วันเวลาปัจจุบัน 12 ส.ค. 2026, 06:11  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 47 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:23 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานออกธุดงค์

ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องหลวงพ่อปานกันเสียที จะลืมบอกเสียแล้วว่า วันนี้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2514 อากาศยังหนาวเย็นสบายใจของอากาศ เรื่องดินฟ้าอากาศอย่าไปทะเลาะกับแกเลย แกไม่มองหน้าใคร แกเคร่งครัดกับหน้าที่ของแก เมื่อแกจะหนาวจะร้อน ใครจะไปทัดทานห้ามปรามหรือให้สินจ้างรางวัล บวก 20, 50 หรือ 80% อะไรกับแกๆ ไม่เอาด้วย แกมีระเบียบวินัยแน่นอน น่าจะยึดถือเป็นแบบฉบับไว้ปฏิบัติบ้าง พวกเธอและฉันที่กำลังคุยกันอยู่นี้ก็มีระเบียบปฏิบัติที่ดี แต่พวกเราคอยพยายามไม่สนใจมีอยู่ คือ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องคิดว่าจะตาย มันน่าแปลกไหม

เรื่องธรรมชาติปล่อยไป เขาดีเราจงพยายามมองความดีของ ธรรมชาติ ธรรมชาติมีระเบียบวินัย จงพยามยามมองความมีระเบียบวินัยของธรรมชาติ กฎธรรมดามีสภาพไม่เที่ยงไม่ผันแปร จงยอมรับนับถือกฎนั้น แล้วเธอทั้งหลายจะมีความสุขใจ พวกอรหันต์ทุกองค์เข้าพระนิพพานได้ ท่านไม่ได้เอาอะไรมาเป็นกำลัง นอกจากอารมณ์ตั้งมั่นและยอมรับนับถือกฎธรรมดา เท่านี้ท่านก็เข้านิพพานได้ เรื่องของหลวงพ่อปานธุดงค์มีหลายตอน รอก่อนนะ เพราะเมื่อคืนวันที่ 27 ฉันฝันสองรอบ จะเล่าเรื่องฝันให้ฟังก่อน คนแก่ขี้ฝัน แต่พวกลูกหลานต่อไปก็จะแก่เหมือนฉัน อาจจะขี้ฝันหรือ ขี้บ่นเหมือนฉัน ความฝันของฉันถ้าเห็นว่าดีก็จงจำไว้ใคร่ครวญ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นเรื่องก็กองทิ้งไว้ตรงนี้ อย่านำไปใคร่ครวญให้เปลืองเวลาที่เป็นประโยชน์เลย

คืนวันที่ 27 ฉันนอน 2 รอบ คือ รอบหัวค่ำและรอบเช้ามืด รอบหัวค่ำเริ่มนอนตั้งแต่ 20 น. ตื่น 21 น. แล้วไปหลับเอา 23 น.เศษ ตื่น 2.30 น. ตามแบบฉบับของคนแก่


ฝันรอบแรก

เมื่อฉันนอนรักษาอานาปานานุสสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจเข้าออกตามแบบฉบับของฤาษีลิงดำ เมื่ออารมณ์สบายฉันก็เริ่มฝันๆ ว่า ฉันออกจากที่อยู่ของฉันลอยขึ้นไปบนอากาศมองเห็นพระจุฬามณี ยกมือไหว้แต่ไม่ได้แวะ ลอยเลยขึ้นไปๆ พบสถานที่ๆ หนึ่งสวยงามมาก มีแสงสว่าง แพรวพราวราวกับแสงพระอาทิตย์สักพันดวง มีพระใหญ่นั่งอยู่ 1 องค์ มีแสงสว่างมาก มีพระบริวารนั่งแวดล้อมอยู่หลายองค์ ฉันเข้าไปหา พระใหญ่ท่านยิ้มแล้วพูดว่า คุณ ชีวิตเราเรียกร้องทวงคืนไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาและแก่เพียงนี้แล้ว เมื่อเห็นเด็กหรือพวกหนุ่มสาวที่เขามีกำลังกายดี เขาสนุกสนานกัน เราอยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่ทำไม่ได้เพราะความแก่ขัดขวาง อยากจะหันหลังกลับไปเป็นเด็กอีก หรือเป็นหนุ่มสาวอีก เราก็กลับหลังหันไม่ได้ ไม่เหมือนสถานที่ที่เราอาศัย ไปสถานที่อื่นแล้วกลับมาที่เดิมได้

สำหรับชีวิตเดินทางไปหาความตายเป็นปกติ ในที่สุดก็ตาย ทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็เหมือนกัน ส่วนที่เราหามาได้แล้วและเราใช้ไป มันก็หมดไปแล้ว ส่วนที่ยังปรากฎอยู่มันเป็นทรัพย์ที่เรายังไม่ได้ใช้ หรือทรัพย์สินที่หามาได้ใหม่ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราใช้ไปแล้วกลับคืนมา สำหรับทรัพย์สินแตกต่างกับชีวิตอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เมื่อชีวิตสลาย ทรัพย์สินมันคงอยู่กับโลก เราหามาด้วยความเหนื่อยยากมันไม่มีประโยชน์กับเราเลย เมื่อเราตายไปแล้วมันไม่ตามเราไป และกลับเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เธอจะมาเอาชีวิตเพื่ออะไร จงคิดว่าเธอจะต้องตายคนใหม่มาอยู่ เขาจะไม่ทำอย่างเธอๆ อย่าห่วงมัน ต่อไปหาทางอบรมลูกศิษย์ลูกหาทางใจให้มาก สอนอารมณ์ให้มาก จะสุขใจเมื่อมีชีวิตอยู่ และตายแล้วจะมีความสุข ฉันฝันแล้วฉันก็รู้สึกตัว คิดว่านี้เป็นอารมณ์ของสมถะผสมวิปัสสนาญาณ การกำหนดรู้ว่าจะตายและจะสบายเมื่อตาย แล้วเป็นมรณานุสสติในสมถกรรมฐาน การรู้สภาพของทรัพย์สินและร่างกายสลายตัวเป็นอนัตตาตามอารมณ์วิปัสสนา ฉันฝันแล้วฉันชอบใจ เธอชอบหรือไม่ชอบก็ตามใจพวกเธอ


ฝันรอบ 2

เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์ คำว่า ภควังค์ นักศึกษาทางใจยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก ที่เข้าใจถูกก็มาก ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนก็คือ คิดว่าอารมณ์เคลิ้มคล้ายหลับเป็นภวังค์เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูก ภวังค์เป็นศัพท์ที่หมายถึง รู้ตัวตามอารมณ์เดิม คือตื่นนั้นเอง ตื่นจากหลับ ตื่นจากคิด ตื่นจากหลงผิด มันก็ตื่นเหมือนกัน นักสมาธิต้องเรียกสมาธิตกไป อารมณ์คืนสู่สภาพปกติ อาการเคลิ้มเป็นอาการหลับในสมาธิ ไม่ใช่เป็นภวังค์ เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์แล้ว ฉันก็คิดถึงความฝัน ใคร่ครวญหาความจริง เห็นว่าฝันมีประโยชน์ก็เลยถือเป็นอารมณ์ พอเวลา 2 น.เศษ ก็หลับตามประสาคนแก่เจ้าอารมณ์

ถึงเวลา 2.30 น. ฉันตื่นตามปกติ ฉันใคร่ครวญชีวิตฉันตามปกติของลิงเจ้าอารมณ์ เมื่อใคร่ครวญอารมณ์ปลดพอใจแล้ว เห็นใจไม่มีสี (จิตตานุปัสสนากรรมฐาน) เขาดูจิตในจิตด้วยอำนาจสมาธิ ใครทำได้เห็นเอง ทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคน ลิงป่าไม่เกี่ยว ฉันก็เริ่มจับอานาปานานุสสติร่วมกับอุปสมานุสสติ อนุสสติแบบนี้พวกสามลิงสามสัตว์ดิรัจฉานคล่อง เพราะหลวงพ่อปานสอนเสียจนมีอารมณ์เป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นของหนักเลย

เมื่อฉันใคร่ครวญพระนิพพานตามกำลังของอานาปานานุสตติช่วยประคับประคอง อาการเคลิ้มก็ปรากฏ เมื่อมีอาการเคลิ้มปรากฏ ฉันก็ฝันรอบที่ 2 คราวนี้ฝันว่าลอยไปบนอากาศ ไปพบพระที่นิพพาน ท่านเป็น พระพุทธเจ้า เมื่อไปไหว้กราบท่าน ท่านบอกว่าคุณจงตามฉันมา แล้วท่านก็เดินนำหน้า ฉันเดินตามหลัง ไปถึงวิมานหลังหนึ่ง มีอาคาร 3 หลัง มีหอระฆังตั้งอยู่ข้างหน้า มีพื้นเป็นแก้วสวย วิมานก็สวยมาก พระท่านนั่งที่หอระฆัง ฉันนั่งข้างล่างตรงหน้าท่าน ฉันนั่งพนมมือ พระท่านสวยเหลือเกิน สว่างไสวมาก

ท่านบอกว่าวิมานหลังนี้เป็นวิมานของคุณ เพราะผลที่สร้างวัด สร้างที่สาธารณประโยชน์ คุณชักชวนชาวบ้านทำ เขาก็พลอยมีวิมานไปตามๆ กัน แต่ที่นี่เป็นวิมานของคุณ มันสวยงามมาก แพรวพราวทั้งหลัง แม้แต่พื้นที่เดินก็ดีกว่าห้องนอนฉันในชาติปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้ ท่านเตือนว่า คุณ ตัวคุณใสเหมือนเพชร ฉันก้มมองตัวมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่แก่เหลาเหย่เหมือนที่กำลังคุยอยู่นี่ ฉันนึกชอบใจตัวฉันมาก มีรัศมีสุกสว่างมาก ท่านบอกว่าที่นี่คุณเคยมาแล้วจำได้ไหม มองมามองไปก็จำได้ว่าเมื่อตายวาระที่ 3 เคยมาจริง ท่านชี้ให้ดูท่อนไม้เสี่ยงทายก็จำได้ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันละเอียดเมื่อถึงตอนตายวาระที่ 3 แล้วท่านบอกว่า คุณจะเอาแก้วมณีหรือเพชรสีน้ำมันก๊าดไปคลุกเปือกตมเพื่ออะไร คุณมองดูคนที่หลงอยู่ในกามคุณ

ท่านพูดแล้วท่านก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์เห็นสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ท่านว่ามันมีสภาพเป็นทุกข์ ทุกคนมีแต่ความเร่าร้อน มีความทุกข์ประจำ ร่างกายก็โสโครก จิตใจก็ไม่สะอาด ความปรารถนากามารมณ์ หมายถึง การหลงในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ไม่ใช่อารมณ์ใคร่เพื่อร่วมรักอย่างเดียว คำว่ากาม แปลว่า ความใคร่ รมณ์มีคำเต็มว่าอารมณ์ แปลว่าความคิด คนที่คิดว่ารูปสวยทนทานไม่เปลี่ยนแปลง เสียงเพราะ เพราะฟังแต่เสียงประจบเอาใจ ลืมฟังเสียงด่า กลิ่นหอมคือดมแต่ที่หอม ตรงที่เหม็นแกไม่ยอมดม รสอร่อยดูกันตรงที่อร่อย ของร้อนยังไม่บูดไม่เน่า ตอนที่บูดเน่าจริงๆ แกไม่ดื่มไม่กิน สัมผัสถูกต้องก็เลือกตอนที่นุ่มนวลแข็งแรง ตอนเหลาเหย่ไม่มีใครสนใจ

ท่านว่าพวกที่หลงใหลในกามารมณ์มีสภาพเหมือนคนที่ถูกขังในเรือนจำ ต้องถูกลงโทษทรมานด้วยประการทั้งปวง มีกิเลสตัณหาเป็นผู้บัญชาการ ลงโทษตามกฎของกรรมชั่วที่หลงเพ้อละเมอฝันว่ามันเป็นของดี ทำไปแล้วเขาก็ลงโทษ จงอย่าเมาชีวิตเลยคุณ อารมณ์ใดที่เคยมาที่นี่ได้เมื่อ 15 ปีมาแล้ว เธอจงรักษาอารมณ์นั้นให้ปกติ เธอจะไม่มีทางได้รับทุกข์อย่างชาติปัจจุบันอีก ฝันเท่านี้แล้วฉันก็รู้สึกตัว พอใจไหมลูกหลาน ถ้าพอใจก็จำไว้คิด ไม่พอใจก็ตามใจ ต่อไปนี้ฟังเรื่องหลวงพ่อปานกันต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบโขลงช้างที่สระบุรี

การธุดงค์ของหลวงพ่อปานมีมากวาระด้วยกัน จะคัดมาแต่ตอนที่เห็นว่าควรคุยกันเล่นเท่านั้น ที่นำมาคุยกันสู่กันฟังนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะร่วมทางกับท่านทุกครั้ง ที่ไม่ได้ร่วมทางก็มี ทราบจากท่านพูดให้ฟังใน ที่ประชุม ท่านออกธุดงค์ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ตามที่ท่านมหากัสสปนำไปปฏิบัติเป็นปกติ ท่านไม่เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือน ตามข้างตลาด กลางใจเมืองหลวง ธุดงค์แบบนี้ควรเรียกว่าธุดงค์ทำลายพระพุทธศาสนา หรือเรียกตามภาษาฉันว่า ธุดงค์จัญไร รับเงินรับทองรับของมีราคาก็ได้ สร้างความ เสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา ช่างไม่มีใครดูแลว่ากล่าวกันเสียบ้างเลย ปล่อยให้รกตาลิงอยู่ได้ ท่านสมาทานกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทาน คำว่าสมาทานคือ ขอเรียนวิธีปฏิบัติตนเมื่อขณะไปธุดงค์

เมื่อสมาทานแล้วท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท สมัยนั้นหารถยนต์เรือยนต์ที่ไหน ต้องใช้รถเท้าหรือถ่อกันทั้งนั้น เมื่อเข้าเขตสระบุรี ท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งว่าทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้านไกลจากทุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก 4 องค์ รวมเป็น 5 องค์ทั้งท่าน สมัยนั้นพระออกธุดงค์อย่างมากไม่เกินชุดละ 5 องค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลำบากชาวบ้านที่จะสงเคราะห์ เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตามจะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม คือ เลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียว ตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้ง แล้วท่านปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ 4 หลังคาเรือน

เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา นำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้ว เขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ 1 โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอนกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่าเมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญาเมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย เมื่อเวลาใกล้ค่ำเขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก เมื่อชาวบ้านกลับ พระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน เวลาผ่านไปประมาณ 22 น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริงๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน ท่านสั่งให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร 4 ให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลแล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก

เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น เมื่อฝูงช้างปรากฎ มีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทางเฉยๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด ชาวบ้านเรียกมันว่าไอ้เก เพราะงามันบิดเกไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง พ่อเก พระเอกของโขลงออกมาแล้วแกเดินแบบคนเก ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้น เดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก คำว่าเชือกแทนคำว่าตัว นายเกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่แกจะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่น แกก็เริ่มวางท่าทางเกของแกออกมา เมื่อแกเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ แกมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อทันที

ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึงพระโพธิญาณเป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไรฉันก็จะสบาย คือไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่าท่านไปของท่านเป็นปกติจนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่ และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่าท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่าฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อน ไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดท่าน พอได้ระยะงวง เจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดท่านอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า 3 ปัป แต่ละทีเจ้าเกหัวซุนเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า 3 ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด

ท่านว่าที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิดนั่นเอง เมื่อถูกบิดงา เจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรง เมื่อนายมันปล่อยปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันเดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครมารบกวน แล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไป ท่านบอกว่าสงสัยว่าช้างตัวนี้จะเป็นช้างพระโพธิสัตว์ ท่านสงสัยหรือท่านรู้ก็ไม่ทราบ เพราะถ้าพระองค์ไหนดีท่านมักจะใช้คำว่าสงสัยเสมอ

เมื่อช้างไปแล้วพระธุดงค์ยังไม่ปลอดภัย ไม่ใช่เสือหรือหมูมารบกวน คราวนี้เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ พระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดีๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉยๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา พระมีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอนไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไปฝนมา คราวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ฝนกระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระ ลูกน้องปักกลดบนพื้นดินปกติ น้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อเองท่านว่าแอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ 1 ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ 2 ชม. โดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็เอาบาตรมารองนั่งตามๆ กัน

รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้าเห็นพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใสมาก เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง เมื่อจำเป็นนุ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ชาวบ้าน 5 หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้อยู่โปรด 3 วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นว่าดังนี้ “พุทโธ” ก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธไมตรีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา ปีต่อไปท่านผ่านไปต้องปักกลดที่นั่นทุกปีด้วยเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย ในกาลก่อนเคยทำลายฟ่อนข้าวและทรัพย์สิน เห็นคนก็ไล่แทง เมื่อได้คาถาแล้วมันมามันก็ไม่อยากมอง เดิน ก้มหน้าก้มตาไปเฉยๆ ผลนี้มาจากไหน ใครทราบบ้าง ถ้าไม่ทราบจะบอกให้มาจากเมตตาบารมีพระพุทธานุสติกรรมฐานอย่างไรเล่า วันนี้พักเท่านี้นะ วันต่อไปฟังใหม่ เรื่องธุดงค์ยังไม่จบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 23:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานไหว้พระพุทธบาท

วันนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2514 วันนี้ฉันไม่ได้นอนฝัน คงไม่เสียเวลาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานตามที่ลูกหลานอยากรู้เรื่อง มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า อย่ามัวเล่นสำนวนกันเลย ฉันเป็นคนแก่ใจร้อน ด้วยทราบว่าเวลาตายใกล้เข้ามาเต็มที มีอะไรพอระบายได้ก็จะรีบระบาย ที่เกินวิสัยจะพูด เพราะถ้าพูดไปลูกหลานจะลงนรก ก็จะงดไม่พูด เพื่อความสุขของลูกหลาน เมื่อหลวงพ่อปานและคณะของท่านมีใครบ้าง ไม่บอกให้ทราบ เพราะเรื่องข้างหน้าหนัก คนที่ร่วมทางยังไม่ตายก็มี จะสร้างความหนักใจให้ท่าน เมื่ออำลาคณะท่านสาธุชนผู้ทรงความดีมีเมตตาแด่พระสงฆ์จริงๆ ไม่ใช่พระสงฆ์ที่ธุดงค์ปลอม แล้วท่านก็มุ่งเข้าเขตพระ พุทธบาท ทางของพระธุดงค์ที่ผ่านเข้าพระพุทธบาทสมัยนั้นไม่มีทางรถ ใช้ทางเกวียนหรือทางเดินเท้าของชาวบ้าน เรื่องทางของดเพราะไม่มีความสำคัญ

เมื่อเข้าพระพุทธบาทแล้ว ต่างก็นมัสการตามปกติของนักบุญ เวลาที่เข้านมัสการไม่ตรงกับเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ทั้งนี้หลวงพ่อท่านให้ความเห็นว่า การมานมัสการในงานเทศกาลคนแย่งกันไหว้ อารมณ์ตั้งมั่นน้อย มาไหว้แบบนี้เงียบสงัด อารมณ์เยือกเย็น มีปีติโสมนัสดีกว่าไหว้ในงานเทศกาลมาก เมื่อเวลายังไม่ใกล้ค่ำเหลือเวลามาก ท่านก็คุยเรื่องพระพุทธบาทให้คณะที่ร่วมทางไปด้วยฟัง ท่านว่าประวัติที่เขาเขียนจะเขียนว่าอย่างไรอย่าคำนึงถึง ทุกองค์จงใช้หลักวิชชา 3 ใช้ให้เป็นประโยชน์ คำว่าวิชา 3 หมายถึงอภิญญาเล็ก คือมีทิพยจักษุญาณและปุเพนิวาสานุสสติญาณ สำหรับทิพยจักษุญาณมีผลงานขยายออก มีชื่อต่างๆ ดังนี้

ทิพยจักษุญาณ เป็นญาณแม่บท

ญาณที่มีผลจากทิพยจักษุญาณ คือ ทำทิพยจักษุญาณได้อย่างเดียว ญาณต่าง ๆ เหล่านี้ติดตามมาคือ
ก. จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่เกิดมาในปัจจุบันมาจากนรก สวรรค์ หรือมาจากพรหม

ข. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์คนและสัตว์ตามความรู้สึกของอารมณ์

ค. อตีตังสญาณ รู้เรื่องที่ล่วงมาแล้วกี่ชาติก็ได้

ง. ปัจจุบันนังสญาณ รู้เรื่องในปัจจุบันว่า คน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย กำลังทำอะไรอยู่ สบายหรือมีทุกข์

จ. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องที่จะมีต่อไปกี่ชาติก็ได้

ฉ. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลของความสุข ความทุกข์ของคน สัตว์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ที่มีสุขมีทุกข์อยู่ในปัจจุบัน เพราะความดีความชั่วอะไรให้ผลความดีหรือความชั่วในอดีตหรือปัจจุบันให้ผล

ช. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่ล่วงมาแล้วได้

ตามที่พูดมานี้เพียง 2 ในวิชชา 3 เท่านั้น ส่วนอีกข้อหนึ่งคือ อาสวักขยญาณ การทำกิเลสให้สิ้นไป ยังไม่ใช้ในเวลานี้ หมายถึงเวลาที่ท่านไปธุดงค์กัน เข้าใจว่าขณะไปธุดงค์ยังคงไม่มีใครบรรลุอรหันต์ แต่คณะที่ร่วมทางคงทรงญาณตามที่กล่าวมาแล้วคล่องตัวทุกองค์ เมื่อท่านบอกว่าทุกองค์จงอย่าอาศัยประวัติ เพราะคนเขียนประวัติเอาแน่นักไม่ได้ เพราะเขียนตามความคิดว่าอาจจะเป็นตามนั้นก็ได้ ให้ใช้ญาณที่มีตามลำดับ อารมณ์จะได้ไม่เกาะอุปาทาน ท่านให้เวลาคนละ 3 นาที แล้วต่างคนต่างให้เขียนตอบท่านว่ามีอะไรสำคัญ

ท่านทำแบบนี้เป็นการซักซ้อมคณะของท่านให้คล่องในการใช้ญาณ ทุกองค์เมื่อรับบัญชาไม่มีใครกล้าหลับตาด้วยเขาคล่องทั้งลืมตาและหลับตา ลืมตาดูเหมือนจะคล่องกว่าหลับตาเสียอีก ต่างก็หยิบกระดานที่ติดตัวไปออกมาเขียนตรงกัน ที่นี่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาจริง นอกจากมีรอยพระพุทธบาทที่ ไม่ปลอมซ่อนอยู่ใต้รอยพระพุทธบาทเทียมที่ท่านสร้างคลุมของเก่าไว้แล้ว ยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่พระอรหันต์ท่านนำมาบรรจุไว้อีก 3 องค์ เมื่อทุกองค์ส่งหนังสือถวายท่านๆ อ่านแล้วก็ยิ้ม กล่าวว่า พวกเธอพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีแท้ เอาเท่านี้พอคุ้มตัวได้ คืนนี้มาพิสูจน์ความจริงกัน ที่พวกเธอว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุมีที่ไหนต้องมีปาฏิหาริย์ที่นั่น เอาล่ะซี ท่านเกิดจะซ้อมความสามารถของญาณด้วยการพิสูจน์ปาฏิหาริย์

ทุกคนใจระทึกอยากเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ หลวงพ่อท่านกำชับว่าอย่ามีอารมณ์อยากจนเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งเกินพอดี จิตไม่เป็นสมาธิ พระท่านจะไม่โปรด จงรักษาอารมณ์ให้สงบเป็นปกติ ดำรงฌานเป็นปกติ มีอารมณ์วิปัสสนาเป็นอารมณ์ หวังพระนิพพานเป็นที่ไป ชีวิตเธอและฉันอาจจะตายก่อนแสงจันทร์ที่มองเห็นในค่ำวันนี้ก็ได้ เรามีอันตรายรอบตัว อันตรายจากสัตว์ร้าย อันตรายจากคนพาล และอันตรายจากลมปราณที่มันอาจจะเกิดหยุดหมุนเวียนเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อมันหยุดเราก็ตาย ตายแล้วจะไปไหน ถ้ามีอารมณ์ฟุ้งซ่านอาจไปอบายภูมิได้ ควรรักษาสมาธิ มีเมตตา และอารมณ์วิปัสสนาที่ไม่มีอารมณ์เกาะ ปล่อยชีวิต ปล่อยทรัพย์สิน ปล่อยญาติ พวกพ้อง บิดามารดา คิดว่าเราไม่มีอะไร แม้แต่ร่างกายมันก็กำลังจะพัง โลกนี้เป็นทุกข์ เทวโลก พรหมโลกก็ไม่สิ้นทุกข์ พระนิพพาน เท่านั้นจะทำให้สิ้นทุกข์ ปลดเสียให้หมด อยู่อย่างคนมีความสุข เรื่องปาฏิหาริย์ของพระบรมธาตุเป็นภาระของฉัน พวกเธอยังมีกำลังอ่อน เชิญท่านอาจไม่ปรากฏ ขอให้เธอจงปล่อยให้เป็นภาระของฉัน โน่นต้นไม้ใบไม้ที่กำลังร่วงโรยหรือสดใส จงไปพิจารณาให้เป็นวิปัสสนาญาณ วิปัสสนาไม่ใช่เกาะแต่ตำรา จงหาของจริงมาใคร่ครวญ วิปัสสนาท่านให้ดูของจริง ไม่ใช่มัวถ่างตาดูแต่ตำราแล้วก็ติดตำราแจ ของจริงไม่ใช้จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง ท่านว่าแล้วท่านก็ขับคณะของท่านให้หาที่พักตามสบาย ต่างคนต่างอยู่ ห้ามรวมกันตั้งแต่ 2 องค์ขึ้นไป

ตอนนี้หลานแปลกใจไหม ทำไมหลวงพ่อท่านเตือนพระของท่านอย่างนั้น ที่เตือนไม่ให้คำนึงถึงพระบรมธาตุ เพราะอารมณ์อยากเป็นนิวรณ์ที่กั้นความดีคือตัวทำลายสมาธิ อยากดีอยากชั่วก็ช่างเถอะ ต้องหยุดอยาก ถ้าขืนอยากอารมณ์ก็ฟุ้งหาอารมณ์สงัดไม่ได้ แล้วท่านสอนให้มีอารมณ์เมตตา มีวิปัสสนา ลูกและหลานคงจะเห็นว่า มีอารมณ์คราวเดียวหลายอย่างพร้อมกันเหมือนพ่อครัวหุงข้าว เราต้องการผลคือข้าวที่สุกแล้ว แต่ขณะหุงต้องมีเตา มีเชื้อเพลิง มีเพลิง มีหม้อ มีน้ำ มีอุปกรณ์สำหรับเช็ดน้ำ มันต้องมีพร้อมกันจึงจะมีข้าวสุกได้ จะมีอะไรลำบากสำหรับพ่อครัวถ้าได้รับคำสั่งให้หุงข้าว ด้วยอุปกรณ์มีครบแล้ว และคล่องในการหุงดีแล้ว เรื่องพระคณะของหลวงพ่อก็เหมือนกัน ท่านทำจนไม่มีความรู้สึกหนัก จะมีอะไรลำบาก ลูกและหลานที่นั่งรับฟัง ถ้าอยากดีตามนี้ก็ลองดูบ้างก็ดี ไม่เสียผลประโยชน์ แต่อย่าหวังผลเร็วนักนะจะเสียเรื่อง เอาผลอะไรไม่ได้ ทำไปด้วยความเต็มใจ เชื่อผล ทำตามที่ท่านแนะนำ ความดีที่เป็นความดีไม่ใช่ดีปลอม จะเข้าถึงอย่างไรไม่มีอะไรหนัก และคงจะแปลกใจที่ท่านไม่สอนวิชาทำพระ ทำตะกรุดแจกเวลาไปธุดงค์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกิเลส พระธุดงค์ท่านตัดแล้ว ท่านไปเอาดีกัน ท่านไม่เอาเลวกัน แต่สมัยนี้ท่านคงพากันคิดว่า ถ้าได้ทรัพย์ได้ของมีค่า มีคนรับปวารณาเวลาธุดงค์เป็นของดีกระมัง จึงเห็นธุดงค์แบบมอญแปลงมากเหลือเกิน พระอุปัชฌาย์ควรเตือนสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเสียบ้าง อย่าทำตนเป็นเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่เหลียวแลพระของตนบ้างเลย จะกลายเป็นต้นตอทำลายความดีของพระพุทธศาสนาไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 17:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ปาฏิหาริย์พระบรมธาตุ

เมื่อเวลาใกล้ค่ำ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข ต่างก็หาที่ปักกลดตามที่ตนเห็นสมควร เมื่อปักกลดเสร็จ ทำวัตรสวดมนต์ตามระเบียบของพระที่เดินไปหาที่ตายเพราะอยู่วัดสบายกว่า ท่านเดินไปกันอย่างชนิดไม่ทราบว่าอาหารมื้อหน้าหรือมื้อนี้จะมีที่ไหน ไม่มีใครสนใจเรื่องอาหาร เพราะคิดว่าตายเดี๋ยวนี้ไปนิพพานเดี๋ยวนี้ ไปนิพพานดีกว่าอยู่เป็นพระกินข้าว เมื่ออารมณ์ทุกท่านเป็นอย่างนี้ นอกจากหลวงพ่อปานท่านปรารถนาพระโพธิญานอย่างเดียว แต่ท่านก็มีชั้นดุสิตเป็นที่ไปเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว สมัยก่อนท่านสอนไปนิพพานช้า ไม่ใช่โตแล้วเรียนลัด แต่ท่านหวังผลแน่นอน ถ้ามีอารมณ์ถึงสวรรค์ชั้นกามาวจร ท่านก็สอนให้ไปชั้นที่ตัวมีวาสนาถึงเป็นประจำเพื่ออารมณ์จะได้ผูกพัน เมื่อตายอารมณ์จะแจ่มใส มีที่ไปแน่นอน หรือท่านองค์ใดไปพรหมตามกำลังฌานได้ ท่านก็ไปของท่านเป็นประจำ

พวกที่เบื่อสวรรค์กามาวจรหรือพรหม มีอารมณ์ถึงพระนิพพาน ถ้าได้มโนมยิทธิต่างก็ไปนอนนิพพานเป็นปกติ ตอนนี้พวกนักธรรมอาจจะสงสัยว่านิพพานนี่สูญนี่เจ้าประคุณ ไปนอนกันได้อย่างไร เอาอย่างนี้นะขอตอบแบบนักเทศน์ก่อน เพราะนักธรรมเป็นพวกนักเทศน์ เมื่อนิพพานสูญเรามีอารมณ์ถึงนิพพานได้และได้มโนยิทธิ เราก็ไปนอนมันที่สูญตามที่เราเข้าใจ มันจะสูญแบบหมดไปเหมือนกระดาษเผาไฟ หรือสูญจากอำนาจกิเลสตัณหาก็ตามใจเถิด นอนมันตรงนั้นแหละ

ทีนี้ถ้าตอบอย่างนักปฏิบัติตามลำดับคำสอน ก็ไม่มีอะไรยาก เราไปสวรรค์ได้ไปพรหมได้ ทำไมจะไปนิพพานไม่ได้ ถ้าอารมณ์เราละเอียดพอที่จะเข้านิพพานได้ ถ้าสงสัยเชิญทำให้ถึงจะหมดสงสัยเอง นักปฏิบัติต้องค้นคว้าด้วยการทำจริง ไม่ควรยึดอุปาทานที่ได้ยินได้ฟังมาเป็นหลัก ถ้าคิดอย่างนั้นไม่มีทางถึงอะไรเลย

คุยฟุ้งไปเสียนาน ลูกหลานคงอยากฟังเรื่องพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์กันแย่แล้ว ฉันมันคนแก่ ลงได้บ่นอะไรแล้วก็มักจะบ่นเลอะเทอะเสมอ พวกลูกหลานจงจำไว้เมื่อเวลาที่เธอแก่ลงมากแล้ว อย่างไหนที่ฉันทำไว้หรือคนแก่คนอื่นทำไว้เห็นว่าไม่ดีจงอย่าลอกแบบไปทำ จงเป็นคนแก่ที่ทรงอารมณ์ปกติ ดีกว่าเป็นคนแก่ขี้บ่นอย่างฉัน ฉันคงรักพระพุทธศาสนามากไปกระมัง เรื่องของฉันเองไม่ใคร่บ่น แต่เห็นใครทำให้พระศาสนาผันแปรฉันอดบ่นไม่ได้ ถ้ารำคาญจงคิดว่าเราฟังเสียงลิงของหลวงพ่อบ่นให้ฟังก็แล้วกัน และจงภูมิใจที่ฟังเสียงสัตว์ดิรัจฉานรู้เรื่อง คงจะโก้กว่าคิดว่าฟังเสียงตาแก่บ่น

เมื่อยามค่ำมาถึงเวลาประมาณ 20 น. อากาศกำลังสบาย ท่านเรียกพระเข้าประชุม ให้ทุกองค์ทรงพุทธานุสสติกรรมฐานจนอารมณ์ทรงฌานตามความพอใจของท่าน ท่านตรวจของท่านรู้ ไม่ต้องมานั่งถามให้ลูกศิษย์โกหกอาจารย์ เมื่อท่านพอใจแล้วท่านสั่งให้ทุกคนถอนออกจากฌาน ตั้งอารมณ์อยู่อุปจารสมาธิ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของพระชุดนั้น เมื่อทุกองค์ทรงอุปจารสมาธิพร้อมแล้ว ท่านเปล่งวาจาดังๆ ว่า ด้วยข้าฯ เคยบำเพ็ญบารมีมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ถ้าการบำเพ็ญบารมีนี้จะเป็นปัจจัยให้ข้าฯ ได้บรรลุพระโพธิญาณในอนาคตแล้ว ขอสมเด็จองค์พระประทีปแก้วสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้เป็นมหัศจรรย์ จะเป็นปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามแต่พระพุทธองค์จะทรงเมตตา เพื่อปลูกฝังศรัทธาของพระที่ร่วมเดินทางมา ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า

แล้วท่านก็เข้าสมาธิ บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายก็เข้าสมาธิบ้าง เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่าพยายามขี้ตามช้าง เมื่อเห็นช้างขี้ลิงก็ขี้บ้าง แต่ทว่าจะขี้ก้อนเท่าช้างหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ขี้อย่างช้างได้ก็แล้วกัน เมื่อต่างคนต่างขี้ตามช้าง เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 นาที ก็ปรากฏเป็นดวงดาวดวงใหญ่ ประมาณว่าผ่าศูนย์กลางสัก 200 เซนต์กว่า ใหญ่เหลือเกิน ขึ้นมาจากยอดเขาที่พระพุทธบาท มี 3 ดวงด้วยกัน มีแสงสว่างมาก หลวงพ่อปานมีคำสั่งให้บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายลืมตาชมพระพุทธบารมี ดวงดาวดวงนั้นตั้งอยู่ที่ยอดเขานานประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็ลอยวนรอบเขา 3 รอบ แล้วมาตั้งอยู่ที่พระพุทธบาทนานประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่เดิมอย่างช้าๆ หลวงพ่อปานท่านกราบ พวกลิงหน้าพลับพลาก็กราบ กราบด้วยอารมณ์ปีติชุ่มชื่น เมื่อดวงดาวหายเข้าที่เดิม หลวงพ่อสั่งเจริญพุทธานุสสติตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

ลูกหลานทั้งหลาย พระที่ไปคราวนั้นแต่ละท่านบอกว่าเกิดธรรมปีติบอกไม่ถูก ตลอดคืนไม่มีใครหลับ อารมณ์โพลงตลอดคืน อารมณ์สมถะและภาวนาแจ่มใสกว่าที่เคยทำมาแล้วหลายเท่า เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่มีอะไรสงสัย เชื่อมั่นในหลวงพ่อปานว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้าจริง ความเชื่อ 2 ประการนี้เป็นผลใหญ่ ทำให้ไม่มีใครหลับ เมื่อไม่หลับก็ต้องออกเที่ยวเป็นการสร้างความเพลิดเพลินให้แก่อารมณ์ การเที่ยวไม่ได้เที่ยวป่า ด้วยเกรงว่าเสือจะอ้วนเร็วเกินไป สถานที่เที่ยวก็คือกามาวจรทุกชั้น พรหมโลกทุกชั้น และไปหยุดเอาที่นิพพานที่พวกนักธรรมว่าสูญ ไปไหนมีเจ้าถิ่นต้อนรับด้วยดีอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์แจ่มใส ร่างที่ออกไปใสกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องคบอาจารย์ชั้นจานแก้วนี่ดีนัก ดีกว่าคบจานถ้วยเพราะแตกง่าย จานกะละมังก็มีกระเทาะ จาน 2 อย่าง ความสวยสดสะอาดน้อยกว่าจานแก้ว จานแก้วสะอาดกว่ามาก ศักดิ์ศรีก็ดีกว่าเยอะ

อาจารย์ผู้สอนธรรมก็เหมือนกัน ถ้าไปพบจานกะละมังหรือจานถ้วยก็แย่หน่อย พบจานแก้วก็บุญตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎของกรรม ช่วยอะไรใครไม่ได้ พระชุดนั้นท่านมีบุญ ท่านพบจานแก้ว ท่านเลยเป็นแก้วไปด้วย แต่ละท่านต่างเอาตัวรอดได้ไปตามๆ กัน เรื่องนี้หมดเท่านี้ วันนี้พักเท่านี้นะเพราะฉันมีงานมาก ต้องมีภาระเป็นพ่อบ้านเอง ขอพักไปทำงานอื่นก่อน วันพรุ่งนี้ถ้ามีเวลาจะเล่าให้ฟังใหม่ แต่ไม่แน่นัก ด้วยพวกศาลไม่ใช่ศาลเจ้าเป็นศาลตัดสิน เขาว่าเขาจะมาหา ถ้าเขามาก็คงไม่มีเวลาคุย ถ้าเขาไม่มาจะเล่าเรื่องพระพุทธฉายให้ฟัง มีปาฏิหาริย์เหมือนกัน ที่แปลกออกไปก็คือ พระเขียนที่ร่วมเดินทางไปด้วยเกือบเสียทียักษ์ เอาไว้รู้กันวันหน้า วันนี้เหลืออีก 15 นาที จะ 11 น. จะพักฉันเพล และทำงานอื่น ขอลูกหลานทุกคนที่รับฟังจงทรงตัวอยู่ในความดีโดยธรรมทั่วกันเถิด


นมัสการพระพุทธฉาย

เมื่อคณะธุดงค์ทั้งห้า มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข นมัสการพระพุทธบาท และอยู่ในบริเวณนั้นรวม 3 วัน เมื่อมีความอิ่มในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอสมควรแก่ความประสงค์แล้ว ปูชนียสถานที่คณะธุดงค์ทั้งห้าต้องการนมัสการอีกก็คือ พระพุทธฉาย เขตสระบุรีเหมือนกัน แต่ต้องเดินทางไปทางตะวันออก และล่องใต้นิดหน่อย เรื่องทางที่จะไปเป็นภาระของหลวงพ่อปาน เมื่อก่อนออกเดินทางต่างก็เจริญพุทธานุสสติเพื่อเป็นการถวายความเคารพในพระพุทธเจ้า จนเข้าอยู่ในระดับฌานสูงสุดเท่าที่แต่ละท่านจะทำได้ แล้วถอนสมาธิออกจากฌานมาตั้งอยู่ในอารมณ์สมาธิขั้นอุปจารสมาธิ พิจารณาวิปัสสนาญาณเต็มระดับ คือปล่อยหมด เห็นว่าโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ไม่มีอะไรน่ารัก น่าพอใจ มีอารมณ์ยึดพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง

เมื่ออารมณ์ละเอียดปลดได้ตามความพอใจแล้วก็เข้าฌาน 4 ในสมถะใหม่ ทำให้ฌานกลายเป็นผลสมาบัติไป เมื่อความอิ่มในพระพุทธบารมีเต็มตามความพอใจแล้ว ทุกท่านก็ถวายนมัสการอีกวาระหนึ่ง ทำวัตรขอขมาโทษหากจะพึงมีการพลั้งพลาดเพราะประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถ้าหากจะพึงมี เป็นการป้องกันความผิดไว้ก่อน แล้วแต่ละท่านก็ออกเดินทางไปพระพุทธฉาย การเดินทางรอนแรมจากพระพุทธบาทไปพระพุทธฉายระยะทางไม่ไกลนัก แต่คณะธุดงค์ชุดนี้ก็เดินทางอย่างพระธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงคือค่อยไป เดินประมาณวันละ 5 กิโลเมตร ไปตามสบาย พักตามสบาย เพราะสมัยนั้นไม่มีอะไรไม่สบาย ไม่ผ่านตัวเมืองสระบุรีเพราะไม่ต้องการพบบ้าน ไม่อยาก รบกวนอาหารจากชาวบ้าน ได้อาศัยอาหารจากต้นไม้เป็นอาหารหลัก แต่ก็ไม่ใช่สมาทานเป็นลิงขึ้นยอดไม้เพื่อเก็บผลไม้รับประทาน

ด้วยคณะธุดงค์เชื่อว่าเทวดาประจำต้นไม่มี ไม่เป็นเรื่องของพราหมณ์พูดเล่นพล่อยๆ เมื่อเชื่อว่าต้นไม้มีเทวดาก็เลยถือโอกาสขอข้าวจากเทวดากิน เพราะเทวดาไม่ต้องหุงข้าว แกคงไม่ลำบากนักเมื่อขอจริง เทวดาก็มีอาหารให้จริง เมื่อได้เท่าไรก็ตาม กินแล้วอิ่มตลอดทั้งวัน และอิ่มจนกว่าจะถึงรอบใหม่ ไม่หิว ไม่เพลีย แม้น้ำก็ไม่กระหาย ใครว่าเทวดาตามต้นไม้เป็นเทวดาพราหมณ์ก็ช่างปะไร จะเป็นเทวดาพรามหณ์หรือเทวดาพุทธ เราก็เอาข้าวกินได้ จะเสียหายอะไร เมื่อเดินทางโดยลัดตัดป่าเป็นสรณะ แปลว่าที่พึ่ง คือพึ่งป่า เพราะร่มรื่นไม่ร้อนจากแสงอาทิตย์มากนัก เป็นสถานสงัด

ภาษาพระท่านเรียกว่ากายวิเวกคือสงัดกาย หมายถึงไม่หนวกหู ชาวบ้านคุยกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ยั่วเย้าเคล้ากามารมณ์กันบ้าง อาการอย่างนี้พระธุดงค์รำคาญ ด้วยมีความประสงค์สงัดกายเป็นอันดับแรก และต้องการความสงัดที่ 2 ก็คือจิตวิเวก แปลว่าสงัดจิต ที่เอาศัพท์วัด ภาษาวัดมาเขียนและพูดไว้ก็เพื่อให้ลูกหลานที่ไม่ใคร่ได้เข้าวัดจะได้รู้ภาษาวัดไว้บ้าง ด้วยพวกนักคุยอวดวัดชอบใช้ภาษา แต่เขาไม่ใคร่ชอบใช้ปฏิปทา คือ พูดได้ แต่การปฏิบัติไม่ค่อยเอาไหน แม้พระนักเทศน์ที่เทศน์สอนชาวบ้านก็เถอะ ลองไปถามแกเข้าเถอะ ดีไม่ดีแกบอกว่าแกไม่ว่างทำเอง เพราะงานสอนชาวบ้านมากเกินไป แกเลยไม่มีเวลาทำเอง พระอย่างนี้น่าเห็นใจท่านที่ชาวบ้านรบกวนเวลาท่านมาก ควรจะเลิกรบกวนท่าน เพื่อท่านจะได้สงเคราะห์ตัวเองสะดวก วิธีสงเคราะห์ก็คือไม่นิมนต์ท่านเทศน์หรือนิมนต์เทศน์ไม่ถวายเงิน เท่านี้ก็หมดเรื่อง ท่านจะได้ว่างทำเองเสียบ้าง หนวดเคราของท่านจะได้เกลี้ยงเกลาคล้ายหัวฉัน เธอดูหัวฉันๆ จะโกนหรือไม่โกนมันก็ล้านมากเข้าทุกวัน ฉันดีใจที่หัวฉันล้าน เพราะเป็นที่ยอมรับถือ กรรมฐานอันดับแรกที่ฉันบวช ท่านอุปัชฌาย์ท่านสอนว่าเกศา ผม มันไม่เที่ยง มันเกิดแล้วก็เสื่อม ตอนต้นๆ ไม่เชื่อเห็นมันดกดำดี หนาทึบ มาตอนนี้ชักเห็นจริงที่มันพยายามล้านมากขึ้นทุกปี ฉันดีใจที่กรรมฐานหัวฉันเป็นจริงตามที่ท่านอุปัชฌาย์ท่านว่า

แอบมาคุยอวดหัวล้านเพลินไปเสียแล้ว ว่ากันด้านสงัดที่ 2 คือจิตวิเวก สงัดจิต ได้แก่อารมณ์ฌาน เมื่อจิตจะเป็นฌานได้ต้องปราบนิวรณ์ 5 สงบ เมื่อนิวรณ์ 5 สงบ จิตก็สงัดจากนิวรณ์ ท่านเรียกว่าฌาน เมื่อกายวิเวกเพราะไม่มีเสียงชาวบ้านรบกวน อารมณ์ก็เป็นสมาธิง่าย เรียกว่าเข้าฌานสบาย เมื่อวิเวกทั้งสองได้แล้วก็ต้องการวิเวกที่ 3 ต่อไป คือ อุปธิวิเวก แปลว่าสงัดกิเลส อันนี้ไม่ยาก เมื่อสมาธิดีแล้ว ทรงฌานเต็มกำลังได้แล้ว ก็เอาฌานเป็นบาท คือที่ตั้งอารมณ์ แสวงหาความจริงมาใคร่ครวญ ทรงอารมณ์ให้เห็นจริงตามความเป็นจริง มันเป็นเรื่องกล้วยๆ ของท่านที่ทรงฌาน และไม่คิดว่าฌานเป็นของเลิศ พยายามแสวงหาความบริสุทธิ์ของจิตต่อไป

พระที่เดินทางร่วมกับหลวงพ่อปานคราวนั้น เป็นพระทรงสมาบัติ 8 ทั้งหมด เมื่อทรงสมาบัติ 8 แล้วยังรักษากำลังวิปัสสนาไม่สมบูรณ์ หลวงพ่อท่านจึงนำออกป่าเพื่อซ้อมรบใหญ่ นอกจากทรงสมาบัติ 8 แล้ว เป็นพระทรงฌาน 2 ในวิชชา 3 ทั้งหมด ส่วนอภิญญานั้นใครจะทรงได้บ้างคณะของท่านไม่ได้บอก เมื่อเจ้าของไม่บอก ฉันจะแอบไปรู้เกินท่านบอกมันอาจจะเกินพอดีไป เขาจะว่าหัวล้านนอกครูหรือหัวล้านทะเล้น ไม่รู้ดีกว่า จะได้ทรงความหัวล้านไว้เป็นปกติ คือมันล้านแล้วมันจะได้ไม่มีผมยาวขึ้นมาอีก ฉันมันเลอะเทอะใหญ่แล้ว ลูกหลานรำคาญที่จะฟังหรือยัง วันนี้ฉันเผลอไป ลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2514 ยังเช้ามาก พวกศาลในเมืองเขายังไม่มา ก็เลยหาโอกาสคุยกับลูกหลานแก้รำคาญไปพลางๆ แต่ทว่าทำให้ลูกหลานรำคาญหรือเปล่าไม่รู้ ใครรำคาญก็เฉยไว้ ไม่รำคาญก็ตั้งใจฟังต่อไป เรื่องพระพุทธฉายนี้ต่อไปข้างหน้ารบกันใหญ่ จะพบพระทะเลาะกับยักษ์ คำว่ายักษ์นี้ไม่ใช่ยักษ์ทศกัณฐ์ หรือยักยอก เป็นยักษ์ผี ฟังกันต่อไป

เมื่อรอนแรมมาในระยะทางใกล้ๆ แต่เดินไม่ใคร่ถึง เพราะเดินกันแบบธุดงค์ ไม่ใช่เดินดงจะให้รีบไปพ้นป่า คณะนี้เป็นคณะอาศัยป่า สมาทานเป็นอรัญวาสีแท้ คือ ไม่อยากเห็นบ้าน ไม่อยากกินข้าวชาวบ้าน เพราะรำคาญเสียง ลำบากในการกินที่รสอาหารชาวบ้านมีกลิ่นคาว อาหรจากต้นไม้ไม่มีกลิ่นคาว กินแล้วอิ่มสบาย ไม่กระหายน้ำ ดีกว่าอาหารชาวบ้านเยอะ อ้ายสองลิงมันถึงไม่ยอมเข้าบ้านเข้าเมือง ชวนเท่าไรมันไม่เอา มันบอกว่ามันไม่ได้เป็นขี้ข้าชาวบ้าน มันอยู่ป่าของมันสบายกว่า ด้วยอาหารป่า การอยู่ป่าสบายบอกไม่ถูก เมื่อถึงพระพุทธฉาย

เรื่องก็เป็นไปตามเดิม ท่านให้ทุกองค์เข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ฟังแล้วอย่าคิดว่ายากนะ เขาใช้เวลากันไม่ถึงครึ่งวินาทีก็เต็มแล้ว ด้วยปกติมันคอยจะเต็มอยู่แล้ว ยิ่งเดินผ่านอารมณ์ยิ่งเต็ม ก่อนออกเดินต้องเข้าฌาน 4 เต็มอัตราก่อน แล้วถอยมาตั้งอยู่ระดับปฐมฌานหรืออุปจารฌาน พร้อมที่จะเข้าฌาน 4 ได้อย่างฉับพลัน เมื่อได้รับบัญชาทุกองค์จึงเข้าอาโลกกสิณเต็มระดับ ต่างก็ทราบว่าหลวงพ่อจะได้พิสูจน์ความจริงเรื่องพระพุทธฉายอีกแล้ว ต่างก็เข้าฌาน 4 ในอาโลกกสิณทันที ปัปเดียวถึงเลย หายใจเข้ายังไม่ทันหายใจออก ลมหายใจมันก็หายไปเลย เป็นอันว่าฌาน 4 มาถึงแล้ว ไม่เห็นยากเลย เมื่อท่านตรวจเห็นว่าทรงฌานดี อารมณ์สะอาด ท่านบอกให้ทดสอบเรื่องพระพุทธฉายว่าพระพุทธเจ้ามาฉายไว้จริงหรือเปล่า มีใครเป็นต้นเหตุให้พระพุทธเจ้ามาฉาย

คณะสี่ลิงหน้าพลับพลาต่างก็ตรวจตามความสามารถ ผลงานที่เขียนไว้ตรงกัน คือเห็นแถวบริเวณพระพุทธฉายเป็นเขตใกล้ทะเล มีคน 2 คน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สูง ผิวขาว หน้ามนๆ อีกคนหนึ่งผิวดำ สันทัดคน ร่างเล็กกว่าคนก่อน เป็นหัวหน้าสร้างที่พักด้วยไม้เหลือง เสร็จแล้วมีพระนิมนต์พระพุทธเจ้ามาพร้อมด้วยพระสาวกไม่กี่รูป เมื่อพระองค์ทรงเทศน์จบแล้วจะกลับ เขา 2 คนขอให้พระองค์ทรงทำของที่ระลึก ท่านเลยเนรมิตรูปท่านกับพระอัครสาวกทั้งสองไว้เพื่อให้เขาบูชา

พอผลงานปรากฏต่างก็ถวายอักษรสาร แต่ไม่ใช่ตราตั้ง เป็นสารผลงาน หลวงพ่อตรวจแล้วท่านชมว่าดี แต่ยังมีผลน้อยไป ควรรู้มากกว่านี้ แล้วท่านก็ว่าดีแล้ว พวกแกเอาตัวรอดได้ เดินห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว ระวังให้ดีนะ ถ้าเผลออาจลงนรกได้ไม่ยาก ทำเกือบตายท่านว่าห่างปากขุมนรกนิ้วเดียว แล้วก็พวกที่เขาว่าเป็นฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี แกบวชของแกยังไง อุปัชฌาย์ไหนบวชให้ ไม่สั่งสอนกันเสียบ้างเลย ได้เงินค่าจ้าง บวชแล้วก็หายไปหมด แบบเต่าใหญ่ไข่กลบ ไม่โผล่หน้าโผล่ตามาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาเสียบ้างเลย ปล่อยให้พระในพุทธศาสนาขายหน้าไปตามๆ กัน พูดกับเขาได้ว่าตนเป็นฝ่ายคามวาสี พวกอยู่ในบ้านในเมืองเจริญสมถภาวนาไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ พวกที่เจริญสมถภาวนาต้องเป็นอรัญวาสี พวกอยู่ป่า

ถามจริงๆ เถอะ สมัยพระพุทธเจ้า พระคามวาสีมีจำนวนเท่าไรที่บรรลุอรหัตผล ฝ่ายอรัญวาสีมีจำนวนเท่าไร ท่านโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร ท่านก็ฝ่ายคามวาสีทำไมท่านเป็นพระอรหันต์ได้ พระแบบนี้บวชอุปัชฌาย์ไหนนะ อยากรู้จริงๆ ให้ท่านดูพระไตรปิกฎเสียบ้าง พระอย่างนี้มีมากเท่าใดก็ทำให้พระศาสนาเศร้าหมองมากเท่านั้น เลี้ยงขโมยเราก็เป็นขโมยด้วย เลี้ยงผู้มีอารมณ์สงเคราะห์ เราก็เป็นนักสงเคราะห์ด้วย เลี้ยงพวกทำลายศาสนาเราจะเป็นอะไร พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา พวกทรงสมาบัติ 8 ได้วิชชา 2 ใน 3 อภิญญาไม่ทราบท่านได้หรือไม่ ด้วยท่านไม่ได้บอก หลวงพ่อท่านว่าเดินห่างปากนรกนิ้วเดียว ตามขวางของนิ้วท่าน ท่านทำท่าให้ดู ไม่ใช่นิ้วฟุต แล้วพวกคามวาสีไม่เอาไหนเลย อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา

กฎที่พระจำต้องทำไม่ใช่ว่าควรทำ คำว่าจำต้องทำมันเป็นกฎตายตัวหรือข้อบังคับ ตัวไม่ทำ ชาวบ้านทำได้ พระทำไม่ได้ มันไม่เลวเกินไปหรือหลวงพ่อ พวกนี้เขาจะเดินห่างนรกสักกี่วา ลืมถามหลวงพ่อท่านไป ดีไม่ดีพญายมเบื่อความเลวที่ไม่เอาไหนอาจจะปล่อยเป็นสัมภเวสีไปตามอารมณ์ก็ได้ เมื่อท่านสั่งให้พิสูจน์เพื่อฝึกซ้อมศิษย์ในด้านการใช้ญาณเพื่อผลในการช่วยตัวเองแล้ว ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านจะมาฉายไว้ จริงหรือไม่ค่ำวันนี้ก็รู้กัน ฉันจะพิสูจน์อย่างที่พระพุทธบาท เมื่อยามค่ำปรากฏการพิสูจน์ก็มีขึ้น พิธีอย่างเดียวกัน แต่ผลที่ปรากฏ ไม่ใช่ดวงดาว ปรากฏเป็นรูปพระพุทธเจ้าอย่างพระสงฆ์ ไม่ใช่แบบเชียงแสนหรือสุโขทัย อู่ทอง เป็น พระสงฆ์เราเอง สวยบอกไม่ถูก พระทุกองค์จำได้ เพราะเห็นเป็นปกติ มีรัศมีช่วงโชติพุ่งออกจากพระ วรกาย สวยงามมากดูเหมือนคล้ายเอานีออนไปประดับ แต่สวยกว่าแสงไฟฟ้ามาก

มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรนั่งองค์ละข้าง ลืมตาดูสบาย ดูแล้วก็เกิดธรรมปีติ ไม่ต้องบรรยายดีกว่า พูดไปก็ซ้ำกัน รำคาญเปล่าๆ เมื่อถึงเวลาดึกประมาณ 24 น. เรื่องเวลานี้ต้องถือว่าไม่ตรงเสมอไป ด้วยใช้คำว่าประมาณเพราะกะเอา ไม่มีนาฬิกา ใช้แต่นาฬิกากะ คือกะเอาอย่างนั้นเอง เพราะฉันข้าวเวลาเดียว เรื่องอะไรจะต้องดูนาฬิกา เรื่องถึงไหน เมื่อไรไม่ใช่ธุระ ไปกันตามสบาย ไปตามอารมณ์ อยากไปก็ไป ไม่อยากก็พัก ไม่มีกำหนดแน่ว่าจะเดินเมื่อไร พักเท่าไร เมื่อเวลา 24 น. ผ่านไป ต่างก็เข้ามุ้งนอนตามปกติ แต่ไม่มีใครหลับ เพราะธรรมปีติเบิกลูกตา

พอเวลาผ่านไปประมาณ 2 น. ดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าเริ่มจะหาย เพราะท่าน ไม่อยากอยู่ตลอดคืน มีแสงดาวค่อยสว่างเต็มที่ ต่างก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานพูดในกลดของท่านว่า นั่นใครมายืนอยู่ข้างกลดพระเขียน ทุกองค์มองไปก็ไม่เห็นมีใคร เห็นแต่ต้นไม้สูงมาก สูงขนาดยอดยางเห็นจะได้ ต้นยางขนาดสูงนะ ไม่ใช่ต้นยางขนาดฟุตเดียว ต่างก็แปลกใจที่ตรงนั้นขณะปักกลดไม่มีต้นไม้แล้ว ต้นไม้นี้มามีขึ้นได้อย่งไร มองไปด้านบนเห็นกิ่งไม้สองกิ่งแกว่งไปแกว่งมา ดูท่อนล่างเห็นเป็นต้นไม้แฝด มีลำต้นสองต้นเบื้องล่าง แต่พอสูงขึ้นไปต้นไม้กลับรวมเป็นต้นเดียว มีกิ่งสองกิ่งแต่ก็ห้อยลงมา ขาดพับตามต้นแกว่งไปแกว่งมา ปลายกิ่งมีก้านสั้นๆ กิ่งละ 5 ก้าน มองสูงขึ้นไปบนยอดเห็นมีไฟแดง 2 ดวง

ทุกองค์มองดูอยู่ในกลด เมื่อเห็นทั่วตัวต่างก็ทราบว่าไม่ใช่ต้นไม้ เป็นยักษ์ ไม่มีใครสะดุ้ง เสียงหลวงพ่อปานถามต่อไปว่ามายืนอยู่ทำไม เจ้าหมอนั่นนิ่งสักครู่หนึ่งแล้วมันพูดว่าผมขอพระองค์นี้ได้ไหมครับ พระองค์นั้นคือพระเขียนที่ร่วมทางไปด้วย เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกัน เสียงหลวงพ่อตอบว่าไม่ได้ ญาติโยมเขาฝากมา จะเอาไปไม่ได้ เจ้าตาแดงสูงเหมือนต้นตาลมันยืนนิ่งสักครู่หนึ่ง มันก้มลงมองที่กลด พระเขียน เสียงมันพูดว่าไม่ให้ก็ไม่เอา ลาล่ะ มันพูดแล้วมันก็เดินหายไปทางทิศตะวันตก

เมื่อเจ้าต้นไม้ประหลาดหายไปแล้ว ได้ยินเสียงหลวงพ่อปานร้องถามว่า ใครไม่หลับบ้าง นิมนต์มาหาฉัน ทุกองค์ปรากฏว่าไม่มีใครหลับเลยและต่างก็ได้ยินหลวงพ่อปานพูดกับเจ้ายักษ์ดำ เห็นเหตุการณ์ตลอดเหมือนกันทุกองค์ เมื่อพระมาประชุมพร้อมกัน ท่านก็บอกให้พระทุกองค์ทราบว่า พระเขียนเข้าสู่เขตกาลมรณะ จะต้องตายตามวาระของอายุขัย แต่ทว่าอาศัยความดีที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ทรงสมาธิและวิปัสสนาญาณ ประกอบกับมาธุดงค์ เป็นการที่ท่านพอจะขอร้องเขาไว้ได้ชั่วขณะเดียว เมื่อกลับถึงวัดแล้วท่านบอกว่า อาจจะประวิงเวลาไม่ได้อีกนานนัก

ขอให้พระเขียนและทุกองค์เตรียมตัวพร้อมที่จะตายได้ อะไรที่ไม่เกินวิสัยที่จะทำ นั้นคือวิปัสสนาญาณ ให้ขยันหมั่นเพียรให้มาก ชำระจิตใจให้สะอาดเป็นปกติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จงวางภาระว่าเราของเราเสียให้สิ้น ด้วยไม่มีอะไรเลยเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายก็มีเจ้าของคือมรณภัยมันมาทวงคืน ทุกองค์รับคำสอนด้วยดี มีท่านหนึ่งในจำนวน 4 ท่านถามท่านว่า หลวงพ่อทราบหรือไม่ว่าพระเขียนจะต้องเข้าระยะมรณะในวันนี้ ท่านบอกว่าท่านทราบมาก่อน ท่านทราบมาจากนายบัญชี ท่านรู้จักกับเขาดี ที่ชวนมาธุดงค์ด้วยและคุณเขียนก็เต็มใจมา ไม่ใช่ชวนมาประวิงเพื่อให้ตายช้า ชวนมาเพื่อให้ทำความดีให้สมควรแก่วาสนาบารมี ถ้าอยู่ที่วัดจะทำความดีไม่เท่ามาธุดงค์ แล้วท่านก็สอนอารมณ์วิปัสสนาย่อๆ เพียงให้คิดว่า เราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราไม่ต้องการมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เรามีพระนิพพานเป็นที่ไป ท่านให้พระเขียนเจริญอุปสมานุสสติ คือการคิดถึงพระนิพพานเป็นปกติที่เขาให้ภาวนาว่านิพพานังนั่นแหละ

เมื่อสนทนากันไม่นาน มันอาจจะนาน แต่คณะธุดงค์อาจจะชุ่มชื่นในพระพุทธานุภาพและประสบกับสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบมาก่อน มองไปดูท้องฟ้า เห็นใกล้สว่าง มีท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่าที่มาทวงชีวิตพระเขียนเป็นใคร ท่านบอกว่ายักษ์ ถามเขามาทวงเพราะเป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือ ท่านบอกว่าไม่ใช่ เขามาตามหน้าที่ เมื่อเขามีหน้าที่มารับเขาก็ต้องมา ถามท่านว่าถ้าพระเขียนตายเวลานี้จะไปทางไหน นรกหรือสวรรค์ หรือพรหมโลกหรือนิพพาน

ท่านบอกว่าสุดแล้วแต่พระเขียนจะชอบใจ ชอบใจอย่างไหนก็ไปได้ตามชอบใจ เมื่อตายแล้วจะไปทางไหนก็ไปได้ตามใจชอบ ท่านโคธิกะท่านเชือดคอตายเพราะเบื่อสังขาร มันป่วยเสมอท่านไปนิพพาน พระเขียนจะชอบใจอะไรก็เป็นเรื่องของเธอ ท่านเล่นใบ้หวยแบบนี้ ไม่มีใครแทงถูก เมื่อถามพระเขียนเอง ท่านบอกว่าท่านเบื่อขันธ์ 5 เบื่อชีวิต เบื่อหมดทุกอย่าง เมื่อท่านเบื่ออย่างนี้แล้วท่านจะลงนรกก็ตามใจท่าน

พอรุ่งสางท้องฟ้ามีสีทองปรากฏ คณะธุดงค์ก็ออกบิณฑบาตตามปกติ ไม่ได้ไปไกลเพราะเห็นมีต้นไม้ใหญ่มีสาขางามสะพรั่งไว้ตั้งแต่ตอนมาถึง ต่างก็มั่นหมายไว้แล้วว่าต้นนี้แหละเป็นโรงผลิตอาหารในวันพรุ่งนี้ อยู่ห่างจากที่ปักกลดไม่ถึง 20 วา ต่างก็เอาบาตรไปแขวนตามเคย เมื่อได้อาหารมาแล้วก็ฉันกันหมดบาตร ความจริงได้มาประมาณ 3 ทัพพีเท่านั้นเอง เมื่อฉันเสร็จทุกองค์ก็เข้าที่พักเพราะตลอดคืนไม่ได้หลับเลย

เมื่อทุกองค์พักพอเหยียดกายเรียบร้อยก็เห็นพระเขียนเดินเข้าป่า เมื่อกลับมาไม่ถึง 5 นาทีก็เดินไปอีก ต่างสงสัยถามว่าไปไหนมา ท่านบอกว่าไปถ่ายอุจจาระ ตอนนี้หลวงพ่อลุกขึ้นจากที่พัก เรียกพระเขียนเข้าไปใกล้ พระเขียนดูท่าทางเพลียมาก ท่านถามว่าท้องถ่ายกี่ครั้งแล้ว พระเขียนบอกว่า 2 ครั้งแล้วครับ ท่านบอกว่าอีกครั้งเดียวก็หยุด ยังไม่ตาย มาเอายาหมู่ไปฉันเสีย เห็นท่านฝนกิ่งไม้กับฝาละมีหม้อดินที่ท่านเตรียมติดตัวไปด้วย เมื่อพระเขียนฉันแล้วก็ไปถ่ายอุจจาระอีกครั้งหนึ่งแล้วก็หยุดถ่าย ท่านบอกว่ายังไม่ตายเตรียมตัวไว้ กลับไปวัดแกก็สบายก่อนฉัน ฉันต้องใช้หนี้กรรมอีกหลายปี แกดีกว่าฉัน สบายกว่าฉัน แล้วท่านก็สั่งให้พักผ่อนต่อไป เรื่องพระฉายก็เห็นจะจบกันเท่านี้ วันต่อไปฟังเรื่องพระได้อภิญญาถูกวัวเขาอ่อนขวิด เล่นเอาสบงจีวรหลุด เรื่องจะเป็นอย่างไรฟังวันหน้า วันนี้ฉันชักเหนื่อย ขอยุติเพียงเท่านี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 17:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ไปเขาวงพระจันทร์

ลูกหลานที่น่ารักทุกคนที่กำลังฟังฉันเล่าเรื่องธุดงค์ของหลวงพ่อปานมาหลายวันแล้ว วันนี้วันที่ 1 ธันวาคม 2514 เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปเป็นเรื่องเข้าสู่เขาวงพระจันทร์ เขต จ.ลพบุรี เรื่องนี้มีเรื่องประกอบหลายประการ อาจจะเล่าให้ฟังวันเดียวไม่จบ เอากันอย่างนี้ก็แล้วกัน เหนื่อยเมื่อไรก็พักเล่าให้ฟัง วันต่อไปพูดกันใหม่ ตกลงตามนี้นะ เข้าเรื่องกันเลยนะ เมื่อออกจากเขตพระพุทธฉายต่างก็มุ่งเข้าเขตลพบุรี สมัยเดินนี่นะจะเอาอย่างสมัยรถอย่างปัจจุบันไม่ได้ เดินกันตามอารมณ์ เดินมาพักแรมกันมา เมื่อถึงเขตแต่ละเขตที่พัก หลวงพ่อปานท่านไม่ยอมให้พวกเรามีเวลานั่งนอนได้ตามสบาย คือคอยควบคุมอารมณ์ไว้เสมอ วิธีคุมอารมณ์ของท่านก็มีบัญชาให้คณะธุดงค์ใช้วิชชา 2 ในวิชชา 3

1. ให้ตรวจตราสถานที่ที่พักและผ่านมาว่า มีสถานที่ใดเคยตั้งบ้านตั้งเมืองบ้างไหม มีอะไรสำคัญ เมื่อตรวจตราแล้วก็ทำรายงานถวายด้วยสมุดปกแข็งที่ชาวบ้านซื้อมาถวาย ความจริงสมุดที่เขาถวายนี้มาคิดเดี๋ยวนี้เองว่าราคาแพงมาก เพราะเป็นบันทึกของคณะธุดงค์ ธรรมดาของพระโบราณ ที่พวกนักเทศน์นักธรรมสมัยใหม่ว่าครึเต็มทน แม้คนสมัยใหม่เขาก็หาว่าไร้เหตุไร้ผล แต่ทุกท่านต่างคนต่างเขียน มันเกิดมีข้อความที่สำคัญตรงกัน เช่นที่ตรงไหนเคยตั้งบ้านตั้งเมือง บ้านเมืองเขาสร้างด้วยอะไร ใครเป็นคนสำคัญของบ้านเมืองนั้น เขามีจริยาเป็นประการใด ขณะนี้เขาอยู่ในนรก สวรรค์ หรือพรหมโลก หรือเขาหายสาบสูญไปจากอำนาจกิเลสตัณหาแล้ว งานที่ทำต่างก็บันทึกต่อหน้า ท่านห้ามปรึกษาหารือกัน ในบางขณะท่านจะชี้จุดที่ดินที่ใดที่หนึ่ง แล้วถามว่าตรงนี้เคยมีความสำคัญอะไรบ้าง เมื่อท่านถามแล้วท่านให้คณะธุดงค์เขียน ทันที นั่งห่างกัน ต่างคนต่างเขียน เมื่อเขียนแล้วเอามาถวายท่าน มันเป็นการบังคับการควบคุมฌานและญาณกันตรง ๆ อย่างนี้ท่านเรียกว่ากีฬาสมาธิ มันเพลิดเพลินมีอารมณ์สบาย ต้องอยู่ในฌานตลอดวัน ด้วยเกรงว่าจะมีบัญชาให้ตรวจอะไร เมื่อไรก็ไม่รู้ ถ้าสั่งแล้วทำยืดยาดก็จะได้ฟังเทศน์มหาชาตินอกแบบ (ถูกหาว่าประมาทเกินไป) เมื่ออารมณ์ทรงฌาน นิวรณ์คือเหยื่อความชั่วของจิตก็เข้าใกล้จิตไม่ได้ แต่ถ้าเอาแต่ฌานอย่างเดียว การรู้เห็นอะไรก็ไม่แจ่มใส มันมืดชอบกล ต้องอาศัยอารมณ์วิปัสสนาคอยเป่าฝุ่นคือละอองกิเลสที่คอยเข้ามาทำจิตให้มัวหมอง จะได้รู้เห็นเหตุที่จะพึงรู้ได้แจ่มใสชัดเจน จัดว่าท่านฉลาดฝึกศิษย์ของท่าน คณะธุดงค์คณะนี้เป็นคณะพิเศษของท่านกระมัง ท่านจึงสั่งตามที่ท่านต้องการได้เสมอ การปฏิบัติตนอย่างนี้มีผลเพียงใดลูกหลานคิดเอา ฉันคิดว่าผลที่พึงได้ในญาณต้นนี้คือ ทิพยจักษุญาณ ที่แยกตัวออกได้เท่าใด ก็ได้บอกไว้แล้วในวันก่อน หวังว่าลูกหลานที่น่ารักทุกคนคงจำได้ เอาผลตามญาณนี้คือ

ก. รักษาอารมณ์สมาธิเป็นอธิจิตสิกขา ด้วยอาศัยที่มีศีลสิกขาบริสุทธิ์อยู่แล้ว สามารถกีดกันนิวรณ์อารมณ์ชั่วไม่ให้เข้ามาพัวพันกับจิตใจได้ จนเห็นเนกขัมมบารมีที่แท้ที่บวชกันแล้วปล่อยนิวรณ์ครอบงำจิตได้นั้น ท่านไม่ถือว่าเป็นเนกขัมมะคือการถือบวช ท่านถือว่าหลอกลวงชาวบ้าน เอาเปรียบชาวบ้าน และเป็นมารสังคมต่างหาก ทำตัวเป็นผู้ดี แต่เนื้อแท้เป็นผู้รายที่ปล้นชาวบ้านได้อย่างกฎหมายไม่กล้าลงโทษ

ข. มีผลในการคล่องในการใช้ญาณ มีความเพลิดเพลินบันเทิงใจ มีความรู้เรื่องที่คิดว่าจะไม่รู้ เป็นกำไรชีวิตมหาศาล

ค. ได้เห็นตามความเป็นจริง ตามอารมณ์วิปัสสนาญาณตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่าอะไรมันไม่เที่ยง มันมีความเปลี่ยนแปลง มีทุกข์ และมีการสลายตัวในที่สุด บ้านเมือง คน สัตว์ที่พบ มันไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ซากก็ไม่มี มันไม่เป็นอนัตตา มันจะเป็นอะไร เป็นอันว่าเขาถึงวิปัสสนาด้วยอารมณ์รื่นเริง ไม่ต้องมานั่งจับเจ่าในห้องในกุฏิให้โรคประสาทรบกวน ดีไม่ดีก็เกิดพองไม่ยุบ หรือยุบไม่พองอย่างคุณแม่เขียน อนันตวงษ์ ท่านบอกให้ฟังว่า ฉันเข้ากุฏิ 3 เดือน เกิดพองไม่ยุบ คือไม่ได้เดินไปไหนเกิดบวมขึ้นมาเลยพอง ไม่ยุบ วิชชานั้นไม่ใช่เป็นวิชชาที่ใช้ไม่ได้ ดีเหมือนกันถ้าใช้ถูกแบบ แต่คนใช้เกิดใช้เลยแบบหรือไม่ถึงแบบก็เลยมีผลอย่างนั้น

2. ญาณที่ 2 ที่ท่านสั่งก็คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ใช้ญาณนี้ระลึกชาติของตนเอง ถอยหลังเข้าไปตามกำลังของตน ให้ทราบว่าสถานที่นี้ตนเองเคยมีความเกี่ยวพันอะไรมาด้วยบ้าง วิชชานี้มีผลไม่น้อย เมื่อพบภาพของตนและทราบว่ามีความสุขความทุกข์อะไรเนื่องด้วยสถานที่นั้น แล้วก็ตายด้วยอาการอย่างไร มีเมีย มีลูก มีทรัพย์สิน พวกนั้นหายไปไหน ตัวตนขณะนั้นบางรายทำท่าเบ่งเป็นพ่อบ้านพ่อเมือง แล้วเจ้าคนนั้นมันหายไปไหน ตามภาพไป มันตายแล้ว ไปนรกบ้างไปสวรรค์บ้าง จากคนรวยไปเกิดเป็นคนจนบ้าง ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง ในที่สุดก็มาปรากฎเป็นคณะลิงหน้าพลับพลา มองดูแล้วก็สบายใจที่ทราบ แต่ก็สลดใจที่เมาเกิด เมาสมบัติ เมาเมีย เมาลูก เมาอำนาจ เมาทรงอยู่ ในสุดก็เอาอะไรไว้ไม่ได้เลย เลยพากันเบื่อเกิดต่อไป นอกจากเพลิดเพลินแล้วก็ยังมีผลในด้านวิปัสสนาญาณ จัดว่าท่านฉลาดไม่น้อยเลย แต่ถ้าท่านโง่กว่านั้นก็คงปราบพวกลิงหน้าพลับพลาไม่อยู่ ด้วยแต่ละตัวเป็นลิงเปรียวทั้งนั้น ไม่เปรียวอย่างเดียว เป็นลิงจอมดื้อ จอมพิสูจน์ทั้งหมด ถ้าสงสัยอะไรสักนิด คณะลิงหน้าพลับพลาจะต้องค้นคว้าหาความจริงให้ได้ ถ้าไม่สามารถจะหาได้จะยอมตายดีกว่าที่จะยอมแพ้ ท่านรู้นิสัยคณะลิงหน้าพลับพลาดี เมื่ออยู่วัดก็ไม่เห็นแสดงอะไร พอออกป่าเท่านั้นเอง ท่านแสดงความสามารถออกมาอย่างคนละองค์เลย ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ เพราะลิงทั้งหลายประสบมาเอง เสียดายที่ลูกหลานไม่มีโอกาสพบท่านนะ ถ้าได้พบท่านจะลืมพัดยอดแหลมไปตามๆ กัน

นี่ฉันพูดอะไรไปบ้าง เวลาเลยมานานแล้วคงไปไม่ถึงไหน เพราะคนแก่ แถมหัวล้านเสียด้วย พูดไปพูดมาชักเหงื่อหัวล้านจะเริ่มซึมออกมาแล้ว เวลาจะเอวังมันก็ใกล้เข้ามาๆ เดินต่อไปกันดีกว่า เมื่อออกจากพระพุทธฉายก็มุ่งมาเขาวงพระจันทร์ ระหว่างทางยังไม่คุยนะ เพราะเกริ่นไว้วานนี้ว่าจะเล่าเรื่องพระได้อภิญญาถูกวัวเขาอ่อนขวิด หลานๆ คงคงไม่รู้จักวัวเขาอ่อนกระมัง ประเดี๋ยวก็รู้จัก ฟังต่อไปจะเล่าให้ฟังแบบลัด เพราะมันเริ่มเหนื่อย ขืนอ้อมไปมากเหงื่อหัวล้านจะไหลมาก เป็นอันว่าระหว่างทางจากพระพุทธฉายมาพระพุทธบาทไม่มีอะไรมากนัก เมื่อเลยพระพุทธบาทมาเข้าเขตลพบุรี หลวงพ่อท่านบอกคณะลิงทั้งหลายไม่มีใครรู้จักทางและไม่ทราบเขตแดน หลวงพ่อท่านชำนาญ

ท่านพาเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง อยู่ในถ้ำองค์เดียว ไม่ทราบว่าเขาเรียกว่าถ้ำอะไร ด้วยไม่ได้ถามท่าน สถานที่นี้ไม่มีบ้านเลย แม้เสียงสุนัขชาวบ้านก็ไม่เคยได้ยิน มันไกลบ้านจริงๆ เมื่อแวะเข้าไปปรากฏว่าพระองค์นั้นท่านต้อนรับหลวงพ่อด้วยดี รู้จักกันมานาน ท่านแนะนำพวกคณะลิงหน้าพลับพลาว่า ท่านองค์นี้ทรงอภิญญาโลกีย์สมาบัติ ชำนาญในการเนรมิต พวกลิงไหว้ท่านก็รับไหว้ด้วยดี ท่านคุยกัน 2 องค์สนุกสนาน คุยเรื่องที่ลิงไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ในที่สุด หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ที่พาคณะศิษย์ชุดนี้มาก็เพราะอยากให้เขาเห็นของจริง ของจริงของพระพุทธศาสนานำออกในบ้านในเมืองไม่ได้ เพราะพวกเดียวกันคอยลิดรอน เมื่อพระด้วยกันว่าไม่มี ทำไม่ได้เสียแล้ว ชาวบ้านเขาก็เชื่อ เมื่อเขาเชื่อพระใหญ่หรือพระหมู่มาก พวกเราเป็นพระเล็กที่ไม่มีเครื่องหมายยศให้ ชาวบ้านนับถือ ไปทำอะไรเข้าเขาก็พากันประณาม

คณะศิษย์ผมเขาอยากเห็นของจริงชอบค้นคว้า ชอบฝึกทุกอย่างที่มีในหลักสูตร เมื่ออยู่ในวัดก็ได้แต่บอกหรืออย่างมากก็ใช้เจโตปริยญาณเป็นคราวๆ เพื่อให้สนใจเป็นอัศจรรย์บ้าง แต่พอออกป่าก็ออกท่าได้เต็มที่ เขาจะได้ทราบว่าความรู้ทุกอย่างในพระพุทธศาสนาแม้แต่อรหัตผลก็ยังไม่คลายตัว นักปราชญ์ท่านเขียนไว้อย่างนั้นเองว่าพระอรหันต์ไม่มีแล้ว ท่านกลัวคนจะตกใจว่าเมื่อพระอรหันต์ยังมี คนที่มีเมียแล้วถ้าจะบวชเกรงว่าเมียจะคิดว่าถ้าผัวเป็นพระอรหันต์แล้วตัวจะเป็นม่าย จะไม่อนุญาตให้ผัวบวช ท่านเลยเขียนเสือหลอกวัวไว้ให้ ท่านพูดแล้วท่านก็ชวนกันหัวเราะ

ฟังท่านคุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง ต่อมาท่านเจ้าของถิ่นหันมาคุยว่า ผมเองไม่ได้เป็นพระอรหันต์เพียงแต่ได้ฌานโลกีย์ ที่ออกจากหมู่คนก็เพราะยังไม่แน่ใจตนเองและประสงค์อรหัตผล ฟังแล้วสบายใจดีแต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เมื่อยามค่ำก็นอนในห้องของท่าน ถ้ำนั้นกว้างขวางมาก สมัยนี้ที่เขาเรียกว่าถ้าคูหาสวรรค์จะใช่หรือไม่ใช่ไม่เคยไปดูอีกเลย

พอรุ่งเช้าท่านทั้งสองนั่งคุยกันอีก วันนี้หลวงพ่อไม่สั่งให้บิณฑบาต เมื่อท่านไม่สั่งคณะธุดงค์ก็ ไม่เตรียมตัว เมื่อท่านคุยกันสักครู่ ท่านเจ้าของถิ่นถามหลวงพ่อว่า ที่นี่กับข้าวก็หายากแต่บอนใกล้ถ้ำในบึงเล็กๆ มีมาก ท่านถามว่าฉันแกงบอนไหม หลวงพ่อบอกว่าฉัน เมื่อถามกันแล้วท่านเจ้าของถิ่นก็ไปตัดบอนมา 1 ต้น มาถึงก็ไม่ปอกเปลือก หั่นตามแบบแกง แล้วก็เอาหม้อดินใหม่เอี่ยมมา 1 ลูก หั่นออกใส่ แล้วก็เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาหม้อปิด แล้วเอาข้าวสารหยิบมือหนึ่งใส่ในหม้อดินอีกลูกหนึ่ง เอาน้ำใส่หน่อยหนึ่ง เอาฝาปิด เอาหม้อทั้งสองลูกวางไว้ข้างหน้า

ไม่เห็นตั้งเตา วางไว้กับพื้นเฉยๆ นั่งคุยกันไปสักครู่หนึ่ง เวลาประมาณ 8 น. ท่านเจ้าของถิ่นถามว่าหิวหรือยัง หลวงพ่อท่านตอบว่าหิวแล้ว ท่านเจ้าของถิ่นท่านตอบว่าหิวก็ฉันได้แล้วนี่ ข้าวแกงสุกนานแล้ว ว่าแล้วท่านก็เปิดฝาหม้อข้าวหม้อแกง ปรากฏว่าข้าวสุกเต็มหม้อถึงฝาละมี มีควันคลุ้งเหมือนเอาลงจากเตาใหม่ๆ แกงก็เต็มหม้อ มีควันขึ้น กลิ่นหอมเหมือนแกงบอนปกติ แถมมีเนื้อปลาในแกง หม้อทั้งสองลูกดูแล้วเห็นว่าจุข้าวไม่ถึงจาน เพราะมันลูกเล็กนิดเดียว

ท่านให้ล้อมวงกันฉัน แต่ตัวท่านเองไม่ฉัน ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฉันมาหลายปีแล้ว พวกคณะลิงหน้าพลับพลาสงสัย ถามท่านว่าท่านไม่หิวหรือ ท่านบอกว่าอยู่ด้วยธรรมปีติ ไม่หิวและมีกำลังเป็นปกติ คณะห้าธุดงค์มีหลวงพ่อปานเป็นประมุขต่างก็ล้อมวงกันฉัน แต่ละองค์ฉันจนเต็มอัตราศึก ข้าวสุกกับแกงที่คิดว่าแม้องค์เดียวก็ไม่ได้ตึงท้อง มันแปลกเมื่อยังไม่มีใครอิ่ม ตักออกมาเท่าไรก็ไม่หมด รสก็อร่อยดีกว่าพ่อครัวแม่ครัวชั้นเลิศแกงกว่าไหนๆ

แต่พอทั้งหมดอิ่มพร้อมกันแล้ว หาข้าวสุกสักเม็ด น้ำแกงสักหยดก็ไม่มี หลวงพ่อท่านรู้ใจศิษย์ท่าน ท่านรีบบอกว่าข้าวแกงอย่างนี้เรียกว่าอาหารอภิญญา คือเกิดได้จากการเนรมิต คำว่าเนรมิตหรือนิรมิตแปลเหมือนกัน นิรมิตเป็นศัพท์เดิมที่ยังไม่แปลง ท่านแปลงสระอิเป็นสระเอตามแบบของภาษาบาลี มีความหมายอย่างเดียวกัน เมื่อฉันเสร็จแล้วก็พักกับท่าน 3 วัน ท่านก็สอนวิชาอภิญญากับคณะธุดงค์ เมื่อครบ 3 วันแล้วก็ลาท่านเดินทางต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านเจ้าของอาหารพบวัวเขาอ่อน

ขอเล่าเรื่องท่านให้จบไปเลย เวลากาลผ่านไปกลาง พ.ศ. 2481 ตอนเย็นวันหนึ่ง เวลาประมาณ 15 น. หลวงพ่อปานกำลังรับแขกอยู่ มีชายคนหนึ่งไปหาหลวงพ่อ ขึ้นจากเรือเดินประจำทาง กรุงเทพฯ-ผักไห่ เมื่อขึ้นไปหาท่าน ก็ถามว่าจำผมได้ไหมครับ หลวงพ่อปานก็เอามือป้องหน้าตามแบบฉบับของคนแก่ที่ตาไม่ใคร่ดีอย่างฉันอย่างนี้แหละ แต่ทว่าท่านไม่ดีแต่ตา ฉันไม่ดีมากกว่าท่านหน่อยที่ตาก็ไม่ดีแถมหัวล้านเสียด้วย หัวที่ล้านมันเป็นอนัตตามีประโยชน์ เอาอีกแล้วเกิดมาอวดคุณภาพหัวล้านเสียอีก ขอผ่านไป ฉันมันจัญไรเสียจริงๆ ทีคนอื่นเขาหัวล้านเขาถนอมศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ใครมาเลียบเคียง มันอดโชว์หัวล้านไม่ได้ รู้สึกว่ามันโก้ๆ ชอบกล

เล่าเรื่องของท่านต่อไป เมื่อหลวงพ่อปานจ้อง ท่านก็บอกว่าผมคือพระที่ถ้ำที่ท่านไปพักแล้วแกงบอนให้ฉันอย่างไรเล่า เมื่อท่านกล่าวประวัติ หลวงพ่อก็นึกออก ถามว่านี่ทำไมนุ่งกางเกงเสียเล่าพ่อคุณ ท่านบอกว่าถูกวัวเขาอ่อนมันขวิดเอา หลวงพ่อปานหัวเราะชอบใจ ถามว่าไปทำอย่างไรจึงเสียทีมันเล่า

ท่านบอกว่าเมื่อท่านจากไปแล้วมีคนเดินป่าไปพบท่านเข้า เขาคงคิดว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐขนาดไต้อ๋องหรือไท้แป๊ะกิมแชกระมัง ที่ว่ามานี้ไม่รู้เรื่องเลยว่าไต้อ๋องหรือไท้แป๊ะกิมแชเขามีความหมายว่าอะไร เมื่อมีคนไปพบและเข้าใจว่าท่านวิเศษ ความจริงก็น่าจะเห็นว่าท่านวิเศษ เอาอะไรท่านก็ใช้อภิญญาช่วย ผัวหาย เมียหาย เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยได้ ที่จะต้องตายก็บอกก่อนว่าจะต้องตาย ค้าขายไม่ดีก็ช่วยได้

หนักเข้าพวกชาวพระนครก็เข้าไป คราวนี้แต่ละวันมีคนไม่ขาด ข้างถ้ำกลายเป็นที่พักคนด้วย สมัยนั้นต้องใช้เดินหรือเกวียน เมื่อมีคนมามากเข้าก็มีงานสังสรรค์มาก ในที่สุดอารมณ์ฌานก็ทรุดคือใกล้จะพัง และก็พอดีพบสาวคู่ปรับอายุ 18 ผิวขาวอวบอัด เชื้อเจ๊กผสมจีนมีไทยปน ไปมาหาสู่จากกรุงเทพฯ ไม่หยุด เมื่อไปก็ค้างหลายๆ คืน ในที่สุดก็คงจะไปวอบๆ แวม ๆ เข้ากระมัง ท่านก็เลยแสดงปาฏิหาริย์ขอแต่งงานด้วย คุณหนูไม่ยอมปฏิเสธหรืออิดเอื้อนเลย ท่านบอกว่าไม่มีผ้านุ่งห่ม คุณหนูบอกว่าเตรียมมาให้พร้อมแล้ว เมื่ออุปกรณ์ครบ มีงานทำ ไม่ใช่งานรับจ้างหรืองานราชการ มีงาน มีเมีย

เมื่อครบก็ลาสิกขาตามระเบียบ ไม่ใช่แต่งงานก่อนสึก เมื่อสึกแล้วเธอก็พาไปอยู่กรุงเทพฯ เมื่ออยู่กับเมียรักที่มีวัยต่างกันประมาณ 20 ปี ด้วยเจ้าสาวอายุ 18 ปี ตัวท่านเองประมาณ 40 ปี อาจมีเศษนิดหน่อยโดยประมาณ เมื่อครบ 6 เดือน ท่านบอกว่ารู้สึกเบื่อรสสัมผัส พยามยามจัดหาเงินด้วยอำนาจฌานที่พอจะรวบรวมได้ คือทำให้คนเห็นเป็นอัศจรรย์ เขาก็ให้ค่าน้ำมนต์ ค่าพยากรณ์ เมื่อรวบรวมเงินได้ประมาณหมื่นบาทเศษ ก็มอบให้เจ้าสาวหมื่นบาท เหลือนอกนั้นขอเอามาทำทุนบวช เจ้าสาวก็อนุญาต

ท่านเล่าให้ฟังแล้วก็ขอให้ หลวงพ่อปานเป็นเจ้าภาพบวชให้ หลวงพ่อปานท่านก็ไม่ขัดข้อง จัดการบวชวันรุ่งขึ้นเลย มีท่านพระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านบวชแล้วได้ 7 วัน ก็ไม่ฉันข้าวตามเดิม หลวงพ่อปานบอกว่าเขารวบรวมกำลังฌานของเขาเข้าระดับเดิมได้ตามปกติ เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็อำลา ท่านบอกว่าคราวนี้ที่ไหนมีคน ที่นั่นไม่ยอมอยู่ จะเอาดีให้ได้ อ้ายเนื้อสดที่เขาสนใจกันว่าดี ไม่เห็นมันดีตามเขาว่าเลย เรื่องของท่านก็จบเท่านี้

ลูกหลานคงสงสัยว่า ทำไมท่านที่ทรงอภิญญาขนาดนั้นยังมีอารมณ์แพ้แก่กามคุณ ขอตอบง่ายๆ ว่า ก็อภิญญาโลกีย์ยังไม่พ้นวิสัยกามคุณจะบังคับบัญชา เผลอเมื่อไรเป็นจอดอย่างท่านองค์ที่กล่าวมา ฉะนั้น เมื่อได้ฌานแล้วท่านที่ไม่ประมาทจึงพยามยามเร่งรัดตนเองให้ตัดสังโยชน์ให้ถึง 5 ให้ได้ ถ้าตัดสังโยชน์ได้ยังไม่ถึง 5 ข้อ จะทรงอภิญญาขนาดไหน แก่ขนาดไหน ก็ยังมีอารมณ์หอมหวาน ถ้าตัดสังโยชน์ได้ 5 ข้อแล้วไว้ใจได้ ไปวางไว้ในฝูงกินรียังไม่มีความรู้สึกอะไรเลย การถูกต้องสัมผัสไม่มีอะไรมีผลทำให้มีความรู้สึกทางเพศ จับคนก็มีความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับจับซากศพ สังโยชน์ 5 ข้อมีดังนี้ จะบอกไว้จะได้ไม่สงสัย

1. สักกายทิฎฐิ เห็นว่าขันธ์ 5 (ร่างกาย) เป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย

2. วิจิกิจฉา สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าจะมีจริงหรือ

3. สีลัพพัตตปรามาส ไม่รักษาศีลจริงจัง สักแต่ว่าสมาทานส่งเดชตามเขาไปอย่างนั้นเอง เป็นพระเป็นเณรก็สักแต่ว่าเป็น ไม่มีศีลดีตามที่ควร เรียกว่าลูบคลำศีล

สามข้อนี้ถ้าใครแก้ความรู้สึกให้มีลักษณะตรงข้าม คือ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีใน ร่างกาย ไม่เมากาย ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นจริงด้วยปัญญาที่มองเห็น รักษาศีลบริสุทธิ์ ไม่บกพร่อง ท่านเรียกว่าพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามี เป็นพระอริยเจ้า 3 ข้อนี้พระที่บวชจริง ไม่บวชและหลอกชาวบ้านทำได้ไม่ยาก อีก 2 ข้อมีดังนี้

4. กามราคะ เมาในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสซาบซ่าน

5. มีอารมณ์โกรธและผูกโกรธไว้ คือ จองล้างจองผลาญเรื่อยไป

ถ้าแก้ให้เห็นด้วยปัญญาว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่น่ารักเพราะมีอสุภสัญญา มีเมตตาแทนความโกรธ เท่านี้อารมณ์เลวก็หายไป หมดรัก หมดกำหนัด มีแต่เมตตาและอุเบกขา เรื่องจะสึกก็หมดไป ไม่มีอะไรยากถ้าบวชกันจริงๆ วันนี้เหนื่อยมากแล้วขอพักตรงนี้นะ วันหน้าฟังใหม่ สวัสดี

วันนี้ตรงกับวันที่ 2 ธันวาคม 2514 เป็นวันธรรมสวนะ คือ วันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ฉันมีเวลาว่างนิดหน่อย แต่เมื่อว่างจากคุยกับพวกรักษาอุโบสถแล้ว เห็นว่าเวลายังไม่ค่ำ พอมีเวลาบ้างก็หาโอกาสคุยกับลูกหลาน จะมีเวลาคุยสัก 2-3 นาทีก็ตาม ดีกว่าปล่อยให้ชีวิตฉันเปล่าประโยชน์ ไหนๆ ก็จะตายแล้ว มีอะไรบ้างที่พอจะขยายให้ฟังได้ก็จะขยายให้ฟังเสียให้หมด ที่เกินวิสัยที่จะรับฟังก็ต้องขอสงวนไว้บ้าง แต่ว่าคงไม่มากนักที่จะสงวน ก็เกรงว่าผู้รับฟังจะตกนรก มันเป็นภัยใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้ เอากันแต่ที่เห็นว่าพอรับฟังได้ก็แล้วกัน แต่ทว่าก็ดูเหมือนว่ามันหนักสมองคนและพระสมัยใหม่ไม่น้อยเลย จะอย่างไรก็ตาม จะพยายามเล่าให้ฟังตามสัญญา และตามที่เห็นว่าไม่หนักเกินไป

เมื่อวานนี้เล่าเรื่องวัวเขาอ่อน ลูกหลานพอเข้าใจหรือยังว่าวัวเขาอ่อนคือใคร ถ้าไม่เข้าใจก็จะบอกให้เสียเลยว่า เจ้าวัวเขาอ่อนคือแม่ลูกสาวเจ๊กหลานจีนคนนั้นเอง มีเขาที่อกและเขาก็ไม่แข็งเหมือนวัวที่ใช้งาน เจ้าเขาอ่อนๆ อย่างนี้แหละมันขวิดพรานตายมาไม่รู้เท่าไรแล้ว นักบวชที่มีความทะนงคิดว่าฉันมีความรู้มาก มีราชทินนามว่า มหา พระครู เจ้าคุณ ฯลฯ ต้องพ่ายแพ้แม่กระทิงเปลี่ยวมามากต่อมาก บางรายรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ไม่กี่วันก็ต้องลอกคราบทิ้ง บางท่านเป็นอาจารย์สมถวิปัสสนาก็ต้องถลกหนังทิ้ง เป็นอันว่าวัวเขาอ่อนมีอานุภาพมากกว่าวัวเขาแข็ง

ฉันเองสมัยที่เนื้อหนังยังดี หัวไม่ล้านเหมือนขณะที่กำลังพูดอยู่นี่ เคยพบวัวเขาอ่อนตั้งท่าจะขวิดหลายที แต่ฉันเคยปราบวัวประเภทนี้มามากสมัยที่กำลังเมามัน ยังขวิดฉันไม่อยู่เลย เมื่อมาสวมเขี้ยวแก้วเข้าแล้วจะขวิดกันอย่างไร เมื่อตั้งท่ามาฉันสำรากเสียไม่กี่คำพากันวิ่งอู้เข้าคอกไป แต่ไม่เคยประมาท ต้องลับศรจ่อหลังวัวไว้เสมอ ศรศิลป์ที่พอจะรบกับวัวพวกนี้ได้ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่พระที่บวชทุกองค์ก็คือ อสุภกรรมฐาน กายคตาสติกรรมฐาน มรณานุสสติกรรมฐาน และเพิ่มวิปัสสนาอีกนิดก็ได้ แก้สักกายทิฎฐิภาวนา มีไว้เท่านี้ และไม่ลืมลับไม่ลืมเล็งศรให้ตรงเป้าหมาย ไปนอนในคอกวัว วัวก็ไม่กล้าแสดงเดชเลย แม้แต่เบิ่งก็ไม่มี รู้จักคำว่าเบิ่งไหม เป็นภาษาชาวบ้านใช้กับวัวควาย เห็นจะติดมากับภาษาต้นตระกูล ฉะนั้น เบิ่ง คำนี้จึงแปลว่า ดู คือ ดูอย่างจะทำลายหรือลอกหนัง

ท่านองค์นั้นท่านเล่นอภิญญาคือกสิณเพลินไป เรื่องของกสิณมีอานุภาพมากจริง แต่ไม่ได้มองหาความจริงจากร่างกาย มุ่งเล่นฤทธิ์เดชเดชาศักดานุภาพเกินไป เข้าทำนองนักมวยที่เก่งบนเวที คอยแต่จะหาทางปราบศัตรูในด้านชก แต่ลืมพิจารณาเสียงที่ประโลมใจ เมื่อไม่ระวังศัตรูมาแนวใหม่ แทนที่จะชวนชกกลับเอาสตรีรูปงาม เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสสัมผัสนิ่มนวล โดนเข้าแบบนี้ตายทุกราย ท่านมหาเถระผู้ใดก็ตาม เมื่อบวชแล้วไม่ได้ใช้ศรศิลป์ของพระพุทธเจ้ากี่รายก็ตาม โดนแม่วัวขวิดเมื่อไรก็หงายท้องเมื่อนั้น ถ้าเธอไม่มีอานุภาพจริง คงไม่มีข่าวพระทรงสมณศักดิ์สึก

แต่สมัยนี้ข่าวพระทรงสมณศักดิ์มีข่าวสึกทุกปี เห็นจะเป็นเรื่องวัวเขาอ่อนนี่กระมัง ช่วยกันสืบสวนทวนความให้ดีด้วย ถ้าสึกแล้วท่านไปอยู่คนเดียวไม่แต่งงานก็แสดงว่าท่านสึกเพราะหิวข้าวตอนเวลาเย็น ถ้าสึกแล้วแต่งงานก็แสดงว่าท่านหิวคนคือวัวเขาอ่อน เรื่องพระสึกจะโทษวัวเขาอ่อนเกินไปก็ไม่ได้ บางรายวัวไม่ไปอาละวาด ท่านเองก็วิ่งไปให้วัวขวิดเสียไม่น้อย เป็นว่าพอกัน วัวก็ร้าย ควายก็เลว ไม่รู้จักฐานะของตัว นักบวชแบบนี้เมื่อยัง ไม่สึกท่าทางดี มีอาการสำรวมน่ารัก เพราะต้องปกปิดกลิ่นชั่ว สีหมอง ไม่เหมือนพระอริยเจ้า ไม่เห็นท่านปิดชั่ว ตรงกันข้าม มักจะทำให้ชาวบ้านเห็นว่าชั่วคือไม่ค่อยจะสำรวม

ถามท่านแล้ว ท่านบอกว่าเราสบายแล้ว ไม่อยากทำตนให้ลำบาก เมื่อเขาไม่ชอบเราที่ไม่สำรวม เขาก็ไม่มากวนเราๆ ก็สบาย เราไม่บรรลุเพราะสำรวมหลอกลวง เราได้ผลเพราะอาการเปิด เมื่อเปิดดีกว่าปิด ผลปรากฏเพราะเปิด เมื่อมีผลแล้วเราจะปิดทำไม มีเลวเท่าไรงัดออกอวดให้หมด ชาวบ้านจะได้เห็นจริง เขาจะเอาเลวจากเราคือปฏิปทา หรือเอาดีจากธรรมก็ตามใจชาวบ้าน เราหมดหนี้แล้ว จะต้องหาหนี้มาชำระอีกหรือ ท่านหมายว่าท่านสบายแล้วจะต้องไปเอาใจชาวบ้านด้วยทำท่าสำรวมให้เขาเห็นว่าเคร่ง เขาจะได้ไปมาหาสู่ อาการอย่างนั้นเป็นอาการของทาสกิเลสตัณหา

ท่านพวกนี้ไม่ยอมก้มหัวให้แน่ ในชีวิตฉันเคยพบพระอริยะหลายแบบ บางแบบก็ทำตนเหมือนคนบ้า เที่ยวได้เดินกลางทุ่งกลางนา นอนกลางดินกินกลางทุ่ง บางรายก็ทำท่าสงบเสงี่ยมเสียจน น่าเกลียด เกินพอดี เมื่อทักท้วงเข้าก็ออกฤทธิ์ทางปากว่ามันเรื่องของข้า ชาวบ้านไม่ต้องเสือก ปล่อยลายเสือออกมาให้ปรากฏ ใครว่าก็ทำหูทวนลมหรือหูกะทะเสีย หูกะทะฟังอะไรไม่ได้ยิน เพราะไม่ได้มีไว้ฟัง มีไว้ถือหรือแขวน มีหลายรายที่เมื่อไปถึงท่านจัดแจงสถานที่พักไว้ให้เรียบร้อย แต่พอถามธรรมเข้าทำท่าเหมือนตาวัวตาควาย พูดแบบคนไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็มี บางรายก็ออกแบบเหมือนคนปากคลองสานเฉพาะในเขตหลังคาแดง นุ่งผ้าผืนเดียวลอยชายพูดกับหมูกับหมาเพลิน

พอพวกเราเข้าไปหาก็ทำท่าเอะอะโวยวาย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ดีไม่ดีด่าพ่อล่อแม่เสียเต็มอัตราศึก เมื่อพวกเรานิ่งและเห็นว่าท่าเหนื่อย พวกเราก็พูดกันเองว่า อ้ายคนไม่บ้ามันทำบ้าอย่างนี้ควรให้กิเลสตัณหาถลกหนังหัวเสียใหม่ พอเห็นว่ารู้ทันบางรายลงนั่งขอขมา บางรายหัวเราะลั่นฟ้าชอบใจ แล้วตอบว่าเมื่อรู้แล้วมากวนกันทำไมเพื่อน ท่านที่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นพระทรงวิชชา 3 หรืออภิญญาและปฏิสัมภิทาญาณ สำหรับพระทรงวิชชา 3 ถ้าไม่เก่งจริงๆ ไม่ค่อยออกฤทธิ์นัก แต่ก็เอาพระวินัยเป็นใหญ่ ระเบียบใหม่ๆ ที่พวกกิเลสหนาออกกฎไม่สู้สนใจนัก และมีการระมัดระวังตัวคือ ไม่ใคร่อยากพูดกับคนที่ไม่ควรเปิด ท่านถือว่าท่านสบายแล้ว จะอย่างไรก็ช่าง เมื่อรับฉันให้ แต่ถ้าอวดดี เมื่อเห็นว่ามีดีแล้วก็เลยไม่ให้อะไรเลย แม้แต่ว่าเขาจะมีดีผิดๆ ก็ตาม ถ้ารู้ตัวว่าดี ท่านพวกนี้ปล่อยให้ดีไปตามอารมณ์ ไม่ใช่ท่านจะไม่เมตตา ที่ทำอย่างนั้นเพราะท่านเมตตา

ด้วยคนที่มีกิเลสหนาเมื่อเห็นตัวว่าดีก็มักไม่ฟังเหตุผลของใคร ต้องปล่อยให้หมดดีจึงจะฟังเสียงคนตักเตือน สำหรับท่านสุกขวิปัสสโก ท่านพวกนี้ไม่มีฤทธิ์ เพราะท่านไม่มีอะไรพิเศษ ท่านคงรักษาอารมณ์และอาการตามปกติ ส่วนท่าน 2 พวกคือฉฬภิญโญ กับปฏิสัมภิทัปปัตโต ฤทธิ์แสดงออกนอกรีตนอกรอยมากเหลือเกิน พบท่านยาก ต้องยี่ห้อคล้ายคลึงกันก็พบไม่ยากเหมือนกัน เพราะเมาเท่าๆ กัน เมื่อพบแล้วหมดฤทธิ์แล้วก็จะพบฤทธิ์พระธรรมที่หวานสดชื่นบอกไม่ถูกเลย ท่านพูดให้ฟัง ดูเหมือนเราจะบรรลุไปด้วย

ลูกหลานที่รัก ฉันฟุ้งเลยธงไปอีกแล้วตามแบบฉบับของฤาษีหัวล้าน และมีเผ่าพันธุ์ลิงเป็นสรณะ จะคุยต่อไปเรื่องของธุดงค์ เมื่อออกจากสำนักท่านวัวเขาอ่อนแล้วก็มุ่งเข้าสู่เขาวงพระจันทร์ ที่เขาวงพระจันทร์นี้มีเรื่องประกอบหลายรายการ จะเล่าแต่ย่อๆ เรื่องแรกก็คือ นางสาวพระจันทร์เป็นลูกสาวท้าวกกขนากที่พระรามแผลงศรทำด้วยอะไรไม่ทราบปักอกนอนอยู่ในถ้ำ นางสาวพระจันทร์หรือชีจันทร์ก็ไม่ทราบ เธอเป็นลูกสาว ทอผ้าคอยถวายพระศรีอาริย์ อายุแกมากแล้ว ตั้งแต่สมัยพระรามรบยักษ์ มันเมื่อไรฉันก็ไม่รู้ ถ้าเป็นสาวก็คงสาวแก่เต็มทน ความเป็นสาวมิยานโทกเทกไปหมดเสียแล้วก็ไม่รู้ เมื่อเขาว่าอย่างนั้นก็ว่าไป พอถึงที่ตั้งวัดเขาสะพานนาค เดิมไม่มีวัด หลวงพ่อปานท่านมาสร้างไว้ เพราะคนจะเข้าเขตเขาวงพระจันทร์ต้องเข้าทางนี้ ท่านจึงบัญชาการให้นายห้างขายยาตราใบโพธิ์ ท่าเตียน พระนคร คือนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ออกทุนสองหมื่นบาทสร้างกุฎี หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญเสร็จแถมเริ่มอุโบสถเข้าไปเกือบเสร็จ

ตอนนั้นฉันก็ไปเป็นช่างแบกช่างยกกับเขาเหมือนกัน แบกไม้ขึ้นหลังคา ช่างที่ทำส่วนใหญ่เป็นพระวัดบางนมโค บางท่านเกือบจะมาเป็นเจ้าของตลาดหนองเต่าเสียก็มี เพราะถ้าต้องการอาหารต้องเดินมาซื้อที่ตลาดหนองเต่า หรือจะเดินทางมาเดินทางกลับต้องเดินไปขึ้นรถที่สถานีหนองเต่า เมื่อไปมาหลายวาระเข้าก็เจอวัวเขาอ่อนเข้า วัวก็ร้ายควายก็แรงมันก็ต้องขวิดกัน ใครจะสู้ใครได้ เขาไม่ตั้งให้เป็นกรรมการ เลยไม่ทราบว่าใครแพ้ใครชนะ วัวที่มีกำลังส่วนใหญ่เป็นวัวพันธุ์เมืองจีน

ขั้นแรกหลวงพ่อท่านตั้งใจจะสร้างเป็นศาลาที่พักคนเดินทาง ด้วยคนมาเขาวงพระจันทร์เมื่อถึงตรงนี้ (วัดเขาสะพานนาค) ต่างก็หยุดพัก ท่านจึงสร้างศาลาหลังเดียวก่อน และต่อมาสร้างเป็นวัด เพียง 2 ปีก็มีสถานที่สมบูรณ์ ด้วยช่างหาง่าย ช่างท่านใดถูกวัวขวิดก็ไปเก็บซากมาทำงานตามเดิม ที่ทนทานวัวขวิดไม่ไหว มีหลายรายที่ต้มวัวเสียสุก คือบอกว่าถ้าวัดเสร็จก็จะตกลงขึ้นเวทีขวิดกันเป็นทางการ แม่วัวตัวสวยตกหลุมพราง ส่งข้าวส่งน้ำ พองานเสร็จงวดคือไม่เสร็จหมด หลวงพ่อท่านก็เปลี่ยนช่าง เจ้าควายเลยไป ไม่กลับ พวกรุ่นใหม่มาก็รับฟ้องจากแม่วัว ว่าแล้วก็โอ๋กันต่อไป เมื่อไม่ได้รุ่นแรกฉันก็ต้องจัดการกับรุ่นนี้ให้ได้ ข่าวนี้เข้าหูบ่อยๆ บางรายก็ได้จริงๆ แต่บางรายก็เสียเหยื่อเป็นวาระที่ 2 ที่ 3 เพราะเจ้าควายไม่ยอมสู้ ยิ่งพวกควายที่สงบเสงี่ยม เขาคิดว่าเขามาทำบุญไม่สุงสิงสนใจ แม่วัวตัวร้ายยิ่งสนใจเป็นพิเศษ เรื่องของกิเลสเป็นเรื่องธรรมดา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบลาวเก่งวิชา

นักบุญหรือพระที่มาทำการก่อสร้างก็มาจากฐานะไม่เสมอกัน บางท่านก็หยาบบาง ท่านก็สงบเสงี่ยม มีพระองค์หนึ่งอย่าออกชื่อเลยนะ ท่านยังมีชีวิตอยู่ เวลานี้ก็เป็นคนดีน่าบูชา อายุก็มากแล้ว เห็นจะ 60 ปีกว่าหลายปี ด้วยท่านบวชก่อนฉันหลายปี มีแรงมาก ทำงานเก่ง องค์นี้ดี ไม่ต้องเกรงว่าวัวเขาอ่อนจะลอกหนัง ด้วยปากแกหยาบเสียจนหาคนรักยาก แต่ทว่างานดีมาก วันหนึ่งเมื่อพระขึ้นไปติดเครื่องบนศาลาการเปรียญ แดดร้อน

หลวงพ่อท่านอนุญาตให้ใช้คลุมศรีษะได้ ท่านบอกว่าอานิสงส์สร้างวัดมากกว่าโทษที่เสียจริยาเล็กน้อยมาก เราลงทุนน้อยได้กำไรมาก ควรทำ ต่างองค์ก็เอาผ้าบ้าง หมวกบ้าง คลุมศรีษะ ท่านองค์ปากสว่างล่อหมวกปีกใหญ่ที่พวกจีนทำไร่ชอบใช้ ความจริงก็ดี ร่มมากดีมาก ฉันยังเคยอาศัยร่มแกในการบางคราว เจ้าลาวคนนั้นมาเห็นเข้ามันก็ร้องว่า พระไม่สำรวม ใส่หมวกอย่างฆราวาส ทุกองค์เขา ไม่อยากตอบ มีองค์ปากสว่างองค์เดียวทนไม่ได้ แกร้องด่าลงมาจากข้างบนว่า อ้ายลาวปากหมา มึงเสือกไม่เข้าเรื่อง ประเดี๋ยวพ่อทุ่มด้วยไม้ขื่อ เจ้าลาวโกรธมาก มันร้องประกาศว่า พระทุกองค์จะต้องตายก่อนเพลวันนี้ เวลาที่พูดกันประมาณ 8 น.เศษ มันพูดแล้วมันก็เดินไปทางหลังเขา

เมื่อมันไปแล้วก็ไม่มีพระอะไรสนใจเรื่องที่มันบอกว่าจะให้ตาย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาทีเศษ เจ้าลิงขาวเขาไปทำงานด้วยและเจ้าลิงเล็กด้วย สามเตื้อ เมื่ออยู่ไหนก็อยู่ร่วมกัน ที่เขาสะพานนาคหรือเขาวงพระจันทร์เป็นที่สงัด กลางวันทำงาน กลางคืนทำใจให้สบายบอกไม่ถูกเลย คณะของเราวัวเขาอ่อนสนใจมาก เพราะเป็นพวกสงบเสงี่ยมแต่เราก็ไม่หลอกใคร ให้ก็กิน เรื่องรับปากว่าจะเป็นผัวใครไม่มีในใครคณะสามเกลอหรือสามลิงของเรา เขาให้กินเรารับ เขาให้ใช้เรารับ เขาให้กกเราไม่ตกลงแน่ เพราะกกมาพอแรงแล้วไม่เห็นอะไรเป็นเรื่องเลย เมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อยหลังจากที่เจ้าลาวปากร้ายผ่านไป เจ้าลิงขาวมันบอกว่าเจ้าลาวคัดของ พวกเราระวัง ของที่อื่นต้านมันไม่ไหว มีพระหลวงพ่อกับยันต์เกราะเพชรเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้

ฉันเลยร้องสำทับไปว่า ทุกองค์ปลุกยันต์เกราะเพชรเพื่อความอยู่รอดของพวกเรา ทุกองค์หยุดงาน ต่างก็ปลุกยันต์เกราะเพชร ประเดี๋ยวเดียวตะกรุดหรือพระที่ได้มาจากวัดอื่นหักหมด เหลือแต่พระหลวงพ่อให้ไปเท่านั้นที่ไม่ยอมหัก พวกเราทราบทันทีว่าเจ้าลาวระยำนั่นมันคงใช้วิชาทำเราไม่มีผล มันคิดว่ามีของกัน จึงคัดของ เมื่อปรากฏว่าพระวัดอื่นแตก พระบางองค์ตกใจหน้าเสีย จึงบอกท่านว่ายันต์เกราะเพชรคุ้มได้และวิชาที่ทำเราจะย้อนเข้าตัวคนทำเอง

ทุกองค์จงว่า อิติปิโส ทุกองค์วางงาน พนมมือตามๆ กัน เขาว่าในใจ เขาอะไรบ้างไม่ทราบ เวลาผ่านไปเกือบ 10 นาที เจ้าลิงขาวก็บอกว่าขอให้ทุกองค์ทำงานตามปกติ เจ้าลาวหมอบแล้ว ช่างมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำงานกันไป ของมันสังหารมันเอง ฉันเพลแล้วจึงค่อยไปดูมัน เจ้าลิงขาวมันทรงอภิญญา ฉันสู้มันไม่ได้สักอย่าง และเจ้าลิงเล็กด้วย มันทรงอภิญญาเหมือนกัน พวกเขาเป็นทหารคุ้มครอง

เรื่องอันตรายนอกจากกฎของกรรมใหญ่แล้วเขาคุ้มได้จริงๆ เมื่อทุกองค์ฟังแล้วก็ทำงานตามปกติ เมื่อถึงเวลา 11 น.เศษ ต่างก็พักจากงานมาอาบน้ำฉันข้าวเพล เมื่อฉันเสร็จก็พักเหนื่อยถึง 13 น. จึงจะขึ้นทำงาน คราวนี้เราพักกันจวนค่ำคือตะวันยอแสงจริงๆ ด้วยอยากให้งานเสร็จเร็วๆ ไม่ใช่กลัววัวเขาอ่อน ไม่อยากให้งานยืดเยื้อ เผื่อว่าแม่วัวแก่หิวจัดจะได้ดื่มอาหารเร็วๆ พูดเรื่อยไปอย่างนั้นเอง เมื่อขณะพักงานนอนลงไปชั่วครู่ก็มีคนมาบอกว่า

มีลาวคนหนึ่งนอนบวมทั้งตัว นอนร้องครวญครางอยู่ที่หลังเขา ทุกองค์ไปดูก็พบเจ้าลาวปากเสียคนนั้น มันบวมเกือบปริ ร้องครวญครางน่าสงสาร เมื่อสอบถามก็ยอมรับว่าหวังจะทำให้พระทั้งหมดตาย มันเอาก้อนหินมาวางเป็นแถวจะเอาก้อนหินเข้าท้องพระ มันเก่งมาก แต่พอเริ่มทำก็ปรากฏว่ามีบาทาใครไม่ทราบมากระทบมันทั้งตัว เล่นเอานอนคว่ำนอนหงาย ในที่สุดหมดแรงลุกไม่ขึ้น บวมทันทีทันใด

เรื่องต่อไปก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคู่ปรับเขานำส่งหลวงพ่อที่วัดบางนมโค สมัยนั้นการคมนาคมดีมาก แต่ว่ามีน้อยเหลือเกิน กว่าคนป่วยจะผ่านด่านมาถึงวัดบางนมโคก็เป็นวันที่ 3 ของวันป่วย มันร้องครวญครางไพเราะมาก เมื่อถึงหลวงพ่อ ท่านจัดการให้ขมาพระรัตนตรัยและรับว่าจะบวช เมื่อเขารับคำแล้วท่านก็ถอนหายภายในไม่ถึง 30 นาที เพราะไม่ใช่ไข้ เป็นโรคบาทาท่านขุนด่านกระทบ (ท่านขุนด่าน ท่านเป็นคณะเดียวกับพระกาฬลพบุรี) ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับฉันอย่างไร วันหน้าค่อยฟังใหม่ วันนี้ถึงเวลาอาบน้ำเย็นเสียแล้ว ต้องต้มน้ำอุ่นอาบ ตามใจคนอุปถัมภ์เขา เขาหวังดีไม่มีผลร้ายก็ต้องตามใจเขา ตามลำพังคนเดียวดีไม่ดีกินข้าวส่งเดช นอนคอยเท่งทึงเสียสบายใจ เอาล่ะ คนต้มน้ำเขามาบอกว่าน้ำร้อนนานแล้ว เขาทำแล้ว ฉลองความดีเขา ใจเขาจะได้สดใส ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ ขอลูกหลานทุกคนจงสบายดีนะ สวัสดี


เจ้าพ่อขุนด่าน

วันนี้วันที่ 3 ธันวาคม 2514 เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงเรื่องเจ้าพ่อขุนด่าน ท่านใช้บาทากระทบ เจ้าลาวอันธพาลคนนั้นเข้า จนเจ้าลาวเจ็บและบวมไปทั้งตัว ในที่สุดพระองค์ปากเสียก็ต้องเป็นเจ้าภาพนำส่งหลวงพ่อปาน คนที่จัดรายการนี้ก็คือเจ้าลิงขาวเขาเป็นผู้สั่ง เพราะเขามีฐานะเป็นผู้รักษาความปลอดภัย ที่เขาสั่งอย่างนั้นก็ประสงค์ให้ทั้งสองฝ่ายเลิกอาฆาตมาดร้ายกันเสีย เมื่อเจ้าลาวอันธพาลไปพบหลวงพ่อปาน ท่านขอให้ขมาพระรัตนตรัย ด้วยทำกับพระที่ช่วยเสริมสร้างพระศาสนา เป็นการทำลายความเจริญรุ่งเรืองของพระศาสนา ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ความเห็นของท่านเป็นอย่างนี้ เมื่อหายแล้วจะบวชมันก็ยอมรับ เพราะถ้าไม่ยอมรับท่านไม่รักษาให้ เมื่อมันยอมรับแล้วท่านทำน้ำมนต์ให้กิน เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมันก็หายเป็นปกติ

ลูกหลานอาจจะสงสัยว่าน้ำมนต์วิเศษอย่างไรจึงแก้โรคได้ชะงัดนักและหายรวดเร็ว เรื่องนี้จงทราบว่าไม่ใช่โรคธรรมดาที่เกิดกับร่างกาย มันเป็นโรคบาทากระทบและเกิดจากบาทาของผี นี่ว่ากันตามภาษาชาวบ้าน ถ้าพูดตามภาษาพระที่พอจะเอาแบบเอาแผนตามพระพุทธเจ้าสักหน่อย ไม่มาก ก็เพียงใช้ฌานโลกีย์ ก็ต้องพูดว่าโรคเกิดจากบาทาเทวดาหรือบาทายักษ์ คำว่ายักษ์ จงทราบไว้ด้วยว่าไม่ใช่ยักษ์ในแบบเรื่องรามเกียรติ์ เพราะยักษ์พวกนั้นพระที่ทรงฌานไม่รู้จัก ยักษ์ที่กล่าวนี้เป็นชื่อของเทวดาพวกหนึ่งที่มีอานุภาพมาก ตายจากมนุษย์ที่ทรงฌาน แต่ทว่าเวลาตายๆ นอกฌาน ไม่ได้เข้าฌานตาย ไปเป็นบริวารของท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านเรียกว่ายักษ์ แปลว่าผู้ที่คนควรบูชา ไม่ใช่ยักษ์อันธพาลอย่างพวกยักษ์ทศกัณฐ์

ความจริงยักษ์พวกทศกัณฐ์จะหาว่าเป็นอันธพาลก็อาจจะบาปเกินไปสำหรับคนพูด ด้วยยักษ์พวกนี้มีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรับรอง หาเหตุหาผลกันยากเต็มที ถ้ามี ฉันก็คิดว่าคงจะไม่น่ากลัวเท่ายักษ์อีกพวกหนึ่ง ยักษ์พวกนี้มีตื่นในสมัยปัจจุบัน มีทั้งที่ตัวเราเอง ที่ลูก ที่เมีย ที่บริวาร แม้ในวงราชการก็ได้ยินข่าวว่ายักษ์พวกนี้เข้าสิงอยู่หมด เห็นวิทยุออกข่าวว่าอย่างนั้น ทางหนังสือพิมพ์เขาก็ลงข่าวว่ายักษ์พวกนี้ แม้ชาวบ้านชาวเมืองชาวราชการเขาก็พูดกันว่ายักษ์พวกนี้มีมาก มันมีอำนาจมากด้วย ไม่เกรงกลัวใคร แม้พวกทหาร ตำรวจที่ถืออาวุธ เจ้ายักษ์พวกนี้ก็ไม่กลัว ยักษ์พวกนี้เวลาเขียนหนังสือไม่ต้องใช้ตัว ข หรือตัว ษ การันต์ ด้วยมันเป็นยักษ์พิเศษ ลูกหลานที่รักรู้จักยักษ์พวกนี้ไหม ลองนั่งนึกสักครู่ นึกออกไหม ถ้านึกไม่ออกจะบอกให้ เจ้ายักษ์พวกนี้เราเรียกชื่อเต็มเขาว่ายักยอก

เมื่อรู้จักชื่อแล้วลองช่วยกันใคร่ครวญกันดูทีหรือว่ามันร้ายแรงมากไหม มันยักไม่เลือกที่ ไม่เลือกบุคคล ยักดะไปหมด ยักผัว ยักเมีย ยักลูก ยักหลาน ยักญาติ ยักราชการ มันยักได้ทุกสถานที่ แม้ตัวเราเองที่คบมันไว้ มันก็ยัก จะสมมติให้เห็นอาการที่มันยักตัวเราเองก็คือ สมมติว่าลูกหลานทำงานรับจ้าง นายจ้างจะเป็นรัฐหรือบุคคลก็ตาม ตามระเบียบงานเขาว่าเขาจะให้เงินเดือนเพื่อเลี้ยงตัว เวลาที่เราจะทำงานเราก็ว่าจะเอาเงินมาเลี้ยงตัว จะจ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พอได้เงินเข้าจริงๆ เจ้ายักพวกนี้มันก็สอนให้เราเป็นยักษ์ คือ ยักเงินค่าอาหารประจำวัน ค่าเล่าเรียนของลูก ค่ากระโปรงเมีย ค่ากางเกงตนเอง เอาไปซื้อเหล้าเมายาเสีย บางรายก็ยักเมีย ได้รับเงินมามากบอกเมียว่าได้น้อย แอบไปหาความสำราญนอกบ้าน ฯลฯ เอากันเท่านี้พอ เห็นหรือยังว่าเจ้ายักพวกนี้มีความร้ายแรงกว่ายักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์มาก เรื่องยักษ์พักกันดีกว่า มาว่ากันถึงเรื่องท่านเจ้าพ่อขุนด่านต่อไป ว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกฉัน หมายถึงพระทุกองค์อย่างไร และรู้ได้อย่างไรว่าบาทาที่กระทบเจ้าลาวอันธพาลนั้นเป็นบาทาท่านเจ้าพ่อขุนด่าน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


อานุภาพท่านเจ้าพ่อขุนด่าน

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องรู้จักท่านเจ้าพ่อขุนด่าน มาพูดถึงเรื่องอานุภาพท่านสักหน่อย ลูกหลานจะได้ไม่สงสัย หรือใครจะสงสัยก็ตามใจ ไม่ว่าอะไร ถ้าสงสัยก็จงหัดขยันทำสมาธิตัดความชั่วทางใจที่อยากสนใจเรื่องของชาวบ้าน ใครเขาจะดีจะชั่วช่างเขา ถ้าเป็นคนที่เนื่องกับเราก็ตักเตือนโดยธรรม เมื่อเขาไม่รับฟังก็ตัดหางปล่อย ไม่สนใจกับเขาต่อไป ไม่ข่มขู่ใคร ไม่อวดว่าเราดีกว่าใคร สนใจแต่รักษาอารมณ์ของเราเป็นสำคัญ อารมณ์ที่ควรรักษาก็คือ ไม่มีอารมณ์โหดร้ายฆ่าใคร ทำร้ายใคร ไม่ลักเล็กขโมยน้อยใคร ไม่โกหกมดเท็จใคร ไม่ย้อมใจด้วยน้ำเมาแม้แต่หยดเดียวก็ไม่เอา ต่อไปก็ตัดอารมณ์อยากเสียชั่วคราว คือ อยากเป็นผัวเป็นเมียใคร แม้ชั่วขณะก็ไม่อยาก ไม่อยากฆ่าใคร กลั่นแกล้งใคร มีอารมณ์จับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออกจริงๆ วันละ 10 นาที ไม่ต้องมาก ไม่ปล่อยอารมณ์ให้ง่วงเคลิบเคลิ้มเมื่อนั่งจับ คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่สงสัยผลที่รู้ลมหายใจเข้าออกว่าจะไม่เป็นผล ให้รู้จักฝึก ต่อไปก็รักษาอารมณ์ใจให้สดชื่นด้วยความเมตตาปรานี อยากสงเคราะห์คนและสัตว์ที่มีทุกข์ มีอารมณ์สดชื่น ไม่คิดว่าใครเป็นศัตรูกับเรา ไม่ริษยาใคร เมื่อเขาได้รับรางวัลจากใครก็ช่าง หรือจากผลงานของเขาเองก็ช่าง วางอารมณ์เฉยไม่ซ้ำเติมเมื่อคนอื่นถึงความวิบัติ หัดไว้เท่านี้ทุกวัน ใช้เวลารักษาอารมณ์อย่างนี้เพียงวันละ 10 นาที

ถ้าทำได้เรื่องผีเรื่องเทวดาเรื่องเล็กเหลือเกิน รู้ได้กระทั่งว่าเราตายแล้วจะไปไหน เมื่อก่อนเกิดมาจากไหน ไม่มีอะไรยากเลย ทำได้ไหมจ๊ะ ถ้าทำได้ก็รู้เองได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ฟังฤาษีหัวล้านเล่าเรื่องนี้เป็นนิทานต่อไป ฟังแล้วอย่าเชื่อ ใครเชื่อก็เป็นคนโง่ เมื่อฟังแล้วปฏิเสธว่าไม่มี ไม่จริง โดยที่ตนเองไม่พยายามทำตาม ฉันก็ว่ายิ่งโง่มากกกว่าพวกที่เชื่อเฉยๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าบรมโง่ ทั้งนี้เพราะนิทานที่เล่าให้ฟังเป็นนิทานมีแบบปฏิบัติ

ว่ากันต่อไป เมื่อรักษาอารมณ์ดีแล้วก็หัดฝึกอารมณ์รักษานิมิต ปล่อยนิมิต ตามแบบฝึกวิชชา 3 ตามที่ท่านผู้รู้เขียนไว้ในหนังสือฝึกสมาธิ หรือคู่มือนักปฏิบัติกรรมฐาน หรือในวิสุทธิมรรคเผด็จ 6 เล่ม ที่ท่านเอาเป็นหลักสูตรประโยค 8 ของพระก็ดี ฝึกตามนั้นง่ายนิดเดียว เดี๋ยวก็เห็นหมด หมดสงสัย คนที่ไม่ยอมโง่เขาทำกันอย่างนี้ ไม่ใช่มานั่งอวดเป็นนักปราชญ์ออกอากาศสอนชาวบ้าน แล้วก็คัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หาว่าเรื่องภาณยักษ์ ภาณพระเป็นเรื่องของพราหมณ์ ในพระพุทธศาสนาไม่มี ท้าวมหาราชทั้งสี่ คือ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวร หรือที่เรียกว่าท้าวเวสสุวัณ ไม่มีในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่พราหมณ์แต่งขึ้น พูดอย่างนี้รู้มากไป อายท่านผู้พูด อายุเท่าไร ทำไมแอบไปรู้เรื่องก่อนพระพุทธศาสนาเกิด และท่านอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ แสดงว่าท่านติดตามพระพุทธเจ้ามาทุกระยะ เป็นอันว่าท่านเกิดก่อนพระพุทธเจ้าเสียอีก เกิดก่อนต้นตระกูลศาสนาพราหมณ์ถึงได้ทราบว่าพราหมณ์บัญญัติขึ้น และท่านติดตามพระพุทธเจ้าตลอดมา พระพุทธเจ้าได้ไปเทศน์ที่ไหน พูดกับใคร ท่านคอยฟังตลอดเวลา ความจำท่านเองก็ดีมาก จำได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยพูดกับใครเรื่องนี้ ท่านเองก็มีอายุยืนมาก ท่านมีชีวิตได้ถึงวันนี้ วันที่ 3 ธันวาคม 2517 แสดงว่าท่านมีอายุหลายพันปี ท่านเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามาก ท่านคงจะเป็นญาติกับท่านเทวทัต

มันแน่นักหรือนายที่ออกข่าวมาอย่างนั้น การพูดที่คิดเอาเองไม่ใคร่ครวญให้ดี ไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ เที่ยวรื้อโบสถ์รื้อศาลา รื้อประเพณีที่ดีงาม ถึงแม้ว่าจะพลาดเป้าไปบ้าง ถ้าไม่มีภัยควรแล้วหรือที่จะไปรื้อของเขา ความรู้ที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านสร้างอารมณ์ทรงไว้ได้หมดแล้วหรือ หรือว่าเพียงแต่อ่านผ่านไป ท่านทรงปฏิสัมภิทาแล้วหรือยัง แม้แต่พระที่ทรงปฏิบัติสัมภิทายังมีโง่ตั้งเยอะ โดนพระพุทธเจ้าถามสิ่งที่ไม่ใช่วิสัยยังเป็นไก่ตาแตก คลำหาคำตอบไม่ได้ เพื่อนเอ๊ยไหนๆ ก็อาศัยพระพุทธบารมีสร้างวาสนาบารมีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง อย่าสมัครไปอยู่กับเทวทัตเลย ลูกหลานเอ๋ย นี่ฉันพล่ามมากไปกระมัง

ที่พูดนี้บังเอิญฟังวิทยุได้ยินนักปราชญ์ท่านปฏิเสธเรื่องภาณยักษ์ ภาณพระ เรื่องท้าวมหาราชไม่มีตัวตน แม้ฉันอยู่ในป่าที่ไกลเมืองหลายร้อยกิโลเมตร ฉันก็มีวิทยุฟัง เพราะลูกอัศนียา อนันตวงษ์ เธอให้ไว้ 1 เครื่อง ใช้ถ่านไฟฉาย 2 ลำโพง มีเครื่องเล่นจานเสียงด้วย แต่ฉันก็ใช้ฟังน้อยเหลือเกิน ด้วยฤาษีมีเวลาว่างยาก เกรงว่าเจ้าเสือร้ายในป่ากิเลส มันจะทำอันตราย เลยต้องระวังตัวเสมอ เพื่อนรัก ขอพูดกับนักปราชญ์อีกนิด ตั้งตัวเสียใหม่เถิดเพื่อน ฟังเพื่อนพูดแล้วแสดงว่าเพื่อนไม่มีเลยแม้แต่ฌานโลกีย์ เพื่อนกลับตัวเสียใหม่นะ อายุเพื่อนคงไม่มากนัก เพื่อนคงมีอายุไม่ถึงหมื่นปี ฉันคิดว่าเพื่อนเป็นเด็กไม่เกิน 70 ฝนเป็นอย่างมาก เพื่อนอย่าคะนองปากนักซิ ฝึกฝนอารมณ์ตนตามพุทธวัจนะเสียบ้าง จะได้เลิกพูดแบบนี้

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้สาระน้อยไปหน่อยนะ เพราะมัวไปทะเลาะกับท่านนักปราชญ์เพลินไป มาพูดกันถึงอานุภาพท่านขุนด่านอีกหน่อย เพราะชักเหนื่อยแล้ว ท่านขุนด่านเป็นเทวดาของท่านท้าวเวสสุวัณ มีเครื่องทรงประจำสีแดง คือ นุ่งห่มสีแดง และโพกผ้าก็สีแดงเหมือนกัน ท่านที่ทรงเครื่องแดงนี้จัดเป็นเทวดามีอานุภาพมาก สมัยที่เขาวงพระจันทร์ยังมีสถานที่ยังไม่สมบูรณ์อย่างปัจจุบัน หลวงพ่อปานท่านกำลังสร้างมณฑปและบันไดขึ้นเขา มีพระองค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์นอกสำนักของหลวงพ่อปาน ชื่อท่านสำราญ ชาวบ้านเรียกว่าอาจารย์สำราญ

ขณะนี้สำราญอยู่เมืองผีนานแล้ว เพราะท่านแก่กว่าฉันมาก สมัยฉันอายุ 20 ปีเศษ ท่านมีอายุเกือบ 40 ปีแล้ว ท่านอยู่ประจำที่เขาวงพระจันทร์ เป็นเขตอารักขาของท่านขุนด่าน หลวงพ่อปานท่านสั่งไว้เสมอว่า อย่าประกาศตัวเป็นศัตรูกับผี ควรทำตนเป็นมิตรกับผีจะได้อยู่เป็นสุขเพราะผีไม่ใช่คน ถ้าเป็นศัตรูกัน เวลาที่เขามาทำอันตรายไม่มีนิมิตปรากฏ ท่านก็ไม่เชื่อ ปกติท่านสวดบทวิปัสสิทธิ์เสมอเพื่อไล่ผี คาถาบทนี้เป็นคาถาในบทภาณยักษ์และภาณพระ คำว่า ภาณยักษ์ แปลว่า ยักษ์พูด คำว่า ภาณ แปลว่า พูด เป็นคาถาที่ท่านท้าวมหาราชทั้งสี่ท่านประชุมกันร้อยกรองขึ้น

เมื่อร้อยกรองเสร็จท่านก็ประชุมผีทั้งหมด ท่านสั่งว่าใครเขาสวดคาถาบทนี้อยู่ห้ามทำอันตราย ถ้าใครไม่เชื่อจะลงโทษฐานกบฏ มาตรนี้มีโทษรุนแรงมาก เมื่อประกาศแล้วท่านจึงเรียกว่าภาณยักษ์ ตอนที่ท้าวเวสสุวัณพูด แปลว่ายักษ์พูด เมื่อท้าวเวสสุวัณกราบทูลถวายกับพระพุทธเจ้า ได้กราบทูลมีใจความว่า พวกยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค และบริวารส่วนอื่นของข้าพระพุทธเจ้าที่ไม่เลื่อมใสในพระองค์มีมาก เมื่อบรรดาพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา ไปทำสมณธรรมคือชำระอารมณ์ให้หมดจากกิเลส พวกนี้มักจะกลั่นแกล้งให้ตกใจกลัว เป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์มาก คำว่าพรหมจรรย์ ไม่ใช่คนบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านใครมาเลย นั่นยังไม่เรียกว่าพรหมจรรย์ ควรเรียกว่าคนยังไม่เคย ส่วนพรหมจรรย์แปลว่าประพฤติประเสริฐ คือไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ได้แก่คนมีพรหมวิหาร 4 นั่นเอง พวกที่ไม่เคยผ่านการร่วมรัก อาจจะเคยลักขโมย ฆ่าสัตว์ โกหกมดเท็จ กินเหล้าเมาสุราบ้างก็ได้ เรียกว่าพรหมจรรย์จึงไม่ตรงเป้าหมาย ส่วนพรหมจรรย์แท้ท่านหมายเอามีความประพฤติอย่างประเสริฐ คือ มีอารมณ์เหมือนพรหม มีศีลบริสุทธิ์ มีเมตตาปรานี มีฌานเป็นอารมณ์ อย่างนี้เป็นพรหมจรรย์อันดับปฐม พรหมจรรย์อย่างมัธยม ก็ต้องตัดกิเลสสิ้นไปเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เรียกพรหมจรรย์ระดับมัธยม หรือเรียกดุษฎีบัณฑิต เป็นอันว่ารู้กันนะว่าพรหมจรรย์หมายความว่าอย่างไร

เมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัทของพระองค์ไปเจริญสมธรรมในป่าในรกที่สงัด ถ้าเกรงว่าบรรดาผีอันธพาลทั้งหลายจะรบกวน ให้เขาสวดคาถาบทนี้ผีจะไม่ทำอันตราย เมื่อท่านอธิบายแล้วก็ถวายคาถา จึงเรียกว่าภาณยักษ์ เพราะเป็นตอนยักษ์พูด เมื่อพระพุทธเจ้าท่านรับไว้แล้ว ท่านมหาราชกลับแล้ว ท่านเรียกประชุมพุทธบริษัท ท่านก็ให้บริษัทเรียนและอธิบายตามนั้น ตอนนี้ในตำนานท่านกล่าวว่า พระพูด เรียกว่าภาณพระ ท่านสำราญท่านถือคาถานี้เป็นสำคัญ ท่านไม่ได้ทำดีคือสมณธรรม ท่านถือว่าท่านเก่ง พ่อสวดมนต์บทนี้ไล่ผีทุกวัน ผิดระเบียบพระที่ดี ไม่ทำดีแต่เอาอาวุธของคนดีมาใช้ก็เลยไม่มีผล พอเผลอท่านขุนด่านเลยจัดการเสียตามระเบียบ คือเวลาประมาณ 17 น. โดยประมาณ อาจจะไม่ตรงเผง

ฉันและเพื่อนได้ยินเสียงท่านสำราญร้องโอยๆ เสียงดังมาก ก็พากันวิ่งไปดู คิดว่าใครทำอันตรายท่าน ไม่ได้คิดว่าผีทำ คิดว่าคน คือพวกของเจ้าลาวอันธพาล เมื่อวิ่งไปถึงปรากฏแก่ตาของพระทุกองค์ เห็นคนนุ่งแดง ใส่เสื้อแดง ผ้าโพกหัวแดง ถือหวายขนาดใหญ่ กำลังหวดซ้ายป่ายขวาท่านสำราญๆ ลงไปนอนบิดไปบิดมาอย่างสำราญอยู่กับพื้น เจ้าสองลิงคือเจ้าลิงขาวกับเจ้าลิงเล็กวิ่งเข้าไปร้องขอว่าท่านขุนด่าน ขอทีเถอะ หยุดลงโทษเสียทีเท่านี้พอแล้ว แกหันมามอง ตาแดงก่ำ แดงเป็นสีตายักษ์ แกยิ้ม แต่ทว่ายิ้มของแกไม่น่ารักเลย มันน่ากลัวมากกว่า พระที่วิ่งไปด้วยเห็นยิ้มของแกเข้าหลบก้มหน้าลงดินเป็นแถว

ที่ยืนปกติมีฉันกับเจ้า 2 ลิง เมื่อแกเลิกยิ้มแกบอกว่า เจ้านี่อวดดีนัก เอาคาถาท่านมหาราชมาขับเทวดาขับผี เขาให้ไว้สำหรับคนดี ไม่ใช่ธุระของคนอันธพาลจะนำมาใช้ เลยจัดการเสียนิดหน่อย คราวต่อไปทำอย่างนี้อีกจะลงโทษให้หนักกว่านี้ แล้วแกก็ก้าวขึ้นขื่อหายไป พระทุกองค์ที่ไปเห็นและได้ยินเหมือนกัน นับแต่นั้นมา ท่านสำราญท่านเห็นว่าที่เขาวงพระจันทร์สำราญเกินไป ท่านทนความสำราญไม่ไหวเลยลาไปสำราญที่อื่น พวกฉันเห็นได้ท่าก็เลยหันมาสำทับพวกเดียวกัน บอกว่าที่นี่เจ้าที่ดุ ต่อไปจงระมัดระวังความประพฤติ ถ้าใครทำชั่วไม่มีใครช่วยใครได้ อาจจะต้องมีโทษมากกว่านี้

เรื่องวัวเขาอ่อนเป็นเหตุ ถ้ายุ่งมากอาจจะถึงตาย และความประพฤติส่วนอื่นก็เหมือนกัน จงระงับเสีย อย่าเอาชั่วมาใช้ เรามาทำบุญกัน อย่าเอาบาปกลับวัด เป็นเรื่องน่าประหลาด เมื่อฉันและเพื่อนเตือนพระเย็นวันนั้น พอเช้าก็มีพระทุกองค์มารายงานว่าเมื่อคืนนี้ทุกองค์เห็นท่านขุนด่าน ท่านมาคาดโทษว่า ถ้าท่านใดทำเลวปล่อยใจอย่างฆราวาส ท่านจะจัดการยิ่งกว่าท่านสำราญ

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระที่อยู่ร่วมกันสำรวมเรียบร้อยดีทุกองค์ ไม่มีใครสนใจกับแม่วัวเขาอ่อน จะรักจะชอบก็ไม่กล้าแสดงออก ลูกหลานที่รัก นึกว่าปลอดแล้วหรือที่พลพรรคของฉันจะไม่ถูกรุกรานจากวัวเขาอ่อน เปล่าเลย ยิ่งเฉยยิ่งเรียบร้อย ก็เกิดมีวัวตัวแปลกๆ ปรากฏมากขึ้น ดูเหมือนจะเป็นวัวพันธ์ดีกว่าที่เคยเห็นมา เมื่องานเสร็จงวดจากหน้าที่ของท่านเหล่านั้น แทนที่ท่านจะกลับภูมิลำเนาเดิม ต่างก็เดินเข้าคอกวัวกันเป็นแถว แม่วัวเขาอ่อนนี้ช่างมีอานุภาพมากจริง ไม่รู่ว่าย่องไปตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อเธอมาไม่เห็นพูดอะไรกัน ต่างก็วางท่าวางทางสงบเสงี่ยม แต่หลังจากพ่อวัวเหลืองสลัดหนังเดิมออกกลายเป็นควายเปลี่ยวไปแล้ว และเดินเข้าคอกวัวเขาอ่อนไป

พวกเราก็พบจดหมายรักที่ที่นอนของพ่อวัวเหลืองเป็นปึกๆ เป็นจดหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงอวสาน คือตกลงแต่งงานตามคำขอร้อง และช่วยเป็นภาระธุระด้วยประการทั้งปวง เป็นอันว่าเรื่องอานุภาพของท่านขุนด่านตอนนี้ก็หยุดเพียงเท่านี้นะ เพราะถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่ ขอลูกหลานทุกคนจงมีอารมณ์สบาย ทรงฌาน ทรงญาณ และเข้าถึงวิปัสสนาญาณโดยทั่วกันทุกคนนะ สวัสดี


บวงสรวง

เรื่องของการบวงสรวง ถ้ามองกันในแง่ที่เข้าใจในปัจจุบัน หรือในทัศนะของนักปราชญ์กระดาษ ก็ดูจะเป็นเรื่องงมงายเกินไป แต่ถ้าจะพูดกันตามมุมของท่านที่ฝึกทางจิตใจจนจิตมีความสว่างพอใช้งานได้ แม้แต่เพียงฌานโลกีย์และฝึกด้านวิชชา 3 ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีผลไม่น้อย การที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะเรื่องที่จะรู้จักท่านขุนด่านก็มาจากเรื่องบวงสรวงเป็นปัจจัย คำว่าปัจจัยแปลว่าเครื่องอาศัย จะอาศัยทางวัตถุหรือทางจิตก็ตาม ต้องอาศัยแล้วเรียกปัจจัยทั้งสิ้น

จะลืมบอกไปเสียแล้วว่าวันนี้ตรงกับ วันที่ 4 ธันวาคม 2514 มาพูดกันเรื่องบวงสรวงต่อไป ฉันพบเรื่องบวงสรวงครั้งแรกตอนปลายเดือนกรกฏาคม 2480 วันหนึ่ง หลวงพ่อปานท่านมีธุระจะอัญเชิญพระพุทธรูปไปไว้ที่วัดเขาสะพานนาค มีคุณหลวงวิริยะฯ และคุณหลวงกิจฯ ทั้งสองท่านนี้มีบรรดาศักดิ์คือราชทินนามเต็มว่าอย่างไรฉันไม่ทราบ เพราะเห็นหลวงพ่อท่านเรียกว่าคุณหลวงวิริยะ คุณหลวงกิจ เท่านั้น ก็เลยทราบชื่อท่านเพียงเท่านี้ ท่านทั้งสองมารับพระพุทธรูป หลวงพ่อท่านมีบัญชาให้ฉันไปนิมนต์พระมาในพิธีบวงสรวง ท่านเลือกเฉพาะพระที่ทรงฌานทั้งหมดรวม 4 องค์

ฉันกับสองลิงคงนั่งดูพิธีบวงสรวง ฉันสงสัยเรื่องของการบวงสรวงว่าที่ท่านทำนั้นมีผลเพียงใด จึงเรียนถามหลวงพ่อก่อนพิธีบวงสรวงว่า การบวงสรวงเชิญใครกันครับ ท่านบอกว่าเชิญท้าวมหาราชทั้งสี่ มีท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปปักษ์ และบริวารทั้งหมด ถามท่านว่าเชิญมาทำไม ท่านบอกว่าท่านทั้งสี่บอกท่านไว้ว่าเมื่อมีงานสำคัญเกิดขึ้นขอให้บอกท่าน โดยท่านแนะนำพิธีการไว้ เมื่อบอกแล้วทุกท่านจะมาช่วย ฉันยิ่งแปลกใจใหญ่ เรียนถามท่านว่าเมื่อเชิญแล้วท่านทั้งสี่พร้อมด้วยบริวารมาหรือเปล่าครับ ท่านหันมาถามว่าแกไม่เคยเห็นหรือ ฉันเคยเชิญมาหลายครั้งแล้ว แกไม่เคยเห็นท่านหรือ

ความจริงเคยเห็นท่านเชิญเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจและไม่ได้อยู่ในวงการ เมื่อเห็นท่านเชิญก็เดินเลยไปเสีย คิดว่าเป็นเรื่องมายืนว่าคาถาสวดมนต์ธรรมดา ไม่มีอะไรนอกไปจากธรรมดาของพระ เมื่อเอะอะก็สวดมนต์ดะ สวดเพื่อสงเคราะห์คนฟังบ้าง สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองบ้าง ที่สวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีปริมาณมากกว่าสวดเพื่อสงเคราะห์คนฟัง ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเคยอยู่ร่วมใน วงการของพระ จะสังเกตไม่ยากพวกสวดเพื่อสงเคราะห์กระเป๋าตนเองมีลีลาการสวดหลายแบบ พิธีนี้ใช้บทนั้น พิธีนี้ใช้บทนี้

พอสวดกลับมาก็ตรวจตราซองที่ใส่เงิน บ้านนี้ได้เท่านี้หว่า บ้านนี้ให้เท่าไร บ้านไหนให้น้อยคิดด่าส่ง ที่ออกปากด่าเสียก็ไม่น้อย บางรายไปบังสุกุล เจ้าภาพให้น้อย เท่าที่เคยเห็น เจ้าภาพถวายเงิน 1 สลึง น้ำตาล 1 ห่อ สบง 1 ตัว พอออกจากวัดไปบังสุกุลพวกเอาน้ำตาลที่เขาถวายมาวางไว้ที่ตรอกวัดเป็นแถว พวกจัญไรพวกนี้เป็นพวกทำลายพระศาสนาแท้ๆ ไม่มีใครเหลียวแลเสียบ้างเลย น่าจะตรวจใบสุทธิ ทราบว่าใครเป็นอุปัชฌาย์แล้วจับอุปัชฌาย์สึกเสีย จะได้ไม่บวชส่งเดชเพื่อหวังเฉพาะค่าจ้างแรงงาน จะได้ปกครองสัทธิวิหาริกตามพระวินัย เลวจริงๆ ที่ไม่มีใครสนใจพระธรรมวินัยกันเลย สำหรับท่านที่สวดเพื่อสงเคราะห์ ท่านสวดตามแบบที่ท่านประชุมตกลงกันและไม่หวังผลตอบแทน ได้หรือไม่ได้ ให้หรือไม่ให้ก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวคือสวดให้ฟังเล่นเพลินๆ พอมีผลทางใจบ้าง ไม่ใช่ไม่มีผลเลย เพราะคนฟังธรรมเพลิน แม้ไม่รู้เรื่องก็สามารถไปสวรรค์ชั้นกามาวจรได้

มาพูดถึงเรื่องบวงสรวงกันต่อไป เมื่อฉันถามท่านว่าเขามากันหรือเปล่า ท่านก็ย้อนถามฉันว่าไม่เคยเห็นหรือ ความจริงตอนนั้นฉันบวชยังไม่ถึง 15 วัน มัวตั้งท่าตั้งอารมณ์คุมสมาธิท่าเดียว ยังไม่ได้ฝึกพิเศษ ก็ตอบท่านว่าไม่เคยเห็นและไม่เคยสนใจ ท่านร้องว่า ทุด! นี่เป็นศัพท์ที่ท่านผู้ใหญ่ชอบใช้เมื่อเห็นพลพรรคไม่เป็นเรื่อง แล้วท่านก็บอกว่า เอาอย่างนี้สิ เมื่อพวกฉันเชิญ แกคอยนั่งดูนะว่ามีใครมาบ้าง หรือไม่แน่ใจว่าจะเห็นได้ เมื่อฉันเชิญจบสวด 5 ครั้งแล้ว แกบอกในใจว่า ขอเชิญท่านท้าวมหาราชทั้ง 4 หรือองค์ใดองค์หนึ่ง ขอให้ท่านกรุณาไปพบในขณะที่ท่านทำสมาธิ จะเป็นเวลาเท่าไหร่ก็ได้ แต่แกต้องตั้งอารมณ์ให้เป็นสมาธิจริงๆ นะจะเห็นท่านได้ ต้องการสี่องค์หรือองค์ไหนก็ตามจงทำตามนี้นะ ฉันรับปากท่านว่าจะทำตามนั้น เรื่องสงสัยยังไม่หมด คือ พระองค์ นิดเดียวที่ท่านจะมอบไปวัดเขาสะพานนาค ถามท่านว่า เขาบอกว่าจะช่วยงานใหญ่และสำคัญ ก็เวลานี้หลวงพ่อจะมอบพระองค์เล็กนิดเดียวให้วัดเขาสะพานาค เขาจะมาหรือครับ

ท่านถามว่าแกเห็นว่าเรื่องอาราธนาพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็กนักหรือ พอท่านถามก็ตกใจ และคิดว่าเราเลวมากเสียแล้วที่เห็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องเล็ก ท่านสั่งให้ขอขมาพระพุทธเจ้าทันที ลูกหลานจำให้ดีนะ พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เราเอารูปพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นปุถุชนเหมือนกันแต่ท่านมีบารมีมากกว่า ทำบุญมาดีกว่า ท่านจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เอามาวางไว้ในที่ๆ ไม่สมควร ฉันคิดว่ากฎหมายอาจจะลงโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ เขาร่างกันไว้ตามนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ฉันคิดเอาเอง และก็คิดว่าน่าจะมีกฎหมายบังคับ เพราะถ้าท่านบุญไม่ถึงจริงๆ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ เว้นแต่บุญของท่านจะไปยับยั้งลงเมื่อไรเท่านั้นเอง ก็พระพุทธรูปในเมื่อเขาสร้างแทนองค์พระพุทธเจ้า เมื่อเราปรามาสจะไม่มีโทษหรือ ที่เขาซื้อขายกันนั้นเขาไม่ได้ซื้อขายพระพุทธเจ้า เขาขายวัตถุ ตามที่เขาเข้าใจเพราะฉันเคยเห็นเจ้าของร้านค้าพระพุทธรูปที่เป็นจีนเคยขากถุยลงในที่ๆ มีพระพุทธรูปวางอยู่นั่นเป็นเรื่องของคนขาย แต่เราพุทธศาสนิกชนเราทำอย่างนั้นไม่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พิสูจน์ด้วยการเชิญพบ

ตามปกติฉันนอน 22 น. และตื่น 1.30 น. เป็นปกติ ทำวัตรสวดมนต์แบบย่อๆ พอเวลาใกล้ 2 น. ฉันก็เริ่มทำสมาธิ พอถึง 4 น. ฉันก็ดูตำรา 5 น. ฉันก็กลับทำสมาธิใหม่เพื่อรักษาอารมณ์ เวลาออกบิณฑบาตรตามแบบฉบับของพระโบราณ ปฏิปทาของพระสมัยใหม่ท่านทำกันอย่างไรฉันไม่รู้ ด้วยฉันแก่แล้ว และมานั่งเป็นฤาษีหัวล้านอยู่ในป่าห่างเมืองหลวงตั้ง 300 กิโลเมตรเศษ จะรู้เรื่องของพระในเมืองหลวงได้อย่างไร วิธีที่เข้าฌานก่อนแล้วคลายอารมณ์มาสู่อุปจารฌานหรือปฐมฌานแล้วออกบิณฑบาตร แบบนี้ท่านเรียกว่าพระโปรดสัตว์ เพราะท่านที่ใส่บาตรมีผลมาก ได้บุญแรง มีลาภง่าย ยิ่งได้พระอริยเจ้าท่านเข้า ผลสมาบัติ คือ พิจารณาวิปัสสนาญาณก่อน เมื่อจิตสะอาดดีแล้วเข้าฌานเต็มกำลังแล้วคลายออก ทรงอยู่เพียงอุปจารฌานฌานหรือปฐมฌานอย่างนี้อานิสงส์ยิ่งมาก บุญมาก ลาภสูง

ที่ท่านพอตื่นก็ร้องเพลงหรือนึกถึงคนรัก นึกถึงสถานหรือวิธีหากิน ซักซ้อมความคล่องเพื่อลาภสักการะ อย่างนี้ท่านไม่เรียกพระโปรดสัตว์ ท่านเรียกว่าไปให้สัตว์โปรดด้วยท่านไม่มีอะไรดีที่จะให้บรรดาท่านที่สงเคราะห์เลย นี่ว่ากันตามแบบพระโบราณไม่ทันสมัยนะ สำหรับท่านที่ทันสมัย มีลาภ มียศ มีคนสรรเสริญ มีกามสุขสมบูรณ์ ท่านอาจจะมีความเห็นไปอีกอย่างหนึ่งและทำให้พระทันสมัยขึ้น อาจจะมีผลดีกว่าที่ฉันว่าอย่างนี้ ได้ฟังแล้วอย่าถือเอาไปเป็นแบบแผนนะ ประเดี๋ยวจะหาพระครึๆ อย่างฉันพูดไม่ได้ เลยไม่มีโอกาสทำบุญ พูดเลยเรื่องไปเสียแล้วอีกกระมัง มาเข้าประเด็น คำว่าประเด็นหมายความว่าอย่างไรฉันไม่รู้เรื่อง เคยเข้าในเมืองหลวงเห็นเขาพูดกันฉันก็เลยพูดบ้าง มันเข้าท่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาแบบเก่าดีกว่านะ พูดว่าเรามาเข้าเรื่องที่ค้างไว้ดีกว่า อย่างนี้ฟังง่ายดีนะ

ขณะที่หลวงพ่อท่านเชิญ พอท่านหยุดนิ่ง ฉันไม่ประสงค์องค์อื่น อยากรู้จักท้าวเวสสุวัณองค์เดียว เห็นช่างภาพเขาเขียนรูปท่านเป็นยักษ์ ไม่ใช่ยักยอก เป็นยักษ์มีเขี้ยวยาว มีกระบองยาวคล้ายพลองลูกเสือ ท่าทางน่ากลัว ก็เลยอยากเห็นยักษ์ ตามข่าวที่เล่าลือกัน เขาว่าท่านมีอานุภาพมาก ฉันเลยขอท่านท้าวเวสสุวัณองค์เดียว กรุณามาให้เห็นเวลา 2 น. ฉันก็เข้าสมาธิ เรื่องของสมาธิ เข้าเพียงหายใจเข้าไม่ทันหายใจออกก็จมเบ้า (เต็มอัตรา) คำว่าจมเบ้าเป็นภาษาเด็กเลี้ยงควาย เกรงว่าจะหายสาบสูญไปเสีย ก็เลยเอามาพูดไว้เพื่อรักษาศัพท์วัฒนธรรมเลี้ยงควาย เมื่อถึงเวลา 2 น.ตรง ฉันก็คลายออกมาสู่อุปจารสมาธิเป็นอารมณ์ที่พอจะเห็นนิมิตได้ เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลา 2 นาฬิกาเพียงเป๋งแรก ทั้งๆ ที่หลับตาก็มองเห็นชายคนหนึ่งนุ่งผ้าขาวห่มผ้าสไบเฉียงขาว ถือไม้พลองยาวแค่หัว เดินลิ่วๆ มาทางทิศเหนือ แกเดินเร็วเหลือเกิน ไม่ถึงนาทีมาถึงที่ฉันอยู่แล้ว ใจฉันบอกเลยว่าท่านผู้นี้คือท่านท้าวเวสสุวัณ

ดูท่านแล้ว ท่านมายืนห่างจากฉันสัก 2 วา ท่านไม่มีเขี้ยว หน้าตาท่านสวย ผิวสวย ทรงงามมาก ไม่สวยตื้อต้าอย่างฉัน หัวท่านไม่ล้าน ความจริงตอนที่ฉันเห็นท่านวาระแรกหัวฉันไม่ล้าน แต่มีผมสั้นมากเพราะถูกโกน ดูท่านสักครู่ ท่านยืนเฉยไม่พูดอะไรเลย ชักนึกกลัวตะบองท่าน จึงออกปากเชิญ ท่านกลับบอกว่าขอบใจท่านอาจารย์ อาตมาขอชมบารมีเท่านี้ เชิญท่านกลับได้ ท่านยิ้มแล้วพูดว่า เมื่อท่านอยากเห็นผม ผมมาให้ท่านเห็นแล้ว ท่านกลัวผมทำไม ท่านแอบรู้ใจเสียนี่ พวกเทวดานี่แย่มาก รู้แม้การนึก เมื่อเห็นท่านพูดเพราะ ความจริงเสียงท่านเพราะมาก พูดจานิ่มนวลดีมาก ไม่เหมือนเสียงฉัน เสียงฉันไม่ต่างอะไรกับเสียงกะทะแตก เวลาพูดก็ไม่มีสำเนียงเพราะ ก็เรื่องของคนไกลเมืองหลวง มายาไม่ทันสมัย มันก็อย่างนั้นเอง จะดัดแปลงให้ทันสมัยหรือก็แก่จะเข้าเตาเผาเสียแล้ว ขนเอาวาจาโฮกฮากทิ้งไว้ เก็บเอาวาจาเพราะพริ้งมาใช้แทน ดีไม่ดีใครเดินมาพบวาจาโฮกฮากที่วางไว้เอาไปใช้แทน ถ้าอายุยังน้อยอยู่ อีกนานกว่าจะตายก็จะต้องใช้ไปอีกหลายปี เมื่อไม่มีคนชอบฟังก็จะลำบากอย่างฉัน ต้องเอาป่าเอาดงเป็นเรือนอาศัย และจะต้องตายในป่า ไม่มีเครื่องตั้ง ไม่มีเมรุประดับศพ อย่าทิ้งมันเลยพาตายไปด้วยดีกว่า

เมื่อเห็นท่านพูดด้วยก็ชักมีกำลังใจ เลยชวนท่านคุย ท่านก็คุยด้วย เรื่องที่คุยก็ถามท่านว่า เมื่อช่วยหลวงพ่อได้ ช่วยฉันมั่งได้ไหม บอกท่านว่า ฉันมีสมาธิไม่ดี เวลาท่านมาขอให้เห็นง่ายๆ ท่านบอกว่าได้ ท่านว่าลืมตาหรือหลับตาก็ได้ จะได้เห็นสบายๆ เลยถามต่อไปว่าขอเห็นองค์อื่นและบริวารทั้งหมดด้วย องค์อื่นๆ ท่านจะยอมไหม ท่านบอกว่ายอมทุกองค์ เลยบอกว่าอยากเห็นเดี๋ยวนี้ ท่านบอกว่าเขามากันครบแล้ว พอท่านพูดขาดคำก็เห็นครบทั้ง 4 องค์ ไม่เห็นมีเขี้ยวสักองค์ ท่านสวยๆ ทุกองค์ เมื่อท่านใจดีผีเลยเข้า ถามท่านว่า เทวดาเขามีชฎา ท่านมากันนี้ไม่เห็นมีชฏาสักองค์

ท่านบอกว่ามาหาพระจะเอาหมวกสวมมาทำไม ท่านไม่ยักเรียกชฏา เรียกหมวก ถามท่านว่าขอเห็นภาพเต็มยศได้ไหม ท่านพูดว่าเขาไม่เรียกเต็มยศ เขาเรียกว่าเครื่องประดับเต็มอัตรา โดนท่านสอนภาษาไทยเข้าให้ ระยำจริงๆ ท่านบอกอยากเห็นก็ได้ พอท่านพูดจบต่างก็มีเครื่องประดับแพรวพราวไม่เห็นไปแต่งตัวเปลี่ยนเครื่องเดิมที่ไหนเลย ถามท่านว่าทำไมแต่งตัวเร็วนัก ท่านบอกว่าพอนึกก็เสร็จ ดูของท่านมันง่ายทุกอย่างทั้ง 4 ท่าน ท่านถามว่าจำได้ไหม บอกว่าจำไม่ได้

ท่านพูดว่ามนุษย์ลืมง่าย ท่านกับพวกผม 4 องค์นี้เคยอยู่ร่วมกันมา วันหน้าจะเล่าให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้น เวลานี้สว่างมากแล้ว พระกำลังจะออกบิณฑบาตร ท่านเตรียมตัวไว้ออกบิณฑบาตร อยากฉันอะไร ตอบท่านว่าอยากฉันผักบุ้งต้มน้ำปลาที่เขาหั่นพริกใส่รวมกัน ท่านบอกว่าพอกลับถึงวัดจะมีคนเอามาให้ ถามว่าเมื่อบิณฑบาตรไม่ได้หรอกหรือ ท่านบอกว่าถือมา ลำบาก เมื่อกลับถึงวัดจะมีคนนำมาให้เอง ท่านลากลับ ฉันก็ไปบิณฑบาต พอกลับมาวัด หลวงปานท่านเรียกเข้าไปหา ท่านถามว่าเมื่อคืนนี้ คุยกับท่านท้าวมหาราชสนุกไหม เรียนท่านว่าสนุก ท่านบอกว่าท่านท้าวมหาราชมาฟ้องว่ากลัวท่าน นึกในใจว่าเทวดานี่ปากบอนจริง แล้วก็รับกับท่านว่ากลัว ท่านบอกว่าขอผักบุ้งต้มน้ำปลาใส่พริกเขาไว้หรือ เรียนท่านว่าขอรับ

ท่านหัวเราะแล้วหยิบถ้วยใส่ผักบุ้งต้มที่ถอนทั้งต้น ผักบุ้งอะไรแปลกจริง มันใหญ่ขนาดแขนเกือบจะลงไปได้ ยาวหลายวา ถ้วยที่ใส่เป็นถ้วยดินโบราณ โตเกือบเท่าชามกะละมัง มีน้ำปลาผสมพริก ไม่รู้ว่าพริกอะไรมันเผ็ดน่าดู แตะเข้าไปนิดเดียวน้ำหูน้ำตาไหล ท่านบอกว่าเก็บเอาไว้ ผักกินไม่หมดตากแดดไว้ เอาไว้ดูเป็นอนุสรณ์ ถ้วยใบนั้นหายเสียเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทราบว่าใครเอาไป ฉันไปอยู่เสียที่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนภาษาบาลี ถ้าอยู่สมัยนี้ลูกหลานคงจะได้ชมของโบราณ

เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงที่ท่านทั้งหลายสมัยใหม่มั่ง เก่ามั่งหาว่าครึหรือไร้ผลนั้น มันไม่แน่นักหรอกนายเอ๋ย ทำกันจริงๆ ค้นกันจริงๆ คงเห็นว่าไม่ไร้ผล แต่เอาผลตามที่ควรเอา อย่าหวังผลเลิศจนเกินพอดี เชิญมาขอหวย เชิญมาขอให้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ นี่ว่าตามภาษาคนเก่า สมัยนี้บรรดาศักดิ์ไม่มีแล้ว ของเก่ายังเหลือแต่ทว่าของใหม่ไม่มี หรือใครจะนึกมีเอาเองก็ไม่ทราบ เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงที่พูดมาแล้วขอผ่านไป มาพูดถึงท่านขุนด่าน ที่พวกฉันรู้จักก็เพราะเมื่อหลวงพ่อปานท่านจะสร้างวัดที่ไหน ท่านต้องบวงสรวงก่อนเสมอเพื่อขอให้ช่วย เมื่อท่านบวงสรวง พวกฉันสามลิงรวมอยู่ด้วย จึงรู้จักท่านขุนด่าน เพราะท่านขุนด่านท่านรับเชิญมาในพิธีบวงสรวงด้วย ท่านขุนด่านเป็นเทวดาชั้นอำมาตย์ของท่านท้าวเวสสุวัณ

เรื่องท่านขุนด่านขอผ่านไป คราวนี้มาวินิจฉัยกันถึงเรื่องเทวดา 4 ทิศ ทิศตะวันออกมีท่านท้าวธตรฐเป็นใหญ่ในบรรดาคนธรรพ์ทั้งหมด พวกคนธรรพ์นี้ได้แก่พวกเทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ในเรื่องกากี เป็นเทวดาผู้มีบุญเคยบำเพ็ญฌานมาในสมัยเป็นมนุษย์ ทิศใต้มีท่านวิรุฬหกเป็นใหญ่กว่ากุมภัณฑ์ทั้งหมด ทิศตะวันตกมีท่านวิรูปักษ์เป็นใหญ่กว่าบรรดานาคทั้งหมด คำว่านาคในที่นี้ไม่ใช่นาคตระกูลงู เป็นชื่อเทวดาหรือชื่อกองพลเทวดา ตัวจริงท่านเป็นเทวดาสวยงามมาก ทิศเหนือมีท่านท้าวเวสสุวัณเป็นใหญ่กว่ายักษ์ทั้งหมด ยักษ์ตระกูลนี้ก็ไม่มีเขี้ยวเหมือนยักษ์โขนหรือหนังตะลุง มีรูปสวยเหมือนกัน ท่านทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มาก ตามที่ท่านบอก ท่านว่ามีหน้าที่รับทราบความประพฤติของมนุษย์ และมีหน้าที่อารักขาชั้นดาวดึงส์ จัดเป็นกองทัพเทวดาที่รักษาเมืองสวรรค์ ถ้าจะเรียกเป็นกองทัพก็จัดเป็น 4 ทัพ คือกองทัพภาคบูรพา ภาคทักษิณ ภาคปัจจิม ภาคอุดร รวม 4 ทัพด้วยกัน

ท่านจะรบกับใครไม่ทราบท่าน แต่ละท่านไม่เห็นมีปืนผาหน้าไม้ เห็นมีแต่กระบองและอาวุธสั้น เมืองท่านคงยังไม่คิดสร้างปืนเพื่อรบกัน แต่ละกองท่านคัดเอาคนที่ได้ฌานเมื่อสมัยเป็นมนุษย์แต่ตอนตายไม่เข้าฌานตาย ปล่อยตายตามยถากรรม เลยให้เป็นเทวดาชั้นนี้ เมื่อเป็นเทวดาอยู่พยายามบำเพ็ญบารมีคือบำเพ็ญฌาน เมื่อกลับทรงฌานได้ใหม่ท่านก็ไปอยู่ชั้นพรหม เป็นพรหมเลย เห็นท่านว่าอย่างนั้น และเคยทราบมาจากท่านที่เคยบอก และเคยไปนั่งดูเวลาเขาไป คิดว่าจะทิ้งวิมานไว้จะได้เอาไว้เป็นที่พัก พอแกไปมันก็หายไปพร้อมกัน คือทั้งเจ้าของและวิมาน ไม่ยอมทิ้งทรัพย์สินไว้ให้คนอื่นใช้เลย เทวดานี่ขี้เหนียวจัง ไม่เหมือนคน คนเมื่อตายแล้วไม่เอาอะไรไปเลย แม้แต่ตัวยังไม่เอาไป ยกให้คนที่ยังไม่ตายทั้งหมด ตลอดจนความแก่ โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์เร่าร้อน ไม่มีใครเอาไปด้วย ยกให้เป็นทรัพย์สินเพื่อลูกหลานปกครองตลอดไป ใจดีจัง เทวดาขี้เหนียวกว่ามนุษย์เยอะ

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ดูเหมือนสาระจะน้อยไปนะ ที่มีก็เครียดเกินไป แต่ทว่ามันเป็นเรื่องควรรู้ไว้บ้าง ก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง เป็นอันว่าเรื่องบวงสรวงหรือเชิญเทวดา ถ้าคนเชิญเห็นก็มีผลตรง เป้าหมาย ถ้าเชิญดะแบบชุมนุมเทวดา ก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์ คนเชิญก็ไม่รู้ พระก็ไม่เห็น เรื่องของเรื่องมันก็ว่ากันตามธรรมเนียม บางรายแต่งทำนองดัดเสียหยดย้อยไปเลย ว่าแล้วเฉย มาหรือไม่มาฉันไม่เกี่ยว ความจริงก็ดีเหมือนกัน ถ้าพูดกันตามที่ถูกแล้ว ถ้าไม่คิดว่าทำกันตามประเพณี ตั้งใจเชิญด้วยความเคารพ มีผลไม่น้อยเลย ลองทำให้ใจสว่างจากนิวรณ์เถิดจะรู้จะเห็นเอง วันนี้เหนื่อยเสียแล้ว ขอพักเท่านี้นะ ขอลูกหลานทุกคนจงมีตาทิพย์หูทิพย์โดยทั่วกันเถิด สวัสดี

วันนี้ วันที่ 5 ธันวาคม 2514 ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาพอดี ฉันดีใจที่บ้านเมืองเรายังมีพระมหากษัตริย์ ด้วยการมีพระมหากษัตริย์นั้นฉันเห็นว่าเรายังมีคนมีบุญเห็นอยู่ ในด้านการปกครอง แม้พระมหากษัตริย์จะไม่ได้ทรงบริหารประเทศด้วยพระองค์เองโดยตรงก็ตาม ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของปวงชน ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้ด้วยบุญบารมีของพระองค์ เพราะคนที่จะเป็นกษัตริย์ได้นั้นต้องมีบุญพิเศษที่ทำมาดีแล้ว และเป็นบุญยิ่งกว่าปวงชนในขอบขัณฑสีมาของพระองค์ ถ้ามิฉะนั้นแล้วพระองค์จะทรงดำรงพระยศเป็นกษัตริย์ไม่ได้ เป็นอันว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคนมีบุญ ทุกคนจงโมทนาในความดีของพระองค์

และก็ตั้งใจทำความดีตามที่พระองค์ทรงทำมา เมื่อไม่ทราบว่าชาติก่อนพระองค์ทรงทำมาอย่างไร ก็เลือกเอาความดีที่พระองค์ทรงทำในชาตินี้ ทำอย่างพระองค์ แต่ไม่ต้องลงทุนเท่าพระองค์ พระองค์ทรงพระเมตตาปรานี เราก็เป็นคนมีเมตตาบ้าง พระองค์ทรงบริจาคทรัพย์เพื่อความสุขของปวงชน เราก็บริจาคบ้าง พระองค์ทรงศีล เราก็รักษาศีลบ้าง พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน เราก็เยี่ยมบ้าง อย่างนี้เป็นต้น เราทำเหมือน แต่ไม่ใช่ทำเท่า คือพระองค์ทรงเมตตาสงเคราะห์คนและสัตว์ด้วยทรัพย์มาก เราก็ทำเหมือนพระองค์ที่ทรงมีเมตตาสงเคราะห์ ทรัพย์ก็ทำมากสละมาก แต่มากเท่าที่ทุนของเราจะอำนวย ต้องแบ่งทรัพย์ก่อน ส่วนไหนที่มีความจำเป็นอย่างไร แบ่งปันไว้เสียให้พอเหมาะพอดีกับความจำเป็น ส่วนที่จะสงเคราะห์ต้องเป็นส่วนที่ไม่มีอะไรผูกพัน มีสักบาทหรือสลึงก็ตาม สงเคราะห์ไปตามที่มีอย่างนี้ เรียกว่ามาก คือมากตามความจำเป็น เอากันอย่างนี้ ไม่ใช่ขี้ตามช้าง มันจะเกิดยุ่ง

พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงสรรเสริญคนที่ทำเกินตัว ที่แนะให้ทำไม่ใช่เพื่อหวังเป็นกษัตริย์ เพื่อหวังความสุขตามกษัตริย์ ด้วยพระองค์ทรงสร้างความดีมาอย่างนี้ จึงมาเป็นพระมหากษัตริย์ได้อย่างนี้ เมื่อปัจจัยความดีเดิมมีมา และพระองค์ก็ไม่ทรงทอดทิ้งความดีมาให้ขาดสาย กลับมาบำเพ็ญใหญ่อย่างไม่เห็นแก่ความสุขส่วนพระองค์ เมื่อตัวอย่างความดี เรารู้เองเห็นเอง ก็ถือเอาความดีของพระองค์เป็นครูทำบ้าง สร้างความดีบ้าง ก็จะพบดีและมีความสุข พระองค์มีความสุขอย่างพระมหากษัตริย์ เราก็มีความสุขอย่างราษฎรดี ต่างก็มีความสุขเหมือนกัน ต่างคนต่างสบาย พระมหากษัตริย์ก็ไม่ต้องทรงหนักใจเพราะพวกเราไม่ดี พวกเราก็ ไม่ต้องระวังภัยที่จะเกิดจากราชภัย คือ ความผิดตามกฎหมาย ต่างก็สบาย บ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องมีตำรวจก็ยังได้เลย เป็นเมืองที่มีความสุขอย่างจริงจัง ความสุขแบบที่ฉันว่านี้ เห็นเขาลือกันว่าศาสนาพระศรีอาริย์ท่านมีความสุขอย่างนี้ เขาลือกันนะ คนที่เอาข่าวมาบอกฉันเขาเก่ง เขารู้เรื่องก่อนพระศรีอาริย์เกิด แต่เป็นข่าวดีที่ควรรับฟัง เพราะเขาลือกัน ทำเป็นข่าวให้คนสร้างความดี ฉันว่าน่าจะมีข่าวอย่างนี้มากๆ ฉันชอบจริงๆ

เมื่อข่าวนี้มีมาก คนอยากดี อยากรวย อยากสวย อยากสบายมาก ก็ต้องทำความดีมาก เว้นความชั่วมาก ต่างก็มีความสุขมาก ฉันเห็นชอบด้วยกับข่าวนี้ และอยากให้ลือกันมากๆ ทั่วๆ ไป อยากให้คนที่ฟังข่าวลืออยากไปเห็นศาสนาพระศรีอาริย์ จะได้เห็นความสุขของโลกเสียที ฉันมันคนแก่หูมืดตามัว มองไม่ใคร่เห็นความสุขของโลก หูก็ฟังข่าวความสุขของโลกไม่ใคร่ได้ยิน ลืมตาเห็นแสงอาทิตย์ เขาเอาหนังสือพิมพ์มาให้อ่านก็เห็นแต่เรื่องทะเลาะกัน เรื่องฆ่ากัน เปิดวิทยุที่ลูกอัศนียาให้ไว้ฟัง ก็มีแต่เรื่องปล้นฆ่า มีเรื่องเดือดร้อน หูตาฉันเสียไปที่เห็นและได้ยินอย่างนั้นอย่างนั้น เพราะคนแก่ประสาทหู ตาไม่ดี หรือว่าเขาเขียนข่าว อ่านข่าวตามที่ฉันว่า ลูกหลานตาดี หูดีช่วยฉันฟัง ช่วยอ่านให้ฉันฟังด้วย ถ้าหากฉันอ่านไม่ผิด เพราะคนแก่ประสาทแก่แล้ว

ฉันว่าโลกนี้ไม่น่ารักเลย มันเดือดร้อนจริงๆ รีบทำความดีเสีย ไปศาสนาพระศรีอาริย์ดีกว่า ที่นั่นสบายมาก คนสวยน่ารักทุกคน รวยทุกคน มีความสุขทุกคน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกคน ไม่แก่กระย่องกระแย่งอย่างฉันทุกคน ทำดีอะไรหรือที่จะไปเกิดในศาสนาพระศรีอาริย์ได้ ไม่ยาก ค่อยๆ รักษาศีล 5 ไม่ต้องรักษาแรง ศีลจะช้ำและตกใจกลัว จงค่อยๆ รักษา อย่ารักษาแรง ค่อยๆ ดึงเอามาเก็บไว้ในใจและทำตามทีละตัวสองตัว อย่าเอามากจะหนักเกินไป รักษาตัวนี้ดีแล้วก็พยายามระมัดระวังอย่าให้มีอันตราย เมื่อแน่ใจว่ารักษาได้ไม่บกพร่องแล้ว ก็ค่อยๆ เอามาใหม่อีกตัว ทำอย่างนี้จนกว่าจะมีครบ 5 ตัว

เรื่องเมตตาให้ทานเป็นการสงเคราะห์ก็เหมือนกัน ค่อยทำจากวงแคบ ลงทุนน้อย ไปหาวงกว้างและลงทุนใหญ่ตามความสามารถของตนจะทำได้ ค่อยๆ รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสมาธิ อย่าทำแรง อย่าทำมาก วันหนึ่งใช้เวลา 10 นาที เอาพระพุทธรูปมาตั้งตรงหน้า ยกมือไหว้แล้วก็นั่งดูท่าน นึกถึงเฉพาะรูปพระพุทธ ไม่นึกเรื่องอื่น จะดูท่านสวย หรือดูว่าท่านเป็นพระสมัยไหนก็ตาม เมื่อครบ 10 นาทีก็พัก เอาพระพุทธเจ้าเก็บ วิปัสสนาก็ทำด้วย ไม่ต้องทำมาก ตั้งอารมณ์สักวันละ 5 นาที คิดว่าอะไรบ้างนะที่มันมีขึ้นแล้วจะไม่เก่า จะไม่พัง คนและสัตว์ประเภทใดที่เกิดแล้วไม่เแก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่ต้องกิน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทุกข์ คิดดู หาดู ค้นคว้าตำราเก่าๆ จะเป็นตำราอะไรก็ช่าง หยิบมาดู

ไม่ต้องดูหรืออ่านมาก ดูที่ปกหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้ใครแต่ง คนเขียนแต่งเดี๋ยวนี้อยู่หรือตาย ทำเท่านี้แหละ ใช้เวลาวันละไม่ต้องมาก เท่านี้ก็ขี้เกียจจะได้เกิดทันศาสนาพระศรีอาริย์ ฉันรับรองว่าทันแน่ ได้เกิดแน่ สวยแน่ มีความสุขแน่ ใครไม่เชื่อก็เชิญทำ เมื่อทำแล้วถ้าเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ จะปรับฉันอย่างไร ฉันยอมทุกอย่าง ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่ขัดคอใคร แนะให้คนทำดีไม่ตกนรก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เขาวงพระจันทร์

ฉันเป็นคนแก่ทะเล้นไม่ใคร่จะเดินตรงทาง จะเล่าเรื่องเขาวงพระจันทร์ก็แอบเอาอะไรต่อ มิอะไรมาแทรกเสียหลายวัน ลูกหลานรำคาญไหมจ๊ะ ถ้ารำคาญก็ไม่ต้องแก้อารมณ์ ปล่อยให้มันรำคาญไป และก็คิดเสียด้วยว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง เพียงแต่ตาฤาษีหัวล้านเล่านิทานยังเอาเที่ยงไม่ได้ แกว่าแกจะพูดตรงนี้แกก็ไพล่เอาอะไรมาว่าแทนเสียเป็นคุ้งเป็นแคว เสียเวลาอย่าบูชาความไม่เที่ยงเลย คิดไว้อย่างนี้จะคิดได้นาน จำได้นาน หรือคิดแล้วลืมเลยก็ช่าง คิดไว้เสมอๆ เถอะ ทันศาสนาพระศรีอาริย์แน่ ทีนี้มาว่ากันเรื่องเขาวงพระจันทร์ เมื่อผ่านแดนวัดเขาสะพานนาคเข้าไปแล้วก็ขึ้นยอดเขา ทางมันไม่ใกล้เลย ฉัน ไต่เดาะๆ แดะๆ ตามภาษาลิง ก็บอกว่า ตรงนี้เมื่อฉันมาธุดงค์มาครั้งแรก ขอเห็นสิ่งอัศจรรย์ ฉันพบพระบรมสารีริกธาตุตรงนี้ ท่านชี้สถานที่ให้ดู และในกาลต่อมาท่านสร้างมณฑปครอบไว้และสร้างบันไดขึ้นเขาไว้ ปรากฏมีอยู่ในปัจจุบัน ถึงเวลากลางคืนก็พิสูจน์ตามเดิม ฉันไม่ได้พูดอะไรมาก พวกฤาษีทั้งหลายที่คิดตามท่านต่างก็พบเหมือนกัน คือ ปรากฏเห็นพระพุทธปาฏิหาริย์ในเวลาค่ำ มีแสงดาวปรากฏ 3 ดวงขนาดใหญ่ เห็นทั้งหลับตาและลืมตา

พอรุ่งเช้าท่านก็แนะนำว่า การนับถือพระพุทธศาสนา พวกเธออย่าติดในเนื้อหนังและวัตถุ การที่ฉันพาพวกเธอมาธุดงค์ ไม่ใช่ให้มาติดตามสถานที่ คือเวลาจะเอาบุญก็ต้องไป พระบาท ไปพระฉาย มาเขาวงฯ ไปพระแท่นดงรัง ศิลาอาสน์ เป็นต้น บุญจริงอยู่ที่ตัวปฏิบัติ อยู่วัดเราก็ทำได้ดี จงรักพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติตาม ทาน ศีล ภาวนา 3 อย่างให้ครบ อารมณ์ซื่อถือความจริง คือไม่คด ไม่โกง ความจริงยอมรับว่าสิ่งที่เกิดมี มันเก่าแก่คร่ำคร่าจริง มันเปลี่ยนแปลงจริง มันมีอันที่จะสลายตัวในที่สุดจริง เท่านี้พอแล้ว พอดีที่เกิดมาในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องตะเกียกตะกายมาก ต่อมาท่านก็พาเดินชมบริเวณ ท่านพาไปด้านตะวันตกของเขา ท่านชี้สถานที่ๆ หนึ่งให้ดู

ท่านบอกว่าตรงนี้ฉันเคยพบฤาษีคนนุ่งขาวห่มขาว นั่งภาวนาอยู่คนเดียวตรงนี้ แกปลูกศาลาเล็กๆ อยู่คนเดียว ถามท่านว่านานหรือยัง ท่านบอกว่าก่อนพวกเธอบวช 20 ปี ถามท่านว่าท่านคุยกับฤาษีองค์นั้นหรือเปล่า ท่านบอกว่าคุย ได้ความว่าเป็นฤาษีผี มานั่งดักทางท่านอยู่ และบอกว่าที่ตรงนี้คือยอดเขา มีพระบรมสารีริกธาตุ ท่านจึงอธิษฐานถาม ก็ปรากฏเป็นพระพุทธปาฏิหาริย์ตามที่พวกเธอเห็นแล้วเมื่อคืนนี้ ฉันจึงสร้างมณฑปทับที่ๆ เห็นพระบรมธาตุปรากฏขึ้นมา ท่านพาเดินต่อไปไม่ไกลนัก ท่านบอกว่า ตรงนี้ฉันพบชีในการมาคราวเดียวกัน แม่ชีอยู่คนเดียว มีศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งเป็นที่อาศัย ท่านฤาษีธุดงค์องค์หนึ่งถามท่านว่าแม่ชีผีหรือคนขอรับ ท่านยิ้มแล้วตอบว่า ชีผี แต่แกทำเป็นคนเราๆ นี้เองแบบฤาษี อีกท่านหนึ่งถามว่านางสาววงพระจันทร์ ใช่ไหมครับ ท่านตอบว่า ถ้าใช่ก็คงไม่ใช่ลูกสาวท้าวกกขนาก คงเป็นเทวดาผู้หญิงที่มีอานุภาพมาก เมื่อท่านพบเป็นแม่ชี ประมาณตามรูป เทียบอายุคนปัจจุบัน ประมาณอายุ 30 ปี แกนั่งอยู่คนเดียว ฉันเดินผ่านฤาษีผีมาแล้วก็มาพบแม่ชีผีเข้า แม่ชีมีลีลาไม่เหมือนท่านฤาษี ท่านฤาษีมีแต่แนะนำว่ามีพระบรมธาตุ และแนะนำวิธีปฏิบัติธรรม และทราบว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิ แล้วบอกด้วยว่า ท่าน หมายถึงหลวงพ่อปาน อายุ 40 ปี กรรมฐานได้เท่าไรจะไม่ได้ดีเกินกว่านั้นอีก ถามท่านว่าขณะนั้นหลวงพ่ออายุเท่าไร ท่านบอกว่า ฉันเกือบ 40 ปีแล้ว ขาดอยู่ปีหรือสองปีเท่านั้น

ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อพบแม่ชีแล้ว แม่ชีก็นิมนต์ท่านนั่งบนศาลา ท่านบอกว่าอยากจะเดินชมสถานที่ แม่ชีรับอาสาเป็นมัคคุเทศก์คนนำทาง เดินไปประมาณ 10 วาก็พบบ่อน้ำบ่อหนึ่ง มีน้ำใสสะอาดมาก แม่ชีบอกว่าน้ำบ่อนี้เป็นน้ำทิพย์ ใครได้กินแม้แต่อึกเดียวก็จะไม่ตายตลอดกาล ร่างกายจะทรงความหนุ่มสาวขึ้นมาทันที คนที่ตายแล้วไม่นานเกินไป คือ ถ้ายังไม่เน่า เอาน้ำนี้ไปรดจะฟื้นคืนชีพทันที ว่าแล้วแม่ชีก็จับแมวมา 1 ตัว แกเอาหัวแมวฟาดหิน เจ้าแมวตัวนั้นตายสนิท เมื่อพิสูจน์ด้วยกันทั้งสองท่านว่าตายแน่แล้ว ก็เอาแมวโยนลงไปในบ่อ เจ้าแมวตัวนั้นพอตัวกระทบน้ำก็กลับฟื้น วิ่งอ้าว แม่ชีถามท่านว่าดีไหม ท่านตอบว่าดี แล้วแม่ชีก็พาไปพบน้ำอีกบ่อหนึ่ง ใสสะอาดมากเหมือนกัน ห่างกันไม่ไกล ไม่เกิน 10 วา ท่านชี้ให้ดูว่าอยู่ตรงนี้ แม่ชีอธิบายว่า น้ำบ่อนี้เป็นบ่อน้ำตาทิพย์ เมื่อทาตาแล้วเห็นอะไรได้ทุกอย่างตามต้องการ แล้วแม่ชีก็เอาน้ำมานิดหนึ่งให้ท่านทาตา ถามท่านว่าต้องการเห็นอะไร ท่านบอกว่าต้องการเห็นปลาไหลใต้ดิน แม่ชีบอกว่านึกเอา แล้วเอาน้ำแตะตาแบบล้างหน้า ไม่ใช่ต้องหยอดเข้าไปที่ใส่ลูกตา ท่านมองเห็นปลาไหลใต้ดินจริงๆ และต้องการเห็นอะไรก็ได้ ดูมาทางวัดก็เห็นหมด ใครทำอะไรเวลานั้น เห็นและจำได้ เมื่อกลับมาวัดฉันถาม เขารับตามความจริงทุกอย่าง นอกจากตาดีแล้ว เอาทาหู หูก็ดีเสียอีกด้วย

ถามท่านว่า หลวงพ่อเก็บไว้บ้างหรือเปล่าครับ ท่านยิ้มแล้วบอกว่าเรื่องของฉัน พวกเธออย่าสนใจ ตั้งใจทำความดีต่อไปดีกว่า ท่านไม่ตอบตรงๆ เข้าใจว่าคงได้ไว้ ถึงโกหกอะไร ไม่ได้เลย ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อแม่ชีจะให้น้ำทิพย์ ท่านไม่ยอมรับน้ำทิพย์บ่อแรก แม่ชีถามว่า ทำไมไม่เอา มันไม่แก่ ไม่ตายดีนะ ท่านบอกว่าไม่ต้องการตามนั้น และไม่อยากได้น้ำทิพย์แบบไม่แก่ไม่ตาย ตลอดจนตายแล้วทำให้ฟื้นก็ไม่ต้องการ แม่ชีพูดว่า พระบ้าอะไรอย่างนี้ พบของดีแล้วไม่เอา ท่านก็เลยตอบว่า ชีนั่นแหละบ้า จะพยายามฝืนกฎธรรมดา เป็นการถ่วงคนและสัตว์ให้ทุกข์ตลอดกาล ด้วยไม่รู้จักตาย แม่ชีเมื่อถูกศอกกลับแทนที่แกจะโกรธ แกกลับยิ้มยกมือไหว้ บอกว่าเห็นพระมานานแล้วเพิ่งพบพระแท้วันนี้เอง ผีก็มีลูกยอ ใครว่าลูกยอมีแต่เมืองคนรึ เมืองผียังมีเลย ท่านพูดเรื่องน้ำทิพย์บ่อเดียว อีกบ่อท่านไม่พูด พวกที่ไป คนที่สนใจมากที่สุดก็คือพระเขียน แกใกล้จะตาย แต่ไม่ใช่เอาไปแก้ไม่ให้ตาย แกอยากได้เอาไปให้ญาติโยมแก คงจะอยากเล่นโปก็ไม่ทราบ ด้วยเมื่อมองอะไรที่ไหนก็เห็น โปก็ต้องมองเห็นลิ้นที่จะแทงให้ได้เงิน ท่านอาจจะติดอย่างนั้น หลวงพ่อท่านพูดลอยๆ ว่า เขียนเอ๋ย เรื่องเล่นโปเป็นกรรมชั่วนะลูกนะ เราควรช่วยพ่อแม่ด้วยให้ทำความดี ไม่ใช่จะมาขอน้ำทิพย์เทวดาไปให้พ่อแม่เล่นโป จะลงนรกนะลูก เพราะเป็นการปล้นทรัพย์สินชาวบ้านโดยเจตนา เป็นอทินนาทานตรงเผงทีเดียว พระเขียนอายเกือบตาย เรื่องกิเลสมันไม่ย่อย ตัวจะตายอยู่แล้วไม่ห่วงตัว มันแกล้งสอนให้ห่วงพ่อห่วงแม่ มันแน่จริงๆ


อยากเห็นฤาษีและแม่ชี

บรรดาฤาษีทั้งหลาย ฤาษีปลอมที่เคยใช้นามว่า ลิงหน้าพลับพลา ตอนนี้มาเรียกฤาษีปลอม พวกลูกหลานจะแปลกใจ คิดว่าคนละพวก คือ คณะธุดงค์ เรียกอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปเรียกโยคีอย่างสำนักปฏิบัติเลย มันขัดหูอย่างไรชอบกล เมื่อทุกคนทราบเรื่องต่างก็อยากพบฤาษีและแม่ชี หลวงพ่อบอกว่า เดี๋ยวก่อน ถามเขาก่อน ท่านยืนก้มหน้า แต่ไม่หลับตาสัก 2 นาที ท่านบอกว่า เขาให้พบได้ แต่พวกแกอย่าโลภนะ ถ้าโลภจะมีอันตราย คณะธุดงค์ต่างก็รับคำ และกำหนดอารมณ์ไม่อยากได้ไว้ หลวงพ่อท่านสวดอะไรไม่ทราบ ฟังไม่ชัด ท่านว่าเบาๆ หรือบ่นก็ไม่รู้ พอท่านบ่นเสร็จก็ปรากฏศาลาแม่ชี ห่างไปอีกหน่อยหนึ่งมีศาลาฤาษี แม่ชีและฤาษีเห็นบรรดาลิงหน้าพลับพลาเข้าต่างก็ยิ้มให้ ท่านฤาษีมาพบ บรรดาฤาษีลิงทั้งหลายเข้าวิ่งเข้ากอดทันที ท่านถามว่าจำกันได้ไหมเพื่อน เล่นเอาบรรดาลิงหน้าพลับพลาทำหน้า ล่อกแล่กเป็นลิงจริงๆ ไปตามๆ กัน ต่างก็สงสัย เสียงหลวงพ่อปานร้องมาว่าใช้อตีตังสญาณซิลูก ทุกท่านต่างองค์ต่างก็ใช้ญาณทันที ไม่มีเวลาที่จะต้องเสีย เพราะเขาคล่องกันแล้ว พอนึกก็ใช้ได้ ไม่อธิบายเรื่องฌานและญาณนะ เพราะหนังสือคู่มือมีแล้ว ใครไม่มีก็หาเอาเอง มัวอธิบายช้า ความรู้จริงก็ปรากฏ ท่านฤาษีองค์นั้นก็คือเพื่อนเก่าของบรรดาลิงหน้าพลับพลาในชาติอดีตนั่นเอง ขณะนี้เป็นพรหมอยู่ชั้นที่ 8 เพิ่งรู้เรื่องคราวนี้เอง ลิงกับพรหมหรือลิงอดีตพรหมกับพรหมปัจจุบัน ต่างก็คุยกันจ้อเลย ไม่ได้คิดว่าเพื่อนเป็นผี

เมื่อมองมาดูแม่ชี ต่างก็ทราบว่าแม่ชีคืออดีตญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ หรือผู้ใหญ่ที่เคยอุปถัมภ์มาก่อนนั่นเอง เมื่อคุยกันพอควรก็ถามถึงภาวะพรหม ไม่ใช่คุยเรื่องรัก โรงแรม โรงสุรา คุยกันตามภาษาพระที่ประสงค์สุข เมื่อคุยเสร็จ หมดเรื่องหรือไม่หมดก็ตาม หลวงพ่อท่านเตือนว่าจะค่ำแล้ว เลิกคุยกันเสียที เมื่ออยากคุยก็เข้าฌานไปคุยกัน ท่านเพื่อนก่อนจะลาลิงอดีตพรหมก็ตักเตือนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติหลายอย่าง แล้วก็ชี้มาที่หลวงพ่อปานว่า องค์นี้มีบุญมาก จะหมดเขตปฏิบัติอยู่แล้ว ต่อไปจะได้พักรอการบรรจุเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แกพูดแล้วแกก็ยกมือไหว้หลวงพ่ออย่างนอบน้อม พวกเราก็พลอยกราบหลวงพ่อกันอีก เรียกว่ากราบตามช้าง แต่มันเป็นความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่ตามแกเพราะเห็นแกกราบ

เมื่อทราบความจริงที่ไม่เคยทราบมาว่า หลวงพ่อจะหมดกิจ มันหาที่ฟังยากจริงๆ ความดีใจก็คล้ายคนถูกหวย ไม่คิดว่าจะรวย พอมารวบปุปปัปเข้าอย่างไม่รู้ตัว มันก็ต้องดีใจมากเป็นธรรมดา ดีไม่ดีเกิดคิดว่าตัวเป็นเทวดาเอาอย่างไม่ยาก เรื่องความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในตัวหลวงพ่อก็เหมือนกัน เมื่ออยู่วัดคิดว่าท่านเท่านี้ พอออกป่ากับท่านก็พบท่านเข้าอีกจังหวะหนึ่ง ชักเอะใจมาคราวหนึ่งแล้ว เมื่อมาพบท่านพรหมบอกเข้าอย่างนั้นก็เกิดดีใจจนบอกไม่ถูก ต่างก็กราบกันด้วยความเลื่อมใสแท้ไม่ใช่ขี้ตามช้าง คือ กราบตามพรหม ฝ่ายแม่ชีก็บอกว่าเสียใจนะคุณที่ถวายน้ำทิพย์ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา ถามว่าเมื่อไรจะถึง อีกกี่ปี แกตอบว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตทุกองค์ไม่ต้องหวัง เพราะเป็นของเฉพาะพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมี สมบูรณ์ในการฝึกฝน คนอื่นเอาไปจะลำบาก ชาวบ้านชาวเมือง แต่ทว่าแกเมตตา ทาตาให้ทุกองค์ บอกว่าระยะเดินทางธุดงค์จนถึงกลับวัด จะได้ผลตลอดเวลา เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะหมดอำนาจความเป็นทิพย์ แต่จะแบ่งโอกาสใช้ได้คือ เวลาไหนจะใช้ญาณ เวลาไหนจะใช้น้ำทิพย์ จงอย่าใช้น้ำทิพย์เสมอไป ญาณจะเสื่อม ถ้าสงสัยญาณจงนึกถึงน้ำทิพย์ น้ำทิพย์จะช่วยบอกให้หายสงสัย

เป็นอันว่าคณะลิงหน้าพลับพลามีโชคมาก ในระยะธุดงค์มีกำลังการเห็นได้ดี ใช้คู่ไปเสมอ พยายามใช้ญาณให้มาก แล้วสอบด้วยการระลึกถึงน้ำทิพย์ ถ้าเมื่อใช้น้ำทิพย์เห็นว่าญาณพลาด เป้าหมาย ก็ใช้สมาธิในอาโลกกสิณให้หนัก ใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณช่วยให้หนัก เป็นอันว่ามีเครื่องมือทดสอบดีมาก อะไรก็ได้ ใกล้หรือไกล ตายแล้วหรือยังไม่เกิด เรื่องของตนเองหรือคนอื่น คน สัตว์หรือสถานที่ นรก สวรรค์ พรหม หรืออะไรดีเอ่ยที่อารมณ์วิปัสสนาช่วยไปไม่ได้ ก็ดูได้หมด ดีจริงๆ เล่นเอาคณะลิงหน้าพลับพลามีกำลังฌานและญาณแก่กล้าขึ้นไม่น้อยเลย เมื่อสั่งเสียกันเสร็จ สองผีก็หายไป คณะธุดงค์ต่างก็กลับเข้ากลด เรื่องเขาวงพระจันทร์ตอนนี้ก็พักเสียที ด้วยเหนื่อยแล้ว วันต่อไปถ้าลูกหลานยัง ไม่เบื่อ ฟังกันใหม่ ขอลูกหลานทุกคนจงเป็นผู้มีโชคดี มีวาสนาบารมี มีความสุข ทันศาสนาพระศรีอาริย์ด้วยกันทุกคนเถิด สวัสดี

วันนี้ตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม 2514 วันนี้ฉันมาสายไป ด้วยร่างกายฉันมันไม่ดี ความจริงมันก็เป็นไปตามสภาพของมันเอง มันขึ้นแล้วก็ลง และพยายามลงเรื่อยๆ ไปจนไม่มีที่ลง คือตาย ฉันมันยุ่งไปเอง คิดว่าจะงดคุยกับลูกหลานสักวัน ก็เป็นห่วงเรื่องที่พูดไว้เมื่อวันที่ 5 มันมีเรื่องคลุมเครืออยู่ คือเรื่องน้ำยาทำให้ตาทิพย์ ฉันคิดว่าลูกหลานที่รับฟังคงจะสงสัยว่าเขาทำด้วยอะไร ฉันเองฉันก็สงสัยเหมือนกัน ฉันก็ถามหลวงพ่อปานท่านว่าเรื่องน้ำยาทำให้ตาทิพย์นั้นเขาเอาอะไรมาผสมครับ เวลานี้มีเหลือบ้างไหม กระผมอยากได้ไว้ใช้บ้าง หลวงพ่อท่านหัวเราะชอบใจ ท่านพูดว่า เจ้าลิงดำ เอ็งเป็นลิงตลอดกาล เมื่อมาเกิดเป็นคนแล้วทิ้งความเป็นลิงมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยลิง เอ็งสงสัยข้าจะบอกให้ ส่วนผสมน้ำยาทำให้ตาทิพย์ก็คือ ตอนนี้ลูกหลานตั้งใจฟังให้ดี จะได้น้ำยาตาทิพย์กันแล้วจำไว้ ใครไม่แน่ใจว่าจะจำได้จงจดไว้กลับไปที่พักรีบหาสมุนไพรมาผสมรีบทำ จะได้มีตาเป็นทิพย์ ยาขนานนี้มีส่วนผสม 2 อย่างคือ อย่างธรรมดา และอย่างพิเศษ อย่างธรรมดาเห็นไม่ใคร่ถนัด อย่างพิเศษใช้งานได้ดีมาก แต่ราคาแพงหน่อย คอยฟังนะจะบอกให้จดและจำไว้ จดแล้วจำรีบปรุงจะได้ใช้ทันที


ส่วนผสมน้ำยาที่ทำให้ตาทิพย์ขนาดปกติ

1. ระงับอารมณ์ที่กังวลเสียให้หมด
2. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา
3. ระงับอารมณ์ให้ว่างจากนิวรณ์ 5 คือ ไม่สนใจกับรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่ติดใจ นี้เป็นประการที่ 1 ประการที่ 2 ไม่จองล้างจองผลาญใคร คือไม่ขังอารมณ์ไม่พอใจไว้ ให้อภัยเสมอ ประการที่ 3 ไม่ปล่อยอารมณ์ให้ง่วงเหงาเคลิบเคลิ้มเมื่อทำสมาธิ ประการที่ 4 รักษาอารมณ์ที่คิดว่าจะรักษาไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ปล่อยให้อารมณ์อื่นมารบกวน ประการที่ 5 ไม่สงสัยผลในการปฏิบัติอย่างนี้ว่าจะมีผลหรือไม่มี ทำตามท่านว่า ก็เชื่อว่ามีผล
4. ต่อไปทำใจให้คุ้นเคยกับพรหมวิหาร 4 รักษาอารมณ์ให้อยู่ในพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ
5. นำกสิณ 3 อย่าง เอาอย่างเดียวใน 3 อย่าง คือเตโชกสิณ เพ่งไฟ โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง เอามาเพ่งตามแบบ จนนับนิมิตได้ในระดับดี ดูคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานหรือวิสุทธิมรรคประกอบ เมื่อได้นิมิตแล้วก็คลายนิมิตกำหนดใจเพื่อเห็น (เห็นทางใจ) คือมีความรู้สึกเหมือนเห็น จะเห็นอะไรก็ได้ขอเห็นแทนนิมิต

ห้าอย่างนี้เป็นเครื่องสมุนไพรที่เอามาผสมเป็นยาทาตาให้มีตาทิพย์เรียกว่ายาธรรมดา ใครๆ ก็หาใช้ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2011, 18:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ยาตาทิพย์ขนานพิเศษ

ยาขนานนี้หายาก เพราะเป็นยาเทวานุภาพที่ท่านคณะธุดงค์ได้เป็นพิเศษ เมื่อท่านได้เจ้าของยาให้ใช้ได้เพียงระยะอยู่ในภาวะธุดงค์ พอกลับวัดก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้ ได้พบคณะท่านถามท่านว่าหลังจากได้ยาแล้วเป็นอย่างไร ท่านบอกว่ามันคล่องและแจ่มใสมาก ญาณต่างๆ สดใสบอกไม่ถูก ทวนเกิดทวนตายได้อย่างสบาย ภพต่างๆ ที่ผ่านมา เคยเกิดกี่วาระ ตายเท่าไร เกิดเท่าไร มันตายเท่านั้น ไม่มีใครเกิดมากกว่าตาย หรือตายมากกว่าเกิด ไม่อยากขัดคอท่าน ท่านบอกว่าตกนรกกี่ชาติ เป็นสัตว์กี่ชาติ กี่ประเภท เป็นเปรต อสุรกาย เป็นผีสัมภเวสี เป็นคนรวย คนจน คนมีวาสนามาก วาสนาน้อย เป็นเทวดา พรหม กี่ครั้ง กี่วาระ มันเห็นได้สดใส จริงๆ แบบนี้สิที่พยายามถามหลวงพ่อท่าน เพราะอยากได้บ้าง ขี้เกียจตั้งท่านิมิตกสิณ ท่านบอกว่าขนานนี้หาได้ 2 วิธี คือ

1. ถ้าอยากจะทำให้ได้ ให้มีเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยปรุง ให้สะดวกสบายในการใช้ และการใช้ยาก็ไม่กำหนดเวลา จะใช้เมื่อไรก็ได้ไม่มีใครบังคับ ทำไม่ยาก คือเมื่อขณะมีชีวิตอยู่ สร้างทิพยจักษุญาณให้มีให้เกิดขึ้นเอง เมื่อมีแล้วเกิดแล้วก็ตายไปเป็นธรรมดา หรือพรหม จะมีตาเป็นทิพย์แจ่มใส เห็นอะไรก็ได้ ไม่มีใครบังคับ

2. เมื่อไม่ต้องการแบบนั้น ต้องการแบบที่คณะธุดงค์เขาได้กัน ต้องเร่งรัดสร้างความบริสุทธิ์ของจิตให้มากจนเทวดาเขาเห็นสมควร เขาจะสงเคราะห์ให้เห็นเองตามที่เขาจะสงเคราะห์ แบบนี้ไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่ใช่สมบัติของเรา

ฟังแล้วไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย เรื่องฝึกกสิณเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนที่ท่านว่าสร้างเองให้ดีต้องตาย ตอนนี้ไม่มีเรื่อง เป็นอันว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่อง เลยถามท่านใหม่ว่า น้ำทิพย์ที่เทวดาผู้หญิงให้หลวงพ่อและพระธุดงค์ใช้ มันเกิดมีได้อย่างไร ท่านบอกว่าไม่มีน้ำทิพย์ น้ำเทิบอะไรหรอก เป็นเรื่องของเทวานุภาพ เขาทำให้เราเห็นอย่างนั้นเอง ถ้าคนเมากิเลสเขาไม่ทำให้ดู เขาทดลองใจว่าคณะธุดงค์จะเป็นพระ หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือเป็นเปรต ตอนนี้สงสัย ถามท่านว่าเป็นพระอย่างไรครับ ท่านตอบว่าเราไปธุดงค์เพื่อทำตนให้เป็นพระ คือมุ่งละกิเลส พระธุดงค์ทุกองค์ต้องคิดและปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าไปอยากได้ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือหลงกามารมณ์ มันก็ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่พระแล้ว อย่างเบาก็เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หนักนิดก็เป็นเปรต หรือมิฉะนั้นก็เป็นสัตว์นรกไปเลย เมื่อเขาเห็นเราไม่อยากได้ เขาก็เห็นว่าเราดีควรที่เขาจะสงเคราะห์เพื่อให้สะดวกแก่การฝึกอารมณ์ เขาก็หาให้ อ้ายที่ทานั้นไม่มีน้ำมีท่าอะไรหรอก เขาทำให้เป็นน้ำหลอกเด็กเท่านั้นเอง ที่แท้แล้วเวลาที่เราต้องการรู้ เมื่อนึกถึงน้ำทิพย์ เขาใช้กำลังเขาช่วยให้เห็น พวกแกฟังเรื่องไม่เข้าใจเรื่อง คิดว่าเทวดาเอาน้ำทิพย์มาให้อย่างนั้นหรือ มันไม่ตรงกับความจริงของเรื่องเลย

ตอนนี้เป็นอันว่าพอเข้าใจหน่อยแล้วว่า ที่เทวดาทำให้คณะธุดงค์เห็นเป็นบ่อน้ำ แกทำบ่อหลอกเด็ก ความจริงพระก็เหมือนเด็ก และเป็นเด็กประเภทเด็กเล็กเสียด้วย เล็กขนาดยังโกนหัวอยู่เลย เวลาขึ้นรถเมล์ รถไฟ เขาเก็บเท่าเด็ก แต่กินอาหารมีเวลาน้อยกว่าเด็ก คือ กินได้แค่เช้ายันเพลหรือเที่ยง ถ้ากินได้ตลอดวันเหมือนเด็กจะดีมาก เรื่องตาทิพย์เพราะน้ำทิพย์ขอผ่านไปนะ วันนี้ดูเรี่ยวแรงฉันมันน้อยๆ ต่อไปคุยอยู่กับหลานได้วันละไม่กี่นาที เพราะดูท่าทางไม่ใคร่สบายกาย แรงมันเพลียลงไป คุยตามแรงแล้วกันนะ เรื่องที่เล่าให้ฟังก็ดูท่าจะยากเกินไป จะขอสรุปให้สั้นลงและจบให้เร็วเข้า ถ้าเล่าให้ฟังละเอียดเข้าใจว่าคุยกันวันละชั่วโมง 2 ปี คงยังไม่จบ คนฟังจะแย่ เอากันแบบย่อๆ ดีกว่า ที่เห็นว่าควรเว้นก็เว้นเสีย ด้วยฉันเป็นคนแก่มีเรื่องพูดมาก ปกติคนแก่ก็ขี้บ่นอยู่แล้ว คนที่บ่นเป็นคือคนที่มีเรื่องพูดมากนั่นเอง


คณะธุดงค์ออกเดินดง

ตอนนี้จะขอตัดเรื่องยืดยาด เล่าแต่เรื่องลัดๆ เมื่อออกจากเขาวงพระจันทร์แล้วก็มุ่งไป พระแท่นศิลาอาสน์ พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าป่าชัฏมุ่งไปเชียงตุง มันตุงหรือไม่ตุง ฉันไม่รู้ ท่านเข้าป่าตลอดกาล ออกจากเขาวงพระจันทร์ไม่เคยเห็นหลังคาบ้านเลย แม้พรานป่าก็ไม่พบ เสียงหมาชาวบ้านเห่าก็ไม่ได้ยิน มันป่าชัฏจริงๆ ขณะเดินทาง หรือพักท่านให้สมาทานตายตลอดเวลา คิดตายเดี๋ยวนี้เสมอก็สบายใจดี เมื่อเข้าป่า คิดว่าชมสวนสัตว์ชั้นดีกันก็แล้วกัน เสือ ช้าง และสัตว์ป่า ทุกประเภทเท่าที่จะพบ แกไม่เคยสนใจนักธุดงค์ เดินหลีกกันไปแล้วก็หลีกกันมา คณะท่านธุดงค์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า

วันหนึ่งพบช้างโขลงประมาณ 50 เชือก กำลังดึงใบไม้กิน เห็นเจ้าสีดอยืนมองอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้แกก็คุกเข่าชูงวงขึ้นเหนือหัว ลูกน้องเห็นลูกพี่ทำอย่างนั้นก็ทำตามเหมือนกันหมด หลวงพ่อท่านถามว่า พ่อปู่ ที่นี่มีที่ไหนร่มรื่นพอที่พระจะพักสบายบ้าง พอหลวงพ่อพูดจบ แกก็ลุกขึ้นและเดินนำทาง เดินไปได้ประมาณ 300 เมตร ก็พบต้นไม้ใหญ่สาขามาก ร่มรื่น มีบ่อน้ำใสสะอาดมาก แกเอางวงชี้แล้วแกก็คุกเข่าชูงวงไว้เหนือหัว เสร็จแล้วแกก็กลับ คณะพระธุดงค์สงสัยว่าแกทำไมรู้มากนัก และเคารพตลอดเวลา หลวงพ่อท่านบอกว่าช้างเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อสงสัยท่านเลยให้สอบสวนด้วยอำนาจอตีตังสญาณทันที เป็นอันว่าถึงที่ใดที่มีความสำคัญ ท่านให้คณะของท่านตรวจสอบด้วยอำนาจญาณ ดูสถานที่ว่ามีบ้านเมืองไหนสำคัญอย่างไร คนและสัตว์สมัยนั้นไปไหนกันหมด เป็นการฝึกการใช้ญาณและวิปัสสนาญาณกันตรงๆ


คณะสหายเก่าติดตามตลอดเวลา

คำว่าสหายเก่าก็คือลิง มีลิงป่าฝูงหนึ่ง ประมาณ 30 ตัว ติดตามตั้งแต่พระพุทธบาทเป็นต้นไป ตลอดจนคณะธุดงค์กลับวัด เมื่อเข้าเขตสระบุรีแกจึงแยกกลับที่เดิมของแก ลิงฝูงนี้มีลิงค่อนข้างเผือกคือ ไม่ขาวจัดอยู่ตัวหนึ่ง ใหญ่กว่าลิงตัวอื่น เป็นนายฝูง ติดตามตลอดเวลา และลิงฝูงนี้แปลก มีความเป็นห่วงมาก ถ้าพวกแกไปหาผลไม้มาได้มักจะเอามาแบ่ง เพียงมะม่วงผลเดียวแกเอามาแบ่งออกไปเป็น 6 ชิ้น แบ่งให้พระองค์ละชิ้น แกเอา 1 ชิ้น สิ่งที่เจ้าลิงเล็กชอบใจมากก็คือหัวพระ พวกพระหัวโล้น เมื่อพระนอนตอนกลางวันและลิงใหญ่เผลอ เจ้าตัวเล็กๆ มันจะแอบมาด้านหัว เอามือจับหัวพระแล้วแกก็จะจับหัวแก ลูบๆ หัวพระ แล้วลูบหัวตัวเอง แกคงจะสงสัยว่าเจ้าลิงพวกนี้ทำไมหัวล้านหมด เห็นจะเป็นเพราะลิงมันลูบหัวเล่นคราวนั้นกระมัง

คณะธุดงค์ที่ไปคราวนั้น ต่อมาเมื่ออายุเลย 50 ปี กลายเป็นคนหัวล้านไปตามๆ กัน หัวล้านนี่ความจริงเขามีทำเนียบของเขา คือ มีขึ้นทำเนียบไว้ 7 อย่าง คือ (1) ล้านทุ่งหมาหลง (2) ล้านดงช้างข้าม (3) ล้านง่ามเทโพ (4) ล้านชะโดตีแปลง (5) ล้านแร้งกระพือปีก (6) ล้านจะหลีกขวานฟาด (7) ล้านราชครึนเครา (มีเครามาก) ทีนี้ล้านคณะธุดงค์ที่อาศัยลิงลูบคลำเล่นน่าจะจัดเข้าทำเนียบ แต่ไม่ผสมกับใคร ตั้งเป็นคณะอีกคณะหนึ่ง คือ ล้านลิงลูบ เพราะอาศัยลิงลูบคลำเล่นจึงล้าน เรื่องหัวล้านขอผ่านไป มาคุยกันเรื่องอื่นต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


พบพระอภิญญาในป่าลึก

เมื่อรอนแรมกันไปตามอารมณ์ กลางป่ามีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือเสียงดนตรี ไม่ทราบว่ามีมาจากไหน มันเป็นเสียงเพลงไทยธรรมดานี่เอง มีให้ฟังทุกวัน ฟังชัดมากเหมือนกับเรานั่งอยู่ติด วงดนตรี นี่เป็นคำบอกเล่าของคณะธุดงค์ทุกท่าน บางวันแอบมีกลองยาว เสียงโห่ เสียงยั่ว แก้กลุ้ม บางขณะก็เป็นเครื่องสายมโหรีปี่พาทย์ใหญ่วงใหญ่ เป็นอันว่ามีทุกวัน เสียงร้องส่งเป็นเสียงผู้หญิง ฟังหวานแจ๋วคล้ายน้ำตาลเมืองเพชร มันหวานจริงหรือเปล่าไม่รู้ น้ำตาลเมืองเพชรนี่ ว่ามันเรื่อยไปตามเขาว่าอย่างนั้นเอง บางขณะที่เดินไปก็มีคนเอาทรัพย์ใต้ดินออกมาอวด ท่านที่รับฟังอาจจะสงสัยว่า เมื่อสงสัยเสียงดนตรีหรือน้ำทิพย์ปลอมทำไม ไม่ตรวจด้วยญาณ ท่านตอบกับฉันตามที่คิดว่า ทุกคนจะสงสัยเหมือนกัน เพราะฉันก็สงสัย ท่านบอกว่าท่านตรวจ เมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นเครื่องดนตรีคณะเดิมของท่านเองที่ท่านสร้างสมบารมีไว้เดิม คณะดนตรียังเป็นนางฟ้าเทวดากันอยู่ เขาเห็นเจ้านายเก่าเข้าอยู่ในป่าเกรงว่าจะเหงาเลยเอามาบรรเลงให้ฟัง

เรื่องเสียงดนตรีนี้ หลวงพ่อท่านเตือนว่า ฟังแล้วอย่าติดเสียงจงจำเสียงที่เกิดขึ้นและขาดไปให้ทราบว่ามันเป็นอนิจจัง เขาตีมันดัง พอหยุดตีมันไม่ดัง เมื่อหยุดตีแล้วไปคลำหาเสียงคิดว่ามันหล่นอยู่ตรงไหนก็หาไม่พบ ท่านว่าตรงนี้มันเป็นอนัตตา เอาซิ ลองเล่นกับพระแก่ซิ พ่อจับอะไรได้เป็นสมถวิปัสสนาไปหมด อย่างนี้บารมีจะไม่เข้มข้นจะทนไหวหรือ พวกเราเอาตรงไหนเป็นสมถะและวิปัสสนา เอาตรงหนังสือ หรือเอาตรงที่ครูบาอาจารย์ว่า หรือเอาที่เนื้อหนังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จับไม่ตรงจุดดี ขี้ติดมือเหม็นนะจะบอกให้ เลือกจับเอาตรงที่ดีจึงจะได้ดี จับอย่างหลวงพ่อท่านจับนั่นแหละดี ของท่านมีประโยชน์จริงๆ เรื่องวิพากย์วิจารณ์ผ่านไป ไปพบพระกันเลยดีกว่า เรื่องก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากท่านแสดงปาฏิหาริย์โชว์ให้ดูเท่านั้นเอง ก็วันนี้มันหมดเวลาแล้ว เขามาตามฉันข้าว ไปฉันข้าวก่อนนะ ตอนกลางวันถ้าว่างงานจะมาคุยใหม่ ถ้าไม่ว่างก็รอฟังวันต่อไป

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ 27 มกราคม 2515 คิดว่าลูกหลานคงจะคอยฉันมาหลายวัน เพราะหลังจากวันที่ 6 ธันวาคมมาแล้ว ฉันก็พูดอะไรไม่ได้อีก ทั้งนี้เพราะว่าในตอนต้นๆ พูดมาหลายวันแล้ว ไอ้การพูดมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดแล้วก็บันทึกเป็นตัวหนังสืออันนี้ฉันทนไม่ไหว เอาแต่เพียงที่ฉันจำได้ ไอ้ที่ฉันจำไม่ได้น่ะฉันจะไม่เล่าให้ฟัง เรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ฉันรู้เรื่องท่านมาก แต่ว่ามากเท่าที่ฉันจะรู้เรื่องได้ แต่ไอ้เกินวิสัยหรือไอ้ที่ไม่รู้ก็ไม่เล่าให้ฟัง เห็นว่าปฏิปทาบางอย่างหรือหลายอย่างของท่านไม่เหมือนกับพระในปัจจุบัน แต่ว่าพระในสมัยท่านเองก็เหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ค่อยจะเหมือนกัน เพราะว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์มีความมุ่งหมายต่างกัน

สำหรับหลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี่ ปกติท่านมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เวลาบำเพ็ญกุศลแต่ละครั้งท่านประกาศท่ามกลางประชาชนว่า ขอผลบุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำแล้วจงสำเร็จแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเถิด นี่ฉันพูดไปบ้าง ก้ำเกินไปบ้างก็อย่ารำคาญนะ เพราะว่าฉันฟื้นจากตายถือว่าครูบาอาจารย์ของเราดีกว่าคนอื่นไปทั้งหมด นั่นใช้ไม่ได้เหมือนกันนะ ต้องคิดว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์ ของแต่ละบุคคล ก็ย่อมมุ่งดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าใครเขาจะมุ่งเอาดีกันตรงไหน เพราะดีมันมีหลายสิบดี ดีฝ่ายสมถะมีถึง 40 ดี แล้วก็ดีฝ่ายวิปัสสนาก็มี 4 ดี คำว่าดีฝ่ายสมถะมี 40 ดี ก็เพราะว่าวิธีฝึกสมถกรรมฐาน การกระทำใจของตนให้เป็นสมาธิมี 40 แบบ

พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ 90 แบบ 40 อย่าง ให้แต่ละบุคคลต่างเลือกกันเอา เลือกกันปฏิบัติว่าอย่างไหนมันจะดี อย่างไหนเราจะชอบใจ ในที่สุดผลที่จะได้ก็เหมือนกัน สิ่งที่จะได้คือ จิตเป็นสมาธิ มีอารมณ์ตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์เป็นกุศล มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ อันนี้เรียกว่าถึงดีเหมือนกัน รวมความว่าท่านจะทำแบบไหนของท่านก็ตาม หรือบุคคลใดจะทำแบบไหนของตนก็ตาม ชื่อว่าทำดีทั้งนั้น ถ้าเขาทำดี ถูกดี ตรงดี พอเหมาะกับความดีเป็นใช้ได้ สำหรับด้านวิปัสสนาญาณ มีอยู่ 4 ดี ก็เพราะวิปัสสนาญาณมีผลอยู่ 4 ประการ คือ

(1) สุกขวิปัสสโก
(2) เตวิชโช
(3) ฉฬภิญโญ
(4) ปฏิสัมภิทัปปัตโต

แต่ว่าแต่ละอย่างล้วนแล้วมุ่งความเป็นอรหันต์เหมือนกันหมด แต่ว่าความรู้พิเศษไม่เท่ากัน ความมุ่งหมายของแต่ละท่านคือหมดกิเลส อย่างนี้เรียกว่าทำดีเหมือนกัน เรียกว่าพระแต่ละองค์ คนแต่ละคน ล้วนมุ่งหมายแต่ความดี แม้ฆราวาสก็เหมือนกัน ใครจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นข้าราชบริพารขนาดหนักขึ้น ระดับสูงขนาดไหนก็ตาม หรือว่าจะเป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ทุกคนมีความประสงค์กันเพียงดี ถ้าจะเป็นอะไรก็ตาม จะรวยเท่าใดก็ตาม ถ้ามีใครเขาว่าไม่ดี เราไม่ชอบ แต่ว่าจะเอาดีกันตรงไหน

นี่เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจะพอใจ เอาละเรื่องนี้ขอผ่านไป ลูกหลานเอ๋ย หลวงตาหลวงปู่น่ะเป็นคนแก่นะ มันแก่มากแล้ว แล้วก็ใกล้ตายเต็มที ความจริงไม่ใช่ใกล้ตายหรอก เป็นคนเดนตาย ตายมาแล้วจริงๆ ถึง 4 วาระ หลังจากพูดในคราวก่อน มาหยุดลงแค่วันที่ 6 ธันวาคม 2514 แล้วนี่พอจะมาเริ่มวันที่ 27 มกราคม 2515 วันนี้มันหนาวเหลือเกิน ลูกหลานเอ๋ย ป่าเมืองอุทัยนี่หนาวมาก วันนี้หลวงตา หรือว่าหลวงพ่อ หลวงปู่ของหลาน หรือว่าของลูกทั้งหลายที่กำลังพูดอยู่นี่ ที่ทุกคนสถาปนาให้จะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม แต่ว่าฉันเองนึกว่าฉันเป็นตำแหน่งหลวงตาที่กำลังจะตาย แล้วก็ตายอยู่ทุกวัน หลังจากวันที่ 6 ธันวาคม 2514 มาแล้ว ฉันพูดถึงวันนั้น ฉันเลยพับฐาน อาการที่มันเป็นขึ้นมาคล้ายอาการตายครั้งที่ 3 ไม่ผิด มันเหมือนกันทุกแบบ อาการเป็นเหมือนกัน เวลาเป็นเท่ากัน ฉันเลยคิดว่าเอ นี่ฉันทำไม่ไหวเสียแล้วนะ ฉันคิดในใจว่าเรื่องราวที่ฉันจะเอาเรื่องหลวงพ่อปานมาเล่าให้ลูกหลานฟังมันจะจบกันลงแค่นี้เสียกระมัง คือ หมายความว่าไม่ใช่เรื่องจบ แต่คนพูดจบ หมายความว่าคนพูดมันกำลังจะตาย เวลาใกล้จะ 2 ทุ่ม ไอ้ 2 ทุ่มนี่ก็ 20 นาฬิกานะ ไอ้ฉันน่ะมันเป็นคนวัด ลูกหลานจำไว้ด้วยนะฉันเป็นคนวัด วัดนี่เขาเรียกทุ่มเรียกโมงกันตามภาษาโบราณ

วันนี้จะเล่าอาการที่มันเป็นหลังจากวันที่ 6 ธันวาคม 2514 ให้ฟัง อาการทางร่างกายเหมือนการตายครั้งที่ 3 ทุกอย่าง เวลาใกล้จะถึง 2 ทุ่มคือ 20 นาฬิกา อาการเสียดอาการจุกปรากฏชัด บางครั้งฉันนำนักปฏิบัติเขาเจริญพระกรรมฐานแล้ว ทุกครั้งในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน ฉันรักและเคารพท่านมาก ฉันก็ต้องบวงสรวง การบวงสรวงหรือการชุมนุมเทวดานี่น่ะ นักปราชญ์คนไหนที่เขาว่าไม่เป็นเรื่องเป็นราว ฉันก็ตามใจเขา ฉันไม่ว่าอะไรเขาหรอก เพราะว่าเขาว่าอย่างนั้นมันเป็นความเห็นของเขา แต่ทว่าสำหรับฉันนี่ซิ ฉันต้องทำ เพราะว่าฉันบวงสรวงทุกครั้ง จะเชิญใครก็ตาม ฉันเห็นท่านมาทุกที เวลาชุมนุมเทวดา ฉันตั้งใจจับเอาตั้งแต่พระนิพพานลงมา ไปจนกระทั่งถึงภูมิเทวดา ฉันก็เห็นท่านมาครบนี่ นี่เป็นเรื่องของฉันนะ

มันเป็นเรื่องของปัจจัตตัง คือว่าคนทำจะเห็นเอง ที่พระพุทธเจ้าตรัส ในเมื่อฉันเห็นของฉันนี่นะ มันจะเห็นตรงหรือเห็นไม่ตรงก็ตาม จะเห็นถูกหรือเห็นผิดก็ตาม แต่ฉันเห็นของฉัน ฉันก็ทำของฉัน ฉันเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องปรัมปราหรือเรื่องที่ไร้ประโยชน์ แล้วท่านที่มาบางครั้งฉันพูดของฉัน คุยกันได้เหตุได้ผลทุกอย่าง แม้แต่เหตุที่จะพึงปรากฏแก่บุคคลใด หรือว่าลูกหลานทั้งหลายที่อยู่ใกล้บ้างไกลบ้าง อยู่ถึงกรุงเทพฯ บ้าง พิจิตรบ้าง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี นี่บางทีฉันถามท่านว่า คนนั้นเป็นอย่างไร คนนี้เป็นอย่างไร ท่านก็ตอบให้ฟังคราวนี้

หลังจากวันที่ 6 ธันวาคมแล้ว ฉันมีอาการอย่างนั้นทุกอย่าง เวลาที่ฉันนำนักปฏิบัติเจริญกรรมฐาน ฉันบวงสรวง หรือว่าฉันชุมนุมเทวดา ฉันเหนื่อยจริงๆ เคยว่าระยะยาวว่าได้เพียงครึ่งหนึ่ง เหนื่อยแทบขาดใจ ฉันรู้ว่าความตายมาถึงฉัน แต่ทว่าคนที่เจริญพระกรรมฐานร่วมฉันนี่เขาไม่รู้หรอกนะ เพราะว่าฉันเป็นคนมีเปลือกดี คือว่าเปลือกของฉันน่ะใครจะมองให้เห็นไม่ได้ เวลาฉันป่วยไข้ไม่สบายนะ เวลาเครื่องจักรในร่างกายมันยังหมุนไหวหรือว่าเสียงยังดังพอ ฉันก็ทำท่าเบ๊ะบ๊ะๆ ของฉันไปตามเรื่อง แล้วลูกหลานที่รัก ถ้าวันไหนฉันบอกว่าฉันไม่สบายนะ หรือว่าเห็นฉันนอนซมๆ อยู่ก็ตาม

บางทีเสียงฉันก็ดัง เดินกระฉับกระเฉงทุกอย่าง แล้ววันเดียวกันนั่นแหละก็ลงนอนทำตาซึมๆ เวลาคนมา ฉันบอกว่าไม่สบาย จำไว้เลยนะว่าวันนั้นฉันแย่แล้ว เครื่องจักรกลมันหมุนไม่ไหว แต่กำลังใจของฉันดี นี้หมายความว่าคล้ายๆ กับคนมีรถ เครื่องมันดีแต่ตัวถังมันพัง ตัวถังรถมันจะพัง ล้อมันไม่หมุน ยางมันแฟบ ถังมันผุ เครื่องมันจะดียังไง รถมันก็ไปไม่ได้ นี่จำไว้ด้วยนะ อาการของฉันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าฉันจะปกปิดอาการ ฉันถือว่าฉันเข็นตัวของฉันไหว ฉันก็เข็นของฉันเรื่อง

ทีนี้อาการป่วยไข้คราวนั้น พอถึงเวลามันจุกเสียดขึ้นมาพอดี เหมือนกับกับอาการตายครั้งที่ 3 มันเตือนฉันมา 2 วัน คือวันที่ 6 ธันวาคม แล้วคืนวันที่ 7 ธันวาคม หลังจากนั้นฉันก็รู้ตัวว่าฉันจะไปบ้านเก่าแล้ว เมื่อฉันรู้อาการอย่างนี้ฉันก็รีบปลงจิตปลดหมดทุกอย่าง คำว่าปลดของฉัน นี่ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคน ใจดำนะลูกหลานนะ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนใจดำ ฉันรักและสงสารเมตตาปรานีลูกหลานทุกคน ที่ฉันทำตนเป็นคนเลวอยู่เวลานี้ นี่ฉันเลวมากอยู่อย่างหนึ่ง คือว่าเงินที่เขาให้กินให้ใช้น่ะ ฉันเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกเสียหมด

หมายความว่าเขาให้กันอย่างครูนนทา อนันตวงษ์ จ.อุทัยธานี อาจารย์สบสุข ประกอบไวทยะกิจ จ.อุทัยธานี หรือบ้านพลอากาศตรีเสริม สุขสวัสดิ์ ในคณะของท่านมีหลายคน แล้วก็ฉลวย ปิณินทรีย์ จ.พระนคร พร้อมด้วยคณะ แล้วยังมีคุณนิดอะไร คุณอรอนงค์ คุณะเกษม แล้วก็คุณติ๋ว วัฒนี นวพันธุ์ น่ะหลายคนด้วยกัน บ้านท่านเจ้ากรมเสริมน่ะ ที่จริงเขาให้ปีละมากๆ แต่ว่าฉันก็พยายามเป็นคนเลว ใช้เงินผิดประเภท เขาให้กินให้ใช้ แต่ว่าฉันพยายามสร้างนี่ สร้างโน่น สร้างนั่น แล้วเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้เสียหมด จนกระทั่งบางครั้งปรากฏว่าเวลาป่วยไข้ไม่สบาย ฉันไม่มีเงินซื้อยา

จนกระทั่งอีตอนต้นเดือนมกราคมนี้ฉันไปกรุงเทพฯ คุณวัฒนี คุณติ๋ว นวพันธุ์ แกทราบว่าฉันไม่มีสตางค์ซื้อยา แกเลยให้มาเป็นรายเดือนตลอดปี ใส่ซอง เขียนหน้าซอง เขียนประจำหน้าซองเลย ว่าเดือนนั้นเดือนนี้ แกก็ทำของแกดีเหมือนกัน ทีนี้เวลาฉันได้มาแล้วเกรงแกจะดุเอาซิ เดี๋ยวจะเอาของแกไปจิ้มอื่นเสียอีก เดี๋ยวนี้ฉันเลยเอาสตางค์ของแกไปฝากธนาคารออมสิน พอถึงเดือนฉันเบิกมาใช้ตามที่แกสั่ง แต่ทุกคนเขาก็ยังให้มานะ เขาให้กันเยอะ แต่ว่าฉันก็หาเรื่องเอาไปใช้อะไรตามเรื่องตามราว แต่ว่าที่เอาไปใช้นี่เป็นงานก่อสร้างบ้าง งานสาธารณประโยชน์บ้าง แต่ฉันก็ทนต่อการถูกดุถูกว่า

ถ้าใครเขาจะดุเขาจะว่าเรื่องนี้ฉันก็ยอมรับผิด นี่หากว่าฉันเป็นข้าราชการคงจะติดตาราง หรือว่าทำงานบริษัทก็คงจะติดตะรางเพราะใช้เงินผิดประเภท แต่ว่าฉันก็ทนทำ เพราะอะไร เพราะฉันรักลูกรักหลานของฉัน ฉันกินเข้าไปคนเดียวใช้เข้าไปคนเดียวนี่เหลือกินเหลือใช้ ที่เขาให้กินน่ะเหลือกินเหลือใช้ แต่ฉันอยากให้ลูกหลานของฉันนี่น่ะเป็นคนมีทรัพย์มาก แล้วมีทรัพย์อย่างประเสริฐ ทรัพย์อันนี้มีแล้วขโมยลักไม่ได้ ไฟไหม้ไม่ได้ น้ำท่วมทำลายไม่ได้ ทรัพย์อันนี้คืออริยทรัพย์

ฉะนั้น ฉันจึงหาทางทำมันกระจุกกระจิกอย่างที่พระหลายๆ องค์เขาไม่ทำ นี่ในสถานที่ของฉัน ฉันหาเครื่องบำรุงความสุข หาเครื่องบำรุงความสะดวก คำว่าบำรุงความสุขนี่ไม่ใช่หมายความว่าเอาเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาตั้งอะไรมากมายหรอก อะไรที่มันจะให้ความสะดวกทุกอย่าง เงินที่เขาให้มากินข้าวซื้อยานี่น่ะฉันเอาไปทำ บางทีฉันยังไม่ได้มา ฉันก็ต้องไปเชื่อของเขามาก่อน พ่อค้าเขาก็ใจดีเอามาตั้งท่าเข้าไว้

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะฉันกลัวฉันรวย ฉันกันความรวย และลูกหลานก็คงจะคิดว่า เอ๊ะ หลวงตานี่หากินเองไม่ได้นะ เขาให้มาก็ยังจะเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉก น่าจะเก็บสะสมไว้ให้มาก และเวลาที่เขาไม่ให้จะได้มีกินมีใช้ ไอ้อย่างนี้ก็คิดเหมือนกันนะลูกหลานนะ คิดเหมือนกัน แต่ก็คิดว่ามองดูร่างกายของฉันมันมีอยู่อีกไม่กี่วัน นี่ฉันต้องการให้ลูกหลานไปเห็นบ้านฉัน บ้านของฉันที่จะไปอยู่ใหม่มันสวยจริงๆ

ฉันจะพูดให้ฟังนะ มันสวยจริงๆ มีกำแพงรอบๆ 4 ด้าน เป็นแก้วผสมกับทองแพรวพรายประกอบ มีพื้นสีทองประดับแก้วทั้งหมด แล้วมีซุ้มประตู พื้นที่เดินเข้าไปก็เป็นทองผสมแก้ว อาคาร 3 หลังเป็นแก้วแพรวพรายสวยบอกไม่ถูก ข้างในมีแท่น ข้างหน้ามีหอระฆัง พูดถึงความสวยแล้วลูกหลานเอ๋ยบอกไม่ถูก ด้านทิศตะวันออกมีสระโบกขรณี มีแท่นแก้ว มีต้นไม้แก้ว น้ำก็แลดูแพรวพรายคล้ายกับน้ำเพชร มันสวยจริงๆ ในสถานที่นั้นมีความสุขบอกไม่ถูก พอขึ้นไปแล้วมีแต่ความเยือกเย็น มีแต่ความโปร่ง

นี่บ้านของฉันนะ ที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างๆ เกิดขึ้นตามความปรารถนาของใจ และบางครั้งความปรารถนาของใจยัง ไม่ปรากฏ แต่สิ่งนั้นจำจะต้องมี ก็มีขึ้นมาก่อนทันที ไม่เหมือนเมืองเทวดา เมืองเทวดาหรือเมืองพรหมนี่ เวลาจะต้องการเขาต้องคิดเสียก่อน ที่เรียกว่าเนรมิต คิดว่าสิ่งนั้นจงมี สิ่งนี้จงมี แต่ก็เป็นไปตามวาสนาบารมี นี่หมายความว่าวาสนาบารมีมีแค่ไหนคิดเอาได้แค่นั้น แค่ทุนนั่นเอง ถ้าทุนมากก็หาได้มาก ทุนน้อยก็หาได้น้อย

ทีนี้บ้านฉันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ไม่ต้องคิดหรอก บางครั้งพอฉันเดินไป พอคิดว่าจะนั่งตรงนี้ แท่นมันก็มารองตูดทันที ไม่ทันจะคิดหาแท่น บางทีเดินๆ ไปกลางบริเวณคิดว่าตรงนั้นมันเย็นดี ฉันคิดว่าฉันอยากนอนตรงนี้ ก็พอดีที่นอนมันมารองรับทันที ที่นั้นมันมีความสุขความสบายทุกอย่างลูกหลาน (เออ นี่ฉันพูดแล้วมันก็เรอไปด้วย ร่างกายของฉันมันไม่ดี)

นี่แหละ ฉันมีสมบัติอย่างนี้อยู่ข้างหน้า แต่ถ้าหากฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก หมายความว่าเขาให้ค่ายารักษาโรค ทุกคนเสียสละเงินมาให้ฉัน การให้เงินให้ทองนี่นะ มันก็เหมือนการเชือดเฉือนปั้นเนื้อในร่างกายมาให้ไม่ได้ผิดกันเลย เพราะเงินทองของใช้ทุกอย่างที่ลูกหลานให้ฉันมานี่ ถ้าว่าลูกหลานจะเอาไว้มันก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีประโยชน์แก่จิตใจ มีเงินอยู่ ความสบายใจเกิดจากเงินก็มี ทีนี้เวลาร่างกายต้องการอะไร เอาเงินไปซื้อของกินของใช้มันมีความสุข

ฉันคิดว่าเงินที่ลูกหลานให้ฉันมานี่เป็นเลือดเนื้อในร่างกายเชือดให้ฉันมา ฉันมานั่งคิดว่ามาปล่อยให้เงินทองของลูกหลานมาบูดเน่าอย่างเดียว ประโยชน์มันจะน้อยเกินไป ส่วนใดที่มันควรจะเน่า คือ มาหล่อเลี้ยงร่างกายฉันๆ ก็กันเอาไว้เล็กน้อยพอสมควร ถ้ามันเหลือ บางทีไม่ทันเหลือนะ ก่อนจะมากันก็ย่องไปซื้อนั่นซื้อนี่ซื้อโน่น สิ่งที่มันเป็นความสะดวกกับสาธารณชนให้มันเป็นประโยชน์กับสาธารณชนเข้าไว้ ที่ฉันทำอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไร ก็ฉันอยากให้ลูกหลานมีบ้านอย่างฉันน่ะสิ เวลานี้นะ เวลานี้ฉันต้องการให้คนทุกคน ให้ลูกหลานของฉันนี่นะ ไปมีบ้านสวยๆ อย่างนั้น และก็ผลของการอุลุ่ยฉุยแฉกของฉันนี่ก็ปรากฏ

ฉันไปดูบ้านอันดับ 3 ที่เรียกว่าไม่ต้องทำมาหากินมีที่อยู่กัน มีที่อยู่ที่ใช้สบายๆ เพียงแค่นึกอะไรก็ได้ นี่มีบ้านตั้งอยู่ประมาณหมื่นหลังเศษแล้ว ไปถามเขาว่าบ้านใคร เขาบอกว่าบ้านลูกบ้านหลานฉัน ถามว่าบ้านลูกบ้านหลานฉันน่ะเขาทำอะไรไว้ เขาจึงมาตั้งบ้านอยู่แถวนี้ได้ เขาว่าเพราะความอีลุ่ยฉุยแฉกของท่านนั้นแหละ เพราะท่านไม่เอาเงินทองของเขาเก็บไว้ในธนาคาร เอาไว้ซื้อไร่ซื้อนาซื้อทองสำหรับหมั้นสาวๆ ที่ไหน แล้วก็ไม่ตั้งตัวเป็นเศรษฐี

มหาเศรษฐีท่านเอาเงินทองของเขาไปอีลุ่ยฉุยแฉก คือ เขาให้กินให้ใช้เป็นส่วนตัว แต่ท่านก็กลับนำเอาไปเป็นส่วนสาธารณประโยชน์ แล้วเวลาบอกเขาเข้า เจ้าของเขาพลอยโมทนาพลอยยินดีด้วย บ้านทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏ ลูกหลานที่รัก พอฉันเห็นฉันรู้เข้าเท่านั้นแหละ ฉันดีใจเกือบตาย ฉันคิดว่าผลท่านทำอย่างลับๆ ที่ไม่เปิดเผยแก่ลูกหลาน แต่ว่าลูกหลานทั้งหลายก็มีความเป็นห่วงฉัน

นี่หมายความว่าเวลาเขาให้ฉันน่ะฉันก็ใช้เงินเกินตัว มันหมดก่อนระดับเงินที่เขาให้ และฉันก็ใช้ไปแล้ว พอเขารู้ว่าหมดไป เขาก็เอามาให้ใหม่ ยังจะมีนนทา อนันตวงษ์ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต นี่สมัยก่อนเธออยู่ใกล้ นนทาก็ยังอยู่ใกล้ บางทีเธอก็ให้มาแล้วมันเกินกว่าที่ฉันจะใช้หมด แต่ถ้าแผล๊บเดียว ฉันก็เอาไปจิ้มค่าทราย ค่าหิน ค่าไม้เขาเสียหมด ทีนี้เขาอยู่ใกล้ เขาเห็นไม่มี เขาต้องลำบากกัน ฉันก็สงสารเขาเหมือนกันนะ เขาเหนื่อยกัน เขาลำบากกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แต่ฉันคิดว่า

ฉันไม่ได้กวนเขาหรอก เขาเมตตาเขาก็ให้ คนอื่นก็เหมือนกัน อย่างฉลวย พิมพา วาสนา นี่แกเคยเตือนว่า หลวงพ่ออย่าอีลุ่ยฉุยแฉกนักซิ ให้กินให้ใช้ก็เอาไว้กินไว้ใช้ นี่เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ยังพงศ์ คุณากร แกก็เคยบ่น ฉันก็เลยทนเขาบ่น ก็เขาบ่นถูกนี่นะ จะไปว่าอะไรเขา แต่ว่าเขาไม่รู้จิตใจว่าฉันกินฉันใช้ไปคนเดียว อานิสงส์เขามีเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นอานิสงส์ฝ่ายปาติปุคคลิกทาน ผลมันน้อยมาก ฉันอยากให้เขาได้กำไร ฉันก็เลยไปลงทุนให้เขา คือ ซื้อบุญหนักให้เขาเป็นส่วนสาธารณประโยชน์

เวลานี้ถ้าทุกคนที่ได้รับฟังโปรดทราบไว้ด้วยว่า ไอ้เงินท่านเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ฉันเอาไปสร้างบ้านให้แล้วนะ ยิ้มไว้ ตั้งใจไว้ บ้านที่หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ ที่แกไปแอบๆ สร้างเอาไว้น่ะ คิดว่าเราตายจากชาตินี้เราจะไปอยู่ที่นั่น จำไว้นะ ทีนี้มาพูดถึงบ้านชั้นสาม เวลานี้ก็ปรากฏกลุ่มหนึ่งมี 8 หลัง อีกกลุ่มหนึ่งปรากฏว่ามี เดี๋ยวๆ ฉันมองดูก่อน อ๋อ หลวงพ่อท่านร้องบอกว่ามี 14 หลัง แล้วอีกกลุ่มหนึ่งมันมีอยู่ 3 หลัง 3 หลังครึ่งกระมัง งั้นใช่ไหมครับ อ้อใช่แล้ว ถามทำไมถึงเป็นครึ่ง

ท่านบอกว่า อีกคนหนึ่งน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ ไอ้เจ้าคนดำๆ อ้วนๆ หัวโกร๋นๆ เหมือนแกน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ มีอยู่ครึ่งหลังแล้ว หมายความว่าบ้านสีดำไปครึ่ง นี่บ้านพิเศษ แล้วต่อไปล่ะครับเขาจะทำอย่างไร เขาจะไปได้ไหม เขาจะชำระได้ไหม อ้อ งั้นหรือครับ นี่พูดกับหลวงพ่อนะ ท่านร้องลงมา เออ อย่าถือฉันเลยนะ ฉันเป็นคนแก่ บางทีมันเผลอไผลพูดคนเดียวก็นึกว่าพูดกับคนอื่น เอาล่ะ เห็นว่าหลวงพ่อท่านว่าเจ้าคนดำๆ อ้วนๆ หัวโกร๋นๆ เหมือนฉัน อายุ 62 ย่าง และต่อไปก็ประมาณ 70 เศษๆ มีหวังแน่นอน ถ้าเขาตั้งใจทำจริงๆ มีหวังไปอยู่บ้านพิเศษ

เอาล่ะ นี่ฉันพูดเรื่องอะไรนะ นี่ฉันจะพูดเรื่องป่วยให้ฟัง แต่ฉันก็มาอีเหละเปะปะอย่างนี้ เอ๊อ อย่าถือคนแก่เลยนะลูกหลานนะ นี่เล่าให้ฟังว่าเอาเงินของลูกหลานไปทางไหนบ้าง ไปอีลุ่ยฉุยแฉกอะไร ความจริงเอาไปกินเข้าใช้เข้าไปก็ไม่ค่อยได้กินได้ใช้เข้าไปเท่าไรนักหรอก จะนึกว่าบางคนจะคิดว่าไม่มีสตางค์ซื้อยา ลูกหลานใจจืดเปล่า เขาไม่ได้ใจจืดใจดำ เขาให้เกินกว่า แต่ฉันเอาไปสร้างส่วนอื่นเสีย ทุกคนฟังแล้วก็โมทนาเสียนะ ทำให้ใจชื่นบานว่าบ้านพิเศษของเรามีแล้วทุกคน ฉันพยายามสร้างให้ นี่ฉันบอกตรงๆ นะ บางคนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่ให้ ฉันเลยไม่บอก เวลานี้ฉันตั้งได้แล้ว ฉันเห็นว่าเป็นของดี ฉันบอกได้แล้ว เอาหวังไว้แล้วกัน เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ เราตั้งใจไว้ เราก็ไปสถานที่นั้นได้

เอาล่ะ ทีนี้มาเล่ากันต่อไปว่า หลังวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ฉันป่วยเพราะพูดมาก พูดไม่ได้หยุด พูดแล้วจารึกลงเป็นตัวหนังสือ มันสะเทือนอก เส้นศูนย์ท้องมันก็ตึง อาการมันเครียดขึ้นมาทุกที ในที่สุดก็ทำไม่ไหว ก็เลยต้องพัก นี่ดำดินมาตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม มาโผล่ขึ้นวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2515 มันจะถึงเดือนรึยัง เอ้า วันนี้วันที่ 17 เมื่อกี๊ฉันพูด 27 หรือ 17 ก็ไม่ทราบ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2515 มันหนาวจริงๆ ความเย็นมันเยือกเย็นเหลือเกิน มาดูเครื่องวัดอากาศ เห็นเข็มบอกว่า 20 เซนติเกรด นี่ขนาด 20 เซนติเกรด นะ ที่ลดลงขนาด 5-6 เซนติเกรด มันจะหนาวขนาดไหน มาว่ากันต่อไป

หลังจากนั้นฉันป่วย อาการไม่ได้ผิดฉันจะตายหนที่ 3 ที่ลูกหลานจะรับทราบในวันหน้า เมื่อฉันเห็นอาการมันเหมือนกัน ฉันก็ตั้งมุมเหมือนกัน การตายครั้งที่ 3 ของฉันไปนิพพานได้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปนิพพงนิพพานอะไรหรอก ฉันอีตอนนั้นฉันคิดว่านิพพานสูญอยู่แล้ว ฉันเที่ยวเทศน์สอนชาวบ้านเขา สอนลูกศิษย์ลูกหานิพพานสูญ ฉันเลยนึกว่ามันสูญ ทีนี้ตอนฉันป่วย ตอนนั้นความทรมานมันเข้ามาบีบคั้น

ฉันคิดอย่างเดียวว่า เวลานี้ฉันจะตาย ฉันไม่คำนึงถึงญาติถึงพี่ถึงน้อง ถึงทรัพย์สินกิจการใดๆ ทั้งหมด ใครจะมาเยี่ยมไข้ฉัน จะต้องถามได้อย่างเดียวว่า อาการโรคเป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าหากว่าใครมาพูดเรื่องอย่างอื่นบอกให้หยุดทันทีว่าฉันไม่เกี่ยว เวลานี้ฉันกำลังจะตาย เรื่องทั้งหลายแหล่อย่ามาพูดกับฉันนะ ฉันไม่ยอมรับฟังเรื่องของใครทั้งนั้น

เรื่องที่จะเป็นเรื่องของฉันก็ตาม เรื่องของชาวบ้านชาวเมืองก็ตาม มาพูดกับฉันไม่ได้ ฉันไม่ต้องการ ให้พูดได้อย่างเดียว คือ ถามว่าฉันป่วยนี่มันดีขึ้นหรือเลวลง ถามได้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตอนนั้นฉันคิดว่าฉันตาย คนตายไม่มีใครแบกอะไรไปได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่มีใครแยกเอาไปได้ ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้แล้ว ฉันจะมัวเอาจิตไปแบกมันทำไม ฉันปล่อยอารมณ์เฉยๆ พอวันที่ 3

ฉันก็รู้สึกว่าฉันไปถึงพระนิพพาน แล้วก็ไปโต้กับพระท่าน ทั้งที่ไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นพระนิพพาน ตอนนี้ฉันจะเก็บไว้นะ ฉันจะเก็บไว้ตอนท้าย ตอนตายครั้งที่ 3 คราวนี้ก็เหมือนกัน อาการเหมือนคราวโน้น ฉันก็คิดว่าควรจะคิดเหมือนกัน ฉันก็ปลงทุกอย่าง วิธีปลงของฉันไม่ยากหรอก ฉันไม่ได้ทำเหมือนชาวบ้านเขานี่ ฉันก็คิดอย่างเดียวว่าฉันไม่มีอะไร ทรัพย์สินของฉันก็ไม่มี เพื่อนฝูงก็ไม่มี ร่างกายของฉันมันก็ไม่มี นี่มันของกิเลสตัณหา จะพังก็เชิญ ฉันไม่เอาอะไรหมด ฉันทำใจสบาย บอกเชิญ เชิญ พ่อคุณ อยากจะพัง อยากจะสลายก็เชิญสิพ่อคุณ เอาเถอะ พังไปเถอะ ฉันจะได้ไปอยู่บ้านฉัน ใจฉันก็เลยสบาย โปร่งแจ่มใส

พอถึงเวลาเจริญพระกรรมฐานของลูกศิษย์ลูกหา เวลา 2 ทุ่มตรง ฉันลงไปบวงสรวง แหม ตอนบวงสรวงนี่ลูกหลานเอ๋ย มันจะขาดใจตาย ว่ายังไม่ทันครึ่งมันเหนื่อยจริงๆ กำลังมันไม่มี แต่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันเขาไม่รู้หรอก ฉันทำท่าเป็นคนเก่งไปอย่างนั้น แต่ว่าฉันก็ทน พอนำบวงสรวงเสร็จ สมาทานเสร็จ ฉันก็นั่งของฉันบ้าง ฉันไม่ห่วงใครตอนนั้น ฉันเป็นห่วงตัวของฉัน ฉันชำระจิตใจของฉันพอเป็นแก้วประกายพฤกษ์ แล้วก็มาชำระกายทำใจเป็นแก้วใสสะอาดบ้างพอสมควรแล้วก็เคลื่อนตัวออก เมื่อเคลื่อนตัวออกแล้วก็ไปพบพระท่านมายืนอยู่เป็นแถว ไปกราบท่านๆ ก็เลยบอกว่าคุณออกไปจากที่นี่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 16:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานเมื่อเด็ก

มาฟังกันตอนที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นพระทรงอภิญญา สามารถจะรู้อะไรก็รู้ดี จะทำอะไรทำได้ นี่เรามาฟังกันตอนปลายเหตุนะ ฉันก็เป็นอย่างนั้น เวลาฉันอ่านหนังสือก็เหมือนกันอ่านตอนจบก่อนว่ามันจบตอนไหนแล้วถึงมาอ่านตอนต้น เวลาฉันเล่าเรื่องหลวงพ่อปาน ฉันก็มาเล่าเรื่องตอนปลายเสียก่อน ตอนที่ท่านธุดงค์นั้นมันตอนปลายเหตุใกล้จะตาย แต่ตอนปลายยังไม่ได้เล่าให้ฟัง ก็บุญตัวด้วย ตายยังไม่เล่านะ ไปเล่าเอาตอนหลัง ทีนี้มาเล่ากันตอนต้นใหม่เถอะ วันหนึ่งฉันจำได้ว่าเป็นวันโกนของอะไรนะ มันเป็นวันแรม 15 ค่ำ วันสารท เอ๊ะ 14 ค่ำ เดือน 10 วันโกนนี่ หลวงพ่อปานถือว่าเป็น วันประชุม

คือว่าท่านมีหมายกำหนดของท่านไว้ ประกาศพระในคราวเดียวว่า ให้ถือวันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุมใหญ่ พระอะไรจะขาดไม่ได้ ถ้าป่วยก็ต้องแจ้งมา ไม่ว่าพระเล็กพระใหญ่พระกี่พรรษาก็ตาม ถ้าป่วยต้องมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมา ผมขอลาการประชุม แล้วก็สั่งกันคราวเดียว วันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุม แต่พวกเราไม่ขาดเพราะขาดไม่ได้ ถ้าหากว่าขาดก็ไม่ได้ฟังของดีของถูกใจ เวลาท่านประชุมก็เริ่มกัน 2 ทุ่ม ไปเลิกกัน 4 ทุ่ม 5 ทุ่ม บางทีมีเรื่องคุยกันมากก็ 6 ทุ่ม แต่ว่าถ้าหากว่าท่านพูดเรื่องสำคัญหมดท่านก็อนุญาตว่า ต่อแต่นี้ไปใครจะคุยกับฉันก็คุย ใครไม่อยากคุยอยากจะนอนมีธุระที่ไหนก็ไป ถ้าอยากจะคุยกับฉันก็อยู่คุยกับฉัน

นี่เป็นกรณีพิเศษ พอท่านสั่งงาน เสร็จประชุมแล้ว ท่านก็แนะนำสั่งสอน พร่ำสอนเสร็จ แต่คำสอนของท่านก็ไม่ผิดละ เรื่องศีลธรรมและวินัยไม่ผิด รู้สึกว่ามีอาการเครียดอยู่มาก การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และในสำนักของท่าน พระที่ไม่เอาถ่านก็เยอะ อย่าเข้าใจว่าดีทุกองค์นะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ แม้แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน วินัยปรากฏว่ามีตั้งหลายร้อยข้อก็เพราะความชั่วที่พระทำขึ้น ถ้ายังไม่มีใครทำความชั่วเพียงใด พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ประกาศพระวินัย ไม่ประกาศเป็นกฎบังคับ แต่กฎบังคับแต่ละข้อๆ ที่มันปรากฎตั้ง 200 กว่าข้อ

นี่แสดงว่าหลวงพี่สมัยนั้นแกก็ทำความเลวตั้ง 200 กว่าข้อเหมือนกัน นี่แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้ายังเป็นอย่างนั้น แล้วสมัยของหลวงพ่อปานอย่าไปคิดนะว่าพระจะดีทุกองค์ พระประเภทที่ต่ำกว่าดีก็มาก แต่ว่าท่านแบ่งประเภทของพระไว้ ท่านแบ่งไว้ว่าพระองค์ไหนขี้เกียจเจริญพระกรรมฐาน พระพวกนี้อยู่กองโยธาธิการทำงานก่อสร้าง องค์ไหนขยันเรียนหนังสือ ขยันเจริญกรรมฐาน พระประเภทนี้ไม่เรียกทำงาน ใครจะสมัครไปทำก็ได้ ถ้ามีงานเกี่ยวกับหนังสือท่านก็เรียกใช้ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน

ถ้าพระอะไรก็ตาม เป็นพระประเภทไม่เอาถ่าน อยู่ไม่ได้นาน ขี้เกียจ นอนกินอืด แล้วก็เป็นนักเบ่งแต่งตัวสวยๆ อย่างนี้ไม่มีหวัง อยู่สำนักนั้นไม่ได้นาน ถูกขับ ไม่ใช่ว่าท่านจะมายิ้มกับคนดีคนชั่วทุกอย่างนั้น เป็นอันว่าทราบกันแล้วนะ ว่าพระของท่านไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ที่เลวก็มี ที่ท่านด่าพระของท่าน ทีนี้พระของหลวงพ่อปานเป็นพระประเภทนั้น ท่านด่าของท่านด่าดี เวลาท่านจะรู้พระดีพระชั่ว ท่านย่องไปฟังตามหลังกุฏิ ใต้ถุนกุฏิ

บางทีท่านก็นั่งที่หลังกุฏิของท่านก็มีเทวดาบ้าง มีพระบ้างบอกท่าน คำว่าพระ ไม่ใช่พระคน พระผี ใครทำอะไรไม่ดีตรงไหนถูกฟ้อง มีนางตะเคียนอยู่ 2 ต้น คอยฟ้องท่านเสมอ อันนี้ฉันก็เคยถูกนางตะเคียนฟ้องเหมือนกัน ถ้าทำไม่ดีไม่ได้ คนนี้แกเคร่งมาก ถ้าใครไม่ดีไม่ช้าถูกขับ วิธีด่าพระ ท่านใช้ความเป็นคนแก่ของท่านเป็นเครื่องมือด่าพระ หมายความว่าท่านไปที่วัดนู้น วัดทางเหนือก็ตาม วัดทางใต้ก็ตาม ท่านไปเห็นพระร้องเพลง พระทำไม่ดี แต่ว่าตาของท่านไม่ดี ท่านอ่านไม่ออกว่าวัดอะไร นี่เรียกว่าท่านเอาความแก่ของท่านมาสู้ เอาความแก่เข้ามาชนเอา แล้วท่านก็ใช้วิธีด่า จะเล่าให้ฟังวิธีด่าพระ ปราบพระเลว

วันหนึ่ง ท่านไปพบพระของท่านไปนอนร้องเพลงกันที่ศาลาปรก ศาลาปรกน่ะรู้จักไหม รู้จักศัพท์ภาษาเก่าภาษาวัดไหม คือศาลาที่เขาเอาไว้ผีน่ะ เขาปลูกไว้ในป่าช้า สมัยก่อนยังไม่มีกุดัง ใครมีใครตายก็เอามาไว้ป่าช้าที่ศาลา วางๆ ไว้กับศาลา ใครเดินมาก็เห็นหีบศพเป็นแถว เขาเรียกศาลาปรก มันแปลว่าอะไรไม่รู้ แล้วก็ที่ศาลานี้ไม่มีศพเอาไว้ พระ 2 องค์ไปนอนร้องเพลงกันอยู่ที่นั่น บังเอิญท่านเดินเข้าไปในป่าช้าไปเห็นเข้าได้ยินเข้า เมื่อท่านได้ยินเข้าแล้วท่านก็จำหน้าพระไว้

พอเวลาวันโกน ท่านเข้าประชุม เวลาท่านประชุมท่านก็ชม คำว่า สัมโมทนียกถา นี่หมายความว่า ท่านพูดจาไพเราะสรรเสริญความดีของบรรดาพระที่สร้างความดี พระองค์ไหนทำความดีท่านสรรเสริญๆ เสียจนเรียกว่าพอใจ แล้วก็กล่าวถึงอานิสงส์ความดีต่างๆ อย่างนี้ งานก่อสร้างก็ดี สมถวิปัสสนาก็ตาม หรือว่าสร้างความดีอะไรก็ตาม มีอานิสงส์อย่างไรท่านพูดให้ฟังหมด พูดให้ฟังแล้วท่านบอกว่าเวลาพวกเธอสร้างความดี ฉันติดตามความดีของเธอ เวลาฉันนั่งพระกรรมฐานฉันก็ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปบนพรหมโลกบ้าง หรือว่าไปนิพพานบ้าง และไปดูว่าคุณความดีของใครจะปรากฎ แล้วท่านก็ชี้แจงว่าผลความดีของคนนี้ปรากฎอยู่ที่นั่น ผลความดีของคนนั้นปรากฎอยู่ที่โน่น เรียกว่าท่านไปพบดีมาแล้ว ท่านมาเล่าให้ฟัง ทำให้พระที่ทำความดีปลื้มใจอยากสร้างความดีต่อไป เรียกว่าไม่ยับยั้งในการสร้างความดี คือพยายามดิ้นรนหาความดีอยู่เสมอ

ทีนี้สำหรับพระที่สร้างความชั่ว ท่านก็บอกว่าวัดของท่านไม่มีพระชั่ว ไม่มีหรอก ฉันดีใจเหลือเกินที่ลูกของฉันเป็นลูกดีทุกคน ลูกของฉันไม่มีเลว ฉันไม่มีพระเลวในสำนักของฉัน แต่ถ้าบังเอิญในสำนักของฉันมีคนเลว มีพระเลว มีลูกเลว ฉันจะเสียใจมาก พระเลวๆ มี ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านก็พูดให้ฟัง ยกตัวอย่างพระเลวว่า

เมื่อ 2-3 วันนี่นะ ฉันนั่งเรือไป ท่านมีเรือนั่งสำหรับคนแจว ท่านไม่ชอบนั่งเรือรถยนต์ บอกว่ามันกระเทือนแล้วก็เสียงดัง ท่านบอกว่าให้คนแจวไปทางใต้ ไปได้ยินเสียงคนร้องเพลง คนร้องเพลงนี่เขาร้องเพลงไทยเป็น 2 เสียง หมายความว่าคน 2 คน ก็ถามคนแจวเรือเขาว่านั่นใครร้องเพลง คนแจวเรือก็บอกว่าพระขอรับ ถามว่าร้องที่ไหน คนแจวเรือก็บอกว่าร้องที่ศาลาปรก ก็เลยถามวัด ท่านว่าอย่างนั้น คำว่าศาลาปรกมันก็บอกยี่ห้อว่าเป็นวัด แต่ฉันก็มองดูป้ายวัด ตาฉันมันไม่ดี อ่านป้ายวัดไม่ออกไม่ทราบว่าเป็นวัดอะไร นี่วิธีด่าพระของท่าน แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า ลูกของฉันไม่มีใครเลวอย่างนั้น ฉันได้ยินเสียงร้องเพลงเขาบอกว่าเป็นเสียงพระ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ยินเสียงหมาหอนจะชอบใจมากกว่าเสียงพระร้องเพลง เสียงพระร้องเพลงนี่มันไพเราะสู้เสียงหมาหอนไม่ได้ เพราะว่าพระองค์นั้นมีความเลวๆ ยิ่งกว่าหมา

หมาไม่มีสภาพหลอกลวงใคร คือว่าหมามันเป็นหมา มันก็ประกาศความเป็นหมาของมันตลอดกาลตลอดสมัย มันไม่ให้ใครมายกมือไหว้มัน แต่พระที่ไปร้องเพลงนี่มีสภาพเลวกว่าหมามาก เพราะว่าพระไปร้องเพลง การร้องเพลงนี่เป็นภาวะของฆราวาสเขา พระถ้าทำตนอย่างฆราวาสเรียกว่าเลวกว่าฆราวาสเขา เพราะพระเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่เขาจะต้องไหว้เขาจะต้องบูชา เวลาเขาให้ของขอทานๆ ไหว้เขา แต่นี่เวลาเขาให้ของพระ คนให้ไหว้พระ พระเป็นบุคคลที่ชาวบ้านควรบูชา ทำตนแบบนั้นเป็นคนเลวมาก ฉันได้ยินพระร้องเพลงฉันสลดใจมาก รู้สึกดีใจว่าพระของฉันไม่มีอย่างนั้น ถ้าหากว่าพระของฉันมีอย่างนั้น ฉันคิดว่าชาวบ้านเขาให้ข้าวมานี่ฉันไม่ให้กิน ฉันให้หมากินดีกว่า เพราะพระแบบนี้เลวกว่าหมามาก นี่อย่างนี้เวลาตายตกอบายภูมิเป็นสัตว์นรก พระหลอกลวงชาวบ้าน ตัวมีความเลวยิ่งกว่าหมาแล้วทำตนเป็นพระให้ชาวบ้านเขาไหว้ นี่มันเลวยิ่งกว่าหมามาก นี่ดีนะที่ไม่ได้อยู่ในสำนักของฉัน ในบ้านของฉันไม่มี ในวัดของฉันไม่มี ถ้าในวัดของฉันมีฉันจะเสียใจไม่น้อย ฉันจะสลดใจมาก

นี่ท่านว่าต่อไปว่า พระประเภทนี้เวลาตายมันตกอเวจีนรกทั้งหลายหมดไม่เหลือหรอก เพราะมันหลอกลวงชาวบ้านเขา เวลาจะกินข้าวก็ให้เขาประเคนและเขาไหว้ เวลาเป็นพระเข้าร่วมสังฆกรรมๆ นั้นเสียหมด เวลาเขาจะบวช พระจะบวชเจ้าจะลงอุโบสถทำปาติโมกข์สังฆกรรมนั้น ไม่มีเหลือเลยเสียหมด เมื่อสังฆกรรมเสียแล้วตัวจะไปอยู่ไหนก็ไปอบายภูมิ คนประเภทนี้บวชแล้วลงนรก นี่ฉันดีใจนะที่ฉันไม่มีพระเลวอย่างนั้น มีลูกเลวอย่างนั้นฉันเสียใจมาก

เอาล่ะ พวกเธอทั้งหลาย มีความดีจงรักษาความดีของเธอเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ความดีของเธอแม้แต่นิดหน่อย การสงเคราะห์สัตว์ วัดไหนหมาผอมอย่าไปอยู่นะ วัดไหนตีฆ้องกลองระฆังถ้าสุนัขไม่หอนอย่าไปอยู่ แสดงว่าขาดความเมตตา หมาก็ดีแมวก็ดีมันมาอยู่ในวัดให้ทานมันนะ เพราะเอามันเป็นเกราะป้องกันภัย หมายความว่าเป็นด่านป้องกันนรกเป็นด่านแรก เอาล่ะ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เอาไว้วันหน้าฟังกันใหม่ สำหรับวันนี้ก็ยุติกันเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลแก่ลูกหลานทุกคน

ลูกหลานทุกคน วันนี้ฉันมีโอกาสมาพบกับลูกหลานทุกคนตามเคย วันนี้ตรงกับวันที่ 18 มกราคม 2515 หากคนทั้งหลายที่เคยฟังฉันเทศน์ในสมัยก่อน สมัยหนุ่มๆ ฟังลีลาการเทศน์ก็ดี ฟังลีลาการพูดก็ดี ถ้าเห็นว่ามันแปลกไปล่ะก็ โปรดทราบด้วยว่า เวลานี้สุ้มเสียงมันไม่ดีเหมือนก่อน และลีลาการพูดก็เหมือนกัน เพราะว่าลีลาสมัยนั้นดี การพูดคนชอบฟัง ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าสมัยนั้นกิเลสมันท่วมหัวฉัน ฉันชอบประจบชาวบ้านชาวเมือง อะไรก็ตามเอาแต่เรื่องโลก เขาว่าดีๆ เอามาใช้ ใช้ตามแบบฉบับของโลก ก็เพื่อจะให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาชมว่าฉันเป็นคนดี เวลานี้ฉันเห็นแล้วว่าความดีประเภทนี้เป็นเชื้อสายของนรก การประจบประแจงชาวบ้าน ยกย่องสรรเสริญชาวบ้านเป็นเหตุให้ผิดธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำอย่างนี้เป็นเหยื่อของนรก เพราะอะไร เพราะลุงพุฒิแกนั่งยิ้มฟันขาว มองหน้าแกแล้วแกนั่งยิ้มฟันขาว ถามแกบอกว่าแกจดไว้บ้างหรือเปล่า แกตอบว่าตอนนั้นจด อยากทำไม่ดีก็ต้องจด ตอนนี้จดไม่เลือกหน้าเหมือนกัน เรียกว่าไม่กินสินบาทคาดสินบนใครไม่ไหว ตาพุฒินี่ไม่ยอมเป็นพวกกันจริงๆ เอ้า แกหันมาต่อว่า แกบอกว่างานก็งานสิ พวกก็พวกสิ ไอ้เรื่องความดีความชั่วมันต้องอยู่ในกฎของกรรม มันเรื่องของงาน แต่เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว แกว่าอย่างนั้น

เอ วันนี้ฉันเพ้อไปกระมังนี่ น่ากลัวฉันจะเพ้อไปเสียกระมัง นี่ฉันมาเล่าเรื่องอะไรให้ลูกหลานฟัง กลับไปคุยให้ลุงพุฒิลุงเพิดที่ไหนนี่ มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะลูกหลานนะ ถ้าอยากรู้ว่าลุงพุฒิแกมีหรือไม่มี ลูกหลานที่รักทำอย่างนี้ซินะ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ พยายามบำเพ็ญทานบารมีให้ครบถ้วน แล้วก็รักษาสมาธิจิต ระงับนิวรณ์ 5 เสีย ทรงพรหมวิหาร 4 และพิจารณาตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง เห็นว่าร่างกายมันไม่เป็นแก่นสารไม่เป็นสาร