วันเวลาปัจจุบัน 16 พ.ย. 2019, 06:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 66 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2019, 15:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ความเงียบสงบ ทำให้ฉันทำสมาธิได้สำเร็จ ซึ่งเมื่ออยู่เมืองไทย พยายามทำแล้วไม่สำเร็จ
เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ผู้ใหญ่ให้เราไปเรียนวิปัสสนา โดยมีแม่ชีมาสอน นั่งเรียงแถวจ้องเทียน ยุบหนอพองหนอ กำหนดลมหายใจ พอตกกลางคืน ฉันร้องกรี๊ดเอะอะโวยวายขึ้นมาขณะนอนหลับ
ฉันรู้สึก เหมือนมีเสียงฟ้าผ่าลงบนหัว เสียงเหมือนระเบิดดังเปรี๊ยะ พร้อมกับเหมือนมีแสงสว่างแวบเข้ามาอย่างน่ากลัว ฉันผวาลุกขึ้น ตัวสั่นเหงื่อแตกด้วยความกลัว


ตั้งแต่นั้นมา ฉันไม่ยอมไปนั่งวิปัสสนาอีกเลย คงเป็นเพราะฉันยังเป็นคนมีบาป ไม่มีบารมีพอที่จะรับบุญนี้ จึงบันดาลให้เกิดอาการประหลาดนี้ขึ้น


พยาบาลน้อยใจแฟนโดดคลองแสนแสบเสียชีวิต

อ้างคำพูด:
ด้านนาย...อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นแฟนผู้ตายกล่าวว่า ตนคบกันมา 2-3 ปี ก่อนจะเลิกกันไป และกลับมาคบกันอีกรอบได้ 2-3 เดือน แต่มีปากเสียงกันตลอด
ปกติผู้ตายจะพักที่ซอยรามคำแหง 50 แต่เมื่อวานนี้ออกจากที่ห้องตอน 20.00 น. โดยมีการคุยโทรศัพท์กับตน และมีปากเสียงทะเลาะกัน โดยมีการส่งข้อความมาตอน 23.00 น. บอกว่า จะรอคนรักที่สะพานข้ามคลองแสนแสบ ซึ่งอยู้ใกล้จุดเกิดเหตุที่พบศพ โดยข้อความเน้นว่า ถ้าไม่มาที่สะพานก็ไม่ต้องพบกันอีกเลย ให้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้น จากนั้นตนก็ติดต่อไปไม่ได้อีกเลย


ตัวอย่างการปฏิบัติข้างบนนั้น ไม่ใช่สิ่งใดๆบันดาลให้เป็นนั่นเป็นนี่ดอก มันเกิดจากสภาพจิตใจตนเอง นี่พูดโดยภาษาสมมติ แต่เมื่อพูดโดยภาษาธรรมะแล้วมันเป็นสภาวธรรมเป็นธรรมชาติของมันเอง

เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนที่เกิดมาชาติหนึ่งนี้แล้วได้พบกับพระพุทธศาสนานับว่าเป็นบุญนักหนาแล้ว เมื่อจะรบกับผู้อื่นก็จงรบกับจิตใจตนเองให้ชนะก่อน ใช้เวลาปีสองปีเพื่อรบกับตนเอง เมื่อชนะตนเองแล้ว จะโดดน้ำตาย จะรมควันตาย จะแขวนคอตาย ก็ยังไม่สาย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2019, 16:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ปฏิบัติธรรมบ้านเราส่วนมาก พอคิดกันว่าปฏิบัติธรรม ทำแล้วต้องราบรื่นเรียบร้อย ไร้อุปสรรคขัดขวาง จึงจะเรียกว่า การปฏิบัติธรรม ร้อยทั้งร้อยเข้าใจกันอย่างนี้ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การทำงานอะไรมักมีอุปสรรคนั่นนี่ขัด เมื่อตนเองประสบแล้วต้องรู้ทันและไม่ย่อท้อ
การปฏิบัติทางจิตที่เรียกอย่างรู้กันทั่วๆไปว่า การปฏิบัติธรรม เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วอุปสรรคนานาประการซึ่งเกิดตามธรรมดาธรรมชาติของมัน พออุปสรรคเกิดทางกายก็ดี ทางความรู้สึกนึกคิดก็ดี ก็โทษนั่นโทษนี่ :b32: ใจถอดใจถอยไม่เอาแล้ว :b1: อุปสรรคนั่นแหละคือการรบกับใจตัวเอง :b1: ถ้าถอดถ้าถอยแล้วแปลว่าแพ้ใจตัวเองแล้ว

การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน เมื่อปฏิบัติถูกในเบื้องต้นแล้วอุปสรรคจะเกิด แต่เมื่อกำหนดเท่าทันจนผ่านไปได้แล้ว สรรพคุณมีมาก ตัวอย่างสั้นๆ

อ้างคำพูด:
การเจริญสติปัฏฐาน คือ การเป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งทำให้ภาพตัวตนที่จิตอวิชชาปั้นแต่ง ไม่มีช่องที่จะแทรกตัวเข้ามาในความคิดแล้วก่อปัญหาขึ้นได้

การปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานนี้ นักศึกษาฝ่ายตะวันตกบางท่าน นำไปเปรียบเทียบกับวิธีการแบบจิต วิเคราะห์ ของจิตแพทย์ (Psychiatrist) สมัยปัจจุบัน และประเมินคุณค่าว่า สติ ปัฏฐานได้ผลดีกว่า และใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางกว่า เพราะทุกคนสามารถปฏิบัติได้เอง และ ใช้ในยามปรกติเพื่อความมีสุขภาพจิตที่ดีได้ด้วย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2019, 18:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอาอีกสักตอนหนึ่ง ตอนนี้จะเห็นว่า ความทุกข์ทางจิตใจนั้น ส่งผลกระทบถึงกายด้วย (ตัดเอาจากตรงนี้) ดู



เมื่อฉันท้องลูกคนแรก แม่ฉันได้ยกที่ดินเล็กๆให้ ที่เป็นซอยแยกจากกล้วยน้ำไท ถนนยังเป็นขี้โคลน แม่ของสามีได้ให้เงินมาสร้างบ้าน ซึ่งมีแค่ห้องนอนเดียว รอบบ้านเป็นทุ่งนาโล่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่แม้แต่ต้นเดียว ห่างผู้คนมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้น ตะโกนให้คนช่วย จะไม่มีใครได้ยิน เพราะมีบ้านเราอยู่หลังเดียวเท่านั้น ฉันอยู่ ๒ คนกับป้าสูงอายุ ฉันจ้างมาเพื่อให้เลี้ยงลูกตอนคลอด


ฉันเต็มไปด้วยหวาดหวั่นวิตก เพราะถ้าจะคลอดจะทำยังไง สามีก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่โชคดีที่วันที่เจ็บท้องเค้ากลับมาพอดี จึงพาไปโรงพยาบาลหญิง แล้วเขาก็หายไปเลย ฉันเจ็บท้องอยู่ ๑ วัน ๑ คืน ถูกทิ้งให้นอนครวญครางอยู่คนเดียว จนถึงเวลาคลอดก็ไม่มีใครอยู่ หลังจากคลอดแล้ว วันถัดมาเค้าก็กลับมาพร้อมกับนักข่าวสร้างภาพเอิกเกริก


ลูกฉันน่ารักมาก เป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้...ฉันจะต้องสู้เพื่อลูก น้ำตาแห่งความปีติไหลไม่หยุด ต่อไปนี้ฉันจะไม่ว้าเหว่อีกแล้ว ใครจะอยู่ใครจะไปฉันไม่สนใจ

เมื่อกลับบ้าน ฉันกางมุ้งให้ลูกนอนกับพี่เลี้ยงตรงข้างกระได ซึ่งเป็นที่แคบๆ ห้องน้ำอยู่ข้างล่างห้องเดียว ฉันต้องย่องลงกระไดไม่ให้ลูกตื่น ตอนที่ทารุณที่สุด คือ ตอนฝนตก บ้านที่อยู่กลางท้องนา โดนแดดแรงไม้กระดานที่ฝาที่เป็นรูปยาวๆก็โก่ง พายุฝนมาก็ซัดน้ำเข้ามาตามร่อง น้ำท่วมห้อง ต้องอุ้มลูกทั้งคืนไม่ได้หลับนอน
เวลาฟ้าผ่าน่ากลัวมาก ครั้งหนึ่ง ฉันนึกว่าตาย เพราะฉันเห็นสายฟ้าวิ่งเข้ามาทางหน้าต่าง พร้อมเสียงดังจนแก้วหูสะเทือน ฉันอุ้มลูกตัวแข็งทื่อ ช็อคไปสักพักนึก ว่าโดนฟ้าผ่าตายไปแล้ว

เมื่อเวลาวิกฤตผ่านพ้นไป ฉันอยากจะนึกว่าลูกคนนี้ เกิดมาเหมือนเทพธิดาน้อยที่ฟ้าส่งมาช่วยแม่ ฉันไปปรึกษาพระ ตั้งชื่อเขาว่า ปัญญ์ชลี แปลว่า ผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญา ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ เขายังไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังเลย ฉันต้องทำงานหนักมาก เพื่อลูกจะต้องมีทุกอย่างเหมือนคนอื่น

๒ ปีให้หลัง ก็บังเอิญมีท้องอีกคน ขณะที่ตั้งครรภ์ อารมณ์ฉันแปรปรวนมาก เพราะกลัวไม่มีเงินเลี้ยงลูก ตอนนั้น ฉันพยายามหาเวลาทำบุญ เข้าวัดเพื่อให้จิตสงบบ้าง ลูกคนนี้เกิดมาจึงอารมณ์ร้อน แต่ใจบุญมาก เบี้ยเลี้ยงไปโรงเรียน เขาเอาไปซื้ออาหารให้สุนัขหมด ฉันต้องทนกับอารมณ์ของเขา แต่ก็ทำใจได้ เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นเด็กซื่อ และจิตใจดี


เขาดื้อมาก แต่ฉันไม่เคยตีเขา วิธีทำโทษ คือ ไปจับหมา หรือแมวมาขู่ว่า ถ้าไม่ทำจะตีหมาแมว เขาร้องไห้ลั่นยอมทำทุกอย่าง "แม่อย่าตีมันนะ" เมื่อเขาทำผิดอะไรฉันไม่ดุ แต่ฉันจะให้ลูกสาวคนโตไปหลอกเขาว่า แม่ร้องไห้เสียใจอยู่ในห้อง เค้าจะวิ่งมากอดแม่แล้วร้องไห้ "ลูกขอโทษแม่อย่าร้องไห้ ลูกจะไม่ทำอีกแล้ว" ฉันก็ขำนอนคว่ำหน้าหัวเราะ เขาก็นึกว่าฉันสะอื้น เขายิ่งเสียใจใหญ่ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ปราบเด็กคนนี้ ทำให้เขาสงสาร เพราะส่วนลึกในจิตใจ เขาเป็นคนดีมีเมตตากรุณา โชคดีของฉันที่ทั้งสองคนเป็นคนที่เรียนหนังสือดี ฉันต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาไปจี้ไปสอน

ครั้งหนึ่ง ลูกคนเล็ก ถามว่า

" แม่จ๋า...ทำไมพี่น้องญาติเราเค้าได้ไปเที่ยวเมืองนอกกันเรื่อย ทำไมลูกไม่ได้ไป "
ฉันก็ตอบว่า " แม่ให้สัญญา ลูกของแม่จะต้องได้ไปรอบโลก ลูกของแม่จะต้องได้ไปเรียนเมืองนอก "

ฉันจึงต้องทำงานหนักและไม่เคยใช้เงินเลย



สปัน เธียรประสิทธิ์ ตอนที่ ๙

หลังจากให้กำเนิดลูกคนที่สองได้ ๑ ปี คงเป็นเพราะปัญหารุมเร้ากดดัน จนฉันเกิดมีอาการทางประสาทอย่างแรง เริ่มจากปวดหัวอย่างรุนแรง จนทนไม่ได้ ถ้ามีปืนอยู่ใกล้ตัว ฉันคงยิงตัวตายไปแล้ว มันทรมานมาก หมอให้ยามากิน จำไม่ได้ว่าเป็นอยู่นานเท่าไหร่ เพราะหลังจากอาการปวดหัวทุเลา ก็เกิดอาการแปลกๆขึ้น คือ กล้ามเนื้อที่ลิ้นถึงลำคอเกิดอาการเกร็ง พูดไม่ได้ จะเป็นผลจากการกินยา หรือเป็นเพราะระบบประสาทก็ไม่แน่ใจ ฉันพูดไม่ได้ พยายามจะเค้นคำพูดออกมาแต่ละคำไม่ได้เลย ยิ่งพยายามก็ยิ่งเหนื่อย
ฉันตกใจมาก นึกว่าจะเป็นใบ้ไปตลอดชีวิต เป็นอยู่เกือบหนึ่งเดือน เวลาจะสั่งอะไรก็ต้องเขียนลงกระดาษ จนวันหนึ่งหลังจากอาบน้ำ นั่งหวีผมอยู่ ฉันรู้สึกสบายอารมณ์ขึ้น นั่งเพลินๆ คนใช้เข้ามาถามว่า

" เย็นนี้คุณจะทานอะไรคะ "

ฉันหันไปตอบโดยไม่รู้ตัวว่า

" อะไรก็ได้ "

คนใช้ดีใจร้องลั่น

" โอ้ คุณพูดได้แล้ว "

เสียงตะโกนทำให้ฉันตกใจ พอจะพูดต่ออึกอักพูดไม่ได้อีกต่อไป

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้อีก ในที่สุด ฉันก็ค่อยๆพูดได้ โดยรู้สึกว่ากล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ผ่อนคลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่โรคปวดหัวแบบทรมานก็กลับมาเป็นอีกครั้ง

แต่โรคลิ้นแข็งพูดไม่ได้ก็ได้เกิดขึ้นอีก ในวันที่ฉันตกใจมาก เมื่อลูกสาวคนโตเป็นสาวอายุ ๑๘ ปี มีหนุ่มเป็นนายทหารอายุราว ๓๐ ปี จบจากฝรั่งเศสมาสู่ขอ ลูกสาวฉัน ก็ชอบเพราะเขาหล่อมาก เป็นลูกคุณหญิงและคุณพ่อเคยเป็นทูตไทยประจำที่อเมริกา มีทั้งยศศักดิ์ สกุล พ่อฉันดีใจมาก ก็เลยนัดผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาทำพิธีสู่ขอ กำหนดวันหมั้นให้เป็นเรื่องเป็นราว ปรากฏว่า วันนั้นลูกสาวฉันหายตัวไป รอกันนานมาก จนทุกคนเลิ่กลั่กเพราะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดพิธีก็ต้องหยุด ฉันตกใจทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ทางเจ้าบ่าวและเถ้าแก่เสียหน้ามาก ฉันพยายามจะกล่าวขอโทษเขา ปรากฏว่าไม่มีเสียงออกมาจากปาก พยายามเท่าไหร่ เสียงก็ไม่ออก รู้สึกว่าลิ้นแข็ง เกร็ง ขยับไม่ได้เลย ตั้งแต่อาการพูดไม่ได้เป็นครั้งที่สอง ฉันจึงระวังไม่ให้เกิดความเครียด พยายามไม่รับรู้ หรือรับปัญหาอะไรให้มาก ทำไมหนอ.....ชีวิตฉันถึงต้องพบกับการป่วยทางประสาทมากมาย อาจเป็นเพราะฉันนั้นพบวิกฤตในชีวิตมากเกินไป จนแทบจะรับไม่ไหว

พระยาศรีวิศาลวาจา องคมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เอ็นดูฉันเหมือนลูกหลาน ท่านทำให้ฉันได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในช่วงที่ฉันตกอยู่ในสภาพที่ผู้คนดูถูก การได้เข้าเฝ้าฯ ทั้ง ๒ พระองค์นั้น เสมือนเป็นน้ำทิพย์หยดจากสวรรค์ ทำให้ฉันมีกำลังที่จะต่อสู้ชีวิตต่อไป ฉันได้เข้าเฝ้าฯ ถวายตัว คือ มีพานถวายเป็นพิธี นำมาซึ่งความปลาบปลื้มจวบจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ท่านทรงตรัสกับฉันอย่างเป็นกันเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ใครก็ตามที่ได้ใกล้ชิดพระองค์จะไม่หลงรัก ฉันยังจำคำที่พระองค์ท่านตรัสกับฉันได้ขึ้นใจ

"ผมที่เกล้าไว้ ยาวแต่ไหนก็อย่าตัดนะ ทูลกระหม่อมโปรดให้ผู้หญิงไทยไว้ผมยาว อย่าเปลี่ยนทรงผมนะ เกล้าผมตั้งทำให้หน้าเด่นและสวยมาก"

ฉันรู้สึกเหมือนตัวจะลอยจากพื้น

หลังจากนั้น ฉันก็มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จอีกครั้งที่งานสันนิบาต สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านแถวที่ฉันยืนอยู่ พระองค์ทรงหยุดและทักฉันว่า

"สปัน ทำไมผอมลงมาก อย่าทำงานหนักนัก เดี๋ยวไม่สวยนะ"

พระองค์ท่าน.....พระองค์ท่านยังทรงจำฉันได้ ฉันรู้สึกเทิดทูนและประทับใจในความเอื้ออาทรของพระองค์เหลือเกิน

เมื่อลูกคนเล็กได้สองขวบ ก็แยกทางกับพ่อเขา ฉันจะไม่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่อยากโทษใคร ไม่โทษแม้แต่ฟ้า...ซึ่งทำให้ชีวิตนั้นแหลกสลาย ฉันโทษตัวเองที่ตัดสินใจผิด

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2019, 09:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อจับหลักปฏิบัติและประสบการณ๋์จากบุคคลดังว่าได้แล้ว ต่อไปดูหลักในคัมภีร์เทียบ

ตัดๆเอาที่เข้ากับเรื่องมา



โดยสรุป พอจะประมวลประโยชน์ของสมาธิได้ ดังนี้

ค. ประโยชน์ด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาบุคลิกภาพ

ตัวอย่างในข้อนี้ ทำให้เป็นผู้มีจิตใจ และมีบุคลิกลักษณะ ที่เข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นิ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา มองดูรู้จักตนเอง และผู้อื่นตามความเป็นจริง

(คนมีนิวรณ์ มีลักษณะตรงข้าม เช่น อ่อนไหว ติดใจหลงใหลง่าย หรือหยาบ กระด้าง ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด หงุดหงิด วู่วาม จุ้นจ้าน สอดแส่ ลุกลี้ลุกลน หรือหงอยเหงา เศร้าซึม หรือขี้หวาด ขี้ระแวง ลังเล)

สมาธิเตรียมจิตให้อยู่ในภาพพร้อม และง่ายแก่การปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ และเสริมสร้างนิสัยที่ดี รู้จักทำใจให้สงบ และสะกดยั้งผ่อนเบาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้ เรียกอย่างสมัยใหม่ว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีภูมิคุ้มกันโรคทางจิต

ประโยชน์ข้อนี้จะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น ในเมื่อใช้จิตที่มีสมาธินั้น เป็นฐานปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน คือดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ตามดูรู้ทันพฤติกรรมทางกายวาจา ความรู้สึกนึกคิด และภาวะจิตของตนที่เป็นไปต่างๆ มองอย่างเอามาเป็นความรู้สำหรับใช้ประโยชน์อย่าง เดียว ไม่ยอมเปิดช่องให้ประสบการณ์และความเป็นไปเหล่านั้น ก่อพิษเป็นอันตราย แก่ชีวิตจิตใจของตนได้เลย ประโยชน์ข้อนี้ ย่อมเป็นไปในชีวิตประจำวัน

ง. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น

๑) ใช้ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย หายเครียด เกิดความสงบ หายกระวนกระวาย ยั้งหยุดจากความกลัดกลุ้มวิตกกังวล เป็นเครื่องพักผ่อนกาย ให้ใจสบาย และมีความสุข เช่น บางท่านทำอานาปานสติ ในเวลาที่จำเป็นต้องรอคอย และไม่มีอะไรที่จะทำ เหมือนดังเวลานั่งติดในรถประจำทาง หรือปฏิบัติสลับแทรกในเวลาทำงานใช้สมองหนัก เป็นต้น

ประโยชน์ข้อนี้ อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ ฌานสมาบัติ ที่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ใช้เป็นที่พักผ่อนกายใจ เป็นอยู่อย่างสุขสบายในโอกาสว่างจากการบำเพ็ญกิจ ซึ่งมีคำเรียกเฉพาะว่า เพื่อเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร

๒) เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน การเล่าเรียน และการทำกิจทุกอย่าง เพราะจิตที่เป็นสมาธิ แน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่เลื่อนลอยเสีย ย่อมช่วยให้เรียน ให้คิด ให้ทำงานได้ผลดี การงานก็เป็นไปโดยรอบคอบ ไม่ผิดพลาด และป้องกันอุบัติเหตุได้ดี เพราะเมื่อมีสมาธิ ก็ย่อมมีสติกำกับอยู่ด้วย ดังที่ท่านเรียกว่า จิตเป็นกัมมนียะ หรือกรรมนีย์ แปลว่า ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งาน ยิ่งได้ประโยชน์ในข้อ ๑) มาช่วยเสริม ก็ยิ่งได้ผลดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

๓) ช่วยเสริมสุขภาพกาย และใช้แก้ไขโรคได้ ร่างกาย กับ จิตใจอาศัยกัน และมีอิทธิพลต่อกัน ปุถุชนทั่วไป เมื่อกายไม่สบาย จิตใจก็พลอยอ่อนแอเศร้าหมอง ขุ่นมัว
ครั้นจิตใจ ไม่มีกำลังใจ ก็ยิ่งซ้ำให้โรคทางกายนั้นทรุดหนักลงไปอีก แม้ในเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ พอประสบเรื่องราวให้เศร้าเสียใจรุนแรง ก็ล้มป่วย เจ็บไข้ไปได้

ส่วนผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ (โดยเฉพาะท่านที่มีจิตหลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว) เมื่อเจ็บป่วยกาย ก็ไม่สบายอยู่แค่กายเท่านั้น จิตใจไม่พลอยป่วยไปด้วย ยิ่งกว่านั้น กลับใช้ใจที่สบาย มีกำลังจิตเข้มแข็งนั้น หันกลับมาส่งอิทธิพลบรรเทา หรือผ่อนเบาโรคทางกายได้อีกด้วย อาจทำให้โรคหายง่ายและไวขึ้น หรือแม้ใช้กำลังสมาธิระงับทุกขเวทนาทางกายไว้ก็ได้* (ที.ม.10/93/117 ฯลฯ)

ในด้านดี ผู้มีจิตใจผ่องใสเบิกบาน ย่อมช่วยให้กายเอิบอิ่ม ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายดีเป็นภูมิต้านทานโรคไปในตัว ความสัมพันธ์นี้ มีผลต่ออัตราส่วนของความต้องการ และการเผาผลาญใช้พลังงานของร่างกายด้วย เช่น จิตใจที่สบายผ่องใสสดชื่นเบิกบานนั้น ต้องการอาหารน้อยลง ในการที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์ผ่องใส เช่น คนธรรมดามีเรื่องดีใจ ปลาบปลื้มอิ่มใจ ไม่หิวข้าว หรือพระที่บรรลุธรรมแล้ว มีปีติเป็นภักษา ฉันอาหารวันละมื้อเดียว แต่ผิวพรรณผ่องใส เพราะไม่หวนละห้อยความหลัง ไม่เพ้อหวังอนาคต

ไม่เฉพาะจิตใจดี ช่วยเสริมให้สุขภาพกายดีเท่านั้น โรคกายหลายอย่าง เป็นเรื่องของกายจิตสัมพันธ์ เกิดจากความแปรปรวนทางจิตใจ เช่น ความมักโกรธบ้าง ความกลุ้มกังวลบ้าง ทำให้เกิดโรคปวดศีรษะบางอย่าง หรือโรคแผลในกระเพาะอาหารอาจเกิดได้ เป็นต้น เมื่อทำจิตใจให้ดีด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ช่วยแก้ไขโรคเหล่านั้นได้

ประโยชน์ข้อนี้จบสมบูรณ์ ต่อเมื่อมีปัญญาที่รู้เท่าทันสภาวธรรมประกอบอยู่ด้วย*

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2019, 09:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่อ้างอิง * คคห.บน

@ สภาพกายจิตสัมพันธ์นี้ อาจแบ่งได้เป็น ๓ ระดับ ตามขั้นของพัฒนาการทางจิต

ขั้นต่ำสุด ทุกข์กาย ซ้ำทุกข์ใจ คือ ผลต่อกาย กระทบจิตด้วย พอไม่สบายกาย ใจพลอยไม่สบายด้วย ซ้ำเติมตัวเองให้หนักขึ้น

ขั้นกลาง ทุกข์กาย อยู่แค่กาย คือ จำกัดขอบเขตของผลกระทบได้ ความทุกข์ความไม่สบายมีอยู่แค่ไหน ก็รับรู้ตามที่เป็นแค่นั้น วางใจได้ ไม่ให้ทุกข์ทับถมลุกลาม

ขั้นสูง ใจสบาย ช่วยกายคลายทุกข์ คือ เมื่อร่างกายทุกข์ ไม่สบาย นอกจากไม่เก็บไปก่อทุกข์แก่ใจแล้ว ยังสามารถใช้สมรรถภาพที่เข้มแข็ง และคุณภาพที่ดีงามของจิต ส่งผลตีกลับมาช่วยกายได้อีกด้วย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ย. 2019, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31736

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ขรก.พศ.บรรจุใหม่เข้ารับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


รูปภาพ

http://thebuddh.com/?p=38337

อย่าติดยึดในชื่อ เช่น ติดยึดว่านี่อย่างนี้ วิปัสสนากรรมฐาน นี่อย่างนี้ สมถกรรมฐาน

สมถกัมมัฏฐาน องค์ธรรมได้แก่ สมาธิ

วิปัสสนากัมมัฏฐาน องค์ธรรมได้แก่ ปัญญา



เทียบหลักปฏิบัติคือไตรสิกขานี่ "ศีล สมาธิ ปัญญา" ศีล เพื่อสมาธิ สมาธิเพื่อปัญญา ปัญญาเพื่อวิมุตติ ต่างก็เป็นฐานให้กันและกัน

ปล. ใครจะไปทำไปปฏิบัติที่ไหน เขาโฆษณาชวนเชื่อว่า ปฏิบัติอย่างนี้ๆเพื่อคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ใครทำใครได้ คนไหนทำคนนั้นได้ ตรงตามเหตุปัจจัย ทำแทนกันไม่ได้

เมื่อได้หลักมีหลักแล้ว มั่นฝึกทำเองทุกวัน แม้แต่ทำกิจการงานสิ่งใดอยู่ก็ใช้สิ่งนั้นเป็นที่ทำงานของจิตไปด้วย คือ ควบคุมความคิดให้อยู่กับสิ่งที่ทำ ณ ขณะนั้นๆ นี่แหละการปฏิบัติธรรม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 66 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร