วันเวลาปัจจุบัน 21 ม.ค. 2020, 05:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ธ.ค. 2019, 06:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3657


 ข้อมูลส่วนตัว


"ถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว ยังไม่มีเมตตา ไม่รู้จักให้อภัย หรือไม่รู้จักมองคนอื่นในแง่ดี นั่นแปลว่าคุณยังไม่มีธรรมจริงๆ.."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล






เรื่อง "ปทปรมะ งามแต่ภายนอก ภายในมีแต่ขี้"
“ไปประเทศอังกฤษเขาน่าสงสารมากนะ ไปดูสภาพ เพราะเขามีกฎมีระเบียบ ความสวยงามประจำชาติของเขาอยู่แล้ว นี่ถ้าได้หลักธรรมได้ศาสนาพุทธเราเข้าไป กับผู้ที่สนใจอย่างนี้แล้วจะเข้ากันได้สนิท แต่ก็ไม่แน่นักนะ ไอ้กรรมปทปรมะ มันอยู่ทั่วไปใช่ไหมล่ะ งามแต่ภายนอก ภายในมีแต่ขี้ก็ได้
แต่ที่เราไปนั้นมันเห็นได้ชัด เราไปถึงทีแรกพวกฝรั่งมังค่าเขาก็มา คนไทยเราก็เยอะ แล้วมานี้หนาแน่นขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าคนไทยไม่ว่าฝรั่ง ยิ่งฝรั่งนั้นหนาแน่นขึ้นทุกวันๆ แต่เสียดายที่ว่าเราไม่ได้พูดตรงไปกับปากของเราเอง ส่งผ่านล่ามไปอย่างนั้น ท่านปัญญาเป็นล่าม เราเทศน์ผ่านท่านปัญญา ท่านปัญญาอธิบาย ถ้าออกนี้ปั๊บถึงนั้นเลยมันก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราไปปี ๒๕๑๗ ไปก็เทศน์ประมาณสัก ๓๐ นาที เทศน์อบรมทางด้านจิตใจ แล้วจากนั้นก็พานั่งสมาธิภาวนา ๓๐ นาทีทุกวัน ที่เราไปนี้มานี้หนาแน่นขึ้นทุกวันๆ ทีแรกมาก็นั่งเก้าอี้ ครั้นเวลามากเข้าๆ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ นั่งแทรกเก้าอี้ก็มี ต่อไปเก้าอี้เลยไม่มีความหมาย นั่งพื้นกันหมดเลย พวกฝรั่งเหมือนผ้าพับไว้นะ เขาหนาแน่นขึ้นทุกวัน ท่านปัญญาก็เป็นชาวอังกฤษนี่ เป็นฝ่ายปฏิบัติด้วย อธิบายธรรมะให้ฟัง
ถ้ามีผู้ตั้งใจซึ่งมีหลักเกณฑ์ คือพระที่ไปประกาศศาสนานั้น ต้องเป็นพระปฏิบัติดีตามหลักศาสนาจริงๆ ภายนอกภายในพร้อม ดีไม่ดีอังกฤษนี้เขาจะเป็นเจ้าของพุทธศาสนานะ เพียงเราไปได้ ๒ อาทิตย์เท่านั้น โอ๋ย หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ บางคนที่มาสังเกตการณ์ เขามาสังเกตการณ์ของเขา ทีนี้สุดท้ายคำว่าสังเกตการณ์เลยหมดความหมาย ไม่ได้มาอยู่ไม่ได้ เลยอยากมา มาเป็นประจำ ที่ว่าสังเกตการณ์หมดความหมายไปเลย (หัวเราะ) เขาเล่าให้ท่านปัญญาฟัง ท่านปัญญาเล่าให้เราฟังอีกที ฟังเทศน์รู้สึกว่าซาบซึ้งอะไรๆ เขาว่า”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓







ไม่ต้องรู้อะไรมาก
รู้ภายในน้อยๆ
รู้ตามคำสั่งสอนน้อยๆ
มันก็กว้างออกมาได้
รู้ทุกขัง รู้อนิจจัง รู้อนัตตา
รู้แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร







#วิธีการสนองคุณพ่อแม่ง่ายนิดเดียว
"ถ้าหากว่าใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเอง
ให้มีความสุขสบายจริงๆ แม้ว่าเราจะมีทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองในโลกนั้น เรามอบทรัพย์สมบัติบรรดาที่เรามีอยู่ ไปประเคนให้พ่อให้แม่ทั้งหมด หรือว่าเราอาจจะเอาพ่อเอาแม่ของเรานี้ เอาพ่อนั่งบนบ่าข้างหนึ่ง เอาแม่นั่งบนบ่าข้างหนึ่ง เอาศีรษะของเรารองรับสำรับเครื่องอุปโภคบริโภค เมื่อเวลาท่าน
หนักเบาก็ให้ท่านถ่ายราดตัวเราลงไป ทำอยู่อย่างนั้นจนตลอดชีวิต ก็ไม่ถือว่าเป็นการสนองพระคุณของท่านให้ถึงจิตถึงใจ หรือถึงที่สุดได้.. "
#แต่ที่เราสนองพระคุณของท่าน
"ให้ถึงที่สุดได้ มันง่ายนิดเดียว ถ้าจะทำ
ง่ายนิดเดียว ที่ว่าง่าย ทำอย่างไร ถ้าเรา
ยังอยู่ในการปกครองใกล้ชิดพ่อแม่ ถ้าพ่อ
แม่บอกว่า อย่านะลูก หยุดทันที อย่านะ
หยุดทันที.. "
#ทำไมถึงต้องหยุด
"พ่อแม่บางคน ถ้าหากเห็นว่าลูกของตน
ไม่อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน ไม่เชื่อฟังคำ
สั่งสอน ทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง บางทีถูก
ว่ากล่าวตักเตือน เดินลงส้นเท้าตึงๆ หนีไป
ต่อหน้า พ่อแม่บางคนใจอ่อนแถมเป็นโรคหัวใจด้วย ประเดี๋ยวคนแก่ก็เป็นลมชักตาย หรือไม่ตายก็สลบไป ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้
เกิดขึ้น อนันตริยกรรม นี่คืออนันตริยกรรม.."

#โอวาทธรรม
#หลวงปู่พุธ_ฐานิโย
[วัดป่าสาลวัน​ จ.นครราชสีมา]​








#ธรรมดาของโลก
พากันตื่นเต้นทางกาม
และวัตถุกามด้วยกันทั้งนั้น.
ลืมหลงศีลธรรมไป จึงพา
กันตกนรก เป็นเปรต เป็น
อสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
กันมากมายเหมือนขนวัว.
จะไปเกิดสุคติโลกสวรรค์
นั้นน้อยเหมือนเขาวัว.
ฉะนั้น ใน อนาคตวงศ์
#ท่านกล่าวไว้
ในพระไตรปิฏกไม่ผิด.
นักรู้นักปราชฌ์ควร
พิจารณาให้ถ่องแท้.
กลับตัวประพฤติศีลธรรม
ให้ถูกต้อง ตามคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า.
จึงจะเอาตัวรอดขึ้นสวรรค์นิพพาน.
อย่าประมาท เป็นคุณสมบัติ"อันล้ำค่า."

#หลวงปู่หลุย_จันทสาโร









กำลังใจผู้ปรารถนาพุทธภูมิ
…สำหรับท่านที่บำเพ็ญตนซึ่งปารถนาเป็น พระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ คนที่ปรารถนาพุทธภูมินี่ ต้องสร้างกำลังใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นการก้าวเข้าสู่ฐานะพุทธภูมิจะไม่มีผลสำหรับท่านที่ปรารถนาเป็นพุทธภูมิ เป็นของดี แต่ต้องทำความรู้สึกไว้ว่า เราปฏิบัตินี้เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก เราต้องการรื้อสัตว์ขนสัตว์ที่มีความทุกข์ให้มีความสุขฉะนั้นขณะใดที่กำลังใจปรารถนาพุทธภูมิ จิตต้องคิดเสมอว่า ทุกข์ของตนไม่มีความหมาย แต่ทุกข์ของชาวประชาทั้งหลายเป็นภาระของเรา เขาทำกำลังใจกันแบบนี้ หมายความว่า เราจะทุกข์แค่ไหนนั้นมันเป็นเรื่องของเรา ไม่มีความสำคัญ จิตของเรานั้นเราคิดว่า เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะว่า เราช่วยเหลือความสุขแก่บรรดาประชาชนที่มีความทุกข์ ถ้าเราเปลื้องความทุกข์ของเขาได้ เราก็เป็นคนหมดทุกข์ เราสร้างให้เขาเป็นคนมีความสุขได้ เราก็เป็นคนมีความสุข จิตของพระโพธิสัตว์มีอารมณ์อย่างนี้ แต่ทว่าให้เป็นไปตามบารมี เพราะว่าบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ถึงแม้จะเป็น การเริ่มต้น แห่งการปรารถนาพุทธภูมิ กำลังใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาปราณี ก็จะมีบริษัทมาก จะมีพวกมาก จะมีบริวารมาก การมีพวกมาก การมีลูกน้องมาก การมีบริวารมาก เป็นการฝึกกำลังใจของนักปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิ เพื่อจะได้ซ้อมกำลังใจของเราว่า เรามีความหนักแน่นเพียงใด ถ้าจิตใจของเรามีความท้อถอย นั่นหมายความว่ากำลังใจการจะก้าวเข้าไปหาพุทธภูมิยังมีกำลังอ่อนมาก นักปรารถนาพุทธภูมิจะต้องมีทั้ง ขันติ และก็ โสรัจจะ
๑. ขันติ: มีความอดทนต่อความยากลำบากทุกประการ เพื่อความสุขของปวงชน
๒. โสรัจจะ: ถึงแม้จะกระทบกระทั่งที่ทำใจให้ตนไม่สบายเพียงใดก็ตาม ก็ทำหน้าแชมชื่นไว้เสมอ
นี่เป็นก้าวแรก สำหรับพุทธภูมิ ท่านผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ แต่ทว่ากำลังใจอีกส่วนหนึ่งที่จะละเว้นไม่ได้นั่นคือ พระนิพพาน จงอย่าคิดว่า ถ้าจิตเราเกาะพระนิพพานแล้วความเป็นพุทธภูมิจะหายไป ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นผู้มีกำลังใจต่ำ ก้าวไม่ถึงความสำคัญของพุทธภูมิ
พุทธภูมิ: จะต้องมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้ต้องการพระนิพพาน อารมณ์ใดที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำในด้านวิปัสสนาญาณ ต้องเกาะให้ติด และมีกำลังใจใช้ปัญญาพิจารณาไว้เสมอ เพื่อความสุขของจิตเพื่อปัญญาเลิศ นอกจากนั้นแล้วก็มีจิตตั้งไว้เสมอว่า ถ้าหากจิตของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องเมื่อไร เมื่อนั้นบารมีของเรานี้ไซร้จะเข้าเต็มเปี่ยมในขั้นพุทธวิสัย ชื่อว่าการปรารถนาพระโพธิญาณของเรานี้เข้าถึงแน่ แต่ว่าการจะเข้าพระนิพพานคนเดียวเราไม่เข้า มองใจเข้าไว้ว่า บุคคลใดที่มีความทุกข์ ในโลกที่ยังมีความฉลาดไม่พอ บุคคลนั้นเราเองจะเป็นผู้อุ้มเขาไปสู่แดนเอกันตบรมสุข คือ พระนิพพานอันนี้เป็นกำลังใจของท่านที่ปรารถนาพระโพธิญาณ

จากหนังสืออนสติ หน้า ๑๑๕
โดย หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี











"เบื่ออะไรไม่เท่าเบื่อเมีย
เบื่อกับข้าว เลิกกิน กลับอยากอีก เบื่อดูหนัง เลิกชั่วคราว กลับชอบดูอีก
เมียไม่ใช่วัตถุเช่นนั้น เบื่อแล้วจะเปลี่ยนก็ยาก จะขายก็ไม่ได้ จะเก็บไว้ก็ไม่สนิท จะให้คนอื่นเสียก็ไม่ถนัด
จะทิ้ง ก็ไม่รู้ว่าจะทิ้งที่ไหน
เบื่อแล้วยังต้องเห็น ต้องพบ
เข้าใกล้ก็ยิ่งเบื่อ ต้องเบื่อเช่นนั้น
นี่แหละความเบื่อถึงอุกฤษฎ์
ความเบื่อเกิดจากความซ้ำซากจำเจ
แก้เบื่อด้วยวิธี หยุด ย้ายที่ หรือพัก หรือเปลี่ยน
จะแก้เบื่อพอแล้ว จิตเสมอๆ แล้วก็พออยู่
โบราณท่านว่า หนามปักเอาหนามบ่ง เมื่อเบื่อเกิดจากความซ้ำซากหนักเข้าก็ชาชิน การเบื่อมีขึ้นแล้วความเบื่อก็หมด
ธรรมดาผู้ชายทั้งหมดต้องเบื่อเมีย ส่วนผู้หญิงเป็นเจ้าของผู้ชายต้องทนความเบื่อ
ไม่มีความรู้สึกชนิดใดอีกแล้วที่มีฤทธิ์รุนแรงเท่ากับความรู้สึกเบื่อเมีย
จำเป็นจำใจต้องอดทนไป
เบื่อแล้วกลับชอบ เช่น นักเรียนคนหนึ่งเบื่ออาหารที่เธอกิน ยิ่งกินซ้ำซากบ่อย ด้วยการจำเป็นจนชิน ต่อไปเธอกลับชอบ
เมื่อเธอมีครอบครัวแล้ว
เธอก็แต่งอาหารชนิดนั้น กินบ่อยๆ
อัตตกิลมถานุโยค
กามสุขัลลิกานุโยค เป็นคู่กัน
ชังแล้วกลับรัก รักแล้วกลับชัง
เพราะไม่เที่ยง
#ปุถุชนมีอารมณ์วนเวียนอยู่กับอารมณ์เท่านั้น
#วางความรักความชังไม่ได้เหมือนพระอริยเจ้าทั้งหลาย
เพราะเหตุไม่รู้เท่าสังขารผัวเมียวนเวียนนอนนำกันอยู่เรื่อยๆ"

หลวงปู่หลุย จันทสาโร







"...สิ่งทั้งปวงพระพุทธเจ้าสอนพวกเราว่า ถ้าใครละความโลภ ความโกรธ และความหลง หรือกำจัดความโลภ ความโกรธ และความหลงเสียได้ ผู้นั้นจะพบเห็นพระนิพพาน พระนิพพานอยู่เหนือความโลภ โกรธ หลง ท่านว่าอย่างนี้
ความโลภ โกรธ หลง เป็นรากเหง้าของโลก ชาติใด ภาษาใด ก็มีสิ่งทั้งสามนี้ ทุกคนหนีไม่พ้น มีปัญหาอยู่ ถ้าทุกคนมีกันแล้วอย่างนี้จะทำประการใดดี ไม่คิดจะละสิ่งเหล่านี้บ้างหรือ บางคนถ้าจะละมันออกไปก็ยังเสียดายมันอยู่ ถือว่ามันเป็นมิตรที่ดีต่อเราอยู่ ไม่ยอมให้มันตีตัวจากเราเลย อันนี้ก็ได้ชื่อว่า เราโง่กว่ากิเลส ปล่อยให้กิเลสเป็นนายเรา..."

โอวาทธรรมคำสอนองค์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโคธารม อ.หนองบัวซอ จ.อุดรธานี
๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒








❝ การเพ่งดูผู้อื่น
ทำให้ตนเองไม่เป็นสุข
แต่การเพ่งดูใจตนเอง
ทำให้เป็นสุขได้
แม้กำลังโกรธมาก
หากเพ่งดูใจตนเอง
ให้เห็นว่ากำลังโกรธมาก
ความโกรธก็จะลดลง
เมื่อความโกรธน้อย
หากเพ่งดูใจตนเอง
ให้เห็นว่ากำลังโกรธน้อย
ความโกรธก็จะหมดไป
จึงกล่าวได้ว่า
ไม่ว่าจะมีอารมณ์ใดก็ตาม
โลภ หรือโกรธหรือหลงก็ตาม
หากเพ่งดูใจตนเอง
ให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว
อารมณ์นั้นจะหมดไป
ได้ความสุขแทนที่
ทำให้มีใจสบาย ❞

สมเด็จพระญาณสังวร







พุทธะคือผู้รู้ ให้กราบทุก ๆ วัน กราบแล้วจะไปไหนก็ต้องระลึกอยู่ในใจของเรา ต้องเข้าวัดดูจิตใจของเรา เพ่งดู พุทโธพุทโธ วัดดูทุกวัน ๆ ถ้าไม่ได้วัด ขาดวันสองวันก็ไม่ได้ ต้องวัดอยู่เสมอ นั่งก็ให้วัด นอนก็ให้วัด ยืนก็ให้วัด เดินก็ให้วัด วัดเพื่อเหตุใด ให้มันรู้ไว้
วัดแล้ว เราเห็นว่าอ้อ จิตใจเราดี นั่งก็ดี ยืนก็ดี เดินก็ดีไปไหน ๆ ก็ดี ไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่มีความชั่ว ไม่มีอันตราย มันก็ดี ถ้าเราไม่วัด มันก็ไม่รู้จัก มันมืดครือกลางคืนนี้ ตัวเราก็มองไม่เห็นไม่ใช่เรอะ คนอื่นก็มองไม่เห็น ต้นไม้แผ่นดินก็มองไม่เห็น มืดตื้อไปซี่
ถ้าเราวัดแล้วก็เหมือนเราจุดไฟยังงี้ หรือเหมือนกับกลางวัน มันก็มองเห็นตน เห็นบุคคลอื่น เห็นสัตว์สาราสิงห์ มองเห็นชีวิตของเรา มองเห็นความทุกข์ความสุขของเรา เราเกิดมาเราก็รักชีวิตของเรา รักตนของเรา รักของของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นมาเบียดเบียนเราล่ะ เราจะดีใจไหมล่ะ ไม่ดีใจ ทีนี้คนอื่นเขาล่ะ เราเบียดเบียนเขา เขาจะดีใจไหมล่ะ เขาก็ไม่ดีใจ
เมื่อต่างไม่ดีใจยังงี้แล้ว มันก็ไม่ควรเบียดเบียนกัน ทั้งนี้มีขโมยมาขโมยเราล่ะ เราก็ไม่ดีใจ เราขโมยเขา เขาก็ไม่ดีใจ เขามาฆ่าเราล่ะ เราก็ไม่ดีใจ เราไปฆ่าเขา เขาก็ไม่ดีใจ ต่างคนต่างรักชีวิตยังงี้แล้ว มันก็เลยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันน่ะซี่ นี่แหละจึงให้พากันเข้าวัด
เดี๋ยวนี้มันไม่วัดกันเลยนี่ มันมืดหมด มันจึงฆ่ารันฟันแทงกัน ไม่นึกถึงตนของตน ตนของตนกลัวตาย คนอื่นก็กลัวตาย ก็อย่าทำกันซี่ หากว่าต่างคนรู้ยังงี้ ปฏิบัติยังงี้ ทุกคนก็สบาย บ้านเมืองก็สงบ ประเทศชาติก็สงบ โลกมนุษย์ก็สงบ ความสงบคือความสุข ไม่มีความสุขอันใดเหมือนกับความสงบ
เพราะฉะนั้นต่อแต่นี้ไปให้กระทำกิจวัตร คือเข้าวัดทุกวัน เข้าวัดฟังธรรมทุกวันนะ พุทโธธัมโม สังโฆ ที่พึ่งของเรามีเท่านี้ อื่นๆ พึ่งไม่ได้ทั้งนั้น ถ้ารู้แล้วจำไว้ เข้าวัดทุกวัน พิจารณาตัวเองให้มันเห็นข้างใน ให้เห็นอะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรมันสุข อะไรมันทุกข์ เมื่อเห็นแล้วมันก็หมดสงสัย มันก็มีแต่ความเชื่อมั่นในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เราก็ได้ที่พึ่งที่อาศัย ไม่มีอะไรเหมือนใน โลก

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร







ฌานแลสมาธิ มีลักษณะและคุณวิเศษผิดแปลกกันโดยย่ออย่างนี้คือ
#ฌาน ไม่ว่าหยาบและละเอียด จิตเข้าถึงภวังค์แล้ว เพ่งหรือยินดีอยู่แต่เฉพาะความสุขเลิศอันเกิดจากเอกัคคตารมณ์อย่างเดียว
#สติสัมปชัญญะหายไป... ถึงมีอยู่บ้าง ก็ไม่สามารถจะทำองค์ปัญญาให้พิจารณาเห็นชัดในอริยสัจจธรรมได้ เป็นแต่สักว่ามี
ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ ๕ เป็นต้น จึงยังละไม่ได้ เป็นแต่สงบอยู่
#ส่วนสมาธิ ไม่ว่าหยาบแลละเอียด เมื่อเข้าถึงสมาธิแล้ว
#มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ตามชั้นแลฐานะของตน เพ่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่มีกายเป็นต้น
ค้นคว้าหาเหตุผล เฉพาะในตน จนเห็นชัดแน่วแน่ตามเป็นจริงว่า สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มีเป็นต้น ตามชั้นตามภูมิของตนๆ
ฉะนั้น สมาธิจึงสามารถละกิเลส
มีสักกายทิฏฐิเสียได้
สมาธินี้ ถ้าสติอ่อน ไม่สามารถรักษาฐานะของตนไว้ได้ ย่อมพลัดเข้าไปสู่ภวังค์ เป็นฌานไป ...
ฌาน ถ้ามีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อไร ย่อมกลายเป็นสมาธิได้เมื่อนั้น.....

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี







"แทนที่จะไปเสียเวลา เสียกำลังความคิด ไปตั้งหน้าจัดการกับกิเลสผู้อื่น
ก็ให้ตั้งหน้าจัดการกับใจของตนเอง ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกิเลส
ทำได้เพียงไรก็จะเหมือนสามารถแก้ไขคนอื่นทั้งหลาย ให้กลายเป็นคนดีได้ทั้งโลก
เพราะใจเราจะไม่เร่าร้อนเพราะผู้ใดเลย จะเหมือนคนทั้งโลกไม่ได้ก่อกรรมทำร้ายให้เราต้องกระเทือนใจเลย"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก








#ทำบุญแล้วได้อะไร...ทำไมถึงต้องทำบุญ?
"จึงสรุปลงในคำกล่าวว่า "บุคคลใดให้ความสุขแก่บุคคลอื่น ความสุขนั้นก็จะกลับมาเป็นของตน" ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ "เพราะให้สิ่งที่พอใจ ก็ย่อมได้สิ่งที่พอใจ ให้ของดี ก็ย่อมได้ของดี ให้ของเลิศ ก็ย่อมได้ของเลิศ ให้ของประเสริฐ ก็ย่อมได้ของประเสริฐ" ใครจะเลือกทำบุญอย่างไรก็แล้วแต่ จุดประสงค์ของการทำบุญอยู่ตรงนี้คือได้บุญมาก ได้บุญมากเป็นที่พึ่งขอตน เพราะทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ญาติโยมทำบุญทำทาน แม้แต่พระก็ยังทำบุญทำทานอยู่ ก็เพราะคติที่ว่า "เรานี้ยังจะเกิดอีก" นั่นเอง เรายังไม่หลุดพ้นเข้าถึงพระนิพพาน ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อเรามาเกิดอีก เราจะทำอย่างไร เราจะกินอะไร เราจะใช้อะไร เพราะเรามีร่างกาย เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ควรทำบุญทำทานไว้ เพื่อเป็นที่พึ่งของตนในชาติต่อไป
ถ้าผู้ใดถวายพระพุทธรูปในชาตินี้ อานิสงส์ที่ได้คือ เกิดในภพใดชาติใดก็สวยงาม เช่น สวยงามเหมือนพระสังกัจจายนะ ในระยะแรก ที่มีรูปร่างงดงามมากจนแม้กระทั่งผู้ชายก็หลงรัก
ใครบริจาคทานพระไตรปิฎก ทานธรรมะหนังสือต่าง ๆ ตำราและอุปกรณ์การศึกษาเล่าเรียน ย่อมมีปัญญาดี
มีเรื่องที่เคยพบคือ คนบางคน เราเห็นได้ชัดว่าอ่านหนังสือไม่ได้สักตัวเดียว แต่นับเงินเก่ง แล้วเวลาเราขอให้เขาบริจาคเงินเพียง ๑๐ บาท เพื่อไปซื้อหนังสือ ๖ บาท ซื้อปากกาสัก ๓ บาท ซื้อสมุดเล่มหนึ่งอีกบาทหนึ่ง จะเอาไปให้นักเรียนใช้เรียนหนังสือ ด้วยหวังว่าชาติหน้าเขาจะได้อ่านหนังสือได้บ้าง แต่เขาก็ไม่ยอมบริจาค จนกระทั่งเขาตายไป ชาติหน้าก็คงอ่านหนังสือไม่ได้อย่างเดิมนั่นแหละ เพราะเขาไม่ได้ทำบุญในเรื่องนี้เอาไว้ ตายไปเฉย ๆ ปัญหามันเป็นอย่างนี้ คนที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็เลยไม่มีสติปัญญาความรู้ประดับตน"

หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป







มะม่วงใบเดียวกัน
ตัวปัญญากับตัวสมาธินี้ เมื่อเราพูดแยกกันออก ก็คล้ายๆ คนละตัว แต่ความเป็นจริงมันเป็นตัวเดียวกันนั่นเองแหละ ตัวปัญญามันเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น มันออกจากจิตอันนี้เองแต่มันแยกกันออกไป มันเป็นคนละลักษณะ เหมือนมะม่วงใบนี้ ลูกมะม่วงใบหนึ่งใบเล็กๆ เดี๋ยวมันก็โตขึ้นมาอีกแล้วมันก็สุก มะม่วงใบนี้ก็คือมะม่วงใบเดียวกัน ไม่ใช่คนละใบ มันเล็กก็ใบนี้ มันโตก็ใบนี้ มันสุกก็ใบนี้ แต่มันเปลี่ยนลักษณะ เราปฏิบัติธรรม อาการอย่างหนึ่งท่านเรียกว่า สมาธิ อาการอย่างหลังท่านเรียกว่า ปัญญา แต่ความจริง ศีล สมาธิ ปัญญา คือของอันเดียวกัน ไม่ใช่คนละอย่าง เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน ผลมันเล็กก็ใบนั้น มันสุกก็ใบนั้น ใบเดียวนั่นแหละ แต่ว่ามันเปลี่ยนอาการเท่านั้น

พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)






ทำความเพียรเจริญสมณธรรม
ณ ถ้ำผาบิ้ง ไม่มีวันจืดจาง
จิตปลื้ม ใจดูดดื่มเรื่อยๆ เพราะสถานที่เป็นมงคล สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่พระอริยเจ้านิพพาน
"ภายในจิตตัดลงไปเรื่องอริยสัจอย่างเดียว
ไตรลักษณ์ลบนิมิตทั้งหลาย
เพราะนิมิตและสังขารเป็นตัวมาร
กำลังวิปัสสนารู้เท่าถึงการ
เมื่อรู้จริงแล้วจิตไม่กำเริบด้วยประการต่างๆ
จิตปกติ จิตบริสุทธิ์
ตั้งอยู่ด้วยอมตธรรม
เพิ่งเจริญธรรมได้ ณ ถ้ำผาบิ้งนี้
ที่ไม่ประกอบด้วยความฝัน
เพราะจิตไม่ถือสังขาร
นิมิตใดๆเป็นตัวมารของจิต

หลวงปู่หลุย จันทสาโร








ชาติหน้ามีจริงหรือไม่?
โยม : “ชาติหน้ามีจริงไหมครับ ?”
หลวงปู่ชา : “ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ ?”
โยม : “เชื่อครับ”
หลวงปู่ชา : “ถ้าเชื่อคุณก็โง่”
คำพูดดังกล่าวของหลวงปู่เล่นเอาคนถามงง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ซึ่งหลวงปู่ชา ได้อธิบายไว้ว่า….
หลายคนถามอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วจะเชื่อไหม ถ้าเชื่อก็โง่ เพราะอะไร? ก็เพราะมันไม่มีหลักฐานพยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป
ทีนี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามีพาผมไปดูหน่อยได้ไหม เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
ทีนี้ ถ้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม ถ้ามีพาไปดูได้ไหม อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้มันเป็นของที่จะหยิบยกมาเป็นวัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้เรื่องราวของตนเองในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร นี้คือสิ่งที่เราต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่เรียกว่าอนาคตคือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ
ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวานเสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีตคือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง”

คำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท







#สมาธิ
เมื่อผู้มาเพ่งพิจารณาพระกรรมฐานบทใดบทหนึ่งอยู่ มีกายเป็นต้น แล้วจิตนั้นย่อมตั้งมั่นแน่วแน่อยู่เฉพาะหน้าในอารมณ์อันเดียว แต่ไม่ถึงกับเข้าสู่ภวังค์ที่เรียกว่าฌาน
มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นรู้ตัวอยู่
จิตหยาบก็รู้ว่าหยาบ
จิตละเอียดก็รู้ว่าละเอียด
รู้จริงเห็นจริงตามสมควรแก่ภาวะของตน หากจะมีธรรมารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นในขณะนั้น จิตนั้นก็มิได้หวั่นไหวไปตามธรรมารมณ์นั้นๆ ย่อมรู้อยู่ว่า อันนั้นเป็นธรรมารมณ์ อันนั้นเป็นจิต อันนั้นเป็นนิมิตดังนี้เป็นต้น
เมื่อต้องการดูธรรมารมณ์นั้นก็ดูได้ เมื่อต้องการปล่อยก็ปล่อยได้ บางทียังมีอุบายพิจารณาธรรมารมณ์นั้นให้ได้ปัญญา เกิดความรู้ชัด เห็นจริงในธรรมารมณ์นั้นเสียอีก อุปมาเหมือนบุคคลผู้นั่งอยู่ที่ถนนสี่แยก ย่อมมองเห็นผู้คนที่เดินไปมาจากทิศทั้ง ๔ ได้ถนัด
เมื่อต้องการติดต่อกับบุคคลเหล่านั้นก็ได้สมประสงค์
เมื่อไม่ต้องการติดต่อก็ทำกิจตามหน้าที่ของตนเรื่อยไปฉะนั้น ดังนี้เรียกว่าสมาธิ
สมาธินี้ท่านจำแนกไว้เป็น ๓ ชั้นคือ
#ขณิกสมาธิ สมาธิที่เพ่งพิจารณาพระกรรมฐานอยู่นั้น จิตรวมบ้างไม่รวมบ้าง เป็นครู่เป็นขณะ พระกรรมฐานที่เพ่งพิจารณาอยู่นั้นก็ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เปรียบเหมือนสายฟ้าแลบในเวลากลางคืนฉะนั้น เรียกว่า ขณิกสมาธิ
#อุปจารสมาธิ นั้น จิตค่อยตั้งมั่นเข้าไปหน่อย ไม่ยอมปล่อยไปตามอารมณ์ จริงจัง แต่ตั้งมั่นก็ไม่ถึงกับแน่วแน่เป็นอารมณ์อันเดียว ถึงเที่ยวไปบ้างก็อยู่ในขอบเขตของจิต อุปมาเหมือนวอก เจ้าตัวกลับกลอกถูกโซ่ผูกไว้ที่หลัก หรือนกกระทาขังไว้ในกรงฉะนั้นเรียกว่า อุปจารสมาธิ
#อัปปนาสมาธิ นั้น จิตตั้งมั่นจนเต็มขีด แม้ขณะจิตนิดหน่อย ก็ไม่ได้ปล่อยให้หลงเพลินไปตามอารมณ์
เอกัคคตารมณ์จมดิ่ง นิ่งแน่ว ใจใสแจ๋วเฉพาะอันเดียว มิได้เกี่ยวเกาะเสาะแส่หาอัตตา แลอนัตตาอีกต่อไป สติสมาธิภายในนั้นหากพอดีสมสัดส่วน ไม่ต้องระมัดระวัง ไม่ต้องตั้งสติรักษา
ตัวสติสัมปชัญญะสมาธิ มันหากรักษาตัวมันเอง
#อัปปนาสมาธินี้ละเอียดมาก
#เมื่อเข้าถึงที่แล้วลมหายใจแทบจะไม่ปรากฏ
ขณะมันจะลงทีแรก คล้ายกับว่าจะเคลิ้มไป แต่ว่าไม่ถึงกับเผลอสติเข้าสู่ภวังค์
ขณะสนธิกันนี้ ท่านเรียกว่า "โคตรภูจิต"
ถ้าลงถึงอัปปนาเต็มที่แล้ว
#มีสติรู้อยู่ เรียกว่า #อัปปนาสมาธิ
#ถ้าหาสติมิได้ ใจน้อมลงสู่ภวังค์ เข้าถึงความสงบหน้าเดียว หรือมีสติอยู่บ้าง แต่เพ่ง หรือยินดีชมแต่ความสุข อันเกิดจากความสงบอันละเอียดอยู่เท่านั้น เรียกว่า
#อัปปนาฌาน
อัปปนาสมาธินี้ มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่เข้าอัปปนาฌาน
ชำนาญแล้ว ย่อมเข้าหรือออกได้สมประสงค์ จะตั้งอยู่ตรงไหน ช้านานสักเท่าไรก็ได้ ซึ่งเรียกว่า "โลกุตระฌาน อันเป็นวิหารธรรมของพระอริยเจ้า"
อัปปนาสมาธิ เมื่อมันจะเข้าทีแรก หากสติไม่พอ เผลอตัวเข้า กลายเป็นอัปปนาฌานไปเสีย

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






"พอมีคนตำหนิติเตียนมันนิดๆหน่อยๆ มันผูกคอตาย ฆ่าตัวตาย มันยิงตัวตาย เห็นไหมโยม เพราะมันไม่เข้าใจว่าคืออะไร โลกนี้จะอยู่ด้วยการยกย่องสรรเสริญอย่างเดียวไม่ได้ โลกนี้จะอยู่ด้วยการนินทาให้ร้ายป้ายสีอย่างเดียวก็ไม่ได้ โลกนี้จะมีแต่สุขอย่างเดียวก็ไม่ได้ มีทุกข์อย่างเดียวก็ไม่ได้ ฉะนั้นให้พยายามเข้าใจให้ได้"

หลวงพ่อโสภณ โอภาโส
วัดบึงลัฏฐิวัน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา






“คำถาม”
ในฐานะที่หลวงปู่เคยเกิดเป็นลูกศิษย์ของพระอุปคุตในอดีตชาติ บางคนก็ว่าพระอุปคุตยังไม่ตาย คือยังมีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเล อันนี้ จริงหรือไม่?
หลวงปู่ ตอบว่า
...”ทุกๆคนที่เกิดมา จะต้องตายทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ทั้งหลาย
จะต้องดับขันธ์ คือ ธาตุขันธ์ร่างกาย
จะต้องตายทุกคนทุกท่านนั่นแหละ
ให้มีศรัทธาคือให้เชื่อตามกฏของสัจจะธรรม
อย่าเป็นคนโง่เชื่อง่ายๆ”
คำถามต่อไป
แต่ในตำรา เขาบอกไว้ว่า
...ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์
ถ้าเรานิมนต์ท่านไว้ให้อยู่โปรดสัตว์
ชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ อันนี้ จะได้จริง หรือไม่?
หลวงปู่ตอบว่า
...”พระพุทธเจ้า ทุกๆพระองค์ และ
พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อหมดอายุขัย ก็
ตายท้ังนั้น
...ถ้าเราไปนิมนต์ท่านให้อยู่ครองธาตุขันธ์
ก็เท่ากับว่าเราเป็นคนโง่นะสิ เพราะ
เราไม่เชื่อเรื่องกฏของสัจจะธรรมที่ว่า
ทุกคนเกิดมาจะต้องตาย
แม้แต่หลวงปู่เอง อีกไม่นานก็จะตายเช่นกัน”

...หลวงปู่ไม อินทสิริ.






ก่อนนี้อารยธรรมทางวัตถุมันอยู่ข้างล่าง อารยธรรมทางจิตใจมันอยู่ข้างบน อย่างที่พูดกันว่า ใจมันนำกาย กายมันอยู่ข้างล่าง ใจมันอยู่ข้างบน อารยธรรมทางจิตย่อมนำอารยธรรมทางวัตถุ แต่เดี๋ยวนี้มันตรงกันข้าม อารยธรรมทางวัตถุขึ้นท่วมท้นอารยธรรมทางจิตใจ
อารยธรรมเหล่านี้มันจึงมีลักษณะเหมือนเอาหัวลง เอาเท้าขึ้น คนเรากำลังมีลักษณะเอาหัวลงเอาเท้าขึ้น บูชาวัตถุยิ่งกว่าจิตใจ...คิดดูเอาเองว่ามันน่าสังเวชทุเรศกันสักเท่าไร

พุทธทาสภิกขุ






เมื่อรู้เท่าแล้ววางเฉย
เป็นความสุขอย่างยิ่ง..
ถ้ามีความรัก ความชังอยู่
นั้นเองเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
เพราะยินดี ยินร้ายในเรื่องนั้น
แปลว่า เจ็บ แสบ ร้อนไปด้วยเขา
จึงเป็นทุกข์

หลวงปู่หลุย จันทสาโร







"ทุกข์อยู่ที่ไหน"
" มีความเข้าใจกันว่า
ทุกข์อยู่ที่โน้น ทุกข์อยู่ที่นี่
แล้วก็ดิ้นรนหาทางแก้ทุกข์
เช่น เข้าใจว่าทุกข์อยู่กับ
การไม่มีทรัพย์สมบัติ
สิ่งของต่างๆ และปัจจัย
เครื่องใช้อะไรก็แล้วแต่
เช่นทุกข์เพราะไม่มีเงิน
เพียงพอ ไม่มีบ้าน ไม่มี
รถยนต์ ไม่มีเครื่องใช้
ทัดเทียมผู้อื่น เป็นต้น
เราก็ไปโยนความทุกข์
ไว้กับสิ่งของวัตถุภายนอก
แต่ถ้าเราพิจารณาให้
ละเอียดลึกซึ้งลงไปแล้ว
ทุกข์มันไม่ได้เกิดที่
ข้างนอก ทุกข์มันอยู่ที่
กาย วาจา และใจของเรา
เพราะฉะนั้นในการ
ปฏิบัติเพื่อแก้ทุกข์เพื่อ
ดับทุกข์ในเบื้องต้นนั้น
เราเข้าใจว่าทุกข์อยู่ที่กาย
เช่นทุกข์อยู่ที่ชาติ
ความเกิด ทุกข์อยู่ที่
ความชราความแก่
ทุกข์อยู่ที่พยาธิความ
ป่วยไข้ และก็ทุกข์อยู่
ที่ความตายความแตกดับ
แต่สำหรับผู้ประพฤติ
ปฏิบัติธรรมวินัยสำรวม
ใจของตน ให้เกิดความ
ระงับจนเกิดปัญญา
ความรู้ตามสภาพความ
เป็นจริงแล้ว ทุกข์นั้น
ไม่ได้อยู่ที่เกิด ไม่ได้อยู่
ที่แก่ ไม่ได้อยู่ที่เจ็บ
และไม่ได้อยู่ที่ตาย
เพราะสิ่งที่เกิดคือ
รูปธาตุสี่นั้นเป็นส่วนหนึ่ง
ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ
จะเป็นรูปใครก็แล้วแต่
ฉะนั้น ความทุกข์ไม่ได้
อยู่ที่นั่น ความทุกข์อยู่ที่
หัวใจ คืออยู่ที่ใจเป็นผู้
รับรู้เรื่องนั้นที่ทำให้ทุกข์ "

โอวาทธรรม
หลวงตาคำดี ปัญโญภาโส


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร