วันเวลาปัจจุบัน 16 พ.ย. 2019, 05:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2019, 08:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31734

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดูสิเมโลกสวยจะเถียงออกไหม :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2019, 09:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6295

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ความหมายนิโรธ 5 ระดับ (จิต)


ภาวะปลอดราคะคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ แบ่งนิโรธ ซึ่งเป็นไวพจน์สำคัญของนิพพาน ออกเป็น ๕ อย่าง หรือ ๕ ระดับ (ขุ.ปฏิ.31/706/610) คือ

๑. วิกขัมภนนิโรธ ได้แก่ การที่ผู้เจริญปฐมฌาน ดับนิวรณ์ได้ด้วยการข่มไว้ (สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และรูปฌาน ๔ เป็นวิกขัมภนนิโรธทั้งหมด เพราะนับแต่เข้าปฐมฌานแล้วเป็นต้นไป อกุศลธรรมทั้งหลายมีนิวรณ์ เป็นต้น ย่อมถูกข่มให้ระงับไปเอง แต่ก็ดับชั่วเวลาที่อยู่ในฌานสมาบัตินั้น พูดอย่างง่ายว่า ข่มธรรมที่เป็นข้าศึกคือกิเลสต่างๆ เช่น นิวรณ์ เป็นต้นได้ ด้วยโลกิยสมาธิ เป็นการดับกิเลสแบบเอาหินทับหญ้า)

๒. ตทังคนิโรธ ได้แก่ การที่ผู้เจริญสมาธิถึงขั้นชำแรกทำลายกิเลส ดับความเห็นผิดต่างๆ ลงได้ด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับกัน (หมายถึงการดับกิเลสในขั้นวิปัสสนา คือใช้ปัญญาพิจารณาสภาวะของสิ่งทั้งหลาย เช่น พิจารณาความไม่เที่ยง เป็นต้น พิจารณาเห็นแง่ใด ก็เกิดญาณขึ้นกำจัดความเห็นหรือความยึดถือในทางตรงข้ามที่ขัดต่อสัจธรรมใน แง่นั้นๆ ลงได้ เช่น กำหนดเห็นตัวตนเราเขาเป็นเพียงนามรูป ก็ดับสักกายทิฏฐิได้ พิจารณาความไม่เที่ยง ก็ดับนิจจสัญญาได้ พิจารณาเห็นทุกข์ ก็ดับสุขสัญญาได้ พิจารณาเห็นอนัตตา ก็ดับอัตตสัญญาได้ เป็นต้น เป็นการดับกิเลส แบบจุดดวงไฟ ดับความมืด แต่ก็ยังเป็นการดับชั่วคราว เหมือนว่าพอไฟดับ ก็มืดอีก)

๓. สมุจเฉทนิโรธ ได้แก่ การที่ผู้เจริญโลกุตรมรรค ซึ่งให้ถึงความสิ้นกิเลส ดับกิเลสได้ด้วยการตัดขาด (หมายถึง อริยมรรคทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค ซึ่งดับกิเลสเช่นสังโยชน์ทั้งหลายได้อย่างเด็ดขาด ไม่กลับงอกงามขึ้นมาได้อีก เหมือนต้นไม้ถูกสายฟ้าฟาด หรือขุดรากถอนโคนทิ้ง)

๔. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสในขณะแห่งผล โดยเป็นภาวะที่กิเลสราบคาบไปแล้ว (หมายถึง อริยผลทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล ซึ่งเป็นภาวะสงบเรียบซึ้งสนิท เพราะกิเลสได้ถูกมรรคตัดขาดระงับดับสิ้นไปแล้ว)

๕. นิสสรณนิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสที่เป็นภาวะพ้นออกไปแล้วจากกิเลส ดำรงอยู่ต่างหาก ห่างไกลจากกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสเลย นิโรธข้อนี้แหละ คือ นิพพาน หรือที่เรียกว่า อมตธาตุ ซึ่งเป็นภาวะที่ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ

ในนิโรธ ๕ ข้อนี้ ๒ ข้อแรก คือ วิกขัมภนนิโรธ และตทังคนิโรธ เป็นขั้นโลกิย์ ส่วนสามข้อท้าย เป็นโลกุตระ สี่ข้อแรกเรียกว่าเป็นนิพพานได้โดยปริยาย คือโดยอ้อมหรือในบางแง่บางด้าน
ส่วนข้อสุดท้าย คือ นิสสรณนิโรธ จึงจะเป็นนิพพานโดยนิปริยาย คือนิพพานแท้ โดยตรง เต็มตามความหมาย

cool
ภาวะปลอดราคะ
แค่คำว่าราคะเอาให้เข้าใจก่อนดีมั๊ยคะ
:b12:
ราคะ=ราคา=ลาภะ=โลภะ=โลภ=ติดใจอยากได้เพิ่มเพราะมีมูลค่า
ถ้ายังอยากได้ลาภสักการะยังอยากได้ยังอยากถึงนิพพานจะถึงได้รึ
เพราะนิพพานเป็นสภาพดับโลภะโทสะโมหะหมดไม่มีความอยากอีกแล้ว
คิดสิคะยังอยากได้อยากดีแล้วเอาตัวตนไปทำเพื่อให้ได้เพิ่มจะหมดกิเลสรึ
กิเลสมีแล้วอยู่ภายในจิตตนเองไม่ต้องอยากได้ฟังให้เข้าใจก่อนไม่มีจิตครองกาย
https://youtu.be/u1Ajfbc5e1w
:b16: :b17:
:b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2019, 10:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31734

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่ว่าที่นี่ที่ไหนๆ พูดเรื่องนิพพานกัน นี่ก็ว่าด้วยเรื่องนิพพาน :b1:

https://pantip.com/topic/39316417

อ้างคำพูด:
นิพพานเกิดที่ไหน?

นิพพานเป็นสิ่งที่ไปบังคับไม่ได้

นิพพานเป็นอนัตตา

นิพพานมาเกิดกับคนที่ปฏิบัติตามศาสนาพุทธ ได้อย่างไรกัน

นิพพานเป็นธรรมชาติ เป็นอนัตตา

นิพพานก็ย่อมเกิดตามธรรมชาติ

ตามภูเขา ต้นไม้ เกิดกับ คน สัตว์ สิ่งของ

ทำไมนิพพานไม่เกิดกับ ทุกคน ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้

บุคคล สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ภูเขาแม่น้ำคือธรรมชาติ


:b13:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2019, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31734

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:

ภาวะปลอดราคะ
แค่คำว่าราคะเอาให้เข้าใจก่อนดีมั๊ยคะ

ราคะ=ราคา=ลาภะ=โลภะ=โลภ=ติดใจอยากได้เพิ่มเพราะมีมูลค่า
ถ้ายังอยากได้ลาภสักการะยังอยากได้ยังอยากถึงนิพพานจะถึงได้รึ
เพราะนิพพานเป็นสภาพดับโลภะโทสะโมหะหมดไม่มีความอยากอีกแล้ว
คิดสิคะ ยังอยากได้ อยากดีแล้วเอาตัวตนไปทำเพื่อให้ได้เพิ่อจะหมดกิเลสรึ
กิเลสมีแล้วอยู่ภายในจิตตนเองไม่ต้องอยากได้ ฟังให้เข้าใจก่อนไม่มีจิตครองกาย
https://youtu.be/u1Ajfbc5e1w


ส่วนคุณโรสศิษย์แม่สุจิน ก็ว่า ไม่ต้องไปอยากนั่นอยากนี่มัน กิเลสมันอยู่แล้ว อยู่เฉยๆเพียงฟังให้เข้าใจก็
จบ คือ คุณโรสเข้าใจว่า อยากเป็นกิเลสเป็นตัณหาไปหมด อยากปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ เพราะอยากเป็นกิเลส นี่คุณโรสเข้าใจอย่างนี้ :b13:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2019, 13:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6295

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

ภาวะปลอดราคะ
แค่คำว่าราคะเอาให้เข้าใจก่อนดีมั๊ยคะ

ราคะ=ราคา=ลาภะ=โลภะ=โลภ=ติดใจอยากได้เพิ่มเพราะมีมูลค่า
ถ้ายังอยากได้ลาภสักการะยังอยากได้ยังอยากถึงนิพพานจะถึงได้รึ
เพราะนิพพานเป็นสภาพดับโลภะโทสะโมหะหมดไม่มีความอยากอีกแล้ว
คิดสิคะ ยังอยากได้ อยากดีแล้วเอาตัวตนไปทำเพื่อให้ได้เพิ่อจะหมดกิเลสรึ
กิเลสมีแล้วอยู่ภายในจิตตนเองไม่ต้องอยากได้ ฟังให้เข้าใจก่อนไม่มีจิตครองกาย
https://youtu.be/u1Ajfbc5e1w


ส่วนคุณโรสศิษย์แม่สุจิน ก็ว่า ไม่ต้องไปอยากนั่นอยากนี่มัน กิเลสมันอยู่แล้ว อยู่เฉยๆเพียงฟังให้เข้าใจก็
จบ คือ คุณโรสเข้าใจว่า อยากเป็นกิเลสเป็นตัณหาไปหมด อยากปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ เพราะอยากเป็นกิเลส นี่คุณโรสเข้าใจอย่างนี้ :b13:

Kiss
ฟังไม่เข้าใจเขาเรียกว่า
ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด
เมื่อฟังไม่เข้าใจก็ทำตามเห็นผิดไปเรื่อยๆ
ถามหน่อยสิในเมื่อตัวตนไม่มีแล้วคิดเอาตัวตนไปทำอะไร
ทำไม๊ไม่เริ่มต้นฟังให้เข้าใจก่อนทำผิดไปเรื่อยๆคิดได้ไหมว่าทำผิดก็ทำไปแบบไม่รู้ว่าผิดอ่ะ
ถ้าฟังเข้าใจต้องรู้สึกตัวสิว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ถูกตามคำสอนไหมไม่ใช่คิดลูกเดียวว่าคนอื่นไม่ทำ555
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2019, 17:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31734

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:

ภาวะปลอดราคะ
แค่คำว่าราคะเอาให้เข้าใจก่อนดีมั๊ยคะ

ราคะ=ราคา=ลาภะ=โลภะ=โลภ=ติดใจอยากได้เพิ่มเพราะมีมูลค่า
ถ้ายังอยากได้ลาภสักการะยังอยากได้ยังอยากถึงนิพพานจะถึงได้รึ
เพราะนิพพานเป็นสภาพดับโลภะโทสะโมหะหมดไม่มีความอยากอีกแล้ว
คิดสิคะ ยังอยากได้ อยากดีแล้วเอาตัวตนไปทำเพื่อให้ได้เพิ่อจะหมดกิเลสรึ
กิเลสมีแล้วอยู่ภายในจิตตนเองไม่ต้องอยากได้ ฟังให้เข้าใจก่อนไม่มีจิตครองกาย
https://youtu.be/u1Ajfbc5e1w


ส่วนคุณโรสศิษย์แม่สุจิน ก็ว่า ไม่ต้องไปอยากนั่นอยากนี่มัน กิเลสมันอยู่แล้ว อยู่เฉยๆเพียงฟังให้เข้าใจก็
จบ คือ คุณโรสเข้าใจว่า อยากเป็นกิเลสเป็นตัณหาไปหมด อยากปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ เพราะอยากเป็นกิเลส นี่คุณโรสเข้าใจอย่างนี้ :b13:

Kiss
ฟังไม่เข้าใจเขาเรียกว่า
ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด
เมื่อฟังไม่เข้าใจก็ทำตามเห็นผิดไปเรื่อยๆ
ถามหน่อยสิ ในเมื่อตัวตนไม่มีแล้วคิดเอาตัวตนไปทำอะไร
ทำไม๊ไม่เริ่มต้นฟังให้เข้าใจก่อนทำผิดไปเรื่อยๆคิดได้ไหมว่าทำผิดก็ทำไปแบบไม่รู้ว่าผิดอ่ะ
ถ้าฟังเข้าใจต้องรู้สึกตัวสิว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ถูกตามคำสอนไหมไม่ใช่คิดลูกเดียวว่าคนอื่นไม่ทำ555



แล้วที่เห็นๆกันอยู่นี่อยู่นั่นใคร ออกจากบ้านไปทำงานหาเลี้ยงชีวิต เลิกงานบ้างก็ขับรถกลับ บ้างก็ขึ้นรถเมล์กลับ บ้างก็นั่งมอไซวินกลับอยู่นั่นใคร ถ้าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแล้วใคร เอ้า ตอบสิใคร เอ้า

อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ใครเอ้า :b13:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2019, 17:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31734

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อีกหน่อยสั้นๆ พิมพ์ลงไปงั้นแหละ ให้ กท.เคลื่อนไหว :b12:

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า พระองค์จะปรินิพพานต่อเมื่อพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายทั้งปวง คือ พระภิกษุ ทั้งเถระ ทั้งมัชฌิมะ ทั้งนวกะ ภิกษุณีก็เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่ถือพรหมจรรย์ และที่เป็นผู้ครองเรือนทั้งหมด ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้ คือ

๑. ต้องเป็นผู้มีความรู้ เข้าใจหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าได้ดีและประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอน

๒. นอกจากรู้เข้าใจเอง และปฏิบัติได้ดีแล้ว ยังสามารถบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วย

๓. เมื่อมีปรัปวาทเกิดขึ้น คือ คำจ้วงจาบสอนคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัย ก็สามารถชี้แจงแก้ไขได้ด้วย

ตอนที่พระองค์จะปรินิพพานนั้น มารก็มากราบทูลว่า เวลานี้พุทธบริษัท ๔ มีคุณสมบัติพร้อมอย่างที่พระองค์ได้ตรัสเหมือนกับเป็นเงื่อนไขไว้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าเป็นอย่างนั้น จึงทรงรับที่จะปรินิพพานโดยปลงพระชนมายุสังขาร

พุทธดำรัสนี้ ก็เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้าทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔ แต่ต้องมองให้ตลอดด้วยว่า ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัทที่เป็นอย่างไร

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron