วันเวลาปัจจุบัน 06 เม.ย. 2020, 23:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2020, 06:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3734


 ข้อมูลส่วนตัว


#ลบสมมติเพื่อวิมุตติ

อยู่ในโลกนี้ เราหลงของที่เราสมมติขึ้นมา
เป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจสมมติแจ่มแจ้งชัด
เราจึงจะถึงวิมุตติ คือ หลุดพ้นจากสมมตินี้แล้ว...

โอวาทธรรม
หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป








คำอธิฐานจิตทุกครั้งที่ทำความดี

(ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด หรือยิ่งใหญ่เพียงไหนก็ตาม)

ให้อธิษฐานขอไปพระนิพพาน ว่า…ด้วยกุศลผลบุญนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิด ภพภูมิอื่นใด ไม่ว่าจะเป็น อบายภูมิ โลกมนุษย์ สวรรค์ พรหม หรืออรูปพรหมก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา…ข้าพเจ้าปรารถนาเพียงพระนิพพานเป็นที่สุด..ตายเมื่อ ไหร่ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น..

โอวาทธรรม หลวงพ่อพระราชพรหมยาน










...สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
ล้วนตรงกับความเป็นจริงทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าพวกเรายังไม่มีปัญญา
ไม่มีดวงตาเห็นธรรม ที่จะ
เห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นได้

..เช่นเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องจิตวิญญาณ
เราไม่รู้..ทั้งๆที่ตัวเรากับจิตวิญญาณ
ก็อยู่ด้วยกันมาตลอด
“ไปไหนก็ไปด้วยกันตลอดเวลา“

..แต่เราไปหลงว่า “จิตเป็นร่างกาย”
เลยไม่เห็นจิตวิญญาณ ไม่เห็นตัวจิต
เพราะจิตกับร่างกายเป็นเหมือนน้ำกับขวด
เวลาเทน้ำใส่เข้าไปในขวด
น้ำก็จะมีรูปเหมือนกับขวดไป

..แต่ความจริง รูปร่างของน้ำ
ไม่ได้เป็นเหมือนกับขวด
แต่ถ้าเอาไปใส่ในขวดกลมๆ
ก็จะเห็นว่าเป็นรูปกลมๆ
ถ้าเอาไปใส่ในขวดเหลี่ยม
ก็จะเห็นเป็นรูปเหลี่ยม

..เราก็เหมือนกัน เรามาเกิดเป็นมนุษย์
เราก็คิดว่าเราเป็นมนุษย์
มีรูปร่างอาการ ๓๒ ของมนุษย์ ถ้าเรา
ไปเกิดเป็นแมว เราก็คิดว่าเราเป็นแมว
มีรูปร่างของแมว

..คือจิตจะคิดว่าตัวมันเป็นอย่างนั้น แต่
ความจริง ตัวจิตไม่ได้เป็นรูปร่างอย่างนั้น

“มันเพียงแต่อาศัยรูปร่างของร่างกายนี้”
ของมนุษย์ก็ดี ของแมวก็ดี ของสุนัขก็ดี
เป็นพาหนะหรือเป็นเครื่องมือ ที่จะ
เอาไปใช้ตามความอยาก
ของ ..กิเลสตัณหา.
.....................................
.
จุลธรรมนำใจ2 กัณฑ์231
ธรรมะบนเขา 25/12/2548
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี











ท่านพ่อลี สอนว่า .....

".. ทางโลกเขานิยมกันที่คำพูด แต่เราไม่เอาเลย ชอบเอาความจริงที่มีอยู่กับใจ

เพราะถือว่าคำพูดนั้นเป็นของที่เราบ้วนทิ้ง ไม่ใช่ของเก็บของจริง

ของจริงนั้นมันอยู่ที่ใจ จะพูดดีหรือไม่ดีก็ตาม เพราะหรือไม่เพราะก็ตาม แต่ให้ใจมันดีอยู่ก็แล้วกัน.. """"

โอวาทธรรม ท่านพ่อลี








นึกถึง.. กายคตาสติ​ เกสา​ โลมา​ นขา​ ทันตา​ ตโจ​ ฯลฯ
ทุกข์เกิดก็ให้อยู่กับทุกข์
สุขเกิดก็ให้อยู่กับสุข
ให้รู้จักตัวมัน​ให้รู้จักจิตว่าคราวไหนเกิดอะไร
ให้อยู่กับมัน​ สังเกตดูมัน​ ให้ควรดูมัน
โดยกำหนดจดจ่อ​ ดูมันให้ตลอด​ ผลที่สุดมันจะจางหายไป
เช่นเดียวกับนั่งทับหญ้า​ นานๆ​ ไปมันก็จะค่อยๆ​ ตายไปเอง

... ท่านพ่อลี​ ธัมมธโร








"เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง เราจะหาความสงบว่า
คุณต้องพูดให้ถูกใจฉัน คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน
ฉันจึงจะสบาย ในชีวิตหนึ่งจะได้สบายไหมคนเรา

คุณต้องพูดให้ถูกใจฉัน คุณต้องทำให้ถูกใจฉัน
ฉันจึงจะสงบ ถ้าไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่สงบ

คนๆ นี้ เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ก็ไม่มีความสงบ
เพราะคนหลายคน ใครจะมาพูดให้ถูกใจเราทุกคน
ใครจะมาทำให้ดีทุกคน มันไม่มีหรอกอย่างนี้"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท








“เลิกว่าคนอื่นเขาเสียที
หันกลับมาว่าตัวเองกันได้แล้ว
เลิกวิจารณ์การกระทำของคนอื่นเขาเสียที
มาวิจารณ์การกระทำของตัวเองได้แล้ว
การงานของคนอื่นก็เลิกวิจารณ์ได้แล้ว
ตายไปจะเป็นเปรต มัวแต่เที่ยววิจารณ์คนอื่น
ลืมวิจารณ์ตัวเองกันอยู่นั้นเด้ บาปแต้ๆ มนุษย์เอ๋ย”

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ










"ความหรูหรา คือยาพิษของพระ
ความหรูหรา สงฆ์ไม่ควรกระทำ
หากยังไม่ละความหรูหรา
ก็อย่าได้เข้ามาในผ้ากาสาวพัสตร์เลย"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)








#การพิจารณาจะให้ถอดถอนความรักนี้ จึงต้องแยกดูให้เห็นชัดเจนว่ามันน่ารักที่ตรงไหน น่าชอบใจที่ตรงไหน นี่คืออุบายของปัญญาคลี่คลายเข้าไปดูสิ่งนั้นๆ ให้เห็นชัดเจน หลายครั้งหลายหนจิตย่อมเกิดความซึ้งความเข้าใจด้วยอุบายของปัญญา แล้วถอดถอนตนเข้ามาได้โดยลำดับ ความรักก็เพลาลงไปผ่อนลงไป

ความรักความชังเมื่อสิ่งหนึ่งผ่อนมันย่อมผ่อนไปตาม ๆ กัน ความเกลียดความโกรธก็ผ่อนไปตาม ๆ กัน จนผลสุดท้ายสิ่งที่ไปรักไปเกลียดไปโกรธนั้น ก็เป็นสภาพแห่งความจริงอันหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรนอกจากผู้นี้ไปเป็นเสียเอง ไปรักไปชอบไปเกลียดไปโกรธด้วยความโง่เง่าเขลาปัญญาของตนเท่านั้น จิตก็ทราบทั้งภายนอก ทราบทั้งตัวเป็นผู้ไปก่อเหตุและทราบทั้งวิธีแก้ไขถอดถอนสิ่งเหล่านี้ จิตก็เริ่มก้าวเข้าสู่ความเป็นปกติโดยลำดับ สิ่งกวนใจทั้งหลายเหล่านี้ก็มีน้อยลงเพราะการกลั่นกรองอยู่เสมอ จนผลสุดท้ายสิ่งภายนอกถูกพินิจพิจารณาจนเข้าถึงขั้นความจริงแล้วปล่อยวางเข้ามาได้โดยลำดับ จนกระทั่งปล่อยวางได้โดยสิ้นเชิงเพราะอุบายของสติปัญญาผู้พิจารณาแก้ไขถอดถอน จิตย่อมเข้าสู่ความเป็นตัวของตัวได้โดยลำดับ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร