วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ย. 2019, 20:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 20  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 10:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เคยเลยเกม..กระซิบข้างหู...กันไปเป็นทอดๆ..จากหัวแถว..ไปหางแถว..มั้ยครับ..

พอไปถึงหางแถว...ก็ให้คนหางแถว..พูดว่า..ได้ยินเรื่องที่กระซิบมาว่าอย่างไร..

เรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง..เสด็จมาราว 2000 ปี หลังพุทธกาล

ก็อาจจะไม่ใช่พระองค์หนึ่ง..ก็ได้ อาจเป็นหลายๆพระองค์..ที่ไม่ได้มาในรูปร่างกายมนุษย์..ก็ได้
อาจหมายรวม ถึง..ว่าที่พระพุทธเจ้า.แต่เลือกที่จะไม่ไปต่อ..ก็ได้

เป็นต้น





ช่วงเวลาของการเสื่อมของพระสัทธรรม แล้วจะมีผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรมให้ถึง 5000 ปี



1. หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน- พศ. 1000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน(กายสักขี/วิโมกข์ 8) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขี(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

อรหันต์อุภโตภาควิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์อุภโตภาควิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"






2.พศ.1000-2000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน(กายสักขี/วิโมกข์ 8) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขี(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์ปัญญาวิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



3. พศ. 2000-3000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน(กายสักขี/วิโมกข์ 8) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขี(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ อนาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



4. พศ. 3000-4000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน(กายสักขี/วิโมกข์ 8) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขี(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ สกิทาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



5. พศ. 4000-5000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม
ยุคนี้พระเสขะ ไม่มีใครแจ้งนิพพาน จะรู้เมื่อเกิดมรรค ผลของอรหันต์ คือ แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4 เท่านั้น
ถ้ายังไม่แจ้งนิพพานด้วยตนเอง นั่นไม่ใช่พระอรหันต์

โสดาบัน กายสักขี(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ โสดาบันบุคคล(กายสักขี/อรูปฌาน) ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม


"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"










ตรงนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสมัย



๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร

[๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถีงครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นพระมหากัสสปนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อยและภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก

และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้สิกขาบทมีมาก
และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ

.
[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ
เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า

สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด
ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป
และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด
เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป

ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก
ตราบใดตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป

และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรมชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น

สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด
ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป
เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ


[๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ


[๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม
เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑
ในพระธรรม ๑
ในพระสงฆ์ ๑
ในสิกขา ๑
ในสมาธิ ๑
เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ



[๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑
ในพระธรรม ๑
ในพระสงฆ์ ๑
ในสิกขา ๑
ในสมาธิ ๑

เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล
ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

จบสูตรที่ ๑๓
จบกัสสปสังยุตต์ที่ ๔



-----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สันตุฏฐสูตร ๒. อโนตตัปปิสูตร ๓. จันทูปมสูตร
๔. กุลูปกสูตร ๕. ชิณณสูตร ๖. โอวาทสูตรที่ ๑ ๗. โอวาท
สูตรที่ ๒ ๘. โอวาทสูตรที่ ๓ ๙. ฌานาภิญญาสูตร
๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร ๑๑. จีวรสูตร ๑๒. ปรัมมรณสูตร
๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร ฯ






พึงทราบวินิจฉัยในสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.

บทว่า อญฺญาย สณฺฐหึสุ ภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผล.
บทว่า สทฺธมฺมปฏิรูปกํ ได้แก่ สัทธรรมปฏิรูป ๒ คือ สัทธรรมปฏิรูปคืออธิคม ๑ สัทธรรมปฏิรูปคือปริยัติ ๑.

ในสัทธรรมปฏิรูปกะนั้น ฐานะ ๑๐ เหล่านี้ คือจิตย่อมหวั่นไหวด้วยฐานะเหล่าใด คือ หวั่นไหวในโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข และหวั่นไหวในอธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขาอาวัชชนะ อุเบกขานิกันติ

ปัญญาอันผู้ใด อบรมแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ฉลาดในความฟุ้งซ่านในธรรม จะไม่ถึงความลุ่มหลง ดังนี้. นี้ชื่อว่าอธิคม คือสัทธรรมปฏิรูปกะ อันเป็นอุปกิเลสแห่งวิปัสสนาญาณ.

บทว่า อถ สทฺธมฺมสฺส อนฺตรธานํ โหติ ได้แก่ สัทธรรมแม้ ๓ อย่างคือ อธิคมสัทธรรม ปฏิบัติสัทธรรม ปริยัติสัทธรรม ย่อมอันตรธาน.

ก็ครั้งปฐมโพธิกาล พวกภิกษุได้เป็นผู้ถึงปฏิสัมภิทา.

ครั้นเมื่อกาลล่วงไป ถึงปฏิสัมภิทาไม่ได้ แต่ก็ได้อภิญญา ๖

ต่อมาเมื่อถึงอภิญญา ๖ ไม่ได้ ก็ถึงวิชชา ๓.

เมื่อล่วงมาบัดนี้ เมื่อถึงวิชชา ๓ ไม่ได้
จักถึงซึ่งเพียงความสิ้นไปแห่งอาสวะ

เมื่อถึงแม้ความสิ้นอาสวะไม่ได้ ก็จักบรรลุอนาคามิผล
เมื่อบรรลุแม้อนาคามิผลนั้นไม่ได้ ก็จักบรรลุสกทาคามิผล
เมื่อแม้บรรลุสกทาคามิผลนั้นไม่ได้ ก็จักบรรลุแม้โสดาปัตติผล.
เมื่อเวลาผ่านไป จักบรรลุแม้โสดาปัตติผลก็ไม่ได้.

ครั้งนั้นในกาลใด จักเริ่มเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสเหล่านี้
ในกาลนั้น อธิคมสัทธรรมของพวกภิกษุเหล่านั้น
จักชื่อว่าเสื่อมหายไป.

ส่วนในกาลใด เมื่อปฏิบัติอันสมควรแม้แก่พระโสดาปัตติผลไม่ได้บริบูรณ์ ก็จักตั้งอยู่เพียงศีลอันบริสุทธิ์. ในกาลนั้น ปฏิบัติสัทธรรมจักชื่อว่าเสื่อมหายไป

มีอธิบายว่า เรืออยู่ในน้ำ บรรทุกสิ่งของย่อมอับปางฉันใด พระสัทธรรมย่อมไม่อันตรธานไป เพราะเต็มด้วยปริยัติเป็นต้นฉันนั้น.

เพราะเมื่อปริยัติเสื่อม ปฏิบัติก็เสื่อม. เมื่อปฏิบัติเสื่อม อธิคมก็เสื่อม เมื่อปฏิบัติยังบริบูรณ์อยู่ บุคคลผู้ทรงปริยัติก็ยังปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้ ผู้ปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้ก็ยังอธิคม (ปฏิเวธ) ให้บริบูรณ์ได้. ท่านแสดงว่า เมื่อปริยัติเป็นต้นเจริญอยู่ ศาสนาของเรายังเจริญ เหมือนดวงจันทร์ส่องแสงอยู่ฉะนั้น.

บทว่า อคารวา ในบทว่า สตฺถริ อคารวา เป็นต้น ได้แก่ เว้นความเคารพ.

บทว่า อปฺปติสฺสา ได้แก่ ความไม่ยำเกรง คือไม่ประพฤติถ่อมตน.

ในความไม่เคารพนั้น ภิกษุใดขึ้นสู่ลานพระเจดีย์ กั้นร่ม สวมรองเท้า แลดูแต่ที่อื่น เดินคุยกันไป. ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพในพระศาสดา.

ภิกษุใด เมื่อเขาประกาศเวลาฟังธรรม อันภิกษุหนุ่มและสามเณรนั่งห้อมล้อม หรือกำลังทำนวกรรมเป็นต้นอย่างอื่น นั่งหลับในโรงฟังธรรม หรือเป็นผู้ฟุ้งซ่าน นั่งคุยเรื่องอื่น ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพในพระธรรม.

ส่วนภิกษุใดไปสู่ที่บำรุงของพระเถระ นั่งไม่ไหว้ เอามือรัดเข่า ทำการบิดผ้า ก็หรือคะนองมือและเท้าอย่างอื่น มิได้รับการกล่าวเชื้อเชิญในสำนักของพระเถระผู้แก่ ภิกษุนี้ ชื่อว่าไม่มีความเคารพในพระสงฆ์.

ผู้ไม่ยังสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ เป็นผู้ชื่อว่าไม่มีความเคารพในสิกขา.

ผู้ไม่ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด หรือไม่ทำความเพียร เพื่อความเกิดสมาบัติเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีความเคารพในสมาธิ.

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 24 มี.ค. 2019, 13:55, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 11:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เคยเลยเกม..กระซิบข้างหู...กันไปเป็นทอดๆ..จากหัวแถว..ไปหางแถว..มั้ยครับ..

พอไปถึงหางแถว...ก็ให้คนหางแถว..พูดว่า..ได้ยินเรื่องที่กระซิบมาว่าอย่างไร..

เรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง..เสด็จมาราว 2000 ปี หลังพุทธกาล

ก็อาจจะไม่ใช่พระองค์หนึ่ง..ก็ได้ อาจเป็นหลายๆพระองค์..ที่ไม่ได้มาในรูปร่างกายมนุษย์..ก็ได้
อาจหมายรวม ถึง..ว่าที่พระพุทธเจ้า.แต่เลือกที่จะไม่ไปต่อ..ก็ได้

เป็นต้น





ช่วงเวลาของการเสื่อมของพระสัทธรรม แล้วจะมีผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรมให้ถึง 5000 ปี


1. หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน- พศ. 1000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

อรหันต์อุภโตภาควิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์อุภโตภาควิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"




2.พศ.1000-2000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์ปัญญาวิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



3. พศ. 2000-3000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ อนาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



4. พศ. 3000-4000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ สกิทาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



5. พศ. 4000-5000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม
ยุคนี้พระเสขะ ไม่มีใครแจ้งนิพพาน จะรู้เมื่อเกิดมรรค ผลของอรหันต์ คือ แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4 เท่านั้น
ถ้ายังไม่แจ้งนิพพานด้วยตนเอง นั่นไม่ใช่พระอรหันต์

โสดาบัน
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ โสดาบัน
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม


"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"







คำพระธรรมสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

๓. นิฏฐังคตสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เชื่อมั่นในตถาคต

[๖๓] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา

บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
บรรดาบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น
บุคคล ๕ จำพวกมีความสำเร็จในโลกนี้

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหนเชื่อมั่นในโลกนี้
คือ พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ ฯ



หมายเหตุ;

"บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
บรรดาบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น"


พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑ ได้แก่
ธัมมานุสารีบุคคล สัทธานุสารีบุคคล
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑ ได้แก่
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑ ได้แก่ กายสักขีบุคคล(วิโมกข์ ๘/สัมมาสมาธิ)
แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

พระสกทาคามี ๑
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
อุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติ






และบุคคล ๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้ว จึงมีความสำเร็จ
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
คือพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น



หมายเหตุ;

"บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น"

คำว่า ละโลกนี้ไปล้ว จึงเชื่อ หมายถึง ตอนยังมีชีวิตยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย(นิพพาน) เมื่อกายแตก(ตาย) จึงเชื่อมั่น(นิพพาน)



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นสสังขารปรินิพพายีอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม ฯลฯ
อินทรีย์ ๕ ประการ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ...
ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอเมื่อกายแตก จึงเป็นสสังขารปรินิพพายี
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นอสังขารปรินิพพายีอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌานฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอเมื่อกายแตก จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี อย่างนี้แล








ส่วนตรงนี้ เป็นการอธิบายเกี่ยวกับอนาคามีที่แจ้งนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้อยู่
คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา

ทั้งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า

เธอย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันเทียว
เพราะ อินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌานฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน

เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้
คือ ศรัทธา ... ปัญญา

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า

เธอเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 25 มี.ค. 2019, 10:18, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 11:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
walaiporn เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เคยเลยเกม..กระซิบข้างหู...กันไปเป็นทอดๆ..จากหัวแถว..ไปหางแถว..มั้ยครับ..

พอไปถึงหางแถว...ก็ให้คนหางแถว..พูดว่า..ได้ยินเรื่องที่กระซิบมาว่าอย่างไร..

เรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง..เสด็จมาราว 2000 ปี หลังพุทธกาล

ก็อาจจะไม่ใช่พระองค์หนึ่ง..ก็ได้ อาจเป็นหลายๆพระองค์..ที่ไม่ได้มาในรูปร่างกายมนุษย์..ก็ได้
อาจหมายรวม ถึง..ว่าที่พระพุทธเจ้า.แต่เลือกที่จะไม่ไปต่อ..ก็ได้

เป็นต้น





ช่วงเวลาของการเสื่อมของพระสัทธรรม แล้วจะมีผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรมให้ถึง 5000 ปี



ช่วงเวลาของการเสื่อมของพระสัทธรรม แล้วจะมีผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรมให้ถึง 5000 ปี



1. หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน- พศ. 1000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

อรหันต์อุภโตภาควิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์อุภโตภาควิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"




2.พศ.1000-2000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพานและอริยสัจ 4

อรหันต์ปัญญาวิมุต แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่รักษาพระสัทธรรม ได้แก่ พระอรหันต์ปัญญาวิมุต

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



3. พศ. 2000-3000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

สกิทาคามี เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

อนาคามี แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ อนาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



4. พศ. 3000-4000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม

โสดาบัน
กายสักขี(วิโมกข์ 8/สัมมาสมาธิ) แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ สกิทาคามีบุคคล

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม

"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"



5. พศ. 4000-5000 ยุคของผู้ที่เกิดมาเพื่อรักษาพระสัทธรรม
ยุคนี้พระเสขะ ไม่มีใครแจ้งนิพพาน จะรู้เมื่อเกิดมรรค ผลของอรหันต์ คือ แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4 เท่านั้น
ถ้ายังไม่แจ้งนิพพานด้วยตนเอง นั่นไม่ใช่พระอรหันต์

โสดาบัน
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ


ผู้ที่ทำหน้ารักษาพระสัทธรรม ได้แก่ โสดาบัน
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ

หลังจากนั้น หลังจากนั้นจะมีพระอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติเกิดขึ้น
พระสัทธรรมจะกลับกลายรุ่งเรืองเหมือนก่อน จนกว่าจะเกิดพระสัทธรรมเสื่อม


"พุทธจักร์เกิดกลียุคสับสนวุ่นวายในคำสอนทางพระพุทธศาสนา และมีเกิดอลัชชีพวกหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า พวกสมณกุตตกะ เพียงหวังแต่จะได้ลาภสักการะ กล้าประพฤติชั่วล่วงพระธรรมวินัย พากันย่ำยีสิกขาบทน้อยใหญ่ และบิดเบียนพระพุทธวจนะ"







คำพระธรรมสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

๓. นิฏฐังคตสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เชื่อมั่นในตถาคต

[๖๓] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา

บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
บรรดาบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น
บุคคล ๕ จำพวกมีความสำเร็จในโลกนี้

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหนเชื่อมั่นในโลกนี้
คือ พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑
พระสกทาคามี ๑
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ ฯ



หมายเหตุ;

"บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเชื่อมั่นในเรา
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
บรรดาบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเหล่านั้น"


พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑ ได้แก่
ธัมมานุสารีบุคคล สัทธานุสารีบุคคล
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑ ได้แก่
กายสักขีบุคคล(อรูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
ทิฏฐิปัตตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ)
สัทธาวิมุตบุคคล(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑ ได้แก่ กายสักขีบุคคล(วิโมกข์ ๘/สัมมาสมาธิ)
แจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

พระสกทาคามี ๑
เจริญสมถะ(สัมมาสมาธิ)และวิปัสสนา(อริยศีล)

พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑
อุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติ






และบุคคล ๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้ว จึงมีความสำเร็จ
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น
คือพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น



หมายเหตุ;

"บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น"

คำว่า ละโลกนี้ไปล้ว จึงเชื่อ หมายถึง ตอนยังมีชีวิตยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย(นิพพาน) เมื่อกายแตก(ตาย) จึงเชื่อมั่น(นิพพาน)



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นสสังขารปรินิพพายีอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม ฯลฯ
อินทรีย์ ๕ ประการ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ...
ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอเมื่อกายแตก จึงเป็นสสังขารปรินิพพายี
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นอสังขารปรินิพพายีอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌานฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ

แต่อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าอ่อน

เธอเมื่อกายแตก จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อกายแตก
จึงเป็นอสังขารปรินิพพายี อย่างนี้แล








ส่วนตรงนี้ เป็นการอธิบายเกี่ยวกับอนาคามีที่แจ้งนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้อยู่
คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา

ทั้งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า

เธอย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันเทียว
เพราะ อินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นสสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างนี้แล ฯ



ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบันอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌานฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน

เธออาศัยธรรมเป็นกำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้
คือ ศรัทธา ... ปัญญา

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์
ของเธอปรากฏว่าแก่กล้า

เธอเป็นอสังขารปรินิพพายีในปัจจุบัน
เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า










คำพระธรรมสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า


เสขสูตร
ว่าด้วยพระเสขะและพระอเสขะ

[๑๐๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ

ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ
พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ มีอยู่หรือ?

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน.

[๑๐๓๒] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ
ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะมีอยู่.


[๑๐๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
ภิกษุผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค มีอยู่หรือ?


พระเสขะนั้นย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค ไม่มี


ดูกรภิกษุทั้งหลายปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัด ซึ่งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑

อินทรีย์ ๕ นั้น มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด

ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นอเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์

อินทรีย์ ๕ มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด

อริยสาวกผู้เป็นอเสขะถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัย
และตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ.



[๑๐๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๖
คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายยินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑

อริยสาวกผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดว่า อินทรีย์ ๖ เหล่านี้
จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่มีเหลือ และอินทรีย์ ๖ เหล่าอื่น จักไม่เกิดขึ้นในภพไหนๆ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระอเสขะ.
จบ สูตรที่ ๓




หมายเหตุ;


"ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย "

คำว่า ยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
กล่าวคือ ยังไม่แจ้งนิพพาน

"แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา"
กล่าวคือ แจ้งอริยสัจ 4






"อริยสาวกผู้เป็นอเสขะถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย"
กล่าวคือ แจ้งนิพพาน


"และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา"
กล่าวคือ แจ้งอริยสัจ 4








การได้เห็นนี้นั้น มี ๒ อย่างคือ การเห็นด้วยจักษุ ๑ เห็นด้วยญาณ ๑.

บทว่า ทสฺสนมฺปหํ ตัดบทเป็น ทสฺสนํปิ อหํ ก็การได้เห็นนี้นั้น มี ๒ อย่างคือ
การเห็นด้วยจักษุ ๑ เห็นด้วยญาณ ๑. ในการได้เห็น ๒ อย่างนั้น

การได้เห็นคือการได้แลดูพระอริยะทั้งหลายด้วยจักษุ อันเลื่อมใส ชื่อว่า การได้เห็นด้วยจักษุ.

ส่วนการได้เห็นลักษณะอันพระอริยะเห็นแล้วและการแทงตลอดลักษณะอันพระอริยะแทงตลอดแล้ว
ด้วยฌาน ด้วยวิปัสสนา หรือด้วยมรรคและผล คือว่า การได้เห็นด้วยญาณ.

แต่ในการได้เห็น ๒ อย่างนี้ การได้เห็นด้วยจักษุ ประสงค์เอาในที่นี้.
เพราะว่า แม้การได้แลดูพระอริยะด้วยจักษุอันเลื่อมใส มีอุปการะมากทีเดียว

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 25 มี.ค. 2019, 10:24, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 11:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
เคยเลยเกม..กระซิบข้างหู...กันไปเป็นทอดๆ..จากหัวแถว..ไปหางแถว..มั้ยครับ..

พอไปถึงหางแถว...ก็ให้คนหางแถว..พูดว่า..ได้ยินเรื่องที่กระซิบมาว่าอย่างไร..

เรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง..เสด็จมาราว 2000 ปี หลังพุทธกาล

ก็อาจจะไม่ใช่พระองค์หนึ่ง..ก็ได้ อาจเป็นหลายๆพระองค์..ที่ไม่ได้มาในรูปร่างกายมนุษย์..ก็ได้
อาจหมายรวม ถึง..ว่าที่พระพุทธเจ้า.แต่เลือกที่จะไม่ไปต่อ..ก็ได้

เป็นต้น


:b1: ดูท่าทางอ๊บซ์อยากจะให้ปรากฏจริง ๆ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 13:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
sssboun เขียน:
สิ่งที่ล่วงเลยผ่านมาแล้วก็เป็นเพียงบทเรียนสอนเรา
ไม่อาจเรียกให้หวนคืนกลับมาได้ ช่วงปีที่่ผ่านมาเสียงระ
ฆังก็เริ่มดังมาอีกแล้ว แต่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือดังไม่แรง
และดังตอนผมบิดขี้เกียจ ตอนเหนื่อยๆ หรือตื่นนอนจะมีตอน
หาวบ้างเล็กน้อย สงสัยเทวาจะตามมาถึงบ้านผมเลยนะครับ
เมื่อก่อนอยู่วัดป่าดัง แต่ตอนนี้มาถึงบ้านเลย ผมไม่รบกวนแล้ว
ให้โอกาสเพื่อนๆสมาชิกท่านอื่นได้ชักถามกันครับ


เรื่องของการฉุดช่วยอำนาจของ
ความเมตตาที่แผ่ออกไปออกไปสิ่งที่เป็นทิพย์รับสัมผัสได้กระแสจิตที่ดับเย็นแล้ว
จากเรื่องที่จะนำเสนอนี้เกิดในพื้นที่จ.ขอนแก่น คือผมได้ปีนเขาขึ้นไปเที่ยววิเวกเล่นอยู่บนสันเขาภาวนาอยู่บนลานหินที่มีผิวลื่นมัน นั่งอยู่ตามก้อนหินบนเขาลูกนั้น ตกเย็นก็ลงจากเขา มาปักกลดใกล้ ริมลำธารน้ำ นั่งภาวนาอยู่ผู้เดียวในป่าปรากฏจิตสว่างก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
มาพันรอบกลดด้วยความ รวดเร็วราวกับพายุหมุน
ผมนั่งหลับตาอยู่ในกลด จินตนาการ น่าจะเป็นงู และก็ต้องเป็นงูจงอาง เพราะเป็นเวลาออกหากินของเขานับภาวนาเราถ้าเจอ งูหรือผี จะช่วย ให้ภาวนา ดีมากๆ เพราะ จะไม่เอาจิต ออกนอกตัว จิตไม่มีทางส่งนอก ผมรู้แต่ว่าคืนนั้นนอนน้อยมาก สติดีมาก ไม่ออกไปเล่น กับนิมิต จนใกล้เช้าเอนกายพักผ่อนฝันไปว่า มีบุรุษรูปงาม เป็นหัวหน้า ชาวลับแล ได้เดินเข้ามา และกล่าวอย่างสุภาพ กระผม และบริวารอยู่บนภูเขา ได้รับเมตตา กระแสจิต ที่เยือกเย็นแผ่ออกมา เราได้รับ ความเย็น เย็นไปทั้งภูเขา ผมและบริวาร จึงลงจากเขา มาส่งท่าน และก็อยู่ เป็นเพื่อนท่าน แล้วหัวหน้าลับแล ก็ชี้ ไปบริเวณรอบๆ ทั้งชาวลับแลทั้งชาวบังบดเต็มพื้นที่บริเวณที่ผมปรากฏอยู่นั้น ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ ลม หมุนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ งูจงอาง อย่างที่ผมเข้าใจ แต่เป็นด้วย การกระทำฤทธิ์ของ ชาวบังบด และลับแล ที่ท่าน ตามมาส่ง

ในที่นี้ ใครรู้จัก สำนักสวนสมุนไพร หลวงปู่ละมัยครับ คือในปีนั้น มีการอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้กับหลวงปู่ละมัย และผมก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วย กลุ่มของผมก็หาที่พัก คืนนั้นอากาศร้อนมาก
ได้ภาวนาอยู่ในห้องจนมองเห็นกายทิพย์หรือรูปสมมติ
ของหลวงปู่ละมัย ท่านเดินเข้ามาหาเราและพูดคุยกับเรา ชื่นชมเรา
อยู่นี่ดีนะ โยม ไม่เคยเพ่งโทษ อาตมาเลย สำรวมระวังดี แล้วท่านก็เดินหายไป กับอากาศ ตาผมนี้แจ้งนอนก็นอนไม่หลับเลยต้องเดินถือเสื่อ ไปนอนเล่นที่สระน้ำพร้อมกับบริกรรมภาวนาเพื่อสะกดจิต เพื่อให้หลับลึก เมื่อจิตรวมลงถึงฐานของสมาธิ ทันใดนั้นเอง พื้นน้ำ ก็มีอาการ บ้าคลั่ง คลื่นน้ำที่สาดซัดเข้ามาใส่ร่างที่ผมนอนอยู่
พื้นที่นอน ก็เกิดอาการ หวั่นไหว พลิกหงาย พลิกคว่ำ จะทำ ให้ตกน้ำให้ได้ แต่ด้วยขนาดนั้น จิตมีความเป็นทิพย์ จึงอธิษฐาน ให้กาย เกาะติดกับ พื้น ที่นอนไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะมี มายาศาสตร์ ในลักษณะใด จิตดวงนี้ ก็ไม่กระเพื่อมตาม ในที่สุด เหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบลง ปรากฏ เป็นมานพ รูปร่าง สวยงาม บอก ข้าพเจ้า เป็นพญานาค ที่หลวงปู่ละมัย เลี้ยงดู ด้วยเหตุ ที่ข้าพเจ้า ต้องการ ผู้สอนธรรม ข้าพเจ้า รู้ว่าหลวงปู่ละมัย กำลังจะละสังขาร จึงต้องหา ครูบาอาจารย์คนใหม่ และผมก็เลือกท่าน แต่ผมจะยังไม่ไปกับท่านตอนนี้ แต่ผมให้สัญญาว่า วันสุดท้าย ผมจะทำให้รู้ว่า ผมตามมาอยู่ด้วย
เรียนเพื่อนสมาชิก วันสุดท้ายของงาน กวนข้าวทิพย์ ขณะที่รถขับ ออกจากประตูวัด วิ่งมาได้ สักระยะ ผมก็เห็น พญานาค เก้าเศียร เลื้อยออกมาจาก วัดป่าสวนสมุนไพร ตามรถ มาติดๆ ระลึกถึง คำว่า จะทำให้รู้ ผมจึง อัญเชิญท่าน ให้มาด้วยมาอยู่ด้วยกันมาภาวนาเป็นเพื่อนกัน.


ตรงไหนหรอค๊ะ เรียกว่าภาวนา ดีๆ ภาวนาที่ถูกต้อง

ภาวนาเค้าทำกันแบบนั้น จริงๆหรอค๊ะ


เรียนท่านโลกสวย
สำหรับผมถ้าภาวนาดีคือ นิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดี ฝันก็ฝันดีคือไม่ฝันร้าย
ร่างกายเบาจิตเบา
หัวสมอง โปร่งเบา
ไร้ตัวไร้ตน
มีสภาพ ไร้น้ำหนัก
ถ้าเอากันจริงๆแล้วไม่ควรสนใจกับนิมิต ไม่สนใจที่จะเห็นนรก สวรรค์
พรหมโลก
แต่วาสนาอุปนิสัยของแต่ละท่านบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันครับ
ของผมเรียนรู้จากนิมิต แล้วมาทำให้แจ้งด้วยปัญญาญาณของเราอีกที่หนึ่งครับ บางท่านท่านข้ามนิมิตไปเลยทำปัญญาให้แจ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คนแบบนี้แหละสำเร็จมรรคผลเร็วมาก
หลวงตามหาบัวท่านยืนยันว่าสมาธิมันละกิเลสไม่ได้
ต้องใช้ปัญญาละกิเลสเท่านั้น

สำหรับผมอาศัยสมาธิเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัยในการเจริญพระวิปัสสนา
เพื่อทำมรรคผลเบื้องสูงเท่านั้นครับท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็น สรุป
การทำสมาธิ ไม่มีทั้งถูกและผิดครับ
ให้มุ่งไปที่ความหลุดพ้นเท่านั้นพอ.




ดีจริงเรยค่ะ
สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
เหมาะสมแล้ว เป็นคุรุ แห่งนิกายเชื่องช้า

เรียนรู้นิมิต แล้วทำให้แจ้ง ด้วยปัญญา
ทำด้วยวิธียังไงค๊ะ

เห็นล่าว่า ไปเห็นพญานาค เก้าเศียร เป็นพญานาคตระกูลไหนค๊ะ
พญานาค แต่ละตระกูล มีเศียรและขนาด ที่ต่างกัน

เห็นเล่าว่า คนเมืองบังบด คนเมืองลับแล กระทำการด้วยฤทธิ์
สองเมืองนี้ ต่างกันยังไงค๊ะ ในคุณธรรม

ตัวอย่างที่เล่ามา ทำให้แจ้งแบบไหนค๊ะ จึงเรียกว่าทำให้แจ้งด้วยปัญญา


หาได้ไม่ท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็นนั้น
สอนธรรม
แบบฉัพพลันทันที
ท่านได้รับการรับรองจากเจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
แล้วอย่างแท้จริงยังได้สืบต่ออายุพระศาสนาวางรากฐานแบบปัญญาหลุดพ้นในประเทศญี่ปุ่น
https://youtu.be/5JCQoctWVRo

ท่านโลกสวยพญานาคจะมีกี่เศียรก็ตาม
นั่นเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
ท่านที่มีเศียรมากสูงสุดในกลุ่มพญานาค
แต่ที่ผมได้รับรู้มา
ท่านสามารถเนรมิตเศียรได้
ข้อมูลที่ผมได้รับมา
เศียรเดียวสูงสุดแล้ว สีดำตระกูลเดียวกับปู่ศรีสุทโธ

ชาวบังบดสามาร
มาแอบมีความสัมพันธุ์กับมนุษย์โลกได้อยู่

ในขณะที่ชาวลับแลท่านจะถือศีรลห้าบริสุทธิ์บำเพ็ญภาวนา ถือเรื่องการโกหก เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก.

ขอบคุณมากๆค่ะ
ชอบมากๆเรยค๊ะ เรื่องราวมหัศจรรย์ชวนฝัน

ระลึกบ่อยๆ ได้ไปเป็นสหายตามที่ระลึกนั้น

เห็นเค้าว่ากันวา องค์ศรีสุทโธอยู่ในตระกูลเอราปถะ วรกายสีเขียวมรกต
ที่คุณบอกนั้น ศรีสุทโธ นามสกุลอะไรค๊ะ เพราะสีดำ เป็นตระกูลอื่น

เห็นเค้าว่ากันว่า เมืองลับแลไม่เหลือแม้คนสุดท้ายแล้ว ท่านที่คุณเจอนั้น คงจำศีลภาวนาจนไม่รู้ว่าเมืองร้างไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เมืองแล้ว


เอ่? ท่านคุรุเอ็นโดเก็น ท่านบรรลุธรรมหรอค๊ะ
เห็นคุณกล่าวมาว่า เจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
โดยสร้างซาโตริขี้นมาใหม่
อีกอย่างหลักธรรม ต่างกันกับ สำนักฉับพลัน ของพระสังฆปรินายกค่ะ

อีกอย่าง สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
อย่างนี้ตรวจลงมหาประเทศ ตามพระวจนะ พระสูตร พระวินัย

ไม่ใช่คำสอนพระศาสดาแน่นอนค่ะ


ลูกหลานปู่ย่าจงฟัง
เราไม่ใช่พญานาคราชธรรมดานะลูกหลานปู่ทั้งเก้่า‼️.....แต่ละพระองค์เก่งกาจสามารถทุกพระองค์ เพราะพญานาคราชทุกพระองค์ที่จะขึ้นมาคุ้มครองมนุษย์คนหนึ่งได้นั้น ต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนเรียนรู้เรื่องของมนุษย์ ,กฎสวรรค์ ,และกฎเมืองพญานาคราชอย่างเคร่งครัดเช่นกัน แต่ละพระองค์ท่านก็ฝึกฝนอย่างหนักมานานนับกัลป์นับกาลเช่นกัน เพื่อที่จะลงมาบนโลกมนุษย์แบบลับๆทำภาระกิจตามหาลูกหลานวงวานศ์ และคอยปกป้องมนุษย์สรรพสัตว์และพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวครบ๕๐๐๐ปี ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน

#โดยแต่ละองค์ที่ลงมาคุ้มครองผู้มีบุญสัมพันธ์ต่อกัน จะต้องมีบุญสัมพันธ์มีกรรมร่วมกับมนุษย์คนนั้นๆมาหลายชาติ ด้วยท่านถึงจะเข้าใกล้มนุษย์คนนั้นได้ เพราะพญานาคคือเทพโอปปาติกะที่มีพิษร้ายแรงที่สุด สามารถทำลายโลกได้ มนุษย์ที่จะสัมผัสพระวรกาย หรือรับพลังไอทิพย์จากท่านได้จะต้องมีบุญร่วมชาติกันมาก่อนไม่งั้นก็จะตายได้ภายใน3วัน 7วัน หรือตายในทันที เมื่อท่านมาคุ้มครองมนุษย์คนใดจึงไม่แปลกที่มนุษย์จะโดนดัดนิสัย จึงมีพฤติกรรมต่างจากที่เคยเป็นมา นั้นเป็นผลมาจากองค์ท่านมาอยู่กับมนุษย์ มนุษย์เรียกกันติดปากว่า"คนมีองค์ในรักษา" คนมีองค์ในจะแตกต่างจากคนอื่นๆหลายประการ แต่หลักๆเลยทุกคนจะคงเคยโดนองค์ท่าน สั่งสอนหรือลงโทษเพื่อให้เรามีความสำนึกจดจำเป็นบทเรียนไว้เตือนสติไม่ให้ประมาทอย่างที่ผ่านมา การทดสอบลงโทษก็เพื่อให้มนุษย์มีวินัย มีพระธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ให้ใจระลึกถึงคุณพระ คุณเจ้า ให้รู้ถึงคุณแก้วสามประการดวงเลิศ การที่องค์ในท่านทดสอบเราก็เปรียบเสมือนเราถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้ผลออกมาสุขสดใสสว่าง แต่ก็อยู่ที่บุคคลและบุญเก่าด้วย บางคนก็สื่อนิดเดียวก็เข้าใจ แต่บางคนท่านสื่อเตือนเท่าไรก็ยังโลภมากไม่เกรงกลัวบาปกรรม ก็คงต้องโดนดีถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้จดให้จำจะได้เห็นทุกข์จากกิเลส #อาการที่เกิดจากองค์ใน มีหลายประการแปลกลึกลับพิศดารกันมากมาย แต่ที่ผู้เขียนเคยพบหลักๆจากตนเองและคนรอบข้างหลายคน มาหลายปี คือ
๑.แบบเบาๆ....หากทำในสิ่งที่ท่านไม่ชอบซึ่งท่านก็เตือนก่อนแล้ว เพราะเป็นสิ่งไม่ดีต่อตัวเรา หรือผิดศีลบ่อยๆ ไม่ค่อยสวดมนต์ผัดวันประกันพรุ้ง แสดงถึงความไม่มีสัจจะ ก็จะเจออาการแปลกๆจากภายใน โดนพิษจากพญานาคราชแบบเบาๆ เช่น ปวดหัวหนักๆ ไมเกรนขึ้นอย่างหนักข้างใดข้างหนึ่งออกทางตา ปวดแสบเจ็บจี๊ดๆ เหมือนมดกัด วิ่งไล่ตามทั่วตัวไปหมด มีอาการหงุดหงิด เป็นไข้พิษร้อนรุมเหมือนโดนพิษงู นอนไม่ค่อยหลับ จิตตกไม่อยากทำอะไรขี้เกียจ เหนื่อยเบื่อ หวิวๆหวิดๆในใจตลอดเวลา ปวดเหมือนเข็มแทง หรือรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่จนสร้างความรำคาญถึงที่สุด ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังทำผิดกฎที่ท่านตั้งเอาไว้ ภาวนาชินบัญชรมากๆ๑๐๘จบยิ่งดี เพื่ออ้อนองค์ใน อ้อนท่านให้ท่านเมตตา อ้อนวอนขอให้ท่านสงสารว่าเราทรมานมาก ขอพระองค์ได้โปรดสงสัยมนุษย์ที่โง่เขลา .....อะไรก็อ้อนไปถ้าใครเจอแบบที่๑คราวๆ ยังมีอีกสารพัด ปกติต้องใช้จิตดูเท่านั้น ๒.แบบที่๒ ทำความผิด ศีลข้อ3 และไม่รักษาสัจจะต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะต่อท่าน เมื่อท่านต้องการให้มีเราธรรมในใจ มีความรักสันโดษ ซื่อตรงต่อศีลธรรม ประพฤติตนเป็นคนมีศีล เป็นกฎหลักที่มนุษย์พุทธกาลควรมี แต่ปัจจุบันมนุษย์กลายเป็นเปรตเป็นผี ไม่สมชาติที่มาเกิดเป็นมนุษย์
-องค์ในบางพระองค์ท่านฝึกมาดี ท่านจะรักษาสัจจะสูงสุดยอดเยี่ยมมาก ไม่พลาดก็คือไม่พลาด และท่านจะเกลียดที่สุดคือคนเจ้าชู้มักมากในกามตัณหาราคะ ชอบมะโนฝันถึงแต่พญานาคองค์อื่นๆแทนที่จะ ตั้งใจฝึกภาวนาจะได้เข้าถึงกระแสองค์ท่าน จะได้เปิดตาในมองเห็นท่าน และรู้อะไรตามภาระกิจของตนเอง มั่วแต่ผิดศีลมั่วคู่ เป็นศีลข้อที่พญานาคราชเกลียดที่สุด กรณีนี้จะเจอหนักหน่อย .......#เมื่อองค์ในท่านมาก็จะโดนท่านดัดสันดานลงโทษอย่างหนักหน่อย โดนท่านลงโทษดีกว่าเจ้ากรรมนายเวรมาถึงตัวอาจจะไม่รอด นับจากโบราณกาลมา การผิดประเวณีนับเป็นยอดแห่งความชั่ว บทลงโทษในโลกมนุษย์นับว่าหนักแล้ว แต่บทลงโทษในนรกยิ่งหนักเพิ่มขึ้น วิธีการลงโทษมีหลากหลายประการ ดังนั้นเมื่อท่านมาก็จะโดนอย่างหนักบางคนหมดสารรูป สติเหมือนคนโดนของ อาการเหมือนคนวิปราส นั่งสมาธิก็โดนลงโดนแทรกเลื้อยแบบงู กินแบบงู นั้นเพราะศีลพร่อง คนศีลดีจะไม่นั่งสมาธิเลื้อยหรือสมาธิบ้า เพราะศีลจะรักษาผู้ปฎิบัติธรรม มักเจออุบัติเหตุบ่อย จะทำการงานอะไรไม่ค่อยเจริญขัดสน ติดขัดตลอดเพราะผิดสัจจะต่อเทวดา ป่วยบ่อยรัศมีไม่สว่าง ดวงจิตเศร้าหมอง ของจะเข้าตัวง่าย ไปทางไหนก็จะเจอคนลองของ ปวดเนื้อตัวตลอดเวลา เงินทองที่ได้มาก็จะหมดลงในที่สุด คนที่ผิดข้อนี้ให้พยายามถอยห่างและเลิกซะก่อนที่องค์ในจะหมดความอดทน และหนี้หายไปในที่สุด เมื่อนั้นเจ้ากรรมมาถึงตัว ท่านจะเคราะร้ายกว่านี้หลายล้านเท่า #เรื่องราวของพญานาคราชมีมานานแสนนานตั้งแต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นบนโลก ท่านบำเพ็ญเพียรมาหลายอสงไขย์ เพื่อรอพระพุทธเจ้ามากำเนิดโปรดสรรพสัตว์บนโลก พญานาคราชหลายพระองค์ร่วมถึง องค์นาคาธิบดีนาคราชหลายพระองค์ หรือ "พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ยิ่งท่านบำเพ็ญเพียรท่านยิ่งมีบารมีมาก และที่สำคัญท่านเป็นเทพโอปปาติกะที่ลึกลับมีสิทธิเด็ดขาดสั่งเป็นสั่งตาย เทพ เทวดา มนุษย์ และอื่นๆได้โดยไม่ผิด ท่านแค่หนี้ไปบำเพ็ญเพียรก็เลื่อนภูมิได้สบายมาก นั้นจึงเป็นเหตุผลที่มีแต่พญานาคราชเท่านั่นได้ปกป้องพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในวันตรัสรู้ เช่น"พญามุจลินทร์นาคราช" ปกป้องพระศาสดาในวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระนาคปรกในปัจจุบัน ยังมีอีกมากมาย ฉนั้นลูกหลานปู่ อย่ารอเวลาอีกเลย

ส่วนนครลับแลมีอยู่
เกือบทุกที่ เป็นมิติทับซ้อนอยู่กับโลกเรานี่เองเราเค้าก็มีอายุยืนมากเป็นพันๆปี อย่างเคสที่ผมเจอที่พระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
ครูบาชัยวงศา
สถานที่นี้เป็นที่ผมได้ผมกับเรื่องไม่ควรคิดคิดมากจะทำให้เป็นบ้า
ทันที ที่ผมมาถึงพระบาทห้วยต้ม
ผมก็อยากจะพักผ่อน เนื่องจากเพลียมากในระหว่างเดินทาง คิดจะพักเอาแรง ขนาดที่นอนอยู่นั่นเองกายทิพย์ ก็หลุดออกจากกายเนื้อ ลอยไปในอากาศแล้วได้พบกับท่านปักษาวายุ
มาอุ้มร่างแล้วยังชักชวนให้ผมไปเที่ยวบ้านเมืองของเขานครกลางหาวพร้อมทั้งพาร่างของผมสูงขึ้นไปกลางหาว ผมร้องเอะอะโวยวาย ไม่เอาไม่ไปจะพักผ่อนจะนอนผมดิ้นจน พลัดตก จากการอุ้มของท่านปักษาวายุ ตกลงมาจากเบื้องบนลงมาที่ร่างที่นอนอยู่นั้นเองเข้าร่างกายหยาบได้อย่างพบดิบพอดี
แล้วหลับต่อตั้งแต่หกโมงเย็น กลุ่มที่มาด้วยกันมาปลุกให้ผมลุกไปทานข้าวผมก็ปฏิเสธนอนต่อไปจนเลยมาถึงสองทุ่ม มาตื่นอีกครั้ง ถูกปลุกด้วยกลุ่มทหารหญิงเมืองลับแล
ท่านตื่น จักรพรรดินี แห่งเมืองลับแลอยากจะพบท่านได้ยินมาว่า ท่านสามารถพูดได้หลายภาษา เจ้าแม่ให้มาเชิญ ท่านไปพบ การพูดคุยกับ กายทิพย์ เป็นเรื่องปกติ สำหรับ ผู้ที่ทรงฌานอยู่ หากผมไปตอนนี้ยุ่งไม่หามร่างผมไปเหรอ
ไม่หรอกท่าน พวกเราจะเนรมิตมุ้งทิพย์ครอบร่างท่านไว้ จะไม่มี ยุงมากัด ลิ้นมาไต่ไรมาตอมร่างท่านได้เลย
ผมจึงยินยอมตาม
ทหารหญิงแห่งนครลับแลไป ทันทีที่มาถึงเมื่อยืนต่อหน้า บัลลังก์ จักรพรรดินี ถามด้วยประโยคได้ข่าวว่าท่านนั้นพูดได้หลายภาษาเป็นความจริงไหม เป็นความจริงท่าน แต่ต้องอยู่ใน ภาวะ ของความเป็นทิพย์ ถึงจะทำได้ถ้าไม่ได้
ทรงอยู่ในอารมณ์ของความเป็นทิพย์ก็จะพูดได้แค่ภาษาไทยภาษาเดียว ถ้าเช่นนั้น ท่านกับเรามาแข่งกันใครจะนั่งสมาธิได้นานกว่ากัน แล้วผมก็เลือก เข้าที่นั่งสมาธิลงในที่ จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเวลานาน แค่ไหน ผมไม่ทราบ มารู้สึกตัว อีกครั้ง ตอนที่ คนของเมืองลับแล ปลุกให้ตื่น ท่านออกจากสมาธิได้แล้วเราจะไปส่งท่าน เมื่อลืมตาขึ้นกับพบว่า จักรพรรดินีออกจากสมาธิก่อนเรา ด้วยเป็นเวลาใกล้จะเช้าแล้วหากขืนชักช้าอยู่จะต้องเกิดเรื่องราวใหญ่โตแน่เจ้านางและบริวารจึงต้องรีบปลุกให้ตื่น จากบัลลังก์สมาธิ เมื่อท่านมาส่ง ถึงร่างเรามองเห็นกาย เนื้อ มีมุ้งเป็นตาข่ายใยแก้วกางกั้นอยู่ เสียงกำชับให้รีบกลับเข้าร่าง ก่อนเดินเข้าไป ได้กล่าวร่ำลา เจ้านาง ทั้งหลายเมื่อกายทิพย์นอนลงทาบทับกายหยาบอย่างสนิทดีแล้ว สติสัมปชัญญะ ร่างกาย ก็เริ่มขยับ เขยื้อนได้ ภาวะแห่งความเป็นพิษที่ยับยั้งอยู่ ก็คลายออก ขณะที่ลืมตาเนื้ออยู่นั้น ก็เห็นด้วยตาหยาบว่ามีมุ้งทิพย์กำลัง อันตรธาน หายไป อย่างช้าๆ เมื่อสำรวจตรวจดูร่างกายที่นอน อยู่บนพื้นห้อง ไม่มี ล่องลอย ของยุง กัดเลย สักนิดก็ไม่มี สาธุสาธุ สาธุ เราแค่เล่าสู่กันฟัง เรื่องเทพนิยายที่เราได้ประสบมาด้วยตัวเองที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มท่านโลกสวย



ให้ท่านศึกษาได้จากยูทูปตามข้างล่างครับชีวะประวัติ
พระณานาจารย์โดเก็น

https://youtu.be/5JCQoctWVRo
ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 14:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


[๑๐๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
ภิกษุผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค มีอยู่หรือ?


พระเสขะนั้นย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค ไม่มี


ดูกรภิกษุทั้งหลายปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัด ซึ่งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑

อินทรีย์ ๕ นั้น มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด

ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ.






[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ เป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง คือ โอตตัปปะ ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้
กำลัง คือ ปัญญาเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม สิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอดเป็นที่รวบรวมแห่งเรือนยอด
คือ ยอด ฉันใด บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญา ก็เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม ฉะนั้นเหมือนกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
พวกเราจักประกอบด้วยกำลังคือศรัทธา ... กำลัง คือ หิริ ... กำลัง คือ โอตตัปปะ ...กำลังคือวิริยะ ... กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ









การแจ้งอุปาทานขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงและการละสักกายทิฏฐิ ที่เป็นสมุจเฉท
ดูตรงขณะที่เกิดอนุโลมญาณ,มรรค,ผล ใน กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน เฉพาะท่านที่เป็นพหุสูตคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้และที่ยังเหลือ ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้นไม่ได้พิจรณาสอบสวนเพราะไม่รู้ปริยัติ แต่ทำการกำหนดต่อไปโดยอำนาจของอริยสัจ 4

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า สี่อย่าง คือ

ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่

กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
(ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง



ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด




"แต่ทำการกำหนดต่อไปโดยอำนาจของอริยสัจ 4"
ตัณหายังดับไม่ได้ ทำการกำหนดต่อไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์



อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน

หรือ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า



"อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน"
กล่าวคือ มรรค ผล ได้ประจักษ์ด้วยตน
แต่นิพพาน ยังไม่แจ้ง ทำการกำหนดต่อไป


การแจ้งอริยสัจ 4 ขึ้นอยู่กับปัญญินทรีย์ ซึ่งแจ้งด้วยตัวสภาวะเอง(มรรค ผล) เพียงแต่ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ อาจจะไม่รู้ว่าอริยสัจ 4 มีเกิดขึ้นโดยรู้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติก็ตาม

สำหรับผู้ที่ขาดสุตตะหรือขาดการศึกษา
จะรู้ชัดเฉพาะสภาวะดับทุกข์เฉพาะตน
แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดให้ผู้อื่นเข้าใจได้



หากได้มรรค,ผล แต่ยังไม่แจ้งนิพพาน
ก็จักตั้งอยู่เพียงศีลอันบริสุทธิ์
และทิฏฐิ (ความเห็น) ที่ถูกตรงโดยกาลนั้น


"เธอพึงอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว พึงอบรมสติปัฏฐานสี่เถิด. สติปัฏฐานสี่อะไรบ้าง ?
สติปัฏฐานสี่ คือ :-

ในกรณีนี้ เธอจงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เนือง ๆ,
มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.

โดยกาลใดแล เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักอบรมสติปัฏฐานสี่เหล่านี้อย่างนี้ ; โดยกาลนั้น วันหรือคืนของเธอจักผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้"

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 14:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
..."พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ...

:b1:

บางที่ฟังเรื่องราวเหล่านี้ เอกอนก็จะมีความเพลียแอบแฝง

เอกอนเคยพบชีปะขาวที่เป็น ร่างอาศัยของ พ่อปู่ศรีสุทโธ
และเอกอนก็เคยพบ ผู้บำเพ็ญภาวนาที่เป็น ร่างอาศัยของ พ่อปู่ศรีสุทโธ
และเอกอนก็เคยไปในหล่าย ๆ แห่ง ก็จะพบ ... ร่างอาศัยของ พ่อปูศรีสุทโธ
เช่นเดียวก้บที่เอกอนก็พบ กลับชาติมาเกิดของบุคคลสำคัญ ในหลายคน
ซึ่งเจอทีไร ... เอกอนมักจะตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ได้รู้สึก ลำบากใจ ทุกที

คือ เจอทีไร ร่างอาศัย จะต้องเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้อยู่ในกำลังของสมองของเอกอนที่จะระลึกนึกออกได้เลย
แล้วก็จะพยายามโน้มน้าว หน่วงเหนี่ยวเอกอนเอาไว้เพื่อให้เข้าร่วมบำเพ็ญปฏิบัติ
แทบจะให้เป็นมือขวาเพื่อคอยช่วยเหลือสำนัก
ให้เหมือนเป็นบริวารเอก ศิษย์เอก โน่น นี่ นั่น

ซึ่งแต่ละ ร่างอาศัย ก็จะกล่าวถึงว่า ตนนั้นร่างจริง คนอื่น ๆ ไม่จริง :b10:

โดยมากเอกอนก็จะตอบว่า "จ๊ะ" และเมื่อย่องออกมาได้ เอกอนก็เปิดแนบเลย

ไปแต่ละที่ ก็จะได้เครื่องลางของขลังติดไม้ติดมือกลับมา
ซึ่งเอกอนก็จะเอาไปยกให้คนอื่นต่อเลย ไม่กล้าเก็บไว้

คือ เอกอนเคยไปที่หนึ่ง แล้วได้ของกลับมา
แล้วเอกอนมักจะฝันเห็นบางอย่าง ก็เลย เอาไปให้คนอื่น
คือ ok บางทีเอกอนเข้าใจว่า เขาเก่ง(ผู้เป็นร่างอาศัย)
เก่งแต่ออกแนว เกเร มันไม่น่าจะใช่จรรยาบรรของพญานาคต้นตำรับ
ซึ่งพอเอาไปไว้ทีอื่น ไปไว้กับคนอื่น เอกอนก็ไม่ฝันเห็นอีก ... ค่อยโล่งอก

ก็เจอมาจนเอกอนก็พอจะ เพลียจนเข็ด นะ
ช่วงหลัง ๆ มา เอกอนก็เลยจะไม่ค่อยเฉียด ๆ ไปในที่ ๆ มีเรื่องราวทำนองนี้ น่ะ

...

เมื่อท่านมีองค์พญานาคที่คุ้นเคยกันอยู่ด้วย
ท่านช่วยถามให้พญานาคของท่านช่วยบอกเล่าที่เถอะ
ว่า วิถีความเป็นไปของผู้ที่มีองค์พญานาคอยู่ด้วย เป็นอย่างไร
เวลาที่เอกอนไปตามที่ต่าง ๆ แล้วบังเอิญต้องเจอกับ ร่างอาศัยองค์พญานาค
แล้วเอกอนจะรู้ได้อย่างไร ว่าองค์จริง องค์ปลอม น่ะ

คือ ถ้าเป็น องค์จริง ๆ เอกอนจะได้สนทนาธรรมด้วยอย่างวางใจ

ถ้าเกิดเป็น องค์ปลอม เอกกอนจะได้รีบเผ่น...

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 15:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1633

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
sssboun เขียน:
สิ่งที่ล่วงเลยผ่านมาแล้วก็เป็นเพียงบทเรียนสอนเรา
ไม่อาจเรียกให้หวนคืนกลับมาได้ ช่วงปีที่่ผ่านมาเสียงระ
ฆังก็เริ่มดังมาอีกแล้ว แต่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือดังไม่แรง
และดังตอนผมบิดขี้เกียจ ตอนเหนื่อยๆ หรือตื่นนอนจะมีตอน
หาวบ้างเล็กน้อย สงสัยเทวาจะตามมาถึงบ้านผมเลยนะครับ
เมื่อก่อนอยู่วัดป่าดัง แต่ตอนนี้มาถึงบ้านเลย ผมไม่รบกวนแล้ว
ให้โอกาสเพื่อนๆสมาชิกท่านอื่นได้ชักถามกันครับ


เรื่องของการฉุดช่วยอำนาจของ
ความเมตตาที่แผ่ออกไปออกไปสิ่งที่เป็นทิพย์รับสัมผัสได้กระแสจิตที่ดับเย็นแล้ว
จากเรื่องที่จะนำเสนอนี้เกิดในพื้นที่จ.ขอนแก่น คือผมได้ปีนเขาขึ้นไปเที่ยววิเวกเล่นอยู่บนสันเขาภาวนาอยู่บนลานหินที่มีผิวลื่นมัน นั่งอยู่ตามก้อนหินบนเขาลูกนั้น ตกเย็นก็ลงจากเขา มาปักกลดใกล้ ริมลำธารน้ำ นั่งภาวนาอยู่ผู้เดียวในป่าปรากฏจิตสว่างก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
มาพันรอบกลดด้วยความ รวดเร็วราวกับพายุหมุน
ผมนั่งหลับตาอยู่ในกลด จินตนาการ น่าจะเป็นงู และก็ต้องเป็นงูจงอาง เพราะเป็นเวลาออกหากินของเขานับภาวนาเราถ้าเจอ งูหรือผี จะช่วย ให้ภาวนา ดีมากๆ เพราะ จะไม่เอาจิต ออกนอกตัว จิตไม่มีทางส่งนอก ผมรู้แต่ว่าคืนนั้นนอนน้อยมาก สติดีมาก ไม่ออกไปเล่น กับนิมิต จนใกล้เช้าเอนกายพักผ่อนฝันไปว่า มีบุรุษรูปงาม เป็นหัวหน้า ชาวลับแล ได้เดินเข้ามา และกล่าวอย่างสุภาพ กระผม และบริวารอยู่บนภูเขา ได้รับเมตตา กระแสจิต ที่เยือกเย็นแผ่ออกมา เราได้รับ ความเย็น เย็นไปทั้งภูเขา ผมและบริวาร จึงลงจากเขา มาส่งท่าน และก็อยู่ เป็นเพื่อนท่าน แล้วหัวหน้าลับแล ก็ชี้ ไปบริเวณรอบๆ ทั้งชาวลับแลทั้งชาวบังบดเต็มพื้นที่บริเวณที่ผมปรากฏอยู่นั้น ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ ลม หมุนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ งูจงอาง อย่างที่ผมเข้าใจ แต่เป็นด้วย การกระทำฤทธิ์ของ ชาวบังบด และลับแล ที่ท่าน ตามมาส่ง

ในที่นี้ ใครรู้จัก สำนักสวนสมุนไพร หลวงปู่ละมัยครับ คือในปีนั้น มีการอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้กับหลวงปู่ละมัย และผมก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วย กลุ่มของผมก็หาที่พัก คืนนั้นอากาศร้อนมาก
ได้ภาวนาอยู่ในห้องจนมองเห็นกายทิพย์หรือรูปสมมติ
ของหลวงปู่ละมัย ท่านเดินเข้ามาหาเราและพูดคุยกับเรา ชื่นชมเรา
อยู่นี่ดีนะ โยม ไม่เคยเพ่งโทษ อาตมาเลย สำรวมระวังดี แล้วท่านก็เดินหายไป กับอากาศ ตาผมนี้แจ้งนอนก็นอนไม่หลับเลยต้องเดินถือเสื่อ ไปนอนเล่นที่สระน้ำพร้อมกับบริกรรมภาวนาเพื่อสะกดจิต เพื่อให้หลับลึก เมื่อจิตรวมลงถึงฐานของสมาธิ ทันใดนั้นเอง พื้นน้ำ ก็มีอาการ บ้าคลั่ง คลื่นน้ำที่สาดซัดเข้ามาใส่ร่างที่ผมนอนอยู่
พื้นที่นอน ก็เกิดอาการ หวั่นไหว พลิกหงาย พลิกคว่ำ จะทำ ให้ตกน้ำให้ได้ แต่ด้วยขนาดนั้น จิตมีความเป็นทิพย์ จึงอธิษฐาน ให้กาย เกาะติดกับ พื้น ที่นอนไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะมี มายาศาสตร์ ในลักษณะใด จิตดวงนี้ ก็ไม่กระเพื่อมตาม ในที่สุด เหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบลง ปรากฏ เป็นมานพ รูปร่าง สวยงาม บอก ข้าพเจ้า เป็นพญานาค ที่หลวงปู่ละมัย เลี้ยงดู ด้วยเหตุ ที่ข้าพเจ้า ต้องการ ผู้สอนธรรม ข้าพเจ้า รู้ว่าหลวงปู่ละมัย กำลังจะละสังขาร จึงต้องหา ครูบาอาจารย์คนใหม่ และผมก็เลือกท่าน แต่ผมจะยังไม่ไปกับท่านตอนนี้ แต่ผมให้สัญญาว่า วันสุดท้าย ผมจะทำให้รู้ว่า ผมตามมาอยู่ด้วย
เรียนเพื่อนสมาชิก วันสุดท้ายของงาน กวนข้าวทิพย์ ขณะที่รถขับ ออกจากประตูวัด วิ่งมาได้ สักระยะ ผมก็เห็น พญานาค เก้าเศียร เลื้อยออกมาจาก วัดป่าสวนสมุนไพร ตามรถ มาติดๆ ระลึกถึง คำว่า จะทำให้รู้ ผมจึง อัญเชิญท่าน ให้มาด้วยมาอยู่ด้วยกันมาภาวนาเป็นเพื่อนกัน.


ตรงไหนหรอค๊ะ เรียกว่าภาวนา ดีๆ ภาวนาที่ถูกต้อง

ภาวนาเค้าทำกันแบบนั้น จริงๆหรอค๊ะ


เรียนท่านโลกสวย
สำหรับผมถ้าภาวนาดีคือ นิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดี ฝันก็ฝันดีคือไม่ฝันร้าย
ร่างกายเบาจิตเบา
หัวสมอง โปร่งเบา
ไร้ตัวไร้ตน
มีสภาพ ไร้น้ำหนัก
ถ้าเอากันจริงๆแล้วไม่ควรสนใจกับนิมิต ไม่สนใจที่จะเห็นนรก สวรรค์
พรหมโลก
แต่วาสนาอุปนิสัยของแต่ละท่านบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันครับ
ของผมเรียนรู้จากนิมิต แล้วมาทำให้แจ้งด้วยปัญญาญาณของเราอีกที่หนึ่งครับ บางท่านท่านข้ามนิมิตไปเลยทำปัญญาให้แจ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คนแบบนี้แหละสำเร็จมรรคผลเร็วมาก
หลวงตามหาบัวท่านยืนยันว่าสมาธิมันละกิเลสไม่ได้
ต้องใช้ปัญญาละกิเลสเท่านั้น

สำหรับผมอาศัยสมาธิเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัยในการเจริญพระวิปัสสนา
เพื่อทำมรรคผลเบื้องสูงเท่านั้นครับท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็น สรุป
การทำสมาธิ ไม่มีทั้งถูกและผิดครับ
ให้มุ่งไปที่ความหลุดพ้นเท่านั้นพอ.




ดีจริงเรยค่ะ
สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
เหมาะสมแล้ว เป็นคุรุ แห่งนิกายเชื่องช้า

เรียนรู้นิมิต แล้วทำให้แจ้ง ด้วยปัญญา
ทำด้วยวิธียังไงค๊ะ

เห็นล่าว่า ไปเห็นพญานาค เก้าเศียร เป็นพญานาคตระกูลไหนค๊ะ
พญานาค แต่ละตระกูล มีเศียรและขนาด ที่ต่างกัน

เห็นเล่าว่า คนเมืองบังบด คนเมืองลับแล กระทำการด้วยฤทธิ์
สองเมืองนี้ ต่างกันยังไงค๊ะ ในคุณธรรม

ตัวอย่างที่เล่ามา ทำให้แจ้งแบบไหนค๊ะ จึงเรียกว่าทำให้แจ้งด้วยปัญญา


หาได้ไม่ท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็นนั้น
สอนธรรม
แบบฉัพพลันทันที
ท่านได้รับการรับรองจากเจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
แล้วอย่างแท้จริงยังได้สืบต่ออายุพระศาสนาวางรากฐานแบบปัญญาหลุดพ้นในประเทศญี่ปุ่น
https://youtu.be/5JCQoctWVRo

ท่านโลกสวยพญานาคจะมีกี่เศียรก็ตาม
นั่นเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
ท่านที่มีเศียรมากสูงสุดในกลุ่มพญานาค
แต่ที่ผมได้รับรู้มา
ท่านสามารถเนรมิตเศียรได้
ข้อมูลที่ผมได้รับมา
เศียรเดียวสูงสุดแล้ว สีดำตระกูลเดียวกับปู่ศรีสุทโธ

ชาวบังบดสามาร
มาแอบมีความสัมพันธุ์กับมนุษย์โลกได้อยู่

ในขณะที่ชาวลับแลท่านจะถือศีรลห้าบริสุทธิ์บำเพ็ญภาวนา ถือเรื่องการโกหก เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก.

ขอบคุณมากๆค่ะ
ชอบมากๆเรยค๊ะ เรื่องราวมหัศจรรย์ชวนฝัน

ระลึกบ่อยๆ ได้ไปเป็นสหายตามที่ระลึกนั้น

เห็นเค้าว่ากันวา องค์ศรีสุทโธอยู่ในตระกูลเอราปถะ วรกายสีเขียวมรกต
ที่คุณบอกนั้น ศรีสุทโธ นามสกุลอะไรค๊ะ เพราะสีดำ เป็นตระกูลอื่น

เห็นเค้าว่ากันว่า เมืองลับแลไม่เหลือแม้คนสุดท้ายแล้ว ท่านที่คุณเจอนั้น คงจำศีลภาวนาจนไม่รู้ว่าเมืองร้างไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เมืองแล้ว


เอ่? ท่านคุรุเอ็นโดเก็น ท่านบรรลุธรรมหรอค๊ะ
เห็นคุณกล่าวมาว่า เจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
โดยสร้างซาโตริขี้นมาใหม่
อีกอย่างหลักธรรม ต่างกันกับ สำนักฉับพลัน ของพระสังฆปรินายกค่ะ

อีกอย่าง สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
อย่างนี้ตรวจลงมหาประเทศ ตามพระวจนะ พระสูตร พระวินัย

ไม่ใช่คำสอนพระศาสดาแน่นอนค่ะ


ลูกหลานปู่ย่าจงฟัง
เราไม่ใช่พญานาคราชธรรมดานะลูกหลานปู่ทั้งเก้่า‼️.....แต่ละพระองค์เก่งกาจสามารถทุกพระองค์ เพราะพญานาคราชทุกพระองค์ที่จะขึ้นมาคุ้มครองมนุษย์คนหนึ่งได้นั้น ต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนเรียนรู้เรื่องของมนุษย์ ,กฎสวรรค์ ,และกฎเมืองพญานาคราชอย่างเคร่งครัดเช่นกัน แต่ละพระองค์ท่านก็ฝึกฝนอย่างหนักมานานนับกัลป์นับกาลเช่นกัน เพื่อที่จะลงมาบนโลกมนุษย์แบบลับๆทำภาระกิจตามหาลูกหลานวงวานศ์ และคอยปกป้องมนุษย์สรรพสัตว์และพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวครบ๕๐๐๐ปี ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน

#โดยแต่ละองค์ที่ลงมาคุ้มครองผู้มีบุญสัมพันธ์ต่อกัน จะต้องมีบุญสัมพันธ์มีกรรมร่วมกับมนุษย์คนนั้นๆมาหลายชาติ ด้วยท่านถึงจะเข้าใกล้มนุษย์คนนั้นได้ เพราะพญานาคคือเทพโอปปาติกะที่มีพิษร้ายแรงที่สุด สามารถทำลายโลกได้ มนุษย์ที่จะสัมผัสพระวรกาย หรือรับพลังไอทิพย์จากท่านได้จะต้องมีบุญร่วมชาติกันมาก่อนไม่งั้นก็จะตายได้ภายใน3วัน 7วัน หรือตายในทันที เมื่อท่านมาคุ้มครองมนุษย์คนใดจึงไม่แปลกที่มนุษย์จะโดนดัดนิสัย จึงมีพฤติกรรมต่างจากที่เคยเป็นมา นั้นเป็นผลมาจากองค์ท่านมาอยู่กับมนุษย์ มนุษย์เรียกกันติดปากว่า"คนมีองค์ในรักษา" คนมีองค์ในจะแตกต่างจากคนอื่นๆหลายประการ แต่หลักๆเลยทุกคนจะคงเคยโดนองค์ท่าน สั่งสอนหรือลงโทษเพื่อให้เรามีความสำนึกจดจำเป็นบทเรียนไว้เตือนสติไม่ให้ประมาทอย่างที่ผ่านมา การทดสอบลงโทษก็เพื่อให้มนุษย์มีวินัย มีพระธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ให้ใจระลึกถึงคุณพระ คุณเจ้า ให้รู้ถึงคุณแก้วสามประการดวงเลิศ การที่องค์ในท่านทดสอบเราก็เปรียบเสมือนเราถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้ผลออกมาสุขสดใสสว่าง แต่ก็อยู่ที่บุคคลและบุญเก่าด้วย บางคนก็สื่อนิดเดียวก็เข้าใจ แต่บางคนท่านสื่อเตือนเท่าไรก็ยังโลภมากไม่เกรงกลัวบาปกรรม ก็คงต้องโดนดีถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้จดให้จำจะได้เห็นทุกข์จากกิเลส #อาการที่เกิดจากองค์ใน มีหลายประการแปลกลึกลับพิศดารกันมากมาย แต่ที่ผู้เขียนเคยพบหลักๆจากตนเองและคนรอบข้างหลายคน มาหลายปี คือ
๑.แบบเบาๆ....หากทำในสิ่งที่ท่านไม่ชอบซึ่งท่านก็เตือนก่อนแล้ว เพราะเป็นสิ่งไม่ดีต่อตัวเรา หรือผิดศีลบ่อยๆ ไม่ค่อยสวดมนต์ผัดวันประกันพรุ้ง แสดงถึงความไม่มีสัจจะ ก็จะเจออาการแปลกๆจากภายใน โดนพิษจากพญานาคราชแบบเบาๆ เช่น ปวดหัวหนักๆ ไมเกรนขึ้นอย่างหนักข้างใดข้างหนึ่งออกทางตา ปวดแสบเจ็บจี๊ดๆ เหมือนมดกัด วิ่งไล่ตามทั่วตัวไปหมด มีอาการหงุดหงิด เป็นไข้พิษร้อนรุมเหมือนโดนพิษงู นอนไม่ค่อยหลับ จิตตกไม่อยากทำอะไรขี้เกียจ เหนื่อยเบื่อ หวิวๆหวิดๆในใจตลอดเวลา ปวดเหมือนเข็มแทง หรือรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่จนสร้างความรำคาญถึงที่สุด ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังทำผิดกฎที่ท่านตั้งเอาไว้ ภาวนาชินบัญชรมากๆ๑๐๘จบยิ่งดี เพื่ออ้อนองค์ใน อ้อนท่านให้ท่านเมตตา อ้อนวอนขอให้ท่านสงสารว่าเราทรมานมาก ขอพระองค์ได้โปรดสงสัยมนุษย์ที่โง่เขลา .....อะไรก็อ้อนไปถ้าใครเจอแบบที่๑คราวๆ ยังมีอีกสารพัด ปกติต้องใช้จิตดูเท่านั้น ๒.แบบที่๒ ทำความผิด ศีลข้อ3 และไม่รักษาสัจจะต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะต่อท่าน เมื่อท่านต้องการให้มีเราธรรมในใจ มีความรักสันโดษ ซื่อตรงต่อศีลธรรม ประพฤติตนเป็นคนมีศีล เป็นกฎหลักที่มนุษย์พุทธกาลควรมี แต่ปัจจุบันมนุษย์กลายเป็นเปรตเป็นผี ไม่สมชาติที่มาเกิดเป็นมนุษย์
-องค์ในบางพระองค์ท่านฝึกมาดี ท่านจะรักษาสัจจะสูงสุดยอดเยี่ยมมาก ไม่พลาดก็คือไม่พลาด และท่านจะเกลียดที่สุดคือคนเจ้าชู้มักมากในกามตัณหาราคะ ชอบมะโนฝันถึงแต่พญานาคองค์อื่นๆแทนที่จะ ตั้งใจฝึกภาวนาจะได้เข้าถึงกระแสองค์ท่าน จะได้เปิดตาในมองเห็นท่าน และรู้อะไรตามภาระกิจของตนเอง มั่วแต่ผิดศีลมั่วคู่ เป็นศีลข้อที่พญานาคราชเกลียดที่สุด กรณีนี้จะเจอหนักหน่อย .......#เมื่อองค์ในท่านมาก็จะโดนท่านดัดสันดานลงโทษอย่างหนักหน่อย โดนท่านลงโทษดีกว่าเจ้ากรรมนายเวรมาถึงตัวอาจจะไม่รอด นับจากโบราณกาลมา การผิดประเวณีนับเป็นยอดแห่งความชั่ว บทลงโทษในโลกมนุษย์นับว่าหนักแล้ว แต่บทลงโทษในนรกยิ่งหนักเพิ่มขึ้น วิธีการลงโทษมีหลากหลายประการ ดังนั้นเมื่อท่านมาก็จะโดนอย่างหนักบางคนหมดสารรูป สติเหมือนคนโดนของ อาการเหมือนคนวิปราส นั่งสมาธิก็โดนลงโดนแทรกเลื้อยแบบงู กินแบบงู นั้นเพราะศีลพร่อง คนศีลดีจะไม่นั่งสมาธิเลื้อยหรือสมาธิบ้า เพราะศีลจะรักษาผู้ปฎิบัติธรรม มักเจออุบัติเหตุบ่อย จะทำการงานอะไรไม่ค่อยเจริญขัดสน ติดขัดตลอดเพราะผิดสัจจะต่อเทวดา ป่วยบ่อยรัศมีไม่สว่าง ดวงจิตเศร้าหมอง ของจะเข้าตัวง่าย ไปทางไหนก็จะเจอคนลองของ ปวดเนื้อตัวตลอดเวลา เงินทองที่ได้มาก็จะหมดลงในที่สุด คนที่ผิดข้อนี้ให้พยายามถอยห่างและเลิกซะก่อนที่องค์ในจะหมดความอดทน และหนี้หายไปในที่สุด เมื่อนั้นเจ้ากรรมมาถึงตัว ท่านจะเคราะร้ายกว่านี้หลายล้านเท่า #เรื่องราวของพญานาคราชมีมานานแสนนานตั้งแต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นบนโลก ท่านบำเพ็ญเพียรมาหลายอสงไขย์ เพื่อรอพระพุทธเจ้ามากำเนิดโปรดสรรพสัตว์บนโลก พญานาคราชหลายพระองค์ร่วมถึง องค์นาคาธิบดีนาคราชหลายพระองค์ หรือ "พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ยิ่งท่านบำเพ็ญเพียรท่านยิ่งมีบารมีมาก และที่สำคัญท่านเป็นเทพโอปปาติกะที่ลึกลับมีสิทธิเด็ดขาดสั่งเป็นสั่งตาย เทพ เทวดา มนุษย์ และอื่นๆได้โดยไม่ผิด ท่านแค่หนี้ไปบำเพ็ญเพียรก็เลื่อนภูมิได้สบายมาก นั้นจึงเป็นเหตุผลที่มีแต่พญานาคราชเท่านั่นได้ปกป้องพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในวันตรัสรู้ เช่น"พญามุจลินทร์นาคราช" ปกป้องพระศาสดาในวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระนาคปรกในปัจจุบัน ยังมีอีกมากมาย ฉนั้นลูกหลานปู่ อย่ารอเวลาอีกเลย

ส่วนนครลับแลมีอยู่
เกือบทุกที่ เป็นมิติทับซ้อนอยู่กับโลกเรานี่เองเราเค้าก็มีอายุยืนมากเป็นพันๆปี อย่างเคสที่ผมเจอที่พระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
ครูบาชัยวงศา
สถานที่นี้เป็นที่ผมได้ผมกับเรื่องไม่ควรคิดคิดมากจะทำให้เป็นบ้า
ทันที ที่ผมมาถึงพระบาทห้วยต้ม
ผมก็อยากจะพักผ่อน เนื่องจากเพลียมากในระหว่างเดินทาง คิดจะพักเอาแรง ขนาดที่นอนอยู่นั่นเองกายทิพย์ ก็หลุดออกจากกายเนื้อ ลอยไปในอากาศแล้วได้พบกับท่านปักษาวายุ
มาอุ้มร่างแล้วยังชักชวนให้ผมไปเที่ยวบ้านเมืองของเขานครกลางหาวพร้อมทั้งพาร่างของผมสูงขึ้นไปกลางหาว ผมร้องเอะอะโวยวาย ไม่เอาไม่ไปจะพักผ่อนจะนอนผมดิ้นจน พลัดตก จากการอุ้มของท่านปักษาวายุ ตกลงมาจากเบื้องบนลงมาที่ร่างที่นอนอยู่นั้นเองเข้าร่างกายหยาบได้อย่างพบดิบพอดี
แล้วหลับต่อตั้งแต่หกโมงเย็น กลุ่มที่มาด้วยกันมาปลุกให้ผมลุกไปทานข้าวผมก็ปฏิเสธนอนต่อไปจนเลยมาถึงสองทุ่ม มาตื่นอีกครั้ง ถูกปลุกด้วยกลุ่มทหารหญิงเมืองลับแล
ท่านตื่น จักรพรรดินี แห่งเมืองลับแลอยากจะพบท่านได้ยินมาว่า ท่านสามารถพูดได้หลายภาษา เจ้าแม่ให้มาเชิญ ท่านไปพบ การพูดคุยกับ กายทิพย์ เป็นเรื่องปกติ สำหรับ ผู้ที่ทรงฌานอยู่ หากผมไปตอนนี้ยุ่งไม่หามร่างผมไปเหรอ
ไม่หรอกท่าน พวกเราจะเนรมิตมุ้งทิพย์ครอบร่างท่านไว้ จะไม่มี ยุงมากัด ลิ้นมาไต่ไรมาตอมร่างท่านได้เลย
ผมจึงยินยอมตาม
ทหารหญิงแห่งนครลับแลไป ทันทีที่มาถึงเมื่อยืนต่อหน้า บัลลังก์ จักรพรรดินี ถามด้วยประโยคได้ข่าวว่าท่านนั้นพูดได้หลายภาษาเป็นความจริงไหม เป็นความจริงท่าน แต่ต้องอยู่ใน ภาวะ ของความเป็นทิพย์ ถึงจะทำได้ถ้าไม่ได้
ทรงอยู่ในอารมณ์ของความเป็นทิพย์ก็จะพูดได้แค่ภาษาไทยภาษาเดียว ถ้าเช่นนั้น ท่านกับเรามาแข่งกันใครจะนั่งสมาธิได้นานกว่ากัน แล้วผมก็เลือก เข้าที่นั่งสมาธิลงในที่ จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเวลานาน แค่ไหน ผมไม่ทราบ มารู้สึกตัว อีกครั้ง ตอนที่ คนของเมืองลับแล ปลุกให้ตื่น ท่านออกจากสมาธิได้แล้วเราจะไปส่งท่าน เมื่อลืมตาขึ้นกับพบว่า จักรพรรดินีออกจากสมาธิก่อนเรา ด้วยเป็นเวลาใกล้จะเช้าแล้วหากขืนชักช้าอยู่จะต้องเกิดเรื่องราวใหญ่โตแน่เจ้านางและบริวารจึงต้องรีบปลุกให้ตื่น จากบัลลังก์สมาธิ เมื่อท่านมาส่ง ถึงร่างเรามองเห็นกาย เนื้อ มีมุ้งเป็นตาข่ายใยแก้วกางกั้นอยู่ เสียงกำชับให้รีบกลับเข้าร่าง ก่อนเดินเข้าไป ได้กล่าวร่ำลา เจ้านาง ทั้งหลายเมื่อกายทิพย์นอนลงทาบทับกายหยาบอย่างสนิทดีแล้ว สติสัมปชัญญะ ร่างกาย ก็เริ่มขยับ เขยื้อนได้ ภาวะแห่งความเป็นพิษที่ยับยั้งอยู่ ก็คลายออก ขณะที่ลืมตาเนื้ออยู่นั้น ก็เห็นด้วยตาหยาบว่ามีมุ้งทิพย์กำลัง อันตรธาน หายไป อย่างช้าๆ เมื่อสำรวจตรวจดูร่างกายที่นอน อยู่บนพื้นห้อง ไม่มี ล่องลอย ของยุง กัดเลย สักนิดก็ไม่มี สาธุสาธุ สาธุ เราแค่เล่าสู่กันฟัง เรื่องเทพนิยายที่เราได้ประสบมาด้วยตัวเองที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มท่านโลกสวย



ให้ท่านศึกษาได้จากยูทูปตามข้างล่างครับชีวะประวัติ
พระณานาจารย์โดเก็น

https://youtu.be/5JCQoctWVRo
ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc


ดีน๊ะค๊ะ
คุณได้มีประสบการณ์หลายอย่าง ที่ได้ผ่านมา

"ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน"


ก็อย่างนั้นน่ะสิค๊ะ

จะไปรอในยุคพระศรีอาริยะเมตไตร ทำไม
เพราะนี่ยังเป็นยุค พระสมณโคดม ยังมีอยู่

อายุเมืองลับแล เป็นพันๆปี แต่ไม่ถึงพันปีที่สามไม่ใช่หรอค๊ะ

เมืองที่อยู่ไต้ลำพูน ครูบาหลายๆท่าน
และบรรดาเกจิทางเหนือ ไม่ได้เรียกว่าลับแล แต่เรียกว่า โยนกนคร

งั้นต้องให้ คุณต้องเล่าเรื่องโยนกนคร ต่ออีกแล้วหล่ะค่ะ
จะได้ทราบความแตกต่าง ระหว่างเมืองต่างๆที่คุณเล่ามา

การเรียงลำดับของมิติต่างๆ เรียงกันยังไงค๊ะ อันไหนไกล้โลกที่สุด

คุณนั่งสมาธิได้นาน ได้ทน เก่งมากเรย ขอชมเชย

พอลงนั่งสมาธิ หลับตาลงปุ๊ป ทุกคนในนั้น ลุกหายไปทำกิจวัตรอย่างอื่นกันหมด
โดยคุณไม่มีความรู้สึกรู้ตัว ก็เรยโดนปล่อย ให้นั่งหัวโด่คนเดียว

สมาธิแปลว่า ทรงไว้ซึ่งความสงบ องค์ธรรมของสมาธิ คือ เอกคัคคาจิต
สมาธิ ไม่ได้แปลว่า นั่งนาน นั่งทน
แต่สมาธิ อยู่ได้ในทุกอิริยาบท

การร่อนค่อยๆแกะ เอาเปลือกออก มักจะใช้เวลานานมาก
อีกหลายชาติ กว่าจะถึงแก่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 15:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1633

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
luna เขียน:
..."พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ...

:b1:

บางที่ฟังเรื่องราวเหล่านี้ เอกอนก็จะมีความเพลียแอบแฝง

เอกอนเคยพบชีปะขาวที่เป็น ร่างอาศัยของ พ่อปู่ศรีสุทโธ
และเอกอนก็เคยพบ ผู้บำเพ็ญภาวนาที่เป็น ร่างอาศัยของ พ่อปู่ศรีสุทโธ
และเอกอนก็เคยไปในหล่าย ๆ แห่ง ก็จะพบ ... ร่างอาศัยของ พ่อปูศรีสุทโธ
เช่นเดียวก้บที่เอกอนก็พบ กลับชาติมาเกิดของบุคคลสำคัญ ในหลายคน
ซึ่งเจอทีไร ... เอกอนมักจะตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้ได้รู้สึก ลำบากใจ ทุกที

คือ เจอทีไร ร่างอาศัย จะต้องเล่าเรื่องราวที่ไม่ได้อยู่ในกำลังของสมองของเอกอนที่จะระลึกนึกออกได้เลย
แล้วก็จะพยายามโน้มน้าว หน่วงเหนี่ยวเอกอนเอาไว้เพื่อให้เข้าร่วมบำเพ็ญปฏิบัติ
แทบจะให้เป็นมือขวาเพื่อคอยช่วยเหลือสำนัก
ให้เหมือนเป็นบริวารเอก ศิษย์เอก โน่น นี่ นั่น

ซึ่งแต่ละ ร่างอาศัย ก็จะกล่าวถึงว่า ตนนั้นร่างจริง คนอื่น ๆ ไม่จริง :b10:

โดยมากเอกอนก็จะตอบว่า "จ๊ะ" และเมื่อย่องออกมาได้ เอกอนก็เปิดแนบเลย

ไปแต่ละที่ ก็จะได้เครื่องลางของขลังติดไม้ติดมือกลับมา
ซึ่งเอกอนก็จะเอาไปยกให้คนอื่นต่อเลย ไม่กล้าเก็บไว้

คือ เอกอนเคยไปที่หนึ่ง แล้วได้ของกลับมา
แล้วเอกอนมักจะฝันเห็นบางอย่าง ก็เลย เอาไปให้คนอื่น
คือ ok บางทีเอกอนเข้าใจว่า เขาเก่ง(ผู้เป็นร่างอาศัย)
เก่งแต่ออกแนว เกเร มันไม่น่าจะใช่จรรยาบรรของพญานาคต้นตำรับ
ซึ่งพอเอาไปไว้ทีอื่น ไปไว้กับคนอื่น เอกอนก็ไม่ฝันเห็นอีก ... ค่อยโล่งอก

ก็เจอมาจนเอกอนก็พอจะ เพลียจนเข็ด นะ
ช่วงหลัง ๆ มา เอกอนก็เลยจะไม่ค่อยเฉียด ๆ ไปในที่ ๆ มีเรื่องราวทำนองนี้ น่ะ

...

เมื่อท่านมีองค์พญานาคที่คุ้นเคยกันอยู่ด้วย
ท่านช่วยถามให้พญานาคของท่านช่วยบอกเล่าที่เถอะ
ว่า วิถีความเป็นไปของผู้ที่มีองค์พญานาคอยู่ด้วย เป็นอย่างไร
เวลาที่เอกอนไปตามที่ต่าง ๆ แล้วบังเอิญต้องเจอกับ ร่างอาศัยองค์พญานาค
แล้วเอกอนจะรู้ได้อย่างไร ว่าองค์จริง องค์ปลอม น่ะ

คือ ถ้าเป็น องค์จริง ๆ เอกอนจะได้สนทนาธรรมด้วยอย่างวางใจ

ถ้าเกิดเป็น องค์ปลอม เอกกอนจะได้รีบเผ่น...

:b1:


แนะนำว่า ให้พี่เอกอนต้องสวด อาฏานาฏิยะสุตตปาโฐ(ภาณยักษ์) น๊ะค๊ะ
จะเห็นเอง ว่า ใครจะ วิ่งก่อนกัน

https://www.youtube.com/watch?v=6luaeXzDusQ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 16:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
sssboun เขียน:
สิ่งที่ล่วงเลยผ่านมาแล้วก็เป็นเพียงบทเรียนสอนเรา
ไม่อาจเรียกให้หวนคืนกลับมาได้ ช่วงปีที่่ผ่านมาเสียงระ
ฆังก็เริ่มดังมาอีกแล้ว แต่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือดังไม่แรง
และดังตอนผมบิดขี้เกียจ ตอนเหนื่อยๆ หรือตื่นนอนจะมีตอน
หาวบ้างเล็กน้อย สงสัยเทวาจะตามมาถึงบ้านผมเลยนะครับ
เมื่อก่อนอยู่วัดป่าดัง แต่ตอนนี้มาถึงบ้านเลย ผมไม่รบกวนแล้ว
ให้โอกาสเพื่อนๆสมาชิกท่านอื่นได้ชักถามกันครับ


เรื่องของการฉุดช่วยอำนาจของ
ความเมตตาที่แผ่ออกไปออกไปสิ่งที่เป็นทิพย์รับสัมผัสได้กระแสจิตที่ดับเย็นแล้ว
จากเรื่องที่จะนำเสนอนี้เกิดในพื้นที่จ.ขอนแก่น คือผมได้ปีนเขาขึ้นไปเที่ยววิเวกเล่นอยู่บนสันเขาภาวนาอยู่บนลานหินที่มีผิวลื่นมัน นั่งอยู่ตามก้อนหินบนเขาลูกนั้น ตกเย็นก็ลงจากเขา มาปักกลดใกล้ ริมลำธารน้ำ นั่งภาวนาอยู่ผู้เดียวในป่าปรากฏจิตสว่างก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
มาพันรอบกลดด้วยความ รวดเร็วราวกับพายุหมุน
ผมนั่งหลับตาอยู่ในกลด จินตนาการ น่าจะเป็นงู และก็ต้องเป็นงูจงอาง เพราะเป็นเวลาออกหากินของเขานับภาวนาเราถ้าเจอ งูหรือผี จะช่วย ให้ภาวนา ดีมากๆ เพราะ จะไม่เอาจิต ออกนอกตัว จิตไม่มีทางส่งนอก ผมรู้แต่ว่าคืนนั้นนอนน้อยมาก สติดีมาก ไม่ออกไปเล่น กับนิมิต จนใกล้เช้าเอนกายพักผ่อนฝันไปว่า มีบุรุษรูปงาม เป็นหัวหน้า ชาวลับแล ได้เดินเข้ามา และกล่าวอย่างสุภาพ กระผม และบริวารอยู่บนภูเขา ได้รับเมตตา กระแสจิต ที่เยือกเย็นแผ่ออกมา เราได้รับ ความเย็น เย็นไปทั้งภูเขา ผมและบริวาร จึงลงจากเขา มาส่งท่าน และก็อยู่ เป็นเพื่อนท่าน แล้วหัวหน้าลับแล ก็ชี้ ไปบริเวณรอบๆ ทั้งชาวลับแลทั้งชาวบังบดเต็มพื้นที่บริเวณที่ผมปรากฏอยู่นั้น ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ ลม หมุนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ งูจงอาง อย่างที่ผมเข้าใจ แต่เป็นด้วย การกระทำฤทธิ์ของ ชาวบังบด และลับแล ที่ท่าน ตามมาส่ง

ในที่นี้ ใครรู้จัก สำนักสวนสมุนไพร หลวงปู่ละมัยครับ คือในปีนั้น มีการอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้กับหลวงปู่ละมัย และผมก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วย กลุ่มของผมก็หาที่พัก คืนนั้นอากาศร้อนมาก
ได้ภาวนาอยู่ในห้องจนมองเห็นกายทิพย์หรือรูปสมมติ
ของหลวงปู่ละมัย ท่านเดินเข้ามาหาเราและพูดคุยกับเรา ชื่นชมเรา
อยู่นี่ดีนะ โยม ไม่เคยเพ่งโทษ อาตมาเลย สำรวมระวังดี แล้วท่านก็เดินหายไป กับอากาศ ตาผมนี้แจ้งนอนก็นอนไม่หลับเลยต้องเดินถือเสื่อ ไปนอนเล่นที่สระน้ำพร้อมกับบริกรรมภาวนาเพื่อสะกดจิต เพื่อให้หลับลึก เมื่อจิตรวมลงถึงฐานของสมาธิ ทันใดนั้นเอง พื้นน้ำ ก็มีอาการ บ้าคลั่ง คลื่นน้ำที่สาดซัดเข้ามาใส่ร่างที่ผมนอนอยู่
พื้นที่นอน ก็เกิดอาการ หวั่นไหว พลิกหงาย พลิกคว่ำ จะทำ ให้ตกน้ำให้ได้ แต่ด้วยขนาดนั้น จิตมีความเป็นทิพย์ จึงอธิษฐาน ให้กาย เกาะติดกับ พื้น ที่นอนไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะมี มายาศาสตร์ ในลักษณะใด จิตดวงนี้ ก็ไม่กระเพื่อมตาม ในที่สุด เหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบลง ปรากฏ เป็นมานพ รูปร่าง สวยงาม บอก ข้าพเจ้า เป็นพญานาค ที่หลวงปู่ละมัย เลี้ยงดู ด้วยเหตุ ที่ข้าพเจ้า ต้องการ ผู้สอนธรรม ข้าพเจ้า รู้ว่าหลวงปู่ละมัย กำลังจะละสังขาร จึงต้องหา ครูบาอาจารย์คนใหม่ และผมก็เลือกท่าน แต่ผมจะยังไม่ไปกับท่านตอนนี้ แต่ผมให้สัญญาว่า วันสุดท้าย ผมจะทำให้รู้ว่า ผมตามมาอยู่ด้วย
เรียนเพื่อนสมาชิก วันสุดท้ายของงาน กวนข้าวทิพย์ ขณะที่รถขับ ออกจากประตูวัด วิ่งมาได้ สักระยะ ผมก็เห็น พญานาค เก้าเศียร เลื้อยออกมาจาก วัดป่าสวนสมุนไพร ตามรถ มาติดๆ ระลึกถึง คำว่า จะทำให้รู้ ผมจึง อัญเชิญท่าน ให้มาด้วยมาอยู่ด้วยกันมาภาวนาเป็นเพื่อนกัน.


ตรงไหนหรอค๊ะ เรียกว่าภาวนา ดีๆ ภาวนาที่ถูกต้อง

ภาวนาเค้าทำกันแบบนั้น จริงๆหรอค๊ะ


เรียนท่านโลกสวย
สำหรับผมถ้าภาวนาดีคือ นิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดี ฝันก็ฝันดีคือไม่ฝันร้าย
ร่างกายเบาจิตเบา
หัวสมอง โปร่งเบา
ไร้ตัวไร้ตน
มีสภาพ ไร้น้ำหนัก
ถ้าเอากันจริงๆแล้วไม่ควรสนใจกับนิมิต ไม่สนใจที่จะเห็นนรก สวรรค์
พรหมโลก
แต่วาสนาอุปนิสัยของแต่ละท่านบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันครับ
ของผมเรียนรู้จากนิมิต แล้วมาทำให้แจ้งด้วยปัญญาญาณของเราอีกที่หนึ่งครับ บางท่านท่านข้ามนิมิตไปเลยทำปัญญาให้แจ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คนแบบนี้แหละสำเร็จมรรคผลเร็วมาก
หลวงตามหาบัวท่านยืนยันว่าสมาธิมันละกิเลสไม่ได้
ต้องใช้ปัญญาละกิเลสเท่านั้น

สำหรับผมอาศัยสมาธิเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัยในการเจริญพระวิปัสสนา
เพื่อทำมรรคผลเบื้องสูงเท่านั้นครับท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็น สรุป
การทำสมาธิ ไม่มีทั้งถูกและผิดครับ
ให้มุ่งไปที่ความหลุดพ้นเท่านั้นพอ.




ดีจริงเรยค่ะ
สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
เหมาะสมแล้ว เป็นคุรุ แห่งนิกายเชื่องช้า

เรียนรู้นิมิต แล้วทำให้แจ้ง ด้วยปัญญา
ทำด้วยวิธียังไงค๊ะ

เห็นล่าว่า ไปเห็นพญานาค เก้าเศียร เป็นพญานาคตระกูลไหนค๊ะ
พญานาค แต่ละตระกูล มีเศียรและขนาด ที่ต่างกัน

เห็นเล่าว่า คนเมืองบังบด คนเมืองลับแล กระทำการด้วยฤทธิ์
สองเมืองนี้ ต่างกันยังไงค๊ะ ในคุณธรรม

ตัวอย่างที่เล่ามา ทำให้แจ้งแบบไหนค๊ะ จึงเรียกว่าทำให้แจ้งด้วยปัญญา


หาได้ไม่ท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็นนั้น
สอนธรรม
แบบฉัพพลันทันที
ท่านได้รับการรับรองจากเจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
แล้วอย่างแท้จริงยังได้สืบต่ออายุพระศาสนาวางรากฐานแบบปัญญาหลุดพ้นในประเทศญี่ปุ่น
https://youtu.be/5JCQoctWVRo

ท่านโลกสวยพญานาคจะมีกี่เศียรก็ตาม
นั่นเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
ท่านที่มีเศียรมากสูงสุดในกลุ่มพญานาค
แต่ที่ผมได้รับรู้มา
ท่านสามารถเนรมิตเศียรได้
ข้อมูลที่ผมได้รับมา
เศียรเดียวสูงสุดแล้ว สีดำตระกูลเดียวกับปู่ศรีสุทโธ

ชาวบังบดสามาร
มาแอบมีความสัมพันธุ์กับมนุษย์โลกได้อยู่

ในขณะที่ชาวลับแลท่านจะถือศีรลห้าบริสุทธิ์บำเพ็ญภาวนา ถือเรื่องการโกหก เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก.

ขอบคุณมากๆค่ะ
ชอบมากๆเรยค๊ะ เรื่องราวมหัศจรรย์ชวนฝัน

ระลึกบ่อยๆ ได้ไปเป็นสหายตามที่ระลึกนั้น

เห็นเค้าว่ากันวา องค์ศรีสุทโธอยู่ในตระกูลเอราปถะ วรกายสีเขียวมรกต
ที่คุณบอกนั้น ศรีสุทโธ นามสกุลอะไรค๊ะ เพราะสีดำ เป็นตระกูลอื่น

เห็นเค้าว่ากันว่า เมืองลับแลไม่เหลือแม้คนสุดท้ายแล้ว ท่านที่คุณเจอนั้น คงจำศีลภาวนาจนไม่รู้ว่าเมืองร้างไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เมืองแล้ว


เอ่? ท่านคุรุเอ็นโดเก็น ท่านบรรลุธรรมหรอค๊ะ
เห็นคุณกล่าวมาว่า เจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
โดยสร้างซาโตริขี้นมาใหม่
อีกอย่างหลักธรรม ต่างกันกับ สำนักฉับพลัน ของพระสังฆปรินายกค่ะ

อีกอย่าง สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
อย่างนี้ตรวจลงมหาประเทศ ตามพระวจนะ พระสูตร พระวินัย

ไม่ใช่คำสอนพระศาสดาแน่นอนค่ะ


ลูกหลานปู่ย่าจงฟัง
เราไม่ใช่พญานาคราชธรรมดานะลูกหลานปู่ทั้งเก้่า‼️.....แต่ละพระองค์เก่งกาจสามารถทุกพระองค์ เพราะพญานาคราชทุกพระองค์ที่จะขึ้นมาคุ้มครองมนุษย์คนหนึ่งได้นั้น ต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนเรียนรู้เรื่องของมนุษย์ ,กฎสวรรค์ ,และกฎเมืองพญานาคราชอย่างเคร่งครัดเช่นกัน แต่ละพระองค์ท่านก็ฝึกฝนอย่างหนักมานานนับกัลป์นับกาลเช่นกัน เพื่อที่จะลงมาบนโลกมนุษย์แบบลับๆทำภาระกิจตามหาลูกหลานวงวานศ์ และคอยปกป้องมนุษย์สรรพสัตว์และพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวครบ๕๐๐๐ปี ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน

#โดยแต่ละองค์ที่ลงมาคุ้มครองผู้มีบุญสัมพันธ์ต่อกัน จะต้องมีบุญสัมพันธ์มีกรรมร่วมกับมนุษย์คนนั้นๆมาหลายชาติ ด้วยท่านถึงจะเข้าใกล้มนุษย์คนนั้นได้ เพราะพญานาคคือเทพโอปปาติกะที่มีพิษร้ายแรงที่สุด สามารถทำลายโลกได้ มนุษย์ที่จะสัมผัสพระวรกาย หรือรับพลังไอทิพย์จากท่านได้จะต้องมีบุญร่วมชาติกันมาก่อนไม่งั้นก็จะตายได้ภายใน3วัน 7วัน หรือตายในทันที เมื่อท่านมาคุ้มครองมนุษย์คนใดจึงไม่แปลกที่มนุษย์จะโดนดัดนิสัย จึงมีพฤติกรรมต่างจากที่เคยเป็นมา นั้นเป็นผลมาจากองค์ท่านมาอยู่กับมนุษย์ มนุษย์เรียกกันติดปากว่า"คนมีองค์ในรักษา" คนมีองค์ในจะแตกต่างจากคนอื่นๆหลายประการ แต่หลักๆเลยทุกคนจะคงเคยโดนองค์ท่าน สั่งสอนหรือลงโทษเพื่อให้เรามีความสำนึกจดจำเป็นบทเรียนไว้เตือนสติไม่ให้ประมาทอย่างที่ผ่านมา การทดสอบลงโทษก็เพื่อให้มนุษย์มีวินัย มีพระธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ให้ใจระลึกถึงคุณพระ คุณเจ้า ให้รู้ถึงคุณแก้วสามประการดวงเลิศ การที่องค์ในท่านทดสอบเราก็เปรียบเสมือนเราถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้ผลออกมาสุขสดใสสว่าง แต่ก็อยู่ที่บุคคลและบุญเก่าด้วย บางคนก็สื่อนิดเดียวก็เข้าใจ แต่บางคนท่านสื่อเตือนเท่าไรก็ยังโลภมากไม่เกรงกลัวบาปกรรม ก็คงต้องโดนดีถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้จดให้จำจะได้เห็นทุกข์จากกิเลส #อาการที่เกิดจากองค์ใน มีหลายประการแปลกลึกลับพิศดารกันมากมาย แต่ที่ผู้เขียนเคยพบหลักๆจากตนเองและคนรอบข้างหลายคน มาหลายปี คือ
๑.แบบเบาๆ....หากทำในสิ่งที่ท่านไม่ชอบซึ่งท่านก็เตือนก่อนแล้ว เพราะเป็นสิ่งไม่ดีต่อตัวเรา หรือผิดศีลบ่อยๆ ไม่ค่อยสวดมนต์ผัดวันประกันพรุ้ง แสดงถึงความไม่มีสัจจะ ก็จะเจออาการแปลกๆจากภายใน โดนพิษจากพญานาคราชแบบเบาๆ เช่น ปวดหัวหนักๆ ไมเกรนขึ้นอย่างหนักข้างใดข้างหนึ่งออกทางตา ปวดแสบเจ็บจี๊ดๆ เหมือนมดกัด วิ่งไล่ตามทั่วตัวไปหมด มีอาการหงุดหงิด เป็นไข้พิษร้อนรุมเหมือนโดนพิษงู นอนไม่ค่อยหลับ จิตตกไม่อยากทำอะไรขี้เกียจ เหนื่อยเบื่อ หวิวๆหวิดๆในใจตลอดเวลา ปวดเหมือนเข็มแทง หรือรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่จนสร้างความรำคาญถึงที่สุด ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังทำผิดกฎที่ท่านตั้งเอาไว้ ภาวนาชินบัญชรมากๆ๑๐๘จบยิ่งดี เพื่ออ้อนองค์ใน อ้อนท่านให้ท่านเมตตา อ้อนวอนขอให้ท่านสงสารว่าเราทรมานมาก ขอพระองค์ได้โปรดสงสัยมนุษย์ที่โง่เขลา .....อะไรก็อ้อนไปถ้าใครเจอแบบที่๑คราวๆ ยังมีอีกสารพัด ปกติต้องใช้จิตดูเท่านั้น ๒.แบบที่๒ ทำความผิด ศีลข้อ3 และไม่รักษาสัจจะต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะต่อท่าน เมื่อท่านต้องการให้มีเราธรรมในใจ มีความรักสันโดษ ซื่อตรงต่อศีลธรรม ประพฤติตนเป็นคนมีศีล เป็นกฎหลักที่มนุษย์พุทธกาลควรมี แต่ปัจจุบันมนุษย์กลายเป็นเปรตเป็นผี ไม่สมชาติที่มาเกิดเป็นมนุษย์
-องค์ในบางพระองค์ท่านฝึกมาดี ท่านจะรักษาสัจจะสูงสุดยอดเยี่ยมมาก ไม่พลาดก็คือไม่พลาด และท่านจะเกลียดที่สุดคือคนเจ้าชู้มักมากในกามตัณหาราคะ ชอบมะโนฝันถึงแต่พญานาคองค์อื่นๆแทนที่จะ ตั้งใจฝึกภาวนาจะได้เข้าถึงกระแสองค์ท่าน จะได้เปิดตาในมองเห็นท่าน และรู้อะไรตามภาระกิจของตนเอง มั่วแต่ผิดศีลมั่วคู่ เป็นศีลข้อที่พญานาคราชเกลียดที่สุด กรณีนี้จะเจอหนักหน่อย .......#เมื่อองค์ในท่านมาก็จะโดนท่านดัดสันดานลงโทษอย่างหนักหน่อย โดนท่านลงโทษดีกว่าเจ้ากรรมนายเวรมาถึงตัวอาจจะไม่รอด นับจากโบราณกาลมา การผิดประเวณีนับเป็นยอดแห่งความชั่ว บทลงโทษในโลกมนุษย์นับว่าหนักแล้ว แต่บทลงโทษในนรกยิ่งหนักเพิ่มขึ้น วิธีการลงโทษมีหลากหลายประการ ดังนั้นเมื่อท่านมาก็จะโดนอย่างหนักบางคนหมดสารรูป สติเหมือนคนโดนของ อาการเหมือนคนวิปราส นั่งสมาธิก็โดนลงโดนแทรกเลื้อยแบบงู กินแบบงู นั้นเพราะศีลพร่อง คนศีลดีจะไม่นั่งสมาธิเลื้อยหรือสมาธิบ้า เพราะศีลจะรักษาผู้ปฎิบัติธรรม มักเจออุบัติเหตุบ่อย จะทำการงานอะไรไม่ค่อยเจริญขัดสน ติดขัดตลอดเพราะผิดสัจจะต่อเทวดา ป่วยบ่อยรัศมีไม่สว่าง ดวงจิตเศร้าหมอง ของจะเข้าตัวง่าย ไปทางไหนก็จะเจอคนลองของ ปวดเนื้อตัวตลอดเวลา เงินทองที่ได้มาก็จะหมดลงในที่สุด คนที่ผิดข้อนี้ให้พยายามถอยห่างและเลิกซะก่อนที่องค์ในจะหมดความอดทน และหนี้หายไปในที่สุด เมื่อนั้นเจ้ากรรมมาถึงตัว ท่านจะเคราะร้ายกว่านี้หลายล้านเท่า #เรื่องราวของพญานาคราชมีมานานแสนนานตั้งแต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นบนโลก ท่านบำเพ็ญเพียรมาหลายอสงไขย์ เพื่อรอพระพุทธเจ้ามากำเนิดโปรดสรรพสัตว์บนโลก พญานาคราชหลายพระองค์ร่วมถึง องค์นาคาธิบดีนาคราชหลายพระองค์ หรือ "พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ยิ่งท่านบำเพ็ญเพียรท่านยิ่งมีบารมีมาก และที่สำคัญท่านเป็นเทพโอปปาติกะที่ลึกลับมีสิทธิเด็ดขาดสั่งเป็นสั่งตาย เทพ เทวดา มนุษย์ และอื่นๆได้โดยไม่ผิด ท่านแค่หนี้ไปบำเพ็ญเพียรก็เลื่อนภูมิได้สบายมาก นั้นจึงเป็นเหตุผลที่มีแต่พญานาคราชเท่านั่นได้ปกป้องพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในวันตรัสรู้ เช่น"พญามุจลินทร์นาคราช" ปกป้องพระศาสดาในวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระนาคปรกในปัจจุบัน ยังมีอีกมากมาย ฉนั้นลูกหลานปู่ อย่ารอเวลาอีกเลย

ส่วนนครลับแลมีอยู่
เกือบทุกที่ เป็นมิติทับซ้อนอยู่กับโลกเรานี่เองเราเค้าก็มีอายุยืนมากเป็นพันๆปี อย่างเคสที่ผมเจอที่พระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
ครูบาชัยวงศา
สถานที่นี้เป็นที่ผมได้ผมกับเรื่องไม่ควรคิดคิดมากจะทำให้เป็นบ้า
ทันที ที่ผมมาถึงพระบาทห้วยต้ม
ผมก็อยากจะพักผ่อน เนื่องจากเพลียมากในระหว่างเดินทาง คิดจะพักเอาแรง ขนาดที่นอนอยู่นั่นเองกายทิพย์ ก็หลุดออกจากกายเนื้อ ลอยไปในอากาศแล้วได้พบกับท่านปักษาวายุ
มาอุ้มร่างแล้วยังชักชวนให้ผมไปเที่ยวบ้านเมืองของเขานครกลางหาวพร้อมทั้งพาร่างของผมสูงขึ้นไปกลางหาว ผมร้องเอะอะโวยวาย ไม่เอาไม่ไปจะพักผ่อนจะนอนผมดิ้นจน พลัดตก จากการอุ้มของท่านปักษาวายุ ตกลงมาจากเบื้องบนลงมาที่ร่างที่นอนอยู่นั้นเองเข้าร่างกายหยาบได้อย่างพบดิบพอดี
แล้วหลับต่อตั้งแต่หกโมงเย็น กลุ่มที่มาด้วยกันมาปลุกให้ผมลุกไปทานข้าวผมก็ปฏิเสธนอนต่อไปจนเลยมาถึงสองทุ่ม มาตื่นอีกครั้ง ถูกปลุกด้วยกลุ่มทหารหญิงเมืองลับแล
ท่านตื่น จักรพรรดินี แห่งเมืองลับแลอยากจะพบท่านได้ยินมาว่า ท่านสามารถพูดได้หลายภาษา เจ้าแม่ให้มาเชิญ ท่านไปพบ การพูดคุยกับ กายทิพย์ เป็นเรื่องปกติ สำหรับ ผู้ที่ทรงฌานอยู่ หากผมไปตอนนี้ยุ่งไม่หามร่างผมไปเหรอ
ไม่หรอกท่าน พวกเราจะเนรมิตมุ้งทิพย์ครอบร่างท่านไว้ จะไม่มี ยุงมากัด ลิ้นมาไต่ไรมาตอมร่างท่านได้เลย
ผมจึงยินยอมตาม
ทหารหญิงแห่งนครลับแลไป ทันทีที่มาถึงเมื่อยืนต่อหน้า บัลลังก์ จักรพรรดินี ถามด้วยประโยคได้ข่าวว่าท่านนั้นพูดได้หลายภาษาเป็นความจริงไหม เป็นความจริงท่าน แต่ต้องอยู่ใน ภาวะ ของความเป็นทิพย์ ถึงจะทำได้ถ้าไม่ได้
ทรงอยู่ในอารมณ์ของความเป็นทิพย์ก็จะพูดได้แค่ภาษาไทยภาษาเดียว ถ้าเช่นนั้น ท่านกับเรามาแข่งกันใครจะนั่งสมาธิได้นานกว่ากัน แล้วผมก็เลือก เข้าที่นั่งสมาธิลงในที่ จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเวลานาน แค่ไหน ผมไม่ทราบ มารู้สึกตัว อีกครั้ง ตอนที่ คนของเมืองลับแล ปลุกให้ตื่น ท่านออกจากสมาธิได้แล้วเราจะไปส่งท่าน เมื่อลืมตาขึ้นกับพบว่า จักรพรรดินีออกจากสมาธิก่อนเรา ด้วยเป็นเวลาใกล้จะเช้าแล้วหากขืนชักช้าอยู่จะต้องเกิดเรื่องราวใหญ่โตแน่เจ้านางและบริวารจึงต้องรีบปลุกให้ตื่น จากบัลลังก์สมาธิ เมื่อท่านมาส่ง ถึงร่างเรามองเห็นกาย เนื้อ มีมุ้งเป็นตาข่ายใยแก้วกางกั้นอยู่ เสียงกำชับให้รีบกลับเข้าร่าง ก่อนเดินเข้าไป ได้กล่าวร่ำลา เจ้านาง ทั้งหลายเมื่อกายทิพย์นอนลงทาบทับกายหยาบอย่างสนิทดีแล้ว สติสัมปชัญญะ ร่างกาย ก็เริ่มขยับ เขยื้อนได้ ภาวะแห่งความเป็นพิษที่ยับยั้งอยู่ ก็คลายออก ขณะที่ลืมตาเนื้ออยู่นั้น ก็เห็นด้วยตาหยาบว่ามีมุ้งทิพย์กำลัง อันตรธาน หายไป อย่างช้าๆ เมื่อสำรวจตรวจดูร่างกายที่นอน อยู่บนพื้นห้อง ไม่มี ล่องลอย ของยุง กัดเลย สักนิดก็ไม่มี สาธุสาธุ สาธุ เราแค่เล่าสู่กันฟัง เรื่องเทพนิยายที่เราได้ประสบมาด้วยตัวเองที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มท่านโลกสวย



ให้ท่านศึกษาได้จากยูทูปตามข้างล่างครับชีวะประวัติ
พระณานาจารย์โดเก็น

https://youtu.be/5JCQoctWVRo
ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc


ดีน๊ะค๊ะ
คุณได้มีประสบการณ์หลายอย่าง ที่ได้ผ่านมา

"ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน"


ก็อย่างนั้นน่ะสิค๊ะ

จะไปรอในยุคพระศรีอาริยะเมตไตร ทำไม
เพราะนี่ยังเป็นยุค พระสมณโคดม ยังมีอยู่

อายุเมืองลับแล เป็นพันๆปี แต่ไม่ถึงพันปีที่สามไม่ใช่หรอค๊ะ

เมืองที่อยู่ไต้ลำพูน ครูบาหลายๆท่าน
และบรรดาเกจิทางเหนือ ไม่ได้เรียกว่าลับแล แต่เรียกว่า โยนกนคร

งั้นต้องให้ คุณต้องเล่าเรื่องโยนกนคร ต่ออีกแล้วหล่ะค่ะ
จะได้ทราบความแตกต่าง ระหว่างเมืองต่างๆที่คุณเล่ามา

การเรียงลำดับของมิติต่างๆ เรียงกันยังไงค๊ะ อันไหนไกล้โลกที่สุด

คุณนั่งสมาธิได้นาน ได้ทน เก่งมากเรย ขอชมเชย

พอลงนั่งสมาธิ หลับตาลงปุ๊ป ทุกคนในนั้น ลุกหายไปทำกิจวัตรอย่างอื่นกันหมด
โดยคุณไม่มีความรู้สึกรู้ตัว ก็เรยโดนปล่อย ให้นั่งหัวโด่คนเดียว

สมาธิแปลว่า ทรงไว้ซึ่งความสงบ องค์ธรรมของสมาธิ คือ เอกคัคคาจิต
สมาธิ ไม่ได้แปลว่า นั่งนาน นั่งทน
แต่สมาธิ อยู่ได้ในทุกอิริยาบท

การร่อนค่อยๆแกะ เอาเปลือกออก มักจะใช้เวลานานมาก
อีกหลายชาติ กว่าจะถึงแก่น


ผมเห็นหลายคนให้ความเห็นว่านี่เป็นยุคพระโคดม

แต่ไม่ฉุกคิดการปฏิบัติธรรมก็ไม่อ้างกาลอ้างเวลาอ้างสถานที่เช่นกัน

และครูบาอาจารย์หลายองค์ที่ออกมาแสดงตัวว่าตนไม่รอพระศรีมาตรัสแล้ว
บอกเป็น นัยยะว่าตัวของท่านสำเร็จแล้ว แล้วในส่วนที่ยังไม่สำเร็จก็ยังมีอีกมากแล้วหากยุคพระพุทธะโคดมยังไม่สำเร็จก็ยิ่งมีแต่จะออกห่างการตรัสรู้ยิ่งขึ้นไปๆ
เพราะไม่สามารถช่วยตัวเองได้

สมาธิมีตั้งแต่ความสงบเล็กน้อย ถึงสงบมาก และสงบมากที่สุดถึงอย่างไรเสียก็ยังไม่เรียก สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ได้เลย ตรงนี้ เรียกภูมิสมถะ กรรมฐาน

ส่วนชั้นภูมิ ของพระวิปัสสนา กรรมฐาน จะต้อง เข้าใจ กฎของไตรลักษณ์สนะญาณ อย่างแจ่มแจ้ง จนได้ดวงวิมุต หลุดพ้น จิตระดับนี้ ถึงจะเข้า ชั้นภูมิ ของสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ที่ท่าน โลกสวย มักจะถาม เอาคำตอบ กับผม อยู่ตลอดเวลาที่เข้ามาโฟสแสดงความคิดเห็น

ส่วนใหญ่เราจะมักติดกับคำว่า เรียบร้อย สำรวม ทั้งที่ในความเป็นจริงพระอริยะเจ้าท่านมีจริตที่แตกต่างกัน ท่านที่เรียบร้อยก็มี ท่านที่ไม่เรียบร้อยก็มี ท่านที่ชอบซ่อนแอบก็มีครับ ท่านที่ปลอมตัวก็มี ท่านที่ใช้อัตตานำก็มี และส่วนใหญ่เราจะชอบเอาจิตเราไปวัดกันซะมาก ไม่รู้ว่านั่นนะคือโทษมหันต์

สำหรับตัวเองเวลาดูพระจะดูเรื่องการละ สังโยชน์ เป็นหลักครับ

มีการแบ่งพระเป็นสี่แบบนะ
หม้อเปล่าปิด หม้อเปล่าเปิด
หม้อเต็มปิด หม้อเต็มเปิด

หม้อเปล่า คือ พระปุถุชน
หม้อเต็ม คือ พระอริยเจ้า
หม้อปิด คือ จริยาอาการเรียบร้อย
หม้อเปิด คือ จริยาอาการไม่เรียบร้อย

ที่เรามักจะโดนหลอกก็คือ พวกหม้อเปล่าปิด
พระเรียบร้อยๆ แต่เป็นพระปุถุชน เราก็ไปนึกว่าเขาเป็นพระอริยเจ้า
พูดจานิ่มนวล ตามหลักตามเกณฑ์ มีเหตุมีผล ดูดีมีวินัย

ส่วนที่เรามักจะไปปรามาสเป็นบาปเป็นกรรม ก็คือ พระหม้อเต็มเปิด
พระแบบนี้บางทีท่านก็นุ่งห่มไม่เรียบร้อยนัก พูดจาก็ไม่ไพเราะเสนาะหู
กระโดกกระเดก บางทีก็ทำอะไรเกินๆไปบ้างตามความรู้สึกเรา

อย่าไปจับที่เปลือกภายนอก เสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้แต่คำพูดจา อย่าไปถือตรงนั้นเป็น เรื่องราว อย่างที่บอกหม้อเปล่าปิด หม้อเต็มเปิด โดนหลอก หรือเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะความไม่รู้จริง ของเราท่านเองแท้ๆ

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เป็นเพียงเครื่องอาศัยสำหรับไว้สร้างบารมี ไม่ใช่มีไว้สำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะเราเกิดมาในโลกนี้ ก็เพียงอาศัยสิ่งเหล่านี้สร้างบารมีเท่านั้น อย่าไปคิดว่ามันเป็นจริงเป็นจังอะไร สมบัติทั้งหลายเป็นของกลางของโลก ที่จะช่วยให้เราสร้างบารมีได้สะดวกสบาย เราจะได้มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระของชีวิต ที่เป็นความจริงของพระอริยเจ้า

การบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้นั้น ไม่ใช่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือ ว่านอน แต่มันหมายถึงเราเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ด้วยปัญญาของเราเอง
เมื่อนั้น พระพุทธะ
กับ คนธรรมดาก็จะแตกต่างกันแค่
พระพุทธะนั้นลืมตาแล้วเป็นผู้ รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในธรรม
ส่วนคนธรรมดานั้น ยังไม่ลืมตาตื่น ยังไม่เป็นผู้รู้ยังไม่ตื่นยังไม่เบิกบานในธรรม

การนั่งสมาธิจะให้นานก็อยู่ตรงที่ฝึกเอาประเภทนี้นั่งทนทนนั่งทั้งที่ จิตยังฟุ้งซ่าน

ไม่เหมือนอย่างท่าน ที่นั่ง เพราะเสวยวิมุตติธรรม จะนั่ง นาน ไม่นาน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะจิต ไม่มีเวทนา เหมือนอย่าง ปุถุชน ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส พันขันธ์ทั้ง ๕ เต็มไปด้วย ความทะยานอยาก ในตัณหา ๓ ประการ อันได้แก่
๑.กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามารมณ์ไม่สิ้นสุดไม่พอไม่เต็ม
๒. ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นไม่สิ้นสุดไม่มีเมืองพอ
๓. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น คือ ต้องการผลักไสสิ่งที่มีอยู่แล้วให้พ้นตัว

ดังที่กลาวมาใครข้ามเงื้อนไขทั้งสามประการนี้ได้

ผู้นั้นจะได้ ดื่มด่ำในรสพระนิพพาน อย่างน้อยสุด จิตท่านนั้น ก็จะตกกระแสนิพพาน(มีดวงตาเห็นธรรม)
เหมือนอย่าง ท่าน พระอัญญาโกณฑัญญะ ในชั้นแรก บรรลุ ถึงความเป็น พระโสดาบันปฏิผล มีคติ ไม่ตกต่ำ สุดท้ายแล้ว ต้องได้สำเร็จ เป็นพระอรหันต์.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 17:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1633

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
sssboun เขียน:
สิ่งที่ล่วงเลยผ่านมาแล้วก็เป็นเพียงบทเรียนสอนเรา
ไม่อาจเรียกให้หวนคืนกลับมาได้ ช่วงปีที่่ผ่านมาเสียงระ
ฆังก็เริ่มดังมาอีกแล้ว แต่แตกต่างจากเมื่อก่อนคือดังไม่แรง
และดังตอนผมบิดขี้เกียจ ตอนเหนื่อยๆ หรือตื่นนอนจะมีตอน
หาวบ้างเล็กน้อย สงสัยเทวาจะตามมาถึงบ้านผมเลยนะครับ
เมื่อก่อนอยู่วัดป่าดัง แต่ตอนนี้มาถึงบ้านเลย ผมไม่รบกวนแล้ว
ให้โอกาสเพื่อนๆสมาชิกท่านอื่นได้ชักถามกันครับ


เรื่องของการฉุดช่วยอำนาจของ
ความเมตตาที่แผ่ออกไปออกไปสิ่งที่เป็นทิพย์รับสัมผัสได้กระแสจิตที่ดับเย็นแล้ว
จากเรื่องที่จะนำเสนอนี้เกิดในพื้นที่จ.ขอนแก่น คือผมได้ปีนเขาขึ้นไปเที่ยววิเวกเล่นอยู่บนสันเขาภาวนาอยู่บนลานหินที่มีผิวลื่นมัน นั่งอยู่ตามก้อนหินบนเขาลูกนั้น ตกเย็นก็ลงจากเขา มาปักกลดใกล้ ริมลำธารน้ำ นั่งภาวนาอยู่ผู้เดียวในป่าปรากฏจิตสว่างก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
มาพันรอบกลดด้วยความ รวดเร็วราวกับพายุหมุน
ผมนั่งหลับตาอยู่ในกลด จินตนาการ น่าจะเป็นงู และก็ต้องเป็นงูจงอาง เพราะเป็นเวลาออกหากินของเขานับภาวนาเราถ้าเจอ งูหรือผี จะช่วย ให้ภาวนา ดีมากๆ เพราะ จะไม่เอาจิต ออกนอกตัว จิตไม่มีทางส่งนอก ผมรู้แต่ว่าคืนนั้นนอนน้อยมาก สติดีมาก ไม่ออกไปเล่น กับนิมิต จนใกล้เช้าเอนกายพักผ่อนฝันไปว่า มีบุรุษรูปงาม เป็นหัวหน้า ชาวลับแล ได้เดินเข้ามา และกล่าวอย่างสุภาพ กระผม และบริวารอยู่บนภูเขา ได้รับเมตตา กระแสจิต ที่เยือกเย็นแผ่ออกมา เราได้รับ ความเย็น เย็นไปทั้งภูเขา ผมและบริวาร จึงลงจากเขา มาส่งท่าน และก็อยู่ เป็นเพื่อนท่าน แล้วหัวหน้าลับแล ก็ชี้ ไปบริเวณรอบๆ ทั้งชาวลับแลทั้งชาวบังบดเต็มพื้นที่บริเวณที่ผมปรากฏอยู่นั้น ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์ ลม หมุนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ งูจงอาง อย่างที่ผมเข้าใจ แต่เป็นด้วย การกระทำฤทธิ์ของ ชาวบังบด และลับแล ที่ท่าน ตามมาส่ง

ในที่นี้ ใครรู้จัก สำนักสวนสมุนไพร หลวงปู่ละมัยครับ คือในปีนั้น มีการอาบน้ำเปลี่ยนผ้าให้กับหลวงปู่ละมัย และผมก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วย กลุ่มของผมก็หาที่พัก คืนนั้นอากาศร้อนมาก
ได้ภาวนาอยู่ในห้องจนมองเห็นกายทิพย์หรือรูปสมมติ
ของหลวงปู่ละมัย ท่านเดินเข้ามาหาเราและพูดคุยกับเรา ชื่นชมเรา
อยู่นี่ดีนะ โยม ไม่เคยเพ่งโทษ อาตมาเลย สำรวมระวังดี แล้วท่านก็เดินหายไป กับอากาศ ตาผมนี้แจ้งนอนก็นอนไม่หลับเลยต้องเดินถือเสื่อ ไปนอนเล่นที่สระน้ำพร้อมกับบริกรรมภาวนาเพื่อสะกดจิต เพื่อให้หลับลึก เมื่อจิตรวมลงถึงฐานของสมาธิ ทันใดนั้นเอง พื้นน้ำ ก็มีอาการ บ้าคลั่ง คลื่นน้ำที่สาดซัดเข้ามาใส่ร่างที่ผมนอนอยู่
พื้นที่นอน ก็เกิดอาการ หวั่นไหว พลิกหงาย พลิกคว่ำ จะทำ ให้ตกน้ำให้ได้ แต่ด้วยขนาดนั้น จิตมีความเป็นทิพย์ จึงอธิษฐาน ให้กาย เกาะติดกับ พื้น ที่นอนไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะมี มายาศาสตร์ ในลักษณะใด จิตดวงนี้ ก็ไม่กระเพื่อมตาม ในที่สุด เหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มสงบลง ปรากฏ เป็นมานพ รูปร่าง สวยงาม บอก ข้าพเจ้า เป็นพญานาค ที่หลวงปู่ละมัย เลี้ยงดู ด้วยเหตุ ที่ข้าพเจ้า ต้องการ ผู้สอนธรรม ข้าพเจ้า รู้ว่าหลวงปู่ละมัย กำลังจะละสังขาร จึงต้องหา ครูบาอาจารย์คนใหม่ และผมก็เลือกท่าน แต่ผมจะยังไม่ไปกับท่านตอนนี้ แต่ผมให้สัญญาว่า วันสุดท้าย ผมจะทำให้รู้ว่า ผมตามมาอยู่ด้วย
เรียนเพื่อนสมาชิก วันสุดท้ายของงาน กวนข้าวทิพย์ ขณะที่รถขับ ออกจากประตูวัด วิ่งมาได้ สักระยะ ผมก็เห็น พญานาค เก้าเศียร เลื้อยออกมาจาก วัดป่าสวนสมุนไพร ตามรถ มาติดๆ ระลึกถึง คำว่า จะทำให้รู้ ผมจึง อัญเชิญท่าน ให้มาด้วยมาอยู่ด้วยกันมาภาวนาเป็นเพื่อนกัน.


ตรงไหนหรอค๊ะ เรียกว่าภาวนา ดีๆ ภาวนาที่ถูกต้อง

ภาวนาเค้าทำกันแบบนั้น จริงๆหรอค๊ะ


เรียนท่านโลกสวย
สำหรับผมถ้าภาวนาดีคือ นิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดี ฝันก็ฝันดีคือไม่ฝันร้าย
ร่างกายเบาจิตเบา
หัวสมอง โปร่งเบา
ไร้ตัวไร้ตน
มีสภาพ ไร้น้ำหนัก
ถ้าเอากันจริงๆแล้วไม่ควรสนใจกับนิมิต ไม่สนใจที่จะเห็นนรก สวรรค์
พรหมโลก
แต่วาสนาอุปนิสัยของแต่ละท่านบำเพ็ญมาไม่เหมือนกันครับ
ของผมเรียนรู้จากนิมิต แล้วมาทำให้แจ้งด้วยปัญญาญาณของเราอีกที่หนึ่งครับ บางท่านท่านข้ามนิมิตไปเลยทำปัญญาให้แจ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คนแบบนี้แหละสำเร็จมรรคผลเร็วมาก
หลวงตามหาบัวท่านยืนยันว่าสมาธิมันละกิเลสไม่ได้
ต้องใช้ปัญญาละกิเลสเท่านั้น

สำหรับผมอาศัยสมาธิเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัยในการเจริญพระวิปัสสนา
เพื่อทำมรรคผลเบื้องสูงเท่านั้นครับท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็น สรุป
การทำสมาธิ ไม่มีทั้งถูกและผิดครับ
ให้มุ่งไปที่ความหลุดพ้นเท่านั้นพอ.




ดีจริงเรยค่ะ
สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
เหมาะสมแล้ว เป็นคุรุ แห่งนิกายเชื่องช้า

เรียนรู้นิมิต แล้วทำให้แจ้ง ด้วยปัญญา
ทำด้วยวิธียังไงค๊ะ

เห็นล่าว่า ไปเห็นพญานาค เก้าเศียร เป็นพญานาคตระกูลไหนค๊ะ
พญานาค แต่ละตระกูล มีเศียรและขนาด ที่ต่างกัน

เห็นเล่าว่า คนเมืองบังบด คนเมืองลับแล กระทำการด้วยฤทธิ์
สองเมืองนี้ ต่างกันยังไงค๊ะ ในคุณธรรม

ตัวอย่างที่เล่ามา ทำให้แจ้งแบบไหนค๊ะ จึงเรียกว่าทำให้แจ้งด้วยปัญญา


หาได้ไม่ท่านโลกสวย
คุรุเอ็นโดเก็นนั้น
สอนธรรม
แบบฉัพพลันทันที
ท่านได้รับการรับรองจากเจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
แล้วอย่างแท้จริงยังได้สืบต่ออายุพระศาสนาวางรากฐานแบบปัญญาหลุดพ้นในประเทศญี่ปุ่น
https://youtu.be/5JCQoctWVRo

ท่านโลกสวยพญานาคจะมีกี่เศียรก็ตาม
นั่นเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
ท่านที่มีเศียรมากสูงสุดในกลุ่มพญานาค
แต่ที่ผมได้รับรู้มา
ท่านสามารถเนรมิตเศียรได้
ข้อมูลที่ผมได้รับมา
เศียรเดียวสูงสุดแล้ว สีดำตระกูลเดียวกับปู่ศรีสุทโธ

ชาวบังบดสามาร
มาแอบมีความสัมพันธุ์กับมนุษย์โลกได้อยู่

ในขณะที่ชาวลับแลท่านจะถือศีรลห้าบริสุทธิ์บำเพ็ญภาวนา ถือเรื่องการโกหก เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก.

ขอบคุณมากๆค่ะ
ชอบมากๆเรยค๊ะ เรื่องราวมหัศจรรย์ชวนฝัน

ระลึกบ่อยๆ ได้ไปเป็นสหายตามที่ระลึกนั้น

เห็นเค้าว่ากันวา องค์ศรีสุทโธอยู่ในตระกูลเอราปถะ วรกายสีเขียวมรกต
ที่คุณบอกนั้น ศรีสุทโธ นามสกุลอะไรค๊ะ เพราะสีดำ เป็นตระกูลอื่น

เห็นเค้าว่ากันว่า เมืองลับแลไม่เหลือแม้คนสุดท้ายแล้ว ท่านที่คุณเจอนั้น คงจำศีลภาวนาจนไม่รู้ว่าเมืองร้างไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เมืองแล้ว


เอ่? ท่านคุรุเอ็นโดเก็น ท่านบรรลุธรรมหรอค๊ะ
เห็นคุณกล่าวมาว่า เจ้าอาวาสพุทธมหายานประเทศจีนว่าท่านได้บรรลุธรรม
โดยสร้างซาโตริขี้นมาใหม่
อีกอย่างหลักธรรม ต่างกันกับ สำนักฉับพลัน ของพระสังฆปรินายกค่ะ

อีกอย่าง สมาธิที่ไม่มีทั้งถูกและผิด
เรยไม่มี ไม่รู้จัก ว่าอย่างไรคือสัมมาสมาธิ หรือ อย่างไรคือมิจฉาสมาธิ
อย่างนี้ตรวจลงมหาประเทศ ตามพระวจนะ พระสูตร พระวินัย

ไม่ใช่คำสอนพระศาสดาแน่นอนค่ะ


ลูกหลานปู่ย่าจงฟัง
เราไม่ใช่พญานาคราชธรรมดานะลูกหลานปู่ทั้งเก้่า‼️.....แต่ละพระองค์เก่งกาจสามารถทุกพระองค์ เพราะพญานาคราชทุกพระองค์ที่จะขึ้นมาคุ้มครองมนุษย์คนหนึ่งได้นั้น ต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนเรียนรู้เรื่องของมนุษย์ ,กฎสวรรค์ ,และกฎเมืองพญานาคราชอย่างเคร่งครัดเช่นกัน แต่ละพระองค์ท่านก็ฝึกฝนอย่างหนักมานานนับกัลป์นับกาลเช่นกัน เพื่อที่จะลงมาบนโลกมนุษย์แบบลับๆทำภาระกิจตามหาลูกหลานวงวานศ์ และคอยปกป้องมนุษย์สรรพสัตว์และพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวครบ๕๐๐๐ปี ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน

#โดยแต่ละองค์ที่ลงมาคุ้มครองผู้มีบุญสัมพันธ์ต่อกัน จะต้องมีบุญสัมพันธ์มีกรรมร่วมกับมนุษย์คนนั้นๆมาหลายชาติ ด้วยท่านถึงจะเข้าใกล้มนุษย์คนนั้นได้ เพราะพญานาคคือเทพโอปปาติกะที่มีพิษร้ายแรงที่สุด สามารถทำลายโลกได้ มนุษย์ที่จะสัมผัสพระวรกาย หรือรับพลังไอทิพย์จากท่านได้จะต้องมีบุญร่วมชาติกันมาก่อนไม่งั้นก็จะตายได้ภายใน3วัน 7วัน หรือตายในทันที เมื่อท่านมาคุ้มครองมนุษย์คนใดจึงไม่แปลกที่มนุษย์จะโดนดัดนิสัย จึงมีพฤติกรรมต่างจากที่เคยเป็นมา นั้นเป็นผลมาจากองค์ท่านมาอยู่กับมนุษย์ มนุษย์เรียกกันติดปากว่า"คนมีองค์ในรักษา" คนมีองค์ในจะแตกต่างจากคนอื่นๆหลายประการ แต่หลักๆเลยทุกคนจะคงเคยโดนองค์ท่าน สั่งสอนหรือลงโทษเพื่อให้เรามีความสำนึกจดจำเป็นบทเรียนไว้เตือนสติไม่ให้ประมาทอย่างที่ผ่านมา การทดสอบลงโทษก็เพื่อให้มนุษย์มีวินัย มีพระธรรมเกิดขึ้นที่ใจ ให้ใจระลึกถึงคุณพระ คุณเจ้า ให้รู้ถึงคุณแก้วสามประการดวงเลิศ การที่องค์ในท่านทดสอบเราก็เปรียบเสมือนเราถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้ผลออกมาสุขสดใสสว่าง แต่ก็อยู่ที่บุคคลและบุญเก่าด้วย บางคนก็สื่อนิดเดียวก็เข้าใจ แต่บางคนท่านสื่อเตือนเท่าไรก็ยังโลภมากไม่เกรงกลัวบาปกรรม ก็คงต้องโดนดีถูกเฆี่ยนตีเพื่อให้จดให้จำจะได้เห็นทุกข์จากกิเลส #อาการที่เกิดจากองค์ใน มีหลายประการแปลกลึกลับพิศดารกันมากมาย แต่ที่ผู้เขียนเคยพบหลักๆจากตนเองและคนรอบข้างหลายคน มาหลายปี คือ
๑.แบบเบาๆ....หากทำในสิ่งที่ท่านไม่ชอบซึ่งท่านก็เตือนก่อนแล้ว เพราะเป็นสิ่งไม่ดีต่อตัวเรา หรือผิดศีลบ่อยๆ ไม่ค่อยสวดมนต์ผัดวันประกันพรุ้ง แสดงถึงความไม่มีสัจจะ ก็จะเจออาการแปลกๆจากภายใน โดนพิษจากพญานาคราชแบบเบาๆ เช่น ปวดหัวหนักๆ ไมเกรนขึ้นอย่างหนักข้างใดข้างหนึ่งออกทางตา ปวดแสบเจ็บจี๊ดๆ เหมือนมดกัด วิ่งไล่ตามทั่วตัวไปหมด มีอาการหงุดหงิด เป็นไข้พิษร้อนรุมเหมือนโดนพิษงู นอนไม่ค่อยหลับ จิตตกไม่อยากทำอะไรขี้เกียจ เหนื่อยเบื่อ หวิวๆหวิดๆในใจตลอดเวลา ปวดเหมือนเข็มแทง หรือรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่จนสร้างความรำคาญถึงที่สุด ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังทำผิดกฎที่ท่านตั้งเอาไว้ ภาวนาชินบัญชรมากๆ๑๐๘จบยิ่งดี เพื่ออ้อนองค์ใน อ้อนท่านให้ท่านเมตตา อ้อนวอนขอให้ท่านสงสารว่าเราทรมานมาก ขอพระองค์ได้โปรดสงสัยมนุษย์ที่โง่เขลา .....อะไรก็อ้อนไปถ้าใครเจอแบบที่๑คราวๆ ยังมีอีกสารพัด ปกติต้องใช้จิตดูเท่านั้น ๒.แบบที่๒ ทำความผิด ศีลข้อ3 และไม่รักษาสัจจะต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะต่อท่าน เมื่อท่านต้องการให้มีเราธรรมในใจ มีความรักสันโดษ ซื่อตรงต่อศีลธรรม ประพฤติตนเป็นคนมีศีล เป็นกฎหลักที่มนุษย์พุทธกาลควรมี แต่ปัจจุบันมนุษย์กลายเป็นเปรตเป็นผี ไม่สมชาติที่มาเกิดเป็นมนุษย์
-องค์ในบางพระองค์ท่านฝึกมาดี ท่านจะรักษาสัจจะสูงสุดยอดเยี่ยมมาก ไม่พลาดก็คือไม่พลาด และท่านจะเกลียดที่สุดคือคนเจ้าชู้มักมากในกามตัณหาราคะ ชอบมะโนฝันถึงแต่พญานาคองค์อื่นๆแทนที่จะ ตั้งใจฝึกภาวนาจะได้เข้าถึงกระแสองค์ท่าน จะได้เปิดตาในมองเห็นท่าน และรู้อะไรตามภาระกิจของตนเอง มั่วแต่ผิดศีลมั่วคู่ เป็นศีลข้อที่พญานาคราชเกลียดที่สุด กรณีนี้จะเจอหนักหน่อย .......#เมื่อองค์ในท่านมาก็จะโดนท่านดัดสันดานลงโทษอย่างหนักหน่อย โดนท่านลงโทษดีกว่าเจ้ากรรมนายเวรมาถึงตัวอาจจะไม่รอด นับจากโบราณกาลมา การผิดประเวณีนับเป็นยอดแห่งความชั่ว บทลงโทษในโลกมนุษย์นับว่าหนักแล้ว แต่บทลงโทษในนรกยิ่งหนักเพิ่มขึ้น วิธีการลงโทษมีหลากหลายประการ ดังนั้นเมื่อท่านมาก็จะโดนอย่างหนักบางคนหมดสารรูป สติเหมือนคนโดนของ อาการเหมือนคนวิปราส นั่งสมาธิก็โดนลงโดนแทรกเลื้อยแบบงู กินแบบงู นั้นเพราะศีลพร่อง คนศีลดีจะไม่นั่งสมาธิเลื้อยหรือสมาธิบ้า เพราะศีลจะรักษาผู้ปฎิบัติธรรม มักเจออุบัติเหตุบ่อย จะทำการงานอะไรไม่ค่อยเจริญขัดสน ติดขัดตลอดเพราะผิดสัจจะต่อเทวดา ป่วยบ่อยรัศมีไม่สว่าง ดวงจิตเศร้าหมอง ของจะเข้าตัวง่าย ไปทางไหนก็จะเจอคนลองของ ปวดเนื้อตัวตลอดเวลา เงินทองที่ได้มาก็จะหมดลงในที่สุด คนที่ผิดข้อนี้ให้พยายามถอยห่างและเลิกซะก่อนที่องค์ในจะหมดความอดทน และหนี้หายไปในที่สุด เมื่อนั้นเจ้ากรรมมาถึงตัว ท่านจะเคราะร้ายกว่านี้หลายล้านเท่า #เรื่องราวของพญานาคราชมีมานานแสนนานตั้งแต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นบนโลก ท่านบำเพ็ญเพียรมาหลายอสงไขย์ เพื่อรอพระพุทธเจ้ามากำเนิดโปรดสรรพสัตว์บนโลก พญานาคราชหลายพระองค์ร่วมถึง องค์นาคาธิบดีนาคราชหลายพระองค์ หรือ "พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช"ท่านอยู่มานานแสนนานอายุมากกว่าองค์เทพบนสวรรค์ เพราะพญานาคราชท่านสามารถเข้าฌาณให้ตนมีอายุเลื่อนภพเลื่อนภูมิได้ไม่มีประมาณ ยิ่งท่านบำเพ็ญเพียรท่านยิ่งมีบารมีมาก และที่สำคัญท่านเป็นเทพโอปปาติกะที่ลึกลับมีสิทธิเด็ดขาดสั่งเป็นสั่งตาย เทพ เทวดา มนุษย์ และอื่นๆได้โดยไม่ผิด ท่านแค่หนี้ไปบำเพ็ญเพียรก็เลื่อนภูมิได้สบายมาก นั้นจึงเป็นเหตุผลที่มีแต่พญานาคราชเท่านั่นได้ปกป้องพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในวันตรัสรู้ เช่น"พญามุจลินทร์นาคราช" ปกป้องพระศาสดาในวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า กลายเป็นพระนาคปรกในปัจจุบัน ยังมีอีกมากมาย ฉนั้นลูกหลานปู่ อย่ารอเวลาอีกเลย

ส่วนนครลับแลมีอยู่
เกือบทุกที่ เป็นมิติทับซ้อนอยู่กับโลกเรานี่เองเราเค้าก็มีอายุยืนมากเป็นพันๆปี อย่างเคสที่ผมเจอที่พระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน
ครูบาชัยวงศา
สถานที่นี้เป็นที่ผมได้ผมกับเรื่องไม่ควรคิดคิดมากจะทำให้เป็นบ้า
ทันที ที่ผมมาถึงพระบาทห้วยต้ม
ผมก็อยากจะพักผ่อน เนื่องจากเพลียมากในระหว่างเดินทาง คิดจะพักเอาแรง ขนาดที่นอนอยู่นั่นเองกายทิพย์ ก็หลุดออกจากกายเนื้อ ลอยไปในอากาศแล้วได้พบกับท่านปักษาวายุ
มาอุ้มร่างแล้วยังชักชวนให้ผมไปเที่ยวบ้านเมืองของเขานครกลางหาวพร้อมทั้งพาร่างของผมสูงขึ้นไปกลางหาว ผมร้องเอะอะโวยวาย ไม่เอาไม่ไปจะพักผ่อนจะนอนผมดิ้นจน พลัดตก จากการอุ้มของท่านปักษาวายุ ตกลงมาจากเบื้องบนลงมาที่ร่างที่นอนอยู่นั้นเองเข้าร่างกายหยาบได้อย่างพบดิบพอดี
แล้วหลับต่อตั้งแต่หกโมงเย็น กลุ่มที่มาด้วยกันมาปลุกให้ผมลุกไปทานข้าวผมก็ปฏิเสธนอนต่อไปจนเลยมาถึงสองทุ่ม มาตื่นอีกครั้ง ถูกปลุกด้วยกลุ่มทหารหญิงเมืองลับแล
ท่านตื่น จักรพรรดินี แห่งเมืองลับแลอยากจะพบท่านได้ยินมาว่า ท่านสามารถพูดได้หลายภาษา เจ้าแม่ให้มาเชิญ ท่านไปพบ การพูดคุยกับ กายทิพย์ เป็นเรื่องปกติ สำหรับ ผู้ที่ทรงฌานอยู่ หากผมไปตอนนี้ยุ่งไม่หามร่างผมไปเหรอ
ไม่หรอกท่าน พวกเราจะเนรมิตมุ้งทิพย์ครอบร่างท่านไว้ จะไม่มี ยุงมากัด ลิ้นมาไต่ไรมาตอมร่างท่านได้เลย
ผมจึงยินยอมตาม
ทหารหญิงแห่งนครลับแลไป ทันทีที่มาถึงเมื่อยืนต่อหน้า บัลลังก์ จักรพรรดินี ถามด้วยประโยคได้ข่าวว่าท่านนั้นพูดได้หลายภาษาเป็นความจริงไหม เป็นความจริงท่าน แต่ต้องอยู่ใน ภาวะ ของความเป็นทิพย์ ถึงจะทำได้ถ้าไม่ได้
ทรงอยู่ในอารมณ์ของความเป็นทิพย์ก็จะพูดได้แค่ภาษาไทยภาษาเดียว ถ้าเช่นนั้น ท่านกับเรามาแข่งกันใครจะนั่งสมาธิได้นานกว่ากัน แล้วผมก็เลือก เข้าที่นั่งสมาธิลงในที่ จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเวลานาน แค่ไหน ผมไม่ทราบ มารู้สึกตัว อีกครั้ง ตอนที่ คนของเมืองลับแล ปลุกให้ตื่น ท่านออกจากสมาธิได้แล้วเราจะไปส่งท่าน เมื่อลืมตาขึ้นกับพบว่า จักรพรรดินีออกจากสมาธิก่อนเรา ด้วยเป็นเวลาใกล้จะเช้าแล้วหากขืนชักช้าอยู่จะต้องเกิดเรื่องราวใหญ่โตแน่เจ้านางและบริวารจึงต้องรีบปลุกให้ตื่น จากบัลลังก์สมาธิ เมื่อท่านมาส่ง ถึงร่างเรามองเห็นกาย เนื้อ มีมุ้งเป็นตาข่ายใยแก้วกางกั้นอยู่ เสียงกำชับให้รีบกลับเข้าร่าง ก่อนเดินเข้าไป ได้กล่าวร่ำลา เจ้านาง ทั้งหลายเมื่อกายทิพย์นอนลงทาบทับกายหยาบอย่างสนิทดีแล้ว สติสัมปชัญญะ ร่างกาย ก็เริ่มขยับ เขยื้อนได้ ภาวะแห่งความเป็นพิษที่ยับยั้งอยู่ ก็คลายออก ขณะที่ลืมตาเนื้ออยู่นั้น ก็เห็นด้วยตาหยาบว่ามีมุ้งทิพย์กำลัง อันตรธาน หายไป อย่างช้าๆ เมื่อสำรวจตรวจดูร่างกายที่นอน อยู่บนพื้นห้อง ไม่มี ล่องลอย ของยุง กัดเลย สักนิดก็ไม่มี สาธุสาธุ สาธุ เราแค่เล่าสู่กันฟัง เรื่องเทพนิยายที่เราได้ประสบมาด้วยตัวเองที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มท่านโลกสวย



ให้ท่านศึกษาได้จากยูทูปตามข้างล่างครับชีวะประวัติ
พระณานาจารย์โดเก็น

https://youtu.be/5JCQoctWVRo
ซับไทยกรุณากดปุ่ม cc


ดีน๊ะค๊ะ
คุณได้มีประสบการณ์หลายอย่าง ที่ได้ผ่านมา

"ท่านมีจุดมุ่งหมายหลักๆคือจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำดวงจิตของลูกหลาน โอรส-ธิดา ของแต่ละตระกูลกลับคืนสู่ยุคพระศรีอริยเมตไตรยเพื่อไปสู่พระนิพพานพร้อมกัน"


ก็อย่างนั้นน่ะสิค๊ะ

จะไปรอในยุคพระศรีอาริยะเมตไตร ทำไม
เพราะนี่ยังเป็นยุค พระสมณโคดม ยังมีอยู่

อายุเมืองลับแล เป็นพันๆปี แต่ไม่ถึงพันปีที่สามไม่ใช่หรอค๊ะ

เมืองที่อยู่ไต้ลำพูน ครูบาหลายๆท่าน
และบรรดาเกจิทางเหนือ ไม่ได้เรียกว่าลับแล แต่เรียกว่า โยนกนคร

งั้นต้องให้ คุณต้องเล่าเรื่องโยนกนคร ต่ออีกแล้วหล่ะค่ะ
จะได้ทราบความแตกต่าง ระหว่างเมืองต่างๆที่คุณเล่ามา

การเรียงลำดับของมิติต่างๆ เรียงกันยังไงค๊ะ อันไหนไกล้โลกที่สุด

คุณนั่งสมาธิได้นาน ได้ทน เก่งมากเรย ขอชมเชย

พอลงนั่งสมาธิ หลับตาลงปุ๊ป ทุกคนในนั้น ลุกหายไปทำกิจวัตรอย่างอื่นกันหมด
โดยคุณไม่มีความรู้สึกรู้ตัว ก็เรยโดนปล่อย ให้นั่งหัวโด่คนเดียว

สมาธิแปลว่า ทรงไว้ซึ่งความสงบ องค์ธรรมของสมาธิ คือ เอกคัคคาจิต
สมาธิ ไม่ได้แปลว่า นั่งนาน นั่งทน
แต่สมาธิ อยู่ได้ในทุกอิริยาบท

การร่อนค่อยๆแกะ เอาเปลือกออก มักจะใช้เวลานานมาก
อีกหลายชาติ กว่าจะถึงแก่น


ผมเห็นหลายคนให้ความเห็นว่านี่เป็นยุคพระโคดม

แต่ไม่ฉุกคิดการปฏิบัติธรรมก็ไม่อ้างกาลอ้างเวลาอ้างสถานที่เช่นกัน

และครูบาอาจารย์หลายองค์ที่ออกมาแสดงตัวว่าตนไม่รอพระศรีมาตรัสแล้ว
บอกเป็น นัยยะว่าตัวของท่านสำเร็จแล้ว แล้วในส่วนที่ยังไม่สำเร็จก็ยังมีอีกมากแล้วหากยุคพระพุทธะโคดมยังไม่สำเร็จก็ยิ่งมีแต่จะออกห่างการตรัสรู้ยิ่งขึ้นไปๆ
เพราะไม่สามารถช่วยตัวเองได้

สมาธิมีตั้งแต่ความสงบเล็กน้อย ถึงสงบมาก และสงบมากที่สุดถึงอย่างไรเสียก็ยังไม่เรียก สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ได้เลย ตรงนี้ เรียกภูมิสมถะ กรรมฐาน

ส่วนชั้นภูมิ ของพระวิปัสสนา กรรมฐาน จะต้อง เข้าใจ กฎของไตรลักษณ์สนะญาณ อย่างแจ่มแจ้ง จนได้ดวงวิมุต หลุดพ้น จิตระดับนี้ ถึงจะเข้า ชั้นภูมิ ของสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ที่ท่าน โลกสวย มักจะถาม เอาคำตอบ กับผม อยู่ตลอดเวลาที่เข้ามาโฟสแสดงความคิดเห็น

ส่วนใหญ่เราจะมักติดกับคำว่า เรียบร้อย สำรวม ทั้งที่ในความเป็นจริงพระอริยะเจ้าท่านมีจริตที่แตกต่างกัน ท่านที่เรียบร้อยก็มี ท่านที่ไม่เรียบร้อยก็มี ท่านที่ชอบซ่อนแอบก็มีครับ ท่านที่ปลอมตัวก็มี ท่านที่ใช้อัตตานำก็มี และส่วนใหญ่เราจะชอบเอาจิตเราไปวัดกันซะมาก ไม่รู้ว่านั่นนะคือโทษมหันต์

สำหรับตัวเองเวลาดูพระจะดูเรื่องการละ สังโยชน์ เป็นหลักครับ

มีการแบ่งพระเป็นสี่แบบนะ
หม้อเปล่าปิด หม้อเปล่าเปิด
หม้อเต็มปิด หม้อเต็มเปิด

หม้อเปล่า คือ พระปุถุชน
หม้อเต็ม คือ พระอริยเจ้า
หม้อปิด คือ จริยาอาการเรียบร้อย
หม้อเปิด คือ จริยาอาการไม่เรียบร้อย

ที่เรามักจะโดนหลอกก็คือ พวกหม้อเปล่าปิด
พระเรียบร้อยๆ แต่เป็นพระปุถุชน เราก็ไปนึกว่าเขาเป็นพระอริยเจ้า
พูดจานิ่มนวล ตามหลักตามเกณฑ์ มีเหตุมีผล ดูดีมีวินัย

ส่วนที่เรามักจะไปปรามาสเป็นบาปเป็นกรรม ก็คือ พระหม้อเต็มเปิด
พระแบบนี้บางทีท่านก็นุ่งห่มไม่เรียบร้อยนัก พูดจาก็ไม่ไพเราะเสนาะหู
กระโดกกระเดก บางทีก็ทำอะไรเกินๆไปบ้างตามความรู้สึกเรา

อย่าไปจับที่เปลือกภายนอก เสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้แต่คำพูดจา อย่าไปถือตรงนั้นเป็น เรื่องราว อย่างที่บอกหม้อเปล่าปิด หม้อเต็มเปิด โดนหลอก หรือเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะความไม่รู้จริง ของเราท่านเองแท้ๆ

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เป็นเพียงเครื่องอาศัยสำหรับไว้สร้างบารมี ไม่ใช่มีไว้สำหรับให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะเราเกิดมาในโลกนี้ ก็เพียงอาศัยสิ่งเหล่านี้สร้างบารมีเท่านั้น อย่าไปคิดว่ามันเป็นจริงเป็นจังอะไร สมบัติทั้งหลายเป็นของกลางของโลก ที่จะช่วยให้เราสร้างบารมีได้สะดวกสบาย เราจะได้มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระของชีวิต ที่เป็นความจริงของพระอริยเจ้า

การบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้นั้น ไม่ใช่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือ ว่านอน แต่มันหมายถึงเราเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ด้วยปัญญาของเราเอง
เมื่อนั้น พระพุทธะ
กับ คนธรรมดาก็จะแตกต่างกันแค่
พระพุทธะนั้นลืมตาแล้วเป็นผู้ รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในธรรม
ส่วนคนธรรมดานั้น ยังไม่ลืมตาตื่น ยังไม่เป็นผู้รู้ยังไม่ตื่นยังไม่เบิกบานในธรรม

การนั่งสมาธิจะให้นานก็อยู่ตรงที่ฝึกเอาประเภทนี้นั่งทนทนนั่งทั้งที่ จิตยังฟุ้งซ่าน

ไม่เหมือนอย่างท่าน ที่นั่ง เพราะเสวยวิมุตติธรรม จะนั่ง นาน ไม่นาน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะจิต ไม่มีเวทนา เหมือนอย่าง ปุถุชน ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส พันขันธ์ทั้ง ๕ เต็มไปด้วย ความทะยานอยาก ในตัณหา ๓ ประการ อันได้แก่
๑.กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามารมณ์ไม่สิ้นสุดไม่พอไม่เต็ม
๒. ภวตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นไม่สิ้นสุดไม่มีเมืองพอ
๓. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น คือ ต้องการผลักไสสิ่งที่มีอยู่แล้วให้พ้นตัว

ดังที่กลาวมาใครข้ามเงื้อนไขทั้งสามประการนี้ได้

ผู้นั้นจะได้ ดื่มด่ำในรสพระนิพพาน อย่างน้อยสุด จิตท่านนั้น ก็จะตกกระแสนิพพาน(มีดวงตาเห็นธรรม)
เหมือนอย่าง ท่าน พระอัญญาโกณฑัญญะ ในชั้นแรก บรรลุ ถึงความเป็น พระโสดาบันปฏิผล มีคติ ไม่ตกต่ำ สุดท้ายแล้ว ต้องได้สำเร็จ เป็นพระอรหันต์.


ดีๆๆ ชอบมากเรยค่ะ
ฟังแล้วค่อยชื่นใจหน่อยค่ะ

การไม่เปลื้องอาลัยในอนาคต จะไปทำในยุคพระศรีอาริยเมตไตร
จึงแสดงเหลวไหล
เพราะไม่อยู่ในปัจจุบัน และปัจจุบัน จะแสดงให้เห็นทั้งคุณธรรมและสภาวะธรรม
ในภูมิของสมถะ เป็นภูมิที่มีมาก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้
พระองค์ ปรับเปลี่ยน เสริมขึ้นเป็น สมถะกัมฐาน ซึ่งต้องเห็น แยกความแตกต่างให้ได้
และต่อไปยิ่งไปเป็นวิปัสสนากัมฐาน

อิทธิวิธีเกิดขี้นตามฌานได้ แต่การอาศัยลาภสักการะ
หรือการแสดงอุตริไม่ใช่สิ่งที่ทรงปราถนาที่สั่งสอน

พุทธะและปุถุชน มีความแตกต่างกัน คือ อย่างที่เรียกว่า พุทธะ และสรรพสัตว์
แต่เนื้อแท้ ของความสิ่นสุด ไม่ต่างกัน ปราศจากอวิชชา และกิเลส ตัณหา

การดำเนินไปเป็นขั้นๆ เหมาะสำหรับบุคคลในทุกระดับ
ไม่ใช่สำหรับเด่น ในประเภทเด่น แต่เป็นเด่น สำหรับในทุกประเภท
การจะไปเอาเปลือกมาย่อยที่ละส่วนๆ เพื่อจะทำความเข้าใจ
เรื่องราวปรากฎการณ์ทั้งหลายในโลก
ในแต่ละมิติ แต่ละดวงดาว ทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
เพราะไม่ลงในปรมัตถ์ธรรม ที่พระพุทธองค์ ทรงรวมเป็นหมวดหมู่
ทรงแสดงถึงแก่นแท้
แต่ด้วยจริตและบุพกรรมของผู้คนที่ต่างกัน
จึงแสดงจำแนก ออกเป็นแปดหมื่นสี่พันวิธี
ตามฐานะของแต่ละคน บัวแต่ละเหล่า
ที่ต้องเดินไปจนถึงที่สุดในแนวและเมื่อไปต่อไม่ได้
การเปลี่นแปลงปรับเปลี่ยนสภาพธรรมไปวิธีอื่นๆ
แต่ทั้งหมด ต้องเดินลงที่ทางสายเอกสายเดียว
คือมหาสติปัฎฐานเท่านั้นค่ะ

เอ่? แล้วมองเห็นหม้อเม เป็นยังไงบ้างหล่ะค๊ะ
พอดีไม่ค่อยเรียบร้อย ...ประจำ

คริคริ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 17:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: ... :b32:

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 มี.ค. 2019, 19:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5962

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
[๑๐๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ เป็นไฉน?

ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง
ภิกษุผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค มีอยู่หรือ?


พระเสขะนั้นย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้
ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค ไม่มี


ดูกรภิกษุทั้งหลายปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ.




[๑๐๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัด ซึ่งอินทรีย์ ๕
คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑

อินทรีย์ ๕ นั้น มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง
มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด

ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย
แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ
อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ.






[๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ เป็นไฉน
คือ กำลัง คือ ศรัทธา ๑ กำลัง คือ หิริ ๑ กำลัง คือ โอตตัปปะ ๑ กำลัง คือ วิริยะ ๑ กำลัง คือ ปัญญา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้
กำลัง คือ ปัญญาเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม สิ่งที่เป็นเลิศ เป็นยอดเป็นที่รวบรวมแห่งเรือนยอด
คือ ยอด ฉันใด บรรดากำลังของพระเสขะ ๕ ประการนี้ กำลัง คือ ปัญญา ก็เป็นเลิศ เป็นยอด เป็นที่รวบรวม ฉะนั้นเหมือนกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
พวกเราจักประกอบด้วยกำลังคือศรัทธา ... กำลัง คือ หิริ ... กำลัง คือ โอตตัปปะ ...กำลังคือวิริยะ ... กำลัง คือ ปัญญา อันเป็นกำลังของพระเสขะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ









การแจ้งอุปาทานขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงและการละสักกายทิฏฐิ ที่เป็นสมุจเฉท
ดูตรงขณะที่เกิดอนุโลมญาณ,มรรค,ผล ใน กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต

อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน เฉพาะท่านที่เป็นพหุสูตคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้และที่ยังเหลือ ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้นไม่ได้พิจรณาสอบสวนเพราะไม่รู้ปริยัติ แต่ทำการกำหนดต่อไปโดยอำนาจของอริยสัจ 4

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า สี่อย่าง คือ

ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่

กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์


ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
(ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง



ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด




"แต่ทำการกำหนดต่อไปโดยอำนาจของอริยสัจ 4"
ตัณหายังดับไม่ได้ ทำการกำหนดต่อไป

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์



อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ของเขาปรากฏว่าอ่อน
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะได้ช้า เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน

หรือ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า
เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า



"อริยบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจรณามรรค,ผล,นิพพาน"
กล่าวคือ มรรค ผล ได้ประจักษ์ด้วยตน
แต่นิพพาน ยังไม่แจ้ง ทำการกำหนดต่อไป


การแจ้งอริยสัจ 4 ขึ้นอยู่กับปัญญินทรีย์ ซึ่งแจ้งด้วยตัวสภาวะเอง(มรรค ผล) เพียงแต่ผู้ที่ไม่รู้ปริยัติ อาจจะไม่รู้ว่าอริยสัจ 4 มีเกิดขึ้นโดยรู้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติก็ตาม

สำหรับผู้ที่ขาดสุตตะหรือขาดการศึกษา
จะรู้ชัดเฉพาะสภาวะดับทุกข์เฉพาะตน
แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดให้ผู้อื่นเข้าใจได้



หากได้มรรค,ผล แต่ยังไม่แจ้งนิพพาน
ก็จักตั้งอยู่เพียงศีลอันบริสุทธิ์
และทิฏฐิ (ความเห็น) ที่ถูกตรงโดยกาลนั้น


"เธอพึงอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว พึงอบรมสติปัฏฐานสี่เถิด. สติปัฏฐานสี่อะไรบ้าง ?
สติปัฏฐานสี่ คือ :-

ในกรณีนี้ เธอจงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เนือง ๆ,
จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เนือง ๆ,
มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.

โดยกาลใดแล เธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักอบรมสติปัฏฐานสี่เหล่านี้อย่างนี้ ; โดยกาลนั้น วันหรือคืนของเธอจักผ่านไปโดยหวังได้แต่ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้"










โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล


ลักษณะอาการที่มีขึ้น ขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง


ความรู้สึกครั้งแรกของทุกคน ขณะที่เกิด(นิมิต) ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ(ขาดใจตาย) สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้จะปรากฏขึ้นเสมือนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ จะรู้ชัดเหมือนๆกัน คือหายใจไม่ออก เหมือนจะตาย ถ้ายอมตาย แล้วจะมีสภาวะต่อมาเกิดขึ้น คือ ถูกแรงดูดที่มีแรงมหาศาลเข้าไปในหลุมหรือรูหรือเหว

ตัวอย่าง เช่น



คนที่ 1
ก่อนเกิดสภาวะบอกว่า จะรู้สึกเหมือนจะตาย แต่ไม่ได้เล่าว่า เจออะไร ถึงได้พูดว่า เหมือนจะตาย แล้วเล่าต่อว่า ก็นั่งอยู่ จะตายได้ไง จึงคิดว่า ไปเลยจะได้รู้ว่าเป็นไร เจอเหมือนโดนดูดเข้าไปในรู ตอนหลังบอกว่า จะเข้ารู ต้องเข้าถูก คือ รูธรรม



คนที่ 2
สามวันมันจี้เอาปางตาย ทำอะไรไม่ได้เลยค่ะ แต่ละปั้บลงนี่ยังกะโดนเครื่องปั๊มหัวใจช็อตเอาประมาณนั้นมั้ง (จากแต่ก่อนที่เคยเป็นคล้ายอาการแทง กรีด คว้าน และเฉือนอยู่ภายใน) นั่นภายในมันดิ้นกันพล่านเลยจนหมดแรง ร่อแร่แล้วนี่
ตรงที่เห็นขณะเกิดดับก่อนจะเหมือนกระแสบางอย่างถูกดูดลงหลุมดำ (แอบประมาณเรียกเอง)



คนที่ 3
เจออาการร่างกายปวด ตัวหวิวใจหวิว พยายามประคองสติใว้ อาการทั้งตัวเหมือนโดนน้ำท่วมสำลักหรือเป็นลมแดดหูอื้อตาลาย แต่สติยังแข็งมาก รับรู้ได้ทุกอย่าง เหมือนโดนดูดเข้าไปในท่อดำมืดอะไรสักอย่าง
มีอาการเจ็บปวดเหมือนตัวจะขาดจากกัน กระดูกเนื้อหนังเหมือนแตกไปทั้งร่าง หมุนติ้วๆอยู่ไม่มีบนล่างกำหนดทิศทางกำหนดหนักเบาร้อนเย็นอ่อนแข็งอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรให้ยึดจับทั้งนั้น
พอตกใจจิตถอนออกก็สงบสว่างอยู่พักนึง พอเริ่มสบายสติผ่อนคลายหายกระเพื่อมก็โดนอีก คราวนี้เหมือนโดนกระชากตัวพุ่งพรวดลงไปในเหว ตัดสินใจยอมเจ็บยอมตาย มันดิ่งก็ดิ่งตามไปด้วย



คนที่ 4
เคยเจอสภาวะนี้ ครั้งนึงค่ะ หลายปีมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนั้นไปปฎิบัติธรรมที่วัด นั่งในวิหารรวม มีสติ กำหนดตามรู้สภาวะ ไปเรื่อยๆ มาถึงจุดนึงจะมีสภาวะของการบีบคั้น กดดัน เหมือนจะจมน้ำตาย ตอนนั้้นก็ยอมตาย ตายก็ตาย เลยปล่อยให้สภาวะมันเป็นไป(ไม่ปล่อยก็ต้องปล่อย) เหมือนมีแรงดูดมหาศาล ดูดและหมุนๆเข้าไป



คนที่ 5
ขณะกำลังกรรมฐานอยู่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล





กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ

ปัจจเวกขณญาณ
ญาณที่ต่อจากผลญาณ ก็คือ ปัจจเวกขณญาณ
ได้แก่ โยคีบุคคล ที่เข้าสู่ความดับไปแล้ว

ครั้นรู้สึกตัวขึ้น ก็พิจรณาว่า ตนเป็นอะไรไป
สภาวะอย่างนี้ ทำไมเกิดขึ้นกับตน

หรือพิจรณาในทำนองที่คล้ายคลึงกันนี้ และนึกย้อนหลังไปถึงการกำหนดที่ผ่านมาก่อน ที่จะเกิดอาการแปลกประหลาดอันนี้ขึ้น ซึ่งตนไม่เคยได้ประสบมาก่อนเลยในชีวิต

ลักษณะญาณนี้ก็คือ กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น


ปัจจเวกขณะ แปลว่า กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2019, 00:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1633

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
.....


เรียนเพื่อนสมาชิก วันสุดท้ายของงาน กวนข้าวทิพย์ ขณะที่รถขับ ออกจากประตูวัด วิ่งมาได้ สักระยะ ผมก็เห็น พญานาค เก้าเศียร เลื้อยออกมาจาก วัดป่าสวนสมุนไพร ตามรถ มาติดๆ ระลึกถึง คำว่า จะทำให้รู้ ผมจึง อัญเชิญท่าน ให้มาด้วยมาอยู่ด้วยกันมาภาวนาเป็นเพื่อนกัน.


งู..เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกกว่า..สื่งมีชีวิตอื่นๆ......แม้เห็นเพียงครั้งแรก..แม้จะไม่ร้ว่ามีพิษหรือไม่..จะใหญ่หรือจะเล็กก็ตาม...ก็ทำให้ผู้พบเห็น..หวาดกลัวได้...

คริสต์...เขาว่า พระเจ้าสาปให้ถูกกลัว...เพราะดันไปบอกความลับกับอาดัมและอีฟ

งู..กับ..ผี...ผมยังแยกไม่ออกเลยว่า..กลัวอะไรมากกว่ากัน.. :b32: :b32:

งู...น่าจะเป็นลูกหลานเหลนโหลนของนาค...

นาค...ทำไมถึงไม่อาจสำเร็จมรรคผล...ได้นะ?.นอกจากคำอธิบายว่าเป็นเดรัจฉานแล้ว...มีใครอธิบายได้ดีกว่านี้บ้างมั้ย..

ผมคิดว่า..อาจเพราะ...สภาพของนิสัยที่เป็นผลพวงจากภพ...

จากที่สังเกต..ลักษณะนิสัยของนาค..มีบุคลิคสุดโต่ง2ด้าน...คราวโกรธ..ก็โมโหสุดเหวี่ยง...คราวรักสงบใจก็เมตตาเย็นเป็นน้ำ...2 อารมณ์สุดโต่งอาจเกิดได้ในที่เดียวกัน..เรียกว่าเปลี่ยนได้ฉับพลันทันที

มีใครนิสัยยังงี้บ้าง.ยกมือขึ้น?.. :b12: :b12:

.แสดงว่าเคยเป็นนาค..มาก่อน

ดูนิสัยคนไทย...คงมาจากนาค..กันเยอะ... :b16: :b16:

พราหมณ์...เขาเชื่อว่า..ตอนกวนน้ำอมฤต..ครุตจับภูเขาลอยในอากาศใช้เป็นแท่งกวน..มีนาคพันรอบภูเขา..มียักษ์จับด้านหัว..เทวดาจับหาง...ดึงกันเป็นจังหวะให้ภูเขาหมุน..กวนน้ำอมฤต

พราหมณ์เขาว่า..นี้คือการกวนน้ำอมฤต..แต่กบนอกกะลากลับมองว่า..นี้เป็นขั้นตอนการสร้างโลกหลังจากถูกทำลายลงไปก่อนหน้านี้ไปแล้ว...

นาค...มีส่วนสำคัญในการสร้างโลก...เป็นส่วนผสมของยักษ์และเทวดาอยู่ในตัว...

นาค....มีท้าววิรูปักษ์ ผู้เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล..เป็นใหญ่ด้านทิศตะวันตก เป็นผู้ปกครองดูแล มีนาคเป็นบริวาร...ท่านเป็นเทวดาชั้นจตุมหาราชิกา

รูปภาพ


พระสัทธรรมบุณฑริกสูตร
มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด
28 บทที่ผมได้ทำการรับและศึกษาถ่ายทอด

ท่านกบนอกกะลา
ผู้เจริญและผู้คงแก่เรียน พระสัทธธรรมบุณฑริกสูตร
องค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ตรัส
กับพระสาวกของพระองค์ถึง นางนาคได้บรรลุถึงภูมิพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในอีกมิติ แล้วพระสาวก
ไม่แน่ใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดง เป็นเหตุให้นางนาคเอาไข่มุกมาถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เพื่ออ้างความรับผิดชอบว่าถูกต้องแล้ว
ท่านผู้หวังต่อความเจริญในธรรมควรศึกษา พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรเพื่อความรู้ยิ่งรู้ดีรู้แจ้งโลก.

https://www.youtube.com/playlist?list=P ... d9NwoVdqWS


คุณ luna เชื่อว่า...จะ มีพระพุทธเจ้า..อีกองค์หนึ่ง..มาเผยแพร่ธรรมสากลเพื่อให้คนเข้าใจ..หลังจากที่พระองค์นิพพานไปแล้ว2,000 ปี..มั้ยครับ?


ผมเชื่อครับถึงเวลาก็จะรู้เองครับ

ผมเองมารู้จักหลวงปู่เรืองสำนักเขาสามยอด ลพบุรี ก็เมื่อท่านละสังขารไปแล้วจึงได้มีโอกาสไปกราบคารวะพระศพหลวงปู่เรืองครับ

ศิษย์ของท่านเล่าว่า
ท่านเล็งญานดูอนาคตการมาแล้วทำนายไว้ว่า จะมีผู้มาสอนธรรมที่ถ้ำพระอรหันต์ เมื่อสร้างที่พักบนถ้ำพระอรหันต์ แล้วเสร็จหลวงปู่เรืองก็ไม่พักอยู่ข้างบน
ท่านจะลงไปพักข้างล่าง
ท่านบอกกับลูกศิษย์สร้างไว้ให้คนที่จะมาสอนธรรมะถ้ำพระอนหันต์ ลูกศิษย์พูดว่ายังมีคนเก่งกว่าหลวงปู่เรืองอีกหรือครับ มีสิเป็นเด็กหนุ่มด้วยนะ.


ปี2,000 ก็อยู่ราวๆ สมัยอยุธยาตอนต้น...ที่พักที่หลวงปู่สร้าง...คงโยงเข้าไม่ได้กับพระพุทธเจ้าอีกองค์ของทางมหายาน..หรอกนะครับ..

และ ปีนี้ 2562 เลยปี 2,000 มาแล้ว...ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาก็จะรู้เองแล้วครับ...ต้องปรากฎแล้วละ..

เรื่องของตำรา..ที่บันทึกเรื่องราว..คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้...ฝ่ายไหนจะบันทึกได้ตรงและใกล้เคียงมากกว่ากัน?..ระหว่าง...วาทะของเถระกลุ่มนั้น..กับ...วาทะของอาจารย์ของแต่ละสำนัก..แต่ละวัด

เถระกลุ่มนั้น..มีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน พระอานนท์ที่อยู่ชิดติดพระพุทธเจ้าตลอดเป็นองค์วิสัชชนาแสดงพระธรรม....พระอุบาลีเป็นองค์วิสัชชนาพระวินัยปิฎก ..เป็นต้น..นี้ที่มาของเถระวาทะ..เถรวาท

วาทะของอาจารย์...มีหลายสำนัก..บางทีหลายสำนัก.ก็แยกกันมาต่ออีกเป็นทอดทอด..นี้เป็น..อาจารย์วาทะ..อาจริยวาท

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD ... 2%E0%B8%97
อ้างคำพูด:
ตามที่ปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์และทีปวงศ์ นิกายที่ถือเป็นอาจริยวาทมี 17 นิกาย[1] ได้แก่

1. มหาสังฆิกะ แยกตัวออกจากเถรวาทราว พ.ศ. 100 หลังการสังคายนาครั้งที่สองในศาสนาพุทธ
2. โคกุลิกะ แยกออกมาจากมหาสังฆิกะ
3. เอกัพยาวหาริกะ แยกออกมาจากมหาสังฆิกะ
4. ปรัชญัปติวาท แยกออกมาจากโคกุลิกะ
5. พหุศรุตียะ แยกออกมาจากโคกุลิกะ
6. ไจติกะ แยกออกมาจากพหุศรุตียะ
.......................
ปัจจุบันอาจริยวาททั้ง 17 นิกายนี้เสื่อมไปหมดแล้ว คงเหลือแต่นิกายมหายาน ซึ่งเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยพัฒนาต่อมาจากมหาสังฆิกะ[2]

คำถาม..คือ..
หากเป็นเรื่องเดียวกัน..แต่บันทึกใว้ต่างกัน..เราควรจะเชื่อบันทึกของใคร..ดี?. เถระกลุ่มนั้น..กับ..อาจารย์แต่ละสำนัก

ปล. นี้พูดถึงเฉพาะเรื่องที่บันทึก..นะครับ...ไม่เกี่ยวกับมรรคผลนิพพาน..

เพราะหากใครมีอริยะมรรค..แจ้งในอริยะสัจสี่..มรรคผลนิพพานย่อมเกิดได้เสมอกัน...ไม่มีใครไปปิดกั้นมรรคผลของใครได้..อยู่แล้ว


จุดเริ่มของการบันทึก

ในปฐมสังคายานาครั้งแรก เป็นการที่พระสารีบุตรรวบรวมธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
จัดไว้เป็นหมวดหมู่
แต่หลังจากปรินิพพานไปสามเดือนล่วงไป

พระมหากัสสปะเถระซึ่งประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ
และเป็นองค์เดียวที่ได้รับจีวรจากพระพุทธองค์ และพระอานนท์ องค์พหูสูตรพระพุทธอนุชา
รวมทั้งพระปฎิสัมภิทาองค์ต่างๆ
ได้จัดรวมพระธรรม คำสอน และแยก จัดหมวดหมู่ใหม่ ขึ้นเป็นเถรวาท

หลังจากนั้น พระมหากัสสปะเถระ ท่านจึงแยกคำสอน ออกมาเป็น มหาสังฆิกะ
เพื่อมุ่งที่จะแพร่หลายคำสอนออกไปอย่างไม่มีประมาณ
เป็นคำสอนที่แยกออกบางส่วน มาจากเถรวาท
เพื่อรองรับ ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการสังคยานา
และพระมหากัสสปะเอง ทรงรับเป็นประธาน
เพื่อดูแลมหาสังฆิกะ ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม และผู้ถือบวชในพระศาสนา ที่จริตต่างกัน
จนกำเนิดเป็น อาจาริยาวาทต่อมา อีกหลายๆนิกายค่ะ

ทั้งหมดล้วนเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน
ใยต้องประหัตประหารกันเอง

จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษา เช่นกัน
เพราะล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อถึงสิ่งเดียวกันค่ะ ไม่ต่างกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 มี.ค. 2019, 01:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


[

ดีๆๆ ชอบมากเรยค่ะ
ฟังแล้วค่อยชื่นใจหน่อยค่ะ

การไม่เปลื้องอาลัยในอนาคต จะไปทำในยุคพระศรีอาริยเมตไตร
จึงแสดงเหลวไหล
เพราะไม่อยู่ในปัจจุบัน และปัจจุบัน จะแสดงให้เห็นทั้งคุณธรรมและสภาวะธรรม
ในภูมิของสมถะ เป็นภูมิที่มีมาก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้
พระองค์ ปรับเปลี่ยน เสริมขึ้นเป็น สมถะกัมฐาน ซึ่งต้องเห็น แยกความแตกต่างให้ได้
และต่อไปยิ่งไปเป็นวิปัสสนากัมฐาน

อิทธิวิธีเกิดขี้นตามฌานได้ แต่การอาศัยลาภสักการะ
หรือการแสดงอุตริไม่ใช่สิ่งที่ทรงปราถนาที่สั่งสอน

พุทธะและปุถุชน มีความแตกต่างกัน คือ อย่างที่เรียกว่า พุทธะ และสรรพสัตว์
แต่เนื้อแท้ ของความสิ่นสุด ไม่ต่างกัน ปราศจากอวิชชา และกิเลส ตัณหา

การดำเนินไปเป็นขั้นๆ เหมาะสำหรับบุคคลในทุกระดับ
ไม่ใช่สำหรับเด่น ในประเภทเด่น แต่เป็นเด่น สำหรับในทุกประเภท
การจะไปเอาเปลือกมาย่อยที่ละส่วนๆ เพื่อจะทำความเข้าใจ
เรื่องราวปรากฎการณ์ทั้งหลายในโลก
ในแต่ละมิติ แต่ละดวงดาว ทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
เพราะไม่ลงในปรมัตถ์ธรรม ที่พระพุทธองค์ ทรงรวมเป็นหมวดหมู่
ทรงแสดงถึงแก่นแท้
แต่ด้วยจริตและบุพกรรมของผู้คนที่ต่างกัน
จึงแสดงจำแนก ออกเป็นแปดหมื่นสี่พันวิธี
ตามฐานะของแต่ละคน บัวแต่ละเหล่า
ที่ต้องเดินไปจนถึงที่สุดในแนวและเมื่อไปต่อไม่ได้
การเปลี่นแปลงปรับเปลี่ยนสภาพธรรมไปวิธีอื่นๆ
แต่ทั้งหมด ต้องเดินลงที่ทางสายเอกสายเดียว
คือมหาสติปัฎฐานเท่านั้นค่ะ

เอ่? แล้วมองเห็นหม้อเม เป็นยังไงบ้างหล่ะค๊ะ
พอดีไม่ค่อยเรียบร้อย ...ประจำ

คริคริ

อันที่จริงอยากให้ท่านเข้าใจว่า
เมื่อ อนาคตไม่มีอยู่จริง อดีตไม่มีอยู่จริง ปัจจุบันธรรมไม่มีอยู่จริง
เมื่อนั้นท่านจะหมดความรับผิดชอบในการเฝ้าดูจิตอีกต่อไป หมดงานความเพียรพยายามที่จะละกิเลสอีกต่อไป

เพราะไม่ติดอยู่ในโลกทั้งสาม
โลกนี้ โลกหน้า
ตลอดถึงท่ามกลางของโลกทั้งสอง

เพราะไม่ติดอยู่ในเงื้อนไขทั้งสามคือ
อดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้วครับ

ส่วนตัวผมเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
อย่างพระพุทธองค์
บอกนรกมี สวรรค์มี
นิพพานมี
ผมจะเชื่ออะไรก็ต้องหาทางพิสูจน์ดูก่อน หลักการพิสูจน์ คือต้องได้สมาธิในระดับอุปจารธรรม
ถึงจะสัมผัสกับโลกวิญญานได้
จึงจะสรุปได้ว่าภพชาติการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีจริง
แล้วมาขบคิดอีกทีหนึ่งจะหยุดวัฏฏะวนนี้ได้อย่างไร

คือต้องเข้าที่ภาวนาให้มากขึ้นจนกว่าจะเกิดญาณแห่งความเบื่อหน่าย
แล้วจิตดวงนี้จะ ดิ้นรน เพื่อความพ้นทุกข์ด้วยตัวของเขาเองในที่สุด

คุณเมหม้อเปล่าเปิดหากผิดถูกได้โปรดชี้แนะหนุนนำครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 20  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร