วันเวลาปัจจุบัน 07 มี.ค. 2021, 06:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2020, 09:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4064


 ข้อมูลส่วนตัว


กังวลอะไรของเธอในอดีต ..วาง
กังวลอะไรของเธอในอนาคต ..วาง
กังวลอะไรของเธอในปัจจุบัน ..วาง

ลองทำดูซิ คงได้ผล ไม่มากก็น้อย
โดยปริยัติ ก็คือว่า วางกังวล
ลองเจริญสติอันนี้ดูเถอะ
นี่คือ สติปัฏฐานด้านปฏิบัติ
วางได้ ก็เรียบร้อยเท่านั้น

หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต












...เวลานั่งสมาธิต้องมีสติ
ถึงจะเรียกว่าเป็นการนั่งสมาธิที่ถูก
ถ้านั่งสมาธิแบบไม่มีสตินี้ เรียกว่า
“เป็นการนั่งเพื่อให้เสียสติ”

.ให้กลายเป็นคนบ้าไป
ที่เราได้ยินข่าวว่ามีคนนั่งสมาธิแล้วเป็นบ้า
ก็เพราะว่านั่งแบบ..ไม่มีสติ

.นั่งแล้วก็ปล่อยให้ใจผลิตอะไรขึ้นมาหลอก
แล้วก็ “ไปหลงเชื่อกับสิ่งที่จิตผลิตขึ้นมา”
แล้วก็ไปเชื่อว่าเป็นโน่นเป็นนี่

.บางคนก็คิดว่าเป็นพระยาโน่นพระยานี่
เป็นท้าวโน่นท้าวนี่ขึ้นมา
นี่คือเรียกว่า..”เป็นบ้าไปโดยไม่รู้สึกตัว”

.ฉะนั้นจะนั่งแบบไม่เป็นบ้า
ต้องมีสติ ต้องมีพุทโธ มีการดูลมหายใจ
“แล้วจิตจะเข้าสู่ความสงบเพียงอย่างเดียว”.

...................................
.
ธรรมะบนเขา ณ เขาชีโอน
28 / 10 / 2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี












วันบรรลุธรรม(เปิดโลกธาตุ)ขององค์หลวงตา [07:10 นาที]

"..บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ...

ฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น

แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะ มาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้น มันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะ พอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่น เหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์

มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น

นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น...

นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆ ที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรม เรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้น อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย คืนวันนั้นไม่นอนเลย...

หากประจักษ์ในหัวใจนี้เอง เหลือตั้งแต่ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เหลือเท่านั้นละ คำว่านิพฺพานํ คือธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นธาตุ ธาตุเป็นจิต เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว หาอะไรอีก หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละการปฏิบัติมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตายก็มาเป็นในคืนวันนั้นละ เป็นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นี่ละกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจ...

นี่ละการปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอยได้ไม่สงสัย คำว่าตรัสรู้บรรลุธรรมอย่างนี้ก็ไม่เคยได้คิดได้อ่าน แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร องค์นั้นเป็นอย่างไร องค์นี้เป็นอย่างไร มันไขว่มันคว้าไปหมด พอธรรมธาตุได้ผางขึ้นมาในหัวใจแล้วพระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไรไม่ถาม ธรรมะแท้เป็นอย่างไรไม่ถาม พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นธรรมอันเดียวกัน ทีนี้ก็ไม่ต้องถามใคร เป็นอันเดียวกันหมด ให้พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ "

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาสเนื่องในโอกาสท่านพระอาจารย์แบน ธนากโรและคณะศิษย์มากราบนมัสการหลวงตา เมื่อบ่ายวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑












เห็นเกิด....ดับ
...
เมื่อมันเห็นอารมณ์......
เห็นจิตที่มันปรุงแต่งขึ้นมา
เห็นสังขารที่มันปรุงแต่งขึ้นมา
เห็น..... เห็นมัน “ดับ” ไป
นี่แหละคือ #ตัวปัญญาที่แท้จริง

ที่ไปท่องกันว่า....เกิดแล้วก็ดับ​ ๆ....
แต่ไม่ได้ "เห็น" หน้าตาของมัน

"รู้" แล้ว.... มันต้อง "เห็น" ด้วย

ทีนี้พอมันโผล่มา....
แล้วมันดับไปต่อหน้าต่อตาอย่างเนี้ย
เราสู้กับมันได้... เราเห็นมันได้
อันนี้มันมีคุณค่ามากนะ
เขาเรียกว่า #เห็นความเกิดดับของมัน
ก็คือ #เห็นความไม่มีตัวตนของมัน
เนี่ยเห็นครั้งนึง​ ๆ
ปัญญาเป็นแสงสว่างเกิดขึ้นน่ะ
ปัญญาที่มันเห็นความจริงอย่างนี้
มันสามารถดับความเวียนว่ายตายเกิด
ไม่รู้กี่โกฏิกี่แสนโกฏิเลย

#พระอาจารย์ครรชิต_สุทฺธิจิตฺโต
วัดป่าภูไม้ฮาว จ. มุกดาหาร










“จิตที่ถูกอบรมมาดีแล้ว มันจะมีแต่ความเมตตา อ่อนโยน หนักแน่นมั่นคง เมื่อไปเกี่ยวข้องกับอะไร จิตใจก็จะมีแต่ความนิ่มนวล มีแต่ความเมตตา แม้ภายนอกทางกาย วาจา จะแสดงออกไปด้วยความแข็งกระด้าง ด้วยความเอะอะโวยวายก็ตาม อันนั้นก็เป็นแค่กิริยา ไม่เกี่ยวกับจิต เพียงแต่ว่าจิต มันจะเลือกใช้กิริยาอะไร ไปเป็นเครื่องมือของมัน

เมื่อจิตที่มีความเมตตา มีความอ่อนโยน แม้มันจะเลือกใช้กิริยาไปในทางเอะอะโวยวาย มันก็ใช้ด้วยความเมตตา เมื่อใช้ออกไปด้วยความเมตตา ผลที่ออกมามันก็มีแต่ความร่มเย็น มันเหมือนกับอาวุธปืนอันเดียวกัน ถ้าเจ้าหน้าที่เอาไปใช้ ใช้เพื่อความร่มเย็นของประชาชน แต่ถ้าโจรผู้ร้ายเอาไปใช้ ใช้เพื่อความเดือดร้อนของประชาชน

กิริยาอันเดียวกัน แต่จิตประเภทไหนเอาไปใช้ จิตประเภทโกรธเอาไปใช้ ก็ใช้เพื่อการทำลาย จิตประเภทเมตตาเอาไปใช้ ก็เอาไปใช้เพื่อความร่มเย็น ผลที่ออกมามันย่อมแตกต่างกันมาก เลยขึ้นอยู่กับว่าจิตประเภทไหนเอาไปใช้ เพราะฉะนั้นเวลามอง เราอย่ามองแต่แค่ภายนอก เหมือนครูบาอาจารย์บางท่านบางรูป ยกตัวอย่างองค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว เป็นต้น”

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
เจ้าอาวาสวัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร











"..ธรรมของพระพุทธเจ้า
จึงชี้เด็ดขาดลงไปที่กรรม

กรรม แปลว่า การกระทำ
ทำดีทำชั่ว เรียกว่า
การกระทำดีกระทำชั่ว

ผลที่เกิดขึ้นมาเป็นความสุข
ความทุกข์ เรียกว่าวิบากกรรม

จะต้องเกิดขึ้นที่จิตใจ
ของสัตวโลกผู้ที่ทำลงไป
ไม่มีสถานที่อื่นใดที่จะสถิต
หรือที่อยู่ของกรรมดีกรรมชั่ว

มีจิตใจนี้เป็นของสำคัญ
เกิดที่จิตใจ เพราะใจเป็น
ผู้ทำกรรมดีกรรมชั่ว

เวลาตายลงไป ธาตุขันธ์เขา
ไม่มีบาปมีบุญ ไม่เป็นบาป
เป็นบุญ ไม่ตกนรกอเวจี
ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมที่ไหน

แต่เป็นเรื่องของใจ ผู้เป็น
นักท่องเที่ยวในภพชาติต่าง ๆ
เรื่อยมานี้เท่านั้น จะเป็นผู้
เสวยกรรมของตนที่ทำลงไป
ทั้งดีและชั่ว "

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว
ญาณสัมปันโน










#ใจของเราแวะออกไปข้างรักมันก็เป็นทุกข์ #แวะออกไปข้างชังมันก็เป็นทุกข์

เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องแวะออกไปไหน ก็ต้องนิ่งอยู่แห่งเดียวภายใน ทำดวงใจให้รู้ไว้ ให้รู้เท่าสังขารไว้ ให้รู้เท่าวิญญาณไว้ ให้รู้เท่าสมมติของเราไว้

เราไปนึกระลึกเอา ถ้าเราไม่ไปนึกระลึกเอาแล้ว มันก็ไม่มี ..

พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ ๗
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร

พระธรรมเทศนาแสดงที่วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี พศ ๒๕๐๘
ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์ ถอดจากเทป อวย เกตุสิงห์ เรียบเรียง
คัดจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๑











“ผู้ชี้ความผิด เหมือนชี้ขุมทรัพย์ จงรับด้วยดี”

เราสร้างความดี ต้องตั้งความรู้สึกให้ตรง
ใครจะว่าผิดก็ตาม ความถูกมันมีอยู่
เขาว่าผิดก็ตาม แต่เราทำถูก

ฉะนั้นผู้ประพฤติปฏิบัติ
อย่าไปกลัวคนนินทา
อย่าไปกลัวคนสรรเสริญ

ความที่เขาว่าไม่ดี กับความที่เขาว่าดีนั้น
พระบรมครูของเรา ท่านสอนว่า
ความที่เขาว่าไม่ดีนั้น มีราคามาก
ความที่เขาว่าดีนั้นมัน มีราคาน้อย

คนเราอยากให้เขาว่าดีมากๆ เขาว่าไม่ดีก็โกรธ
แต่พระพุทธเจ้าท่านว่า อันนี้มันมีราคามาก
ถ้าเขาว่าไม่ดีนั่นแหละ มันไม่ดีตรงไหน
เราจะได้ดูตัวเรา

กายไม่ดี วาจาไม่ดีหรือ เราจะได้เตรียม
จะได้ตรวจ จะได้เตือน ได้ปฏิบัติขึ้นมา

แต่ถ้าคนนั้นก็บอกว่าเราดี คนนี้ก็บอกว่าเราดี
แล้วมันจะหลง มันจะไม่มีราคา มันจะลืมตน

อันนี้ที่เขาว่าดี มันมีราคาน้อย จะทำให้เรา
หนึ่ง.. ให้เราเสมอตัว
สอง.. ให้เราทรุดลงไป

แต่คนที่เขาว่าเราชั่วนั้น จะทำให้เรา
หนึ่ง.. เราเสมอตัว
สอง.. เราดีขึ้น

นี่มันเป็นอย่างนี้นะ ให้พิจารณาดู

หลวงพ่อชา สุภัทโท










“อดทน หนักแน่น ในเวลาควรหนักแน่น
อ่อนโยน ในเวลาสมควรอ่อนโยน
ฝึกอย่างนี้ยากมาก แต่สมควรฝึกอย่างยิ่ง”

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร