วันเวลาปัจจุบัน 08 มี.ค. 2021, 17:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2020, 06:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6098


 ข้อมูลส่วนตัว




FB_IMG_1594951896366.jpg
FB_IMG_1594951896366.jpg [ 36.69 KiB | เปิดดู 812 ครั้ง ]
เยวาปนกธรรม “ก็หรือว่าธรรมแม้อื่นใด”
หมายถึงธรรมจำพวกที่กำหนดแน่ไม่ได้ว่าข้อไหนจะเกิดขึ้น ได้แก่ เจตสิก ๑๖
เป็นพวกที่เกิดในกุศลจิต ๙ คือ
๑. ฉันทะ ๒. อธิโมกข์ ๓. มนสิการ ๔. อุเบกขา (ตัตรมัชฌัตตตา) ๕. กรุณา ๖. มุทิตา ๗. สัมมาวาจา (วจีทุจริตวิรัติ) ๘. สัมมากัมมันตะ (กายทุจริตวิรัติ) ๙. สัมมาอาชีวะ (มิจฉาชีววิรัติ)
เป็นพวกที่เกิดในอกุศลจิต ๑๐ คือ
๑. ฉันทะ ๒. อธิโมกข์ ๓. มนสิการ ๔. มานะ ๕. อิสสา ๖. มัจฉริยะ ๗. ถีนะ ๘. มิทธะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. กุกกุจจะ
นับเฉพาะที่ไม่ซ้ำ (คือเว้น ๓ ข้อแรก) เป็น ๑๖

เช่น...

อุเบกขาที่ประสงค์ในตติยฌาน
อุเบกขานั้น มีความเป็นกลาง ๆ เป็นลักษณะ มีความไม่คำนึงเป็นรส มีความไม่ขวนขวายเป็นปัจจุปัฏฐาน มีความหมายปิติเป็นปัฏฐาน ฉะนีแล

ในอธิการนี้ ผู้ท้วงว่า ก็ฌานุเบกขานี้ โดยอรรถก็คือ ตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นเอง มิใช่หรือ และตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นมีอยู่แม้ในปฐมฌานและทุติยฌาน เพราะเหตุนั้น ในปฐมฌานและทุติยฌานแม้นั้น ก็ควรต้องกล่าวตัตรมัชฌัตตุเบกขาอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ ตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้น เพราะเหตุไรจึงไม่กล่าวเล่า ?

เฉลยว่า เพราะมีกิจไม่ชัดเจน ด้วยว่ากิจในปฐมฌานและทุติยฌานนั้นของตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้น ยังไม่ชัดเจน เพราะถูกธรรมทั้งหลายมีวิตก เป็นครอบงำแล้ว ส่วนในตติยฌานนี้ ตัตรมัชฌัตตะเบกขานี้เกิดกิจชัดเจน เหมือนโงหัวขึ้นแล้ว เพราะวิตก วิจาร และปิติ ไม่ครอบงำ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวไว้ฉะนี้แล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2020, 05:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6098


 ข้อมูลส่วนตัว


ว่าด้วยกุศลสังขาร ในบรรดาสังขารทั้ง ๓ นั้น เบื้องต้น
สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลดวงที่ ๑ ฝ่ายกามาวจรมี ๓๖ ดวง
คือ เป็นนิยตะ มาในรูปของตน ๒๗ เป็นเยวาปนกะ ๔ เป็นอนิยตนะ ๕

ในบรรดาสังขาร ๓๖ นั้น สังขารเหล่านี้ คือ
ผัสสะ ๑ เจตนา ๑ วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ วิริยะ ๑
ชีวิต ๑ สมาธิ ๑ สัทธา ๑ สติ ๑ หิริ ๑ โอตตัปะ ๑
อโลภะ ๑ อโทสะ ๑ อโมหะ ๑ กายปัสสัทธิ ๑ จิตปัสสัทธิ ๑
กายลหุตา ๑ จิตลหุตา ๑ กายมุทุตา ๑ จิตตมุทุตา ๑
กายกัมมัญญตา ๑ จิตตกัมมัญญตา ๑ กายปาคุญญตา ๑
จิตตปาคุญญตา ๑ กายอุชุกตา ๑ จิตตุชุกตา ๑ รวมเป็น ๒๗ (นิยตะ)
มาโดยรูปของตน

สังขารเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑
ตัตรมัชฌัตตตา ๑ รวมเป็น ๔ เป็น เยวาปนกะ

สังขารเหล่านี้ คือ กรุณา ๑ มุฑิตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑
มิจฉาชีววิรัติ ๑ รวมเป็น ๕ เป็นอนิยตะ เพราะสังขาร ๕ เหล่านี้
ย่อมเกิดขึ้นในบางคราว และเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2021, 18:48 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1986


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 18 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร