วันเวลาปัจจุบัน 21 ม.ค. 2021, 03:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ย. 2020, 05:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4020


 ข้อมูลส่วนตัว


#ความดีหรือความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง

"ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง เราไปทำในที่ลับ ทำความชั่วมันก็บาปอยู่นั่นเท่าเดิม เราไปทำอยู่ในที่แจ้ง ที่คนเห็นมันก็บาปอยู่เท่าเดิม ทำความชั่วทั้งหลาย บุคคลกระทำด้วยกายหรือพูดด้วยวาจาก็ดี คิดในใจของคนก็ดี หากไปทำความชั่วอยู่ในที่ลับ มันก็บาปอยู่เท่าเดิมนั้นแหละ

คนกระทำความดี ทำอยู่ในที่ลับ ไม่มีใครเห็นก็ดี กราบไหว้บูชา ไหว้พระสวดมนต์ก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี อยู่ในที่คนไม่เห็น อยู่ในห้อง ใครไม่เห็นก็ดี มันก็เป็นความดีอยู่นั้นแหละ ความชั่วก็เช่นกัน ความดีก็เช่นกัน"

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป











...เวลาฟังธรรม
“ให้ตั้งจิตอยู่เฉพาะหน้า”

.ไม่ต้องส่งจิตไปหาผู้แสดง
ให้ตั้งรับเหมือนกับผู้รักษาประตู
ให้อยู่แถวหน้าประตูรอรับลูกฟุตบอล

.”อย่าวิ่งออกไปไล่จับลูกฟุตบอล”
ไม่เช่นนั้นจะถูกยิงเสียประตูได้ง่าย
เพราะไม่ได้เฝ้าอยู่ตรงหน้าประตู

.
ฉันใด...เวลาฟังธรรม
ก็ต้อง.."ตั้งจิตไว้ที่ใจ"
เพราะเป็นจุดที่รับความรู้ต่างๆ
เสียงที่มาสัมผัสกับหู ก็ต้องเข้ามาที่ใจ.
...........................................
กำลังใจ 28 กัณฑ์ 274
ธรรมะบนเขา 26/11/2549
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









#กรรมดีลบกรรมชั่วได้ไหม?

ถ้าเราทำกรรมชั่วไว้ แล้วมาทำกรรมดีภายหลัง กรรมดีที่ทำก็ไม่สามารถไปลบกรรมชั่วที่ทำไว้ได้ เราต้องชดใช้กรรมชั่วที่ทำไว้ก่อน เมื่อชดใช้กรรมชั่วหมดไป กรรมดีที่ทำจึงจะมีผลเกิดขึ้น

ดังนั้น เราควรทำแต่กรรมดี อย่าทำกรรมชั่ว ขีวิตเราก็จะพบแต่สิ่งดีๆ และความเจริญ...

โอวาทธรรม
หลวงปู่เนตร จิรปุญโญ
วัดมหาธาตุแหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่











...ยุคใดสมัยใดๆ ถ้าสัตว์โลกทั้งมวลมีพวก "อมนุษย์อลัชชี " เกิดขึ้นในโลก มีมาก ไม่เกรงกลัว "ต่อบาป" หน้าด้าน นักปราชญ์โบราณท่านเรียกว่า "คนอธรรม" ความคิดสั้นๆ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้คุณ ไม่รู้โทษ ไม่รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ขัดแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยของพระตถาคตข้าพเจ้าที่ตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง จะเป็นบัณฑิต หรือมหาบัณฑิต จบในประเทศนอกประเทศก็ดี ถ้าไม่ซื่อสัตย์สุจริตแล้ว นักปราชญ์ท่านเรียกว่า "คนอธรรม" ทั้งนั้น ชีวิตที่เกิดมาปราศจากประโยชน์ของตน และประโยชน์ท่านโดยแท้ กาลเวลานั้นๆ สัตว์โลกจะหาความสงบสุขอบอุ่นร่มเย็นใจได้ยาก เหมือนไฟเผาโลกโลกา ร้อนระอุ ไม่มีการเวลาหาความร่มเย็นได้ยาก...

หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร
วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ










"สัตว์โลกเกิดมาเพราะกรรม"

"..บางคนเกิดมา
ไม่รู้จักศาสนา เพราะ
ชาติก่อนเขามีนิสัย
มาจากสัตว์เดรัจฉาน

บางคนเกิดมา
สร้างแต่ความเดือดร้อน
แก่ผู้อื่น เพราะชาติก่อน
เขามีนิสัยมาจากนรกมาเกิด

บางคนเกิดมา
รู้จักเสียสละ ทำบุญให้ทาน
รักษา ศีล ภาวนา เพราะ
ชาติก่อนเขามีนิสัย
มาจากสวรรค์มาเกิด

บางคนเกิดมา
ยากจนเพราะชาติก่อน
เขาไม่เคยคิดเสียสละ
ทรัพย์สินเงินทองข้าวของ
ทำบุญให้ทานแก่ผู้อื่น

กรรมจึงจำแนก
ความเป็นอยู่ของแต่ละคน
ให้มีความเป็นอยู่
ที่แตกต่างกันไปต่าง ๆ นานา "

โอวาทธรรม
หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป










“ "ใจ" ของเราทุกคนนี้
สำคัญนัก "สติ" ก็สำคัญนัก
"ปัญญา"ก็สำคัญนัก
"เมตตากรุณา"ก็สำคัญนัก
ทั้งหมดนี้ไม่ควรแยกจากกัน

มีใจ ก็ต้องให้มีสติ ต้องให้มี
ปัญญา ต้องให้มีกรุณา
ประคับประคองกันไปให้เสมอ

อย่าให้มีสิ่งอื่นนอกจากสติ
ปัญญา และ เมตตากรุณา
เข้ากำกับใจ

สติและปัญญา พร้อม
เมตตากรุณานั้น เมื่อเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกับใจ
จะทำให้มี "สัมมาทิฏฐิ"
ความเห็นชอบได้

ตรงกันข้าม
แม้ใจขาดสติปัญญา
และ เมตตากรุณา
ก็จะทำให้ใจมี "มิจฉาทิฏฐิ"
ความเห็นผิดได้ง่าย ”

พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร









“รักได้ ชอบได้ อย่าไปหวังอะไรไปมากมายกว่านี้
มีหวังได้ แต่อย่าหวังมากมาย จนเกินไป เพราะว่า
สุดท้ายแล้ว มนุษย์ ก็ย่อมเป็นมนุษย์วันยังค่ำ
ยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ดี เพราะมันคือความจริง
ความจริง ก็ย่อมคือความจริง ไปวันยังค่ำ
สุดท้ายความจริง ก็ย่อมปรากฏเสมอ ไม่วันใดหรือวันหนึ่ง”

ท่านพุทธทาสภิกขุ










ความดีรีบทำเสียวันนี้

"เราจะมานอนใจได้เหรอ เวลามีชีวิตอยู่ลมหายใจมีอยู่ หัวใจเราระลึกได้อยู่ว่ามีบาปมีบุญอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่วิ่งเต้นขวนขวายเสียในเวลาที่ควรนี้ จะไปรออะไรกัปนั้นกัปนี้"

#ความดีรีบทำเสียวันนี้

พุทธศาสนานี้ เป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมืองคู่โลกคู่สงสารมาตลอด กี่กัปกี่กัลป์แล้ว พระพุทธเจ้าของเราสิ้นพระชนม์ลงไปแล้ว ศาสนาก็ต่อไปอีก 5,000 ปีหมด คำว่าศาสนาหมด คือมนุษย์ทั้งหลายเป็นสัตว์นรกเราดีๆ นี่เอง ไม่รู้ว่าบุญว่าบาปว่าสรรค์นิพพานอะไรๆ ไม่อาจระลึกได้เช่นเดียวกับสัตว์

แต่การทำความชั่วนั้นความอยากพาให้ทำเองไม่มีใครสอน ความอยากความทะเยอทะยานความดิ้นรนของใจนี้ เป็นอำนาจของกิเลสมันผลักมันดันออกไปให้ทำๆ สิ่งที่ทำเหล่านั้นมีแต่บาปกรรม บุญไม่มีเพราะไม่มีครูสอน กิเลสเป็นหลักธรรมชาติไม่มีใครสอนมันก็เป็นไปได้โดยอัตโนมัติของมัน

#ตอนที่ศาสนาหมด

โลกทั้งหลายนี้ท่านบอกว่าร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่มีสถานที่ใดเป็นที่ปลงที่ว่างเลย นี่เรียกว่า สุญญกัป ในศาสนาแสดงไว้อย่างนี้ สุญญกัปเป็นกัปที่ว่างเปล่าจากคำว่าบาปว่าบุญ ไม่ปรากฎในหัวใจของสัตว์และคำพูดของสัตว์เลย

สัตว์นรกเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสาร มองเห็นกันมีแต่จะกัดกัน ฉีกกันถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีคำว่าให้อภัย มองดูเส้นหญ้าก็เป็นดาบไปเลย เพราะจิตใจเป็นฟืนเป็นไฟเป็นหอกเป็นดาบ จึงหาทางระบายออกด้วยการทำลายกัน ไม่มีที่จะทำความดีต่อกัน

#สุญญกัปนี้เป็นช่วงระยะที่สัตว์โลกร้อนที่สุด

ไม่มีกาลใดสมัยไปจะร้อนยิ่งกว่า หลังจากนั้นแล้วก็มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เช่นต่อจากพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็จะมีพระอริยเมตไตรยท่านมาตรัสรู้

ระหว่างพุทธันดรหรือระหว่างพระพุทธเจ้าองค์นี้ กับองค์นี้จะมาต่อกันท่านเรียกว่าสุญญกัป แล้วอีกนานเท่าไรท่านถึงจะมาตรัสรู้

#เราจะมานอนใจได้เหรอ

เวลามีชีวิตอยู่ลมหายใจมีอยู่ หัวใจเราระลึกได้อยู่ว่ามีบาปมีบุญอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่วิ่งเต้นขวนขวายเสียในเวลาที่ควรนี้ จะไปรออะไรกัปนั้นกัปนี้

ให้เราย่นเข้ามาพิจารณาอย่างนี้ซิ ที่จะตักตวงผลประโยชน์ให้ได้ในเวลาเรามีชีวิตอยู่ เราก็ทำเสีย กว่าพระอริยเมตไตรยท่านจะมาตรัสรู้ ก็ต้องผ่านสุญญกัปไปเสียก่อน

สุญญกัปก็คือกองไฟใหญ่นั้นแหละ ใครจะกล้าผ่าน เพียงแต่เตาไฟเล็กๆ อยู่ครัวนี้ใครเก่งก็ลองดูซิ สุญญกัปยิ่งเก่งกว่านี้อีก แล้วใครจะไปกล้าหาญผ่านสุญญกัปนี้ เพื่อไปหาพระอริยเมตไตรย มันควรเสี่ยงแล้วเหรอเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ญาณสัมปันโนวาท พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี วันที่ 8 มิถุนายน พุทธศักราช 2535










"#สังขารธรรม"
.
ความตาย มันตายอยู่ตลอดเวลา แม้อยู่ ณ บัดนี้มันก็ตายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ที่เราอยู่นี่มันก็ตาย ในบ้าน ในป่า ภูเขา ลำเนาไม้มันก็ตาย ในน้ำมันก็ตาย บนบกมันก็ตาย

#ตายทั้งวันทั้งคืน

ถ้าหากว่ามีเสียงเหมือนกับเสียงปืนแล้ว เยื่อหูของเราทั้งหลายแตกทำลายไม่มีอันใดเหลือ เพราะความแปรมันก็ดังขึ้นมา ความแตกความสลายมันก็ดังขึ้นมา ความทุกข์ยากลำบากในครอบครัวเหย้าเรือนแต่ละครอบครัว มันก็ดังขึ้นมา สัตว์ได้รับความทุกข์มันก็ดังขึ้นมา ที่อยู่ใต้น้ำมันก็ดังขึ้นมา อยู่บนบกมันก็ดังขึ้นมา

แม้ที่สุดพวกเรานั่งฟังเทศน์อยู่ ณ บัดนี้ เกิดความทุกข์ต่างก็จะดังขึ้นมาเหมือนกับเสียงปืนดังเรื่องกองทุกข์ เยื่อหูก็จะไม่สามารถต้านทานอยู่ได้

#เพราะกองทุกข์มันประกาศลั่นโลกอยู่อย่างนี้
.
เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ให้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา อย่างไร มันเป็นซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องแสดงตามความจริงที่มันเป็นอยู่เช่นนี้ ให้บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายได้พิจารณาว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อมีอยู่มันก็แสดงเสียงลั่นอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ แต่มันไม่มีปืนให้สัญญาณแก่เรา

ในขณะความทุกข์หรือความแปรปรวนปรากฏขึ้นในสัตว์และสังขารแต่ละราย ๆ จึงคล้าย ๆ กับว่ามีทุกข์แต่เราคนเดียว มีความเดือดร้อนแต่เราคนเดียว มีความฟุ้งซ่านวุ่นวายแต่เราคนเดียว มีความยากลำบากแต่เราคนเดียว ขัดสนจนทรัพย์และอับปัญญาแต่เราคนเดียว ไม่ดีแต่เราคนเดียว โลกเขาคล้ายกับว่าเป็นทองคำไปหมด

#ที่จริงโลกมันโลกเดียวกัน

ธาตุขันธ์อันเดียวกัน โลก อนิจฺจา วต สงฺขารา อันเดียวกัน หัวใจอันเดียวกัน มันเป็นทุกข์อย่างเดียวกันนี่เอง

ขอให้บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายพินิจพิจารณาในภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลาย ภายนอกภายใน ทั้งของท่านของเรามันไม่เที่ยงอุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าอยู่ที่ไหน ๆ มันแตกด้วยกันทั้งนั้น เตสํ วูปสโม สุโข จงพยายามทำความระงับเสียซึ่งต้นเหตุ คือสังขารอันเป็นตัวสมุทัยให้ดับสิ้นซากไปเสียจากใจแล้ว สังขารที่เป็นตัวผล คือ อนิจฺจา วต สงฺขารา ความเกิด ความตายแห่งสังขารนี้จะไม่ปรากฏแก่ใจของเรา ให้เป็นความกังวลต่อไปอีก เรียกว่า ถึงสันติธรรมอันราบคาบ ได้แก่บรมสุข คือวิมุตติพระนิพพาน
..........................................................................
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี
เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕










พยายามให้จิตใจ. อยู่ในตัวเจ้าของ. ได้มากเท่าไหร่. ยิ่งดี.

หลวงปู่ศรี มหาวีโร









#คำสอนเพื่อการปฏิบัติทั้งปวงนั้น
#ล้วนมีหลักปฏิบัติอันเดียวกัน

คือ การให้เรามีสติรู้สภาพธรรม ที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ส่วนการเจริญสติภาวนา เป็นเรื่องที่ไม่ลำบากเหลือวิสัย หรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ แต่ก็ไม่สบาย แบบตามใจกิเลส

#มันมีแต่ทางสายกลาง

คือ การรู้สภาพธรรม ที่กำลังปรากฏด้วยความเป็นกลางเรื่อยไป

วิปัสสนา กรรมฐาน งานดูจิต
เหมือนมีมิตร คอยเตือน เพื่อนคอยสอน
กำหนดรู้ ยิ่งรู้ ทางจิตจร
จะยืนเดิน นั่งนอน สำรวมตน
ระวังตน กลัวภัย อันใหญ่หลวง
ภพทั้งปวง ป้องอยู่ ทุกแห่งหน
รู้รับทุกข์ รับโทษ รู้อดทน
รู้ดิ้นรน เพื่อรอด อวิชชา

น้อมกราบสักการะบูชาแด่
พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมา สุชีโว
วัดสามัคคีสิริมงคล (วัดป่าสุขเกษม)
อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู








#คนมีบุญถึงจะนั่งกรรมฐานเจริญกุศลภาวนาได้

คนไร้บุญวาสนาเขาจะไม่สนใจกรรมฐาน เลี่ยงบอกห่วงโน่นห่วงนี่ ยังไม่มีเวลา

ขณะกำลังอยู่ในวัยกลางคน และปฐมวัย ไม่ได้สนใจความดี พอปัจฉิมวัย จะมานั่งกรรมฐาน จะมาสร้างความดีตอนแก่
มันไม่ทันการณ์ เพราะร่างกายมันร่วงโรยแล้ว

โอวาทธรรมหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 17 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร