วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ย. 2019, 22:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 67 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2019, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

ช่วงที่เดินหาอากาศบริสุทธิ์สูดเข้าไปนั้น ก็มีบ้านหลังหนึ่ง ท้ายหมู่บ้าน ได้ยินเสียงร้องครวญครางของคนในบ้านดังลอดออกมา มีทั้งเสียงเด็ก และเสียงคนแก่ผู้สูงอายุ ผู้เขียนและพวก ๓ คนจึงขึ้นบ้านไปดู เห็นเด็กเอามือกุมท้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างทรมาน คนแก่นั้นผ่ายผอมนับซี่โครงได้ อีกคนหนึ่ง คลานออกประตูมา นอกชานบ้านมีไก่แม่ตายนอนอยู่ ๑ ตัว กับลูกเจี๊ยบอีก ๕ ตัว นอนตายตากฝน แล้วก็ไม่มีอะไร หยูกยาอยู่บ้านเจ้าภาพงานศพหมดไม่ได้เอาติดตัวมาเลย
ผู้เขียนเพียงตั้งใจจะขึ้นไปดูอาการเท่านั้น ยังไม่ทันพ้นหัวกระใด เสียงพะโอพ่อเฒ่ากะเหรี่ยงก็วิ่งมาพร้อมตะโกน ห้ามไม่ให้ผู้เขียนและใครๆขึ้นไป ขอให้รีบลงมาเสีย ด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนกยังกะเจ๊กตื่นไฟ ผู้เขียนก็รีบลงมาทันที เฒ่าพะโอจับข้อมือผู้เขียนลากถูลู่ถูกัง ให้กลับบ้านพักอย่างฉับพลัน

สงสัยและสุดประหลาดใจ คนป่วยร้องโอดโอย จะขึ้นไปดูอาการกลับถูกห้าม นี่มันอะไรกันวุ้ย !

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2019, 19:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พะโอเล่าให้ฟังว่า บ้านนั้นเป็นบ้านฮีต ประเพณีกะเหรี่ยง หากศพยังค้างอยู่บนบ้าน คนป่วยในหมู่บ้านนั้นจะไม่ได้รับการรักษากันเลย คนป่วยจะถูกนำไปไว้ยังบ้านที่จัดไว้ อาจจะเป็นตัวบ้าน หรือท้ายบ้าน และในบ้านที่คนกะเหรี่ยงตาย ถ้าสัตว์เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู หมา เกิดลูกมาเป็นตัวเมียทั้งหมดก็ดี หรือตัวผู้ผู้ทั้งหมดก็ดี สัตว์เหล่านั้น จะถูกฆ่าหมด แล้วเอามารวมที่เรือนฮีตด้วย

ในอดีต ฮีตของคนกะเหรี่ยงเคร่งยิ่งกว่านี้ เช่นคนในบ้านนี้ตาย อาหารเลี้ยงผีฮีตก็คือ คนมีอายุ (คนแก่) จะถูกยืมมาจากอีกบ้านหลังหนึ่ง มาฆ่าเป็นอาหารสำหรับเซ่นผีฮีต หากบ้านหลังโน้นมีงานเลี้ยงผีฮีต ก็ไปยืมคนแก่เฒ่าอีกบ้านหนึ่งมาฆ่าเป็นอาหารสำหรับผีฮีต

ประเพณี (ฮีต-จารีต) เช่นนี้ ปัจจุบันอาจยังมีอยู่ แต่คงซุ่มๆซ่อนๆกันทำพิธีในท้องถิ่นที่อยู่ลึกของคนกะเหรี่ยง

สัตว์เลี้ยงถ้าบินข้ามหัวคนก็ดี บินข้ามหลังคาเรือนก็ดี หรือไก่ตัวเมียขัน (สอนลูก) ก็ดี ถ้าเป็นเปิดเป็นไก่ก็จะฆ่ายกเล้า ฆ่าแล้วก็ไม่กินกัน นอกจากจะทิ้งให้เน่า

หมู่ที่เอามาฆ่าให้เลี้ยงผี วิธีที่ซื้อขายกันกะเหรี่ยงจะเอาเชือกมาพันอกรอบตัวหมู่ แล้วมากำมือสืบต่อกันไป วัดได้กี่กำก็เอามาคิดเป็นน้ำหนักเป็นกี่หมื่น (เท่ากับ ๑๐ ก.ก.)

พะโอ และผู้เขียนกับพรรคพวกเดินคุยกันมาเรื่องภาพของแม่ไก่และลูกไก่รวมเป็น ๖ ตัว ที่ตายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ภาพของเด็กปวดท้องเอามือกุมท้อง ภาพของผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยคลานเพื่อหาคนช่วยบรรเทาทุกข์ เสียงโอดโอยร้องครวญครางต่างๆ จนเมื่อใกล้จะถึงบ้านเจ้าภาพได้กลิ่นศพ จินตนาการก็เปลี่ยนไป

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2019, 07:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ



ถึงบ้านยังไม่ทันจะนั่ง เจ้าภาพก็จัดแจงเอากระด้งไม้ไผ่สานทาด้วยน้ำรัก (รักทาองค์พระปิดทอง) ดำมืดจนไม่มีรูรั่วมาวางแล้วคนกะเหรี่ยงก็เอาข้าวเบือ (คล้ายข้าวต้ม) เทลงในกระด้งจนเต็มขอบ

“เขาจะให้เรากินเรอะ !” ผู้เขียนถามพ่อเฒ่าพะโอ คำตอบก็คือการพยักหน้า ใครคนหนึ่ง ในทีมของเราพูดเบาๆ แบบสุดซึ้งในความรู้สึกว่าข้าวต้มเหล่านี้ เขาให้เรากินกันกับ “ข้าวต้มหมาเลีย” ที่ยกออกมาวางทั้งหม้อที่มีเขม่าจับหนาเกือบครึ่งนิ้ว ต่อจากนั้น แขกเสี่ยวกะเหรี่ยงก็รุมล้อมเอานิ้วมือแบชิดกันเป็นช้อน ฟัดกันนัว หมา ๓ – ๔ ตัว ก็เลาะข้างๆเข้าไปขอส่วนบุญด้วย

มันเป็นกะเหรี่ยงดินเน่อร์ที่เราๆท่านๆพะอืดพะอมจริงๆ

เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบ หากท่านหลงไปบ้านคนบนภูเขาเผ่าไหนๆก็ตาม และตกอยู่ในสภาพนี้ การปฏิเสธร่วมวงไพบูลย์ “กระด้งดินเน่อร” อย่างโจ่งแจ้ง พวกเขาจะถือว่าเรารังเกียจพวกเขา แล้วหลังจากนั้น เราท่านก็จะมิได้รับความร่วมมือใดๆทั้งสิ้น

ทางออกคือทำเป็นช่างภาพสมัครเล่น พยายามถ่ายรูป (ไม่มีฟิล์มก็ได้) ช้าๆ ทำเป็นว่ามันเป็นภาพที่มีคุณค่าว่างั้นเถอะ พอกะเหรี่ยงกินหมดและหมา ๓ – ๔ ตัว กำลังเลีย เราก็ถ่ายรูปเสร็จพอดี

วันนั้น ผู้เขียนหาทางออกเช่นนี้ เรื่องอะไร ! จะไปถ่ายคนกินข้าวกับหมา หมาเลียที่ไหนๆก็มี แต่ผู้เขียนเพียงจะบิดพลิ้วเท่านั้นเอง เป็นทางออกที่ผู้เขียนเลือก ส่วนพรรคพวกผู้เขียนกินกับเขาได้สนิท เพราะเหล้ากล้วยดีกรีสูง ทำให้เจริญอาหาร

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2019, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตกกลางคืน มื้อกาหน่อ (สาวกะเหรี่ยง) ในชุดทรงกระสอบสีขาวลานตาเหมือนมะลิบานในคืนที่ไม่มีใครเด็ด บรรดาคนหนุ่มทั้งหลายก็เริ่มพิธีแม่แท เดินเวียนรอบๆศพเป็นหมู่ การร้องแม่แทของพวกหนุ่มสาวแรกๆก็เดินเวียนศพกันเป็นหมู่ๆ ปากก็ร้องคำว่า “ล้อแล้ – หล่อแหล – ลอแล” แล้ววงจาก ๑ เป็น ๒ – ๓ – ๔ – ๕ ชั้นแม่แทก็กว้างออกไป

จนดึกที่อ่อนล้าก็ผละออกจากวงได้ คนใดที่เป็นคนรักกัน หัวใจปรารถนากันและกันก็จะจับเป็นคู่ๆ ฝ่ายชายจะซุกหน้าที่กลางหลังผู้หญิงให้ผู้หญิงพาเดินไป เหมือนกับตัวผู้เกาะหลังตัวเมีย สุดแต่จะพาไป คนหนุ่มสาวกะเหรี่ยงจะชอบงานศพคนกะเหรี่ยงตาย เพราะคนตายมาบังหน้าเปิดโอกาสให้หนุ่มได้โอกาสวิสาสะสังสรรค์พูดจาตามหัวใจสั่ง เพราะต่อจากนี้ไปอีกไม่นานเขาก็จะได้แต่งงานกันมีลูกมีเต้าด้วยกันสืบเผ่าพงศ์พันธุ์กันไปไม่ขาดตอน

บางคู่ก็อาจได้เสียกันคืนนั้นในที่ลับตา แต่กลิ่นศพฟุ้งกระจาย

พะโอเล่าให้ฟังว่า ตอนกลางวัน คนเฒ่าคนแก่จะมาซอกัน (ร้องเพลงประกอบดนตรี) เนื้อร้องมีความเช่น

ท่านผู้ตายเอ๋ย ตายไปแล้วก็ดีพ้นทุกข์ยากกัน ไปผุดไปเกิดไปสบายชาติเถิด เมล็ดเต้า เมล็ดแดง ฟักแฟง ถั่ว ของปลูกทั้งหลาย ตลอดเม็ดข้าว เรามอบให้หมดแล้ว ไปขุดปลูกฝังดินกินกันเถิดนะ และขอเตือนว่า เมืองสวรรค์นั้นอย่าไปนะ เพราะไม่มีที่จะปลูกพืชปลูกต้นไม้ ไม่มีต้นอะไรขึ้น จะมีอะไรกิน จอบเสียม พร้า และมีด เราให้ไว้ที่ศพท่านแล้ว ไปทำไร่กันเถิดนะท่าน

สำหรับหนุ่มสาวเนื้อหาของเพลงที่ร้องส่วนมากมักเป็นคำเกี้ยวพาราสี แรกๆก็ถามชื่อถามบ้านว่าอยู่ที่ไหน อยู่ไกลไหมกี่ม่อนดอย กลางทางต้องค้างกี่คืน เมื่อชายถาม เธอสวย ฉันรักเธอมากๆ สาวก็จะตอบว่าจะรักข้าไปทำไม ? ตัวข้ากับศพก็มีสภาพเหมือนกัน รังเกียจข้าเถิด

ชายหนุ่มได้ยิน ก็จะรุกหนักเข้าไปอีก โดยเข้าไปใกล้ศพคนตายให้มากที่สุด ปากก็พูดพร้อมกับเคี้ยวหมากหยับๆ เดินได้หนึ่งรอบก็บ้วนน้ำหมากรดที่ศพเสียทีหนึ่ง ทำเช่นนั้นซ้ำๆกันทุกรอบ จนศพนั้นแดงเถือกไปหมด

กลิ่นน้ำหมากผสมกับกลิ่นศพชวนคลื่นเหียนเป็นกำลัง เมื่อไม่รังเกียจศพ สาวก็ยอมให้หนุ่มเบียดชิดตัวจนยอมให้ซบหน้าลงที่กลางหลัง เมื่อซุกหน้าและซบหลังกันจนจุใจแล้ว ทั้งสองก็ชวนกันออกไปข่วง (ลาน) เป็นลานยกพื้นกว้างราวๆ ๔-๖ เมตร เป็นที่ๆหนุ่มสาวมาคุยกัน
ส่วนคนที่ยังอายอยู่ ก็จะไปอาศัยสุมทุมพุ่มไม้เป็นที่พร่ำพรอดกัน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2019, 05:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รุ่งขึ้น มีชาวบ้านมาชุมนุมกันมากมาย ได้เวลา จึงมานิมนต์พระท่านเจ้าอาวาสออกไปบังสุกุล ลุงทาม็อกก็เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมาให้สำหรับอยู่ห่างๆ สอยบังสุกุลศพ
ผู้เขียนเอากล้องออกมาเตรียมถ่ายภาพ กลุ่มกะเหรี่ยงซุบซิบกัน สักครู่หนึ่งก็แตกฮือ เจอสีหน้าบอกบุญไม่รับจากคนกะเหรี่ยงว่า “คนตายต้องการอยู่ตรงนี้”

รูปภาพ


เกิดเสียงเอะอะกันบนเกสต์เฮาส์กะเหรี่ยงหลังที่เจ้าภาพจัดให้พวกผู้เขียนพักอยู่ ผู้เขียนรีบกลับไปดู พอขึ้นถึง ถามชาวบ้านก็ได้ความว่า บุญปั๋นหรือไอ้ปั๋น เด็กหนุ่มใหญ่ที่ติดตามมาสร่างจากเหล้าข้าวโพดแล้ว เกิดจะหวีผมชักเอากระจกเงาชนิดพกมาส่องดูเพื่อตรวจสอบทรงผม สาวกะเหรี่ยงนางหนึ่งเกิดมองเห็นเข้า เพราะชาวบ้านที่นี่ส่วนมากพวกผู้หญิงยังไม่เคยเห็นหน้าตัวเองชัดๆจากที่ไหนมาก่อนเลย

ดังนั้น ชั่วเวลาแมลงวันกระพือปีก บรรดาสาวๆกะเหรี่ยงเกือบ ๑๐ คนกรูกันเข้ามาขอดูหน้าตัวเองจำนวนมากขึ้นๆ จนบ้านทำท่าจะทนรับน้ำหนักผู้คนไม่ไหว แกว่งโยกเยก พระท่านเจ้าอาวาสจึงบอกพรรคพวกให้ลงไปอยู่เสียที่พื้นดิน ไอ้ปั๋นจึงลงไปข้างล่าง สาวๆกรูตามลงไป มีเสียงติชมใบหน้าตัวเองให้แซ่ดไปหมด คนที่เรียกว่าหน้ามอด (ผลจากฝีดาษ) ดูแว่บเดียวก็หายไปเลย

กลิ่นศพโชยมาอีก ผู้เขียนหิวข้าวจนแสบท้องจึงชวนพรรคพวกให้กลับ จะมาทางเดิมที่มาก็เหม็นน้ำเหลืองศพ เดินอ้อมกลับถึงที่พักเอาเกือบเที่ยงวัน เจอพรรคพวกกะเหรี่ยงกำลังกินอาหารชุด “ข้าวเบือมือ” เสียงกินเคี้ยวและพูดคุยกั้นดังขรม

ปั๋นแอบขึ้นไปเอาขนมปังกรอบมาเอาเข้าไปกินกันในราวป่า ช่วงที่กำลังรองท้องอยู่ เพราะร่วมวงกะเหรี่ยงโภชนาไม่ไหว ผู้เขียนอ้าปากค้างอีก ๓ - ๔ คน ก็มีอาการคล้ายคลึงกัน เมื่อเห็นมีคนกะเหรี่ยง ๒ คน หามศพเด็กที่กุมท้องร้องครวญครางที่ “เรือนฮีต” เมื่อวันวาน ความคิดสับสนประเพณีกับชีวิตคน ทำไมคนตายถึงมีคุณภาพเช่นนี้

ผู้เขียนไม่ฟังเสียง เมื่อภาพของหญิงชราคลานอยู่บนเรือน “ฮีต” ร้องขอยานอนอังเตาไฟ ปราศจากผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว ผู้เขียนจึงกอบ เอ.พี.ซี. (แอสไพรินคอมเปาวนด์) เอาไปให้ทันที แม่เฒ่าลืมตาเงยหน้ากินยาน้ำตาไหลเป็นทางปากก็พูดว่า “อะบิๆ” แปลว่า “ขออีกๆ”

ผ้าห่มพวกผู้เขียน ๓ ผืนเอามาคลุมให้แก่ พิษมาเลเรียกำเริบ ให้ยาและห่มผ้าให้เสร็จ ผู้เขียนก็เผ่นแทบจะโดดเรือน ถึงกระนั้นก็ยังมีกะเหรี่ยง ๕-๖ คน สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจ โดยเฉพาะรายแม่เฒ่าทั้งๆที่เราเสี่ยง แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ได้ข่าวว่า อีก ๖ วัน ก็หายเป็นปกติซ้ำยกย่องผู้เขียนว่าเป็นคุณหมอเสียอีก

ระหว่างการเดินทางกลับ พวกผู้เขียนได้พะโอนำทางกลับ ส่วนพระเจ้าอาวาสก็แยกไปตามทางเดินที่มาเพราะรับนิมนต์ไว้อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินอีก ๑ วันเต็มๆ ผู้เขียนจึงไม่ไป ฝนซึ่งขาดไป ๒-๓ วัน ก็เริ่มตกหนักอีกตลอดทาง

กระแสน้ำห้วยที่เชี่ยวกรากทำให้ต้องเดินเลี่ยงและก็หลงทาง ในที่สุดมาถึงที่พักอำเภออมก๋อยเอาเมื่อตอนที่ ๑ เศษ กะปลกกะเปลี้ย เปียกฝนโชกชุ่มไปตามๆกัน

ระหว่างทางได้ไก่ป่ามา ๒ ตัว ฝีมือบุญปั๋น จัดการต้มน้ำลวกไก่ จริงอยู่ ตี ๑ ถึงตี ๒ มันเป็นเวลานอน แต่พลังงานเราก็สูญเสียไปแยะ เพราะ “เวลากินไม่ได้นอน เวลานอนไม่ได้กิน” เหนื่อยหิวจนแสบท้อง

แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่เราได้มามันก็คุ้มกัน เพราะเดี๋ยวนี้หาดูได้ยากขึ้น โลกาภิวัตน์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นเอามาเล่า แต่ในปัจจุบันอาจจะเป็นที่ขบขันและครื้นเครง

ยังไงๆ กลิ่นน้ำเหลืองศพ จะกี่วัน กี่เดือน ผ่านมามันก็ดูเหมือนจะยังมีกลิ่นติดตามอยู่อีก.

(แม่แท-ประเพณีการร่ายรำไปรอบๆศพผู้ตายที่เป็นกะเหรี่ยง จบ)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2019, 10:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2019, 10:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นิทานลุงเติร์ก

“แต๊กติ๊ก”

ระยะนี้เป็นระยะปิดเทอม หลานๆที่หลังร้าน ลุงเติร์ก จึงมีตั้งแต่เด็กอนุบาลไปจนถึงมนุษย์เงินเดือน เด็กเล็กๆก็เล่นกันไป ทะเลาะกันไปตามประสาเด็ก เด็กอายุ ๓ ขวบคนหนึ่ง ติดพี่ชายที่อายุ ๑๐ ขวบเอามากๆ เดินตามทุกฝีก้าว พี่จะทำอะไร ไอ้หนูก็ทำตาม จนพี่ชายรำคาญ เลยไปนั่งอ่านการ์ตูนที่โซฟา เจ้าหนูก็หยิบการ์ตูนเล่มหนึ่งของพี่ แล้วเอาไปนั่งอ่านใกล้ๆ ทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก แถมเอาขาไขว่กันแบบเดียวกับพี่ชายอีกด้วย ใครเห็นใครก็ขำปนเอ็นดู

“ไหนอ่านให้ฟังหน่อยซิ” หลานหนุ่มคนหนึ่งไปนั่งใกล้ๆแล้วกระเซ้า

เจ้าหนูก็ไม่ยั่น ทำหน้าเคร่ง เอานิ้วชี้ไปตามตัวอักษร แล้วอ่านออกมาเป็นภาษาเติร์กอย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่การ์ตูนเป็นภาษาเยอรมันและภาษาเติร์กที่ออกมาจากปากของเจ้าหนูก็เป็นภาษาที่ไม่เป็นภาษา เรียกเสียงฮาลั่นหลังร้านเลย

ลุงเติร์กมองหลานๆทั้งแท้และเทียมนึกในใจว่า อยากให้เด็กทั้งโลกมีความสุขเหมือนเด็กเหล่านี้ แต่ลุงเติร์กนึกผิด เพราะหลานๆที่หลังร้านไม่ได้มี่ความสุขกันทุกคน โดยเฉพาะคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนบางคน

รู้มั้ย ตั้งแต่กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนนี่ เราเกลียดพวกมนุษย์เลขา ฯ ผู้หญิงมากที่สุด ชอบทำตัวยังกับเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนที่ไปติดต่อ จะต้องเจอแต่เลขาฯ ผู้หญิงประเภทนี้ ทำไมเจ้านายผู้ชายชอบมีเลขาฯ เป็นผู้หญิง”

มีเสียงตอบกันยุ่บยั่บ จนลุงเติร์กต้องกระแอมไอเตือนว่า มีเด็กเล็กๆอยู่แถวนี้ด้วยเน้อ จะพูดจะจานินทาใครละก็ เกรงใจสมองที่ไร้เดียงสาของเด็กๆหน่อยเถอะน่า

หลานชายคนหนึ่งบ่นว่า ทำงานมาตั้งนานก็ยังอยู่ตำแหน่งเดิม แต่ไหงอีกคนที่มาทำงานทีหลัง ดันได้เลื่อนขั้น พอเพื่อนฝูงบอกว่า เค้าทำงานเก่งกว่านายอ่ะซี่ หนุ่มก็บอกว่า .... เราว่ามันประจบเจ้านายว่ะ

ลุงเติร์กมองหน้าหลานคนนี้แล้วก็นึกอย่างปลงๆว่า ไอ้หลานคนนี้ หน้าตามันไม่ค่อยจะมีแววเอาซะเลย ตอนอยู่โรงเรียน เรียนเก่งก็จริง แต่เก่งแบบทื่อๆไปตามที่ตำราบอกมา

“ลุงจะเล่าให้ฟังนะ”

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2019, 12:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หนุ่ม บาเดีย ทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในตรุกี เป็นคนที่เอาใจใส่กับงานการมาก งานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตามเวลา ไม่เคยมาสายไม่เคยอ้อยอิ่งอยู่ในบริษัทให้เปลืองไฟ ไม่เคยหยิบฉวยเอาสิ่งของของบริษัทมาเป็นของตัวเอง เรียกว่าทำงานอย่างซื่อสัตย์มาตลอด แต่ ... ไม่ยักได้เลื่อนขั้น ไม่ยักได้เงินเดือนเพิ่ม

ก็ ... นึกน้อยอกน้อยใจจนทนไม่ไหว จึงเข้าไปหาเจ้านาย

“เจ้านายครับเจ้านาย ขออนุญาตให้ผมบอกกล่าวถึงความคับอกคับใจของผมหน่อยได้ไหมครับ”

เจ้านายใจดีก็บอกว่า “ว่าไปเลยคุณ ผมจะฟัง”

“นายครับ ผมทำงานให้นายอย่างถูกต้องเรียบร้อยตามกฎของบริษัททุกอย่างมาตลอด แต่จนป่านนี้ผมก็ยังย่ำอยู่ที่เดิม แต่ เซเร็น ... ที่เข้ามาทำงานพร้อมผม กลับได้เลื่อนขึ้นไปเป็นผู้ช่วยของซูเปอร์ไวเซอร์แล้ว ผมรู้สึกน้อยใจนะครับ ขอเรียนตามตรง”

เจ้านายฟังอย่างตั้งใจ ฟังจบแล้ว ก็มีสีหน้าอย่างคนที่กำลังคิดหนัก ในที่สุดก็บอกว่า

“อือม์ มันก็เป็นอย่างที่คุณพูดจริงๆ ขอเวลาให้ผมไปพิจารณาดูสักพักก็แล้วกันนะ ในระหว่างนี้ก็ขอให้ช่วยอะไรผมหน่อยได้มั้ย” วันนี้วันศุกร์พอดี ก็ตามธรรมเนียมละนะ ที่ทางบริษัทจะมีผลไม้มาวางในห้องอาหารให้พนักงานทุกคน คุณช่วยไปจัดการให้ที เมื่อเช้าผมเดินผ่านมาเห็นที่ร้านตรงหัวมุมมีผลไม้ขาย คุณช่วยไปถามซิว่า เขามีส้มขายรึเปล่า”

บาเดีย หายไปห้านาที ก็กลับมาบอกเจ้านายว่า

“นายครับ ที่ร้านเค้ามีส้มขายครับ”

“แล้วเค้าขายยังไง” เจ้านายถาม

“เอ้อ ผมไม่ได้ถามเค้าครับ”

“โอเค แล้วดูหรือเปล่าว่ามีพอสำหรับให้พนักงานทุกคนมั้ย”

“เอ้อ ผม...ไม่ทันได้ดูหรอกครับ”

“แล้วถ้าเผื่อมีส้มน้อยไป เค้าพอจะมีผลไม้อื่นที่น่ากินมั่งไหม”

“ไม่ทราบสิครับนาย ผมไม่ได้ถาม แต่คิคว่า...”

“เดี๋ยวๆ คุณนั่งพักซักครู่ก็แล้วกัน” เจ้านายบอก แล้วกดปุ่มโทรศัพท์สั่งเลขา ฯ ให้บอกเซเร็นให้มารายงานตัวที่ห้องโดยด่วน

เมื่อเซเร็นมาถึง เจ้านายก็บอกให้ไปจัดการอย่างเดียวกับที่บอกบาเดียไปเมื่อกี้ เซเร็นหายไปสิบนาทีก็กลับมา เมื่อเจ้านายถามว่า ได้เรื่องว่าไง เซเร็นก็ตอบว่า

“นายครับ ที่ร้านเค้ามีส้มขายครับ มีพอแจกให้พนักงานทุกคนเลย แต่ถ้าเจ้านายอยากได้ผลไม้อย่างอื่น เช่น แอปเปิล แพร์ องุ่น เค้าก็มีด้วยนะครับ ผมจดรายการผลไม้พร้อมทั้งราคามาด้วย ... นี่ครับ” ส่งกระดาษ A 4 ให้เจ้านาย “อ้อ แล้วตรงนี้ เป็นราคาที่เค้าลดให้ถ้านายจะซื้อเป็นจำนวนมากนะครับ นี่ผมบอกให้พ่อค้าคัดแต่ส้มเอาไว้ต่างหากก่อน ถ้านายตกลงว่ายังไง เดี๋ยวผมจะกลับไปจัดการให้เรียบร้อยอีกทีครับ”

“ขอบใจมาก เซเร็น” เจ้านายบอก แล้วหันไปทางบาเดีย “อ้อ บาเดีย เมื่อกี้คุณเข้ามารายเรื่องอะไรกับผมนะ”

“เอ้อ เอ้อ เอ้อ...” บาเดียชักมีอาการติดอ่าง “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมไปทำงานต่อละครับนาย”

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2019, 18:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


“เห็นมั้ย” ลุงเติร์กทำเสียงเหมือนกำลังสำทับ “ถ้าต้องการจะทำงานให้มีประสิทธิภาพ ให้เจ้านายเห็นว่ามีคุณค่าต่อบริษัท ก็ต้องทำงานอย่างที่เรียกว่า มี แต๊กติ๊ก...”

หลานๆที่โตพอจะรู้เรื่องว่าลุกต้องการจะพูดว่าอะไร พากันหัวร่อลงลูกคอ เพราะรู้ว่าลุกเติร์กจะพูดว่า tactic แต่ลิ้นแบบเติร์กๆของแกไม่อำนวยให้ จึงกลายเป็น แต๊กติ๊ก ไปซะ

เจ้าเบ็นจิส่งเสียง “ลุกคับลุก ไอ้ แต๊กติ๊ก ของลุงนี่เป็นไงครับ ผมไม่ยักรู้จักรู้จักแต่ติ๊กแต๊กง่ะลุง ติ๊กแต๊ก ยังงี้ไง” หยิบกล่อง tic tac ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ลองซักเม็ดมั้ยครับลุง อมแล้วชื่นคอ เล่านิทานต่อได้อย่างเสียงไม่ตก”

ลุงเติร์กหัวร่อ ฮัวะ ฮัวะ พร้อมกับนึกสมน้ำหน้าอยู่ในใจ ก็ดู๊ดู ดันควักของที่กินได้ออกมาโชว์โดยไม่ดูสถานการณ์ เลยโดนไถ ... คนละเม็ดสองเม็ด แป๊บเดียว หมดเกลี้ยงโบ๋เบ๋

“เบ็นจิเอ๊ย ทะเล้นยังงี้ เค้าเรียกว่า ทะเล้นอย่างไม่มี แต๊กติ๊ก รู้มั้ย ฮัวะฮ่าฮ่า”

(นิทานเรื่อง แต๊กติ๊ก จบ)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 10:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 15:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อเมริกัน “คัน”

ผู้หญิงสองคน และธงบนยอดเสา

สำหรับคนอเมริกันแล้ว การให้เกียรติในยามที่บุคคลนั้นมีชีวิตอยู่หรือในยามจากไป ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หรือแม้กระทั่งการเกิดเหตุโศกนาฏกรรม เช่น มีการกราดยิงสังหารหมู่ ก็จะแสดงความอาลัยและให้เกียรติผู้เสียชีวิตผ่านธงชาติด้วยการลดธงครึ่งเสา รวมถึงกรณีที่ผู้นำประเทศต่างๆ ถึงแก่อสัญกรรมหรือพระราชาประเทศใดประเทศหนึ่งเสด็จสวรรคตก็จะมีการลดธงลงครึ่งเสาเช่นกัน
แต่มีการสดุดีเกียรติประเภทหนึ่ง ซึ่งน้อยคนจะมีโอกาสได้รับเกียรติเช่นนี้ นั่น คือ การประดับเสาธงชาติและชักธงชาติอเมริกันไว้บนยอดเสาตราบชั่วนิจนิรันดร์


การประดับธงชาติอเมริกันข้างหลุมศพอย่างชนิดที่ไม่มีการลดลงครึ่งเสาหรือปลดลงมา ถือเป็นเกียรติอยู่สูงสุด ธงชาติเหนือหลุมฝังศพนี้เรียกว่า Perpetual Flag ขออภัยที่ต้องใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ เนื่องจากไม่น่าจะมีคำภาษาไทยคำไหนมาเทียบแทนได้ ส่วนมากอนุญาตให้ประดับธงในสถานที่บางแห่งที่มีความสำคัญ อย่าง สุสานทหารแห่งชาติที่อาร์ลิงตัน หรือสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่ง ซึ่งสารภาพตรงๆเลยว่า จำได้ไม่ทั้งหมด

แต่มีประชาชนอเมริกันเพียง ๓ คนเท่านั้นในประวัติศาสตร์อเมริกันที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้นำธงขึ้นสู่ยอดเสาตลอดกาล โดยห้ามนำธงลงอย่างเด็ดขาด เพราะต้องการประดับเกียรติยศของบุคคลนั้นสืบไป บุคคลทั้งสามล้วนเป็นสามัญชนทั้งสิ้น โดยเป็นชาย ๑ คน และ หญิง ๒ คน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 15:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เริ่มจากฝ่ายชายก่อนก็แล้วกัน ผู้ได้รับเกียรติสูงส่งรายนี้ คือ ทนายความ และกวีชื่อ ฟรานซิส สก๊อต คีย์ (Francis Scott Key) มีชีวิตในสมัยสงครามปฏิวัติที่ตอนนั้นยังไม่เป็นประเทศสหรัฐ ฯ กับ แผ่นดินแม่คือประเทศอังกฤษ ในคืนวันที่ 13 กันยายน 1812 กระทาชายนายฟรานซิสเฝ้ามองการยิงถล่ม ป้อมแม็กเฮนรี่ ที่อ่าวบัลติมอร์อยู่จนฟ้าสาง พลันเหลือบแลไปเห็นธงฝ่ายอาณานิคม ซึ่งปัจจุบันเป็นอเมริกาโบกสะบัดก็เกิดอารมณ์กวี ได้รับแรงดลใจจากการเห็นธงชัยใหญ่ที่โบกสะบัดเหนือป้อม เลยเขียนบทกวีอย่างหยาดเยิ้มหยดย้อย ต่อมาบทกวีนั้นกลายมาเป็นเนื้อเพลงชาติของอเมริกาจนถึงปัจจุบัน และมะกันเรียกเพลงชาติว่า “เดอะ สตาร์ สแปงเกิลด์ แบนเนอร์” (The Star - Spangled Banner) เมื่อสิ้นใจจึงได้รับเกียรติสูงส่งด้วยการนำธงชาติมาชักขึ้นสู่ยอดเสาเหนือหลุมฝังศพ โดยไม่มีการนำธงลงมาอีกเลย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 16:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ส่วนผู้หญิง ๒ คน ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ ทั้งคู่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน หลายคนอาจจะรู้จักแม่หญิงคนแรกดี เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังอมตะนิรันดร์กาลมานานนับร้อยปี เธอชื่อ เบตซี่ รอสส์ (Betsy Ross) เบตซี่ รอสส์ เป็นแม่บ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง มีอาชีพทางเย็บปักถักร้อยรับจ้างทั่วไป ในเวลานั้น เธอคงไม่ได้คิดว่า ผลงานของตนเองจะไปปรากฏอยู่ทุกหนแห่งและแม้แต่บนดวงจันทร์ เธอมีชื่อเต็มว่า อลิซาเบธ กริสคอม เกิดในฟิลาเดลเฟีย ปี ค.ศ.1752 ตอนนั้น อเมริกายังไม่ได้เป็น อเมริกา ในยุคสมัยของเบตซี่ยังเป็นแค่อาณานิคมของอังกฤษเท่านั้นเอง ต่อมาแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ นิวเจอร์ซี่ โดยยังคงรับจ้างเย็บปักถักร้อยเช่นเดิม

ในปี ค.ศ.1776 ทอม เพน เขียนปลุกระดมให้ชาวอาณานิคมลุกขึ้นประกาศเอกราช อันนำไปสู่สงครามระหว่างชาวอาณานิคมกับอังกฤษ สามีของเบตซี่เข้าร่วมในการรบด้วย แต่เสียชีวิตในสนามรับ เมื่อสงครามใกล้สิ้นสุด แม่ทัพทั้ง ๓ คือ จอร์จ วอชิงตัน จอร์จ รอสส์ และโรเบิร์ต มอริส เตรียมการประชุมเพื่อประกาศเอกราช โดยกำหนดลักษณะธงชาติที่จะใช้ในการประกาศเอกราช จอร์จ วอชิงตัน เคยเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเย็บผ้าของเบตซี่มาก่อน เลยเสนอว่า อยากให้เบตซี่เป็นคนเย็บธงผืนนี้

เบตซี่อาสาเย็บธงผืนแรกของชาติให้อย่างไม่เกี่ยงงอน ผลงานของเธอถูกใจผู้นำทั้ง ๓ คนอย่างยิ่งยวด จึงกำหนดให้ใช้ธงของเบตซี่เป็นธงประจำชาตินับแต่นั้นเป็นต้นมา
เบตซี่กลับไปอยู่กับพ่อแม่ แต่งงานใหม่อีกสองครั้ง และทำงานเย็บปักถักร้อยจนเกษียณตัวเองเมื่ออายุ ๖๕ ปี ถึงแก่กรรมอย่างสงบในปี ค.ศ.1834 รวมอายุได้ ๘๔ ปี ทางการได้กำหนดให้มีการนำธงไปประดับหน้าบ้านและหลุดฝังศพของเบตซี่ รอสส์ เพื่อให้เป็นเกียรติสูงสุดแก่ผู้เย็บธงแห่งชาติด้วยมือสามัญทั้งสองของเธอ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 16:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องราวของผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั้น กลับไม่เป็นที่รู้จักมักจี่กันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่ชีวิตของเธอนั้นแสนเศร้าอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความโหดร้ายของสงคราม ซึ่งไม่ว่าเราจะเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง เราต่างเป็นผู้สูญเสียทั้งสิ้น เราต่างเป็นผู้พ่ายแพ้โดยเท่าเทียมกัน เธอชื่อ เจนนี่ เวด (Jenny Wade) สตรีสามัญชนแห่งเมืองเก็ตตี้สเบิร์ก รัฐเพนน์ซิลเวเนีย

พอดีผู้เขียนเพิ่งกลับจากเมืองเก็ตตี้สเบิร์ก อันเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญเมืองหนึ่งในอเมริกา เป็นเมืองที่เป็นจุดกำหนดชัยชนะและความปราชัยของสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งต้องเล่าย้อนหลังเล็กน้อย สำหรับผู้อ่านที่ไม่มีพื้นประวัติศาสตร์อเมริกามาก่อน

ก่อนที่อเมริกาจะกลายเป็นประเทศอย่างทุกวันนี้ แรกเริ่มเดิมทีมีสภาพเพียงอาณานิคมกระจอกงอกง่อยที่กระจายตัวกันอยู่หลวมๆ ตามพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ชาวยุโรปหลายประเทศมาสร้างบ้านแปงเมืองกันอยู่เป็นกลุ่มๆ โดยไม่แยแสอินเดียนแดงเจ้าของแผ่นดินเดิมแม้แต่น้อย แต่ผู้อพยพจากยุโรปที่หลั่งไหลเข้ามาลงหลักปักฐานบนแผ่นดินแปลกหน้าจำนวนมากที่สุดก็เห็นจะเป็นชาวอังกฤษนี่แหละ ต่อมา อังกฤษตั้งตัวเป็นขาใหญ่ในบรรดาอาณานิคมทั้งหลาย ด้วยการกำจัดอิทธิพลของฝรั่งเศสและสเปนออกไปจากแผ่นดินใหม่ จากการก่อตั้ง ๑๓ อาณานิคมเรียงรายเหนือจรดใต้ตลอดชายฝั่งตะวันออกของประเทศ

ในช่วงเวลานั้น ก็มีการนำทาสจากแอฟริกามาใช้งานแล้วในหมู่อาณานิคม ซึ่งกระจายตัวอยู่ในบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ และรวมตัวกันเรียกว่า “สิบสามอาณานิคม” จะว่าไปก็นับว่าหากินบนหลังคนมาตั้งแต่ยังเป็นอาณานิคมเลยก็ว่าได้

ต่อมาจอร์จ วอชิงตัน นำกองกำลังเข้าตะลุมบอนกับทหารอังกฤษจนอังกฤษพ่ายแพ้แล้วประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกนั้น อาณานิคมทั้งสิบสามแห่งได้พลอยแต่งหน้าทาปากเลื่อนขั้นขึ้นเป็น ๑๓ รัฐแรกในอเมริกา โดยแบ่งเป็นรัฐที่ห้ามค้าทาสหรือรัฐเสรีจำนวน ๕ รัฐ และรัฐที่อนุญาตให้ค้าทาสได้มีอยู่ ๘ รัฐ ซึ่ง ๘ รัฐที่มีการค้าทาสนี้ เรียกว่า รัฐทาส

หลังจากนั้น ก็มีการขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ จนมีทั้งหมด ๓๔ รัฐ และแบ่งเป็นรัฐเสรี ๑๙ รัฐ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ และรัฐทาส ๑๕ รัฐ ทางตอนใต้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในยุคนั้น ชาวอเมริกันทางตอนเหนือเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมขนาดหนัก มีการก่อสร้างโรงงานมากมาย ส่วนรัฐทางตอนใต้เป็นโซนของการเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกฝ้ายและยาสูบ จึงอ้างว่าจำเป็นต้องใช้แรงงานทาสมาช่วยในการทำงาน

คนส่วนมากมักคิดว่า แนวคิดเรื่องการเลิกทาสนำไปสู่สงครามการเมืองในอเมริกา แต่จริงๆ แล้วยังมีประเด็นทางการเมืองซ่อนเร้นอยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการตั้งกำแพงภาษาระหว่างอเมริกากับยุโรปและเรื่องการชิงดำบนแผ่นดินตะวันออกอันหอมหวาน

ในเวลานั้น รัฐบาลกลางต้องการขยายฐานการผลิต และการค้าด้านอุตสาหกรรมในประเทศ จึงตั้งกำแพงภาษีเพื่อป้องกันสินค้าอุตสาหกรรมจากยุโรปเข้ามาตีตลาดในสหรัฐ ฯ แต่อย่าคิดว่า ยุโรปจะยินยอมถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างอเมริกากระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะหลายประเทศในยุโรปก็ตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คือ ตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าจากอเมริกาเช่นกัน เรื่องนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรในรัฐทางใต้มาก เพราะทำให้ขายสินค้าได้น้อยลง
ส่วนรัฐทางเหนือนั้นได้รับผลกระทบน้อยกว่ารัฐทางใต้ เพราะเน้นไปทางอุตสาหกรรม

ต่อมาอเมริกาซื้อหลุยส์เซียน่าจากฝรั่งเศส ในยุคนั้นถือว่าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และมีคนฝรั่งเศสอพยพเข้าไปอาศัยเป็นจำนวนมาก มรดกตกทอดของฝรั่งเศส ยังส่งอิทธิพลต่อประชากรในรัฐหลุยส์เซียน่ามาจนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือภาษา แถมอเมริกายังดันรบชนะสเปน กับ เม็กซิโก เลยทำให้ได้แผ่นดินใหม่ๆมาไว้ในกำมืออย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะได้รับดินแดนทางตกเฉียงให้ของทวีปอเมริกาเหนือมาแทนค่าปฏิกรรมสงคราม แผ่นดินใหม่ๆ หอมๆ นี่แหละคือปมปัญหาของสงครามอย่างแท้จริง

แผ่นดินที่ได้มาใหม่นั้นถูกเรียกว่า ดินแดนตะวันตก และเป็นจุดที่เกิดกรณีขัดแย้ง เพราะรัฐทางเหนือ ซึ่งเป็นรัฐเสรี ไม่อยากให้รัฐที่จะเกิดขึ้นใหม่ในดินแดนตะวันตกเป็นรัฐที่มีทาส แต่ขณะเดียวกัน รัฐทางใต้ ซึ่งเป็นรัฐค้าทาส ก็อยากให้แผ่นดินตะวันตกกลายเป็นรัฐค้าทาสไปด้วย เพราะความไม่อยากตกเป็นเบี้ยล่างรัฐทางเหนือ เพราะหากรัฐเกิดใหม่ในดินแดนตะวันตกกลายเป็นรัฐเสรีไม่มีทาส อาจจะทำให้เกิดไอเดียว่า ควรยกเลิกการค้าทาสในทุกรัฐ นั่นหมายถึงความล่มสลายของรัฐทางใต้ที่มีการค้าทาสนั่นเอง เพราะทาสที่คนครอบครองจะกลายเป็นไท หากทาสยังอยากทำงานในฟาร์มอยู่ นายทาสก็ต้องจ่ายค่าจ้าง ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ลุงแซมฝ่ายใต้จึงถลกแขนเสื้อแล้วถ่มยาเส้นดังปริ๊ด ก่อนเท้าสะเอวบอกรัฐทางเหนือว่า กู เฮ้ย ไอไม่ยอมนะเว้ย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มิ.ย. 2019, 19:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 31759

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อมา เมื่อ อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกให้เป็น ปธน. แห่งสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐทางใต้ ๑๓ รัฐ ไม่พอใจจนถึงขั้นแยกตัวไปเป็นอิสระ และตั้งรัฐบาลใหม่ในนามว่า สมาพันธรัฐอเมริกา และประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐ ฯ ทันที พูดง่ายๆว่า เรียกว่าลองของประธานาธิบดีคนใหม่ตั้งแต่ก้นยังไม่ทันแตะเก้าอี้เลยทีเดียว แถมมีการแต่งตั้ง เจฟเฟอร์สัน เดวิด อดีตวุฒิสมาชิกรัฐมิสซิสซิปปี้ เป็นประธานาธิบดีซ้อนขึ้นมาโดยทำหน้ามึนไม่ยอมรับอำนาจของรัฐทางเหนืออีกต่อไป มิหนำซ้ำยังประกาศใช้รัฐธรรมนูญของตัวเองอีกต่างหาก

รัฐบาลของรัฐฝ่ายเหนือซึ่งเรียกตัวเองว่า สหภาพ หรือ Union ก็ประกาศปังอย่างโกรธจัดว่า ไม่ยอมรับการแยกตัวเป็นอิสระของสมาพันธรัฐอเมริกา แล้วประกาศทันทีว่าสมาพันธ์ฝ่ายใต้เป็นกบฏ ในขณะที่ฝ่ายใต้เองก็อ้างว่าพวกตนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการแยกประเทศ เมื่อไม่พอใจที่จะอยู่ร่วมกัน ก็คอนเวิร์สออลสตาร์ หรือ ทางใครทางมันไปสิวะ ดังนั้นสมควรที่จะได้รับสิทธิ์ในการแยกตัวได้เช่นกัน
นี่เอง คือ ที่มาของสงครามกลางเมือง ช่วงที่อเมริกันฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้จับอาวุธรบกันเอง

ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปีในทุกสมรภูมิก็ว่าได้ แต่มารู้ผลแพ้ชนะแตกหักกันในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย ชื่อเมือง เก็ตตี้สเบิร์ก โดยรบกันในสมรภูมิแห่งเก็ตตี้สเบิร์ก ทั้งหมด ๓ วันเต็มๆ และเป็นสามวันที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ทุกตารางนิ้วในเมืองนั้นเต็มไปด้วยซากศพชุ่มไปด้วยเลือดแดงฉานไปทุกหย่อมหญ้า การปะทะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 ก.ค. 1863 และจบลงในวันที่ 3 กรกฎาคม

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 67 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร