วันเวลาปัจจุบัน 17 มิ.ย. 2019, 07:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มิ.ย. 2019, 04:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3439


 ข้อมูลส่วนตัว


#นิมนต์หลวงปู่ชอบหายตัวให้ดู

พระอาจารย์เปลี่ยนนิมนต์ “หลวงปู่ชอบ” หายตัวให้ดู

ตอน มาปฏิบัติกับหลวงปู่ชอบที่บ้านโคกมน
ธรรมะประวัติท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก ต.อินทขีล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
เขียนบันทึกโดย ครูบากล้วย พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท


๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านนำของมาถวาย กราบเยี่ยมแสดงมุทิตาจิตต่อครูบาอาจารย์ ก่อนวันงานทำบุญครบรอบอายุ ๙๒ ปี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่ชอบ ท่านมอบหมายให้เราพาพระเณรวัดป่าโคกมนดูแลท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เราก็พาท่านพระอาจารย์เปลี่ยนไปพักอยู่ที่กุฏิเบอร์ ๔ ของเรา เพื่อความสะดวกในการดูแลต้อนรับอุปัฏฐากครูบาอาจารย์รุ่นพี่

ระหว่างสนทนากันที่กุฏิเบอร์ ๔ วัดป่าโคกมน ที่พักของเรา พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เล่าเรื่องท่านขอนิมนต์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หายตัวให้ท่านดู ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่า ตอนนอกพรรษาปี ๒๕๑๑ ท่านออกจากบ้านปง ไปปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อบุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่บ้านแม่หลอด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ท่านมาพักภาวนาอยู่ที่บ้านแม่หลอดได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง หลวงพ่อบุญฤทธิ์ก็เลยชวนท่านให้ลงมากราบเยี่ยมหลวงปู่ชอบ ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน พระอาจารย์เปลี่ยนว่าตอนนั้นเราเองก็อยากจะมาหาหลวงปู่ชอบเหมือนกัน เราอยากจะให้ท่านแก้เรื่องใจในภาวนาให้กับตนเอง

ท่านว่า “ตอนช่วงนั้นเราเป็นคนใจร้อน มีโทสะง่าย คนมากวนเราก็อัดกับคน ผีมากวนเราก็อัดกับผี นาคมากวนเราก็อัดกับพวกพญานาค”

พระอาจารย์เปลี่ยน “อัดคนอัดผีด้วยตีนด้วยมือนี่ มันกะบ่พอว่าดอก นี่มันเอาจิตกสิณไฟในใจเจ้าของ เพ่งใส่จนเขาเจ็บไข้ได้ป่วยไปกะหลาย จนหลวงปู่ชอบท่านว่าให้เรา หือ..! มันเอาแต่กสิณนำหน้าบ่ เอาเมตตาคุมต้นทางของจิตไว้ ครูบาอาจารย์หลวงปู่ชอบท่านก็แก้จิตเรื่องนี้ให้เรา อยู่วัดป่าสัมมานุสรณ์ จนเรานั้นหายขาดตั้งแต่เราพรรษาสิบ”

พระอาจารย์เปลี่ยนว่า ตอนท่านไปพักปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ชอบ ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ท่านขอให้หลวงปู่ชอบแสดงฤทธิ์ให้ท่านดูในเรื่องอะไรก็ได้

ท่านกราบเรียนหลวงปู่ชอบว่า “ขอนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์แสดงฤทธิ์ให้ลูกหลานได้เห็น เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติด้วยขอรับ”

ท่านว่าแบบขำๆ “ตอนนั้นเราก็กล้าดื้อ ตื้อขอกับครูบาอาจารย์มาก”..

พระอาจารย์เปลี่ยนว่า ทีแรกหลวงปู่ชอบก็ทำท่าดุท่าน หือ..! ของแบบนี่เขาบ่เอามาเฮ็ด (ทำ) เล่นๆ กันเด้ พอทำท่าดุแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนว่า หลวงปู่ชอบก็ยื่นขาของท่านมาให้ท่านนวดเส้นให้

พระอาจารย์เปลี่ยน “หลวงปู่ชอบท่านว่า เอ้า..! โบ้ย (เอ้าไอ้หนู) นวดเส้นให้พ่อแก่มันแน่ วันนี่เฮาเดินจงกรมหลายขามันตึง เราก็นวดเส้นให้ท่าน หลวงปู่ชอบ เล่าเรื่องท่านไปเที่ยววิเวกอยู่ที่นั่นที่นี่ มีเทวดาพญานาคอะไรใครมาหาท่านบ้าง เราก็เพลินฟัง นวดเส้นให้ท่านไป จนถึงตีสามหลวงปู่ชอบท่านจึงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เราได้เห็นเป็นขวัญตา”..

ตนเอง (ครูบากล้วย พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท) ถามท่านพระอาจารย์เปลี่ยน หลวงปู่ชอบท่านหายตัวให้ครูอาจารย์เห็นแบบไหน

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่า หลวงปู่ชอบบอกท่านไว้ ถ้าเรานอนเอาผ้าจีวรคลุมตัวเองแล้ว จากนั้นอีกสิบนาที ท่านบอกให้ดึงเอาผ้าจีวรที่คลุมตัวของท่านออกเลยนะ..

พระอาจารย์เปลี่ยนว่า หลังจากหลวงปู่ชอบนอนเอาผ้าจีวรของท่านคลุมจนสุดหัวสุดเท้าของท่านแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนท่านก็จับนาฬิกาที่เอวของตนเองออกมาดูเวลา ท่านนับเวลาจากที่หลวงปู่ชอบท่านนอน เอาผ้าจีวรคลุมตัวเองได้ ๑๓ นาที ท่านก็ยกมือขึ้น กล่าวคำขอโอกาสต่อครูบาอาจารย์หลวงปู่ชอบ..

พระอาจารย์เปลี่ยน “เรารื้อผ้าจีวรหลวงปู่ชอบเอามากอดแนบไว้ที่อกของเรา เสื่อที่ท่านนอนนั่นแปนเอิ่ดเติด (เสื่อที่ท่านนอนนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไร) ตัวของหลวงปู่ชอบนั้นเราก็ไม่รู้ว่าท่านหายไปไหน ที่ๆ ท่านนอนก็มีแต่เสื่อกับหมอนอยู่เท่านั้น เราก็เลยกำหนดจิตของตนเอง ไล่ค้นหาหลวงปู่ชอบว่าท่านไปหลบอยู่ที่ไหน พอเรากำหนดจิตค้นหาท่าน ก็ปรากฏมีมือใหญ่ๆ มาปิดบังตาจิตตาใจของเราเอาไว้ ไม่ให้มองเห็นท่าน เราก็เลยย้อนจิตเข้ามาถามธรรมในใจของตนเองว่ามันคืออะไร เราถึงรู้ว่าหลวงปู่ชอบ ท่านใช้ฤทธิ์อภิญญาบังตาในใจจิตของเราเอาไว้ ไม่ให้มองเห็นท่าน”..

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่า แล้วก็หัวเราะแบบขำๆ “คักบ้อเจ้าบาดนิ ฤทธิ์ลูกศิษย์บ่สู้ฤทธิ์อาจารย์”..

พระอาจารย์เปลี่ยนว่า จากนั้นอีกประมาณสิบห้านาที หลังจากที่รู้แจ้งแก่ใจตนแล้ว ท่านก็เอาผ้าจีวรคลุมลงไปบนเสื่อที่นอน..

ท่านว่าพอเราคลุมจีวรลงไปในเสื่อแล้ว ก็ปรากฏเป็นรูปร่างหลวงปู่ชอบท่านนอนคลุมจีวรอยู่บนเสื่อ ซักพักหลวงปู่ชอบท่านก็รื้อผ้าจีวรออกลุกขึ้นมานั่ง หลวงปู่ชอบถามท่านว่า “เห็นหรือยังละเปลี่ยน ผู้ปฏิบัติได้ในพระศาสนานั่นเป็นจั่งใด๋ (เป็นยังไง) จิตคนนี่ หากปฏิบัติได้แล้วมันสิเป็นแก้วสารพัดนึก”

พระอาจารย์เปลี่ยน “เราเรียนถามหลวงปู่ชอบว่าหายไปไหน ทำไมกระผมค้นหาครูบาอาจารย์ในจิตในใจก็ไม่เห็น เห็นแต่มีมือใหญ่ๆ มาปิดที่ตาจิตตาใจของกระผมไว้คล้ายกับคนเอามือมาปิดตากันนี่ หลวงปู่ชอบท่านบอกเรา เฮาบ่ได้ไปไส (เราไม่ได้ไปไหน) เฮาอยู่ในกุฏินี่ล่ะ เฮาบังตาเนื้อตาในของท่านไว้บ่ให้ท่านเห็นซื่อๆ (ไม่ให้ท่านเห็นเฉยๆ)”

พระอาจารย์เปลี่ยน “นั่นล่ะ..! ฤทธิ์ของท่านพระอรหันต์ ผู้ทรงฤทธิ์ ตาเนื้อใสๆ ของเราก็หาท่านไม่เห็น ตาญาณในฌานความรู้ของเราก็หาท่านไม่เจอ”..

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านถาม อยู่กับหลวงปู่ชอบท่านเคยเหาะเคยหายตัวให้ลูกหลานพระเณรได้เห็นไหม ตนเองก็เรียนท่านพระอาจารย์เปลี่ยนว่า เคยได้เห็นหลายครั้งอยู่ขอรับ บางครั้งท่านก็จำแลงตนให้พระเณรอุปัฏฐากเห็นเป็นหลายคนๆ ที่มีวัยแตกต่างกัน บางครั้งท่านก็ลอยตนขึ้นไปบนอากาศให้พระเณรอุปัฏฐากได้ตื่นเต้นหายง่วงนอน

จนเณรโอ๋เชียงราย (ปิยะพงษ์ ผิวสุวรรณ) กลัว วิ่งตาตื่นมาบอกผม ครูบาๆ หลวงปู่ชอบท่านตัวใหญ่ๆ เต็มห้องเหมือนกับผี ผมล้างกระโถนให้ท่านอยู่ข้างนอก เลยเดินเข้าไปดูในห้อง เห็นหลวงปู่ชอบท่านตัวใหญ่เต็มห้อง ยังกับรูปปั้นพระสังกัจจาย พอเห็นแบบนี้แล้วผมก็ยืนถือกระโถนขนหัวลุกขึ้นมาทันที

พระอาจารย์เปลี่ยนหัวเราะ ท่านว่า “ประสาอะไรกับเด็กน้อยมันจะไม่กลัว ผู้ใหญ่อย่างเราๆ นี้ ถ้าได้เห็นแบบนั้นมันก็ตื่นคือกัน”..

ตนเองว่า เรื่องที่ท่านอาจารย์เปลี่ยนไปขอให้หลวงปู่ชอบท่านหายตัวให้ดูนี้ กระผมล่ะนึกถึงเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะ (จุนโท) ท่านขอให้ ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน (คุณวโร) ท่านลอยตนให้ดู ที่วัดถ้ำสหาย

พระอาจารย์เปลี่ยนท่านว่า “นอกจากความเป็นธรรมแท้ในตนเองแล้ว อาจารย์จันทร์เรียนนี่ ท่านจะถอดความเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ชอบออกมาได้หลายกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ”

เรากราบเรียนท่านพระอาจารย์เปลี่ยนว่า เรื่องพระฤทธิ์ พระเดช ในประเทศไทยนี้ ที่ผมได้เห็นมานอกจากหลวงปู่ชอบผู้เป็นต้นเค้าเก้าอาจารย์แล้ว ผมก็เห็นครูอาจารย์จันทร์เรียนกับครูอาจารย์เปลี่ยนนี่แหละ ที่เป็นอัศจรรย์ ไม่ธรรมดา >>> http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=57711



ถาม : เมื่อจิตวิปริตดูหมิ่นพ่อแม่ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัวเองก็ไม่ได้ ยิ่งห้ามยิ่งคิด ลองปล่อยก็ยิ่งเลยเถิด พอเกิดแต่ละครั้งจะกลัวมากว่าจะบาปหนัก

ตอบ : อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับใครย่อมทำให้รู้สึกผิดรวมทั้งรู้สึกแย่กับตัวเอง อาการดังว่านั้นเกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนไม่น้อย มีคนหลายคนปรึกษากับอาตมาในเรื่องนี้ จนทำให้อาตมาเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเปิดเผยว่าตัวเองมีอาการแบบนี้

อาการแบบนี้มักเกิดกับคนที่สุภาพเรียบร้อยสนใจใฝ่ธรรม อาการดังกล่าวเกิดจากความรู้สึกต่อต้านของกิเลสภายใน เพราะคนเรามีทั้งความใฝ่ดีและใฝ่ต่ำ มีทั้งมโนธรรมและความเห็นแก่ตัว มีทั้งเมตตาและโทสะ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต่อสู้กันอยู่ภายในสมอง

ดังนั้นพอใครอยากทำความดี ก็จะมีแรงต่อต้านขัดขืนอยู่ภายใน ยิ่งพยายามทำความดีอยู่ในภายใน ก็จะดิ้นรนขัดขืนและท้าทาย เกิดความคิดลบหลู่พระพุทธเจ้า และพ่อแม่ขึ้นมาในใจ นี่เป็นความพยายามของมารที่ต้องการรบกวนขัดขวางไม่ให้เราทำความดี

เป็นไปได้ว่าอาการดังกล่าว ยังเกิดจากความยึดติดถือมั่นในความดี เป็นธรรมดาเมื่อยึดมั่นในความดี ก็จะรู้สึกเป็นลบกับความไม่ดี รวมทั้งกลัวและกังวลว่าความไม่ดีนั้นจะเกิดกับตน อย่าลืมว่าความรู้สึกเป็นลบ ปฏิเสธผลักไส กลัวหรือกังวลนั้นเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้จิตใจจดจ่อสิ่งนั้น เมื่อรู้สึกเป็นลบหรือกังวลในสิ่งที่ไม่ดี ใจก็ยิ่งคิดถึงสิ่งไม่ดีนั้นมากขึ้น

ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรก็ตาม สิ่งที่ผู้คนมักกระทำกันเมื่อมีความคิดลบหลู่เกิดขึ้นมาในใจก็คือ #กดข่มมัน #พยายามบังคับจิตไม่ให้คิด #ซึ่งก็ยิ่งเท่ากับเพิ่มกำลังให้แก่มัน #อะไรก็ตามที่เราพยายามกดข่มผลักไส #มันก็ยิ่งผุดยิ่งโผล่ #อะไรก็ตามที่เราถูกสั่งไม่ให้คิด #เรากลับคิด

ดังนั้นไม่น่าแปลกใจ ที่ยิ่งกดข่มบังคับไม่ให้คิดลบหลู่ ความคิดลบหลู่ก็ยิ่งอาละวาด ทางออกก็คืออย่าไปสนใจมัน เวลามันเกิดขึ้นแค่รับรู้เฉย ๆ โดยไม่ต้องพยายามกดข่มผลักไสมัน มันจะเกิดกี่ครั้งก็ช่างมัน อย่าไปเกลียดความคิดนี้ด้วยซ้ำ และยอมรับว่าความเกิดขึ้นในใจเราก็พอ พยายามวางใจเป็นกลาง หรือวางเฉยต่อความคิดดังกล่าว นี่คือวิธีการหนึ่งที่พระพุทธองค์และพระสาวกรับมือกับมารที่มาก่อกวน พระพุทธองค์และพระสาวกไม่ได้ทำอะไรมากกว่าบอกให้มันรู้ว่า "ท่านรู้ทันมันแล้ว"

ดังนั้นเพียงแค่รู้เฉย ๆ มีความคิดลบหลู่เกิดขึ้นก็พอ รู้เฉย ๆ หมายถึงรู้โดยไม่ทำอะไรกับมัน รู้แล้วก็ไม่สนใจมัน ไม่นานมันก็จะหายไปเอง มันเป็นเรื่องธรรมดาของความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปในที่สุด

เราเพียงแต่ปล่อยให้มันดับไปเอง แต่หากไปกดข่มบังคับขับไสมัน ก็เท่ากับตกหลุมพรางของมัน คือต่ออายุให้มัน ทำให้มันมีแรงกำลังรังควานเราได้เรื่อย ๆ

การมี "สติ" สำคัญมาก เพราะสติจะช่วยให้รู้เท่าทันมัน ไม่เผลอกดข่มมัน หรือเป็นทุกข์เพราะมัน และช่วยให้วางใจเป็นกลางต่อมันได้

ขณะเดียวกัน ขันติ คือความอดทนก็จำเป็น เพราะอาการแบบนี้กว่าจะหายต้องใช้เวลา คุณต้องอดทน ไม่รีบร้อน อย่าหวังว่ามันจะหายไว ๆ ใหม่ ๆ มันจะพยายามก่อกวนคุณหนักกว่าเดิม เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากคุณ แต่ถ้าคุณไม่สนใจมัน มันจะอ่อนแรงไปไหนที่สุด

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





ขอให้พากันไม่ลืมนึกถึงความจริงที่สำคัญประการหนึ่ง
ไว้ให้เสมอว่า วันเวลากำลังเคลื่อนไปพร้อมกับวัยของเราทุกคน
และจะไม่มีการถอยหลังย้อนกลับมาได้อีกเลย
อะไรที่ดีงามให้รีบทำเสีย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
เมื่อโอกาสที่ทำได้ผ่านพ้นไป จะไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีก
.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2019, 06:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 909


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร