วันเวลาปัจจุบัน 02 มิ.ย. 2020, 07:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แก้บน

รูปภาพ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 10:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ค. 2020, 07:10
โพสต์: 6

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ได้เห็นแนวคิดแบบจิตอย่างไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์แล้ว จิตอย่างพุทธศาสตร์เลยจิตอย่างไสยศาสตร์ขึ้นไป

ถ้ามีคำถามในแง่เอาถูกเอาผิดกัน คำตอบ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่อยู่ที่การรวมจิตต่างกัน จิตแนวพระพุทธศาสนารวมเป็นหนึ่งอย่างรู้เนื้อรู้ตัวทุกขณะ (= วิปัสสนา=ปัญญา) แต่ก็ต้องอาศัยจิตเบื้องต้นนั่น ส่วนจิตไสย์รวมดิ่งแน่วด้วยพลังความศรัทธาล้วนๆ (=สมถะหรือสมาธิล้วน)

Kiss
จำแต่ชื่อจำแต่ทะเลเรื่องราวดูความจริงที่ตัวเองเป็นยังแสวงหาอยากได้อยู่รึเปล่า
เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มี2มาตรฐานตถาคตสอนให้คิดถูกเท่านั้น
ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ตรงไปตรงมา สมมุติว่าทางเดินมี1ซ้ายผิดกับ2ขวาถูก
คนที่ฟังคำสอนอยู่เนี่ยกำลังคิดถูกตามคำสอนไม่เดินไปทำเองเข้าใจไหมคะเขาเดินตามตถาคต
ถ้าคิดเองผิดๆก็คือคุณคิดว่าเดินไปทางซ้ายจะไปทำอะไรคุณก็ไม่มีทางทำถูกก็ไปผิดทางแล้วงัยคะ
:b32: :b32:



มิจฉา
สัมมา

อันถูกอันไหนผิด

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 10:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 14:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6970

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ค. 2020, 08:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2020, 13:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พากันบวชแก้บนแล้ว

รูปภาพ

คงครบถ้วนแล้ว

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2020, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:

การอ้อนวอนปรารถนาใช่ว่าจะไร้ผล

มีแง่คิดเข้ามาอย่างหนึ่งว่า บางทีการอ้อนวอนก็ไม่ใช่ไร้ผล

อันนี้เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมชาติ จึงลองมาวิเคราะห์กันดู ที่ว่าการอ้อนวอนนี้ไม่ใช่ไร้ผลทีเดียวนั้น มีอะไรแฝงอยู่

การอ้อนวอนนั้น โดยตัวมันเองไม่ใช่สิ่งที่ให้ผล แต่ในการอ้อนวอนนั้น มันได้ทำให้เกิดสภาพจิตอย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลพ่วงมาโดยไม่รู้ตัว พวกที่อ้อนวอนนั้นทำไปโดยไม่รู้ แต่บางครั้งมันได้ผล

ทำไมจึงบอกว่า บางครั้งมันได้ผล สิ่งที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัวก็คือสภาพจิต เมื่อมีการอ้อนวอนนั้น จิตจะรวมในระดับหนึ่ง และทำให้เกิดแรงความมุ่งหวัง แรงความมุ่งหวังนั้นทำให้จิตแน่วมุ่งดิ่งไป และมีพลังขึ้นมาในแนวของสมาธินั่นเอง

จิตที่อ้อนวอนนั้น เมื่อความตั้งใจปรารถนาแรงมาก มันก็พุ่งดิ่งไปทางเดียว จิตก็แน่วตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่ตั้งมั่นนี้แหละเป็นคุณประโยชน์ คนอ่อนแอจึงอาศัยการอ้อนวอนมาช่วยตัว

ส่วนคนที่ไม่อ้อนวอนเลย แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่รู้จักรวมจิตด้วย วิธีอื่น บางทีบอกว่าตัวเองเป็นคนมีปัญญา แต่เป็นคนที่พร่า จับจด เมื่อจิตพร่าจับจดไม่เอาอะไรมุ่งลงไปแน่นอน จิตก็ไม่มั่น ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล เลยกลับไปแพ้คนที่ตัวว่าโง่เขลางมงาย


ปทท.เรา มี 4 ภาค เหนือ ใต้ ออก ตก มีวัดมีพระพุทธปฏิมาที่ชาวพุทธเคารพนับถืออยู่ทุกภาค คนที่เดือดเนื้อร้อนใจใฝ่ปรารถนาต้องการในลาภยศ เป็นต้น พากันไปอ้อนวอนบนบานศาลกล่าวว่าเจ้าประคู๊ณ ขอให้ได้สิ่งนั้นนี่เถอะลูกช้างจะมาแก้บนด้วย...บางครั้งก็ประสบกับสิ่งที่ปรารถนาต้องการ เมื่อประสบสิ่งที่ต้องการตามนั้นแล้ว ก็ต้องแก้บนตามนั้น บนไว้ยังไงก็ต้องทำยังงั้น

ปล. แต่อย่าทำบ่อย ต้องให้จวนตัวหมดทางไปจริงๆจึงบนบานศาล
มีเรื่องเล่าจริงๆว่า มีคนๆหนึ่ง ชอบเล่นหวยใต้ดินมากๆ เล่นทีเป็นหมื่นๆ (แทงก่อนจ่ายเงินงวดหน้า) ไม่ถูกไม่ต้องเบย จนเป็นหนี้เป็นสินเขาเป็นแสนๆบาท วันหนึ่งเดินทางไปบนที่แห่งหนึ่ง...ขอให้ถูกหวยทีเถอะเป็นหนี้เขา (ไม่จ่ายเขาเอาลูกช้างตายแน่ :b32: ) ลูกหมดหนทางแล้วสาธุ :b8: :b13: ฟลุ๊คถูกหวยดิ :b35: ดีใจ นำไปใช้หนี้ใช้สินเขาหลุดหนี้ตัวเบาไปทีหนึ่ง

ไม่พอไม่หยุด เพราะที่ถูกมาก็ใช้หนี้เขาหมด เอาอีกเล่นหวยอีก แทงทีเป็นหมื่นสองหมื่น พักเดียวติดหนี้เขาเป็นแสนๆอีก บนอีกก็ไม่ถูก หนี้ก็เพิ่มขึ้นๆ ทำไงดีว่ะ เพ่นสิ อยู่ได้ไงเจ้ามือเก็บดิ เพ่นไปตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหน
อย่าโลภ
บางครอบครัวไม่มีลูก อยากได้ลูกก็ไปบน บางรายก็ได้สมความปรารถนา

จบข่าว

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2020, 17:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6970

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

ทุกคนเชื่อและทำตามความต้องการของตนเองเกิดแถวไหนก็เชื่อแถวนั้นแหละ
ทุกคนยึดติดประเพณีทำตามๆกันมาแต่พระพุทธเจ้าบอกให้ฟังเพื่อเข้าใจถูกไม่ใช่ให้เชื่อเลย
ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ทุกคนที่กำลังฟังคำสอนได้ฟังจากพระโอษฐ์และจากสาวกนำมาถ่ายทอด
ทุกคนที่ฟังเข้าใจเท่านั้นจึงเกิดปัญญาเข้าใจไหมคะคุณทุกคนดูพฤติกรรมตัวเองเทียบตามไปด้วยเวลาฟังค่ะ
อวิชชาพาให้เกิดและกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตที่ยังเกิดเนี่ยคือปัญญาไม่มียังหลงไปทำตามความอยากอีกอ่ะ
แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกหรือว่าผิด เชื่อและทำตามๆกันมาเยอะแล้ว ลืมทำฟังคำสอนค่ะ
พระพุทธเจ้าไม่ใช่รูปปั้นอิฐหินปูนทรายแต่ทรงยกคำสอนขึ้นแทนพระองค์นั่นหมายถึงคำสอนมีชีวิตนะคะ
คำสอนมีจริงตรงที่คุณรู้สึกตัวถ้าคุณไม่รู้สึกที่ตัวแสดงว่าคุณมีอวิชชาค่ะคำว่ารู้คือรู้ว่าที่กายอะไรกำลังมี
https://youtu.be/4OLhzfcAWqA
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2020, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

ทุกคนเชื่อและทำตามความต้องการของตนเองเกิดแถวไหนก็เชื่อแถวนั้นแหละ
ทุกคนยึดติดประเพณีทำตามๆกันมาแต่พระพุทธเจ้าบอกให้ฟังเพื่อเข้าใจถูกไม่ใช่ให้เชื่อเลย
ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ทุกคนที่กำลังฟังคำสอนได้ฟังจากพระโอษฐ์และจากสาวกนำมาถ่ายทอด
ทุกคนที่ฟังเข้าใจเท่านั้นจึงเกิดปัญญาเข้าใจไหมคะคุณทุกคนดูพฤติกรรมตัวเองเทียบตามไปด้วยเวลาฟังค่ะ
อวิชชาพาให้เกิดและกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตที่ยังเกิดเนี่ยคือปัญญาไม่มียังหลงไปทำตามความอยากอีกอ่ะ
แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกหรือว่าผิด เชื่อและทำตามๆกันมาเยอะแล้ว ลืมทำฟังคำสอนค่ะ
พระพุทธเจ้าไม่ใช่รูปปั้นอิฐหินปูนทรายแต่ทรงยกคำสอนขึ้นแทนพระองค์นั่นหมายถึงคำสอนมีชีวิตนะคะ
คำสอนมีจริงตรงที่คุณรู้สึกตัวถ้าคุณไม่รู้สึกที่ตัวแสดงว่าคุณมีอวิชชาค่ะคำว่ารู้คือรู้ว่าที่กายอะไรกำลังมี
https://youtu.be/4OLhzfcAWqA
:b12:
:b4: :b4:


ก็บอกหลายรอบแล้วว่า คุณโรสฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆๆๆตามความเห็นของตัว....แล้วก็มาสรุปที่ว่าเป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า เป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า คิกๆๆ :b32: ถ้าจะพูดให้สมสมัยหน่อยก็ เหมือนกับลูกคนมีสีมีอิทธิพล เวลาทำผิดกฎอะไรสักอย่าง ก็ลงมาคุยข่มว่า นี่ๆๆ แกรู้ไหมว่าข้าเป็นลูกใคร :b32: ฉันใดก็ฉันนั้นแล.

คือ คุณโรสพร่ำพรรณนาไปตามความคิดความเห็นตัวเอง แล้วก็มาที่เป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า

จบข่าว :b13:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2020, 09:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6970

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

พระพุทธเจ้าทำให้ดูคือเทศนาธัมมะโปรดคนที่มีชีวิต
พระพุทธเจ้ามีหน้าที่สวดในงานศพแล้วรับเงินมั๊ยล่ะ
จะทำตามพระพุทธเจ้าไม่ใช่เหรอพระองค์ใช้เงินรึ
แยกเพศออกเป็น2ฝ่ายคือ1.บรรพชิต 2.ฆราวาส
บรรพชิตไม่ทำแบบชาวบ้านทุกอย่างไม่ใช้เงิน
เพราะไม่ได้ทำงานรับค่าจ้างไม่ทำอาหาร
จำวัดฟรีไม่ต้องทำสังคมสงเคราะห์
สละญาติพี่น้องทรัพย์สินเงินทอง
ทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่มีหน้าที่ทำตาม
ข้อห้ามต่างๆถึง227ข้อ55555
มัวแต่นั่งทำหลับตาอยู่เหรอ
ไม่ลืมตาดูโลกตามปกติ
ทุกคนไม่ได้เห็นแค่สี
โลกทางตามีสีล้วน
แค่สีเดียวไม่มีรูปร่าง
ประมาทการฟังคำสอนนัก
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2020, 09:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6970

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

ทุกคนเชื่อและทำตามความต้องการของตนเองเกิดแถวไหนก็เชื่อแถวนั้นแหละ
ทุกคนยึดติดประเพณีทำตามๆกันมาแต่พระพุทธเจ้าบอกให้ฟังเพื่อเข้าใจถูกไม่ใช่ให้เชื่อเลย
ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ทุกคนที่กำลังฟังคำสอนได้ฟังจากพระโอษฐ์และจากสาวกนำมาถ่ายทอด
ทุกคนที่ฟังเข้าใจเท่านั้นจึงเกิดปัญญาเข้าใจไหมคะคุณทุกคนดูพฤติกรรมตัวเองเทียบตามไปด้วยเวลาฟังค่ะ
อวิชชาพาให้เกิดและกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตที่ยังเกิดเนี่ยคือปัญญาไม่มียังหลงไปทำตามความอยากอีกอ่ะ
แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกหรือว่าผิด เชื่อและทำตามๆกันมาเยอะแล้ว ลืมทำฟังคำสอนค่ะ
พระพุทธเจ้าไม่ใช่รูปปั้นอิฐหินปูนทรายแต่ทรงยกคำสอนขึ้นแทนพระองค์นั่นหมายถึงคำสอนมีชีวิตนะคะ
คำสอนมีจริงตรงที่คุณรู้สึกตัวถ้าคุณไม่รู้สึกที่ตัวแสดงว่าคุณมีอวิชชาค่ะคำว่ารู้คือรู้ว่าที่กายอะไรกำลังมี
https://youtu.be/4OLhzfcAWqA
:b12:
:b4: :b4:


ก็บอกหลายรอบแล้วว่า คุณโรสฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆๆๆตามความเห็นของตัว....แล้วก็มาสรุปที่ว่าเป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า เป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า คิกๆๆ :b32: ถ้าจะพูดให้สมสมัยหน่อยก็ เหมือนกับลูกคนมีสีมีอิทธิพล เวลาทำผิดกฎอะไรสักอย่าง ก็ลงมาคุยข่มว่า นี่ๆๆ แกรู้ไหมว่าข้าเป็นลูกใคร :b32: ฉันใดก็ฉันนั้นแล.

คือ คุณโรสพร่ำพรรณนาไปตามความคิดความเห็นตัวเอง แล้วก็มาที่เป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า

จบข่าว :b13:

หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเขาสร้างพระพุทธรูปเพื่อได้กราบไหว้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อให้คนหลงงมงายว่ามีวิญญาณไปสิงแล้วก็ไปอ้อนวอนขออันนั้นอันนี้
โดยเฉพาะตีเลขตีหวยเนี่ยไปวัดเพราะอยากได้เลขเด็ดไปขูดต้นไม้ขอหวยบ้างนี่เหรอชาวพุทธ
พระธรรมแทนองค์พระพุทธเจ้าไม่ลืมตาดูเลยเหรอพระธรรมคือตัวแทนตถาคตไม่ใช่พระพุทธรูป
สร้างพระอิฐพระปูนพระโลหะพระเงินพระทองประเสริฐตรงไหนสอนพระธรรมก็ไม่ได้ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า
:b12:
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2020, 15:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1901

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarina เขียน:

โรสว่าคุณกรัชกายรู้สึกที่ตาตัวเองไปด้วยนะถึงจะรู้
เห็นคนสัตว์วัตถุ=คิดผิด=มิจฉา
เห็นสีกระทบตา=คิดถูก=สัมมา


ตอบตรงๆนะ
คุณโรสเอาวิธีที่ว่านี้มาจากไหน

1.คิดเอาเอง
2.มีหลักฐานจากคัมภีร์ (คัมภีร์ไหน)

:b12:
อยากรู้เหรอ คิดก่อนทำนะ ตอนนี้ไม่ได้ทำตา
ตา เห็น รูป ต้อง รู้ เหตุ ก่อน ว่า ไม่ได้ ทำ ตา และ ไม่ได้ ทำ เห็น
เพราะมันมีเหตุมาแต่จุติจิต1ขณะจิตก่อนตายชาติก่อนสืบต่อมาปฏิสนธิ1ขณะจิตเกิดมาชาตินี้จึงตาไม่บอด
แต่จะเกิดตาบอดวันไหนก็ได้เพราะตาเห็นได้เป็นรูปที่เกิดจากวิบากกรรมเก่าในอดีตชาติจึงทำให้ตาไม่บอด
ตาเฉยๆเห็นไม่ได้+ต้องเป็นคนไม่ตาย+และต้องเป็นคนที่ตาไม่บอดหูไม่หนวกถึงจะฟังรู้เรื่องคิดเห็นถูกตาม
ที่มีตาเฉยๆมันเห็นไม่ได้เพราะทั้งคนเป็นคนตายคนตาบอดก็มีตา ที่มีคนเห็นไม่ได้คือหลับตา/ตาย/ตาบอด
ที่เห็นได้คือคนเป็นลืมตาดูและจะมีความคิดเห็นถูกได้ต้องฟังว่าจิตเห็นสีเพราะทุกคนมองตาตัวเองไม่ได้
เป็นการคิดถึงเห็นถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จึงจะรู้ว่าอะไรกระทบที่ตาถึงรู้ได้ก่อนตาบอดค่ะ
เพราะฉะนั้นตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ได้ทำตาและไม่ได้ทำเห็นที่ต้องทำคือพึ่งคิดเห็นถูกตรงตามคำของตถาคตค่ะ
http://m.youtube.com/watch?v=FzyqU5hWJgg
:b12:
:b4: :b4:


ไปเอาจากตำราสำนักไหนอีก คงต้องรอให้ตายอย่างเขาว่าจริงๆ

คือฟุ้งไปเรื่อยๆแล้วก็มาลงที่คำของตถาคตบ้าง คำจริงของพระพุทธเจ้าบ้าง :b13: ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่คงพูดว่า ดูก่อนอุบาสิกา ตถาคตไม่ได้ว่ายังงั้น ไม่ได้พูดยังงั้น อาตมาไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ เจริญพร :b13:

ทุกคนเชื่อและทำตามความต้องการของตนเองเกิดแถวไหนก็เชื่อแถวนั้นแหละ
ทุกคนยึดติดประเพณีทำตามๆกันมาแต่พระพุทธเจ้าบอกให้ฟังเพื่อเข้าใจถูกไม่ใช่ให้เชื่อเลย
ตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ทุกคนที่กำลังฟังคำสอนได้ฟังจากพระโอษฐ์และจากสาวกนำมาถ่ายทอด
ทุกคนที่ฟังเข้าใจเท่านั้นจึงเกิดปัญญาเข้าใจไหมคะคุณทุกคนดูพฤติกรรมตัวเองเทียบตามไปด้วยเวลาฟังค่ะ
อวิชชาพาให้เกิดและกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตที่ยังเกิดเนี่ยคือปัญญาไม่มียังหลงไปทำตามความอยากอีกอ่ะ
แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกหรือว่าผิด เชื่อและทำตามๆกันมาเยอะแล้ว ลืมทำฟังคำสอนค่ะ
พระพุทธเจ้าไม่ใช่รูปปั้นอิฐหินปูนทรายแต่ทรงยกคำสอนขึ้นแทนพระองค์นั่นหมายถึงคำสอนมีชีวิตนะคะ
คำสอนมีจริงตรงที่คุณรู้สึกตัวถ้าคุณไม่รู้สึกที่ตัวแสดงว่าคุณมีอวิชชาค่ะคำว่ารู้คือรู้ว่าที่กายอะไรกำลังมี
https://youtu.be/4OLhzfcAWqA
:b12:
:b4: :b4:


ก็บอกหลายรอบแล้วว่า คุณโรสฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆๆๆตามความเห็นของตัว....แล้วก็มาสรุปที่ว่าเป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า เป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า คิกๆๆ :b32: ถ้าจะพูดให้สมสมัยหน่อยก็ เหมือนกับลูกคนมีสีมีอิทธิพล เวลาทำผิดกฎอะไรสักอย่าง ก็ลงมาคุยข่มว่า นี่ๆๆ แกรู้ไหมว่าข้าเป็นลูกใคร :b32: ฉันใดก็ฉันนั้นแล.

คือ คุณโรสพร่ำพรรณนาไปตามความคิดความเห็นตัวเอง แล้วก็มาที่เป็นคำของตถาคต เป็นคำจริงของพระพุทธเจ้า

จบข่าว :b13:

หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเขาสร้างพระพุทธรูปเพื่อได้กราบไหว้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อให้คนหลงงมงายว่ามีวิญญาณไปสิงแล้วก็ไปอ้อนวอนขออันนั้นอันนี้
โดยเฉพาะตีเลขตีหวยเนี่ยไปวัดเพราะอยากได้เลขเด็ดไปขูดต้นไม้ขอหวยบ้างนี่เหรอชาวพุทธ
พระธรรมแทนองค์พระพุทธเจ้าไม่ลืมตาดูเลยเหรอพระธรรมคือตัวแทนตถาคตไม่ใช่พระพุทธรูป
สร้างพระอิฐพระปูนพระโลหะพระเงินพระทองประเสริฐตรงไหนสอนพระธรรมก็ไม่ได้ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า
:b12:
:b12: :b12:

คริคริ
ไม่ได้มานาน คุณยายยังไม่เจริญในธรรมอีก

ไขน้ำเข้านา ก็สอนธรรมได้
ลูกศร คันธนู ก็สอนธรรมได้ค่ะ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2020, 17:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:

หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเขาสร้างพระพุทธรูปเพื่อได้กราบไหว้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อให้คนหลงงมงายว่ามีวิญญาณไปสิงแล้วก็ไปอ้อนวอนขออันนั้นอันนี้
โดยเฉพาะตีเลขตีหวยเนี่ยไปวัดเพราะอยากได้เลขเด็ดไปขูดต้นไม้ขอหวยบ้างนี่เหรอชาวพุทธ
พระธรรมแทนองค์พระพุทธเจ้าไม่ลืมตาดูเลยเหรอพระธรรมคือตัวแทนตถาคตไม่ใช่พระพุทธรูป
สร้างพระอิฐพระปูนพระโลหะพระเงินพระทองประเสริฐตรงไหนสอนพระธรรมก็ไม่ได้ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า


ถ้าอย่างคุณโรสนะ ต่อให้พระพุทธอยู่ต่อหน้าก็ไม่เชื่อ เพราะไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อแม่สุจินมากกว่า คิกๆๆ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ค. 2020, 17:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33156

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านตรงนี้สัก 20 รอบ ให้เข้าใจ หากยังไม่เข้าใจก็อ่านอีก อีก :b13:


การอ้อนวอนปรารถนาใช่ว่าจะไร้ผล

มีแง่คิดเข้ามาอย่างหนึ่งว่า บางทีการอ้อนวอนก็ไม่ใช่ไร้ผล

อันนี้เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมชาติ จึงลองมาวิเคราะห์กันดู ที่ว่าการอ้อนวอนนี้ไม่ใช่ไร้ผลทีเดียวนั้น มีอะไรแฝงอยู่

การอ้อนวอนนั้น โดยตัวมันเองไม่ใช่สิ่งที่ให้ผล แต่ในการอ้อนวอนนั้น มันได้ทำให้เกิดสภาพจิตอย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลพ่วงมาโดยไม่รู้ตัว พวกที่อ้อนวอนนั้นทำไปโดยไม่รู้ แต่บางครั้งมันได้ผล

ทำไมจึงบอกว่า บางครั้งมันได้ผล สิ่งที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัวก็คือสภาพจิต เมื่อมีการอ้อนวอนนั้น จิตจะรวมในระดับหนึ่ง และทำให้เกิดแรงความมุ่งหวัง แรงความมุ่งหวังนั้นทำให้จิตแน่วมุ่งดิ่งไป และมีพลังขึ้นมาในแนวของสมาธินั่นเอง

จิตที่อ้อนวอนนั้น เมื่อความตั้งใจปรารถนาแรงมาก มันก็พุ่งดิ่งไปทางเดียว จิตก็แน่วตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่ตั้งมั่นนี้แหละเป็นคุณประโยชน์ คนอ่อนแอจึงอาศัยการอ้อนวอนมาช่วยตัว

ส่วนคนที่ไม่อ้อนวอนเลย แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่รู้จักรวมจิตด้วย วิธีอื่น บางทีบอกว่าตัวเองเป็นคนมีปัญญา แต่เป็นคนที่พร่า จับจด เมื่อจิตพร่าจับจดไม่เอาอะไรมุ่งลงไปแน่นอน จิตก็ไม่มั่น ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล เลยกลับไปแพ้คนที่ตัวว่าโง่เขลางมงาย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร