วันเวลาปัจจุบัน 25 พ.ค. 2019, 07:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 16:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12194


 ข้อมูลส่วนตัว


สัตว์..หรือ บุคคล..ในพระสูตรนั้น...เป็นภาคขยาย...มีความแทน..ตนหรืออัตตา.....

ถ้าพระองค์ตรัสกับผม...ความเป็นผม..ก็ใช้คำว่า..ตน..ได้เลย..ส่วนมนุษย์คนอื่น..ก็ใช้คำว่า..บุคคล...แทนตนของบุคคล
ส่วนสัตว์อื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์..ก็ใช้คำว่า..สัตว์..แทนตนของสัตว์นั้น


การที่ให้..ไม่เห็นตนมีในรูป...หรือเห็นรูปมีในตน..นั้น

มิได้หมายความว่า..ตนไม่มี..

แต่หมายความว่า...อย่าสำคัญผิดว่า..รูปนี้..รวมไปทั้งเวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..นี้...เป็น...".ตน."..อย่างที่หลงเข้าใจกันตามปกติชาวโลก....

ในขณะที่เราเรา มองไปที่..บุคคลอื่น..หรือสัตว์อื่น...เราก็อย่าไปสำคัญว่า..รูป..เวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..เป็น.." บุคคล" หรือ "สัตว์".นั้นนั้น..เป็นตนของเขาอย่างที่เราเห็น..เราสัมผัส...

มิได้หมายความว่า..ตนแห่งสัตว์นั้น..หรือ..ตนแห่งบุคคลนั้น..ไม่มี...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 17:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30405

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประกอบด้วยพระญาณบริสุทธิ์ พร้อมพระธรรม และหมู่แห่งพระอริยสงฆ์
ขอนอบน้อมแด่พระมหาโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยพระบารมีทุกพระองค์


" ดูกรมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ ฯ
ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ฯ
เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมีฉันใด ฯ
เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ฯ
ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้น
ไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ

ข้อความจากวชิราสูตร

ท่านทั้งหลายเคยมีคำถามถึงผู้สร้าง หรือไม่ว่า
ผู้สร้างสัตว์คือใคร
สัตว์เกิด ดับที่ไหน

บ้างบอกพระเจ้าคือผู้สร้าง สร้างมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้เกิดมา เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงดินแดนอันเป็นนิรันดร์ แม้แต่ความเชื่อที่ว่าพระพรหม พระศิวะ เป็นผู้สร้างโลก ก็ตาม โดยไม่ทราบว่าท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้ข้องอยู่ในโลก ไม่ใช่ผู้หลุดพ้นแท้จริง

คำถามเหล่านี้มีมานาน มีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้น
แต่นั้นไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ทรรศนะในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

คนทั้งหลายก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติ หลับอยู่แล้วในความมืดบอดของโมหะ ความคิดต่างๆจึงเป็นไปด้วยความไม่รู้และหลงผิด

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟัง เกิดปัญญาญาณ เพื่อละความไม่รู้และหลงผิด

แม้แต่เรื่องการสร้างสัตว์ และความเกิดดับของสัตว์

ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ

แท้จริง โดยปรมัตถ์มีแต่สังขาร ที่เกิดและดับ เป็นไปในภูมิต่างๆ

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจเคยพบเห็นพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงเรื่อง การจุติ อุบัติของสัตว์เลยเหมารวมไปว่าพระพุทธเจ้า ก็ตรัสถึงสัตว์ นั้นหมายความว่าสัตว์มีจริง ซึ่งก็มีจริงเพียงสมมุติเรียกเท่านั้นแต่ไม่มีโดยปรมัตถ์ ภาษาที่ใช้จึงเพื่อให้เข้าใจตามภาษาของชาวโลกเท่านั้น ท่านหาได้มีความสำคัญมั่นหมายโดยความเป็นสัตว์ไม่

" ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้น
ไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ "


กระชับเขาหาคนแต่ละคนๆเข้าไปอีกหน่อย

คำสรุปของปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นว่าหลักปฏิจจสมุปบาททั้งหมด เป็นกระบวนการเกิดดับของทุกข์ หรือหลักปฏิจจสมุปบาททั้งหมด มีความมุ่งหมายเพื่อแสดงความเกิด-ดับของทุกข์เท่านั้นเอง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 17:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 30405

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่า ทุกข์ มีความสำคัญ และมีบทบาทมากในพุทธธรรม แม้ในหลักธรรมสำคัญอื่นๆ เช่น ไตรลักษณ์ และอริยสัจ ก็มีคำว่า ทุกข์ เป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงควรเข้าใจคำว่า ทุกข์ กัน ให้ชัดเจนก่อน

เมื่อศึกษาคำว่า “ทุกข์” ในพุทธธรรม ให้สลัดความเข้าใจแคบๆ ในภาษาไทยทิ้งเสียก่อน และพิจารณาใหม่ตามความหมายในพุทธพจน์ ที่แบ่งทุกขตา (ภาวะแห่งทุกข์) เป็น ๓ อย่าง (ในพระไตรปิฎก แสดงไว้เพียงชื่อข้อธรรม ไม่ได้แสดงความหมาย) พร้อมด้วยคำอธิบาย ดังนี้

๑. ทุกขทุกขตา ทุกข์ที่เป็นความรู้สึกทุกข์ คือ ความทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่สบาย เจ็บปวด เมื่อยขบ โศกเศร้า เป็นต้น อย่างที่เข้าใจกันโดยสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ ที่เรียกกันว่า ทุกขเวทนา (ความทุกข์อย่างปกติที่เกิดขึ้น เมื่อประสบอนิฏฐารมณ์ หรือสิ่งกระทบกระทั่งบีบคั้น)

๒. วิปริณามทุกขตา ทุกข์เนื่องด้วยความผันแปร หรือทุกข์ที่แฝงอยู่ในความผันแปรของสุข คือ ความสุขที่กลายเป็นความทุกข์ หรือทำให้เกิดทุกข์ เพราะความแปรปรวนกลับกลายของมันเอง
(ภาวะที่ตามปกติ ก็สบายดีเฉยอยู่ ไม่รู้สึกทุกข์อย่า่งใดเลย แต่ครั้นได้เสวยความสุขบางอย่าง พอสุขนั้นจากลงหรือหายไป ภาวะเดิมที่เคยรู้สึกสบายเป็นปกตินั้น กลายเป็นเป็นทุกข์ไป เสมือนเป็นทุกข์แฝง ซึ่งจะแสดงตัวออกมาในทันทีทีความสุขนั้นจืดจางหรือเลือนลางไป ยิ่งสุขมากขึ้นเท่าใด ก็กลับกลายเป็นทุกข์รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เสมือนว่าทุกข์ที่แฝงขยายตัวตามขึ้นไป ถ้าความสุขนั้นไม่เกิดขึ้น ทุกข์เพราะสุขนั้นก็ไม่มี แม้เมื่อยังเสวยความสุขอยู่ พอนึกว่าสุขนั้นอาจจะต้องสิ้นสุดไป ก็ทุกข์ด้วยความกังวล ใจหายไหวหวั่น ครั้นกาลเวลาแห่งความสุขผ่านไปแล้ว ก็หวนระลึกด้วยความละห้อยหาว่า เราเคยมีสุขอยางนี้ๆ บัดนี้ สุขนั้นไม่มีเสียแล้วหนอ)

๓. สังขารทุกขตา ทุกข์ตามสภาพสังขาร คือ สภาวะของตัวสังขารเอง หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากเหตุปัจจัยได้แก่ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คือ เป็นสภาพที่ถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยที่ขัดแย้ง มีการเกิดขึ้น และการสลาย หรือดับไป
ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง อยู่ในกระแสแห่งเหตุปัจจัย จึงเป็นสภาพซึ่งพร้อมที่จะก่อให้เกิดทุกข์ (ความรู้สึกทุกข์หรือทุกขเวทนา) แก่ผู้ไม่รู้เท่าทันต่อสภาพ และกระแสของมัน และเข้าไปฝืนกระแสอย่างทื่อๆ ด้วยความอยากความยึด (ตัณหาอุปาทาน) อย่างโง่ๆ (อวิชชา) ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และปฏิบัติต่อมันด้วยปัญญา

ทุกข์ข้อสำคัญ คือข้อที่ ๓ แสดงถึงสภาพของสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง
แต่สภาพนี้จะก่อให้เกิดความหมายเป็นภาวะในทางจิตวิทยาขึ้นได้ ในแง่ที่ว่า มันไม่อาจให้ความพึงพอใจโดยสมบูรณ์ และสามารถก่อให้เกิดทุกข์ได้เสมอ แก่ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 21:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 22:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1658


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
สัตว์..หรือ บุคคล..ในพระสูตรนั้น...เป็นภาคขยาย...มีความแทน..ตนหรืออัตตา.....

ถ้าพระองค์ตรัสกับผม...ความเป็นผม..ก็ใช้คำว่า..ตน..ได้เลย..ส่วนมนุษย์คนอื่น..ก็ใช้คำว่า..บุคคล...แทนตนของบุคคล
ส่วนสัตว์อื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์..ก็ใช้คำว่า..สัตว์..แทนตนของสัตว์นั้น


การที่ให้..ไม่เห็นตนมีในรูป...หรือเห็นรูปมีในตน..นั้น

มิได้หมายความว่า..ตนไม่มี..

แต่หมายความว่า...อย่าสำคัญผิดว่า..รูปนี้..รวมไปทั้งเวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..นี้...เป็น...".ตน."..อย่างที่หลงเข้าใจกันตามปกติชาวโลก....

ในขณะที่เราเรา มองไปที่..บุคคลอื่น..หรือสัตว์อื่น...เราก็อย่าไปสำคัญว่า..รูป..เวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..เป็น.." บุคคล" หรือ "สัตว์".นั้นนั้น..เป็นตนของเขาอย่างที่เราเห็น..เราสัมผัส...

มิได้หมายความว่า..ตนแห่งสัตว์นั้น..หรือ..ตนแห่งบุคคลนั้น..ไม่มี...


ไม่มีครับ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 22:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1658


 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 22:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 23:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1658


 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

ไม่มี สัตว์ ตัวตน บุคคลใด ในเบญจขันธ์
และไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคลพิเศษ อื่นใดนอกจากเบญขันธ์

การใช้โวหารทางโลก เป็นเพียงเสียง เช่น คำว่าสัตว์ คำว่าบุคคล คำว่าเรา คำว่าท่าน เป็นเพียงการใช้โวหารทางโลกพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงยึดติดในความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล อย่างที่ชาวโลกยึดถือกัน

ซึ่งการใช้โวหาร เกี่ยวกับสัตว์ บุคคล จะปรากฎอยู่มากในพระวินัยปิฏก และพระสุตตันตปิฏก
ส่วนพระอภิธรรมนั้น เป็นธรรมล้วน ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา

ตั้งแต่ต้น พระองค์ทรงบัญญัติ เรื่องทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น
ทรงตรัสรู้อริยสัจจะ อันเป็นความจริงแท้ อันประเสริฐ ด้วยพระองค์เอง
พร้อมด้วย พระสัพพัญญุตญาณ และทศพลญาณ

พระองค์ทรงมีพระมหากรุณา แสดงธรรม เพื่อให้ผู้ฟัง ซึ่งสะสมความไม่รู้หรืออวิชชามาแสนนาน
เพื่อให้เกิด ปัญญา ตามลำดับ จนกระทั่งละความไม่รู้ได้โดยไม่เหลือ

งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด
ด้วยปริยัติ ปฏิปัติ และ ปฏิเวธ

ซึ่งไม่ใช่ ทุกคนจะสามารถเข้าใจได้
พระธรรมนี้จึงมีไว้สำหรับผู้มีปัญญาเท่านั้น ไม่ได้มีไว้สำหรับคนโง่

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2019, 23:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1658


 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก บุคคลใดกล่าวว่าพระธรรมรู้ได้ไม่ยากนัก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระบรมศาสดา ในพระธรรม และในพระอริยสงฆ์

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2019, 00:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก บุคคลใดกล่าวว่าพระธรรมรู้ได้ไม่ยากนัก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระบรมศาสดา ในพระธรรม และในพระอริยสงฆ์


โยนิโสมนสิการ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ยากนัก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2019, 00:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก บุคคลใดกล่าวว่าพระธรรมรู้ได้ไม่ยากนัก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระบรมศาสดา ในพระธรรม และในพระอริยสงฆ์


ให้มันเบา ๆ หน่อยนะครับ อย่าเหลิงปัญญาตนนัก ตั้งสติทบทวนวาทะทิฏฐิตน อุปกิเลสไม่เอา ระงับ
จะยกพระสูตรมาลบล้างคำพูดผม พิจารณาด้วยพระสูตรแสดงเรื่องอะไรอย่าสักแต่ยกมาเอาชนะ

ที่ได้เกิดมามีร่างกายจิตใจ มีปากพูดจาได้ก็อาศัยครรภ์ผู้หญิงคนหนึ่ง โลกเขาบัญญัติเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า มารดา ถ้าเห็นว่ามารดาเป็นบัญญัติ เป็นสมมุติ ไม่มีจริง อย่ามาคุยเรื่องปัญญาแถวนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2019, 02:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12194


 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
สัตว์..หรือ บุคคล..ในพระสูตรนั้น...เป็นภาคขยาย...มีความแทน..ตนหรืออัตตา.....

ถ้าพระองค์ตรัสกับผม...ความเป็นผม..ก็ใช้คำว่า..ตน..ได้เลย..ส่วนมนุษย์คนอื่น..ก็ใช้คำว่า..บุคคล...แทนตนของบุคคล
ส่วนสัตว์อื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์..ก็ใช้คำว่า..สัตว์..แทนตนของสัตว์นั้น


การที่ให้..ไม่เห็นตนมีในรูป...หรือเห็นรูปมีในตน..นั้น

มิได้หมายความว่า..ตนไม่มี..

แต่หมายความว่า...อย่าสำคัญผิดว่า..รูปนี้..รวมไปทั้งเวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..นี้...เป็น...".ตน."..อย่างที่หลงเข้าใจกันตามปกติชาวโลก....

ในขณะที่เราเรา มองไปที่..บุคคลอื่น..หรือสัตว์อื่น...เราก็อย่าไปสำคัญว่า..รูป..เวทนา..สัญญา..สังขาร..วิญญาณ..เป็น.." บุคคล" หรือ "สัตว์".นั้นนั้น..เป็นตนของเขาอย่างที่เราเห็น..เราสัมผัส...

มิได้หมายความว่า..ตนแห่งสัตว์นั้น..หรือ..ตนแห่งบุคคลนั้น..ไม่มี...


ไม่มีครับ


ที่ว่า..ไม่มีครับ...อะไรรึที่ว่าไม่มี?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2019, 12:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1658


 ข้อมูลส่วนตัว


สุข โสมนัส เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

พระพุทธเจ้าทรงแสดงสุขโดยลำดับ

ตั้งแต่ สุขที่เกิดจากกาม

ได้แก่ สุขจากการเสพสิ่งที่น่าใคร่น่ายินดี

คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ

ซึ่งในมนุษภูมิ ผู้ที่จะมีกามสุขยิ่งกว่าพระเจ้าจักรพรรดิเป็นไม่มี

สำหรับกามอันเป็นทิพย์อันเลิศย่อมสำเร็จแก่ผู้ที่ได้ประกอบบุญกรรมไว้ดีแล้ว ย่อมเสวยสุขส่วนเดียวในเทวโลก

เทพเหล่าใดจะได้เสวยกามอันประณีตยิ่งกว่าเทพชั้นปรนิมมิตตวสวัตตีย่อมไม่มี

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 20:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6052

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก บุคคลใดกล่าวว่าพระธรรมรู้ได้ไม่ยากนัก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระบรมศาสดา ในพระธรรม และในพระอริยสงฆ์


โยนิโสมนสิการ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ยากนัก

แต่โรสว่าคำสอนยากมว๊ากมากค่ะ
เพราะไม่รู้ว่ากำลังเห็นผิดอยู่ค่ะ
และไม่ได้รู้เลยว่ากำลังเห็นผิด
จะไปรู้ความจริงตอนไหนคะ
เดี๋ยวนี้เห็นไม่มีคิดปนเลย
เห็นสว่างส่วนคิดมืดค่ะ
แต่ตอนนี้คิดสว่าง
มืดบอดสนิทเลย
กำลังมีอวิชชา
ฟังมาซิฟังว่า
อะไรมีจริง
https://youtu.be/Q1cc94Dyy_s
:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2019, 20:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
Love J. เขียน:
ความจริงแล้ว สัตว์นั้นเป็นเพียงเสียงเรียก เป็นแต่นามเท่านั้น
เพราะเมื่อประกอบกันเข้าด้วยส่วนประกอบที่เป็นขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้นามสมมุติเรียกว่าสัตว์ เหมือนรถที่ประกอบกันเข้าด้วยส่วนต่างๆ จึงได้ถูกเรียกว่ารถ
................................................................
ส่วนประกอบเครื่องยลกลไกประกอบเข้าแล้วขับเคลื่อนเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีอยู่ เป็นอยู่ พร้อมอยู่
จะสมมุติเรียกว่ารถหรือไม่ก็ตาม ความเป็นรถก็มีแล้ว เป็นแล้ว พร้อมแล้ว มิใช่บัญญัติว่ารถ ๆ โดยมิได้มีความเป็นรถรองรับ
.................................................................
คนหาสัตว์ บุคคล ไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ถูกแล้ว
ปรมัตถ์อันใดมีอยู่ คนหาสัตว์ บุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์ .. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น


ธรรมมี 2 คือ บัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม ถ้าแยกอย่างงี้ก็จะไม่เกิดความสับสน

บัญญัติธรรม เป็นการสมมุติ ไม่ได้มีอยู่จริงโดยสภาวะ คือไม่มีสภาวะ เช่น คน ภูเขา กระรอก นก
เป็นเพียงการบัญญัติตามรูปร่างสัณฐาน และเพื่อให้เกิดชื่อเรียกให้เข้าใจตรงกัน

ปรมัตถธรรม คือ สภาพที่มีอยู่จริง ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ต้องเรียกชื่อตามนี้ก็ได้ ไม่ต้องตั้งชื่ออะไรก็ได้ มีอยู่จริงโดยสภาวะ

แต่เพราะความไม่รู้ จึงเกิดการยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ขึ้นมา

นานแสนนาน นับชาติประมาณไม่ได้


สัตว์ บุคคล ก็มีอยู่จริงแท้แน่นอน คือ ทุกขอริยสัจ
ตัณหา คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ความดับตัณหา คือ ทุกขนิโรธอริยสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

อริยสัจ ๔ ประการนี้ก็มีอยู่จริง หาที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไม่ได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้
........................................................................
เพราะความไม่รู้อริยสัจ ๔ จึงยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นเรา ของเรา ตัวตนเรา


คุณ Love J อย่ามีความสับสน ในสภาวะกับบัญญัติ บัญญัติเป็นสมมุติ ไม่มีจริงนะครับ ไม่มีสภาวะ
การแทงตลอดทุกขอริยสัจจ์ด้วยปัญญานั้น จึงไม่อาจมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ได้ ไม่ใช่ฐานะ เพราะไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง

ความจริงคือทุกข์ หรือที่เรียกว่าทุกขอริยสัจจ์ จึงไม่ใช่ สัตว์ บุคคล อย่างที่คุณกล่าวมา

ทุกข์อริยสัจจ์ โดยสภาวะแล้ว คือ อุปาทานขันธ์ 5
ซึ่งเป็นสภาพจริงแท้

คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑
เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑
เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑
เป็นสภาพแปรปรวน ๑


นอกจากผมจะไม่สับสนบัญญัติปรมัตถ์แล้ว ผมยังกล่าวสอดคล้องไม่ขัดแย้งทั้งธรรมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ทั้งสภาวะโดยปรมัตถ์ เพราะผมกล่าวธรรมที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นอริยสัจ ๔ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘

ลองถามความเห็นตนเองดูว่า ผู้ที่ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ประกาศศาสนาพร้อมพระธรรมคำสอน พระสงฆ์สาวกดำเนินตามคำสอนได้รู้ตามเห็นตาม และสืบทอดศาสนาให้ดำรงคงอยู่มาถึงพวกเรา มีอยู่จริงมั้ยบนโลกใบนี้

หากเห็นว่ามี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาสั่งสอนสิ่งที่ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่มีจริง ให้เหน็ดเหนื่อยทำไมในเมื่อ จิต เจตสิก รูป มันก็เกิดแล้วดับไปของมันเอง นิพพาน ก็เที่้ยงแท้อยู่เอง


คุณ LoveJ แค่บอกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ก็แสดงให้เห็นชัด ได้แล้วถึงความเห็นผิด

สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ชื่อครับ
ความเป็นบุคคล ก็ไม่ใช่บุคคลที่เป็นตัวตน
หากยังยึดบุคคลด้วยความเป็นตัวตนก็คือ
อุปาทานปรารภแม้บัญญัตินั่นแหละเป็นตัวตน

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คุณยกตัวอย่างมาก็เป็นการบัญญัติบุคคล จะเรียกอย่างอื่นก็ได้ ให้เกิดชื่อเรียกเท่านั้น ซึ่งตัวบัญญัตินั่นไม่มีสภาวะ
จะกล่าวว่ามีจริง โดยสมมุติสัจจะ อย่างงี้ได้
แต่ไม่มี โดยปรมัตถ์สัจจะ

ความเห็นผิดติดแน่น แยกไม่ออกบัญญัติ กับปรมัตถ์ เห็น บัญญัติเป็นตัวตน

ยกตัวอย่างคุณ lovej เคยนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามั้ยครับ เคยเจริญพุทธานุสติรึเปล่า นั่นคือการนึกถึงบัญญัติ

เคยนึกถึงเทวตานุสสติมั้ย นั่นก็เป็นการนึกถึงบัญญัติ

แม้แต่ บิดา มารดา พี่สาว น้องสาว ก็เป็นบัญญัติ

ปรมัตถธรรม มีแต่ จิต เจตสิก และรูป นิพพาน เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระตถาคต

การเพียงเห็นพระรูป สดับพระสุรเสียงก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต แม้แต่จับจีวรก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นพระตถาคต

การเห็นพระตถาคตคือการเห็นธรรม

ทุกข์เท่านั้นที่เกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฟังอย่างงี้เข้าใจมั้ยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด

ถ้าไม่เข้าใจก็เพราะปัญญายังไม่คมพอ


ถ้าผมจะแย้งคุณ คุณจะแก้ไม่ได้ ตะขัดตะขวง กระอักกระอ่วน เพราะคำพูดที่ขัดแย้ง เพราะความเห็นส่วนสุด ความเห็นที่ไม่ใช่มรรค

อ่านคำกล่าวของตนเอง ทบทวนไปมาให้มันแยบคาย ย้อนไปย้อนมาให้หาที่แย้งไม่ได้ เดี๋ยวก็เห็นว่าใครที่เหนี่ยวแน่น


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยาก ลึกซึ้งด้วยความเป็นอนัตตา ผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเห็นได้


ไม่ยากนัก


พระธรรมเป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก บุคคลใดกล่าวว่าพระธรรมรู้ได้ไม่ยากนัก ผู้นั้นชื่อว่า ไม่มีความเคารพในพระบรมศาสดา ในพระธรรม และในพระอริยสงฆ์


โยนิโสมนสิการ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ยากนัก

แต่โรสว่าคำสอนยากมว๊ากมากค่ะ
เพราะไม่รู้ว่ากำลังเห็นผิดอยู่ค่ะ
และไม่ได้รู้เลยว่ากำลังเห็นผิด
จะไปรู้ความจริงตอนไหนคะ
เดี๋ยวนี้เห็นไม่มีคิดปนเลย
เห็นสว่างส่วนคิดมืดค่ะ
แต่ตอนนี้คิดสว่าง
มืดบอดสนิทเลย
กำลังมีอวิชชา
ฟังมาซิฟังว่า
อะไรมีจริง
https://youtu.be/Q1cc94Dyy_s
:b32: :b32: :b32:


จะว่ายากก็ไม่แปลก เรียบเรียงประโยคยังไม่ค่อยจะได้ความเลย
การพูดจาฟังไม่รู้ความนั้นเป็นอาการของคนขาดสติสัมปชัญญะ
แทนที่จะใช้สติสัมปชัญญะพิจารณาเรียบประโยคแล้วพูดออกไป
ให้ได้สาระประโยชน์ ดันเอาสติไปเรียงไล่ระดับตัวอกษรไร้สาระ
อย่างงี้มันถึงได้ยาก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร