วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ย. 2019, 23:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2019, 05:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3534


 ข้อมูลส่วนตัว


ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็มีอยู่ ไม่มีใครพ้นตาย เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน ตายก็ตายเต็มแผ่นดิน อยู่เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่นี้แหละ ความตายเต็มแผ่นดินอยู่ เป็นเป็ด ไก่ หมู หมา เขาก็ตาย มนุษย์ชายหญิงก็ตาย ใครล่ะ เกิดมาแล้วไม่ตาย
.
ถ้าเกิดมาขวางโลกเขา เกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่เฒ่า ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ขวางบ้าน ขวางแผ่นดิน ขวางโลก เขาอยู่ได้อย่างไร ให้ภาวนา มรณานุสสติอยู่อย่างนี้แหละ
.
เป็นเป็ดเป็นไก่มันก็ตาย เป็น วัว ควาย ช้าง ม้า หมู หมา เขาก็ตาย คนแก่ก็ตาย คนหนุ่มก็ตาย ถ้ากลัวตายมีใครพ้นตายไหม ทุกคนทุกสิ่งสรุปลงสู่ความตายทั้งหมด
.
เป็ด ไก่ วัว ควาย หมู ปลา ถ้ามันไม่ตายเอง เขาก็ฆ่าเอาให้มันตาย อยู่ในสภาพไหนล่ะมันจะพ้นจากความตาย ถึงจะมีอายุผ่านพ้นไปร้อยปีพันปี มันก็ต้องตายอยู่นั่นแหละ สัจจธรรมข้อนี้ใครๆ ก็พ้นไปไม่ได้ นั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็ตาย กินอยู่ก็ตาย ไม่กินก็ตาย เจ็บป่วยอยู่ก็ตาย ไม่เจ็บไม่ป่วยมันก็ตาย ความตายมันมีอยู่ทุกฐานะทุกสถานที่
.
ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อ พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงเสีย แม้อบายโลก เขาก็ฆ่ากันกินกันอยู่ ความตายจึงไม่มีที่จะหลีกเร้นซ่อนหนี
.
ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีนอกจาก พุทฺธํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ สงฆํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราต้องหาที่พึ่งอันประเสริฐไว้เสียแต่บัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจมันไม่อำนวยแล้วจะไปคิดถึงอะไรจะไปยึดไปถือเอาอะไรเป็นที่พึ่งมันยาก
.
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ






เรื่อง "พรานบุญหนาใจบาป ทำชั่วกับพระพุทธรูป"

(ปกิณกธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย)

หลวงปู่ขาวท่านได้เล่าเรื่อง “พรานบุญหนาใจบาป” สมัยที่ท่านมาอยู่วัดถ้ำกลองเพลใหม่ๆ นั้น ในถ้ำมีพระพุทธรูปขนาดต่างๆมากมาย ทั้งที่ซ้อนไว้ในที่ลับตาคน ทั้งที่ประดิษฐานในถ้ำอย่างเปิดเผยแต่ดั้งเดิม ที่คนนำมาประดิษฐานรวมกันไว้ในถ้ำมีมากมาย แม้พระพุทธรูปทองคำ เงิน นาก ทองสัมฤทธิ์ ก็มีไม่น้อย “แต่ถูกมารศาสนาเอาไปกินเรียบวุธไม่มีเหลือมานานแล้ว” เหลือแต่พระพุทธรูปธรรมดาที่เห็นกันอยู่เท่านี้

ตามธรรมดาพระพุทธรูปทั้งมวล ย่อมเป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวพุทธทั่วไป ไม่มีใครถือเป็นเสนียดจัญไรให้โทษทุกข์แต่อย่างใด แม้จะเป็นคนดีคนชั่วขนาดไหน เมื่อมาเจอพระพุทธรูปเข้าจิตใจย่อมอ่อนโยน เคารพบูชา ไม่ถือเป็นอริศัตรูแต่อย่างใด พระพุทธรูปที่ถ้ำกลองเพลนี้ก็เช่นเดียวกัน พวกนายพรานที่มาพักค้างคืนที่ถ้ำต่างก็กราบไหว้บูชา และขออธิฐานขอขมาลาโทษในสิ่งที่ตนทำ ในบรรดาพรานที่มาพักที่ถ้ำกลองเพล มีนายพรานพิสดารคนหนึ่งชื่อ "นายพรานบุญหนา" ซึ่งหลวงตามหาบัวท่านได้เรียกว่า "นายพรานบาปหนา"

มีวันหนึ่ง พรานบุญหนาเที่ยวล่าสัตว์ไปตั้งแต่เช้าจนค่ำแต่ไม่เจอสัตว์ใดๆ เลยแม้แต่ตัวเดียว รู้สึกหงุดหงิดเพลียทั้งกายทั้งใจ จึงได้แวะพักที่ถ้ำกลองเพล ซึ่งมีเพื่อนพรานคนอื่นๆเข้ามาพักอยู่ตามปกติ ด้วยความหงุดหงิด พรานบุญหนาเหลือบไปเห็นพระพุทธรูปในถ้ำ มีทั้งองค์ใหญ่องค์เล็กจำนวนมากมาย พลันความคิดชั่วของแกก็ผุดขึ้นมา แกกล่าวหาว่า คงเป็นด้วยพระพุทธรูปทั้งหลายนี้แหละที่แกล้งแก ทำให้แกไม่สามารถล่าสัตว์มาเป็นอาหารได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ด้วยความวิตถาร แกไปยกพระพุทธรูปน้อยใหญ่มาตั้งแถวเรียงหน้ากันเหมือนกองทหาร แกเอากิ่งไม้มาถือเป็นแส้ในมือ แกทำหน้าที่เป็นนายทหารฝึกแถว สั่งพระพุทธรูปให้ซ้ายหันขวาหัน พร้อมทั้งใช้แส้หวดพระพุทธรูปองค์ที่แกเห็นว่าอ่อนแอหรือไม่ทำตามคำสั่ง ปากแกก็สั่ง บ่น สั่งอบรมสั่งสอนพระพุทธรูป เพื่อให้หลาบจำ คราวหน้าจะได้ไม่แกล้งแกอีก บรรดาเพื่อนพรานพยายามห้ามปราม แกก็ไม่ฟังเสียงพรานเหล่านั้นจึงต่างหลบหนีกลับบ้าน โดยไม่มีใครกล้าปริปากอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อพรานบุญหนาอบรมพระพุทธรูปจนหนำใจแล้ว แกก็กลับบ้าน บรรดาญาติพี่น้องและคนในบ้านต่างปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าถามแกในเรื่องที่แกทำ บรรดาเพื่อนพรานก็หลบหนีไม่กล้ามาพบหน้า คงเพราะกลัวเกรงความบ้าของแก ต่างคนต่างนิ่งเฉยเหมือนคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ พอตกกลางคืน พรานบุญหนาเริ่มมีอาการคันตามร่างกายแล้วกลายเป็นตุ่มคันไปทั้งตัว ปวดแสบปวดร้อนไปหมด ทั้งแสบทั้งคันจนทนไม่ไหว ครวญครางร้องหาให้คนช่วย พวกเพื่อนพรานของแกหนีหมด ไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมดูอาการ ก็มีเพียงคนเฒ่าคนแก่มาช่วยเหลือ แม้จะหายูกยามาทามาแก้ไขอย่างไรอาการก็ไม่ทุเลา มีแต่จะเห่อลุกลามมากขึ้นไปทั่วทั้งตัว อาการคันปวดแสบปวดร้อนเพิ่มมากขึ้นสุดแสนจะทนทานได้ คนแก่พยายามถามเลียบเคียงว่า ให้แกลองนึกดูว่าในระยะนี้แกไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีไม่งามบ้าง เพราะดูอาการของแกมันผิดปกติธรรมดาทั่วไป คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่

ในที่สุดพรานบุญหนาก็สารภาพออกมาเกี่ยวกับการที่ตนไปทำไม่ดีกับพระพุทธรูปที่ถ้ำกลองเพล แกอยากไปกราบขอขมาแต่ยังไม่สามารถไปได้ในเวลานั้น เพราะเป็นเวลากลางคืนและยังป่วยอยู่ คนเฒ่าคนแก่จึงให้ไปหาพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง จัดดอกไม้ธูปเทียนให้แกกราบขอขมา ปรากฎว่าอาการแสบคันของแกค่อยทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อแกหาย และมีเรี่ยวแรงแล้ว แกก็จัดดอกไม้ธูปเทียนไปกราบขอขมาพระพุทธรูปในถ้ำ ที่แกก่อความไม่ดีเอาไว้ แล้วก็ปฏิญาณเลิกอาชีพพราน เลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่บัดนั้น สาธุเดชะบุญนับว่าโชคดีที่แกกลับตัวกลับใจได้ทัน

หลวงตามหาบัวท่านได้ให้ความเห็นว่า เรื่องของพรานบุญเป็นตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ในสมัยปัจจุบันซึ่งถูกกิเลสขโมยก่อไฟ แล้วก็มาหลอกให้พรานแกเข้ากองไฟด้วยความคึกคะนองจับพระพุทธรูปอันเป็นสิ่งวิเศษศักดิ์สิทธิ์โดยธรรม มาฝึกทหารและเฆี่ยนตีด้วยประการต่างๆ จนกระทั้งเจอดี คือร่างกายเกิดผุพองหนองไหลขึ้นสดๆ ร้อนๆต่อหน้าต่อตา จะเป็นจะตาย และเตรียมลงนรกทั้งเป็นทั้งตายขณะนั้น จึงมีเทวบุตรมาโปรดให้เห็นโทษแห่งการกระทำของตนและได้กลับตัวมาทางธรรม ยอมรับความจริงว่าบาปมี บุญมี จึงรอดภัยพิบัติไปในเวลานั้น ไม่ถูกกิเลสตัวพาให้มืดบอดลากลงนรกทั้งเป็นเสียทีเดียว ชนิดจมไปเลยไม่มีวันโผล่


โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย
(จากหนังสือธรรมประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย)
(โครงการ หนังสือบูรพาจารย์เล่ม ๔)




..อย่าได้ประมาทในการสร้างความดี ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก มันไม่ไปไหน เป็นสมบัติของเราล้วนๆ เหมือนกับที่เรากินข้าว เรากินน้อยก็ไม่อิ่ม ถ้าเรากินมากมันก็อิ่ม อย่ามัวสงสัยในบุญกุศล พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นจึงไปนำมาสอนพวกเรา ให้ประพฤติปฏิบัติตาม เราเกิดมาหลายภพหลายชาติ แต่เราจำไม่ได้ ถ้าเราจำได้คงเข็ดหลาบตอนที่เราไปตกนรก แต่นี้มันจำไม่ได้ ก็เลยไม่เอาใจใส่ ไม่มีความกลัว ตั้งตัวอยู่ในความประมาท พระพุทธเจ้าจึงให้พวกเรามีศีลก่อนถ้าศีลตั้งมั่น มันก็เกิดสมาธิ ถ้าสมาธิตั้งมั่นมันก็เกิดปัญญา เมื่อปัญญาตั้งมั่นมันก็เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายมันก็จะละ จะวาง จิตมันก็ไม่มีอะไร เพราะมันหลุดมันพ้นไปจากโลกสมมุติ..

คติธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร




น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า

"นั่นแหละ มันทุกข์ เข้าใจไหม
ทุกข์ทั้งนั้นแหละ เป็นผัวเมียกัน
บอกรักกันๆ มันก็ดีแต่ตอนใหม่ๆ นั่นละ
กินข้าวเปล่า ใส่น้ำปลา มันยังว่าอร่อยเลย พอนานไป ทีนี้ไม่อร่อยแล้ว ทำมาแค่ไหน
ก็ไม่อร่อยแล้ว เข้าใจไหม มันเบื่อ มันนาน"

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต อ.หนองแสง จ.อุดรธานี





ถ้าเธอท้อแท้ แล้วเธอปฏิบัติธรรมมา เธอจะเอาไปใช้ตอนไหน ก็ใช้ตอนนี้ล่ะ

หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร