วันเวลาปัจจุบัน 21 ต.ค. 2020, 11:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 266 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 11:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 11:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อัตตา ตัวตน, อาตมัน, ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ ยึดถือว่า มีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน (ดูอนัตตลักษณะ)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น

๑ เป็นของสุญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่ของสังตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)

๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไมมีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่ กับ สิ่งอื่นๆ)

๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้ง หรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 11:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555(ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอุปาทานขันธ์)
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อทำฟังบ้างมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555(ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอุปาทานขันธ์)
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร


นั่นก็อีก คือ คนที่ไม่เห็นสภาวะความเป็นอนัตตาของชีวิตแล้วพูด จะออกแนวๆนี้ทุกราย :b32:

ที่ถามว่า ทำไมตัวเองถึงมีตา ? ตอบ ก็เขาบัญญัติเรียกว่าตา ว่าจักขุ ว่าจักษุ น่าซี่ จึงมีตา จึงมีจักขุ จึงมีจักษุ

คุณโรสไม่สงสัยบ้างหรือว่า ทำไมตา เขาไม่เรียกว่า หู ทำไมหู เขาไม่เรียกว่า จมูก ทำไมจมูก เขาไม่เรียกว่าปาก ทำไมปาก เขาไม่เรียกตูด เอ้า ทำไม :b12:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 11:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555(ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอุปาทานขันธ์)
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อทำฟังบ้างมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555(ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีอุปาทานขันธ์)
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร


นั่นก็อีก คือ คนที่ไม่เห็นสภาวะความเป็นอนัตตาของชีวิตแล้วพูด จะออกแนวๆนี้ทุกราย :b32:

ที่ถามว่า ทำไมตัวเองถึงมีตา ? ตอบ ก็เขาบัญญัติเรียกว่าตา ว่าจักขุ ว่าจักษุ น่าซี่ จึงมีตา จึงมีจักขุ จึงมีจักษุ

คุณโรสไม่สงสัยบ้างหรือว่า ทำไมตา เขาไม่เรียกว่า หู ทำไมหู เขาไม่เรียกว่า จมูก ทำไมจมูก เขาไม่เรียกว่าปาก ทำไมปาก เขาไม่เรียกตูด เอ้า ทำไม :b12:



คนที่จะพอพูดเรื่องอัตตา อนัตตาได้บ้าง ก็ต้องเช่นนี้

อ้างคำพูด:
ตอนดิฉันเดินจงกรม ช่วงนาทีที่เห็นเป็นกายมันเดินเอง ร้องให้เลย ตอนนั้นรู้สึกว่า แม้ร่างกายมันยังไม่ใช่ของเราจะมีอะไรเป็นของเราบ้างหนอ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 13:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 13:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:

มันเป็นอนัตตาไปแล้วที่คิดว่าตัวเองมีตาคือมีอัตตามีสักกายทิฏฐิมีอุปาทานขันธ์ยึดขันธ์และโลกว่ามีตัวตน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงธัมมะที่เกิดด้วยความเป็นอนัตตาคือควบคุมให้เป็นตามต้องการไม่ได้
จะไปอยากควบคุมให้ไม่เป็นตัวตนมันก็ผิดปกติไหมและการรู้ว่าไม่มีตัวตนต้องรู้ว่าเป็นอะไรถึงไม่ใช่ตัวตน
ธัมมะทั้งหลายทั้งหมดทั้งมวลขณะนี้แหละเป็นอนิจจลักษณะเป็นอนัตตาเป็นอัตตาและเป็นอนัตตลักขณะ
:b12:
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 13:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อัตตา ตัวตน, อาตมัน, ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ ยึดถือว่า มีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน (ดูอนัตตลักษณะ)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น

๑ เป็นของสุญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่ของสังตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)

๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไมมีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่ กับ สิ่งอื่นๆ)

๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้ง หรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา


ทุกอย่างมันแยกกันอยู่แล้วต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับทีละ1แต่ละ1ตรงสัจจะตรงทาง
คำว่าดับแปลว่าไม่มีมันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้วดับแล้วคือไม่มีเอาอะไรมายึดเป็นเจ้าของ
จะไปบังคับให้มันมีตลอดคงทนไม่ดับไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมันเกิดดับเองตรงตามเหตุปัจจัย
และเราน่ะหลงอยู่ไม่รู้ว่าไม่มีเราคิดเอาว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆนั้นเป็นความหลงผิดเข้าใจผิดค่ะ
ขณะนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาไม่ใช่สิ่งใดทั้งสิ้นไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเข้าใจไหมคะ
เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าใจความจริงถูกแล้วก็จะเข้าใจทั้ง5ข้อข้างบนนี้มันคือขณะนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตา
:b16:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 20:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา


พ่ะน่ะ ทำไมถึงมีตา :b32: ก็ธรรมชาติเขาสร้างตาสิถึงมีตา อย่าว่าแต่คนเลยที่มีตา แม้แต่ต้นไม้ยังมีตาเลย :b13: เคยเห็นตาไม้เปล่าล่ะ ถามบ้าๆ ถามแบบคนไม่เข้าใจชีวิต

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
อัตตา ตัวตน, อาตมัน, ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ ยึดถือว่า มีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน (ดูอนัตตลักษณะ)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น

๑ เป็นของสุญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่ของสังตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)

๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไมมีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่ กับ สิ่งอื่นๆ)

๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้ง หรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา


ทุกอย่างมันแยกกันอยู่แล้วต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับทีละ1แต่ละ1ตรงสัจจะตรงทาง
คำว่าดับแปลว่าไม่มีมันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้วดับแล้วคือไม่มีเอาอะไรมายึดเป็นเจ้าของ
จะไปบังคับให้มันมีตลอดคงทนไม่ดับไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมันเกิดดับเองตรงตามเหตุปัจจัย
และเราน่ะหลงอยู่ไม่รู้ว่าไม่มีเราคิดเอาว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆนั้นเป็นความหลงผิดเข้าใจผิดค่ะ
ขณะนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาไม่ใช่สิ่งใดทั้งสิ้นไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเข้าใจไหมคะ
เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าใจความจริงถูกแล้วก็จะเข้าใจทั้ง5ข้อข้างบนนี้มันคือขณะนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตา
:b16:
:b4: :b4:


นั่นแหละเขาเรียกว่าคิดเอาเอง :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2020, 20:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:

มันเป็นอนัตตาไปแล้วที่คิดว่าตัวเองมีตาคือมีอัตตามีสักกายทิฏฐิมีอุปาทานขันธ์ยึดขันธ์และโลกว่ามีตัวตน
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงธัมมะที่เกิดด้วยความเป็นอนัตตาคือควบคุมให้เป็นตามต้องการไม่ได้
จะไปอยากควบคุมให้ไม่เป็นตัวตนมันก็ผิดปกติไหมและการรู้ว่าไม่มีตัวตนต้องรู้ว่าเป็นอะไรถึงไม่ใช่ตัวตน
ธัมมะทั้งหลายทั้งหมดทั้งมวลขณะนี้แหละเป็นอนิจจลักษณะเป็นอนัตตาเป็นอัตตาและเป็นอนัตตลักขณะ
:b12:
:b12: :b12:


เลอะเทอะ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2020, 10:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา


พ่ะน่ะ ทำไมถึงมีตา :b32: ก็ธรรมชาติเขาสร้างตาสิถึงมีตา อย่าว่าแต่คนเลยที่มีตา แม้แต่ต้นไม้ยังมีตาเลย :b13: เคยเห็นตาไม้เปล่าล่ะ ถามบ้าๆ ถามแบบคนไม่เข้าใจชีวิต

:b12:
รู้ไหมว่าตอบผิดคลาดเคลื่อนไปจากความจริงตรงสัจจะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันที่มีตาตามที่คุณและคนอื่นๆคิดตามภพภูมินั้นมันก็ธรรมดาโลกและคนที่ไม่ได้ศึกษาคำของตถาคต
ตาเนี่ยภาษาสมัยพระพุทธเจ้าเรียกว่าจักขุหรือจักษุแปลเป็นภาษาอิงลิชเรียกว่าอายส่วนไทยเรียกว่าตา
แต่ว่ามันมีในความรู้สึกของคนที่ยึดมั่นความเป็นตัวตนคนสัตว์วัตถุสิ่งของส่วนสัจจะนั้นไม่มีอะไรเป็นตัวคน
ความรู้ตรงตามคำสอนคือความรู้สึกตรงที่กำลังปรากฏว่ามีที่กายตัวเองตรงคำปรมัตถสัจจะตรง1ทางเท่านั้น
คิดสิคุณยังรู้สึกว่ามีตัวตนนั้นมันไม่ได้ผิดปกติของปุถุชนดอกแต่ทว่าความจริงที่เข้าถึงสัจจะนั้นไม่มีตัวคนนะ
:b32: :b32:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 13 พ.ค. 2020, 16:03, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2020, 10:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33853

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา


พ่ะน่ะ ทำไมถึงมีตา :b32: ก็ธรรมชาติเขาสร้างตาสิถึงมีตา อย่าว่าแต่คนเลยที่มีตา แม้แต่ต้นไม้ยังมีตาเลย :b13: เคยเห็นตาไม้เปล่าล่ะ ถามบ้าๆ ถามแบบคนไม่เข้าใจชีวิต

:b12:
รู้ไหมว่าตอบผิดคลาดเคลื่อนไปจากความจริงตรงสัจจะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันที่มีตาตามที่คุณและคนอื่นๆคิดตามภพภูมินั้นมันก็ธรรมโลกและคนที่ไม่ได้ศึกษาคำของตถาคต
ตาเนี่ยภาษาสมัยพระพุทธเจ้าเรียกว่าจักขุหรือจักษุแปลเป็นภาษาอิงลิชเรียกว่าอายส่วนไทยเรียกว่าตา
แต่ว่ามันมีในความรู้สึกของคนที่ยึดมั่นความเป็นตัวตนคนสัตว์วัตถุสิ่งของส่วนสัจจะนั้นไม่มีอะไรเป็นตัวคน
ความรู้ตรงตามคำสอนคือความรู้สึกตรงที่กำลังปรากฏว่ามีที่กายตัวเองตรงคำปรมัตถสัจจะตรง1ทางเท่านั้น
คิดสิคุณยังรู้สึกว่ามีตัวตนนั้นมันไม่ได้ผิดปกติของปุถุชนดอกแต่ทว่าความจริงที่เข้าถึงสัจจะนั้นไม่มีตัวคนนะ
:b32: :b32:


เอามิจฉาทิฏฐิของตนไปใส่ปากพระพุทธเจ้า :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2020, 10:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
อัตตา ตัวตน, อาตมัน, ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ ยึดถือว่า มีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน (ดูอนัตตลักษณะ)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น

๑ เป็นของสุญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่ของสังตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)

๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไมมีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่ กับ สิ่งอื่นๆ)

๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้ง หรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา


ทุกอย่างมันแยกกันอยู่แล้วต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับทีละ1แต่ละ1ตรงสัจจะตรงทาง
คำว่าดับแปลว่าไม่มีมันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้วดับแล้วคือไม่มีเอาอะไรมายึดเป็นเจ้าของ
จะไปบังคับให้มันมีตลอดคงทนไม่ดับไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมันเกิดดับเองตรงตามเหตุปัจจัย
และเราน่ะหลงอยู่ไม่รู้ว่าไม่มีเราคิดเอาว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆนั้นเป็นความหลงผิดเข้าใจผิดค่ะ
ขณะนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาไม่ใช่สิ่งใดทั้งสิ้นไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเข้าใจไหมคะ
เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าใจความจริงถูกแล้วก็จะเข้าใจทั้ง5ข้อข้างบนนี้มันคือขณะนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตา
:b16:
:b4: :b4:


นั่นแหละเขาเรียกว่าคิดเอาเอง :b32:

:b12:
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกอย่างแยกแตกย่อยละเอียดเป็น1ปรมัตถสัจจะตรงจริงทีละ1ลักษณะไม่ซ้ำ
เป็นธาตุที่ไม่มีเจ้าของค่ะคุณกรัชกาย...คุณกำลังคิดว่าคุณเป็นเจ้าของตาใช่ไหมแต่ตถาคตว่าไม่มีเรา
ถ้าตถาคตกล่าวคำว่าไม่มีเราแสดงว่าไม่มีพระองค์ด้วยแสดงว่าไม่มีตัวตนของคนเลยสักคนจริงมั๊ยล่ะคิดสิคะ
และพระองค์ยังกล่าวต่อไปว่าไม่มีเราแล้วมีอะไรคุณต้องศึกษาคำของพระองค์จากให้คนอื่นกล่าวให้ได้ยินค่ะ
เพราะว่าคำว่าไม่มีเราแสดงตัวอักษรเนี่ยก็ไม่มีอยู่จริงด้วยคุณคิดว่าตาเนื้อคุณเห็นทุกอย่างว่ามีจริงๆหรือคะ
:b16:
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2020, 10:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

เอ้าาาา...ยังจะมาถามคนอื่นอีก...สงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา555
คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้ารู้สึกตัวจะไม่ถามใคร...ตัวเองน่ะหยุดไปไหนต่อไหนเพื่อฟังมั๊ยยย
เพราะอะไรทราบไหมคะ...เพราะความจริงรู้ตรงตามคำสอนได้ตอนที่ฟังมีตาไม่บอดและหูไม่หนวกค่ะ


นี่แหละขอรับคือการตีความอัตตาผิด
ที่เห็นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ การทิ่มทิ่มไปตรงๆเด่ๆ :b32: อะไรๆก็ตรงคำสอนๆๆๆ ทิ่มไปทื่อๆ แต่ก็ไม่ความหมายเขาว่าอะไร

:b12:
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่อีก...บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา
ถ้ารู้ตัวแล้วว่ามีตามาแต่เกิดแล้วก็มองเห็นคนอื่นแล้วมาสงสัยถามว่าคนอื่นมีตาหรือไม่มีเนี่ย
มันผิดปกติของตัวตนตัวเองที่คิดว่าตัวเองมีตามั๊ยล่ะก็บอกว่าถ้าไม่สงสัยว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็มีเหมือนกัน
เข้าใจว่าตัวเองมีตาคนอื่นก็คิดเข้าใจว่ามีเหมือนกันมันคือมีตัวตนตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตวิปลาสงัยคะ
เออเข้าใจไหมว่าทุกคนหลงผิดว่ามีตัวตนแต่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สึกตัวว่าไม่มีตัวตนมีแต่อุปาทานขันธ์555
:b12:
:b32: :b32:


อ้างคำพูด:
บอกว่าตัวเองเคยคิดสงสัยไหมว่าทำไมตัวเองถึงมีตา


พ่ะน่ะ ทำไมถึงมีตา :b32: ก็ธรรมชาติเขาสร้างตาสิถึงมีตา อย่าว่าแต่คนเลยที่มีตา แม้แต่ต้นไม้ยังมีตาเลย :b13: เคยเห็นตาไม้เปล่าล่ะ ถามบ้าๆ ถามแบบคนไม่เข้าใจชีวิต

:b12:
รู้ไหมว่าตอบผิดคลาดเคลื่อนไปจากความจริงตรงสัจจะตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันที่มีตาตามที่คุณและคนอื่นๆคิดตามภพภูมินั้นมันก็ธรรมโลกและคนที่ไม่ได้ศึกษาคำของตถาคต
ตาเนี่ยภาษาสมัยพระพุทธเจ้าเรียกว่าจักขุหรือจักษุแปลเป็นภาษาอิงลิชเรียกว่าอายส่วนไทยเรียกว่าตา
แต่ว่ามันมีในความรู้สึกของคนที่ยึดมั่นความเป็นตัวตนคนสัตว์วัตถุสิ่งของส่วนสัจจะนั้นไม่มีอะไรเป็นตัวคน
ความรู้ตรงตามคำสอนคือความรู้สึกตรงที่กำลังปรากฏว่ามีที่กายตัวเองตรงคำปรมัตถสัจจะตรง1ทางเท่านั้น
คิดสิคุณยังรู้สึกว่ามีตัวตนนั้นมันไม่ได้ผิดปกติของปุถุชนดอกแต่ทว่าความจริงที่เข้าถึงสัจจะนั้นไม่มีตัวคนนะ
:b32: :b32:


เอามิจฉาทิฏฐิของตนไปใส่ปากพระพุทธเจ้า :b32:

:b12:
คิดไปเทอะคิดยังไงก็คิดไม่ถูก
เพราะปัญญามีไม่พองัยคะ
ทำอะไรต้องตรงปัจจุบัน
อดีตเอากลับมารู้ไม่ได้
ท่องคำได้เยอะๆคือสัญญา
ถ้าอดีตใกล้ไม่ทำฟังอนาคตก็ไม่ฟัง
แล้วประมาทไม่ฟังคำสอนตรงปัจจุบันคิดไหมว่าไม่ทำทางให้ตัวเองเกิดปัญญาเลย
แปลว่าประมาทการฟังคำสอนไม่ฟังคำสอน ทั้งอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตไปเจอตถาคตคุณก็ไม่ฟังตรงๆ
คุณเจอพระพุทธเจ้าครั้งแรกคนไม่เคยคุยกันลืมตาเห็นเนี่ยคุณนับถือศาสนาอื่นอยู่จะรู้จักได้ไงถ้าไม่ฟังก่อน
:b12:
:b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2020, 10:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7362

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
อัตตา ตัวตน, อาตมัน, ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็นขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเป็นอัตตา หรือ ยึดถือว่า มีอัตตาเนื่องด้วยขันธ์ ๕ โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

อนัตตา ไม่ใช่อัตตา, ไม่ใช่ตัวใช่ตน (ดูอนัตตลักษณะ)

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตนโดยอรรถต่างๆ เช่น

๑ เป็นของสุญ คือ ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ (ในแง่ของสังตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย)

๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง

๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ

๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปตามธรรมดาของมัน (ในแง่สังขตธรรม คือ สังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไมมีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่ กับ สิ่งอื่นๆ)

๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้ง หรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา


ทุกอย่างมันแยกกันอยู่แล้วต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับทีละ1แต่ละ1ตรงสัจจะตรงทาง
คำว่าดับแปลว่าไม่มีมันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้วดับแล้วคือไม่มีเอาอะไรมายึดเป็นเจ้าของ
จะไปบังคับให้มันมีตลอดคงทนไม่ดับไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมันเกิดดับเองตรงตามเหตุปัจจัย
และเราน่ะหลงอยู่ไม่รู้ว่าไม่มีเราคิดเอาว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆนั้นเป็นความหลงผิดเข้าใจผิดค่ะ
ขณะนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาไม่ใช่สิ่งใดทั้งสิ้นไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่กำลังเกิดดับเข้าใจไหมคะ
เดี๋ยวนี้ถ้าเข้าใจความจริงถูกแล้วก็จะเข้าใจทั้ง5ข้อข้างบนนี้มันคือขณะนี้เป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตา
:b16:
:b4: :b4:


นั่นแหละเขาเรียกว่าคิดเอาเอง :b32:

:b20:
เดี๋ยวนี้ธัมมะทั้งหลายเกิดโดยอนัตตา
ใครจะยังมีอัตตาตัวตนอยู่ก็ปกติมีกิเลสมาก
ใครจะคิดจะพูดจะทำอะไรก็ตามอัธยาศัยตามที่สะสม
เป็นความประพฤติเป็นไปของจิตไม่มีเราในความเห็นผิดของตัวเองด้วย
:b12:
ตถาคตตรัสรู้ว่าไม่มีเรา
ถ้าคุณคิดว่ายังมีตาเราหูเรา
แขนขาเรารถเราบ้านเรากุฏิเรา
555อะไรที่เป็นตัวเราของเราหรือคะ(=มีอุปาทานขันธ์=สะสมอวิชชาแล้ว)
ตถาคตบอกว่าไม่มีเราคือไม่มีตถาคตด้วยเข้าใจว่างัยคะ
:b32: :b32:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 266 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร