วันเวลาปัจจุบัน 30 พ.ย. 2020, 12:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 ... 20  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2019, 10:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
onion หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง 100% Kiss

หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง
หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้องที่สุด ทำตัวสบายๆผ่อนคลายจากความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ค่อยๆหลับตาเบาๆ วางจิตไว้ตรงฐานของจิตฐานของจิตอยู่ตรงที่เบาสบายที่สุด หายใจเข้าลึกๆ และก็ค่อยผ่อนออกช้าๆ และก็กำหนดคำภาวนา
หายใจเข้าลึกๆว่าพุธ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหายใจออกช้าๆว่าโธๆๆๆๆๆๆๆๆ จะเป็นที่เบาสบายๆไม่ตึงเกร็ง เมื่อลมละเอียดขึ้นก็จะมีแสงสว่างก่อตัวเป็นดวงกสิณ เกิดจากลมหยาบ ที่ละเอียดจนบางครั้งเราคิดเองว่าไม่ได้หายใจ เพราะลมละเอียดจนเกือบดับเสียหมด
ที่นักปฏิบัติ ดึงลมหายใจเข้าหายใจออก ซักฟอกลมจนละเอียด กลายเป็นนิมิตโอภาสรังสี นักปฏิบัติหลายคนเพ่งนิมิตดวงกสิณเจริญเป็นบาทฐานอภิญญา ได้แต่ฤทธิ์ทางใจ ล้วนเดินทางไปพรหมโลก เพราะเข้าใจว่าดับรูปกาย เหลือแต่จิตที่ประภัสสร คืออนัตตาธรรม
ซึ่งทางสายวิปัสสนาจาร ปรามาส สมาธิประเภทนี้เอาไว้รุนแรงมากๆ สมาธิหนักแน่นเหมือนแกนมะละกอ
เพราะเป็นสมาธิที่หลบเวทนา ไม่ฉลาดในอุบายธรรมะ
เวลากระทบ อารมณ์ภายนอก ก็ไม่ต่างอะไรกับนักภาวนาหัดใหม่ ยังปล่อยจิตปล่อยใจ เวลาดีก็ดีใจหาย ดีก็รักชั่วก็ชัง จิตแบบนี้ยังใช้ไม่ได้ อารมณ์ยังขึ้นๆลงๆ ไม่เป็นตัวปกติ

ทางแก้ไข เมื่อนักปฏิบัติธรรมะ เจริญภาวนามาถึง มีอาการจิตลอยๆ เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญสมณะธรรม ให้ถอนจิตขึ้นมาคิดนึกธรรมะแล้วน้อมเข้ามาในวงกายในกาย ที่ควรทำให้เกิดปัญญาในการถอนสังโยชน์
ถ้ามีอาการสังขารไม่ไหว ก็ให้หลับในฌาน เมื่อพักเต็มที่แล้วก็ออกเดินทางปัญญา โดยกำหนดสิ่งที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้กลิ่น สัมผัสที่ถูกต้อง แล้วน้อมเข้ามาดูในใจ ธรรมะที่เป็นกุศและอกุศลจะเกิดในจิตก็ให้ละที่จิตในจิต
ก็จะเกิดภูมิวิปัสสนา เมื่อนั่งทับทุกข์นานๆเวทนาย่อมเกิด
นักภาวนาที่ต้องการพ้นทุกข์ ห้ามหลบเวทนา ให้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเครื่องเล่นเครื่องอยู่อบรมอินทรีย์ ๕ ให้แก่กล้า ก็จะเห็นกระแสปฏิจจสมุปบาท โซ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะละตัดขาดจากเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงดับ
อุปมาอุปมัยได้กับ สายไฟฟ้าเส้นใหญ่ถูกตัดขาด
ผลก็คือไฟฟ้าดับทั้งเมือง
จิตที่ขาดออกจากรูปแล้ว ก็ไม่มีกระแสปฏิจจสมุปบาท อะไรส่งผ่านถึงดวงจิตดวงนี้ได้อีกต่อไป ก็อาศัยกาลเวลาในการขัดเกลาดวงจิตจน บริสุทธิ์หมดจดไร้รูปลักษณ์
ทรงภูมิพระอรหันต์ขีณาสพ รอสังขารแตกดับ ก็ทิ้งขันธ์ไม่กลับมาเกิดอีกในสามโลก

ข้อคิด สำหรับ ศิษย์

นักปฏิบัติธรรมในขณะที่เวทนาเกิดอย่าอยากให้หาย ยิ่งอยากให้หายมากเท่าไรก็ จะกลับเป็นเวทนาทวีคูณขึ้น
จนนักปฏิบัติธรรม ทนไม่ได้และจะล้มเลิกไปในที่สุด.


อ่านไปก็ดูสับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง

พระพุทธองค์จึงสอนว่า กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
ต้องคบกัลยาณมิตร ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดเสมอด้วยพระพุทธองค์

คุณ luna ควรศึกษาพระพุทธพจน์ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมหายาน หรือ เถรวาทก็ตาม
และควรศึกษาอรรถกถาด้วยเพื่อความแตกฉาน หากจะเน้นเรื่องการภาวนา ก็ควรอ่านหรือเรียนเรื่อง สมถะและวิปัสนาใหม่ให้รอบรู้ เพราะอ่านจากที่คุณเขียน ดูสับสน ไม่เป็นระเบียบ เหมือนนำสิ่งโน้น มาปนสิ่งนี้ ห้ามโน่น ห้ามนี้ ต้องอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ไม่ได้เริ่มจากการมีความเห็นที่ถูก คนอ่านจึงไม่ได้รับประโยชน์


บทสรุปแบบย่นย่อ
ไม่ได้ขยาย ให้พิสดาร
มันใช้ได้สำหรับผม
ผมก็ถอดออกมาจากผลปฏิบัติที่ผม
ปฏิบัติแล้วไม่ถดถอยมันก้าวหน้า
ไม่ถอยหลัง ผมก็ทดลองกับตัวเองก่อน ก่อนนำเสนอ
หากไม่เข้าใจ
นั่นเป็นเพราะภาค
ปฏิบัติยังน้อย
นิพพานจึงไม่ใช่ภาษาพูดภาษาเขียน ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง คนอื่นก็ช่วยเราได้แค่ให้คำแนะนำสั่งสอน

ทางมีอยู่แต่ไม่มีคนเดิน เราเป็นแต่ผู้บอกทาง ท่านต้องทำเอาเองท่านต้องเดินเอง .


ปฏิบัติน้อย ปฏิบัติมาก ตามเหตุปัจจัย แต่คุณเขียนมาพิจารณาแล้วนั้นมีความสับสน ไม่เป็นไปตามลำดับ พิจารณาแล้วไม่เกิดปัญญา ไม่น้อมไปสู่การปฏิบัติ ถึงบอกให้เรียนให้ศึกษา จะได้เป็นปัจจัยให้มีความเข้าใจที่ถูกตรงตามพระธรรม

แค่คุณพูดว่านั่งสมาธิ คำแรกก็ผิดแล้ว


คนที่จะตัดสินถูกหรือผิด คือพุทธะ
ไม่ใช่คุณ


ผู้เป็นบัณฑิต ก็ตัดสินได้ ว่าสิ่งใดเป็น ธรรม หรือ อธรรม เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาหรือ เป็นคำสอนนอกพระพุทธศาสนาที่คิดขึ้นเอง อย่างเช่น การหลับในฌาน มีที่ไหนกัน
ฌานจิตมีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมปชัญญะ ไม่ได้หลับอย่างที่คุณว่ามา

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2019, 16:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
onion หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง 100% Kiss

หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง
หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้องที่สุด ทำตัวสบายๆผ่อนคลายจากความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ค่อยๆหลับตาเบาๆ วางจิตไว้ตรงฐานของจิตฐานของจิตอยู่ตรงที่เบาสบายที่สุด หายใจเข้าลึกๆ และก็ค่อยผ่อนออกช้าๆ และก็กำหนดคำภาวนา
หายใจเข้าลึกๆว่าพุธ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหายใจออกช้าๆว่าโธๆๆๆๆๆๆๆๆ จะเป็นที่เบาสบายๆไม่ตึงเกร็ง เมื่อลมละเอียดขึ้นก็จะมีแสงสว่างก่อตัวเป็นดวงกสิณ เกิดจากลมหยาบ ที่ละเอียดจนบางครั้งเราคิดเองว่าไม่ได้หายใจ เพราะลมละเอียดจนเกือบดับเสียหมด
ที่นักปฏิบัติ ดึงลมหายใจเข้าหายใจออก ซักฟอกลมจนละเอียด กลายเป็นนิมิตโอภาสรังสี นักปฏิบัติหลายคนเพ่งนิมิตดวงกสิณเจริญเป็นบาทฐานอภิญญา ได้แต่ฤทธิ์ทางใจ ล้วนเดินทางไปพรหมโลก เพราะเข้าใจว่าดับรูปกาย เหลือแต่จิตที่ประภัสสร คืออนัตตาธรรม
ซึ่งทางสายวิปัสสนาจาร ปรามาส สมาธิประเภทนี้เอาไว้รุนแรงมากๆ สมาธิหนักแน่นเหมือนแกนมะละกอ
เพราะเป็นสมาธิที่หลบเวทนา ไม่ฉลาดในอุบายธรรมะ
เวลากระทบ อารมณ์ภายนอก ก็ไม่ต่างอะไรกับนักภาวนาหัดใหม่ ยังปล่อยจิตปล่อยใจ เวลาดีก็ดีใจหาย ดีก็รักชั่วก็ชัง จิตแบบนี้ยังใช้ไม่ได้ อารมณ์ยังขึ้นๆลงๆ ไม่เป็นตัวปกติ

ทางแก้ไข เมื่อนักปฏิบัติธรรมะ เจริญภาวนามาถึง มีอาการจิตลอยๆ เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญสมณะธรรม ให้ถอนจิตขึ้นมาคิดนึกธรรมะแล้วน้อมเข้ามาในวงกายในกาย ที่ควรทำให้เกิดปัญญาในการถอนสังโยชน์
ถ้ามีอาการสังขารไม่ไหว ก็ให้หลับในฌาน เมื่อพักเต็มที่แล้วก็ออกเดินทางปัญญา โดยกำหนดสิ่งที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้กลิ่น สัมผัสที่ถูกต้อง แล้วน้อมเข้ามาดูในใจ ธรรมะที่เป็นกุศและอกุศลจะเกิดในจิตก็ให้ละที่จิตในจิต
ก็จะเกิดภูมิวิปัสสนา เมื่อนั่งทับทุกข์นานๆเวทนาย่อมเกิด
นักภาวนาที่ต้องการพ้นทุกข์ ห้ามหลบเวทนา ให้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเครื่องเล่นเครื่องอยู่อบรมอินทรีย์ ๕ ให้แก่กล้า ก็จะเห็นกระแสปฏิจจสมุปบาท โซ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะละตัดขาดจากเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงดับ
อุปมาอุปมัยได้กับ สายไฟฟ้าเส้นใหญ่ถูกตัดขาด
ผลก็คือไฟฟ้าดับทั้งเมือง
จิตที่ขาดออกจากรูปแล้ว ก็ไม่มีกระแสปฏิจจสมุปบาท อะไรส่งผ่านถึงดวงจิตดวงนี้ได้อีกต่อไป ก็อาศัยกาลเวลาในการขัดเกลาดวงจิตจน บริสุทธิ์หมดจดไร้รูปลักษณ์
ทรงภูมิพระอรหันต์ขีณาสพ รอสังขารแตกดับ ก็ทิ้งขันธ์ไม่กลับมาเกิดอีกในสามโลก

ข้อคิด สำหรับ ศิษย์

นักปฏิบัติธรรมในขณะที่เวทนาเกิดอย่าอยากให้หาย ยิ่งอยากให้หายมากเท่าไรก็ จะกลับเป็นเวทนาทวีคูณขึ้น
จนนักปฏิบัติธรรม ทนไม่ได้และจะล้มเลิกไปในที่สุด.


อ่านไปก็ดูสับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง

พระพุทธองค์จึงสอนว่า กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
ต้องคบกัลยาณมิตร ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดเสมอด้วยพระพุทธองค์

คุณ luna ควรศึกษาพระพุทธพจน์ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมหายาน หรือ เถรวาทก็ตาม
และควรศึกษาอรรถกถาด้วยเพื่อความแตกฉาน หากจะเน้นเรื่องการภาวนา ก็ควรอ่านหรือเรียนเรื่อง สมถะและวิปัสนาใหม่ให้รอบรู้ เพราะอ่านจากที่คุณเขียน ดูสับสน ไม่เป็นระเบียบ เหมือนนำสิ่งโน้น มาปนสิ่งนี้ ห้ามโน่น ห้ามนี้ ต้องอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ไม่ได้เริ่มจากการมีความเห็นที่ถูก คนอ่านจึงไม่ได้รับประโยชน์


บทสรุปแบบย่นย่อ
ไม่ได้ขยาย ให้พิสดาร
มันใช้ได้สำหรับผม
ผมก็ถอดออกมาจากผลปฏิบัติที่ผม
ปฏิบัติแล้วไม่ถดถอยมันก้าวหน้า
ไม่ถอยหลัง ผมก็ทดลองกับตัวเองก่อน ก่อนนำเสนอ
หากไม่เข้าใจ
นั่นเป็นเพราะภาค
ปฏิบัติยังน้อย
นิพพานจึงไม่ใช่ภาษาพูดภาษาเขียน ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง คนอื่นก็ช่วยเราได้แค่ให้คำแนะนำสั่งสอน

ทางมีอยู่แต่ไม่มีคนเดิน เราเป็นแต่ผู้บอกทาง ท่านต้องทำเอาเองท่านต้องเดินเอง .


ปฏิบัติน้อย ปฏิบัติมาก ตามเหตุปัจจัย แต่คุณเขียนมาพิจารณาแล้วนั้นมีความสับสน ไม่เป็นไปตามลำดับ พิจารณาแล้วไม่เกิดปัญญา ไม่น้อมไปสู่การปฏิบัติ ถึงบอกให้เรียนให้ศึกษา จะได้เป็นปัจจัยให้มีความเข้าใจที่ถูกตรงตามพระธรรม

แค่คุณพูดว่านั่งสมาธิ คำแรกก็ผิดแล้ว


คนที่จะตัดสินถูกหรือผิด คือพุทธะ
ไม่ใช่คุณ


ผู้เป็นบัณฑิต ก็ตัดสินได้ ว่าสิ่งใดเป็น ธรรม หรือ อธรรม เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาหรือ เป็นคำสอนนอกพระพุทธศาสนาที่คิดขึ้นเอง อย่างเช่น การหลับในฌาน มีที่ไหนกัน
ฌานจิตมีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมปชัญญะ ไม่ได้หลับอย่างที่คุณว่ามา


บอกอย่างนี้ยังไม่เข้าใจก็หมดทางเยียวยา

พาลปุถุชนบอกอะไรก็ไม่เข้าใจ
ไม่เหมือนคนฉลาด
บอกเพียงสิ่งเดียว
เค้าก็เข้าใจได้หลายสิ่งหลายอย่าง.

https://youtu.be/JLAU98P6Y7Y


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2019, 17:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ข้อคิด สำหรับ ศิษย์

นักปฏิบัติธรรมในขณะที่เวทนาเกิดอย่าอยากให้หาย ยิ่งอยากให้หายมากเท่าไรก็ จะกลับเป็นเวทนาทวีคูณขึ้น
จนนักปฏิบัติธรรม ทนไม่ได้และจะล้มเลิกไปในที่สุด.


ตรงนี้คือก็คือความอยากในสิ่งที่ตนปราถนาเมื่อมีมากก็กลายเป็น
ความยึดมั่นถือมั่นเลยเกิดทุกข์มาก เพราะจิตไปจดจ่ออยู่กับจุดที่เจ็บปวด
มากและนานเกินไป ยิ่งยึดก็ยิ่งทุกข์ ใจเย็นครับ คุณ luna ค่อยๆว่ากัน
ให้คิดเสียว่า ทุกคนทุกสิ่งคือแบบทดสอบของเรา ผมก็โดนมามากมายเหมือน
กัน ต่างคนต่างวาระจิต ต่างบารมี ปัญญาต่างกัน ความเห็นย่อมแตกต่างกันบ้าง
แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว หากหนักเกินไปผมจะละเว้นพูดคุยกับบุคคลนั้นไว้ก่อน
จนกว่าจะเห็นว่าเหมาะสม นักปฏิบัติอาจบรรยาได้ไม่ชัดเจน และถูกต้องทั้งหมด
มีผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่หากศึกษาพระธรรมเพิ่มก็จะดียิ่ง ผมเองก็ศึกษาเพิ่มทั้ง
ปฏิบัติ ความหลงมีกันได้ทุกคน หลงมาก หลงน้อย แล้วแต่ว่าแต่ละคนใครจะหลุด
จากความหลงนั้นได้เร็วช้าแตกต่างกันตามกรรมและสติปัญญาของตนครับ

อนุโมทนาในจิตที่เมตตาต่อเพื่อนๆด้วยครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2019, 17:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
Quote Tipitaka:
ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้ เป็นไปเพื่อ
ความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่
เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบ เป็นไปเพื่อความก่อ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่
ก่อ เป็นไปเพื่อความยึดถือ ไม่เป็นไปเพื่อความสละ เป็นไปเพื่อความอยาก
ใหญ่ ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อ
ความสันโดษ เป็นไปเพื่อความคลุกคลี ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อ
ความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก
ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ดังนี้.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ โดยส่วนเดียว ว่านั่นไม่
ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์.
ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้นั้น ย่อมเป็น
ไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก.
ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่น
เป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ดังนี้. ครั้นเมื่อความเป็นไปเช่นนั้น ในธรรมวินัย
ของพระพุทธเจ้า ในปาพจน์ของพระพุทธเจ้า ในพรหมจรรย์ ในคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้านี้ ก็เหมือนกัน.

:b8: :b8: :b8:


ปฏิบัติถูกหรือไม่ วัตด้วยพระสุตรนี้ครับ รู้ได้ด้วยตนเอง ว่ากิเลสเรา
ลดน้อยไปมากแค่ไหนจากอดีตเป็นเช่นนี้ๆๆๆๆ หลังจากปฏิบัติแล้วดีขึ้น
เช่นนี้ๆๆๆๆครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2019, 18:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


เราลด ละเลิก สิ่งที่เป็นอกุศล ได้มากขึ้นแค่ไหน และ
เจริญสิ่งที่เป็นกุศลได้เพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ทาง กาย วาจา
ใจ สงบมากขึ้น นานขึ้น ความคิดว่องไวและถูกต้องมากขึ้น
แก้ปัญหาได้มากขึ้นเร็วขึ้น ดีขึ้น ความอยากลดลงนี้แสดง
ว่าเราเดินถูกทางแล้วครับ มีความอ่อนน้อมมากขึ้น ความขยัน
มากขึ้น อดทน ความเพียร ความกล้าหาญ เมตตา กรุณา มุทิ
ตา อุเบกขามากขึ้น

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 เม.ย. 2019, 00:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
onion หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง 100% Kiss

หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง
หลักการนั่งสมาธิที่ถูกต้องที่สุด ทำตัวสบายๆผ่อนคลายจากความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ ค่อยๆหลับตาเบาๆ วางจิตไว้ตรงฐานของจิตฐานของจิตอยู่ตรงที่เบาสบายที่สุด หายใจเข้าลึกๆ และก็ค่อยผ่อนออกช้าๆ และก็กำหนดคำภาวนา
หายใจเข้าลึกๆว่าพุธ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหายใจออกช้าๆว่าโธๆๆๆๆๆๆๆๆ จะเป็นที่เบาสบายๆไม่ตึงเกร็ง เมื่อลมละเอียดขึ้นก็จะมีแสงสว่างก่อตัวเป็นดวงกสิณ เกิดจากลมหยาบ ที่ละเอียดจนบางครั้งเราคิดเองว่าไม่ได้หายใจ เพราะลมละเอียดจนเกือบดับเสียหมด
ที่นักปฏิบัติ ดึงลมหายใจเข้าหายใจออก ซักฟอกลมจนละเอียด กลายเป็นนิมิตโอภาสรังสี นักปฏิบัติหลายคนเพ่งนิมิตดวงกสิณเจริญเป็นบาทฐานอภิญญา ได้แต่ฤทธิ์ทางใจ ล้วนเดินทางไปพรหมโลก เพราะเข้าใจว่าดับรูปกาย เหลือแต่จิตที่ประภัสสร คืออนัตตาธรรม
ซึ่งทางสายวิปัสสนาจาร ปรามาส สมาธิประเภทนี้เอาไว้รุนแรงมากๆ สมาธิหนักแน่นเหมือนแกนมะละกอ
เพราะเป็นสมาธิที่หลบเวทนา ไม่ฉลาดในอุบายธรรมะ
เวลากระทบ อารมณ์ภายนอก ก็ไม่ต่างอะไรกับนักภาวนาหัดใหม่ ยังปล่อยจิตปล่อยใจ เวลาดีก็ดีใจหาย ดีก็รักชั่วก็ชัง จิตแบบนี้ยังใช้ไม่ได้ อารมณ์ยังขึ้นๆลงๆ ไม่เป็นตัวปกติ

ทางแก้ไข เมื่อนักปฏิบัติธรรมะ เจริญภาวนามาถึง มีอาการจิตลอยๆ เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญสมณะธรรม ให้ถอนจิตขึ้นมาคิดนึกธรรมะแล้วน้อมเข้ามาในวงกายในกาย ที่ควรทำให้เกิดปัญญาในการถอนสังโยชน์
ถ้ามีอาการสังขารไม่ไหว ก็ให้หลับในฌาน เมื่อพักเต็มที่แล้วก็ออกเดินทางปัญญา โดยกำหนดสิ่งที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้กลิ่น สัมผัสที่ถูกต้อง แล้วน้อมเข้ามาดูในใจ ธรรมะที่เป็นกุศและอกุศลจะเกิดในจิตก็ให้ละที่จิตในจิต
ก็จะเกิดภูมิวิปัสสนา เมื่อนั่งทับทุกข์นานๆเวทนาย่อมเกิด
นักภาวนาที่ต้องการพ้นทุกข์ ห้ามหลบเวทนา ให้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเครื่องเล่นเครื่องอยู่อบรมอินทรีย์ ๕ ให้แก่กล้า ก็จะเห็นกระแสปฏิจจสมุปบาท โซ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เพราะละตัดขาดจากเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงดับ
อุปมาอุปมัยได้กับ สายไฟฟ้าเส้นใหญ่ถูกตัดขาด
ผลก็คือไฟฟ้าดับทั้งเมือง
จิตที่ขาดออกจากรูปแล้ว ก็ไม่มีกระแสปฏิจจสมุปบาท อะไรส่งผ่านถึงดวงจิตดวงนี้ได้อีกต่อไป ก็อาศัยกาลเวลาในการขัดเกลาดวงจิตจน บริสุทธิ์หมดจดไร้รูปลักษณ์
ทรงภูมิพระอรหันต์ขีณาสพ รอสังขารแตกดับ ก็ทิ้งขันธ์ไม่กลับมาเกิดอีกในสามโลก

ข้อคิด สำหรับ ศิษย์

นักปฏิบัติธรรมในขณะที่เวทนาเกิดอย่าอยากให้หาย ยิ่งอยากให้หายมากเท่าไรก็ จะกลับเป็นเวทนาทวีคูณขึ้น
จนนักปฏิบัติธรรม ทนไม่ได้และจะล้มเลิกไปในที่สุด.


อ่านไปก็ดูสับสน วุ่นวาย ยุ่งเหยิง

พระพุทธองค์จึงสอนว่า กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
ต้องคบกัลยาณมิตร ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดเสมอด้วยพระพุทธองค์

คุณ luna ควรศึกษาพระพุทธพจน์ด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมหายาน หรือ เถรวาทก็ตาม
และควรศึกษาอรรถกถาด้วยเพื่อความแตกฉาน หากจะเน้นเรื่องการภาวนา ก็ควรอ่านหรือเรียนเรื่อง สมถะและวิปัสนาใหม่ให้รอบรู้ เพราะอ่านจากที่คุณเขียน ดูสับสน ไม่เป็นระเบียบ เหมือนนำสิ่งโน้น มาปนสิ่งนี้ ห้ามโน่น ห้ามนี้ ต้องอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ไม่ได้เริ่มจากการมีความเห็นที่ถูก คนอ่านจึงไม่ได้รับประโยชน์


บทสรุปแบบย่นย่อ
ไม่ได้ขยาย ให้พิสดาร
มันใช้ได้สำหรับผม
ผมก็ถอดออกมาจากผลปฏิบัติที่ผม
ปฏิบัติแล้วไม่ถดถอยมันก้าวหน้า
ไม่ถอยหลัง ผมก็ทดลองกับตัวเองก่อน ก่อนนำเสนอ
หากไม่เข้าใจ
นั่นเป็นเพราะภาค
ปฏิบัติยังน้อย
นิพพานจึงไม่ใช่ภาษาพูดภาษาเขียน ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง คนอื่นก็ช่วยเราได้แค่ให้คำแนะนำสั่งสอน

ทางมีอยู่แต่ไม่มีคนเดิน เราเป็นแต่ผู้บอกทาง ท่านต้องทำเอาเองท่านต้องเดินเอง .


ปฏิบัติน้อย ปฏิบัติมาก ตามเหตุปัจจัย แต่คุณเขียนมาพิจารณาแล้วนั้นมีความสับสน ไม่เป็นไปตามลำดับ พิจารณาแล้วไม่เกิดปัญญา ไม่น้อมไปสู่การปฏิบัติ ถึงบอกให้เรียนให้ศึกษา จะได้เป็นปัจจัยให้มีความเข้าใจที่ถูกตรงตามพระธรรม

แค่คุณพูดว่านั่งสมาธิ คำแรกก็ผิดแล้ว


คนที่จะตัดสินถูกหรือผิด คือพุทธะ
ไม่ใช่คุณ


ผู้เป็นบัณฑิต ก็ตัดสินได้ ว่าสิ่งใดเป็น ธรรม หรือ อธรรม เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาหรือ เป็นคำสอนนอกพระพุทธศาสนาที่คิดขึ้นเอง อย่างเช่น การหลับในฌาน มีที่ไหนกัน
ฌานจิตมีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมปชัญญะ ไม่ได้หลับอย่างที่คุณว่ามา


บอกอย่างนี้ยังไม่เข้าใจก็หมดทางเยียวยา

พาลปุถุชนบอกอะไรก็ไม่เข้าใจ
ไม่เหมือนคนฉลาด
บอกเพียงสิ่งเดียว
เค้าก็เข้าใจได้หลายสิ่งหลายอย่าง.

https://youtu.be/JLAU98P6Y7Y


เป็นตามนั้น
สุดแต่กรรมเถอะ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 เม.ย. 2019, 01:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


ถามคุณยังไม่ตอบ

ปฏิบัติคืออะไร ใครปฏิบัติ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 เม.ย. 2019, 16:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2166

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


คนหกพันล้าน ก็มีเรื่องเล่า มีประสบการณ์หกพันล้านแบบ

แต่ สติปัฎฐานเป็นทางสายเอก ทางเดียว

smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 เม.ย. 2019, 06:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
คนหกพันล้าน ก็มีเรื่องเล่า มีประสบการณ์หกพันล้านแบบ

แต่ สติปัฎฐานเป็นทางสายเอก ทางเดียว

smiley


สาธุ อย่าว่าไปถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องเลยว่ามีกี่คน
แม้ผู้ที่คิดให้ทานก็ยังไม่ถึงครึ่งเลย หากทุกคนรู้จักการ
ให้ ถึงระดับที่ดีแล้วก็ย่อมจะนำความสุขระดับสังคมมา
ให้แล้ว นี้ขนาดเริ่มต้นคือทานยังทำไม่ได้เลยจะว่าภาวนา

ก็ยิ่งยากที่เค้าจะทำกัน และทำได้ เมื่อไม่มีการเสียสะละหรือ
การให้ทานเพื่อลดความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุลงแล้ว การรักษา
ศีล การภาวนาก็ย่อมจะเป็นเรื่องยาก ดูตัวอย่างดั่งเจ้าชายสิทธัตถะ
พระองค์ยังต้องสะละละทิ้งทุกสิ่ง ถึงได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้

:b39:

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 08:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
คนที่ฉลาดในการฟังคำสอน
จะเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ
ที่ผู้คนทำไปตามปกติ
ไม่มีใครทำผิดปกติ
คือทำตามปกติด้วยมีกิเลส
คือไม่รู้ความจริงที่กำลังมี
จนกว่าจะเริ่มต้นฟังความจริง
แล้วรู้สึกตัวว่ามีความไม่รู้สะสมมา
มากมายจนไม่รู้ว่าตนมีความไม่รู้คือมีอวิชชา
จึงคิดพูดทำตัดแต่งต่อเติมความคิดเอาเองเพราะคิดตามไม่เป็น
ย้ำคำสอนของพระพุทธเจ้าสำหรับปรับความคิดเห็นให้ถูกตามได้ทีละคำจนกว่าจะตรงทางเดียว
อ่านช้าๆทีละคำ...คิดตามสิ่งที่กำลังอ่าน...เทียบสิ่งที่ตนเองทำ...กำลังขาดปัญญาจากการฟังคือปริยัติอยู่ค่ะ
https://youtu.be/HE7YeQQ8Hv4
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 09:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Kiss
คนที่ฉลาดในการฟังคำสอน
จะเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ
ที่ผู้คนทำไปตามปกติ
ไม่มีใครทำผิดปกติ
คือทำตามปกติด้วยมีกิเลส
คือไม่รู้ความจริงที่กำลังมี
จนกว่าจะเริ่มต้นฟังความจริง
แล้วรู้สึกตัวว่ามีความไม่รู้สะสมมา
มากมายจนไม่รู้ว่าตนมีความไม่รู้คือมีอวิชชา
จึงคิดพูดทำตัดแต่งต่อเติมความคิดเอาเองเพราะคิดตามไม่เป็น
ย้ำคำสอนของพระพุทธเจ้าสำหรับปรับความคิดเห็นให้ถูกตามได้ทีละคำจนกว่าจะตรงทางเดียว
อ่านช้าๆทีละคำ...คิดตามสิ่งที่กำลังอ่าน...เทียบสิ่งที่ตนเองทำ...กำลังขาดปัญญาจากการฟังคือปริยัติอยู่ค่ะ
https://youtu.be/HE7YeQQ8Hv4
:b12:
:b4: :b4:

ผู้ที่บรรลุธรรมได้เองโดยไม่ต้องฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายมีแค่2บุคคลคือ
1ตัวของพระพุทธเจ้าเองในชาติสุดท้ายที่เป็นผู้ประกาศคำสอน
2พระปัจเจกพุทธเจ้าต้องเป็นยุคที่ไม่มีการประกาศคำสอน
เราน่ะเป็นใครไม่ใช่2บุคคลข้างต้นนี้แน่นอน...กำลังขาดแคลนสุตมยปัญญาอยู่ค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 10:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในพระคัมภีร์ เราเคยอ่านพบว่า คนโง่เขลา ได้ยึดว่าสิ่งนี้เป็นของจริง
พวกหินยานจะสลายมันออกเป็นสิ่งไม่มีตัวตน พระปัจเจกพุทธะจะถือ
ว่ามันเป็นสิ่งมายา ในขณะที่พระโพธิสัตว์ ของมหายาน จะยอมรับ
ว่ามันปรากฏมีอยู่จริงแต่ทว่าเป็นสิ่งที่ว่าง

อย่าถามเลยว่า
จะเอาหลักฐาน
อ้างอิงคำสอน

เพราะเรียนรู้เพื่อที่จะละวาง หาได้เรียนรู้เพื่อยึดติดในตำรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
ในพระคัมภีร์ เราเคยอ่านพบว่า คนโง่เขลา ได้ยึดว่าสิ่งนี้เป็นของจริง
พวกหินยานจะสลายมันออกเป็นสิ่งไม่มีตัวตน พระปัจเจกพุทธะจะถือ
ว่ามันเป็นสิ่งมายา ในขณะที่พระโพธิสัตว์ ของมหายาน จะยอมรับ
ว่ามันปรากฏมีอยู่จริงแต่ทว่าเป็นสิ่งที่ว่าง

อย่าถามเลยว่า
จะเอาหลักฐาน
อ้างอิงคำสอน

เพราะเรียนรู้เพื่อที่จะละวาง หาได้เรียนรู้เพื่อยึดติดในตำรา


ตอบไม่ตรงคำถาม หรือจงใจหลีกเลี่ยง หรือไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่คุณพูดเป็นการเบี่ยงประเด็นเท่านั้น

การพูดกล่าวแสดงธรรมก็ต้องมีที่อ้างอิงได้เป็นที่สุด มิฉะนั้นก็จะเป็น การพูดเพ้อเจ้อ โปรยประโยชน์ทิ้ง

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 14:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ในพระคัมภีร์ เราเคยอ่านพบว่า คนโง่เขลา ได้ยึดว่าสิ่งนี้เป็นของจริง
พวกหินยานจะสลายมันออกเป็นสิ่งไม่มีตัวตน พระปัจเจกพุทธะจะถือ
ว่ามันเป็นสิ่งมายา ในขณะที่พระโพธิสัตว์ ของมหายาน จะยอมรับ
ว่ามันปรากฏมีอยู่จริงแต่ทว่าเป็นสิ่งที่ว่าง

อย่าถามเลยว่า
จะเอาหลักฐาน
อ้างอิงคำสอน

เพราะเรียนรู้เพื่อที่จะละวาง หาได้เรียนรู้เพื่อยึดติดในตำรา


ตอบไม่ตรงคำถาม หรือจงใจหลีกเลี่ยง หรือไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่คุณพูดเป็นการเบี่ยงประเด็นเท่านั้น

การพูดกล่าวแสดงธรรมก็ต้องมีที่อ้างอิงได้เป็นที่สุด มิฉะนั้นก็จะเป็น การพูดเพ้อเจ้อ โปรยประโยชน์ทิ้ง


พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ทุกองค์ตรัสรู้อย่างเดียวกันมีแต่มาแนะนำสั่งสอน

ที่ผมรู้แน่นอนผมโพส ทั่วๆไปไม่ได้
เป็นประเด็นตอบคำถามของใคร
ในเคสนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2019, 20:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1782


 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
ปฤษฎี เขียน:
luna เขียน:
ในพระคัมภีร์ เราเคยอ่านพบว่า คนโง่เขลา ได้ยึดว่าสิ่งนี้เป็นของจริง
พวกหินยานจะสลายมันออกเป็นสิ่งไม่มีตัวตน พระปัจเจกพุทธะจะถือ
ว่ามันเป็นสิ่งมายา ในขณะที่พระโพธิสัตว์ ของมหายาน จะยอมรับ
ว่ามันปรากฏมีอยู่จริงแต่ทว่าเป็นสิ่งที่ว่าง

อย่าถามเลยว่า
จะเอาหลักฐาน
อ้างอิงคำสอน

เพราะเรียนรู้เพื่อที่จะละวาง หาได้เรียนรู้เพื่อยึดติดในตำรา


ตอบไม่ตรงคำถาม หรือจงใจหลีกเลี่ยง หรือไม่รู้จะตอบอย่างไร ที่คุณพูดเป็นการเบี่ยงประเด็นเท่านั้น

การพูดกล่าวแสดงธรรมก็ต้องมีที่อ้างอิงได้เป็นที่สุด มิฉะนั้นก็จะเป็น การพูดเพ้อเจ้อ โปรยประโยชน์ทิ้ง


พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ทุกองค์ตรัสรู้อย่างเดียวกันมีแต่มาแนะนำสั่งสอน

ที่ผมรู้แน่นอนผมโพส ทั่วๆไปไม่ได้
เป็นประเด็นตอบคำถามของใคร
ในเคสนี้


อ่อ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15 ... 20  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร