดมนต์ก็ไม่ไหว ร่างกายมันก็ไม่อำนวย ไปรับนิมนต์ใครเขาเข้าก็กลายเป็นคนโกหกชาวบ้านไป หมายความว่าไปไม่ได้ตามกำหนด ก็เลยเป็นอันว่าเลิกกัน เงินทองที่จะใช้จะกินเข้าไป นอกจากลูกหลานให้แล้วไม่มี ไม่มีทางได้เลย แต่ก็เป็นความดีจริงๆ ที่ลูกหลานทุกคนสงเคราะห์ฉันอย่างคาดไม่ถึง ผลความดีอันนี้แหละนะ ในฐานะที่ฉันเป็นหลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ และก็เป็นพระแก่เจ้ากี้เจ้าการถือพระรัตนตรัยเป็นสำคัญ คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด และพระพรหมและเทพเจ้าทั้งหมด

ขอทุกท่านจงกำหนดจิตจดจำลูกหลานของฉันไว้ว่า บุคคลผู้ใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้วทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ที่ความปรารถนาสมหวัง นี่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นาน คิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคนมีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว อย่างน้อยที่สุดทุกคนเกิดบนสวรรค์ได้ ตายมาจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนรวยได้ หรือไปพรหมโลกได้ หรือไปพระนิพพานได้ มีแล้วทั้ง 3 ระดับ ฉันดีใจ ฉันพอใจมาก

เอาล่ะ ต่อไปมาพูดกันถึงหลวงพ่อปานดีกว่านะ ท่านทั้งหลายที่เคยเห็นในตอนก่อนกับเห็นในสมัยนี้ หรือฟังในตอนก่อนกับฟังในสมัยนี้ทราบด้วยว่าฉันเปลี่ยนตัวเสียแล้ว ร่างกายภายนอกน่ะไม่ได้เปลี่ยน มันทรุดลงไป แต่เปลี่ยนใจ คำว่าตัวตนในที่นี้หมายถึงใจ ก็มันมีสภาพไม่สวย ฉันเปลี่ยนมันเสียแล้ว สนิมที่มันเกาะอยู่ ฉันพยายามไล่มันลงบ้างแล้ว ฉะนั้น เวลาพูด เวลานี้ต้องการอย่างเดียวคือ สารธรรม แล้วการประจบประแจงใครเลิกกัน เพราะถืออย่างเดียวว่าร่างกายเป็นรังของโรค มันจะต้องเปื่อยเน่า มันจะตาย เมื่อมันจะตายแล้ว เมื่อมันจะประจบสอพลอก็หวังให้เขาบำรุงบำเรอร่างกาย ก็นี่ฉันรู้แล้วว่าร่างกายของฉันมันจะพัง จะให้ใครมานั่งบำรุงบำเรอฉันเพื่ออะไร เอาสิ ถ้าไปหลงเข้าแบบนั้น ลุงพุฒินั่งแยกเขี้ยวแหง เอามือชี้หน้าขึ้นมา เอาสิ ประจบสิ จะได้จดลงนรกเสียอีก ไม่ได้หรอกคนนี้ คอยสะกิดข้างเรื่อยนี่ ลุงพุฒิว่างๆ ฉันทำชั่วแกจดให้ฉันไปนิพพานไม่ได้รึ แกยกมือขึ้น 4 มือเลย แถมกระดิกเท้าด้วย ไม่ได้ ไม่ได้ ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี นี่เห็นไหม ลูกหลาน ลุงพุฒิแกเป็นคนตรงไปตรงมานะ แกไม่กินสินบาทคาดสินบนใคร

เอา ต่อแต่นี้ไปมาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานจะดีกว่านะลูกหลานนะ วันนี้ดูท่าจะนิ่มนวลสักหน่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเที่ยวไปชมสมบัติของลูกหลานเพลินไป กลับมาดึก แถมตื่นตี 2 ไปอีก มันปลื้มใจนะลูกหลานนะ ปลื้มใจจริงๆ ปลื้มใจที่เห็นสมบัติลูกหลานฉันมันสวย ปลื้มใจบอกไม่ถูก ฉันอิ่มบอกไม่ถูก จริงๆ นะฉันจะบอกให้ เวลานี้ใครเอาทรัพย์สินมาให้ จะตั้งให้ฉันเป็นอะไร อย่ามาตั้งเลยฉันไม่เอาหรอก ตั้งแล้วไปนรก แน่ะ ลุงพุฒิแกขยับดินสออีกแล้ว บอกเอาสิ รับตรงสิ จะได้จดลงนรกไป วันนี้เห็นหน้ากันแจ๋วแหววเชียว ไม่รู้ยังไง ท่าจะอารมณ์ดีขึ้นก็ไม่รู้ ไหน ลมเรอะ แน่ะ เขาร้องขึ้นมาบอกว่าลมดี ฉันจะพูดเรื่องนี้เขาบอกว่าเขาเป็นพยาน แล้วแกอย่าลืมนะ ลูกหลานของฉันทุกคนน่ะ เวลาจะตายนะแกนะ แกจะให้เผลอสติไม่ได้นะ สั่งลูกน้องของแกขึ้นมานะ เพื่อเตือนใจเขาให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง และสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งไว้นะ เขารับปากดี ดีใจ เออ อย่าถือหลวงตาเลยนะ ตาพุฒิตาเพิดแกมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาว่ากันถึงเรื่องหลวงพ่อปาน เมื่อวานมาจบลงตรงไหนนะ ใครจำได้ไหม อ๋อ นึกออกแล้ว จบเอาตอนที่ท่านด่าพระ

ทีนี้เรามาเริ่มต้นเรื่องของหลวงพ่อปาน ที่เรามาเล่าตอนท้ายของท่านเป็นความดี เป็นเรื่องธุดงค์ ตานี้มาว่ากันตอนต้นดีกว่า คนเราก่อนจะดีน่ะมันจะต้องสร้างมาทีละน้อยๆ เอากันตอนเรื่องของท่านเป็นเด็ก ฉันจำได้ว่าตอน พ.ศ. 2480 ปีนั้นฉันบวชวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 พอวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันสารท ทำบุญสารท วันนั้นท่านประชุมพระ เมื่อประชุมเสร็จสิ่งที่ท่านสั่งก็จะหมดในเวลา 3 ทุ่ม เริ่มเวลา 2 ทุ่มตรง เลิกเวลาประมาณ 3 ทุ่ม คือ เรื่องสิ่งที่เป็นสาระ หลังจากนั้นมาท่านว่า ต่อแต่นี้ไปไม่มีแล้วสิ่งที่จะสั่งคือสิ่งที่จะอบรมไม่มี หากว่าใครจะคุยกับฉันก็คุยได้ คุยกันจนกว่าจะง่วงนอน ถ้าว่าใครจะมีธุระ ใครอยากจะนอนจะพักผ่อนก็นิมนต์กลับได้ ก็ไม่มีใครเขากลับกัน เขานั่งป๋อหลอกันทุกคน นั่งอยู่หน้าพลับพลา สำหรับเจ้าลิง 4 ตัวนั่งใกล้พระรามเลย นี่อย่าคิดว่าหลวงพ่อปานเป็นพระรามนะ ไม่ใช่หรอก ฉันสมมติว่าพวกฉัน 4 ตัว ไม่ใช่ 4 องค์ พวกฉันเป็นลิง ท่านเรียกไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงเล็ก ไอ้ลิงเผือก ท่านเรียกไอ้ลิงนะ ท่านไม่เรียกพระจนกระทั่งตาย จะตายอีก 2-3 นาที ลืมตาขึ้นมาแล้วถามว่าใคร บอกว่าผมเองขอรับ บอก อ๋อ ลิงดำรึ เห็นไหมล่ะ ท่านไม่ได้เรียกฉันเป็นพระเป็นคน ท่านเรียกฉันเป็นลิง ฉันก็เลยจำว่าฉันเป็นลิง ลิงนี่สบาย แก้ผ้าเดินก็ได้ ห้อยโหนโยนตัวก็ได้ สภาพของฉันมันก็คล้ายลิงจริงๆ ไม่ค่อยจะเหมือนคน ดูกันให้ดีเถอะ เป็นลิงผิดประเภทอยู่หน่อยหนึ่ง ลิงตัวอื่นๆ เขามีผมบนหัว เป็นผมพนมเหมือนกับยกมือพนม แต่ไอ้ฉันมันเป็นลิงหัวล้าน ต่างกันหน่อยหนึ่งนะ นี่ลิงหัวล้านไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา

เมื่อไม่มีใครกลับ ท่านก็เลยเล่าเรื่องเมื่อเป็นเด็กให้ฟัง ท่านบอกว่า นี่ฉันจะเล่าเรื่องราวของฉันเมื่อก่อนบวชนะ พวกเธอจะได้รับฟังไว้ มันจะเป็นเรื่องความโง่หรือความฉลาดของฉันก็ตาม มันเป็นความดีหรือความชั่วก็ตามช่างมัน ฉันจะเล่าให้ฟังแล้วจำไว้ ถ้ามันเป็นประโยชน์ก็เก็บไว้นะ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ทิ้งไป

ท่านบอกว่าสมัยท่านเป็นเด็กอายุสัก 4-5 ขวบ นี่ท่านไม่ได้จำกัดไปนะว่ามันกี่ขวบกันแน่กี่ปีกันแน่ ท่านบอกประมาณ 4-5


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานเมื่อเป็นหนุ่ม

ที่บ้านของท่านมีคนรับใช้อยู่คนหนึ่ง เรียกกันว่า ทาส ชื่อว่าพี่เขียว อายุประมาณ 25 ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วยกัน 2 คน ท่านเกิดสงสัยเนื้อผู้หญิงขึ้นมา บอกว่าตั้งแต่เกิดมานอกจากเนื้อแม่กับเนื้อพี่แล้ว ไม่เคยจับเนื้อใคร ท่านคิดว่าเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชายถึงอยากได้กันนัก บางทีถึงกับฆ่ากันเลย ก็สงสัยจะบวชแล้วนี่ ถ้ามันดีจริงแล้วก็จะสึก ถ้าไม่ดีก็ไม่สึกละ เมื่อคนว่างก็เข้าไปหาพี่เขียว พี่เขียวแกอยู่ในครัว เป็นทาส แต่ว่าท่านเรียกพี่ในฐานะที่เขาแก่กว่ากว่าตัว ยกมือไหว้บอกว่า พี่เขียวขออภัยเถอะ ฉันขอจับเนื้อพี่เขียวดูหน่อยได้ไหมว่าเนื้อผู้หญิงน่ะมันดียังไงเขาถึงชอบกันนัก พี่เขียวก็แสนดี อนุญาต ท่านก็เลือกจับเนื้อกล้าม เขาเรียกกล้ามเนื้อที่หน้าอก ผู้หญิงนี้มีกล้ามเนื้อพิเศษอยู่ที่กล้ามเนื้อ 2 กล้ามที่หน้าอก แต่ไม่ได้จับมากหรอก จับตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ลวนลามไปถึงไหนๆ จับๆ แล้วก็มาจับน่อง เอ๊ มันคล้ายกัน บอกพี่เขียวว่านี่มันคล้ายกันนี่ พี่เขียวแกก็บอกว่าเป็นอย่างนั้นมันก็คล้ายกัน แล้วท่านก็ถามพี่เขียวว่าทำไมผู้ชายเขาถึงชอบเนื้อผู้หญิงนัก ดันไปถามผู้หญิงได้ นี่ว่ากันอย่างเราๆ นะ แล้วเขาจะตอบอย่างไร เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เขาชอบกันอย่างไร แล้วท่านก็ยกมือไหว้ขอขมาพี่เขียว บอกว่าขอโทษนะพี่เขียวนะ ที่ขอจับเนื้อนี้ไม่ใช่ดูถูกดูหมิ่น อยากจะพิสูจน์เท่านั้นว่ามันดีอย่างไร พี่เขียวให้อภัย

แล้วท่านตั้งใจว่าเนื้อหน้าอกของผู้หญิงที่ผู้ชายต้องการ แล้วก็เนื้อของท่านที่น่องมันมีสภาพคล้ายคลึงกัน เนื้อของเราก็มี แล้วไปต้องการเนื้อของเขาทำไม นี่เขาเรียกว่าคิดอย่างคนไม่อยากมีเมียนะ คิดแบบนั้น ถ้าอย่างคนอื่นเขาจะว่าท่านโง่ก็ตามใจเถอะ ท่านก็เลยบอกว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็คิดว่าไม่สึกล่ะ บวชคราวนี้ไม่สึก สึกมาทำไม ให้แต่งงานก็ไปจับเนื้อเหมือนเนื้อ ไอ้เนื้อของเรากับเนื้อของเขาก็เนื้อเหมือนกัน จะต้องไปเอาเนื้อของเขามาทำไม นี่เป็นเรื่องของคนไม่เป็นเรื่องนะ เรียกว่าคนไม่เห็นดีในการแต่งงานเขาคิดกันอย่างนั้น


สู่ร่มกาสาวพัสตร์

พอวันรุ่งขึ้นท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทาง ท่านไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบจะแห้ง เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อย ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ไอ้สัตว์นี่นะตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ แสดงว่าท่านมีบารมีมากเหลือเกิน บุญตามมาหา ไม่เหมือนฉันนะ ฉันนี่ไปเทียบกับท่านไม่ได้ ระยำมามาก ท่านดีมาก แต่ฉันระยำมาก แต่ความจริงถ้าเอาตัวท้ายเหมือนกันนะ แต่มันคนละมาก มากมีราคามาก กับมากไม่มีราคา ของท่านมากมีค่าสูง เรียกว่ามากได้มาสูง ของฉันมากเสียไปสูง ไอ้มากแบบนี้ไม่เป็นเรื่อง อย่าตามฉัน

เมื่อท่านเข้าหาหลวงพ่อสุ่น อ้อ พอไปถึงแม่น้ำแล้วท่านปล่อยปลา ปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พอไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้ากวักมือเลยบอกว่าเวลานั้น ไม่ทันจะถึงตัวท่าน พอเห็นเข้าก็เรียกชื่อพ่อท่าน พ่อของท่านนี่ฉันลืมเสียแล้ว ลืมชื่อทั้งพ่อทั้งแม่เลยนะ นึกไม่ออกคือไม่ได้นึกมานาน นึกไม่ออกจริงๆ พอเห็นพ่อท่านก็กวักมือบอกว่า ไง เอ็งพาเจ้าปานมาอยู่วัดหรือ จะเอาเจ้าปานบวชหรืออย่างไร ท่านพ่อบอกว่าใช่ขอรับ เอ้อ ดีจริงๆ นี่ข้านึกไว้นานแล้วเชียวนา นึกว่าถ้าเจ้าปานมันจะบวชล่ะก็ ข้าจะให้มันมาอยู่กับข้า ถ้าหากว่าแกเอาไปเป็นนาคไว้ที่วัดนางนมโค เวลาข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ ข้านึกว่าบวชแล้วข้าจะเอาของข้ามาเลยนา ข้าตั้งใจไว้นานแล้ว

เวลานั้นท่านเรียกเข้าไป หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบหลวงพ่อสุ่นก็เอามือลูบหัวบอกว่า ปานเอ๊ยอยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นลูกของพ่อ เอาล่ะ ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน เอ็งน่ะกลับไปบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงไอ้เจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว แน่ะ แทนที่จะรับเป็นลูกศิษย์ พ่อรับเป็นลูกเลย แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้ามันไม่สึก แล้วต่อไปน่ะข้ามีอะไรข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอ้นี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ 4-5 ขวบข้าก็มองๆ มา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้วข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้ ท่านบอกว่าพอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว

เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงพุ่งโด่งดังมากเป็นกรณีพิเศษ มีหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อะไรพวกนี้มีชื่อเสียงบอกไม่ถูก อ้อ (แต่ว่าหลวงพ่อโหน่ง) ยังมีหลวงพ่อเนียมสินะ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย แล้วก็หลวงพ่อแสง วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม ชื่อก้องเมือง พระ 4-5 องค์นี้ชื่อก้องเมืองขนาดหนัก หลวงพ่อปานบังเอิญไปเป็นศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นบอกว่าเป็นลูกของท่าน ท่านจะเอาไว้เป็นลูกของท่าน ท่านก็ดีใจใหญ่

ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับแล้ว ท่านก็แนะนำถึงวิธีการบวชว่า ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชจะต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา แปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชน่ะบวชเข้ามาแล้วนะปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตาม จะถือว่าเรามีศีลน่ะไม่จริง โลกธรรม 8 ประการมีอย่างนี้ จะพูดให้ฟังนะ คือ

1. อยากรวย คือ อยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์ เราจะสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก
2. ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ
3. อยากมียศ อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ ได้ยศมาแล้วปลื้มใจ
4. เมื่อยศหมดไปเสียใจ
5. นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน
6. ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี
7. มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน
8. มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่า 1 บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่าเดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่า ข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้วไม่ใช่พระ บวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไรทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย

รายการที่ 2 อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจะต้องรับยศ อย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศฐาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลส ลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุ 4 อย่างนี่ เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน

ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็นวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไป คาถาคือธาตุทั้ง 4 นะ มะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลังเอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่น่ะพ่อจะให้ไม่เหลือเลย

หลวงพ่อปานรับคำแล้วท่านให้จัดสถานที่ให้ เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้วท่านก็มาท่องขานนาค ขานนาคหมายความว่าคำขออุปสมบท แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านบอกว่าท่านนั่งเป่ากุญแจมา 1 เดือน กุญแจกดไว้เป่าเดือนหนึ่งมันไม่ออก กุญแจลอกหมดสีขาวจ๋อง สนิมเหล็กมันหมดไป

เพราะถูกเหงื่อมือบดสี แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบายๆ นอนเผลอๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุด ผลัวะ มันหลุดง่าย เป่ามาตั้งเดือนไม่หลุด ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจดอกไหนมันก็หลุด หนักเข้าๆ ไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจ 30-40 ดอก เอาใส่ราวเอามือกดให้ ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมด แม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้

นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่างๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นของสำคัญ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าสอนให้ทำสมาธิ อันนี้เป็นจะไม่เอากัน สอนให้สะเดาะกุญแจ ถ้าคิดว่าจะเก่งอย่างขุนแผนก็ให้ใช้คาถาบทนี้เป่ากุญแจให้หลุด ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่าท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง ท่านบอว่าท่านท่องจบแล้ว หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหน ท่านบอกว่าท่องถึงบทนั้นบทนี้จวนจะจบเจ็ดตำนาน

แต่ว่าทุกวันท่านเรียกไปสอนจริยาของพระตั้งแต่เป็นนาค สอนวิธีบวช ทุกอย่าง ว่าบวชพระแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร เขาเรียนรู้กันมาตั้งแต่เป็นนาค ไม่ใช่บวชแล้วมาเรียนรู้กัน ไม่ใช่อย่างนั้นที่ให้อยู่วัด 2 เดือน 3 เดือน ก็เพื่อให้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นนาค หลวงพ่อสุ่นถามว่า ไอ้คาถาเป่ากุญแจที่หลวงพ่อให้เอ็งน่ะ เอ็งเป่าได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าเป่าหลุดแล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนมากดเสียแน่น หลวงพ่อปานพอหยิบกุญแจจีนหลุดผลัวะกระเด็นออกไปเลย ขนาดกระเด็นหลุดออกนอกตัวไป หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่า ปาน นี่เป็นพื้นฐานความดีขั้นแรกนะ ความดีต่อไปยังมีอีก วันนี้กลับไปก่อนนะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาพ่อใหม่ พ่อจะให้เรียนต่อ ลูกไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพ่อๆ ให้ทั้งหมด อะไรก็ตามที่รู้ว่ามีดีที่พ่อมีอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้าต้องการพ่อจะให้หมด เอ้าสำหรับวันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ

หลวงพ่อปานท่านก็กราบๆ แล้วท่านก็กลับ เรื่องราวของหลวงพ่อปานมีเยอะนะ แต่ว่าฉันมันพูดไม่ค่อยตรงทาง อาจต้องพูดนานก็ได้ วันนี้ขอลาลูกหลานทุกคนก่อนนะ ขอลูกหลานทุกคนจงปลื้มใจว่าบ้านทิพย์ของลูกหลานทุกคนมีแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกหลานทุกคน สวัสดี

ลูกหลานที่รักทั้งหลาย วันนี้วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2515 เป็นเวลาประมาณ 8 โมงครึ่งเศษๆ ฉันลงมือบวงสรวง ที่ต้องบวงสรวงก็เพราะว่าเมื่อตอนกลางคืนของวันที่ 18 เวลาที่ฉันนั่งกรรมฐาน ตอนนั้นลุงพุฒิแกมาหาฉัน แกบอกว่า ท่าน เวลาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานนะก็ขอให้เล่าเรื่องพระลงอเวจีไว้ให้มากด้วย ถามว่าไปพูดทำไม ฉันจะไปรู้หรือว่าใครจะลงหรือไม่ลง ฉันไม่ใช่พระพุทธเจ้านี่จะได้เป็นสัพพัญญูวิสัย และจะรู้ได้ไง ลุงพุฒิแกก็บอกว่าเรื่องนี้นะ หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอ อุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปานเอง เวลาที่หลวงพ่อปานเข้าไปบวชอยู่กับท่านก็ดี หรือขณะที่เป็นนาคก็ดี หลวงพ่อสุ่นสอนเรื่องนี้ไว้มาก บอกว่าป้องกันไม่ให้หลวงพ่อปานตกนรก แล้วการบวชให้บวชอย่างเป็นพระ ถ้าการทำตัวไม่เป็นพระแล้วมันลงนรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระถ้าลงนรกแล้วไม่พ้นอเวจีนมหานรก เพราะว่าพระมีบุญมาก เวลาบาปก็บาปมาก

เลยถามแกว่า นี่ ลุงแกมาสอนให้ฉันพูดอย่างนี้นะ แล้วในเมื่อเรื่องนั้นฉันไม่รู้อยู่นี่ แล้วฉันจะเอาเรื่องอะไรมาพูด ถ้าพูดมันก็เป็นการโกหกพกลมให้ลูกหลานฟัง มันจะดีรึ ไอ้เวลาฉันจะลงนรกน่ะ แกไม่ลงกับฉันนา แกเคยชี้หน้าว่าฉันอยู่เสมอว่า กรรมชั่วเป็นกรรมชั่วนา กรรมดีเป็นกรรมดี เรื่องพรรคพวกหรือเพื่อนฝูงนี่น่ะก็ยกไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนความดีความชั่วนี่ยกไว้ส่วนหนึ่งไม่รวมกัน แล้วแกดันมายุให้ฉันพูดเรื่องพระลงอเวจีมหานรกนี่มันจะมีประโยชน์อะไร แล้วฉันจะไปรู้อะไรล่ะ เวลาที่ หลวงพ่อปานบวชหรือไปเป็นนาคน่ะ ฉันเกิดทันที่ไหนล่ะ ฉันไม่ทัน ฉันไม่เคยได้ยินเสียยงหลวงพ่อสุ่นสอนหลวงพ่อปานเลย แล้วลุงจะมาเกณฑ์ให้ฉันพูดว่ายังไง

เวลาพูดจบลงไปเท่านี้ก็พอดีปรากฏว่าหลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อปานท่านมา ท่านก็บอกนี่ลูก หลวงพ่อสุ่นว่ายังงั้นนะ พ่อสอนท่านปานจริงๆ ก่อนจะบวชหรือก็ตามหรือว่าเวลาบวชแล้วก็ตาม ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวัน เรียกว่าพรรษาแรกทั้งพรรษานั้นไม่มีทางห่างกัน อุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกไม่มีทางห่างกัน ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวันถึงวิธีกันการลงนรก ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ถ้ายังงั้นล่ะก็เวลาผมจะพูดขอหลวงพ่อมาบอกด้วยได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้

ต่อแต่นี้ไปเธอจะต้องพูดเรื่องที่เธอไม่เคยรู้มา เรียกว่าไม่เคยรู้มาก่อน เธอจะต้องบวงสรวงและชุมนุมเทวดาเสียก่อน เมื่อเธอบวงสรวงและชุมนุมเทวดาแล้ว เวลาชุมนุมเทวดาต้องตั้งจิตนึกน้อมไปตั้งแต่พระพุทธเจ้าลง แล้วพรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด เวลาบวงสรวงนึกถึงท้าวมหาราชทั้ง 4 ท่าน แล้วท่านจะได้มาบอกๆ ว่าวิธีบอกแบบเขียนคำบอกน่ะนะ เรียกว่าไม่สะดวก ก็ขอให้บอกอย่างประเภทเข้าสิงใจได้ไหม ท่านบอกว่าได้ เอายังงี้ก็แล้วกันนะ เอาตามวิธีที่เขียนหนังสือพระกรรมฐาน ความรู้สึกมันจะเกิดขึ้นเองแล้วก็พูดไป แล้วก็จะตรงตามความเป็นจริงทุกอย่างเลยรับคำจากท่าน เมื่อรับคำจากท่านแล้ว แล้วก็เรื่องนั้นเป็นอันว่าหมดกันไปนะ ท่านรับคำแล้วนี่ ตานี้เวลานี้ที่จะพูดก็ต้องบวงสรวงตามท่านสั่ง

เรื่องการบวงสรวงหรือชุมนุมเทวดานี่นะ ลูกหลานนะ ลูกหลานอาจจะลำบากใจ เพราะว่านักปราชญ์สมัยใหม่ที่เขามองไม่เห็นด้วยน่ะมันมาก แต่ช่างเขาเถอะนะ สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัตตัง ผู้ทำเองเข้าถึงเองจะรู้เองเท่านั้น เหมือนกับเรากินอาหาร เรากินเกลือเราบอกว่าเกลือมีรสเค็ม เรากินส้มบอกว่าส้มมีรสเปรี้ยว เรากินน้ำตาลบอกว่าน้ำตาลมีรสหวาน ในเมื่อเรากินเข้าไปแล้ว เรารู้ว่าความเค็มเป็นยังไง ความเปรี้ยวเป็นยังไง ความหวานเป็นยังไง ตานี้เราจะไปบอกกับคนที่เขาไม่ได้กิน คนที่เขาไม่ได้กินเขาจะรับรู้กับเราได้ยังไงว่ารสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็มมันมีสภาพเป็นยังไง มันกระทบประสาท จะมีความรู้สึกเป็นยังไงข้อนี้มีอุปมาฉันใด

แม้การบวงสรวงหรือว่าการชุมนุมเทวดาก็เหมือนกัน นักปราชญ์สมัยใหม่ท่านมีความรู้มาก เรียกว่ารู้มากจนไม่เชื่อว่านรกมี สวรรค์มี นี่เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่าที่ท่านเชื่อก็มีมากนะ ลูกหลานอย่าไปโทษท่าน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใครเขาจะรู้ว่าวิธีการบวงสรวงมีจริงหรือไม่ ทำไปแล้วมีผลจริงหรือไม่ การชุมนุมเทวดามีผลประการใด เทวดามาหรือไม่มา นี่ก็เป็นเรื่องของคนบวงสรวงหรือคนชุมนุมเทวดาเหมือนกัน

ถ้าคนเราไม่เข้าถึงเทวดา ไม่เข้าถึงพรหม ไม่เข้าถึงพระ แม้จะเรียกเท่าไหร่ เทวดา หรือพรหม หรือพระ ท่านก็ไม่มา ถ้าหากว่าเราเข้าถึงเสียแล้ว เพียงแต่นึกถึงท่านก็มา แล้วเวลามาท่านพูดว่ายังไง อีตอนนี้ก็ต้องศึกษาตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า สำหรับการศึกษา ลูกหลานที่รักฟังให้ดีนะ ลูกหลานอย่าศึกษาแต่เฉพาะหนังสือนะ การอ่านหนังสือเฉยๆ นั้นเป็นแต่เพียงฟังคนอื่นเขาเล่าให้ฟังเท่านั้น มันจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เคยกินส้ม กินเกลือ กินน้ำตาล เมื่อเรารู้วิธีการกินเราก็ต้องกินเองด้วย ทำจิตให้เข้าถึงเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของนามธรรม นี่ตามที่นักอภิธรรมเขาพูดกันนะ

ความจริงไม่อยากจะพูดคำนี้ เพราะว่าลูกหลานน่ะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ลูกหลานของฉันทุกคนเป็นคนดี มีความสุภาพ มีจิตอ่อนโยน มีจิตน้อมเข้าไปในธรรม เวลานี้ฉันปลื้มใจที่สุดแล้วนะ ฉันภูมิใจที่สุดที่หลวงพ่อปานพยากรณ์ฉันไว้ว่า นับตั้งแต่เธอบวชครบ 20 พรรษาไปแล้ว ความประสงค์ของเธอทั้งหมดจะสมหวัง อีตอนนั้นฉันก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าฉันจะทำได้ยังไง คนอย่างฉันน่ะเรอะมีความรู้ก็ไม่เท่าหางอึ่ง ทุนรอนที่จะเรียนกับเขาก็ไม่มี แล้วสติปัญญาก็ต่ำ แต่ทว่าเวลานั้นฉันมีอารมณ์สูงเกินไป ฉันคิดว่าฉันจะพยายามช่วยตัวของฉันให้ได้ เพราะก่อนที่จะเข้ามาบวชน่ะ ลูกหลานก็เคยทราบประวัติของฉันมาแล้วว่า การที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี่น่ะ ฉันไม่ได้บวชเพราะศรัทธาความเชื่อเฉยๆ ฉันเข้ามาพิสูจน์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เคยได้ฟังพระเทศน์ว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง พรหมโลกมีจริง พระนิพพานมีจริง คำว่าพระนิพพานสูญน่ะ ฟังมาถึงจะสูญหรือไม่สูญ ชื่อของพระนิพพานก็ปรากฏ

ตอนฉันอยากจะเห็นสวรรค์ อยากจะเห็นพรหมโลก อยากจะท่องเที่ยวไปสถานที่นั้นๆ บ้าง ฉันก็หาครูบาอาจารย์ที่ถูกใจฉันมันไม่มี มีแต่พระเทศน์ แต่พระสอนมันไม่มี ในที่สุดฉันก็มาได้หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นคุณาจารย์ประจำตระกูลของฉันเอง ตระกูลของฉันทั้งก๊กเคารพหลวงพ่อปานเหมือนพ่อ

ครั้นเมื่อมาพบท่านเข้าท่านก็ท้าทายทุกอย่างว่าสิ่งที่เธอต้องการของฉันมีหมด เอาเข้านั่น นี่มาเจอะคนจริงเข้า แล้วในที่สุดก็บวช บวชพิสูจน์ความจริง ว่าถ้าหาความจริงไม่ได้เราก็จะไม่นับถือพระศาสนา มาสอนโกหกกันแบบนี้น่ะมันใช้ไม่ได้ ไม่เอา เอาเปรียบชาวบ้าน แต่ที่ไหนได้ ครั้นมาอยู่กับท่านเข้า อะไรก็ตามในขั้นต้นในสมัยนั้นท่านสอนให้ได้หมดในพรรษาแรก แล้วฉันเองมันก็คนไม่ค่อยเต็มเต็งนาลูกหลานนา ลูกหลานที่รักอย่านึกว่าฉันเป็นคนดีนะ ฉันนี่น่ะคนไม่ค่อยเต็มเต็งนักนา ถ้าจะเอาอะไรขึ้นมาล่ะก็ ฉันก็สู้มันด้วยชีวิต ฉันเอาชีวิตของฉันเข้าแลกสิ่งเหล่านั้น ถ้าฉันไม่ได้มาฉันจะตายฉันก็ยอมนี่ แล้วฉันมันเป็นคนไม่เต็มบาทกับเขา เวลาทำอะไรทำอย่างชนิดที่ว่าเอาชีวิตเข้าแลกกัน แต่มันกลับปรากฏว่าเป็นผลดีไปได้ตอนต้น ได้แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันเคยอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการสอนคนให้เข้าถึงทิพยสมบัติเป็นของดี ฉันก็ตั้งเข็มทีเดียว ตั้งเข็มว่าฉันจะทำอย่างนั้นบ้าง

แต่จัดในวงการแคบๆ แต่ว่าลูกหลานที่รักเอ๋ย ในตอนต้นฉันเกิดความเบื่อหน่ายหลายวาระ เพราะการไปพูดอะไรกับบุคคลประเภทอย่างนั้นเข้า (ไปพูดแบบนี้น่ะแบบที่ฉันต้องการ) เขาหาว่าฉันบ้าเสียสิ ฉันเป็นคนที่ไหนเล่า เขาหาว่าฉันบ้า ไปพูดอย่างนั้นมันไม่ถูก สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นฉันพบมาเอง เขาก็ไม่เชื่อ แล้วแถมพวกพระด้วยกันนี่ล่ะนะ พวกโกนหัวห่มเหลืองเหมือนกันนี่แหละ อย่าไปว่าท่านทุกองค์นะ บางองค์เท่านั้น ที่ฉันเป็นเพื่อนเป็นฝูงกันพอรู้จักกัน ฉันบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง พวกเราคงจะทำให้ปรากฏเป็นการชดใช้ความดีของพระพุทธเจ้าที่ท่านมีคุณ พวกเหล่านั้นเขาก็หาว่าฉันบ้า ดีไม่ดีพวก นักเทศน์นี่แหละเขาบอกว่าสวรรค์ไม่มีนรกไม่มี พระสูตรทั้งหลายเหล่านี้เป็นคนรุ่นหลังเขียนขึ้น นี่แสดงว่าเขาเกิดก่อนคนเขียน นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ซีลูกหลาน

ตานี้มาตอนนี้แหละ มานับเอาตั้งแต่ตอนนี้ก็แล้วกัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ตั้งแต่เริ่มพล นาวาอากาศเอกอาทร และศิริรัตน์ โรจนวิภาต นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฉันเกิดพบคนจริงเข้า เขาเอาจริงทุกคน อย่างขนาดที่เรียกว่า กลางวันเขามีงานหนัก กลางคืนเขาก็ไปฝึกกับฉัน ไปหาฉันได้ทุกคืน เขายกคณะกันไปกลับดึกๆ ดื่นๆ แล้วเขาไปได้ทุกวัน แล้วต่อมาก็มาพบลูกพบหลานทั้งหมดนี่แหละ ใครบ้างก็ช่างเถอะ ไปนั่งเรียงชื่อกันอยู่ได้ยังไงล่ะ ถ้าขืนเรียงชื่อเรียงกันไม่ไหว แล้วฉันก็จำชื่อไม่ได้หมดนี่ เป็นอันว่าพบคนจริงเข้า

อีตอนหลังมาพบคนจริงเข้า ฉันเลยเอาจริงเข้าบ้าง แล้วไอ้ความจริงมันปรากฏ ปรากฏยังไง ที่แนะนำให้ลูกหลานทำบุญน่ะรึฉันดีใจ เปล่า ฉันไม่ได้ดีใจหรอก แต่ทำบุญเข้ามาแล้ว จะทุ่มเทเงินกันเข้ามาประมาณนี่ที่ฉันมาอยู่วัดท่าซุงนี่น่ะ คิดจำนวนเงินที่สร้างตึกใหม่นี้ได้ล้านเศษ แล้วคิดวัดสามจีนคือวัดเสริมศรีศุขสวัสดิ์ด้วย รวมกันเข้าไปคิดตัวเงินทั้งหมดล้านเศษๆ แล้วฉันดีใจไหม ลูกหลานที่รักคงคิดว่าฉันจะดีใจกระมัง เปล่า เข้าใจผิด ฉันยังไม่ดีใจ

การสร้างวัตถุภายนอกมันยังช่วยชีวิตไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่ดีใจคือลูกหลานทุกคนมีจิตเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงธรรมแล้วเข้าถึงมากหรือถึงน้อยก็ตามใจ ฉันพอใจ ขึ้นชื่อว่าคนมีเงินนะ จะมีนับเป็นล้านเป็นโกฎิหรือมีบาทสองบาทฉันก็พอใจ เรียกว่าเป็นคนมีเงินแล้ว ตอนมีเงินแล้วนี่ฉันก็ยังไม่ดีใจมาก ดีใจนิดเดียว มาตอนนี้ซี ฉันขึ้นไปสำรวจผลความดีของลูกหลาน ไปสำรวจที่ไหนล่ะ ก็อาจารย์ของฉันเป็นยังงี้นี่ หลวงพ่อปานน่ะนะ หลวงพ่อปานท่านทำแบบไหน การคบคนเช่นใด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น

เราคบคนกินเหล้า เราก็ชอบเหล้า เราคบคนเล่นการพนัน เราก็ชอบการพนัน เราคบคนเจ้าชู้ ก็ชอบเจ้าชู้ เราคบคนขี้เหนียว เราก็ชอบขี้เหนียว เราคบคนยุ่ง เราก็ชอบยุ่ง นี่ลูกหลานมาคบเอาหลวงตายุ่ยเข้าซี จ่ายกันไม่ไหวเลย ให้สตางค์มาเป็นค่ายา ค่าอาหาร พ่อเล่นอีลุ่ยฉุยแฉก เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ดีไม่ดียังไม่ทันจะให้มาเลย เอาเข้าอีกแล้ว ไปทำเข้าก่อน ไปเชื่อสินเชื่อเขามาก่อนนี่คุณยุ่ย ยุ่ยขนาดฉันนี่มันหายากเหมือนกัน แต่ว่าฉันยุ่ยขนาดเดียวกับหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานของฉันท่านก็ยุ่ยแบบนี้แหละ นี่ไอ้ความยุ่งของฉัน นี่ฉันหวังดีกับลูกหลาน ฉันคิดว่าเงินทองของลูกหลานน่ะนะหามายาก แต่ละคนกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผู้ที่รับราชการน่ะอย่าคิดว่าสบายนะ เวลาไปทำงานต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่พอใจอยู่เสมอ แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่าย คนที่เขาทำไร่ทำนาเขาคิดว่าข้าราชการมีความสุข แต่ก็เปล่า ถ้าเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม การเคลื่อนไปทำงานจะรู้หรือว่าชีวิตของเราจะไปกระทบอะไรบ้าง แล้วก็มีความลำบากใจเพียงใด พวกพ่อค้าแม่ขายก็เหมือนกัน กว่าจะได้กำไรเข้ามาแต่ละบาทก็แสนจะลำบาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ พวกทำนาทำไร่ก็เหมือนกัน ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง นี่ฉันเห็นว่าเงินของลูกหลานทั้งหมดเป็นของได้มาโดยยาก ฉันเลยกลายเป็นคนยุ่ยไป

แต่หากว่าฉันรู้ว่าลูกหลานของฉันได้มาโดยง่ายฉันจะไม่ยุ่ยหรอก ฉันจะเป็นคนขี้เหนียว ทำไมล่ะ ทำไมจึงขี้เหนียวได้มาง่ายๆ ไม่ลำบาก ฉันก็มาเก็บสะสมเอาไว้ให้มันร่ำรวยเสียบ้างจะเป็นไรไป แต่ทีนี้ฉันเห็นว่าลูกหลานทุกคนเป็นคนลำบาก กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แสนยากแสนลำบากก็อุตส่าห์หามาด้วยความยาก มาแบ่งให้ฉันใช้ ฉันนั่งคิดว่าฉันกินไปบ้าง ฉันซื้อยารักษาโรคบ้าง อันนี้ก็พอสมควร แต่ว่าส่วนหนึ่งของเงินของลูกหลาน เรียกว่าส่วนใหญ่ฉันจะไปสร้างบ้านให้ ฉันแอบเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างบ้านให้ ฉันไม่บอกลูกไม่บอกหลานหรอก ดีไม่ดีก็จะขัดคอเอา หมายความว่าเขาบอกว่าเขาทำของเขาได้ เงินจำนวนนี้มันไม่มากมายนัก เอาไว้กินไว้ใช้ก็แล้วกน อันนี้ตามธรรมดาของคนแก่นี่ก็ห่วงลูกห่วงหลาน ฉันเลยย่องเอาไปสร้างบ้านให้ แล้วก็มาขัดเกลาจิตใจคราวละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธา ทำแบบสบายๆ ไม่ยาก

เมื่อถึงเวลาสมควรในระยะปีนี้ ฉันก็ขึ้นไปสำรวจบ้านที่ฉันสร้าง ฉันสร้างให้ลูกให้หลาน คือว่าฉันเป็นหัวหน้าน่ะ ทุนของลูกของหลาน ไม่ใช่ทุนของฉัน ไปดูแล้วมันสวยแพรวพราว ลูกหลานที่รักมันสวยบอกไม่ถูก มีตระการตา อันดับต้นนี้ขนาดหมื่นหลังเศษ เรียกว่าหลายๆ จังหวัดด้วยนะ ที่เขามาเอาเล็กๆ น้อยๆ บ้าง มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังศรัทธานี่ บ้านในอันดับต้นน่ะมีหมื่นหลังเศษ อันดับที่สองก็รู้สึกว่ามีมาก อันดับที่สามก็มีไม่น้อย ฉันไปตรวจบ้าน เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจง บ้านหลังนี้ของคนนี้ บ้านหลังนั้นของคนโน้นแล้วเวลานี้อัธยาศัยของคนไหนๆ เป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจงหมด ฉันกลับลงมาแล้วฉันนอนไม่หลับ ปลื้มใจว่าสิ่งที่ฉันตั้งใจมีแค่นี้

ที่นี้ต่อไปเมื่อวันที่ 19 เมื่อวานนี้น่ะ มีเรื่องใหม่เกิดขึ้น จะเล่าให้ฟัง เรื่องพิเศษควรจะเล่าให้ฟังไว้บ้าง คือว่าในตอนเช้าปรากฏรองผู้บังคับการตำรวจพิษณุโลก กับรองผู้กำกับเขามาหาฉัน เขามาตั้งให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เขาตั้งแบบไหนรู้ไหม เขามาตั้งคำถามฉันว่า เมื่อไรเขาจะได้เป็นผู้บังคับการ เมื่อไรผมจะได้เป็นผู้กำกับ ฉันก็นึกครึ้มๆ ใจเหมือนกันนา ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจนี่พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้แต่งตั้ง แล้วก็ต้องมีความรู้ความสามารถดี แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมายกย่องให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจก็ดีไม่น้อยนา เอาเข้านั่นไหมล่ะ

แล้วระดับต่อมาเวลาใกล้เคียงกันก็มีคนมา 2 คน แกมาตั้งให้ฉันเป็นพญายมราช คือ คนหนึ่งพ่อป่วย อีกคนหนึ่งแม่ป่วย แกถามว่าพ่อกับแม่ผมที่ป่วยนี่ เรียกว่า 2 รายด้วยกันนะ พูดรวมกันไปเลย จะหายหรือจะตาย นี่มันเป็นตำแหน่งของพญายมราชนี่ ฉันมีบุญไม่น้อยนะ เป็นอธิบดีกรมตำรวจไม่พอ ยังแถมตำแหน่งพญายมราชเข้าไปอีก อ้ายเรื่องเขาป่วยนี่ ก็พอดีฉันมองหน้าลุงพุฒิแกๆ เป็นโหรใหญ่ ลุงพุฒินี่แกเป็นหมอดูขนาดใหญ่พิเศษเชียวนะ ใครจะตายไม่ตายนี่แกรู้ ใครตายแล้วไปนรกไปสวรรค์แกรู้ หันไปดูแก เห็นแกยิ้มฟันขาวแหง ยกมือโบกบอกว่า ตำแหน่งนี้ ตำแหน่งพยากรณ์คนตายหรือไม่ใช่คนตายนี่น่ะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แกว่าอย่างนั้น โน่น เป็นหน้าที่ของหมอนิดเขา ท่านอย่าเสือก เอาเข้านั่น อีตาลุงพุฒินี่แกปากไม่ใช่เล่นเหมือนกัน บอกว่าท่านอย่าเสือกนะ อย่าเสือกพยากรณ์ เป็นเรื่องหมอนิดเขาให้หมอนิดเขาพยากรณ์ เป็นเรื่องของเขา ฉันหมดท่าก็ไม่รู้จะทำยังไง

เลยบอกว่ายังงี้ บอกว่าหนูเอ๋ย เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกนะ เรื่องตายหรือไม่ตายนี่หลวงพ่อไม่รู้หรอก แต่ตัวของหลวงพ่อจะตายยังไม่รู้เลย อ้ายเรื่องคนที่เกิดมานี้จะห้ามตายกันไม่ได้นะ ห้ามไม่ได้ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ไปหาลวงพ่อ 4 องค์นั่นนะ ที่หลวงพ่อปั่นท่านไว้นะ หลวงพ่อเชิญบารมีท่านไว้ องค์หลังเป็นบารมีของพระพุทธเจ้า มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ แล้วอีก 3 องค์ องค์หน้าทางด้านทิศเหนือหลวงพ่อใหญ่ สามภารวัดนี้เดิม เป็นคนสร้างวัด องค์กลางก็คือหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า องค์ที่สามคือหลวงพ่อปานวัดบางนมโค เอ็งเอาธูปเทียนไปบูชาท่านนะ แล้วก็บอกว่าขอให้ช่วยพ่อแม่ของเอ็งให้หาย ให้อาการโรคคลายเป็นปกติโดยเร็ว

ถ้าหายแล้วล่ะก็ จะถวายทององค์ละ 100 แผ่น ผ้าห่มองค์ละ 1 ผืน แล้วก็ต้องบอกท่านด้วยนะว่าถ้าไม่เป็นเหตุเกินวิสัย ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องตายก็ช่าง แต่ขอให้อาการโรคดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แล้วเขาก็ไปกัน พอไปกันแล้ว อีตอนเขาไปแล้วฉันคิดว่า เอ คนป่วยนี้ก็ควรจะไปเยี่ยมเพราะว่าคนที่มารายงานเขาก็สงเคราะห์ฉันอยู่เหมือนกัน เขาใส่บาตรให้กิน เวลามีงานก็เรียกเขามาใช้ แล้วก็วันนี้เรื่องใหญ่เกิดขึ้น ฉันจะต้องพิมพ์คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานแจก แล้วก็จะนำธงแม่โพสพคือว่าธงมหาลาภน่ะ เขาลือกันนักว่าธงมหาลาภนี่ เขาไปใช้กันได้ผล เขาว่ายังงั้น ฉันก็ว่าถ้าเขาไม่บูชาแล้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานเรียนหมอ

วันนี้เอากันตรงไหนดีหละ เอาตอนหลวงพ่อปานเรียนหมอเอาไหม วันนี้หมอนิดแกจะได้ชอบใจนะ หมอนิดอยากเป็นหมอทางใจ ฟังเรื่องของหลวงพ่อปานไว้นะ บรรดาลูกหลานทั้งหลายก็เหมือนกัน ฟังเรื่องราวของพระแก่ท่านไว้ ลีลาของพระแก่นะมีความดีอยู่มาก เพราะว่าโดยมากท่านไม่ทิ้งแบบฉบับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทำมาอย่างไร ท่านทำไปตามนั้น เรื่องความเป็นหมอของพระจะหาว่าเลวทรามนะ ไม่จริงหรอก มันไม่จริง ถ้าเป็นหมอเพราะอำนาจเมตตาบารมีนี่ไม่ใช่ความเลวทราม มันเป็นความดี แต่ว่าเป็นหมออาชีพเรียกเงินทองเขามาทำไม่เข้าท่าเหมือนกัน

สมัยที่หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่น เมื่อเข้าไปเป็นนาค หลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ พูดอย่างนี้แล้วก็อยากจะนึกถึงหมอนิดนะ หมอนิดแกก็เป็นคนชอบฤทธิ์อย่างหลวงพ่อปานเหมือนกัน จะไปโทษหมอนิดแกก็ไม่ได้ ก็ต้องโทษฉันด้วย ฉันก็อีลุ่ยฉุยแฉกชอบเล่นทางนี้เหมือนกัน นี่เป็นคนประเภทเดียวกัน

สมัยนั้นหลวงพ่อปานอย่าเผลอคาถาอาคมไม่ได้ทีเดียว ถ้าเขียนไว้ว่ามีคุณสมบัติแบบไหน ฉันขโมยเอามาทำจนสำเร็จหมด แต่ก็ไม่เอาอยู่คาถาเดียวคือ คาถาทำผู้หญิงให้รัก อันนี้เห็นเข้าฉีกทิ้งเลย ฉีกเลย เพราะมันไม่จำเป็น ไม่มีความจำเป็น ถ้าเราเลวเสียอย่างเดียวก็ไม่มีใครรัก ถ้าเราทำดีทำให้ถูกใจเขาเขาก็รัก นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา จะต้องไปนั่งว่าคาถาให้มันเปลืองเวลาทำไม ไม่จำเป็น คาถาประเภทนี้เห็นของใครไม่ได้ พระอะไรถ้าไปเขียนคาถาเสน่าห์เล่ห์ลมอะไรไว้ที่ไหน ถ้าไปเจอะเข้าเป็นฉีกทิ้งเลย ไม่เกรงใจใคร เมื่อฉีกทิ้งไม่ฉีกเปล่า ด่าเจ้าของด้วยหาว่าเลวเกินไป นี่เป็นยังงั้นแหละ ฉันนี่นะความระยำมันไม่น้อย ตานี้มาว่ากันถึงหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานท่านชอบฤทธิ์ หลวงพ่อสุ่นท่านก็รู้ใจ เข้าไปทีแรกท่านก็ให้คาถาสะเดาะกุญแจ ท่านก็กล่าวถึงคุณสมบัติของขุนแผน ว่าขุนแผนน่ะเก่ง จะเข้าไปหาใครที่ไหนก็ตาม จะมีกลอนอยู่หรือมีกุญแจอยู่ ขุนแผนเข้าได้ คือว่าไม่ต้องใช้สว่านเจาะ ใช้คาถาสะเดาะกลอนออก หลวงพ่อปานท่านชอบใจ หลวงพ่อสุ่นก็เลยให้คาถาสะเดาะกุญแจ คาถาบทนี้เขาว่าไม่ยากหรอกนะ ว่า นะ มะ พะ ธะ 4 คำเท่านั้น แต่ก็ถอยหลังนะ ถอยหลังว่ายังไงฉันไม่รู้หรอก ถึงฉันรู้ก็ไม่บอก ถึงใครจำได้อยากจะเป็นขุนแผนบ้างก็เชิญซิ เอาไปว่าเอาไปทำกัน ไม่หวงไม่ห้าม ของดีไม่หวงไม่ห้าม แต่ว่าเวลาจะขโมยของเขาบางทีมันเป่าไม่ออกเหมือนกันนะ

หลวงพ่อปานท่านสามารถทำได้ในระยะ 1 เดือน แล้วก็ทำได้ดี ต่อมาวันหนึ่งหลวงพ่อสุ่นเรียกเข้าไปหาถามว่า ปานเอ๊ย เอ็งท่องขานนาคคือว่าคำบรรพชาได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าได้แล้วขอรับ แล้วก็หนังสือสวดมนต์ล่ะลูกเอ่ย ท่องได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่าได้ กี่บทๆ ก็ว่าไป หลวงพ่อสุ่นก็กล่าวคำชมเชยบอก เออปานเอ็ย เอ็งเข้ามาอยู่วัดได้เดือนเดียว เจ็ดตำนานจวนจะจบอยู่แล้วนะ ขานนาคก็ได้ เออ คาถาเป่ากุญแจที่พ่อให้นี่น่ะเอ็งทำได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่าทำได้แล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนเข้ามา แล้วก็กระทุ้งเสียจนแน่น บอกลองเป่ากุญแจดอกนี้ซิออกไหม หลวงพ่อปานพอเอื้อมมือไปจับกุญแจ พอถูกกุญแจลั่นผัวะเลย นี่ท่านเก่งขนาดนี้นะ นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิของพระแบบเก่า

ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ ท่านก็เลยไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน ท่านบอกว่าเป็นเรื่องของฤทธิ์ เป็นเรื่องของการสะเดาะกุญแจ หลวงพ่อปานทำได้ หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจบอกว่า ปานเอ๊ย ถ้าเอ็งทำได้อย่างนี้นาลูกนา ต่อไปอะไรเล่าที่เอ็งต้องการพ่อให้หมดไม่เหลือ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แต่เอ็งจงจำไว้ให้ดีนะลูกนะ การบวชเป็นพระต้องจำไว้คำหนึ่ง คำขอบรรพชาว่า นิพพานนัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์จากพระอุปัชฌาย์เพื่อจะทำให้แจ้งพระนิพพาน การบวชพระน่ะมีความหมายอบ่างเดียวนะลูกนะ มีความหมายเพียงทำให้แจ้งพระนิพพาน ถ้าหากว่าจะบวชเพื่อเป็นประเพณีแล้วก็อย่าบวชเลย ตกนรก เพราะพระนี่ตกนรกง่ายกว่าฆารวาส แล้วฆารวาสเขาตกก็เรียกว่ามีโทษไม่หนักเท่าพระ พระมีบุญมาก ฆารวาสทำบุญร้อยครั้ง พระทำบุญครั้งเดียวมีอานิสงส์มากกว่า

ตานี้หากชาวบ้านเขาทำบาป 100 ครั้ง พระทำบาปครั้งเดียวก็บาปมากกว่าเหมือนกัน ทีนี้เวลาลงนรกชาวบ้านเขาก็ลงเบากว่า พระลงหนักกว่า พระทุกองค์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานะ ปานต้องจำไว้ เอ็งจะต้องบวชต่อไปตลอดชีวิตนะลูกปานนะ ไม่มีโอกาสได้สึก เอ็งน่ะ ไม่ได้สึกหรอก บุญวาสนาบารมีของเอ็งมีมาก เอ็งปรารถนาพุทธภูมิมามาก ทำมาเยอะแล้ว ชาตีนี้เป็นชาติที่สุด ตอนนี้หลวงพ่อปานท่านบอก ท่านไม่เข้าใจเหมือนกันว่าชาตินี้เป็นชาติที่สุด หมายความว่ายังไง ท่านเล่าให้ฟังนะ ท่านเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นท่านไม่รู้ หลวงพ่อสุนท่านก็พูดย้ำลงไปว่า การบำเพ็ญบารมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปก็มีการเกิด จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น

หลวงพ่อปานท่านบอกว่า แม้หลวงพ่อสุ่นพูดอย่างนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจ แล้วท่านก็สอนต่อไปว่า การบวชเป็นพระ ไม่ว่าใครทั้งหมด หนึ่ง ถ้าปรารถนาความร่ำรวย สะสมทรัพย์สินที่บรรดาพุทธบริษัทมาถวาย แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ไม่เป็นพระ หมายความว่าเอาไปลงทุนค้าขาย เอาไปซื้อไร่เอาไปซื้อนา จะตั้งใจเอาเงินไปหมั้นสาวๆ จะแต่งงาน อะไรก็ตามอันเป็นเรื่องของฆารวาส พระองค์นั้นแม้จะบวชอยู่สักกี่ร้อยปีก็ไม่เป็นพระ เพราะว่าการเป็นพระนี่มันเป็นที่ใจ การที่จะโกนหัวห่มผ้าเหลืองอธิษฐานว่าตนเป็นพระน่ะไม่ใช่ นั่นเป็นผีหลอกชาวบ้าน เรียกว่าเอาผ้าเหลืองมาห่มเปรตเข้าไว้ ในตอนต้นเป็นเปรตก่อน เพราะเปรตช่วยตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยโมทนาบุญจากคนอื่น นักบวชก็เหมือนกัน นักบวชที่บวชเข้ามาแล้วก็บิณฑบาตข้าวจากชาวบ้าน ชาวบ้านถวายเงิน ชาวบ้านให้ผ้าผ่อนท่อนสไบ ชาวบ้านให้ที่อยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ทรัพย์สินที่ตนหามาได้โดยชอบธรรม เรียกว่าเป็นทรัพย์สินของชาวบ้านเขา พระก็มีสภาพเหมือนเปรตนะ นักบวชน่ะ เปรตถ้าทำตัวไม่ดี เวลาตายก็ไปนรก นี่ถ้าอยู่อย่างเปรต เราบวชเข้ามาแล้วมีสภาพเหมือนเปรต คือต้องอาศัยชาวบ้านก็ต้องทำทรัพย์สินของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์จริงๆ ใช้ในฐานะที่เรียกว่าสมณวิสัย

จริงๆคือวิสัยของพระ วิสัยของพระนี่จะทำยังไง ก็เอาเงินของชาวบ้านมาใช้มากิน อะไรมันไม่มีก็ซื้อใช้สอยตามความสุขอย่างพระ ไม่ใช่ความสุขอย่างชาวบ้าน เรียกว่าตามสมควรไม่โอ่โถงนัก ถ้าเงินมันเหลือก็เอาเงินจำนวนนั้นไปก่อสร้างสาธารณะประโยชน์ จะก่อสร้างวิหารการเปรียญก็ตาม หรือจะสงเคราะห์คนที่มีความทุกข์หิวโหยเข้ามาให้มีความสุขก็ตาม หรือว่าจะสร้างส่วนใดที่เป็นไปตามธรรมของพระพุทธเจ้าก็ตาม ทำให้หมดนะลูกปานนะ อย่าสะสมเงินให้เป็นกองใหญ่ ใจจะไม่ใช่พระ ถ้าลงใจไม่ใช่พระเสียแล้วละก็ ตอนนี้ลงนรกๆ ที่จะไปก็คืออเวจีมหานรก ใช่ไหม

ลุงพุฒิแหงนหน้าขึ้นมา พยักหน้าบอกว่าใช่ เวลาพูดนี่ลุงพุฒิเขาคุมอยู่ข้างๆนะ เขาคุมอยู่ พูดตอนนี้นะ เขาสะกิดข้างบอกให้พูด หลวงพ่อท่านก็รับรอง หลวงพ่อท่านก็มาอยู่ด้วยนะตอนนี้น่ะ ทั้งสองหลวงพ่อนั้นแหละ ทั้งหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อปาน ท่านยิ้ม พอบอกว่าท่านมาอยู่ด้วยท่านยิ้ม หลวงพ่อสุ่นท่านบอกว่า เออ ดีแล้ว บอกว่าข้ามาอยู่ด้วยยังงี้ดีแล้ว ข้าเป็นพยาน นี่เอาพยานผีนะ

เอ้า ลุงพุฒิอย่างนี้มันถูกไหม ถามจริงๆเถอะ พระที่ทำความชั่วอย่างนี้แกเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เขาว่ายังไงรู้ไหม เขาบอกว่ามีที่เก็บแห่งเดียว คืออเวจีมหานรก แล้วประการที่ 2 นอกจากทรัพย์สินแล้วก็อย่าบ้ายศ (เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้) เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้น่ะ ถ้ามีความดีเขาจะถวายยศก็รับเถอะ รับได้ แล้วก็จงอย่าเมายศที่เขาให้ไป เราอย่าติดใจในมัน อย่าถือว่าเป็นสำคัญ คำว่ายศก็ดี ลาภก็ดีนี่น่ะ เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากคำปฏญาณว่า นิพพานนัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา การทำให้แจ้งถึงพระนิพพานต้องตัดลาภ ต้องตัดยศนะ

ถ้าไปคบลาภไปคบยศเข้าแล้วไปมัวเมาลาภไปมัวเมาในยศ ก็ชื่อว่าเราหาของมาถ่วงใหม่ คนที่จะถึงพระนิพานได้ต้องมีความเบาของจิต ต้องละกิเลสๆ มันหนัก เกาะจิตมันหนัก ให้เข้าถึงพระนิพานไม่ได้ ได้ลาภก็ดี ยศก็ดี มันเป็นเรื่องของกิเลส แต่ถ้าเราใช้มันถูกมันก็เป็นคุณ ถ้าเราใช้มันไม่ถูกมันก็เป็นโทษ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ถ้าดิ้นรนหายศหาลาภ คำว่าดิ้นรนน่ะหมายความว่าเขามาให้ด้วยความเลื่องใสไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เมาในยศในลาภ ถ้าดิ้นรน ไม่มีลาภอยากจะหาลาภ หาอาชีพเป็นเครื่องประกอบ เป็นหมอดู เป็นหมอยา เป็นนักเทศน์ เป็นนักก่อสร้าง หวังจะได้ผลกำไร หรือไม่มียศก็ดิ้นรนอยากจะให้เขาแต่งตั้งยศ เมื่อแต่งตั้งแล้วก็เมาในยศอยากจะเลื่อนยศ พระประเภทนี้ว่าไงลุงพุฒิ อ๋อ ลงพุฒิเขาเป็นพยาน เขาว่าลงอเวจีหมด เขาจดไว้ที่เดียวหมด ลูกหลานรู้จักลูกพุฒิไหมล่ะ รู้จักแล้วใช่ไหม รู้จักแล้วก็แล้วไป ไม่รู้จักก็ช่างปะไร จำชื่อแกไว้นะ แกอยู่ไม่นานหรอก พอสิ้นศาสนานี้แล้วแกก็เปิดแล้ว ไม่อยู่แล้ว แกไม่กลับมาเกิดอีก ลุงพุฒิแกเป็นคนมีบุญบารมีมาก มีเมตตาสูง สงเคราะห์คนและสัตว์อยู่เสมอ

แล้วต่อไป การนินทาและสรรเสริญอีกเหมือนกัน ความสุข ความทุกข์ รวมความว่า พระต้องเป็นพระละ เอายังงี้แล้วกันนะ มองง่ายๆนะลูกหลานนะ พระจะรวยไม่ได้ เขาให้เงินมาแล้วเก็บไว้ได้ถ้ายังไม่ถึงโอกาสที่จะทำ แต่ขณะเมื่อได้เงินมาต้องใช้ในส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ หรือในสมณวิสัยจริงๆ จะไปทำพินัยกรรมให้น้อง ทำพินัยกรรมให้พี่ ให้พ่อให้แม่ นี่ไม่ได้นะ นี่เป็นเงินที่ได้มาระหว่างความเป็นพระนะ ถ้าเป็นมรดกตกทอด อันนี้เป็นส่วนที่ทำได้ ไม่บาป ไม่เป็นไร หากถ้าเงินที่เขาถวายมาแล้วสะสมแบบนั้นมีหวังลงอเวจี นี่ลุงพุฒิแกว่ายังงั้นนะ ลูกหลานที่รักเคยเห็นไหม เคยเห็นพระไหม พระรวยๆมีไหม และมีเงินเป็นล้านมีไหม ถ้ามีแล้วอย่าเพิ่งตำหนิท่านนะ ไปถามท่านก่อนว่าเงินก้อนนี้ท่านจะเก็บไว้ทำไม หากท่านบอกว่าท่านคิดสร้างนั่นสร้างนี่ ยังงี้ใช้ได้นะ ไม่ใช่หรือ ยังงี้ใช้ได้ บางทีท่านสะสมไว้เพื่อ ทำความดี

นี่ลูกหลานเคยเห็นพระที่มียศไหม ไปถามท่านซิว่ามียศน่ะดีตรงไหน ถ้าท่านว่าในฐานะที่พระราชาถวายยศให้ ท่านก็รับเพื่อสนองความตั้งใจของพระราชา และตัวท่านเองก็ไม่ตั้งตัวเต็ะท่าในตำแหน่งที่ท่านมีอยู่ เว้นไว้แต่พระราชฐานที่พระราชาท่านนิมนต์วางตนให้สมกับตำแหน่งที่พระราชาท่านมีอยู่ เว้นไว้แต่พระราชฐานที่พระราชาท่านนิมนต์วางตนให้สมกับตำแหน่งที่พระราชาท่านทรงแต่งตั้งถวายมา ในยามปกติท่านก็เป็นหลวงตา หลวงพี่ หลวงน้า หลวงปู่ตามปกติ อย่างนี้ท่านไม่เลวนะ ท่านไม่ถูกจดตามบัญชีที่ลุงพุฒิว่า แต่ลุงพุฒิเขาว่ายังไง เขาว่ามีไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ นี่เขาว่ายังงั้นนะ นี่พอพูดถึงตรงนี้ พอหันหน้าไปดูเขา เขาว่ามีไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นติดยศหมด ติดลาภหมด จริงไม่จริงก็เป็นเรื่องของหมอพุฒิเขานะ หมอพุฒิเขาเป็นหมอดูนี่ ฉันไม่ดูหรอก เป็นอันผ่านตรงนี้ไปก็แล้วกัน เพราะว่าเขาให้พูดตรงนี้ หลวงพ่อท่านก็ว่าให้ผ่านไป

หลังจากนั้นมา ปรากฏว่ารุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของหลวงพ่อสุ่นก็คือแขกคนไข้ คนไข้มาให้ท่านรักษาโรค เออ จะพูดถึงการรักษาโรคของหลวงพ่อสุ่น ไว้ก่อนนะ เพราะหลวงพ่อปานท่านก็เรียนมา ยาของท่านมีอยู่ 2 ขนาน คือ ใบมะกากับข่า 1 ขนาน ใบมะกาและหญ้าแพรก 1 ขนาน บอกขนาดไว้ก็ได้ อีตอนนี้ฉันรู้ ท่านใช้ข่า 4 ตำลึง แล้วก็ใบมะกา 4 ตำลึง ใส่ลงไปในหม้อ เอาน้ำใส่ลงไป สวดอิติปิโสภควาไปทั้ง 3 ห้อง แล้วก็ยาใบมะกากับหญ้าแพรกอีกขนานหนึ่ง สวดด้วยอิติปิโสเหมือนกัน เสกด้วยอิติปิโสเท่านั้นไม่มาก ยาใบมะกากับข่าสำหรับไว้รักษาโรคคนผู้หญิงที่ไม่มีครรภ์ หรือว่าคนไข้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามที่ไม่ปวดศรีษะ ถ้าเขาไม่มีครรภ์ ไม่ปวดศรีษะ ก็ให้กินยาใบมะกากับข่า หรือถ้าคนไข้หญิงมีครรภ์หรือว่าปวดศรีษะ ให้กินยาใบมะกากับหญ้าแพรก ยามี 2 ขนานเท่านั้น

ถ้าหมอนิดอยากจะเป็นหมออย่างนี้บ้างก็ใช้ได้ ว่าอิติปิโสเสียให้คล่อง เวลาเขาเอายามาให้แล้วก็เอาธูปเทียนปักลงไป น้ำใส่ลงไป เวลาหลับตาลงไปให้เห็นภาพหม้อยา แล้วตั้งใจอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหมและเทวดาครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงพ่อปานเป็นที่สุด อธิษฐานว่าขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นให้หาย แล้วก็ว่าอิติปิโส ตามชอบใจ เวลาไปก็ให้ใจนั้นมองเห็นหม้อยานั้นให้แจ่มใสนะ ถ้าใจเห็นหม้อยาไม่แจ่มใส โรคนั้นหายยาก ยาขนานนั้นไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใจเห็นหม้อยานั้นแจ่มใส ยาขนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ ดีไม่ดีหม้อเดียวโรคหายเลย

อีกอย่างหนึ่งท่านเป็นหมอน้ำมนต์ อีกอย่างหนึ่งท่านก็ใช้คาถาสับกระดาน โก๊กๆๆ ว่าคาถาไปด้วย คนไข้ก็ดิ้นกันตึงตังๆๆ อย่างนี้เรียกว่าคาถาเรียกลม นี่ก็อีกคาถา นะ มะ พะ ธะ ถอดกันไปถอดกันมาฉันว่าไม่ไหว ฉันไม่ได้เรียนหรอก ฉันย่องไปเปิดตำราของหลวงพ่อปานดูแล้วไม่เห็นมีอะไร วิธีตรวจโรคคนไข้ที่จะมารักษาโรคจากท่าน ท่านมีตำรา มีวิธีตรวจโรค คือ เสกหมากให้กิน หมากจะมีรสหวาน รสเปรี้ยว รสขม รสเฝื่อน รสยัน ร้อนหูร้อนหน้า ถ้ามีอาการอย่างนี้ท่านจะรู้เลยว่าคนนี้เป็นโรคอะไร ถ้ากินไปแล้วหมากมีอาการปกติเป็นโรคธรรมดา ถ้าเป็นโรคธรรมดาท่านก็อยากจะรู้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นโรคไทฟอยด์ เป็นมาเลเรียหรือว่าเป็นโรคพวกมดลูกหรืออะไรก็ตามนะ ท่านก็ใช้อำนาจอาโลกกสิณเข้าไปพิสูจน์ดูไข้ภายใน ท่านจะเห็นไข้

ท่านบอกว่าเห็นแจ่มใสแล้วก็ให้ยา รดน้ำมนต์ เรียกสับ เวลาเสกยาก็อธิษฐานขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นโดยเฉพาะให้หายไปเดี๋ยวนี้ หมอนิดชอบใจไหมล่ะ ถ้าชอบใจก็จำเอาไว้นะ จุดธูปจุดเทียนขอจากท่าน ฉันไม่ได้เรียนจากท่านหรอก ขี้เกียจ ฉันขี้เกียจเรียน ฉันไม่เอาหรอก แต่ว่าจำมาได้คร่าวๆ เป็นขโมยดูตำราท่าน ฉันเป็นคนดีที่ไหนล่ะ นักขโมยนะ พ่อขโมยดะ เผลอไม่ได้ หลวงพ่อปานเผลอไม่ได้หรอก เรื่องตำรานี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องของท่าน มีฉันคนเดียวขโมยเปิดดู เป็นเรื่องของฉัน

แล้วท่านเคยว่าต่อหน้าแขกมากๆว่า อ้ายลิงดำนี่ มันขโมยเก่งนัก อะไรเผลอไม่ได้ แล้วแถมคุยกับเขาเสียด้วยซิว่า มันไม่ได้ขโมยแต่ชาตินี้ชาติเดียวนะ หลายร้อยชาติแล้ว ฉันเผลอไม่ได้ เคยเป็นลูกฉันนะ เผลอมันเป็นขโมยเด็ด ประกาศต่อหน้าประชาชนเสียด้วย นี่ขโมยมีเกียรตินะ ขโมยมีศักดิ์ศรี แต่ผู้ถูกขโมยไม่ว่าอะไร พอชาวบ้านเขาถามว่า ท่านลิงดำนี่ขโมยแล้วหลวงพ่อว่าอะไรบ้างไหม ช่างมัน วิสัยมันชอบขโมยก็ให้มันขโมยไป มันไม่เป็นเวรเป็นภัยแก่ใครนี่ ชอบลองอย่างเดียว ไม่เอาจริง ไม่ว่าอะไรถ้ามันลองได้แล้วเลิก มันทำเป็นผลตามที่มันคิด ตามที่เขียนไว้ ตามตำรา พอทำได้แล้วมันเลิก มันไม่เป็นเวรเป็นภัยกับใคร ก็เลยหมดเรื่องกันไป

นี่ก็ว่ากันถึงวิชาหมอนะ ว่าให้ฟัง แล้วต่อมาหลังจากวันรุ่งขึ้นจากหลวงพ่อสุ่นเรียกหลวงพ่อปานไปถามเรื่องสะเดาะกุญแจ นี่เรามาทวนหลังกันใหม่นะ อีตอนนั้น วันนั้น แขกมาหา ปรากฏว่าน้ำในตุ่มไม่มี น้ำในตุ่มที่สำหรับทำน้ำมนต์น่ะไม่มีแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไปกำลังเป็นนาค ว่า ปานเอ๊ย ปานมารดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไปแล้วท่านก็กราบ พอกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่าน้ำในตุ่มไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง 2 ลูก ใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือพูดว่า ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูกเอ๊ย น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว อีตอนนี้ชักยุ่ง ท่านว่าเข้าไปดูอยู่ตะกี้นี้ประเดี๋ยวเดียว เห็นอยู่แล้วว่าน้ำในตุ่มมันไม่มี พอแขกเขามาก็ย่องไปดูน้ำในตุ่มเห็นว่าไม่มี ก็เตรียมหาบเอาไว้ คิดว่าท่านสั่งจะได้ลงไปตักทันที เพราะรดน้ำมนต์นี่ ตอนหลวงพ่อปานเป็นนาค ดูจะเป็นภาระเป็นตำแหน่งจะต้องทำเป็นหมอรดน้ำมนต์ แลเห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี แล้วท่านว่าน้ำมี

ก็เลยเดินไปดู ก็ปรากฏว่าน้ำเต็มตุ่ม ก็ชักแปลกใจมากๆ อีตอนนี้น้ำเต็มตุ่มแล้ว หลวงพ่อสุ่นบอกว่า พ่อตักไว้แล้วตักเมื่อกี้นี้เอง หลวงพ่อปานบอกว่า เราก็นั่งดูท่านอยู่ ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านบอกว่าท่านตักน้ำไม่มี ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น คุยอยู่กับแขก ฉันก็นั่งอยู่ไม่ไกลนัก เวลาท่านบอกว่าตักน้ำไม่เห็นท่านลุกไปไหน ปรากฏว่าน้ำมี อันนี้แปลกใจ แล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปประมาณ 50 คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โต เป็นตุ่มเล็กๆ หากจะรดกันจริง 4 คนหมดตุ่มกระถางเล็กๆ แต่วันนั้นแขกตั้ง 50 คน ยุบลงไปไม่ถึงคืบ เป็นเรื่องอัศจรรย์

พอแขกไปหมดแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป บอกว่าปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจหรือว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร หลวงพ่อปานบอกว่าแปลกใจขอรับ ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรปาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจริงๆ ทำอะไรก็ได้นะ อ้ายเรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ พ่อเอาใจตัก เอาเข้านั่น นี่เรื่องมันยุ่งกันใหญ่ ท่านว่าเอาใจไปตักน้ำ ท่านว่าท่านไม่ได้เอาถังของท่านลงไปตักหรอก เป็นยังไงลูกหลานที่รัก แปลกใจไหม พระแก่เอาใจตักน้ำได้ แล้วท่านก็บอกว่าปานอยากจะได้ไหมคาถาตักน้ำนี่ หลวงพ่อปานบอกว่าอยากได้ เรื่องอยากได้คาถาตักน้ำเป็นเรื่องไม่อัศจรรย์ แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูกนา เราได้มีโอกาสสงเคราะห์คน หมอของเรานี่เวลาจะยกครูต้องใช้เงิน 6 บาท หัวหมูบายศรีซ้ายขวา แต่เวลาจะรักษาเขาจะเรียกเขาไม่ได้นะ อ้ายเงิน 6 บาทนี่ พอปีหนึ่งเรายกครูครั้งเดียว เราหาของเราเองเราหาได้ ต้องรักษาด้วยอำนาจเมตตาจิตนะ เธอจะทำได้ไหมเล่า

หลวงพ่อปานท่านบอกว่าท่านรักอยู่แล้ว บอกว่าทำได้ขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็หัวเราะ ก็เลยบอกว่า พ่อรู้ว่าเจ้าต้องการละเจ้าทำได้ ปานเอ็งน่ะมีคนเดียวนะ พ่อบวชพระมาหลายร้อยองค์แล้ว วิชาความรู้ที่พ่อมีอยู่นี่พ่อไม่สามารถจะถ่ายทอดให้ใครได้หมด มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นที่พ่อคิดจะถ่ายทอดให้ได้ ตั้งแต่เอ็งยังเป็นเด็กๆ ที่พ่อเอ็งพามาหา พอมองเห็นหน้าแล้ว พ่อคิดว่าเอ็งพอบวชแล้วพ่อจะต้องเอาเอ็งมาอยู่ด้วย มีคนเดียวที่พอจะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่พ่อมีอยู่ได้ หลวงพ่อปานปลื้มใจ

หลวงพ่อสุ่นก็ว่า เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกปานนะ ก่อนที่จะเรียนหมอ เราก็ขึ้นต้นทำใจกันเสียก่อน เพราะว่าหมอของเรานี่น่ะ เราใช้กำลังใจเป็นสำคัญ เราไม่ได้ใช้วัตถุว่าพวกพระนี่ไม่มีทรัพย์ไม่มีสิน ไม่มีเงินมาทองมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนหมอหลวงเขา หมอหลวงเขามีเงินงบประมาณรัฐบาลให้ อ้ายเรานี่มันเงินชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นคนจน เราจะไปกะเกณฑ์ว่าคนนั้นเอาเงินมาเท่านั้น คนนี้เอาเงินมาเท่านี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเอามาให้ได้หรอก คือเราต้องใช้ทางใจ พระพุทธเจ้าท่านสอนกำลังทางใจไว้ ถ้าเรามีกำลังทางใจเสียอย่างเดียวนะ อะไรๆเราทำได้หมด แล้วท่านก็ถามอีก ปานเอ๊ย เอ็งเห็นอ้ายพวกทำโบสถ์ไหม อีตอนที่หลวงพ่อปานเข้าไปเป็นนาคน่ะ ช่างกำลังทำโบสถ์ จวนจะเสร็จอยู่แล้ว หลวงพ่อปานพบเขาเหมือนกัน

ท่านก็บอกว่าเห็น เอ็งรู้ไหมว่าพวกทำโบสถ์มันกินปลาที่ไหน เขากินปลาในสระขอรับ หลวงพ่อปานถามว่าเขากินปลาในสระไม่บาปหรือ ไม่บาปหรอก หลวงพ่อสุ่นท่านว่าอย่างงั้น บอกว่าไม่บาป ก็พ่อเอาใบไม้ทำปลาให้มันกิน ทีแรกมันซื้อหมูกิน พ่อสงสารมันเลยเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้มันกินกัน มันกินกันจนขี้เขียวเลย อ้ายปลาประเภทนี้มันเป็นปลาที่พ่อเสกใบไม้ให้มันเกิดขึ้น กินยังไงมันก็ไม่บาป รสชาติมันอร่อยเสียยิ่งกว่าปลาธรรมดาเสียอีก

เออเอ็งอยากได้ไหมคาถาบทนี้ หลวงพ่อปานก็บอกว่าอยากได้ ท่านเลยบอกว่าไม่เป็นไร พ่อให้หมด พ่อบอกแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่พ่อจะหวงลูก ไม่มีอะไรที่จะกีดกัน สิ่งไรที่พ่อมีอยู่พ่อให้หมด เอายังงี้ก็แล้วกัน ก่อนจะทำอย่างนั้นเราต้องเริ่มต้นวางพื้นฐานกันเสียก่อน หลวงพ่อปานก็ถามว่าวางพื้นฐานอย่างไร วางพื้นฐานด้านกำลังใจซิ เราต้องสร้างกำลังใจกันเสียก่อนถึงจะเป็นหมอได้ เสกใบไม้ให้ปลาก็ได้ ตักน้ำด้วยใจก็ได้ เอ็งเอาไหมล่ะ เอาเทียนหนักบาทมา 5 เล่ม ธูป 5 ดอก ดอกไม้ 5 กระทง ข้าวตอก 5 กระทง พ่อจะให้เรียน เรียนวิชาหมอกัน

นี่ลูกหลานลองคิดดูนะ นี่หลวงพ่อสุ่นสอนวิชากรรมฐานหลวงพ่อปานนะ แต่ว่าหลวงพ่อปานชอบหมอ ชอบมีฤทธิ์ ท่านเลยไม่บอกว่ากรรมฐาน บอกว่าเป็นคาถาหมอ คาถามีฤทธิ์ นี่เป็นความฉลาดของพระรุ่นเก่า เรียกว่าท่านปฏิบัติตามแนวพระพุทธเจ้าจริงๆ สมัยพระพุทธเจ้าน่ะ ท่านไปพบใครเขาชอบอะไรเข้าท่านก็จะสอนวิชานั้นให้เขา แต่ความจริงเป็นกรรมฐาน อย่างพวกชฏิลบูชาไฟ ท่านเห็นเข้าท่านบอกว่าการบูชาไฟน่ะเป็นการดีๆ มาก ท่านไม่ตำหนิของเขาว่าเลวนะ ดี แต่นี่ยัง แต่ยังเป็นไฟภายนอก ควรจะบูชาไฟภายใน แล้วท่านก็ยกกิเลสขึ้นมาเป็นไฟ ราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ

นี่ท่านไม่ได้ไปเที่ยวลบล้างใครเขา คนที่เขามีความคิดอะไรอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ไปชมความคิดของเขาว่าดี แล้วเราเอาสิ่งที่ดีกว่าแทรกเข้าไป อย่างนี้ฉันว่ามันดีกว่าไปหักล้างความต้องการเดิมของเขาอย่างที่เขาคิดว่าการยกศาลพระภูมิเป็นของดีนี่แหละ ก็มีเพื่อนฉันหลายคนไปเที่ยวว่าเขาว่าไม่ควรจะไปยกศาลพระภูมิ ไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว นี่ฉันก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ฉันคิดว่าเจ้าเพื่อนของฉันนี่มันฉลาดมากเกินไป

แต่ความจริงถ้ามันจะบอกว่าพระภูมินี่เป็นเทวดา เขาเป็นเทวดา เขาสามารถมีอำนาจเหนือเรา เขาควบคุมเราได้ เขาลงโทษเราได้ แต่หากว่าเราอยากจะเป็นเทวดาบ้างก็ทำตนอย่างพระภูมิ คือ ปฏิบัติให้มีหิริและโอตตัปปะ คือ อายความชั่ว เกรงความชั่ว สร้างความดี ต่อไปเขาก็จะเป็นเทวดาอย่างพระภูมิบ้าง เราจะมีโอกาสเข้ามาควบคุมมนุษย์บ้าง อย่างนี้จะดีกว่า นี่ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้านะ การหักล้างไม่เป็นเรื่อง แต่ความจริงใครเขาจะบูชาพระภูมิ ใครเขาจะบูชาเจ้า ฉันไม่ตำหนิเขา ฉันว่าเขาทำดี ดีเพราะอะไร ดีเพราะเขายังรู้จักบูชา จิตใจเขายังรู้จักนอบน้อม รู้จักมีเคารพ คนประเภทนี้เป็นคนดีแล้วนี่ ถ้าเราจะให้เขาดียิ่งกว่านั้น เราก็เอาความดีอื่นแทรกเข้าไปซิ อย่าไปล้างความดีของเขา ถ้าล้างความดี ถ้าเขาเหลือแต่ความไม่ดี ทีนี้เราจะเอาของดีไปให้เขาได้ยังไง นี่เป็นความคิดโง่ๆ ของพระแก่ๆ อย่างฉันนะ

ฉันเป็นคนแก่แล้วฉันก็โง่ หลวงพ่อสุ่นท่านมีความฉลาด เรียกได้ว่าลอกแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่หักล้างน้ำใจคน ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ชอบเดช ท่านก็สอนกรรมฐานให้ แต่ท่านไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน บอกว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นหมอ เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้มีฤทธิ์ เอากะท่านซี ลองดูทีนี้

พอถึงตอนกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ท่านก็ให้สมาทานพระกรรมฐาน หลวงพ่อปานบอกว่าท่านก็สอนกรรมฐาน 40 นี่แหละครบถ้วน อันนี้ฉันจะไม่อธิบายนะ หนังสือคู่มือพระกรรมฐานมีอยู่แล้ว ไปดูกันตามนั้นแหละ ฉันเขียนตามแบบฉบับที่ท่านสอนฉันมา เพราะฉันเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านก็สอนตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าไม่มีผิด ฉันรับรองว่าไม่ผิด ถ้าผิดแล้วก็ย่องไปดูบ้านลูกหลานไม่ได้ซิ บ้านเมืองมนุษย์นี่ฉันไม่ดูหรอก บ้านที่มันสวยน้อยนี่ฉันไม่ดู ฉันต้องดูบ้านสวยมาก ที่บอกว่าฉันปลื้มใจ ความประสงค์ของฉันเต็มบริบูรณ์ เกณฑ์อันใดก็ตามที่ฉันจะต้องทำ ฉันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว คือภาระที่จะต้องแบกลูกแบกหลาน ฉันแบกแล้ว ลูกหลานของฉันให้มีความเลื่อมใส รู้จักเสียสละ ฉันทำได้แล้ว สถานที่ใดเป็นดินแดนของความสุขอันนั้นฉันแนะนำแล้ว ชักจูงแล้ว แต่ว่าทำกันแบบลับๆ ทำกันแบบปกปิด เมื่อผลปรากฏฉันก็พูดให้ฟัง

เพราะว่าหลวงพ่อปานท่านก็อย่างนั้นนี่ ท่านเป็นอาจารย์ฉันน่ะ เวลาพวกฉันทำอะไรท่านไม่บอกหรอก ท่านไม่บอกมันจะดีมันจะชั่วแบบไหนแต่ว่าพอผลปรากฏเข้าจริงๆ ท่านก็ย่องขึ้นไปดูแล้วท่านก็อธิบายให้ฟัง พวกฉันก็ปลื้มใจ แล้วต่อมาฉันไปได้ ฉันไปดูของฉันบ้าง เมื่อท่านบอกแล้วฉันก็ย่องไปดูของฉันบ้าง ก็จริงตามท่านว่า

ลูกหลานก็เหมือนกัน ทำความดีกันแล้วนี่ ดีเยอะแล้วนี่ ไม่ใช่ดีน้อย ดีมากแล้ว แต่ว่าดียังไม่หมด อย่าเพิ่งเลิกดีเสีย ดีมีเท่าไร เอามาให้หมด เราต้องเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ถ้าเราเป็นขั้นคหบดีเกิดบนสวรรค์ สวรรค์นี่ฉันเทียบเท่าคหบดีนะ ถ้าพรหมโลกฉันเทียบเท่าเศรษฐีธรรมดา ถ้าหากว่าถึงพระนิพพานจัดว่าเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ตำแหน่งมหาเศรษฐีใหญ่นี่น่ะต้องเอาให้ได้ เพราะที่นั่นมันสบายจริงๆ ไม่ต้องนึกไม่ต้องคิด สิ่งที่เราต้องการปรากฏเอง สิ่งไรก็ตามที่เป็นความเหมาะสมจะพึงมีจะพึงใช้จะปรากฏทันทีโดยเราไม่ต้องคิด

ชั้นพรหมชั้นสวรรค์ยังต้องคิด ยังต้องนึกว่าสิ่งนั้นจงปรากฏ ยังต้องใช้กำลังใจหา แต่นิพพานนี่ไม่ต้องหา เราจะนอนตรงนี้ เราคิดว่าเราจะนอนเท่านั้นแหละ ที่นอนมันมารองพอดี เราคิดว่าเราจะนั่ง ที่นั่งมันมารองรับพอดี นี่เป็นยังงี้นา สบายมาก แค่เทวดาแค่พรหมก็ไม่กล้วยแล้ว ถึงกล้วยก็เป็นกล้วยน้ำว้าสุก ไม่ใช่กล้วยน้ำว้าดิบ กินง่าย นึกจะไปไหนก็ไปได้ทันทีไม่ต้องใช้พาหนะ ต้องการปรารถนาอะไรก็สมหวัง นี่สมบัติทั้งหลายเหล่านี้ลูกหลานของฉันทุกคนมีแล้ว ฉันสบายใจ ฉันจะตายอย่างนอนตาหลับ อ้าวนี่มาพูดอะไรกันอีกล่ะ นี่ฉันเผลอไปอีกแล้วซี

เอาว่ากันต่อไป ในเมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปหาหลวงพ่อสุ่น ท่านก็สอนพระกรรมฐานในขั้นต้น ท่านสอนให้ละนิวรณ์ 5 ประการ ดูตามแบบนะลูกนะ ลูกหลานที่รักดูตามแบบ กามฉันทะ ความฉันทะความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสในเพศตรงกันข้ามหรือว่าของตัวเอง แล้วก็พยาบาท การจองล้างจองผลาญ การง่วงเหงาหาวนอน มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นอกแบบนอกแผน สงสัยในผลของการปฏิบัติความดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ท่านเรียกกันว่านิวรณ์ เป็นเครื่องกันความดี สิ่งเหล่านี้ต้องระงับ ต่อไปก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีพรหมวิหาร 4 นี่แหละหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานต้องทำอย่างนี้

เสร็จเรียบร้อยท่านบอกว่า ปานเอ๊ย ลูกปานเป็นคนดีมีความสามารถ ฟังให้ดีนะ ฟังให้ดี เพราะคนทุกคนถ้ายังมีกิเลส ต้องการการชม วาจาที่ชมเชย เวลาที่หลวงพ่อสุ่นท่านต้องการให้หลวงพ่อปานได้ดี ท่านชมทุกครั้ง ดูความฉลาดของพระโบราณ เคยมีบุญวาสนาบารมีมาก เอาอย่างนี้นะ ขั้นแรก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากระทบจมูก กระทบหน้าอก กระทบริมท้อง หายใจออกกระทบท้อง กระทบหน้าอก กระทบฝีปาก ลมกระทบ 3 ฐาน กำหนดให้ได้นะ พร้อมกันนั้น หายใจเข้าให้รู้กำหนดนึกถึงคำภาวนาว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ แล้วก็เพ่งรูปพระสักองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์ไหนก็ได้ เพ่งรูปพระให้จำได้ นึกถึงรูปพระไปพร้อมกัน กับรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา นี่เป็นการสอนกรรมฐานทีเดียว 3 อย่าง คือว่า หนึ่ง อานาปานุสติกรรมฐาน รู้กำหนดลมหายใจเข้าออก อันทรงได้ถึงฌาน 4 แล้ว คำว่าพุทโธเป็นเครื่องโยงใจ เป็นพุธานุสสติกรรมฐาน การเพ่งรูปพระเป็นกสิน ท่านสอนทีเดียว 3 อย่าง

นักปราชญ์สมัยใหม่อย่าเพิ่งตำหนิท่านนะ ฟังผลของท่านไปก่อน เมื่อท่านสอนอย่างนั้นแล้ว หลวงพ่อปานก็มาทำตาม เวลาทำท่านเข้าไปในโบสถ์ เพราะพระในโบสถ์องค์ใหญ่ พระประธานเขาปั้นไว้ใหญ่ ชอบใจเห็นง่าย เห็นชัด ท่านไปนั่งทำในโบสถ์ ท่านบอกว่า 7 วันเห็นชัด 7 วันเท่านั้นแหละ พอวันแรกก็จับพระได้ไรๆ พอวันที่ 2 ที่ 3 มองภาพพระได้ชัด พอวันที่ 4 ที่ 5 พระปรากฏชัด พอวันที่ 7 พระมีสีแก้วเป็นประกายพฤกษ์ จะบังคับให้สูงก็ได้ต่ำก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ตามใจชอบ อันนี้เป็นกสินสำคัญจริงๆ เป็นตัวกสิน ฝึกอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก 5-6 วัน อารมณ์สบาย นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น จะเดินไปบิณฑบาต จะเดินไปกลางลานวัด จะกลับมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น บังคับให้อยู่ข้างหน้าก็ได้ ให้อยู่ข้างหลังก็ได้ เห็นทางใจ คือว่าติดอยู่ในอารมณ์ พอสบายใจ

ถึงวันที่ 10 หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาก็ถามว่า ปานเอ๊ย พื้นฐานกำลังใจที่พ่อให้ไว้ทำได้หรือยังลูก หลวงพ่อปานก็บอกว่าทำได้แล้วขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่าเจ้าเห็นพระเป็นสีประกายพฤกษ์แล้วใช่ไหม หลวงพ่อปานตกใจ บอกเอนี่มันเรื่องอารมณ์จิตของเรา ท่านรู้ได้ยังไง ก็นึกในใจ พอสงสัย ท่านก็ยิ้มบอกว่า ปานไม่ต้องสงสัย สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้พ่อต้องรู้ เพราะพ่อได้มาก่อน สิ่งที่ได้ก่อนพ่อต้องรู้ เจ้าทำทีหลัง ไม่ยังงั้นพ่อสอนเจ้าไม่ได้

หลังจากนั้นไปท่านก็บอกว่า ปานนี่ถึงที่สุดแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนกันใหม่ อันนี้ได้เต็มที่แล้ว ได้เต็มที่แต่ต้องรักษาอารมณ์ไว้นะ อย่าให้สูญไป ของที่ได้ไว้แล้วอย่าให้สูญ ตอนนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ ตอนนี้ลูกปานจะเอาอะไรล่ะ ลูกจะเรียนอะไรต่อ จะเรียนพื้นฐานกำลังใจน่ะจะเรียนอะไรต่อ เรื่องเสกยา เสกน้ำมนต์ยังไม่ต้องเรียน เราสร้างกำลังใจกันก่อน หลวงพ่อปานท่านก็เลยบอกว่าท่านคิดอยู่เสมอเรื่องน้ำในตุ่ม ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากจะตักน้ำด้วยใจ หลวงพ่อสุ่นก็รู้ใจ ท่านบอกว่าเธออยากได้วิชาตักน้ำด้วยใจใช่ไหม

หลวงพ่อปานก็กราบเรียนท่านบอกว่าใช่ขอรับ ท่านบอกว่าได้ปาน พ่อตั้งใจไว้แล้ว มาเรียนวิชาตักน้ำกัน เห็นไหม ลูกหลานที่รัก ท่านฉลาดในการสอน แทนที่จะบอกว่าเป็นกรรมฐาน ท่านก็มาบอกว่าเป็นวิชาตักน้ำเสียอีก ทีนี้ใครๆ ก็ไม่ได้ขยันตักน้ำนักนี่ ปั้ดโธ่ มันเหนื่อยมันหนัก ถ้าเราเอาใจตักน้ำได้ละก็ เราก็เลิกวิธีอื่นละ ใช้เอาใจตักกันดีกว่า ท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปไม่ยากนะอารมณ์เดิมที่ลูกทำมาแล้ว ที่พ่อสอนไปก่อน เราตั้งอารมณ์อย่างไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าวิธีที่เราจะทำวิชาตักน้ำ ก็เอาน้ำมาขันหนึ่งวางไว้ตรงหน้า ห่างออกไปสักศอกคืบ ลืมตามองดูน้ำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพน้ำ ภาวนาว่า อาโปกสิณัง ว่าเท่านี้นะ แล้วก็ถ้าภาพน้ำมันหายไปละก็ ลืมตาดูใหม่ ใช้อารมณ์ตามเดิมนะ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ต้องภาวนาว่าพุทโธ ไม่ต้องนึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพน้ำแทน ใช้คำภาวนาว่า อาโปกสิณัง แทนนะ หลวงพ่อปานก็รับคำ แล้วบอกว่าเจ้าไปทำในโบสถ์หรือในป่าช้าก็ได้ หลวงพ่อปานก็ไปทำ ลูกหานที่รัก ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ของสมาธิ ถ้าได้เสียแล้วมันก็เหมือนกันหมด เหมือนกับเราอ่านหนังสือออก แล้วเราจะไปอ่านหนังสือเรื่องอะไรมันก็อ่านได้ มันก็ยากอยู่ตอนแรกเท่านั้น ท่านบอกว่าท่านไปทำอยู่ 2-3 วัน ภาพน้ำปรากฏเป็นสีแก้วประกายพฤกษ์ ก็ปรากฏว่าเป็นกสินเต็มที่ สำหรับวันนี้ก็ของดเพียงเท่านี้ก็แล้วกันนะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ผู้รับฟัง สวัสดี

ลูกหลานที่รักทั้งหลาย วันนี้ลูกหลานคงจะแปลกใจ เพราะว่ามีทั้งการบวงสรวง การชุมนุมเทวดา การตั้งนะโมนี่ ของฉันมีเป็นปกติ แต่บางขณะที่ต้องการทำอะไร ฉันอาจจะตั้งของฉันในใจ เอาจิตน้อมถึงบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย และมีพระพรหมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเป็นสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของฉันนะ แล้วลูกหลานทั้งหลายจะมีความแปลกใจ เพราะวันนี้มีการแถมตั้งนะโมให้ได้ยิน เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อวานนี้เมื่อฉันบันทึกเสียงเสร็จ ฉันก็ไปนอนใคร่ครวญตัวเองว่า ก่อนที่ฉันจะพูดเรื่องหลวงพ่อปานนี่นะ ฉันก็มักจะเอาอะไรต่ออะไรมาเล่าตอนหน้าเสียก่อนเป็นการเปลืองเวลา มาวันนี้วันที่ 20 ตั้งใจจะไม่มีอารัมภบท หมายความว่าจะไม่มีเรื่องพาดหน้าเรื่อง แต่มันก็ต้องมี ต้องมีเพราะอะไร เพราะว่าเมื่อคืนวัน 19 ฉันนั่งพระกรรมฐาน

วันนี้นึกจะซ้อมอารมณ์เดิม คิดว่าจะไม่เหาะละ จะไม่ทำอะไร ก็คว้ากสินกองใดกองหนึ่งเข้ามาใช้ วันนี้สมาธิใช้ไม่ได้เลย จมไม่ลง ไอ้ที่จมไม่ลงไม่ใช่ว่าอารมณ์ของฉันเสีย เป็นอำนาจพุทธานุภาพที่ไม่ทรงอนุมัติ เรื่องของพระพุทธานุภาพนี่น่ะไม่มีอะไรจะไปขัดขวางท่านได้ พอทำอยู่ตั้ง 2-3 นาทีก็ปรากฏเสียงบอกว่า ฉันสั่งให้คุณระงับ คุณก็จงอย่าลอง ไม่ต้องซ้อม กรรมฐานกองอื่นถมเถไป 30 กองทำไมจึงไม่ซ้อม ทำไมจึงต้องมาซ้อมกสิน ไม่จำเป็นสำหรับคุณ คุณน่ะไม่มีโอกาสที่จะพ้นคนเข้าไปอยู่ในป่าแล้วไปตายคนเดียวได้หรอก มันจะต้องตายอยู่กับคน ถ้าหากว่าคุณไปใช้กสินเข้า ความเบื่อหน่ายของคุณมีอยู่มากแล้ว ดีไม่ดีคุณก็จะหนีเจ้าหนี้เข้าป่า จะเกิดประโยชน์อะไร ทำไปชำระหนี้เขาไป แล้วเราสร้างความดีชำระหนี้ให้หมด สิ่งใดควรจะเป็นกำรี้กำไรคือเป็นดอกเบี้ยก็หาให้เจ้าหนี้เขา จะได้เป็นการชดเชยกับที่เราเอาของเขามาใช้ เราใช้เขามาก่อน เอาของเขามาใช้ก่อน

เวลานี้เขาจึงใช้เราบ้าง เราก็ปล่อยเขาซิ ถ้าสิ่งใดที่มันไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยเราก็ทำไป ถ้าสิ่งใดที่มันขัดต่อพระธรรมวินัยเราจงอย่าทำ ในเมื่อเราไม่ทำใครจะเป็นเจ้าของหัวใจของเรา ฟังแล้วก็สะดุ้ง พอฟังแล้วก็เลยต้องขอขมาท่าน ก็กราบเรียนท่านแต่เพียงบอกว่าที่จะทำน่ะไม่ใช่อะไร คือ กสินเป็นกำลังสมาธิใหญ่ สร้างความสุขใจมาก อยากจะทรงพละในฝ่ายกสินไว้เพื่อรักษากำลังใจ ท่านก็บอกว่าไม่ได้ เมื่อแกทำกสินเข้า แกก็ทำจบฌาณ 4 แล้วดีไม่ดีแกก็จะเปิดอีก นี่เมื่อวานนี้ถ้าฉันไม่ท้วงไว้นะดีไม่ดีแกก็ไปเชียงตุงเชียงรายแล้ว ไปหาเจ้าเพื่อน 2 คน นี่ท่านดักคอรู้มา แต่ความจริงถ้าหากว่าทำได้ก็น่ากลัวเหมือนกัน เวลานี้มันไม่ได้ทำเพราะเกรงใจท่าน เอาเรื่องนี้พับไป

เมื่อท่านระงับแล้วฉันก็เลยจับอารมณ์วิปัสสนาญาณ ชำระใจพอสบาย เมื่อใจพอสบายแล้วฉันก็ไปจุฬามณีเจดีย์สถาน ขณะที่เคลื่อนขึ้นไปปรากฏว่าเห็นหลวงพ่อปานแล้วก็พระหลายท่านสวนลงมา เมื่อท่านสวนลงมาท่านก็เลยบอกว่า เธอจะไปไหนก็ไป พวกที่นั่งพระกรรมฐานนี่ฉันคุมเอง ก็ดีใจยกมือนมัสการท่านแล้วก็ไป แต่พอไปได้แค่ครึ่งทางก็นึกห่วงพวกกรุงเทพฯขึ้นมา แล้วก็พวกพิจิตร ว่าเวลานี้น่ะเขาทำอะไรกันบ้าง เลยแถมาข้างบ้านเจ้ากรมเสริม เห็นในบ้านกำลังวุ่นวายไปหมด คุณอ๋อยเห็นเดินเข้าเดินออก เดินออกเดินเข้า เออ เลยคิดว่านี่เขากำลังมีงานกันหนัก ชาวบ้านเขามีความลำบากมาก อาศัยความเป็นอยู่เองก็หนัก แล้วเขาก็ต้องมาหนักบำรุงฉันด้วย แล้วฉันก็บอกบุญเขาหาเงินมาบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการเพิ่มความหนักอีกสองเท่า ในทุกบ้านเขาก็เหมือนกัน ไปดูบ้านคนอื่นก็เห็นว่ามีแต่ความวุ่นวาย แถไปสุพรรณ ไปราชบุรี ไปชัยนาท ไปพิจิตรก็เหมือนกัน ไปดูกุฏิพระสุรินทร์ เห็นมันว่างๆอยู่ หน้ากุฏิเห็นใครมาคุยอยู่ 2-3 คน นึกว่าเอ นี่เขายังคุยกัน แต่เอาเถอะมันเป็นภาระที่เขาจะต้องทำแต่ละบุคคล ก็หมดกันไป

ฉันย้อนกลับไป ย้อนขึ้นไปพระจุฬามณี วันนี้เข้าไปเฝ้า พบพระพุทธกัสสป ท่านประจำอยู่ที่นั่น มีพระอรหันต์เต็มไปหมด ฉันยกมือไหว้ตั้งแต่หน้าพระจุฬามณีขึ้นไป พอเข้าไปกราบๆท่าน ท่านก็ท้วงว่า คุณ เมื่อวานนี้คุณบันทึกเสียง บอกถึงความดีของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ลูกหลานทั้งหลายที่เขาทำกันว่าแต่ละคนมีวิมาน นี่คุณน่ะยังพูดไม่ครบถ้วนนะ วันพรุ่งนี้ คือ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2515 คุณต้องย้อนพูดใหม่นะ เวลาจะพูดอะไรละพูดให้มันครบซี ทำอะไรนี่ก็ทำให้มันพอดีๆ อย่าให้มันขาดตกบกพร่อง

คุณไม่ต้องไปเกรงใคร ในเมื่อเราพูดตามความเป็นจริงก็กราบทูลถามว่า ข้าพระพุทธเจ้าพูดบกพร่องตรงไหนพระพุทธเจ้าข้า ท่านก็บอกว่า อีตอนที่คุณบอกว่าทุกคนเขามีวิมานน่ะ แต่คุณไม่ได้บอกนี่ว่าวิมานน่ะมันเป็นวิมานประเภทไหน คุณต้องบอกเขา วิมานบนสวรรค์มันมีอยู่หลายขนาด คือ

1. วิมานเงิน
2. วิมานทอง
3. วิมานแก้ว แก้วอย่างเดียวนะ เป็นแก้วๆ แล้วก็
4. วิมานแก้ว 3 ประการ
5. วิมานแก้ว 5 ประการ แล้วก็
6. วิมานแก้ว 7 ประการ แล้วก็
7. วิมานแก้ว 9 ประการ

นี่บุญญาธิการของเทวดาแต่ละคนย่อมไม่เสมอกัน วิมานไม่เท่ากัน มีวิมานเหมือนกัน แต่ทว่าความสดสวยของวิมานไม่เหมือนกัน แล้วคุณทำไมไม่บอกเขาล่ะว่า ทุกคนน่ะที่เป็นลูกหลานของคุณ ที่เป็นบริษัทของคุณน่ะ เขามีวิมานขนาดไหน ประเภทไหน คุณต้องบอกเขาซิ บอกเขาว่า ทุกคนที่เป็นบริษัทของคุณน่ะเขามีวิมานขั้นแก้ว 7 ประการด้วนกันทุกคนแล้วเป็นอย่างต่ำ ถึงแม้ว่าใครจะทำบุญมากก็ตาม ใครจะทำบุญน้อยก็ตาม แต่ว่าที่ทำไปด้วยศรัทธาแท้ไม่ใช่จำใจทำนะ คำว่าบริษัทของคุณน่ะหมายความว่าที่เขามีความเลื่อมใสในคุณจริงๆ มีความเลื่อมใสในการที่คุณนำเอาพระธรรมคำสั่งสอนมาบอกเขา แล้วก็แนะนำเขาให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วเขามีความเลื่อมใสจริงๆ อย่างนี้เราเรียกกันว่า บริษัท

แต่หากว่าประเภทที่จำใจทำเขายังไม่เรียกกันว่าบริษัท ถือเป็นบุคคลภายนอก แต่ว่าเขาให้มาเขาก็พอได้ ชนิดวิมานเงินวิมานทองก็พอมีอยู่ แต่ถ้าบริษัทแท้ๆ ที่มีความมั่นใจในคุณจริงๆ เขามีวิมานแก้ว 7 ประการหมดแล้ว เป็นวิมานอันดับ 2 สำหรับวิมานอันดับ 1 นั้นมันเป็นวิมานแก้ว 9 ประการ ตานี้ก็มาว่ากันถึงความผ่องใสของวิมาน ความผ่องใสของวิมานย่อมแตกต่างกันด้วยอำนาจของบุญบารมีคือกำลังของใจ แต่ก็ควรจะบอกเขาว่าวิมานแต่ละวิมานก็มีความน่าสวยสดความน่ารื่นรมย์ทั้งนั้น เขตวิมานแต่ละวิมานบริเวณน่ะกว้างขวางไพศาล มีที่อยู่เป็นสุขสบาย มีความเลื่อมสวยสะอาดวิจิตรตระการตา นี่ก็เรียกว่าความงามของแต่ละวิมานน่ะพรรณนากันไม่ถูก นี่ความจริงมันเป็นอย่างยังงั้นนะ ความจริงเป็นอย่างงั้น ฉันไปเห็นมาแล้วก็เห็นตามนั้น แต่ฉันไม่ได้บอก

นี่ลูกหลานฟังไว้นะ ที่ใครคิดว่าฉันดี ใครเขาเคยคิดว่าฉันเป็นผู้วิเศษ สมมุติเอานะว่าเขาคิดอย่างนั้น ก็ต้องจำไว้ด้วยว่าฉันเองน่ะฉันไม่ดีอะไรนะ แล้วฉันไม่มีอะไรจะวิเศษอีกด้วย ไอ้ความดีที่จะปรากฏขึ้นได้นี่เป็นความดีของครูบาอาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นพระประมุข แล้วก็มีเทวดาหรือพรหมทั้งหลายเขาคอยกระตุ้นเตือนใจอยู่นี่ละ พูดมามันชักจะผิดๆหลายคำแล้วตั้งแต่เริ่มทำงานในปีนี้แหละ ปีก่อนๆ ก็ไม่ค่อยจะมี ปีนี้รู้สึกว่ามันแก่มาก มันใกล้ตายมาก จึงได้เอาหีบศพมาตั้งคอยไว้ คิดว่าจะซ้อมกสิณน่ะ มันมีฤทธิ์ก็จะเก็บฤทธิ์เข้าไว้ เมื่อเวลาจิตจะตายบันดาลร่างกายให้เข้าไปนอนในหีบศพ

คิดไว้แค่นี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านมาทรงยับยั้ง เมื่อท่านยับยั้งหลายวาระแล้วนี่ เรียกว่าหลายคราวแล้ว จะให้ท่านว่าทุกคราวก็ไม่ถูก ต่อไปนี้เห็นจะงดกัน ไม่เอาละอารมณ์อีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ไม่เอา เลิกกัน มันจะตายด้วยวิธีทางไหนก็ปล่อยตามใจฉัน มันอยากตายดีก็ให้มันตาย ตายชั่วก็ให้มันตาย จะตายแบบไหนก็ตาม ฉันไปนิพพานได้ก็แล้วกัน ช่างมัน ร่างกายจะเป็นยังไงช่างมัน เอาแบบช่างเถอะ ตามเดิมกันนะ แบบวิชาลูกเสือที่เขาเอามือโบกๆปัดจมูก ไอ้สัญญาณอันนี้ฉันแปลว่าเหม็นขี้หมา เอามือโบกๆ ข้างหน้า แต่เขาแปลว่าช่างเถอะตามเดิม ทีนี้ฉันจะเอาแบบนั้น นี่หันมาพูดเรื่องวิมานกันใหม่

แล้วท่านก็บอกว่าวิมานขั้นเทวดาน่ะ บริษัทของเธอมีวิมานแก้ว 7 ประการเหมือนกันหมด แต่ว่าวิมานใดที่ประกอบไปด้วยกระแสไฟบูชาพระรัตนตรัย หรือให้ไฟเป็นประโยชน์สาธารณะ วิมานนั้นก็มีแสงสว่างมากกว่าวิมานอื่น ลุงเสริมแกทำบุญเงียบๆ อึกอัก แกก็คว้าสตางค์มาหมื่นห้าพันบาทให้ต่อไฟฟ้าเข้าวัด นี่เรียกว่าเป็นเจตนาเงียบๆ ทำหมกๆ ที่เรียกว่าไม่ประกาศ ไม่ประกาศกึกก้อง ไม่ชักชวนใคร ทำด้วยกำลังใจแท้ หวังให้ประโยชน์ความสุขแก่พระพุทธศาสนา หมายความว่าคนที่เดินผ่านวัดผ่านวาก็มีใจชุ่มชื่น เห็นแสงไฟก็มีใจสบาย เวลาดึกๆดื่นๆ น่ะฉันเคยเดิน สมัยโน้นเมื่อเป็นหนุ่ม ตี 2 ตี 3 ฉันเดินอยู่กลางทุ่งเงียบสงัด มีแต่เสียงจักจั่นเรไรจิ้งหรีดมันร้อง รู้สึกวังเวงใจ เดินอยู่คนเดียว

แต่พอมองเห็นแสงไฟบ้านใคร ไกลประมาณ 4-5 กิโลริบหรี่ๆอยู่ กำลังใจมันก็ชุ่มชื่น นี่ขั้นไฟเล็กๆ นะ นี่ท่านเจ้ากรมเสริมมาทำไฟใหญ่ไว้ให้ แล้วคุณสรรเสริญก็พลอยต่อท้าย แล้วก็มีครูนนทา อนันตวงษ์ พระครูปลัดผ่อง ตามเป็นแถว วิมานประเภทนี้มีคนพลอยโมทนาด้วยก็ดี ที่ทำก็ดีย่อมมีความสดใส อันนี้เวลาลูกหลานทั้งหลายฟังแล้วจะหาว่าฉันลำเอียงนะ นี่ฉันพูดตามความเป็นจริง ใครอยากจะให้สดใสตามนั้นบ้าง ก็เอาไฟฟ้าเข้าวัดหรือสาธารณประโยชน์ หรือไม่มีที่จะเข้า จะมาช่วยกันเสียค่ากระแสไฟฟ้าก็ได้ เพราะถ้าไม่มีสตางค์เสียค่าไฟฟ้า ถึงแม้จะมีอุปกรณ์ มีหลอดอยู่แล้วแสงไฟมันก็ไม่ปรากฏ นี่เรายังมีส่วนที่จะพึงได้บุญอยู่นะ ที่วัดฉันก็ได้นะ ที่วัดไหนก็ได้ ฉันไม่ได้จำกัดนะ การทำบุญไม่ใช่ว่าจะได้บุญแต่เฉพาะทำที่ฉันคนเดียว ลูกหลานทำบุญกับฉันน่ะ มันทำกับขโมยนะ เห็นไหมล่ะ

นี่ เมื่อวานซืนนี้น่ะวันที่เท่าไหร่ 17 ฉันขโมยเงินค่าอาหารไปพิมพ์หนังสือเสียบ้าง พิมพ์หนังสือร่ำรวยคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ซื้อยาน่ะไม่เป็นไร ไปซื้อรถเข็นทรายเข็นกรวดเสียบ้าง เอาไปช่วยคนแก่คนไข้ไม่สบายเสียบ้าง นี่ฉันน่ะมันเป็นต้นขโมยเสียแล้ว แล้วก็ขโมยมานาน แถมขโมยเงินของลูกของหลานเอาไปสร้างบ้านเรือน เออ อย่าว่าคนแก่เลยนะลูกหลานนะ ก็ทำมาหากินเองไม่ได้นี่ เมื่อทำกินเองไม่ได้มันก็ต้องขโมยแบบนี้แหละ แต่ขโมยแบบนี้ไม่มีเวรมีภัยนะลูกหลาน ไม่เป็นไร เพราะห่วงลูกห่วงหลานเกรงว่าจะเป็นคนจน

นี่ลูกหลานฉันคนไหนที่มีบุญบารมีถึงกามาวจรสวรรค์ จัดว่าตกอยู่ในฐานะคหบดีแล้ว ฉันดีใจ ดีใจที่พระใหญ่ท่านบอกว่าครบถ้วนบริบูรณ์ ท่านว่าแล้วท่านก็ไปชี้วิมานให้ดูว่า คุณเห็นไหม วิมานของเขาสวยสดงดงามขนาดนี้ แล้วก็ชี้วิมานเงิน วิมานทอง วิมานแก้วธรรมดา วิมานแก้ว 3 ประการ วิมานแก้ว 5 ประการ นั้นมีความสวยสดงดงามไม่เท่ากัน มีความสง่าผ่าเผยไม่เท่ากัน ฉันปลื้มใจ ปลื้มใจที่ลูกหลานของฉันเป็นคนรวย

แล้วต่อไปท่านก็พาไปชั้นพรหม ไปดูวิมานระดับพรหม นี่จะเป็นเล่นไปนะ ลูกหลานของฉันน่ะมีคุณสมบัติระดับพรหมก็ไม่น้อยนะ ไม่น้อยแล้ว ฉันไม่บอกละว่าใครบ้าง บอกเดี๋ยวจะหาว่าลำเอียงหรือรักไม่เท่ากัน เพราะฉันรักเท่ากันหมดทุกคน คนไหนเป็นคนดีฉันรัก เพราะฉันรักความดี แต่ตังฉันน่ะมันมีความดีน้อย ไม่รู้จะเหวี่ยงมันไปไว้ที่ไหน

นี่เวลาจะทำอะไรก็ต้องบวงสรวง ต้องชุมนุมเทวดา ต้องตั้งนะโม เพราะอะไร เพราะอาศัยบารมีท่านทั้งหลายสงเคราะห์ ไม่ยังงั้นก็พูดไม่ได้ ดีไม่ดีแรงก็ไม่ดี นึกอะไรก็ไม่ออก ขอให้ท่านเข้าดลจิต นี่เวลานี้ท่านมายืนกันอยู่พรั่งพร้อม ท่านท้าวมหาราชทั้ง 4 หมอดูพุฒิมา วันนี้การตำราแต้เชียว เอาลูกน้องมาด้วย เอาคนคุมบัญชีมาด้วย จะเป็นบัญชีเงินกู้หรือบัญชีอะไรของแกก็ไม่ทราบ มันเป็นสมุดข่อย ลูกน้องของแกคนนี้แต่งตัวเหลืองๆ เหมือนกัน แกยืนยิ้มอยู่ข้างหน้า พอฉันพูดตรงนี้แกก็เอามือชี้มาใกล้ลูกตาฉัน แกบอกว่าอย่าทำปากเสียนา เดี๋ยวจะจดเอาไปเก็บในนรกเสียบ้าง แน่ะ ไม่ใช่เล่น แล้วก็หัวเราะ กิ๊กๆๆๆ ชอบใจ พุงใหญ่นี่พ่อคุณ หัวเราะดังๆ เหอะ ให้มันสมกับพุงน่ะ หัวเราะงอไปเลย เอ้า แล้วว่าไป

แล้วต่อไปอันดับสูงสุดชั้นพรหมนี่ฉันกล่าวว่า ฉันเปรียบเทียบว่าเป็นเศรษฐีแล้วนะ เลยคหบดี แล้วอันดับสูงสุดก็มีอยู่หลายวิมานด้วยกัน ท่านพาไปชมท่านก็ชี้จุด คนนั้นเป็นยังงั้น คนนี้เป็นยังงี้ คนนี้เป็นยังโง้น ชี้แต่วิมาน ชี้ถึงอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ชี้ถึงคุณสมบัติที่ปรากฏในใจ แล้วก็พากลับมาที่จุฬามณี อีตอนนี้ฉันก็สงสัยว่าบริษัทของฉันนี้ไม่ใช่พระอริยเจ้าหมดทุกคน บางคนอาจจะใช่ก็ได้ ใครจะไปรู้ บางคนอาจจะเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคาก็ได้ ใครจะรู้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัตตัง แต่ก็ ฉันก็ไม่มีหน้าที่จะตั้งให้ใครเป็นอริยเจ้า

ฉันคิดว่า สมมุติว่าบริษัทของฉัน ลูกหลานของฉันยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่ ถ้าหากว่าเขามีวิมานแล้ว ในอันดับกามาวจรสวรรค์ก็ดี อันดับพรหมโลกก็ดี เลยไปก็ดี ที่เลยไปน่ะเมืองมหาเศรษฐี สมมุติว่าคนทุกคนเกิดมาแล้วการไม่ทำความชั่วไม่มีความผิดน่ะมันไม่มี ความชั่วที่ท่านเรียกกันว่าบาป การผิดศีลมันย่อมปรากฏ อย่างนี้ย่อมจะมีกับคนทุกคน ตรงนี้ฉันห่วงมาก ห่วงมากเพราะเกรงว่าจะพลัดที่อยู่ จึงกราบลงไปแล้วทูลถามสมเด็จบรมครูว่าภันเต ภควา ข้าแต่พระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ามีความสงสัยที่องค์พระจอมไตรทรงชี้แจงให้ข้าพระพุทธเจ้าทราบว่า ลูกหลานของพระพุทธเจ้าเป็นคนมีวิมาน 7 ประการก็ดี วิมานอยู่พรหมก็ดี วิมานอยู่นิพพานก็ดี

แต่คนทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าทุกคน แต่ใครจะเป็นบ้างนั้นข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ สมมุติว่าถ้าเขายังไม่เป็นพระอริยเจ้ากันทุกคน คนทุกคนย่อมมีความผิด ย่อมตกอยู่ในความชั่ว เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องบีบบังคับ ถ้าบังเอิญว่าเขามีวาจาชั่วในบางขณะ แล้วตอนกลางวันเขาชั่ว ตอนกลางคืนเขาชั่ว แล้วอย่างนี้เขาไม่ไปตกนรกก่อนหรือพระพุทธเจ้าข้า เมื่อกราบทูลถามท่าน ท่านก็แย้มพระโอษฐ์

ตรัสว่า สัมพเกษี เวลานี้ท่านอยู่ด้วยนะ เมื่อกี้ตั้งนะโมท่านมา สวยเหลือเกิน สวยมาก ทรงยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ ฉันเห็นแล้วฉันก็ชื่นใจ ฉันมีกำลังใจพูด ความจริงเวลานี้ฉันเพลียมาก ฉันนอนตื่นโมงเช้าเช้าพอดี นอนตื่นมาตี 2 แล้วกว่าจะหลับไปก็ตี 5 มาตื่นเอาโมงเช้าพอดี รู้สึกเพลีย แต่พอบวงสรวงเห็นเทวดามากันครบ ตั้งสัคเค เห็นพรหมและเทวดาชั้นสูงมากันครบ

พอตั้งนะโม เห็นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉันเลยมีแรงเลย เวลาพูดนี่ไม่รู้สึกเหนื่อย ขอให้ท่านช่วย ตาพุฒิเขาแยกเขี้ยวอีก เขาบอกว่าช่วยซี ไม่ช่วยก็นอนแหงแก๋ไปแล้ว ลุกไม่ขึ้นละวันนี้ ไม่ต้องนึกละ ยังงี้ต้องถือว่าท่านช่วย แกเป็นคนจี้พุงฉัน เพราะเทวดาทุกองค์ พรหมทุกท่าน พระทุกท่าน ท่านเป็นเพียงแต่ยิ้มๆ วันนี้หน้าที่ ในการพูดน่ากลัวจะเป็นเรื่องของหมอพุฒิเขาละมัง เป็นเจ้ากี้เจ้าการเหลือเกิน ยืนใกล้เชียววันนี้ ยืนไม่ไกลหรอก แค่มือจิ้มพุงถึงก็แล้วกัน นี่แกจิ้มให้ดีๆนะ อย่าจิ้มข้าขี้แตกละโมโหกันเชียวนะ เขาบอกว่าเขาไม่ทำ เอา ว่ากันต่อไป

ท่านก็ตรัสบอกว่า สัมพเกษี วิธีป้องกันนะ การยึดเหนี่ยวสถานที่หรือบุญกุศลที่ได้แล้วมันเป็นของไม่ยาก พวกเธอจะเรียนกันมากไปนะ เวลาที่เธอเทศน์เธอก็เทศน์มากไป สอนชาวบ้านก็สอนมากไป แต่การสอนมากก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของตน ก็เป็นของธรรมดานะสัมพเกษี แม้แต่ตถาคตเองก็เหมือนกัน ต้องสอนถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าอัธยาศัยของคนไม่เหมือนกัน คนกลุ่มนี้พูดอย่างนี้รู้เรื่อง คนกลุ่มโน้นพูดอย่างนี้ไม่รู้เรื่องต้องพูดกันใหม่ เธอกลับลงไปบันทึกเสียงเข้าไว้นะ

บอกว่าตถาคตบอกว่าอย่างนี้ ให้ลูกหลานของเธอทุกคน หรือบริษัทของเธอทุกคนเขาตั้งใจไว้อย่างฉันพูดนะ การจะไปสวรรค์ก็ดี ไปพรหมโลกก็ดี ไปนิพพานก็ดี เป็นของง่าย ไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ยากอย่างที่นักปราชญ์ในโลกเขาพูดกันเวลานี้ เวลานี้บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายนิยมความยาก สิ่งไหนก็ตามที่มันยากเขาถือว่ามันดี เป็นแบบฉบับที่ถูกต้อง แต่ว่าฉันเห็นว่านั่นไม่ถูก

ถ้าตามคติของฉันคำว่าฉันในที่นี้ ไม่ใช่ตัวฉันเองนะพระใหญ่ท่านพูด พระใหญ่ท่านใช้คำแทนตัวท่านว่า ฉันจำให้ดีนะ ฉันว่าไม่ถูก เพราะสอนหรือพูดให้คนเข้าใจง่ายนั่นดี และก็วิธีปฏิบัติเพื่อผลที่จะพึงได้ให้ง่ายที่สุดนั่นแหละดี เรียกว่าทำง่ายที่สุดและได้ผลมากที่สุด อันนี้ดีกว่า ดีกว่าหาวิธีการที่สอนให้มันยากที่สุดแล้วได้น้อยที่สุด อย่างนี้ไม่ดี ไม่ใช่ความประสงค์ของฉัน

สัมพเกษี เตือนบริษัทและลูกหลานของเธออย่างนี้นะว่า ให้ทุกคนรู้ตัวแล้วว่ามีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร เมื่อเวลาเขาจะทำความชั่วอะไรก็ชั่งเถิด เวลาก่อนจะนอนให้นึกถึงความดีที่ทำไว้ ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหลายปล่อยมันไป คิดนึกถึงแต่ความดีแล้วเอาใจนี่จับไว้ว่านี่เรามีวิมานแก้ว 7 ประการ ไว้บนสวรรค์ชั้นกามาวจรแล้ว เวลาเราจะตายเราจะไปอยู่วิมานนั้น ถ้าเวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องเอาอะไร นึกถึงคุณพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะนึกถึงพระพุทธก็ได้ พระธรรมก็ได้ พระสงฆ์ก็ได้ สิ่งก่อสร้างก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ แล้วก็ตั้งใจว่า เราจะไปอยู่วิมานของเราที่มีอยู่แล้ว ตั้งใจเพียงเท่านี้นะ ถ้าตายเขาจะถึงสวรรค์ชั้นกามาวจรทันที

พวกที่จะไปเป็นพรหมโลกก็เป็นของไม่ยากนะ สัมพเกษี บอกเขานะว่าคนที่ต้องการไปพรหมโลกน่ะ คืนหนึ่งให้สร้างความดี 10 นาที ตอนกลางวันมันอาจจะเลว เอาดีกันตอนกลางคืน นั่งนับลมหายใจเข้าออกก็ตาม นั่งก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นับลมหายใจเข้าออกก็ได้ หรือจะนึกถึงพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ เพียง 10 นาที ให้รู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เท่านี้ก็พอ เวลาตายแล้วเป็นพรหมแน่

ทีนี้คนไหนต้องการจะไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก สัมพเกษี ให้เขาคิดเห็นว่าโลกนี้ทั้งโลก ไม่มีอะไรที่เราชอบ ไม่มีอะไรที่เรารัก เราไม่รักอะไร เราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ แม้แต่ร่างกายของเราเองเราก็ไม่ชอบไม่รัก เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความทรมาน แล้วให้ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพคงตัวได้ตลอดกาลหรือเปล่า ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลง มีการสลายตัว ก็ถือว่านี่โลกทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันเข้ามาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเราเองนี่มันยังจะตายยังจะพัง เรายังจะปรารถนาอะไรภายนอกอีก เราไม่ต้องการ เราจะไปพระนิพพาน เขาคิดเท่านั้นเพียงคืนละ 10 นาทีนะสัมพเกษีนะ ลูกหลานของเธอทุกคนพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยก็ไปกามาวจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างดีก็ไปพระนิพพาน นี่ท่านว่าไว้อย่างนี้นะ

ลูกหลานที่รักทุกคน ได้ยินหรือยัง ถ้าได้ยินละก็จำไว้นะ ท่านสั่งสอนแบบนี้ เป็นการสั่งสอนแบบง่ายๆ นี่เป็นความดีของพระ ของเทวดา ของพรหมท่านนะ ลูกหลานจงจำไว้ ถ้าใครเขาว่าฉันดี ใครเขาว่าฉันเป็นผู้วิเศษหละก็ อย่าไปคล้อยตามเขานะ ตัวฉันไม่มีอะไรจริงๆนะ ฉันต้แงพึ่งพระ พึ่งเทวดา พึ่งพรหม ทุกอย่าง ตอนนี้ลุงพุฒิแยกเขี้ยวอีก ว่าไงล่ะ แยกเขี้ยวว่าไงพ่อคุณ บอกจริง พูดจริง แล้วไม่จดลงนรกหรือไง ถ้าพูดแบบว่าตัวเองดีจริงๆ ดีเสียคนเดียว เขาจะจดจำไว้ในอเวจี และให้นานเป็นพิเศษ เพราะมีบุญบารมีมาก บุญมากที่ไปแข่งบารมีกับพระพุทธเจ้าว่าตัวรู้จริง

ลุงพุฒิวันนี้ขำๆ นะ นั่งยิ้มตลอดวันเลย อารมณ์ดี ว่างหรือไงพ่อคุณ อ้อ ตอนบ่ายมีงานเรอะ เขาบอกว่าตอนเช้าเขาว่าง ตอนบ่ายมีงาน เขาเลยมานั่งคุม ดีเหมือนกัน เออ ลุงเอ๋ย ไอ้ร่างกายนี่มันไม่ค่อยดีนะลุงนะ ให้ข้าตายสบายๆหน่อยนะ เวลาจะตายอย่าให้มันอืดมันจุกมันเสียดมากนักนะ ลูกหลานเขาจะหนักใจ ยังไงๆข้าก็ตายแล้ว มันก็จะต้องตายกันแล้ว ให้มันตายเรียบๆสักหน่อยนะ ลูกหลานเขาจะได้ไม่ดิ้นไม่รน ถ้าเขาเห็นเป็นอะไรมาก แล้วใจเขาจะไม่สบาย ว่าไง แกตอบมาว่าไงรู้ไหม บอกเสือกทำกรรมชั่วไว้มากทำไม ร่างกายมันก็ถูกทรมาน เอาเป็นว่าเจ็ากันนะ ช่วยได้ก็ช่วยนะ ช่วยไม่ได้ก็ตามใจ แต่พยายามช่วยก็แล้วกันนะ ไอ้เรามันพวกเดียวกัน

เออ ลูกหลาน นี่เวลามันเสียไปมากอีกแล้วซีนี่ ฉันจะเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานนี่มันมากแล้ว เวลามันเข้าไปเยอะแล้ว เอาต่ออีกนิดนะ เรื่องนี้จบกันนะ ลูกหลานเข้าใจแล้วใช่ไหม ทำไว้นะ ทำตามที่พระท่านสั่งนะ ทำแบบสบายๆ อย่าลืมนะ เวลาป่วยไข้ไม่สบายไม่ต้องไปนึกถึงอะไรนะ นึกถึงวิมานบนสวรรค์ นึกถึงวิมานบนพรหม นึกถึงพระนิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามใจ ไม่ว่าอะไรหรอก แล้วทุกสิ่งทุกอย่างสิ่งที่เป็นสถานที่อยู่ก็ดี จะเป็นเหตุมีทรัพย์สินมากหรืออทิพยสมบัติมากก็ดี ฉันเอาเงินของลูกของหลานมาสร้างไว้ครบแล้วนะ ที่ฉันว่าฉันฟูใจ ฉันดีใจฉันครบ เวลานี้ซื้อเครื่องฟังเสียง เครื่องส่งเสียงง่ายๆ เข้ามาอีกเครื่องหนึ่ง ก็เป็นหนี้เขาเหมือนกัน บอกไว้ก่อนนะ ทีหลังถ้าใครเอาสตางค์มาให้ละก็จะขโมยไปใช้หนี้เขาแบบนี้อีกนะ ตานี้มีครบละ สบายละ แต่อุปกรณ์บางอย่างมันยังไม่ครบนัก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 47 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร